เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สำหรับงาน Praew Talk 2026 “Stage of Stories” งาน Talk on Stage สุดยิ่งใหญ่จาก นิตยสารแพรว โดย บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป ร่วมกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทุกเรื่องราว มีพลังเปลี่ยนแปลงชีวิต” ชวนเหล่าคนดังจากหลากหลายวงการ มาร่วมเปิดเวทีทอล์กแชร์เรื่องราวดีๆ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและมุมมองที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม จัดเต็ม 2 วัน เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ Central Court Zone ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีเหล่าแฟนคลับของคนดังที่ชื่นชอบมาร่วมให้กำลังใจแน่น

โดยในปีนี้ Praew Talk on Stage ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ร่วมเปิดงาน และการบรรเลงเพลงคลาสสิกจาก Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) โดยมี หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ รับหน้าที่พิธีกร ร่วมพูดคุยกับ โอปอล-สุชาตา Miss World 2025 ในหัวข้อ “เมื่อชัยชนะ ไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย” โดยเผยว่า “สิ่งหนึ่งที่โอปอลได้เรียนรู้จากเวทีนางงามคือ ในความเป็นจริงไม่มีคำว่าพร้อม 100% เพราะตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ เราจะยังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา และถ้ามัวแต่รอให้พร้อม เราอาจจะไม่ได้เริ่มเลยก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การเชื่อมั่นในตัวเองว่าถึงเวลาของเราแล้ว โอปอลอยากบอกน้องๆ ทุกคนที่อยากลงมือทำอะไรสักอย่าง ถ้าใจพร้อมและศึกษามาอย่างดีแล้ว อย่าลังเล ลุยเลยค่ะ” จากนั้นฮีลหัวใจพัฒนาสุขภาพจิตไปกับนักจิตวิทยา ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ในหัวข้อ “ใจพัง…เริ่มที่พักใจ” โดยกล่าวว่า “ก่อนจะมีความสุขกับคนอื่น เราต้องผูกพันกับตัวเองก่อน รู้จักชื่นชม ภูมิใจ และมองตัวเองด้วยความรัก ไม่ใช่มุ่งแต่จะพัฒนาตัวเองจนลืมเห็นคุณค่าของตัวเอง”

เรียนรู้เส้นทางในวงการบันเทิงและทำความฝันให้เป็นจริงไปกับนักร้องลูกทุ่งร้อยล้านวิว ก้านตอง ทุ่งเงิน ในหัวข้อ “ความฝันยังอยู่ เพราะเราไม่เคยหยุดเดิน” เจ้าตัวเผยว่า “ทุกอย่างมีจังหวะและโอกาสของตัวเอง ขอแค่เราไม่หยุดเดิน… การได้ยืนบนเวทีและส่งความสุขผ่านเสียงเพลงให้ทุกคนฟัง คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้วจริงๆ” ร่วมด้วยนักร้องสาวคนเก่ง MANG โดยได้เผยว่า “ช่วงที่รู้สึกท้อจนไม่อยากร้องเพลงต่อ ได้อ่านประโยคหนึ่งในหนังสือที่ว่า ‘ถ้าทางมันคด มันถึงจะคุ้ม’ เป็นประโยคที่ทัชใจและจำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะทำให้รู้ว่า ยิ่งเส้นทางคดเคี้ยวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นความคุ้มค่าของชีวิตมากเท่านั้น” ในหัวข้อ “ออกแบบชีวิต…ไม่ต้องรอคิวปิด (Cupid)” มุ่งสู่เป้าหมายกับเส้นทางที่ไม่เคยยอมแพ้กับ เอินเอิน ฟาติมา เผยว่า “โอกาสและเวลาเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ทันทีคือ การเตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุด… ช่วงเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย” ในหัวข้อ “ไม่ยอมแพ้ แม้วันที่ไม่เป็นดั่งใจ”

รับพลังใจดีๆ ในการใช้ชีวิตจาก TIGGER โดยกล่าวว่า “ในวันที่เราต่างต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต่อสู้ในแบบของตัวเอง จงเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า จังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กราฟชีวิตอาจมีขึ้นมีลงไม่เท่ากัน และในวันที่ก้าวพลาด เราต้องการความเข้าใจมากกว่าคำซ้ำเติม ดังนั้นการให้กำลังใจและจับมือสู้ไปด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด“ ในหัวข้อ “ตัวตนและการเติบโต” และทอล์กในหัวข้อ “สูตรโกงชีวิต แบบคนไม่ธรรมดา” จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซีเค เจิง ที่กล่าวว่า “ช่วงก่อนวัย 30 ปี อยากให้ทุกคนกล้าทำในสิ่งที่อยากทำ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง เพราะคือช่วงเวลาที่เราไม่มีอะไรจะเสีย หลายคนยังไม่มีลูก พ่อแม่ยังแข็งแรงดี เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะล้มบนพื้น เพราะยังไงเราก็ยืนบนพื้นอยู่แล้ว” และ ภูผา อมรกิจจา กล่าวว่า “ทักษะสำคัญที่สุดในทุกวันนี้คือ ‘การขาย‘ เพราะต่อให้เป็นพนักงานประจำ เราทุกคนก็คือนักขายที่ต้องขายความสามารถของตัวเองเพื่อแลกกับรายได้”

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดีไปกับหัวข้อ Talk “Bangkok – The Next Green Chapter” กรุงเทพฯ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า จาก พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยได้กล่าวว่า “การดูแลและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของเราทุกคน ยกตัวอย่าง ‘ปัญหาขยะ’ ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่เกิดจากเราผลิตขึ้นทุกวัน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจต้นเหตุของปัญหา และเห็นผลกระทบของการไม่ช่วยกันลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง” ต่อด้วยนักแสดงสาวหัวใจสีเขียว เชอรี่ เข็มอัปสร ในห้วข้อ “ดูแลโลก…ดูแลเรา” เจ้าตัวเผยว่า “ในมุมมองของเชอรี่ ‘โลก’ กับ ‘เรา’ ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากกัน เพราะอาหาร น้ำ และอากาศที่หล่อเลี้ยงชีวิต ล้วนมาจากธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติเสื่อมโทรม คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเรา เพราะฉะนั้นการดูแลธรรมชาติ จึงไม่ต่างจากการดูแลร่างกายและชีวิตของตัวเอง”

พร้อมด้วยเรื่องราวดีๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจจาก มิว-ศุภศิษฏ์ & ซันนี่-วรรณรัตน์ ในหัวข้อ “ความท้าทายบทใหม่” เติมเอเนอจี้ ความฝัน และ ตัวตน ไปกับนักแสดงรุ่นใหม่ คอปเปอร์-ฟีฟ่า-นอร์ท-อ๊อตโต้ (DMD Gen5), ปุยนุ่น-วรางค์ศิริ & บิ๊นท์-สิรีธร ในหัวข้อ “Next Chapter บทใหม่ของชีวิต”, ต้น-ธนษิต ในหัวข้อ “กล้าที่จะเป็น ในแบบที่เราเป็น” และ จินนี่-ณัฐณิชา & เจน่า-แองเจลิน่า ในหัวข้อ “จังหวะชีวิตแบบ Level Up”

พร้อมด้วย Mini Concert ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกตลอดทั้ง 2 วันจากนักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ไนล์-ชนิดาภา & น้ำหวาน-ณัฐชยา จากซีรีส์ “Chasing Love พี่เองก็ลำบาก”, JETAIME, FAVIQ, ALALA, ยูจีน-อัยภณ & ยูจีน-ญาณวัฒน์ จาก CHANGE2561, THX, จูเนียร์–ฟลุ๊คจ์-ไม้เอก-โบนัส จาก iQIYI Original “My Secret Boyfriends แฟนลับ ครับผม”, แทน-ไปร์ท-โฟกัส-อาร์มมี่ จากซีรีส์ “Magic Move ทำนายทายรัก”, POOKAN, MEEPOOH, MicMac, อะตอม & เมอซีเดส / เดวี่ & เจนนี่ / นุ่น & แพรวา จาก Star Hunter Entertainment, CSNP, nnenox และ ท็อปแท็ป-มินลี จาก PAYBACK The Series

งาน Praew Talk 2026 “Stage of Stories” ไม่เพียงส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจ แต่ยังได้เตรียมมอบโอกาสด้านการศึกษาให้กับน้องๆ ผู้ยากไร้ ผ่านโครงการแพรวแชริตี้ เพียงสมทบทุนผ่าน บัญชี “โครงการแพรวแชริตี้” เลขที่บัญชี 116-4-62296-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางลำพู

ติดตามกิจกรรมดีๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.praew.com  / Facebook : นิตยสารแพรว / Instagram : @praewmag / X : @praewdaily / TikTok : @praewmagazine และ Youtube : @praewmag

#PraewTalk2026

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบขนมขบเคี้ยวแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สนับสนุนกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบขนมขบเคี้ยวแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สนับสนุนกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบขนมขบเคี้ยวแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สนับสนุนกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมสนับสนุนการจัดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งต่อความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชน

14 กรกฎาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมส่งมอบขนมขบเคี้ยว จำนวน 18,432 ชิ้น รวมมูลค่า 200,000 บาท จากการสนับสนุนของนางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , นางเยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี ประธานดำเนินงานวันสำคัญและกิจกรรมพิเศษ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายวรัญญู วอทอง กรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำสิ่งของดังกล่าวไปกระจาย ส่งต่อให้แก่ผู้เข้ารับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ และร่วมผู้กิจกรรม เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 รวมถึงผู้ที่อยู่ในความดูแลของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัวและความกตัญญู จึงร่วมสนับสนุนขนมขบเคี้ยว โดยเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของมูลนิธิฯ ในการร่วมส่งต่อกำลังใจและความห่วงใยแก่ประชาชนผ่านกิจกรรมของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ

สำหรับการจัดกิจกรรมในวันแม่แห่งชาติ เป็นกิจกรรมที่ทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยประกอบด้วย การคัดเลือกแม่ดีเด่น และ​ลูกที่มีความกตัญญู​กตเวที​อย่างสูง​ต่อ​แม่​ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ในระดับภูมิภาค ช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนแก่กลุ่มเปราะบางในสังคม อาทิ กิจกรรมจัดเลี้ยงอาหารพระราชทานแก่เด็ก เยาวชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ต้องขัง เป็นต้น

ฤกษ์ดีเปิดตัวสำนักงาน มูลนิธิ Five For All และมูลนิธิดาวน์ซินโดรมประเทศไทย

ฤกษ์ดีเปิดตัวสำนักงาน มูลนิธิ Five For All และมูลนิธิดาวน์ซินโดรมประเทศไทย

ฤกษ์ดีเปิดตัวสำนักงาน มูลนิธิ Five For All และมูลนิธิดาวน์ซินโดรมประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

มูลนิธิ Five for all และมูลนิธิดาวน์ซินโดรม โดย ดร.ชนัญกร สุวรรณชื่น ประธานมูลนิธิฯ จัดงานเปิดตัวสำนักงานมูลนิธิฯ โดยมี พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ (รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง) เป็นประธาน พร้อมด้วย ท่านสุธน วิชัยรัตน์ (รองอธิบดีกรมพลศีกษา), คุณไทชิ ทากาซาวา (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนสตีลฯ) พร้อมคณะร่วมงาน ภายในงานนอกจากมีกิจกรรมพิธีเปิดสำนักงานแล้ว ยังมีกิจกรรม การออกร้านมากมาย อาทิ โครงการ “ โล๊ะตู้” แบ่งปันสิ่งของที่ดีส่งต่อกันและกัน เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหสือสร้างอาชีพให้คนพิการ และทำ “ถุงยังชีพปันกัน” ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับสังคมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นสู่ความยั่งยืน, บูธ “ ไทยช่วยไทย“ ของ Lotus นำสินค้าราคาถูกมาจำหน่ายแก่ผู้ร่วมงาน, นอกจากนี้ยังมีบูธขนม อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ เช่น ชุดจากผ้าขาวม้า, ถุงผ้าที่เพ้นด้วยปากของคนพิการ รวมถึงกิจกรรมที่ทำโดยคนพิการ อย่างการนวดผ่อนคลาย, กิจกรรมซ่อมพระ, กิจกรรมการประดิษฐ์ดอกไม้จัน และร้านกาแฟคนพิการ Star Café ก็เปิดให้บริการด้วยเช่นกัน งานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ ร้าน Star Café ร้านกาแฟเด็กพิการ กรมพละศึกษา กรุงเทพมหานคร ….

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

คุณแหน: 14 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 14 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 14 กรกฎาคม 2569

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 00.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 17.30 น ..

ll วันอาทิตย์ที่ผ่านมา World Cup นัดสำคัญที่ชาวโลกเฝ้ารอระหว่างเจ้ายุทธจักร Brazil vs Norway ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะบุ๊คกี้หรือผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่า บราซิลกินคู่แข่งดิบๆ แน่ แต่ผลปรากฏว่า “รถผ้าป่าคว่ำกลางทาง” ฝันสลายกลายเป็นบราซิลพ่ายแพ้ 2-1 ถ้าคู่แข่งเป็นทีมประเทศอื่นรับรองว่าถูก “ทัวร์ลง” พร้อมด่าทอแน่ๆ แต่บังเอิญ นอร์เวย์ เป็นประเทศศิวิไลซ์และมีผู้คนทั่วโลกรักพวกเขาจึงมีแต่คนดีใจด้วย ขอลำดับภาพความดีใจ เริ่มที่สนามรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังกรรมการเป่าจบการแข่งขัน นักบอลบราซิลหลายคนหมดสภาพทรุดตัวกลางสนามร่ำไห้ ฝ่ายนอร์เวย์กระโดดโลดเต้นแบกซูเปอร์สตาร์ ฮาแลนด์ แห่รอบสนาม แล้วตั้งแถวเป็นขบวนเพื่อทำท่าพายเรือไวกิ้งตามจังหวะ “ฮุย-เล-ฮุย” พร้อมกับแฟนนอร์เวย์บนอัฒจันทร์อีกกว่าหมื่นคน…ส่วนการชิงชัย คู่ 4 ทีมสุดท้าย ในวันพุธที่ 15 ก.ค. 02.00 น. ทีมฝรั่งเศส พบ ทีมสเปน และในวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. 02.00 น. ทีมอังกฤษ พบ ทีมอาร์เจนตินา…ใครมีทีมในดวงใจติดตามลุ้นกันได้ที่ไทยพีบีเอส ตามวันและเวลาดังกล่าว..

ll สถาบัน FORBES THAILAND จัดลิสต์ 10 สุดยอดอภิมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2026 แล้ว ทั้งสิบสุดยอดก็ล้วนแต่เป็นไทคูน หน้าตาคุ้นๆ ทั้งนั้น ยกเว้นหนึ่งกรณีนิวคัมเมอร์ บารอนเนส จึงขอร่วมแสดงความยินดีกับท่านด้วยคือ ชัชชน รัตนรักษ์ ทายาทกองมรดก ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ทรัพย์สินหลักๆ จะเป็น CONTROL INTERESTS ในกิจการสำคัญ อาทิ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่, สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี และโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมาย..

ll ขอแสดงความยินดีกับ พ.ต.ท.หญิง เจือทิพย์ ปลาทอง ภริยา พล.ต.ต.ดร.กิตติศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และเป็นคุณแม่ของ 2 ลูกสาวคนเก่ง นกยูง-ปีย์รดา นักศึกษาปริญญาเอกทุนรัฐบาลไทย สาขาวิศวกรรมพลังงาน ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น และ คุณหมอหงส์หยก-พญ.ปารวี ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นคุณแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้านบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ในวันแม่ปีนี้..

ll ส่วน พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ บุตรชาย คนโตของ พล.ต.ท.วสันต์-รัชนี ได้รับการคัดเลือกจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นลูกกตัญญูอย่างสูงต่อแม่ ประเภทข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ขอแสดงความยินดีด้วย..

ll ดีใจด้วยอีกเรื่องกับ อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ศิษย์เก่าเกียรติยศ ประจำปี 2569” ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์แก่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ..

ll งานเลี้ยงฉลอง 113 ปี สายสกุล “โทณะวณิก” จัดที่บ้านดุสิตธานี ศาลาแดง เมื่อวันก่อน โดยมี ชนินทธ์ โทณะวณิก เอื้อเฟื้อทั้งอาหารและสถานที่ ผู้ร่วมสกุลล้วนเป็นคนดังของสังคมมาร่วมงานคับคั่ง อาทิ สุรพลน้อย,ชาลอต,ผุสชา โทณะวณิก ฯลฯ ซึ่งงานนี้มีหลานชาย คัมภีร์ อมาตยกุล มาร้องเพลงโชว์ด้วย..

ll ช่วงนี้ 2 ด๊อกเตอร์ คือ ดร.ผุสดี ตามไท กับ ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร มีทริปที่เมืองจีนครั้งที่เท่าไรเจ้าตัวก็จำไม่ได้ แต่ทราบว่ามาที่เมืองต้าถงได้ชมถ้ำหยุนกัง มณฑลซานชี ชมถ้ำหินพุทธศิลป์ ไปเมืองผิงเหยาเมืองมรดกโลก อันมีชื่อเสียงในการผลิต “จิ๊กโฉ่ว” และที่สุดประทับใจคือถ้ำน้ำแข็งภูเขาหยุนซิว ซึ่งเป็นถ้ำหินงอก หินย้อยที่สวยงามมาก..

บารอนเนส

DMT เผยผลสำเร็จ “ทำนาลดคาร์บอน” ต้นแบบความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

DMT เผยผลสำเร็จ “ทำนาลดคาร์บอน” ต้นแบบความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

DMT เผยผลสำเร็จ “ทำนาลดคาร์บอน” ต้นแบบความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.21 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เผยผลสำเร็จโครงการ “ทำนาลดคาร์บอน ยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” พร้อมผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลผลิตข้าวคุณภาพ และความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชนเกษตรกร ที่ร่วมกันสร้างต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำในพื้นที่ตำบลวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ก่อนจะหว่านเมล็ดพันธุ์ลงแปลงนา ทีมงาน DMT เริ่มจากการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลพื้นที่ ทั้งตัวแทนสำนักงานเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะอิน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับบริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด และเกษตรกรต้นแบบ เพื่อร่วมกันวางแผน รับฟังความคิดเห็น และกำหนดแนวทางดำเนินโครงการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกอย่างเป็นทางการ

เมื่อทุกอย่างพร้อม “บิ๊กบอส” ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ DMT ก็ชวนผู้บริหาร และพนักงานจิตอาสา DMT ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกร ช่วยกันหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 ท่ามกลางบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวัง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปลูกข้าว แต่คือการเริ่มต้นของการสร้างต้นแบบการเกษตรคาร์บอนต่ำที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ระหว่างการเพาะปลูก DMT ไม่ได้ปล่อยให้เกษตรกรเดินหน้ากันเพียงลำพัง ทีมงานยังแวะเวียนลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งติดตามการเจริญเติบโตของต้นข้าว ตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำตามแนวทาง Alternate Wetting and Drying (AWD) หรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง พร้อมบันทึกข้อมูลผ่านเทคโนโลยีติดตามภาคสนาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ

ผ่านไปกว่า 4 เดือน ก็ถึงวันที่ทุกคนรอคอย เมื่อผู้บริหาร พนักงานจิตอาสา หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกร กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในแปลงนา เพื่อร่วมลงแขกเก็บเกี่ยวผลผลิต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักไม่แพ้วันหว่านเมล็ดพันธุ์ เพราะความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันมาตลอดฤดูกาล

จับเข่าคุยกับ “บิ๊กบอส” DMT หลังเสร็จภารกิจ ได้ความว่า สิ่งที่บริษัทภูมิใจไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตจากแปลงนา แต่คือการได้เห็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพิสูจน์ว่าการทำเกษตรก็สามารถเป็นอีกกลไกหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าปลื้มไม่น้อย โดยแปลงนาขนาด 20 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกได้ 11.60 ตัน และหลังผ่านกระบวนการแปรรูป ได้ข้าวสารรวมประมาณ 5.9 ตัน ซึ่ง DMT นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสารภายใต้ชื่อ “ข้าว Green Way” พร้อมบรรจุในรูปแบบบรรจุภัณฑ์สูญญากาศ เพื่อช่วยรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษา ก่อนนำไปต่อยอดใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร

แต่เรื่องราวของโครงการไม่ได้จบลงแค่วันเก็บเกี่ยว เพราะหลังรถเกี่ยวข้าวออกจากแปลง ทีมงานยังเดินหน้าต่อด้วยการรวบรวมฟางเข้าสู่กระบวนการหมัก แทนการเผาตอซังและฟางข้าว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป

สำหรับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโครงการ โดยการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่มีการปล่อยน้ำออกจากแปลงนา 2 รอบ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ย 0.35-0.55 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไร่ และเมื่อรวมกับการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ย 0.87 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อไร่ คิดเป็นคาร์บอนเครดิตประมาณ 17.44 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามหลักเกณฑ์การคำนวณมาตรฐาน Premium T-VER (T-VER-P-METH-13-08)

ชาว DMT บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการนี้อาจเป็นเพียงแปลงนาขนาด 20 ไร่ แต่เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน จับมือกันอย่างจริงจัง ก็สามารถสร้างต้นแบบการเกษตรคาร์บอนต่ำที่เกิดผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง พร้อมร่วมส่งต่อผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ อากาศที่สะอาด และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป

รพ.พระรามเก้า เปิดบ้านต้อนรับสื่ออาเซียน โชว์ศักยภาพการแพทย์ไทยสู่เวทีภูมิภาค

รพ.พระรามเก้า เปิดบ้านต้อนรับสื่ออาเซียน  โชว์ศักยภาพการแพทย์ไทยสู่เวทีภูมิภาค

รพ.พระรามเก้า เปิดบ้านต้อนรับสื่ออาเซียน โชว์ศักยภาพการแพทย์ไทยสู่เวทีภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดบ้านต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากประเทศมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมออกบูทในงาน International Healthcare Week 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 เพื่อเยี่ยมชมศักยภาพด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล พร้อมสัมผัสมาตรฐานการให้บริการที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนร่วมเรียนรู้ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการรักษาพยาบาลชั้นนำของภูมิภาค

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอภาพรวมของโรงพยาบาล โดยมี นพ.วิทยา วันเพ็ญ และ ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ทั้ง 2 ท่าน ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ จุดแข็งด้านการรักษาพยาบาล และบทบาทของโรงพยาบาลพระรามเก้า ในฐานะหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทยที่ให้บริการผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  พร้อมนำเสนอภาพรวมของระบบบริการสุขภาพภาคเอกชนของไทย  ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลคุณภาพระดับโลก (Medical Hub)

ภายหลังการบรรยาย คณะสื่อมวลชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านกิจกรรมถาม-ตอบ และเข้าเยี่ยมชมหน่วยงานสำคัญของโรงพยาบาล ได้แก่ สถาบันรักษาความปวดและสร้างเสริมความเข้มแข็ง (Fix & Fit) ศูนย์ตรวจสุขภาพ และหอผู้ป่วยใน เพื่อสัมผัสการให้บริการจริง เรียนรู้แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตลอดจนการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและประสบการณ์ของผู้รับบริการในทุกมิติ

การต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากภูมิภาคในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ โรงพยาบาลพระรามเก้าในการขยายความร่วมมือกับนานาประเทศ และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยผ่านเครือข่ายสื่อมวลชนระดับภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสประสบการณ์จริง และรับรู้ถึงศักยภาพด้านการแพทย์เฉพาะทางของโรงพยาบาล ซึ่งพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากล

ท่ามกลางความต้องการด้านบริการสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย โรงพยาบาลพระรามเก้ายังคงเดินหน้ายกระดับการดูแลรักษาอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และนวัตกรรมการรักษาที่ครอบคลุม เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูง ภายใต้คำมั่นสัญญา “Healthcare You Can Trust” หรือ “เรื่องสุขภาพไว้ใจเรา” พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลบริการทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ www.praram9.com

สสส. สานพลังสุขภาวะ ขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่เมืองสุขภาวะต้นแบบ ผ่าน Iconic RUN Fest 2026

สสส. สานพลังสุขภาวะ ขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่เมืองสุขภาวะต้นแบบ ผ่าน Iconic RUN Fest 2026

สสส. สานพลังสุขภาวะ ขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่เมืองสุขภาวะต้นแบบ ผ่าน Iconic RUN Fest 2026

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ปักหมุด “อุบล อยู่ดี” สสส. สานพลังสุขภาวะ ขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่เมืองสุขภาวะต้นแบบ ผ่าน Iconic RUN Fest 2026 เชื่อมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ พร้อมพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ ฟื้นชีวิตย่านเมืองเก่า ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs พร้อมนักวิ่งกว่า 1,000 คน ร่วมเปิดประวัติศาสตร์เมืองรับแสงแรกริมแม่น้ำมูล

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ จ.อุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี ภาคีด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน และเครือข่ายกว่า 10 องค์กร จัดเทศกาลวิ่ง กิน เที่ยวเพื่อสุขภาพ Iconic RUN Fest 2026 : Run Ubon ปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “อุบล อยู่ดี” ต้นแบบการพัฒนาเมืองสุขภาวะอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. 2569

ร้อยตรีสรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จ.อุบลราชธานีมีต้นทุนสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และความเข้มแข็งของชุมชน การขับเคลื่อน “อุบล อยู่ดี” จึงเป็นการนำศักยภาพของจังหวัดมาเชื่อมโยงกับการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อพัฒนาเมืองเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการฟื้นชีวิตย่านเมืองเก่าและริมแม่น้ำมูลให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้ทำกิจกรรม เรียนรู้ ออกกำลังกาย และสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน จ.อุบลราชธานีไม่ได้มุ่งเพียงเป็นเมืองที่น่าเที่ยว แต่ต้องเป็นเมืองที่ประชาชนอยู่แล้วมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีพื้นที่ทำกิจกรรมทางกาย เข้าถึงอาหารสุขภาพ และมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง โครงการ “อุบล อยู่ดี” จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการรวมพลังทุกภาคส่วนให้ร่วมกันพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน

“จ.อุบลราชธานี พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับ สสส. เทศบาลนครอุบลราชธานี หน่วยงานด้านสาธารณสุข สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขยายผลกิจกรรมจากเทศกาลไปสู่การดำเนินงานต่อเนื่องในระดับพื้นที่ โดยมุ่งให้เกิดพื้นที่ต้นแบบที่เอื้อต่อการเดินและการมีกิจกรรมทางกาย การพัฒนาอาหารท้องถิ่นให้ดีต่อสุขภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลเมือง ทั้งนี้ ความสำเร็จของเมืองสุขภาวะจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของ ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” ร้อยตรีสรมงคล กล่าว

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะดี โดยใช้พื้นที่จริงเป็นฐานในการเชื่อมโยงการทำงานด้านกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ พื้นที่สาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “อุบล อยู่ดี” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอุบลทุกช่วงวัย สร้างความร่วมมือระดับจังหวัดและพื้นที่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs ผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต อัตลักษณ์ชุมชน และศักยภาพของย่านเมืองเก่า ต่อยอดเป็นกลไกสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งป็นเปัญหาสุขภาพสำคัญที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ภาวะเนือยนิ่ง การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่

“การสร้างเมืองสุขภาวะไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมออกกำลังกายเป็นครั้งคราว แต่ต้องทำให้การเคลื่อนไหว การเดิน การวิ่ง การกินอาหารที่ดี และการใช้พื้นที่สาธารณะ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สสส. จึงสนับสนุนให้เมืองนำทุนที่มีอยู่ ทั้งวัฒนธรรม อาหาร ผู้คน และพื้นที่เมืองเก่า มาร่วมออกแบบเป็นพื้นที่แห่งสุขภาวะ เพื่อให้คนทุกวัยเข้าถึงโอกาสในการมีสุขภาพที่ดีได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน” นางประภาศรี กล่าว

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อน “อุบล อยู่ดี” เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และพื้นที่สุขภาวะ โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้การมีส่วนร่วมเป็นกลไกหลักในการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทจริงของเมือง การจัด Iconic RUN Fest 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานวิ่ง แต่เป็นพื้นที่ทดลองทางสังคมที่นำกิจกรรมสุขภาพ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยวมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าการสร้างสุขภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกมิติของชีวิตประจำวัน มีการออกแบบกิจกรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย ให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ตลอดจน นักวิ่ง นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการร้านอาหาร และชุมชนเมืองเก่า อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการขยับกาย เพื่อลดภาวะเนือยนิ่งและออฟฟิศซินโดรม การแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องประโยชน์ของกิจกรรมทางกายต่อการมีชีวิตยืนยาว การพัฒนาเมนูต้นแบบลดโซเดียม การตรวจวัดความเค็มด้วยเครื่อง Salt Meter และการสร้างพื้นที่เมืองที่เอื้อต่อการเดิน วิ่ง และพบปะของประชาชน

“หัวใจสำคัญของอุบล อยู่ดี คือการทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตเดิมของคนในพื้นที่ เราไม่จำเป็นต้องสร้างกิจกรรมใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำอาหารท้องถิ่น ย่านเมืองเก่า งานประเพณี ถนนคนเดิน และพื้นที่ริมแม่น้ำมูล มาปรับให้เอื้อต่อสุขภาพมากขึ้น เมื่อประชาชนได้ร่วมลงมือทำ เห็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องสร้างระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตสุขภาวะได้ง่ายขึ้น” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

เด็กไทยคว้าอันดับ 2 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพเวที ‘ASPC 2026’ จากผลงานนวัตกรรมตรวจความสดอาหารจากวุ้นมะพร้าว

เด็กไทยคว้าอันดับ 2 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพเวที 'ASPC 2026' จากผลงานนวัตกรรมตรวจความสดอาหารจากวุ้นมะพร้าว

เด็กไทยคว้าอันดับ 2 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพเวที ‘ASPC 2026’ จากผลงานนวัตกรรมตรวจความสดอาหารจากวุ้นมะพร้าว

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

9 กรกฎาคม 2569 นางสาววราภรณ์  รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีปิดและมอบรางวัล ใน การประกวด “โครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชนกลุ่มประเทศอาเซียน ครั้งที่ 12” (The 12th ASEAN Student Science Project Competition,ASPC 2026) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และดร.ทวีศักดิ์ บรรลือสินธุ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด ร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบรางวัล ณ ห้องแสงเดือน-แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โดยการแข่งขันผลปรากฏว่าทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี สามารถสร้างผลงานโดดเด่นคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ในโครงงาน “Development of Composite Materials from Bacterial Cellulose Incorporated with Anthocyanin and ZIF-8 Metal–Organic Framework for Monitoring the Freshness of Raw Meat” โดยการพัฒนาวัสดุคอมโพสิตแบบใหม่โดยใช้แบคทีเรียเซลลูโลสที่ได้จากวุ้นมะพร้าว ซึ่งมีคุณสมบัติทางกลที่เหมาะสมและขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนสีสำหรับตรวจสอบความสดของอาหาร

นางสาววราภรณ์  กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนอาเซียนทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยเวที ASPC ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านโครงงานวิจัยระหว่างเยาวชนในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การประกวดและพัฒนาผลงานในระดับนานาชาติได้ ที่สำคัญต้องขอชื่นชม NSM สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ และบริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ด้าน นายสุวรงค์ กล่าวว่า การประกวดฯ ในปีนี้มีเยาวชนจาก 7 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย รวมทั้งสิ้น 32 โครงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ และศักยภาพของเยาวชนอาเซียนในการนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดสู่การพัฒนาประเทศของตนต่อไป

สำหรับผลรางวัลอื่น ๆ ใน การประกวด “โครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชนกลุ่มประเทศอาเซียน ครั้งที่ 12” (The 12th ASEAN Student Science Project Competition,ASPC 2026) ประเภทต่าง ๆ มีดังนี้

สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ในโครงงาน ELAI: A Catheter-Based Localized Electric Field System for Modulating Arterial Interfacial Behavior เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของเทคนิคการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นผนังหลอดเลือดเฉพาะจุด เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผนังหลอดเลือดแดงที่เกี่ยวข้องกับการไหลของเลือดในตัวอย่างหลอดเลือดแดงใหญ่ของวัว เพื่อนำไปสู่การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง พัฒนาโดย Mr. Dimaz Dzaky Eshan Faeyza และMr. I Gede Made Kenan Putra

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ประเทศไทย จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี ในโครงงาน Development of Composite Materials from Bacterial Cellulose Incorporated with Anthocyanin and ZIF-8 Metal–Organic Framework for Monitoring the Freshness of Raw Meat โดยการพัฒนาวัสดุคอมโพสิตแบบใหม่โดยใช้แบคทีเรียเซลลูโลสที่ได้จากวุ้นมะพร้าว ซึ่งมีคุณสมบัติทางกลที่เหมาะสมและขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนสีสำหรับตรวจสอบความสดของอาหาร พัฒนาโดย นายภีม พักรกรึก, นายเจตนิพิฐ บุญเฉลิมรัตน์ และนายมนัส สิทธิโชคธรรมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์  ในโครงงาน Preliminary Assessment Of Microplastic Contaminants In Surface Water Of Mestizo-Govantes River, Ilocos Sur ศึกษาการประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในน้ำผิวดินของแม่น้ำในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถนำไปสนับสนุนงานวิจัยและโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐในอนาคต พัฒนาโดย Ms. Riguera, Kyra Nicole

รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ในโครงงาน Development of a Permeability Calculation Program for Microporous Materials Using the Lattice Boltzmann Method and Artificial Intelligence เพื่อพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายค่าการซึมผ่านในวัสดุคอมโพสิตที่มีรูพรุนขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยเน้นที่โครงสร้างที่มีการจัดเรียงตัวแบบผสมผสานของเส้นใย (Fibrous) และอนุภาคเม็ด (Granular) พัฒนาโดย Mr. Pham Khanh Duy และ Mr. Tran Huu Minh Quan , ประเทศเวียดนาม ในโครงงาน Intelligent IoT-based Monitoring and Early Warning System for Reservoirs and Hydropower Dams used Green Energyเพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบความหนาแน่นของปริมาณน้ำฝน, ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อน เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงจากน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ และส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อถึงระดับความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมที่ตั้งค่าไว้พัฒนาโดย Mr. Pham Bao Lam และMr. Pham Trong Tan

สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ ในโครงงาน Extension of Topological Omics for Non-tree Evolution in Detecting Recombination Events in Viruses and Reconstructing Ancestral Recombination Graphs การศึกษานี้เป็นการวัดปริมาณว่าการเกิดการรวมตัวใหม่ของไวรัสส่งผลอย่างไรต่อชุดข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน พัฒนาโดย Ms. Czeska Viktoria Angelique C. Torres และMs. Nachwa Aliefya Putri Dharma

 รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ในโครงงาน Integrated Phytochemical Profiling and Development of Myristica fragrans and Cymbopogon nardus Essential Oil Inhaler for Anxiety Reduction ศึกษาสารประกอบทางเคมีจากต้นจันทร์ที่มีศักยภาพในการลดความวิตกกังวล เพื่อนำมาพัฒนายาดมสูตรน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรจากต้นจันทร์เทศและตะไคร้หอมพันธุ์พื้นเมืองของอินโดนีเซีย พัฒนาโดย Ms. Sachio Diandra Najla

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ในโครงงาน Research on a Biofilm-Based Preparation of Bacillus mobilis and Pseudomonas aeruginosa Immobilized on Vermiculite for the Treatment of Aromatic Compound Contamination ศึกษาพัฒนาการเตรียมไบโอฟิล์มจากจุลินทรีย์ชนิด Bacillus mobilis และ Pseudomonas aeruginosa ที่ตรึงอยู่บนเวอร์มิคูไลต์ (แร่ซิลิเกตที่ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนสูงจนขยายตัวออกเป็นแผ่นหรือเกล็ดเบาๆ) สำหรับการบำบัดการปนเปื้อนของสารประกอบอะโรมาติก (จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล) ในดินและน้ำ พัฒนาโดย Mr. Hoang Khai Lam และ Mr. Nguyen Chi Khang

รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ประเทศไทย จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโครงงาน Development of a Colorimetric Tryptophan Quantification Assay Using Plasma for Application in Depression Risk Assessment การพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง ที่แม่นยำ เชื่อถือได้ และรวดเร็ว ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีและปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาให้ดีขึ้น พัฒนาโดย นางสาวนิลุบล เดชอนันต์, นางสาวณัฐกฤตา เดชธนานนท์, ⁠นายน้ำเหนือ อินต๊ะใจ และดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และประเทศเวียดนาม ในโครงงาน Study On The Effects Of Different Lighting Conditions On Dietary Fiber, Vitamin C And Chlorophyll Contents Of White Radish Sprouts ศึกษาผลกระทบของสภาพแสงที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพทางโภชนาการของต้นอ่อนหัวไชเท้า โดยดูที่ปริมาณใยอาหาร วิตามินซี และคลอโรฟิลล์ พัฒนาโดย Mr. Tuong Duy Hoang และMs. Nguyen Thu Ngan

สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย โครงงาน SNAPERS: Smart NanoSilver Paper Sensor with Citrus aurantifolia Peel Extract Bioreductor for Fast and Affordable Mercury Detection in Cosmetics เพื่อสังเคราะห์อนุภาคนาโนซิลเวอร์โดยใช้สารสกัดจากเปลือกมะนาวผ่านวิธีการสังเคราะห์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประเมินศักยภาพของอนุภาคเหล่านี้ในฐานะเซนเซอร์วัดสีสำหรับตรวจวัดอนุภาคไออนของปรอท พัฒนาโดย Ms. Adilah Assegaf และ Ms. Atharaeesa Sora Adi

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ โครงงาน CNN-BASED MODEL FOR VISUAL IDENTIFICATION OF GIANT CLAM (Tridacna spp.) SPECIES FOR MARINE MONITORING IN UP MSI พัฒนาและประเมินแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมเลียนแบบการมองเห็นของมนุษย์ สำหรับการระบุชนิดของหอยสองฝายักษ์ (Tridacna spp.) โดยอัตโนมัติ เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ณ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พัฒนาโดย Mr. Fagela, Jan Francis Dajao

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย โครงงาน Solar-Powered Air Purifier with Coconut Shell Activated Carbon and IOT-Based Monitoring System พัฒนาต้นแบบเครื่องฟอกอากาศพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้ถ่านกัมมันต์จากกะลามะพร้าว เป็นแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA) และแผ่นกรองขั้นต้นแบบไม่ทอ โดยทำงานร่วมกับระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านเครือข่าย Internet of Things พัฒนาโดย Ms. Syakira Reynamahira และ Mr. Akbar Zada Arrasyid

รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย โครงงาน Green Pulse: Upcycling Battery Waste Components (Manganese Dioxide and Zinc Oxide) into Efficient DSSCs for Sustainable Energy Generation พัฒนาการใช้ประโยชน์จากสารประกอบอันตรายจากขยะแบตเตอรี่ เช่น แมงกานีสไดออกไซด์ (MnO2) และซิงค์ออกไซด์ (ZnO) มาเป็นสสารพลังงานหมุนเวียนในเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง พัฒนาโดย Ms. Askana Huwaida Ratifa และ Ms. Fathiya Nuril Arifiandra  , ประเทศเวียดนาม โครงงาน Extraction and Preparation of Rutin Nanoparticles from Sophora japonica Buds in Vietnamเพื่อสกัดสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัส และเชื้อจุลินทรีย์) และทำให้บริสุทธิ์จากดอกตูมของต้นเจดีย์ญี่ปุ่น (Sophora japonica) และสร้างอนุภาคนาโนรูตินโดยใช้สารไคโตซานเป็นตัวนำพาที่เข้ากันได้ทางชีวภาพ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการละลายและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของรูติน พัฒนาโดย Mr. Nguyen Tuan Namและ Ms. Do Ha Khanh Bang

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.08 น.

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน” กำลังคุกคามคนวัยทำงานอย่างเงียบ ๆ ที่น่ากังวลคือ โดยหลายคนเริ่มต้นจากอาการใกล้ตัวอย่างกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ทั้งที่หากเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

 พญ. สาวินี จิริยะสิน

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต จะมาอธิบายสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันก่อนโรคลุกลาม

ใช้ชีวิตขัดกับ “นาฬิกาชีวภาพ” เสี่ยงกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว

“ระบบทางเดินอาหารของเรามี ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (biological clock) ที่ควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เช่น ทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินมื้อดึก อาจรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ขณะที่การกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองหรืออักเสบ จนเกิดโรคกระเพาะได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบาย

กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ โรคใกล้กัน แต่อาการและสาเหตุต่างกัน

แม้กรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ จะเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในคอ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้จากพฤติกรรมของคนวัยทำงาน เช่น กินอาหารมื้อดึก นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะที่โรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือความเครียดสะสมที่อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็ว แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์อย่างละเอียด

อย่าชะล่าใจ “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” อาจเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคต

กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน และมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา กินมื้อดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และในบางรายอาจพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารได้ ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

“โรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหลายชนิดมักเริ่มต้นด้วยอาการทั่วไป เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดท้อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและมาพบแพทย์ล่าช้า แต่หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร” พญ.สาวินี กล่าว

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตัวช่วยวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ใช้บ่อยคือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ซึ่งช่วยตรวจความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด เช่น กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงสามารถเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลและมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งเพื่อประเมินการกลืนและความผิดปกติของหลอดอาหาร การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมงในผู้ที่มีอาการเรื้อรัง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ที่มีปัญหาการกลืน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนกำลังเข้าใกล้คนวัยทำงานมากขึ้นทุกปี ดังนั้น อยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน