กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และรักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และรักษาการคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี , ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และรักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานคณะกรรมการสรรหาและกลั่นกรองมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวประกาศสดุดีเกียรติคุณ และกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568 ซึ่งได้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉิน จู (Professor Chen Zhu) และ ศาสตราจารย์ เจ้า เวย ลี่ (Professor Zhao Wei Li) ผู้แทนศาสตราจารย์ นายแพทย์หวัง เจิ้นอี้ (Professor Wang Zhen-Yi) เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำรัสเปิดการประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ ๓ “Thailand Against Cancer as One” และทรงรับฟังการแสดงปาฐกถาพิเศษของศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉิน จู (Professor Chen Zhu) เรื่อง “Treatment of acute Promyelocytic leukemia with all-trans retinoic acid and arsenic trioxide as an effective approach of cancer differentiation therapy” ตามลำดับ

สำหรับผู้ได้รับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ครั้งที่ 3 ประจำปีพุทธศักราช 2568 มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกันจำนวน 2 ราย เป็นผู้ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่และปฏิวัติวงการรักษาโรคมะเร็งของโลก ได้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวัง เจิ้นอี้ (Professor Wang Zhen-Yi) ผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง และศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉิน จู (Professor Chen Zhu) อดีตผู้อำนวยการสถาบันโลหิตวิทยาแห่งเซี่ยงไฮ้ และประธานสภากาชาดแห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผลงานของศาสตราจารย์ทั้งสองท่าน นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแพทย์  คือผู้ค้นพบและพัฒนาแนวทางการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิดโพรไมอีโลไซติก (Acute Promyelocytic Leukemia หรือ APL) ซึ่งในอดีตถือเป็นหนึ่งในมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ผู้ป่วยมักเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรง โดยมีอัตราการรอดชีวิตเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น ทว่า ศาสตราจารย์ทั้งสองท่านได้ปฏิวัติวงการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการใช้กรดวิตามินเอ (All-trans Retinoic Acid หรือ ATRA) ร่วมกับ สารหนูออกไซด์ (Arsenic Trioxide หรือ ATO) ซึ่งการค้นพบการรักษาแบบมุ่งเป้าคู่ที่เปลี่ยนแนวคิดจากการทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงแบบดั้งเดิม หรือเคมีบำบัดที่สร้างผลข้างเคียงรุนแรง มาเป็นการสอนหรือกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งที่กลายพันธุ์อันร้ายแรง กลับมาพัฒนาและเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์ปกติที่ไม่มีพิษต่อเซลล์ (Cytotoxicity) การบำบัดนี้จึงกลายเป็นสูตรการรักษาแรกของโลกที่ไม่ใช้ยาเคมีบำบัด หรือ Chemotherapy-free ในการรักษามะเร็งที่แพร่กระจายแล้วให้หายขาดได้ โดยมีผลข้างเคียงต่ำมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยโรค APL ในปัจจุบัน มีอัตราการรอดชีวิตและหายขาดสูงถึงร้อยละ 90-95  พลิกโฉมจากโรคที่ร้ายแรงที่สุด ให้กลายเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้มากที่สุด และกลายเป็นต้นแบบของ “การแพทย์แม่นยำ” (Precision Medicine) และ “การรักษาแบบมุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ในปัจจุบัน สิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าชื่นชมที่สุดซึ่งสอดคล้องกับพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี อย่างแท้จริง คือ “จิตวิญญาณแห่งความเสียสละ” โดยศาสตราจารย์ทั้งสองท่านไม่ได้จดสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ในการค้นพบนี้เลยซึ่งทำให้ทั่วโลกสามารถผลิตยา ATRA และ Arsenic Trioxide ได้ด้วยราคาที่สามารถเข้าถึงได้ สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแพร่หลาย คุณสมบัติและการอุทิศตนของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวัง เจิ้นอี้ และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉิน จู จึงเป็นสิ่งยืนยันเด่นชัดถึงความดีงามและคู่ควรอย่างยิ่งต่อการได้รับพระราชทานรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ ท่านทั้งสองไม่เพียงแต่ใช้ “วิทยาการเพื่อมวลมนุษย์” ในการเอาชนะโรคร้าย แต่ยังยึดมั่นถึงประโยชน์ส่วนรวมเพื่อให้มนุษยชาติสามารถเข้าถึงการรักษานั้นได้อย่างเท่าเทียม

อนึ่ง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๖๕ ปี วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคมะเร็ง และการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ Princess Chulabhorn Award เป็นรางวัลระดับนานาชาติเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความเป็นเลิศ มีผลงานวิจัย ค้นคว้า หรือการบำบัดรักษาโรคมะเร็งที่เป็นประโยชน์และสร้างคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่แก่มวลมนุษยชาติในระดับสากล ทั้งนี้ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ ฯ จะดำเนินการคัดเลือกและประกาศผลผู้ได้รับรางวัล ฯ เป็นประจำทุกปี จำนวน 1 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่รางวัล และเงินรางวัล 50,000 เหรียญสหรัฐ โดยมีกำหนดการเข้ารับพระราชทานรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในเดือนกรกฎาคมของทุกปี พร้อมกันนี้ เพื่อสืบสานพระปณิธานในการเผยแพร่และส่งเสริมความรู้ด้านโรคมะเร็งให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษยชาติ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ จึงได้กำหนดจัดให้มีการประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ THAILAND AGAINST CANCER AS ONE “Genomic medicine” ต่อเนื่องในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในด้านการป้องกัน ควบคุม และดูแลรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศที่จะมาแบ่งปันความรู้ เจาะลึกเทคโนโลยีการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics), งานวิจัยและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต รับชม  https://youtu.be/QRNfuGcuKHo ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

โยทะกา จุลโลบล นำทัพศิลปินชั้นครูประมูลผลงานการกุศล สมทบทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยไทย ณ Deva Manor

โยทะกา จุลโลบล นำทัพศิลปินชั้นครูประมูลผลงานการกุศล สมทบทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยไทย ณ Deva Manor

โยทะกา จุลโลบล นำทัพศิลปินชั้นครูประมูลผลงานการกุศล สมทบทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยไทย ณ Deva Manor

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

วงการศิลปะร่วมสมัยเตรียมจารึกค่ำคืนอันทรงคุณค่าในงาน “รื่นรมย์งานศิลป์ ณ เทวาลัยแห่งประวัติศาสตร์” งานประมูลศิลปะเพื่อการกุศลครั้งสำคัญ นำโดย โยทะกา จุลโลบล ศิลปินร่วมสมัยผู้มากฝีมือทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และสื่อผสม ซึ่งในงานนี้รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลจะนำสมทบทุนเข้า “กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย” เพื่อสืบสานและสนับสนุนวงการศิลปะไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความพิเศษของงานในครั้งนี้คือการหลอมรวมความงดงามของประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเลือกจัดงาน ณ “Deva Manor” (อดีตพระตำหนักใหญ่วังปากคลองผดุงกรุงเกษม) มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของต้นตระกูลกิติยากร พร้อมกันนี้ การจัดงานดังกล่าวยังเป็นการจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศิลปาชีพไทยเสมอมาอีกด้วย

สำหรับไฮไลท์ภายในงาน กิจกรรม “The Masterpiece Auction” การร่วมประมูลผลงานศิลปะชิ้นเอก 8 ผลงาน จากปลายพู่กันของเหล่าศิลปินชั้นครู และศิลปินร่วมสมัยระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้แก่ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร (ศิลปินแห่งชาติ), อาจารย์สมวงศ์ ทัพพรัตน์ (ศิลปินอาวุโส), อาจารย์สมภพ บุตราช, อาจารย์ประทีป คชบัว, อาจารย์ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ,  อาจารย์ชัชวาล รอดคลองตัน และ อาจารย์วิษณุพงษ์ หนูนันท์  โดยมี โยทะกา จุลโลบลทำหน้าที่เป็น ภัณฑารักษ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบรรยายพิเศษ “Art & History Talk” ย้อนรอยเรื่องราวอันเปี่ยมเสน่ห์ของพระตำหนักใหญ่ และเกร็ดประวัติศาสตร์ศิลป์ที่หาฟังได้ยาก อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานยังได้รื่นรมย์ไปกับ “Thai Classical Melodies” การแสดงดนตรีไทยบรรเลงสดที่ขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้ย้อนกลับไปในยุคที่ความประณีตคือหัวใจของวิถีชีวิต อีกด้วย

งาน “รื่นรมย์งานศิลป์ ณ เทวาลัยแห่งประวัติศาสตร์” ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่แห่งการชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรมเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนและส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของไทยให้ก้าวไกลต่อไป

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐ 13 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ อันเป็นวาระมงคลที่พสกนิกรชาวไทยน้อมถวายพระพรชัยมงคล และรำลึกในพระกรุณาธิคุณจากพระกรณียกิจที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยแข็งแรง และทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน..๐๐

๐๐ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด การสร้างโอกาสทางสังคม พร้อมมอบรางวัลโครงการประกวดวงดนตรีเยาวชนคนรุ่นใหม่ห่างไกลยาเสพติด “นครปฐม มิวสิค คอนเทสต์” และอ่านสารเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด..๐๐

๐๐ พิไลพรรณ สมบัติศิริ พร้อมคณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิส อาทิ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป, ชรินทร์ทิพย์ เดชะไกศยะ, จุมพจน์ เชื้อสาย, ณัชชัย ถาวรธวัช, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ และภัทธิรา หาญสกุล ร่วมฉลองวันเกิดให้ คุณหญิงอรศรี วังวิวัฒน์ อย่างอบอุ่น งานนี้ลูกสาวทั้งสอง ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร และ เดือนอนงค์ เหล่าภราดรชัย มาร่วมด้วย โดยมี คุณหญิงจงรักษ์ สังข์ประสิทธิ์ และ สุมัณฑนา โมกขะเวส มาเป็นแขกเซอร์ไพรส์..๐๐

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ที่ได้เป็น รองประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)..๐๐

๐๐ วิทูร สุริยวนากุล บมจ.สยามโกลบอลเฮาส์ บริจาควัสดุครุภัณฑ์และการสนับสนุนการจ้างตกแต่งปรับปรุงห้องพิเศษเบญจสิริ ชั้น 2–3 และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ รพ.ร้อยเอ็ด โดยมี ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา ผอ.รพ. รับมอบ..๐๐

๐๐ วงศ์วิวัฒน์ ศิริทัศนกุล ได้รับเลือกจากเพื่อนๆให้เป็น ประธานรุ่นหลักสูตร Digital CEO#9 โดยมี อนุกูล เย็นใจ, ภิญญู กำเนิดหล่ม, ยุทธพร จิตตเกษม เป็นรองประธาน รัชนิกร คำทิพย์ เป็นเหรัญญิก และ สุดเขต ยงค์เจริญชัย เป็น เลขารุ่น..๐๐

๐๐ วันเกิดปีนี้ จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ไปบริจาคโลหิตเป็น ครั้งที่28 และทำบุญกับเด็กพิการยากไร้ของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..๐๐

๐๐ ส่วน ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา วันเกิดไปทำบุญ และสังฆทานที่วัดหลวงพ่อโอภาสี..๐๐

๐๐ งานฉลองครบรอบ 71 ปี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นงาน home coming day ของชาว ร.ศ. ทั้งจากกรุงเทพฯและศูนย์ภูมิภาค ชาว MPPM รุ่น 1 กทม. ยังเหนียวแน่น ไปกันพร้อมหน้าพร้อมตา เช่น ชัยศักดิ์ อังสุวรรณ, อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์, วิเชียร เอมประเสริฐสุข, สุรพล หวังสุนทรชัย, ชนะ สืบสิน, ศิริเพ็ญ จันทศิริ มาร่วมยินดีกับ กรกฎ ชาตะสิงห์ ที่ได้รับมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น..๐๐

๐๐ เพื่อนๆ ปธพ.3 ยินดีกับ สุนทรี จรรโลงบุตร ที่ ศูนย์ เดอะ พาเร้นท์ส เวลเนส แอนด์ รีฮาบิลิตาติง ได้รับรางวัล Excellent Award on Design and Environment จากสมาคมการค้าและสุขภาพผู้สูงอายุไทย..๐๐

น้องใหม่ 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้านขนาดนั้น พวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว

ด้วยน้ำพระทัยอันที่ที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลุเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร เป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน  สร้างควมเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งสองพระองค์เสด็จลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเยี่ยมเยียน พระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยเรื่อยมา

“ครั้งแรกที่เราไปเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประชาชนมากมายแช่น้ำยืนรอเฝ้า เราได้รับเงิน 20 บาททีเปียกโชกจากชาวบ้าน เขาบอกว่าขอถวายสำหรับช่วยเหลือประชาชน เราก็ถามว่าทำไมไม่เก็บไว้ช่วยเหลือตัวเอง เขาก็ยืนยันคำเดิม นี่จึงเป็น 20 บาทแรกที่เราได้มาสำหรับมูลนิธิฯ”  พระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติรุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วย “ถุงยังชีพพระราชทาน” ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ รับสั่งเกี่ยวกับถุงยังชีพพระราชทานไว้ว่า “…ของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานนั้นเกิดจำนวนที่จัดได้ แต่ห้ามขาด” ด้วยทรงห่วงใยและเข้าพระทัยในวัตถุประสงค์หลังของถุงยังชีพที่พระราชทานแก่ผู้ประสบอุทกภัย

ภายในถุงยังชีพพระราชทานจึงประกอบไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีความเหมาะสมกับผู้รับ เช่น ถุงยังชีพสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องบรรจุข้าวเหนียวแทนข้าวสาร หรือถุงยังชีพสำหรับพระภิกษุสงฆ์ต้องบรรจุผ้าสบง จีวรไว้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี บ่อยครั้งที่ทั้งสองพระองค์เป็นผู้คัดเลือกสิ่งของและร่วมบรรจุสิ่งของลงในถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง

“…เราทำเองหมดทุกอย่าง ทั้งแพ็คถุง แบกข้าวสาร ทำกับข้าว ทำมามากกว่า 20 ปี เราทั้งสองแม่ลูกสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ไม่ว่าจะเดิน นั่งเรือ ก็ทำทุกอย่าง ถุงหนักเท่าไรก็ไม่หวั่น ขอแค่ประชาชนดีขึ้น…” จากพระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นี้เอง ถุงยังชีพพระราชทานจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ

ถุงยังชีพพระราชทานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ถุงยังชีพพระราชทานสีม่วงและสีส้ม สำหรับผู้ประสบอุทกภัยทั่วไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยแต่ครอบคลุมบริเวณกว้าง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ถุงยังชีพฯ จำนวนมากในคราวเดียว โดย สีม่วง เป็นสีประจำวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  และสีส้ม เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาตำรับหลวง สบู่ ยาสีฟีน ไฟฉาย ฯลฯ

2.ถุงยังชีพพระราชทานสีน้ำเงิน สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก มีน้ำท่วมขังบริเวณกว้างและไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ หรือมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย ภายในบรรจุสิ่งของเพิ่มเติมจากถุงพระราชทานสีส้มและสีม่วง ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ

3.ถุงพระราชทานสีเหลือง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นอกจากอาหารและสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับพระภิกษุสงฆ์ อาทิ ผ้าสบงจีวร ผ้าเช็ดตัวพระ ยาตำราหลวง มุ้ง ฯลฯ

“อาหาร” คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญมากต่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะอาหารปรุงสดใหม่ เพราะนอกเหนือจากขวัญและกำลังใจแล้ว การช่วยให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปรุงสดใหม่ยังช่วยเสริมสร้างพลังในการขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ และพร้อมที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข “โรงครัวพระราชทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” จึงได้เกิดขึ้น เป็นรถทรงสูงที่สามารถนำไปจอดในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ โดยประชาชนทั่วไปมักจะเรียกว่า “รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” โดยอาหารสำหรับผู้ประสบอุทภัยจะเป็นเมนูที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ อิ่มท้อง ปรุงสุกได้รวดเร็ว และที่สำคัญต้องมีรสชาติอร่อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา และข้าวเหนียวไก่ทอดสูตรประทาน ซึ่งทุกครั้งที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พระองค์ทรงประกอบอาหารปรุงสุกด้วยพระองค์เอง เพื่อแจกจ่ายให้ลำเลียงไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีรับสั่งถึงการปรุงอาหารเพื่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะเมนู “ไก่ทอดสูตรประทาน” ว่า “…จากประสบการณ์ที่เคยนำรถโรงครัวเคลื่อนที่ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุต่างๆ นั้น เราผ่านการลองผิดลองถูกในการปรุงอาหารในการแจกคนมาหลายครั้ง และสุดท้ายก็ทำให้รู้ว่าข้าวเหนียวไก่ รับประทานง่ายและเสียยาก อีกทั้ง ไก่เป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และทุกเชื้อชาติศาสนา ที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นาน…”

ตลอดระยะเวลาแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกำลังพระวรกาย กำลังพระทัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา โดยเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมที่ทำการใหม่ของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2560 ทรงมีรับสั่งกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ในการทำงานช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนว่า…

“…ขอให้ช่วยกันทำ รักกัน ทำงานด้วยความสบายใจ แต่ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ งานนี้เป็นส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว เราต้องทำให้รอบคอบ ถ้าเราทะเลาะกันงานก็ล้ม พระองค์หญิงทำมายี่สิบกว่าปี มีไม่กี่คน เวลานี้ก็ดีมาก เราก็แก่แล้ว แต่เรารีไทร์ไม่ได้ ส่วนเราเลอะเลือนก็ต้องอภัยกัน…”

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติและประชาชนชาวไทยตลอดกาลนาน เทอญ

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่  ‘Zero Waste - Zero Landfill’

Around W. By หมูอ้วน : ‘ป่าเต็งโมเดล’ ต้นแบบการจัดการขยะ พลิกวิกฤต สู่ ‘Zero Waste – Zero Landfill’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.27 น.

ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ “โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก และโรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนป่าเด็งวิทยา เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก นางจันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา ได้กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้ ส่วนขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็งในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน

“หลังจากที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยากลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่างๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด” ผู้อำนวยการ รร.ป่าเด็งวิทยา กล่าว

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตฯ ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste – Zero Landfill ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน

ภาคชุมชนเองก็มีการตื่นตัวและจัดการขยะควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ โดย นายโกศล แสงทอง รองนายก อบต.ป่าเด็ง และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า  พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจาก วช. ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ

น.ส.หัสถญา อัคนียาน ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า  หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่นๆจะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น

ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง

การเดินทางของ “ป่าเด็งโมเดล” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บขยะให้พ้นสายตาในพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตาม “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ในระดับสากล ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ชุมชนจะตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกและต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน แต่ด้วยนวัตกรรมท้องถิ่น การสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ และหัวใจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ก็สามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบสิ่งแวดล้อมที่ดีและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กและเยาวชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างแท้จริง

ร่วมสนับสนุนโครงการดีๆ กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ที่ www.worldvision.or.th

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว

“สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง” น.ส.นิรมล กล่าวและว่า

ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1.พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2.พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3.ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการ RILA กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2.การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3.กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4.การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรื่องอาหารการกินกับเรื่องเที่ยวเตร่ เป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เพราะเมื่อไปเที่ยวที่ใดก็ตาม ก็ต้องมีเวลากิน หรือแม้ไม่เที่ยว ก็ต้องกิน เพราะคนเราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารการกิน ผสมผสานกับการดูแลสุขภาพ ดูแลร่างกาย แล้วก็ต้องทำงานทำการ แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง หรือพูดง่าย ๆ คือมนุษย์ต้องกิน อยู่ หลับ นอน และต้องดูแลสุขภาพ ดังนั้น อาหารจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ กินอาหารดี ออกกำลังกายพอเหมาะ รักษาสุขภาพกายและใจ ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ทำบุญทำทานบ้าง สงเคราะห์คน สงเคราะห์สัตว์ตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ก็ช่วยทำให้คนเรามีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วยอย่างสาหัส

พูดถึงเรื่องการกินแล้ว ก็ต้องบอกว่าเมืองไทยมีที่กิน มีอาหารอร่อยมากมาย ตามแต่ละเลือกสรร ตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล แต่วันนี้จะขอชวนคุณไปรับประทานอาหาร ขนม และดื่มเครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ร้านนี้ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากพระองค์มีพระราชดำริให้ตั้งร้านอาหารนี้ โดยในร้านเปิดขายอาหาร อาทิ ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยกากหมู ผัดซีอิ๊วหมู ราดหน้าหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูน้ำตก และก๋วยเตี๋ยวน้ำและแห้ง ส่วนเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกหลายชนิด อาทิ กาแฟต่าง ๆ โกโก้ ชาเขียว ชาไทย นมสด น้ำผึ้งมะนาว น้ำหวานต่าง ๆ และน้ำผลไม้ ส่วยขนมหวาน คือขนมถ้วย แต่จะมีให้บริการเฉพาะวันพฤหัสบดี และมีผักปลอดสารพิษจากพระตำหนักสระปทุม จำหน่ายในบางวัน นอกจากนั้น ยังมีงานฝึมือ จำพวกเครื่องประดับ เช่น พวงมาลัยทำจากหินสี คริสตัล จำหน่ายด้วย

สำหรับราคาอาหาร เครื่องดื่ม และขนมของร้านปรุงสารพัดก็มีราคาแสนประหยัด ย้ำว่าราคาประหยัดจริงๆ ส่วนคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในขั้นดีมาก ร้านนี้อยู่ในความดูแลของโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ เป็นการเรียนและสอนให้ผู้ที่ศึกษาแผนกอาหารได้ทำงานจริง เพื่อให้ได้ทั้งเรียนรู้ด้านวิชาการ ทฤษฎี และการทำงานจริง เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็สามารถทำงานได้จริงโดยทันที ไม่ต้องเสียเวลาฝึกงานใหม่ 

ร้านปรุงสารพัด ตั้งอยู่ที่อาคาร 605 ชั้น 1 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยแผนกเครื่องดื่ม ให้บริการเวลา 07.30-15.00 น. แผนกอาหาร ให้บริการเวลา 08.30-13.30 น. สำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือ ให้บริการเวลา 10.30-13.30 น. ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 097 236 3789 line official : @156nkmlj

ขอแนะนำว่าหากคุณไปรับประทานอาหาร เครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ขอแนะนำให้ไปด้วยรถยนต์สาธารณะ จะสะดวกที่สุด แต่ก็ต้องย้ำว่าร้านนี้ให้บริการถึงเพียงช่วยบ่ายต้น ๆ เท่านั้น แล้วถ้ายิ่งคุณจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกที่แสนอร่อย ก็ต้องไปถึงร้านในช่วงเวลา 10.30-13.30 น. เท่านั้น แต่จะให้ดีก็ต้องไปถึงไม่เกิน 13.00 น. เพราะว่าของอร่อยจะหมดเสียก่อน 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way’ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ 'Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way' ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way’ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐและ ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เพื่อนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวไทยรูปแบบใหม่ที่สอดรับยุทธศาสตร์ “Value Over Volume” ของ ททท. และยกระดับมาตรฐานการเดินทางท่องเที่ยวโดยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ตลาดในประเทศ

อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าวว่า ZEEKR ได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยจะก้าวข้ามจากแบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียม สู่การเป็น Premium Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเดินทางเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐกับ ZEEKR

นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand Trust) ได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า ZEEKR ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยสมรรถนะชั้นสูงควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งยังเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่จะสะท้อนตัวตนได้ เพราะ ZEEKR เชื่อมั่นว่าทุกการเดินทางควรเป็นประสบการณ์ที่พิเศษไม่แพ้จุดหมายปลายทาง

“ผมคิดว่าความร่วมมือกับ ททท. ในการนำเสนอแคมเปญนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วยยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก ZEEKR” กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าว

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ปี 2569 ททท. มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตผ่านนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย ควบคู่กับการสร้างความสมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับระบบการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งภายในประเทศและจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ททท. ยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ที่ตอบโจทย์ด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยังลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยความร่วมมือกับ ZEEKR ครั้งนี้ ททท. จะทำหน้าที่คัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะสถานที่ “Hidden Destination” ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่น ขณะที่ ZEEKR จะสนับสนุนการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “ZEEKR คือ Puzzle Piece ของการเดินทางแบบ Premium Experience” โดย ททท. และ ZEEKR จะร่วมผลิตซีรีส์คอนเทนต์ “Travel the ZEEKR Way” ที่นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่

•Northern Escape: การค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางภาคเหนือ ทั้งภูสูงและสายน้ำที่โอบล้อมรอบกาย ช่วยเยียวยาจิตใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สัมผัสความหมายที่ลึกซึ้งของวัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรมและงานหัตถกรรม ที่จะสร้างความทรงจำสุดประทับใจไม่รู้ลืม

•Isaan Stories: สัมผัสเอกลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา สร้างพลังเชิงบวกไปพร้อมกับเรื่องราวการใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งอดทน ผ่านการบอกเล่าจากวิถีชีวิต ดนตรี อาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นแดนอิสาน

•Southern Serenity: กางมือออกกว้างๆ แล้วหายใจให้เต็มปอด สูดกลิ่นอายแห่งท้องทะเล และชื่นชมความงดงามตระการตาของหมู่เกาะทะเลใต้ ให้เสียงคลื่นและผืนน้ำช่วยฮีลร่างกายและจิตใจไปพร้อมกับการเดินทางที่จะเติมเต็มทุกประสบการณ์ชีวิต

•Urban Retreat: ค้นพบมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเจอ จากการเดินทางง่ายใช้เวลาเพียงสั้นๆ ครบจบทั้งการเช็คอินจุดถ่ายรูปมุมลับที่โลกยังไม่รู้ สนุกสนานไปกับประสบการณ์ใหม่จากเมืองที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัวของกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง

ซึ่งการนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในครั้งนี้ จะถ่ายทอดผ่านยานยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยวที่ลงตัวไปกับทุกเส้นทางอย่างเหนือระดับ พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งจากการนำ KOLs ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer มาร่วมสร้างคอนเทนต์ เพื่อขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ ททท.ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและประสบการณ์เชิงคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ

แคมเปญ Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way จะดำเนินไปเป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 – กุมภาพันธ์ 2570 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปี 2569 นี้ ททท. ตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 202.42 ล้านคน รายได้ 1.07 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ ZEEKR ในฐานะแบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวในประเทศอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ ZEEKR ได้ที่ Website: https://www.zeekrlife.com/th-th/ Facebook: https://www.facebook.com/ZEEKRTHA/

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่ส่งมอบรถเข็นวีลแชร์และเมล็ดทานตะวัน แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า พร้อมคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวที่เดินทางเข้าเยี่ยมชมอุทยานฯ ตอกย้ำเจตนารมณ์ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม

10 กรกฎาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อส่งมอบเมล็ดทานตะวัน จำนวน 1,440 ชิ้น มูลค่า 20,000 บาท และรถเข็นวีลแชร์ จำนวน 1 คัน มูลค่า 2,200 บาท รวมมูลค่า 22,200 บาท ให้แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมี นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นผู้แทนรับมอบ

โดยขนมขบเคี้ยวที่มอบให้ในครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวันที่จะนำไปส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ผืนป่าที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่รถเข็นวีลแชร์ จะถูกนำไปให้บริการผู้สูงอายุและผู้ที่เดินไม่ไหวที่เดินทางมาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไว้ใช้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อช่วยให้การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ เป็นไปได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วยระหว่างการท่องเที่ยว ให้ได้รับการเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า “การลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในครั้งนี้ มูลนิธิฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาเติมเต็มพลังใจและส่งมอบความห่วงใยให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่าทุกท่าน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ในขณะเดียวกัน เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงธรรมชาติ การมอบรถเข็นวีลแชร์ในวันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ให้สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวและซึมซับความงดงามของผืนป่าแห่งนี้ได้อย่างไร้อุปสรรค ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์หลักของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ในการร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมเป็นสะพานบุญในการส่งต่อความช่วยเหลือและสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืนต่อไป

คุณแหน : 11 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 11 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 11 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ภาพประทับใจภาพหนึ่งคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ถวายแจกันดอกไม้ และของขวัญ แล้วทรงสวมกอดทูลกระหม่อมแม่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในวันทรงบำเพ็ญพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของทูลกระหม่อมแม่ เมื่อ 4 กรกฎาคม ณ พระตำหนักจักรีบงกช อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
  • ท่านผู้หญิง สิริกิติยา เจนเซน หรือคุณใหม่ พระธิดาคนเล็กใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี คุณใหม่เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น จากโครงการ วังหน้านฤมิต แม้โครงการนี้จะเกิดขึ้นมาแล้วหลายปี แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการทำให้ผู้คนทั้งไทยและเทศให้ความสนใจกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อเข้าไปชมแล้วจะซาบซึ้งว่าประวัติศาสตร์มีชีวิต
  • ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ กับ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา ยังคงทำหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ศิลปะไทย และวัฒนธรรมไทย และโบราณคดีไทย รวมถึงศิลปะร่วมสมัยของไทยและอุษาคเนย์ ที่น่าอ่านน่าติดตามมาก ในนามสำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ และเปิดบ้านจักรพงษ์ให้เป็น boutique hotel เพื่อให้ผู้คนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยได้ไปใช้ชีวิตจริงในบ้านประวัติศาสตร์
  • มีคำถามหนึ่งที่คนทำหนังสือพิมพ์รายวันถูกถามบ่อย ๆ คือ เดี๋ยวนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ขายหรือเปล่า ก็ขอตอบให้ทราบโดยทั่วกันว่า ทุกวันนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ขายอยู่ (จ้ะ) และต้องตอบแบบหนักแน่ว่า สังคมที่ยังมีคนฉลาดดำรงชีวิตอยู่ จะไม่มีวันปราศจากหนังสือพิมพ์ และหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่ม ๆ อย่างแน่นอน  เพราะคนฉลาดไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่อ่านหนังสือ เหมือนดั่งที่ อาจารย์ศิลป พีระศรี หรือ กอร์ราโด เฟโรซี ผู้ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาคือมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวไว้ว่า นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร
  • เนเน่ รอยัล หรือ รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยอายุ 15 ย่าง 16 ปี ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ชาวภูเก็ต สร้างชื่อให้ประเทศไทยด้วยการเข้าประกวด American’s Got Talent รอบคัดเลือก โดยร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ สไตล์เพลง heavy แล้วผ่านการโหวตแบบเอกฉันท์จากกรรมการทั้งสี่คน พร้อมคำชมจากกรรมการ และเสียงเชียร์แบบกึกก้องจากผู้ชมการแข่งขัน ขอเชิญคนไทยร่วมส่งแรงใจให้น้องเนเน่ในรอบการแข่งขันต่อ ๆ ไปด้วย 

Victor Lee