ศิริราช ผนึก MIT เปิดเวทีกลางวิชาการนานาชาติ ถกบทบาท AI เพื่อยกระดับสุขภาพประชาชน

9 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ MIT Hacking Medicine สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศจัดงาน “Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 ภายใต้ธีม “Agentic Healthcare: ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้” (Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine) พร้อมเปิดเวทีกลางทางวิชาการ ให้นักวิจัยจากสถาบันชั้นนำระดับโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาและจีน ได้ร่วมอภิปรายบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ต่อการยกระดับสุขภาพของประชาชน เผยกระแสตอบรับล้นหลาม โดยได้รับใบสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,100 ใบ จาก 35 สัญชาติทั่วโลก

นักวิจัยนานาชาติอภิปรายบทบาท AI ต่อสุขภาพของประชาชน

จุดเด่นของปีนี้ คือการเปิดเวทีกลางทางวิชาการ ให้นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์จากสถาบันชั้นนำหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และอภิปรายร่วมกันว่า เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับสุขภาพของประชาชนได้อย่างไร โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจาก MIT, Stanford และ Harvard อาทิ Prof. Eric Grimson จาก MIT ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์และการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ และ Prof. Dr. Michael V. McConnell จาก Stanford University School of Medicine ผู้ค้นพบ “McConnell’s Sign” และมีประสบการณ์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันโรคหัวใจกว่า 25 ปี และจาก Tsinghua University และ Peking University อาทิ Prof. Yang Liu จาก Tsinghua University ผู้ร่วมสร้าง AI Agent Hospital แห่งแรกของโลก และ Asst. Prof. Shenda Hong จาก National Institute of Health Data Science มหาวิทยาลัยปักกิ่ง นักวิจัยด้าน AI เพื่อสุขภาพที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสาร NEJM AI

(ที่ 2 จากซ้าย) : ศ. พญ.ธนัญญา บุณยศิรินันท์, ศ. นพ.กีรติ เจริญชลวานิช, ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล  และคณะทำงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026

“ศิริราชตั้งใจให้เวทีนี้เป็นเวทีกลางทางวิชาการ ที่นักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั่วโลกมาร่วมอภิปรายกันบนพื้นฐานของหลักฐานและองค์ความรู้ ว่าเทคโนโลยีจะช่วยยกระดับสุขภาพของประชาชนได้อย่างไร ทั้ง MIT, Stanford, Harvard, Tsinghua และ Peking การที่แพทย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการไทยได้รับฟังมุมมองที่หลากหลายในห้องเดียวกัน คือประโยชน์ที่แท้จริงของการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพแห่งอาเซียน” ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

Agentic Healthcare: เมื่อ AI ไม่ได้แค่ทำนาย แต่เริ่มลงมือทำ

ธีมของงานปีนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเทคโนโลยี จากเดิมที่ปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ “ทำนาย” ความเสี่ยงหรือแนวโน้มของโรค มาสู่ระบบที่สามารถวางแผนและ “ลงมือปฏิบัติ” ในกระบวนการดูแลผู้ป่วยได้จริง คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “เทคโนโลยีทำได้หรือไม่?” ไปสู่คำถามที่ว่า “จะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย?” ซึ่งประเด็นนี้จะถูกขยายความในเวิร์กชอป “LLM-athon” วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นำโดย Dr. Leo Anthony Celi จาก MIT Laboratory for Computational Physiology และ Harvard Medical School สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ว่า คำถามทางคลินิกเดียวกันเมื่อถามด้วยภาษาที่ต่างกัน อาจได้รับคำตอบที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและความเท่าเทียมทางสุขภาพ (Health Equity) โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ไม่ใช่อีเวนต์ 5 วัน แต่คือระบบนิเวศน์ที่เดินต่อได้ทั้งปี

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี (2568–2570) กับ MIT Hacking Medicine เพื่อจัดงานประชุมวิชาการและ Hackathon ด้านนวัตกรรมระบบสุขภาพในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพแห่งอาเซียน” (ASEAN Health Innovation Hub) และความร่วมมือดังกล่าวขยายผลสู่ “Si x MIT BeyondHack” ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมศิษย์เก่าจาก Hackathon ปีก่อน ๆ ที่ยังพัฒนาผลงานต่อเนื่อง กลับมานำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญจาก MIT และกลุ่มนักลงทุน โดยในปีนี้มีทีมสมัครเข้าร่วมแล้วถึง 20 ทีม ทีมที่ชนะจะได้เข้าร่วม BeyondHack Accelerator ซึ่งเป็นการทำงานอย่างเข้มข้นร่วมกับ MIT เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พร้อมโอกาสหารือกับนักลงทุน ก่อนขึ้นนำเสนอรอบชิงชนะเลิศ ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2570 นอกจากนี้ ผู้ชนะจากการแข่งขัน Hackathon ยังจะได้รับ “Golden Tickets” เพื่อเข้าร่วม MIT Grand Hack ณ เมืองบอสตัน โดยศิริราชมูลนิธิ ครอบคลุมค่าเดินทาง ที่พัก และค่าลงทะเบียนทั้งหมด

MIT: จากสุดสัปดาห์ในกรุงเทพฯ สู่ตลาดโลก

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา MIT Hacking Medicine ได้จัดการแข่งขัน Hackathon มาแล้วมากกว่า 200 ครั้ง ในกว่า 30 ประเทศ ก่อให้เกิดบริษัทมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งระดมทุนรวมกันได้มากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยศิษย์เก่าที่โดดเด่น ได้แก่ PillPack (Amazon ซื้อกิจการมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ), RubiconMD (Oak Street Health ซื้อกิจการมูลค่า 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ Overjet.ai

“หลายสถาบันอยากจัด Hackathon แต่มีน้อยรายที่สร้างสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ศิริราชทำสำเร็จ ทีมที่ก่อตัวขึ้นในหนึ่งสุดสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ วันนี้มีเส้นทางที่ทอดยาวไปถึงห้องนำเสนอในบอสตัน เส้นทางนี้ไม่เคยมีมาก่อนเมื่อสามปีที่แล้ว และขณะนี้เราเริ่มเห็นบริษัทจากโครงการ Siriraj x MIT Hacking Medicine เตรียมระดมทุนและขยายสู่ตลาดโลกแล้ว” Mr. Zen Chu ผู้อำนวยการ MIT Hacking Medicine Initiative และ Harvard-MIT Health Sciences & Technology Program กล่าว

งาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026 แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ การแข่งขัน Hackathon ระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคม 2569 ณ โรงพยาบาลศิริราช ใน 2 หัวข้อหลักคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) และโรคมะเร็ง (Oncology) พร้อมการแข่งขันนำเสนอผลงาน BeyondHack ในวันที่ 18 ตุลาคม ต่อด้วย Workshop Day วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ณ Knowledge Exchange Center (KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และการประชุมวิชาการหลัก วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ

บัตรเข้าร่วมการประชุมวิชาการ วันที่ 20 ตุลาคม แบ่งเป็น นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา 5,000 บาท บัตร Early Bird 10,000 บาท และบัตรทั่วไป 15,000 บาท ส่วนบัตร Workshop Day วันที่ 19 ตุลาคม แบ่งเป็น นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา 1,000 บาท บัตร Early Bird 1,500 บาท และบัตรทั่วไป 2,000 บาท ทั้งนี้บัตร Early Bird จำหน่ายถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่านั้น

งาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026 ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยผู้สนับสนุนระดับ Diamond ได้แก่ InterSystems ธนาคารกรุงไทย (KTB) และมูลนิธิ ดร.พงษ์ศักดิ์ ฮุ่นตระกูล และนางนนทนา ธนบัตรชัย (PNF) ผู้สนับสนุนระดับ Platinum ได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ Thanes Group พร้อมด้วยผู้สนับสนุนระดับ Gold อีก 10 ราย ทั้งนี้ ผู้สนับสนุนที่อยู่กับโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย PNF สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เมืองไทยประกันชีวิต Berlin Pharma และ PT ส่วนผู้ที่สนับสนุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ได้แก่ InterSystems, iNT, KX, DataOne Asia และ Earthshine ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ http://www.sirirajxmithackmed.com

นีเวีย ฉลอง 100 ปีในไทย เจาะลึก ‘ผิวคนไทย’ สู่การดูแลแบบเฉพาะเจาะจงด้วย Skin Science

9 กันยายน 2569 เวลา 08:34 น.

นีเวีย (NIVEA) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก ภายใต้บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของนีเวียในประเทศไทย ประกาศทิศทางการเติบโตในบทต่อไป ภายใต้แนวคิด “NIVEA is for Skin” มุ่งนำองค์ความรู้ด้าน Skin Science และความเข้าใจผู้บริโภคมาพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์สภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของคนไทยที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของนีเวียไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมายาวนาน แต่เกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ก้าวไปพร้อมกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละยุค จาก NIVEA Creme ผลิตภัณฑ์ไอคอนิกในตลับสีน้ำเงินที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของการดูแลผิว สู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมการดูแลผิวในหลากหลายด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย ตลอดจนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวใต้วงแขนและริมฝีปาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างและซับซ้อนขึ้น

ความสามารถในการรักษาความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์เดิมควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ยังสะท้อนผ่านการเติบโตของแบรนด์ โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว ผลิตภัณฑ์ไอคอนสามารถดึงดูดผู้บริโภครายใหม่ได้ถึง 2.6 ล้านคนทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการ แก้ปัญหาผิว และสร้างผลลัพธ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างยั่งยืน แม้จะอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน

วราพร ลิขิตจรรยากุล

วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “100 ปีของนีเวียในประเทศไทยมีความหมายกับเรามากกว่าเรื่องระยะเวลา เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยส่งต่อให้กับนีเวียจากรุ่นสู่รุ่น และความไว้วางใจนั้นทำให้เราต้องไม่หยุดพัฒนา สำหรับนีเวีย การเป็นแบรนด์ที่อยู่มายาวนานจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเรายังสามารถเข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตของเขาได้จริง

วันนี้ความต้องการในการดูแลผิวมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงขึ้นอย่างมาก ผู้บริโภคไม่ได้มองหาผลิตภัณฑ์เพียงเพราะเนื้อสัมผัสหรือคุณประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งอีกต่อไป แต่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความรู้สึกขณะใช้ ความเหมาะสมกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง นี่คือเหตุผลที่เรานำ Skin Science มาผสานกับความเข้าใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านผิวให้เป็นนวัตกรรมที่เข้าถึงได้และสร้างผลลัพธ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง

เจาะลึก “ผิวคนไทย” สู่การดูแลแบบเฉพาะเจาะจงด้วย Skin Science

เมื่อมองที่ Demand Space ของตลาด Body Care ในประเทศไทย จะเห็นว่าความต้องการหลักของผู้บริโภคอยู่ที่เรื่อง Even Tone หรือผิวกระจ่างใส ซึ่งมีสัดส่วนถึง 74% ของตลาด ขณะที่อีก 26% เป็นความต้องการด้านการเติมความชุ่มชื้น หรือ Moisture สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังขยับจากการดูแลผิวขั้นพื้นฐาน ไปสู่การมองหาผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะการมีผิวที่ดูกระจ่างใสและมีสีผิวสม่ำเสมอ ในฐานะผู้นำด้านการดูแลผิว เราจึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ทั้งการมอบความชุ่มชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน 32% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องผิวแห้ง โดยปัญหาเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละบริเวณของร่างกาย ตั้งแต่แขน ลำตัว ต้นขา ขาช่วงล่าง ไปจนถึงแผ่นหลังและมือ สะท้อนว่าความต้องการด้าน Moisturization และการเสริมความแข็งแรงให้ Skin Barrier ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของผู้บริโภคไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนและมีความชื้นสูงก็ตาม

สำหรับนีเวีย ความเข้าใจดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีเพียงสูตรเดียวหรือเนื้อสัมผัสแบบเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ NIVEA Creme เนื้อครีมเข้มข้นสำหรับการบำรุงผิวแห้งกร้าน NIVEA Body Milk สำหรับการเติมความชุ่มชื้นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโลชั่นและเซรั่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งต้องการประสิทธิภาพในการบำรุงควบคู่กับสัมผัสที่บางเบาและเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน

จากตลับสีน้ำเงิน สู่ Moisturizing Serum สะท้อนแนวคิด “ไม่หยุดพัฒนา”

ล่าสุด นีเวียต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Moisturization ด้วยการเปิดตัว NIVEA Skin Refining Body Serum นวัตกรรมมอยส์เจอไรซิ่งเซรั่มตัวแรกของนีเวีย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่ต้องการการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น แต่ไม่ต้องการความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ โดยมาพร้อมเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบไว และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวยาวนาน

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนแนวทางของนีเวียในการมองนวัตกรรมจากความต้องการของผู้บริโภคเป็นจุดตั้งต้น มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบผลิตภัณฑ์เดิม โดยนำองค์ความรู้ด้านผิวมาพัฒนาเป็นเนื้อสัมผัส สูตร และประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกับ Modern Lifestyle มากขึ้น

Next 100 Years: ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดเข้าใจผิว

สำหรับบทต่อไปของนีเวีย บริษัทมองว่าอนาคตของการดูแลผิวจะมีความ เฉพาะบุคคลมากขึ้น จากความแตกต่างด้านสภาพผิว อายุ สภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังของผู้บริโภค ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคตจำเป็นต้องก้าวไปไกลกว่าการตอบโจทย์คุณประโยชน์พื้นฐาน และสามารถนำ Skin Science มาใช้เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาผิวได้ลึกและตรงจุดยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน นีเวียยังคงยึดแนวทางสำคัญในการทำให้นวัตกรรมการดูแลผิวที่มีคุณภาพ เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยมองว่าประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่า จะยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่

 “100 ปีที่ผ่านมา เราสร้างความไว้วางใจด้วยการอยู่เคียงข้างและเข้าใจผู้บริโภคไทย ส่วน 100 ปีข้างหน้า หน้าที่ของเราคือการรักษาความไว้วางใจนั้นด้วยการ ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดพัฒนา และไม่หยุดเข้าใจผิว ไม่ว่าตลาด เทคโนโลยี หรือไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนไปอย่างไร ‘ผิว’ จะยังคงเป็นหัวใจของทุกสิ่งที่นีเวียทำ ภายใต้แนวคิด NIVEA is for Skin และเราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และเข้าถึงผู้บริโภค เพื่อดูแลผิวของคนไทยต่อไปในอีก 100 ปีข้างหน้า” วราพร กล่าวทิ้งท้าย

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..เมื่อถูกหลอกออนไลน์ ต้องติดต่อใคร

9 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

เมื่อเกิดภัยออนไลน์ ไม่ว่าจะถูกหลอกซื้อสินค้า หลอกลงทุน หลอกทำงานออนไลน์ หรือถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว เพราะมิจฉาชีพอาจเคลื่อนย้ายเงินต่อผ่านบัญชีม้าหลายทอดอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดตามเส้นทางเงินและนำเงินกลับคืนยากขึ้น ผู้เสียหายจึงควรหยุดการโอนเงินและหยุดให้ข้อมูลเพิ่มเติมทันที พร้อมเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน เช่น สลิปการโอน เลขบัญชีและชื่อบัญชีปลายทาง เบอร์โทรศัพท์ ข้อความสนทนา LINE หรือ Social Media, URL เว็บไซต์ อีเมล รวมถึงวันและเวลาที่เกิดเหตุ โดยไม่ควรลบข้อความหรือประวัติการสนทนา เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญต่อการติดตามเส้นทางเงินและการดำเนินคดี

ดร. ศศมน มันทะเล

ข้อมูลจาก ดร. ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด (Anypay) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางด้านฟินเทค (Fintech) และระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำว่า เมื่อถูกหลอกออนไลน์ ช่องทางสำคัญที่ประชาชนควรรู้จักมี 3 ช่องทาง ได้แก่ AOC 1441, Thai Police Online และ 1212 ETDA ซึ่งแต่ละช่องทางมีหน้าที่แตกต่างกันและควรเลือกใช้ให้ตรงกับสถานการณ์

  1. ติดต่อศูนย์ AOC 1441 — เมื่อถูกหลอกให้โอนเงิน

หากถูกหลอกให้โอนเงิน ควรรีบติดต่อ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) สายด่วน 1441 และธนาคารของตนเองโดยเร็ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการระงับธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงิน เป้าหมายสำคัญในช่วงแรกคือการ ตัดเส้นทางเงินก่อนที่เงินจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีอื่น เพราะเมื่อเงินถูกกระจายผ่านบัญชีหลายทอด การติดตามและระงับเงินย่อมมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น การแจ้งเหตุอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสในการลดความเสียหาย จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแสดงให้เห็นถึงปริมาณของปัญหา โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 25 กรกฎาคม 2568 AOC 1441 มีสายโทรเข้า 1,943,612 สาย หรือเฉลี่ย 3,070 สายต่อวัน และมีการระงับบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง 793,714 บัญชี หรือเฉลี่ย 1,254 บัญชีต่อวัน เมื่อจำแนกตามประเภทคดี พบว่าการหลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการมีจำนวนบัญชีที่ถูกระงับสูงที่สุด 250,911 บัญชี หรือร้อยละ 31.62 รองลงมาคือการหลอกหารายได้พิเศษ 179,921 บัญชี หรือร้อยละ 22.67 การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 119,923 บัญชี และการหลอกลงทุน 108,683 บัญชี (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, 2568) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าอาชญากรรมออนไลน์จำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องซับซ้อน แต่เกิดจากกิจกรรมใกล้ตัว เช่น การซื้อสินค้า การสมัครงาน การหารายได้เสริม หรือการลงทุนออนไลน์

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนคือ “โทร 1441 แล้วเรื่องยังไม่จบ” การระงับธุรกรรมในช่วงแรกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยสถาบันการเงินสามารถระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้เสียหายต้องรีบแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจสามารถประสานสถาบันการเงินให้ระงับธุรกรรมต่อได้อีก 7 วัน สำหรับการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาดำเนินการออกหมายอายัดต่อไป ทั้งนี้ “การระงับธุรกรรม” แตกต่างจาก “การอายัด” โดยการอายัดเป็นการดำเนินการตามหมายของพนักงานสอบสวน และมีระยะเวลาตามที่พนักงานสอบสวนกำหนด หากผู้เสียหาย ไม่แจ้งความภายในกรอบเวลาที่กำหนด การระงับธุรกรรมชั่วคราวจะสิ้นสุดลงเมื่อครบระยะเวลา เนื่องจากไม่มีการดำเนินการทางคดีเพื่อรองรับการระงับต่อ ดังนั้น การโทร 1441 จึงไม่ได้หมายความว่าเงินจะถูกอายัดไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะ “การระงับธุรกรรมชั่วคราว” และ “การอายัดตามหมายของพนักงานสอบสวน” เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย หลักสำคัญที่ควรจำคือ “โทร 1441 เพื่อเร่งหยุดเส้นทางเงิน และต้องแจ้งความให้ทันเพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป”

  1. แจ้งความคดีออนไลน์ — Thai Police Online

เมื่อแจ้งเหตุเกี่ยวกับเส้นทางเงินแล้ว ขั้นตอนสำคัญอีกประการคือ การเข้าสู่กระบวนการทางคดี ผู้เสียหายสามารถแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อพนักงานสอบสวน หรือแจ้งผ่านระบบ Thai Police Online ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นช่องทางรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทางออนไลน์ ซึ่งช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเริ่มต้นกระบวนการรับแจ้งความทางออนไลน์ได้ โดยเฉพาะกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วหลังถูกหลอก ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุเช่นกันว่า หลังจากติดต่อธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมแล้ว ผู้เสียหายควรแจ้งความอย่างรวดเร็วภายใน 72 ชั่วโมงผ่านช่องทางรับแจ้งความออนไลน์หรือสถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจสามารถประสานธนาคารขยายการระงับและดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป ซึ่งก่อนแจ้งความ ผู้เสียหายควรเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนมากที่สุด เช่น วันและเวลาที่เกิดเหตุ จำนวนเงิน สลิปการโอน เลขบัญชีต้นทางและปลายทาง ชื่อเจ้าของบัญชี เบอร์โทรศัพท์ LINE ID หรือบัญชี Social Media ที่เกี่ยวข้อง URL เว็บไซต์ อีเมล และภาพหน้าจอการสนทนา หากมีการโอนเงินหลายครั้ง ควรจัดเรียงรายการตามวัน เวลา และจำนวนเงิน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถเห็นลำดับเหตุการณ์และเส้นทางธุรกรรมได้ชัดเจนขึ้น สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรลบข้อความหรือ Block คู่สนทนาก่อนเก็บหลักฐานทั้งหมด แม้จะทราบแล้วว่าเป็นมิจฉาชีพ เพราะข้อมูลบางส่วนอาจมีประโยชน์ต่อการสืบสวน

อีกเรื่องที่ควรระวังคือ การถูกหลอกซ้ำหลังเกิดเหตุ เนื่องจากผู้เสียหายมักอยู่ในภาวะกังวลและต้องการได้เงินคืนโดยเร็ว จึงอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่แอบอ้างเป็นตำรวจ ทนายความ หรือเจ้าหน้าที่ที่สามารถ “ติดตามเงินคืน” หรือ “ช่วยปลดบัญชี” ได้ แล้วเรียกเก็บค่าดำเนินการเพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงควรเข้าสู่เว็บไซต์ของหน่วยงานทางการด้วยตนเอง และหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS, LINE หรือ Social Media โดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มา

  1. ปัญหาออนไลน์ — ปรึกษา 1212 ETDA

ไม่ใช่ทุกปัญหาออนไลน์จะเริ่มต้นด้วยการสูญเสียเงิน หากประสบปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย Call Center หรือ SMS หลอกลวง การหลอกลงทุน การหลอกทำงานออนไลน์ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานออนไลน์ สามารถติดต่อ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 ETDA หรือที่ https://1212.etda.or.th ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอคำแนะนำหรือแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ บทบาทของ 1212 จึงครอบคลุมปัญหาออนไลน์ในวงกว้าง ขณะที่กรณีที่ โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการติดต่อ 1441 และธนาคารก่อน เพื่อเร่งดำเนินการกับเส้นทางการเงิน ข้อมูลของ ETDA ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ศูนย์ 1212 ETDA รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 3,754 เรื่อง หรือ ร้อยละ 10.62 โดยปัญหาซื้อขายออนไลน์มีจำนวนสูงที่สุด 14,238 เรื่อง หรือร้อยละ 36.40 รองลงมาคือเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง หรือร้อยละ 32.71 นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง และปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, 2569) สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ และสามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนทั่วไปในกิจกรรมประจำวัน

ดังนั้น 1441, Thai Police Online และ 1212 ETDA จึงมีบทบาทแตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยออนไลน์ หากมีการโอนเงินให้มิจฉาชีพแล้ว ควรรีบติดต่อ AOC 1441 และธนาคารเพื่อระงับเส้นทางเงิน จากนั้นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือผ่าน Thai Police Online ภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป ส่วนกรณีปัญหาการซื้อขายหรือปัญหาออนไลน์อื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจาก 1212 ETDA ได้

หลักง่ายๆ ที่ควรจำคือ “หยุด – เก็บ – โทร – แจ้ง” หยุดโอนเงินและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เก็บหลักฐานทุกอย่าง โทร 1441 และธนาคารทันที และแจ้งความให้เร็วที่สุด เพราะในอาชญากรรมออนไลน์ ความรวดเร็วในการแจ้งเหตุและเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อโอกาสในการระงับเส้นทางเงิน ติดตามทรัพย์สิน และลดความเสียหายของผู้เสียหาย

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 9 กันยายน 2569

9 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll กษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงยืนยันว่า เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซักเซกส์ ยังทรงเป็นพระสมาชิกแห่งพระราชวงศ์วินด์เซอร์แต่มิได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ ดังนั้น พระกรณียกิจใด ๆ ของทั้งสองพระองค์จึงเป็นเรื่องส่วนตัวมิได้เกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์ พระราชสถานะของทั้งสองพระองค์จึงใกล้เคียงประชาชนทั่วไป

ll 7-11 กันยายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย ไปงานพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในระหว่างที่อนุทินไม่อยู่เมืองไทยก็มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และ รมว. คลังรับงานพิจารณางบประมาณแผ่นดิน วาระ 2-3 แทน

ll ขอแสดงความยินดีกับศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้ง 12 คน จากสาขาต่าง ๆ คือ วรรณศิลป์ ได้แก่ ไมตรี ลิมปิชาติ และ ศิวกานท์ ปทุมสูติ สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ,พรธรรม ธรรมวิมูล ,ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล และ พีระพงษ์ ดวงแก้ว สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ ศ. กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ,ณัฐ ยนตรรักษ์ ,วิชัย ปุญญะยันต์ ,อังคนางค์ ศิริมณี ,ตรึก ปลอดฤทธิ์ และ สมศักดิ์ ทัดติ

ll ผศ. ดร. ศิริรัตน์ ณ ระนอง คณบดี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขอเชิญร่วมงาน 60 ปี มูลนิธิโครงการตำราฯ วันที่ 11 กันยายน เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้องริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ งานนี้ ส. ศิวรักษ์ จะแสดงปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับมูลนิธิโครงการตำราฯ

ll กองทัพบกฝากข่าวโครงการพลทหารอาสาโดยสมัครใจ รับจำนวน 18,784 นาย อยู่ในโครงการ 4 ปี สามารถเลือกหน่วยและผลัดได้ทั่วประเทศ เงินเดือนเริ่มต้น 12,090 บาท และค่าตอบแทนพิเศษอีก 2,880 บาท เมื่อปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จะได้โควต้าสอบนักเรียนนายสิบทหารบก และโควต้าทหารกองประจำการ ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์ http://rcm.rta.mi.th หรือสมัครด้วยตนเองในหน่วยทหารสังกัดกองทัพบกรวม 221 หน่วย และที่สำนักงานสัสดีอำเภอ สำนักงานสัสดีจังหวัด เริ่ม 10 กันยายนนี้ ถึง 24 มกราคม 2570 

ll ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับ สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และลูกๆ ดวงภัทร-ณพาภรณ์-พลวุฒิ-พัชรวิภา  โพธิรัตนังกูร ที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว ร.ท.ชุติภัทร โพธิรัตนังกูร จากไปเมื่อวันเสาร์  5 ก.ย.เวลา 18.46 น. ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่บ้านเลขที่ 10/9 สุขุมวิท 28 วันอังคาร 8 ก.ย.-วันจันทร์  14 ก.ย.เวลา 18.00 น.และจะฌาปนกิจ วันอังคาร 15 ก.ย.เวลา 17.00 น.เมรุวัดธาตุทอง พระอารามหลวง(เมรุหน้า) ..เจ้าภาพของดรับพวงหรีด

Victor Lee

“โปรจีโน่” อาฒยา ฐิติกุล คว้า “รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” เชิดชูตัวแทนคนไทยผู้สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีโลก

8 กันยายน 2569 เวลา 19:18 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับมูลนิธิไทย ประกาศผล “รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” (Thailand’s Public Diplomacy Award 2026: TPDA2026) โดยคณะกรรมการมูลนิธิไทยมีมติเห็นชอบมอบรางวัลประจำปีนี้ให้แก่ “โปรจีโน่” นางสาวอาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟหญิงชาวไทยผู้สร้างผลงานโดดเด่นและได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยบทบาทสำคัญในการสร้างชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย ตลอดจนเป็นแบบอย่างของคนไทยรุ่นใหม่ที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะของไทยผ่านความสำเร็จบนเวทีระดับโลก

การประกาศผลมีขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ร่วมแถลงผลการพิจารณา ภายหลังการเปิดรับการเสนอชื่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569



นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รางวัลการทูตสาธารณะจัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย คนไทย และความเป็นไทย จนเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ชาวต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่สร้างคุณประโยชน์เหล่านั้นเดินหน้าทำกิจกรรมของตนต่อไป และส่งเสริมให้สาธารณชนตระหนักว่า ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะของไทยได้

นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย กล่าวว่า คณะกรรมการมูลนิธิไทยมีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบให้มอบรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 แก่โปรจีโน่ ด้วยบทบาทและผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี โดยความสำเร็จของโปรจีโน่ไม่ได้สะท้อนเพียงความเป็นเลิศในวงการกีฬา แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยและคนไทยในสายตาชาวโลก

โปรจีโน่สร้างประวัติศาสตร์ระดับโลกตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ด้วยการเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดในโลกที่สามารถคว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพในรายการ Ladies European Thailand Championship 2017 ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักกอล์ฟหญิงมืออันดับ 1 ของโลก (Rolex Women’s World Golf Rankings) ด้วยวัยเพียง 19 ปี เป็นคนไทยคนที่สองต่อจาก “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล และครองตำแหน่งมือหนึ่งโลกยาวนานถึง 40 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังเคยครองตำแหน่งมือ 1 ของ Ladies European Tour และตอกย้ำความสำเร็จด้วยการครองอันดับ 1 ผู้นำรายได้สะสม (Money Winner) ของ LPGA Tour 2 ปีติดต่อกันในปี 2567 และ 2568

ตลอดเส้นทางในวงการกอล์ฟอาชีพ โปรจีโน่สร้างผลงานในการแข่งขันระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยคว้าชัยชนะในรายการสำคัญทั้งใน LPGA Tour และการแข่งขันระดับนานาชาติหลายรายการ อาทิ JTBC Classic, Walmart NW Arkansas Championship, Hanwha LIFEPLUS International Crown, CME Group Tour Championship, Dow Championship, Mizuho Americas Open และ Buick LPGA Shanghai รวมถึงการคว้าแชมป์ในประเทศไทยจากรายการ Honda LPGA Thailand 2569 ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์ Mizuho Americas Open และ Standard Portland Classic ในปีเดียวกัน



ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้โปรจีโน่ได้รับรางวัลเกียรติยศสำคัญในวงการกอล์ฟอย่างต่อเนื่อง อาทิ รางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี (Player of the Year) และ Rookie of the Year ของ Ladies European Tour (LET) ปี 2564, รางวัล Rolex Rookie of the Year ปี 2565, การได้รับเกียรติเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2567 และรางวัล Rolex Player of the Year ในปี 2568

นอกจากนี้ ความสำเร็จและความโดดเด่นในระดับนานาชาติยังทำให้โปรจีโน่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการกีฬาโลก ทั้ง TIME100 Next 2568 ในกลุ่ม Phenoms และ TIME100 Sports 2569 ในกลุ่ม Titans สะท้อนถึงการได้รับการยอมรับที่ก้าวข้ามจากความสำเร็จในสนามแข่งขันไปสู่การเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองในระดับโลก

นอกเหนือจากผลงานด้านกีฬา โปรจีโน่ยังมีบทบาทในการถ่ายทอดภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการแข่งขันระดับนานาชาติ ทั้งรอยยิ้ม ความนอบน้อมถ่อมตน การไหว้ และสัมมาคารวะในสนาม ไปพร้อมกับธงชาติไทยที่ปรากฏต่อสายตาผู้ชมทั่วโลก จนได้รับการกล่าวถึงจากสื่อต่างประเทศว่าเป็น “The smiling face of Thai golf” และได้รับเลือกเป็น Brand Ambassador ให้แก่องค์กรและแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่วงการกอล์ฟและพัฒนาตนเองสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ

นายธฤตกล่าวว่า บทบาทของโปรจีโน่สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จในระดับโลกสามารถก้าวไปไกลกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล เมื่อบุคคลนั้นสามารถถ่ายทอดตัวตน คุณค่า และความเป็นไทยไปสู่ผู้คนในต่างประเทศ และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะ และแสดงให้เห็นว่าบุคคลจากทุกสาขาอาชีพสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศได้

นอกจากความสำเร็จในสนามกอล์ฟแล้ว โปรจีโน่ยังแสดงถึงจิตสาธารณะและความมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมก่อตั้งโครงการ JK Golf Charity ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อระดมทุนสร้างอาคารเรียนพร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี บ้านเกิดของโปรจีโน่ อีกทั้งยังร่วมระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี หลังประสบเหตุเพลิงไหม้

ขณะเดียวกัน ผลงานของโปรจีโน่ในฐานะนักกอล์ฟแถวหน้าของ LPGA ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการ Birdie for Charity ในรายการ The Amundi Evian Championship คัดเลือกประเทศไทยเพื่อมอบเงินบริจาคสมทบทุนให้แก่ Thailand Golf Foundation จากจำนวนเบอร์ดี้ที่นักกอล์ฟทำได้ในการแข่งขัน เพื่อนำไปสนับสนุนเยาวชนด้อยโอกาสให้มีโอกาสเข้าถึงกีฬากอล์ฟ

ด้วยความสามารถ ความมุ่งมั่น ความสำเร็จในกีฬากอล์ฟ และบทบาทที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 9 ปี คณะกรรมการมูลนิธิไทยจึงเห็นว่า นางสาวอาฒยา ฐิติกุล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบุคคลที่สามารถใช้ความสามารถและความสำเร็จในวิชาชีพเป็นพลังในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะของไทย ทั้งการเผยแพร่อัตลักษณ์และคุณค่าความเป็นไทย การสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ตลอดจนสร้างความนิยมและความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทยและคนไทยในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ รางวัลการทูตสาธารณะ (Thailand’s Public Diplomacy Award) จัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ที่สร้างชื่อเสียง เกียรติภูมิ และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย คนไทย และความเป็นไทยจนเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ชาวต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้สาธารณชนเห็นว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะของไทยได้

iStudio by UFicon เปิดตัว Apple Premium Partner แห่งแรกของ UFicon ที่ The Mall Lifestore Ngamwongwan พร้อมยกระดับประสบการณ์ Apple ภายใต้แนวคิด “A New Apple Experience Starts Here.”

8 กันยายน 2569 เวลา 19:13 น.

จัดงาน Grand Opening อย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรม Workshop “Get Ready for Your New iPhone”

iStudio by UFicon at The Mall Lifestore Ngamwongwan จัดงาน Grand Opening อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 หลังปิดปรับปรุงร้านเพื่อยกระดับพื้นที่ให้บริการ บรรยากาศภายในร้าน และประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ภายใต้แนวคิด “A New Apple Experience Starts Here.”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ UFicon เนื่องจาก iStudio by UFicon at The Mall Lifestore Ngamwongwan เป็น Apple Premium Partner แห่งแรกของ UFicon สะท้อนการยกระดับจาก Apple Premium Reseller สู่รูปแบบการให้บริการที่มุ่งมอบประสบการณ์ Apple อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหาร The Mall Lifestore ผู้บริหาร UFicon ผู้แทนจาก Apple Thailand พันธมิตรทางธุรกิจ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีเปิด เยี่ยมชมร้านโฉมใหม่ และสัมผัสประสบการณ์การให้บริการภายในร้านอย่างใกล้ชิด

ร้านโฉมใหม่ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ ค้นหา ทดลอง เปรียบเทียบ และเลือกผลิตภัณฑ์ ที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเอง พร้อมรับคำแนะนำจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ยังมีบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ การเริ่มต้นใช้งาน บริการ Trade-in การดูแลด้านความปลอดภัยของข้อมูล บริการตรวจเช็กอุปกรณ์ รวมถึงบริการซ่อมและดูแลหลังการขายจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกภายในสถานที่เดียว

แนวคิด “A New Apple Experience Starts Here.” ถ่ายทอดผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่

  • Discover ค้นพบผลิตภัณฑ์และโซลูชัน Apple ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
  • Create ทดลองใช้เทคโนโลยี Apple เพื่อการทำงาน การเรียน และการสร้างสรรค์
  • Connect สัมผัสการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายใน Apple Ecosystem
  • Grow ต่อยอดการใช้งานด้วยความรู้ คำแนะนำ บริการ และการสนับสนุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญ

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือกิจกรรม Workshop “Get Ready for Your New iPhone” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าร่วมงานก่อนเริ่มใช้งาน iPhone เครื่องใหม่ โดยครอบคลุมตั้งแต่การตั้งค่า การสำรองและถ่ายโอนข้อมูล ไปจนถึงการเรียนรู้ฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้งาน iPhone ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับคำแนะนำจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริง สอบถามข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

คุณ อุบลวรรณ เสตะจันทน์ – Assistant General ManagerLeasing & Property Management (เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน) กล่าวว่า “การกลับมาเปิดให้บริการของ iStudio by UFicon ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการเติมเต็มประสบการณ์ของลูกค้า The Mall Lifestore Ngamwongwan ให้สามารถเข้าถึงสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากยิ่งขึ้น เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว Apple Premium Partner แห่งแรกของ UFicon และเชื่อว่าสาขานี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของลูกค้าในพื้นที่”

คุณวราวุฒิ เชาวน์ชูเวชช – President (บริษัท ยูฟิคอน จํากัด) กล่าวว่า “เราต้องการให้ iStudio by UFicon at The Mall Lifestore Ngamwongwan เป็นมากกว่าร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเริ่มต้นประสบการณ์ Apple รูปแบบใหม่ ตั้งแต่การค้นพบ ทดลอง สร้างสรรค์ เชื่อมต่อ และเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี พร้อมได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างครบถ้วนจากทีมงานของเรา”

การเปิดตัว iStudio by UFicon สาขา The Mall Lifestore Ngamwongwan สะท้อนความตั้งใจของ UFicon ในการยกระดับประสบการณ์ Apple ให้ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ การทดลองใช้งาน การเริ่มต้นใช้งาน ไปจนถึงการรับบริการซ่อมและการดูแลหลังการขาย

ปัจจุบัน iStudio by UFicon at The Mall Lifestore Ngamwongwan เปิดให้บริการแล้ว พร้อมต้อนรับลูกค้าทุกคนให้มาสัมผัสโฉมใหม่ และประสบการณ์การให้บริการในรูปแบบ Apple Premium Partner

“A New Apple Experience Starts Here.”

iStudio by UFicon at The Mall Lifestore Ngamwongwan ชั้น 3 บริเวณหน้าลิฟต์แก้ว
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00–21.00 น. โทร. 084-528-0555
เว็บไซต์: www.uficon.com

‘ฮ่องกง’ เปิดตัว International Lantern Spectacular ครั้งแรก รวมโคมจาก 20 ประเทศและภูมิภาค ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์

8 กันยายน 2569 เวลา 16:16 น.

ปีนี้ ‘ฮ่องกง’ ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วย International Lantern Spectacular งานแสดงโคมนานาชาติขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกณ สวนสาธารณะ Victoria Park ระหว่างวันที่ 17 ถึง 27 กันยายน ควบคู่ไปกับกิจกรรมเฉลิมฉลองหลากหลายงานทั่วเมือง อาทิ การเชิดมังกรไฟไท่หาง รวมถึงข้อเสนอพิเศษด้านการท่องเที่ยว เพื่อเติมเต็มบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้คึกคักยิ่งขึ้น

เที่ยวรอบโลกผ่านโคมไฟและวัฒนธรรมจาก 20 ประเทศและภูมิภาค ภายใต้ธีม “Reunion” หรือ “การกลับมาพบกัน” งาน International Lantern Spectacular รวบรวมโคมจาก 20 ประเทศและภูมิภาค พร้อมโคมฉินหวยจากหนานจิงและโคมทำมือแบบดั้งเดิมของฮ่องกง มาร่วมสร้างสีสันให้เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ที่ Victoria Park ในงาน International Lantern Spectacular ประกอบไปด้วยจุดแสดงโคม 3 จุดหลัก ดังนี้

• World Lantern Boulevard: สำรวจวัฒนธรรมข้ามพรมแดนผ่านโคมนานาชาติอันเป็นเอกลักษณ์
เมื่อก้าวเข้าสู่โซน World Lantern Boulevard ผู้ชมจะถูกรายล้อมด้วยโคมกว่า 3,000 ดวงจาก 20 ประเทศและภูมิภาค ตั้งแต่โคมผ้าไหมจากเกาหลีใต้ โคม Patchwork สีสันสดใสจากบราซิล ไปจนถึงโคมที่ผสานศิลปะการตัดกระดาษพื้นบ้านจากโปแลนด์ เปรียบเสมือนการเดินทางรอบโลกผ่านแสงไฟและวัฒนธรรมในค่ำคืนเดียว

• โคมฉินหวยแห่งนครหนานจิงศิลปะเก่าแก่อายุนับพันปี
งานหัตถกรรมโคมฉินหวยแห่งหนานจิงมีประวัติยาวนานกว่า 1,700 ปี และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติของจีน การท่องเที่ยวฮ่องกงจึงได้เชิญทีมช่างทำโคมฉินหวยจากหนานจิงมารังสรรค์โคมฉินหวยขนาดยักษ์จำนวน 4 ชิ้นสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Shadowlight โคมขนาดยักษ์สูง 8 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้าหลักของสวนสาธารณะ Victoria Park โคมยักษ์ชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นไทรซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของฮ่องกง โครงสร้างหลายชั้นที่ประดับด้วยแสงไฟช่วยสร้างมิติให้เรือนยอดดูราวกับมีชีวิต โดยสื่อถึงบทบาทของฮ่องกงในฐานะเมืองที่เชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน

อีกหนึ่งไฮไลต์คือโคม Lotus Fish ซึ่งนำเสนอใบบัวขนาดยักษ์ที่เรียงตัวเป็นแถวอย่างมีระเบียบ พร้อมปลาคาร์ปสีสันสดใสราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางใบบัวขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศชวนให้ผู้ชมรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในสวนบัวเรืองแสง

ภายใต้ธีม “การกลับมาพบกัน” มีการนำองค์ประกอบทรงกลมมาสอดแทรกในโคมหลายชิ้น เพื่อสื่อถึงความกลมเกลียวและการอยู่ร่วมกัน ในบริเวณนี้มีโคมฉินหวย 2 ชิ้น ตั้งอย่างโดดเด่นได้แก่ Dragon Gate ซึ่งนำเสนอภาพปลาคาร์ปคู่หนึ่งกระโจนขึ้นจากผิวน้ำ โดยเส้นโค้งอันอ่อนช้อยของปลาทั้งสองมาบรรจบกันเป็นวงกลม สื่อถึงความสมบูรณ์พูนสุขและความโชคดี ส่วนบริเวณเหนือสระบัว Model Boat Pool จะมี Moonlit Lotus โคมพระจันทร์ขนาดใหญ่สูง 7 เมตร สะท้อนแสงเคียงคู่กับโคมดอกบัวที่ส่องสว่างอยู่บนผิวน้ำด้านล่าง เชิญชวนทุกคนให้มารวมตัวกันใต้พระจันทร์เต็มดวงดวงเดียวกัน

Hong Kong Lantern Galleria: เชิดชูงานหัตถศิลป์ท้องถิ่น
บริเวณ Hill Knoll Pavilion ในสวนสาธารณะ Victoria Park มีการจัดแสดงโคมทำมือสไตล์ฮ่องกงแบบดั้งเดิมกว่า 400 ดวง โดยโคมทรงคลาสสิก อาทิ กระต่าย มะเฟือง และปลาทอง เหล่านี้ จะถูกแขวนประดับเหนือศีรษะ ถ่ายทอดบรรยากาศสีสันสดใสและตระการตาเสมือน “ถนนโคม” ที่ตลาด Tai Kiu ย่าน Yuen Long ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศเทศกาลไหว้พระจันทร์แบบดั้งเดิมที่ชาวฮ่องกงคุ้นเคยมาหลายชั่วอายุคน

ตลาดขนมไหว้พระจันทร์จากหลากหลายภูมิภาค: ลิ้มรสชาติแห่งการกลับมาพบกัน
ตั้งแต่วันที่ 17–20 กันยายน การท่องเที่ยวฮ่องกงร่วมมือกับ Po Leung Kuk องค์กรการกุศลสำหรับเยาวชน เพื่อเปิดจุดจำหน่ายขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษบริเวณ South Pavilion Plaza ในสวนสาธารณะ Victoria Park ให้ผู้ร่วมงานได้ช็อปปิงและเพลิดเพลินในช่วงเทศกาล โดยจะมีขนมไหว้พระจันทร์จากหลากหลายพื้นที่ของจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงมาจำหน่าย เช่น ขนมไหว้พระจันทร์สไตล์ซูโจวจากเซี่ยงไฮ้ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้แฮมยูนนาน และขนมไหว้พระจันทร์สไตล์แต้จิ๋วไส้เผือก ถั่วดำ หรือถั่วเขียว ให้นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสชาติหลากหลายจากแต่ละภูมิภาค และเลือกซื้อขนมไหว้พระจันทร์เป็นของฝากให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ได้ โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้ Po Leung Kuk เพื่อกิจกรรมการกุศล

กิจกรรมและข้อเสนอทั่วเมือง
นอกเหนือจากงาน International Lantern Spectacular ทั่วทั้งเมืองจะมีกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์มากมาย อาทิ การแสดงเชิดมังกรไฟไท่หาง ระหว่างวันที่ 24–26 กันยายน รวมไปถึงงาน Mid-Autumn Lantern Carnival รวมไปถึง งาน “Moon Fest Lumiere” บนถนน Lee Tung Avenue ในย่านหว่านไจ๋ (Wan Chai) ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค. 69 ไฮไลต์คือการประดับโคมไฟกว่า 800 ดวงตลอดถนนยาว 200 เมตร พร้อมเปิดตัวโคมไฟพระราชวังลายตัดกระดาษถ่ายทอดตำนานโบราณเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ในวันที่ 25 ก.ย. จะมีการแสดงมังกรไฟ LED ยาว 18 เมตร เพื่อร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของฮ่องกง

ยังมีกิจกรรมมากมายในธีมเทศกาลไหว้พระจันทร์ โปรโมชันสำหรับการช็อปปิงและร้านอาหาร งานศิลปะจัดวางโคมขนาดใหญ่ และตลาดอาหารประจำเทศกาลที่จัดโดยศูนย์การค้าและร้านค้าทั่วฮ่องกง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสสีสันของเทศกาลไหว้พระจันทร์ในหลากหลายย่านทั่วเมือง พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรม อาหาร และประสบการณ์ท้องถิ่นที่มีเฉพาะในช่วงเทศกาลนี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Discover Hong Kong เพจ “Mid-Autumn Month”
https://www.discoverhongkong.com/eng/events/mid-autumn-festival.html

รายละเอียดงาน International Lantern Spectacular สถานที่: สวนสาธารณะ Victoria Park วันที่: 17–27 กันยายน เวลาเปิดไฟ: 18.30–23.00 น. (ขยายเวลาเป็น 00.00 น. ในวันที่ 25 กันยายน)

สค. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพปฏิบัติงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ

8 กันยายน 2569 เวลา 16:13 น.

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพปฏิบัติงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ โดยมี ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ เข้าร่วม ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นางจตุพร กล่าวว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นสวัสดิการและระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมุ่งสงเคราะห์จัดการศพและดูแลครอบครัวเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยไม่แสวงหากำไร ปัจจุบันการฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกำกับดูแล มีการขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 80 แห่ง มีสมาชิกรวมประมาณ 3.5 ล้านคน ประกอบด้วย ส่วนราชการ 46 แห่ง รัฐวิสาหกิจ 24 แห่ง และหน่วยงานของรัฐ 10 แห่ง ขณะที่มีฐานะทางการเงินจากบัญชีงบดุลสะสมรวมกว่า 2,430 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความรับผิดชอบและทรัพยากรจำนวนมากที่ผู้ปฏิบัติงานต้องร่วมกันดูแล โดยหัวใจสำคัญคือ “ความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” เพื่อให้การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐสามารถเป็นหลักประกันและเป็นที่พึ่งของสมาชิกและครอบครัวได้อย่างแท้จริง

นางจตุพร กล่าวว่า ตนได้มอบแนวทางสำคัญ 3 ประการ เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ได้แก่ 1) ด้านหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ และธรรมาภิบาลในการบริหารงาน โดยให้ดำเนินการแก้ไขข้อบังคับหรือระเบียบ และการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนที่กำหนด 2) ด้านความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเอกสาร ทั้งทะเบียนสมาชิก บัญชีงบดุล และการจัดเก็บเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนด และ 3) ด้านการยกระดับความร่วมมือ เครือข่าย และการบริการที่ยึดสมาชิกเป็นศูนย์กลาง ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ปัญหาอุปสรรค และแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมสนับสนุนการให้คำปรึกษาและพัฒนากลไกการทำงานร่วมกัน

นางจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ระเบียบการเงินการบัญชี ตลอดจนสร้างแนวทางปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำความรู้และข้อเสนอแนะไปปรับใช้ในการยกระดับงานฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐให้มีความเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล และเป็นสวัสดิการที่สร้างความอุ่นใจให้แก่สมาชิกและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

OKMD ชวนคนไทยค้นหาความหมายของ ‘การมีชีวิตที่ยืนยาว’ ผ่านนิทรรศการและเทศกาลภาพยนตร์ Longevity for All

8 กันยายน 2569 เวลา 15:59 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน “Longevity for All: Exhibition and Film Festival” ร่วมดำเนินงานกับวิสาหกิจเพื่อสังคมฟองเมฆ และได้รับความร่วมมือจาก Documentary Club และสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Media for Change Association) เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ ผ่านนิทรรศการ ภาพยนตร์ และบทสนทนา เพื่อชวนผู้คนร่วมออกแบบชีวิตผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย และค้นพบว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้วัดจากจำนวนปีของชีวิต หากแต่คือการใช้ทุกช่วงเวลาให้เต็มไปด้วยการเรียนรู้ การเติบโต และความหมาย

ดร.อภิชาติ  ประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น คำถามสำคัญทุกวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวได้อีกกี่ปี แต่คือ เราจะใช้ชีวิตให้มีคุณภาพและมีความหมายแบบยั่งยืนอย่างไร ซึ่งแนวคิดเรื่อง Longevity ในศตวรรษที่ 21 นี้ก็ได้ก้าวข้ามการมุ่งยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างโอกาสให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

“OKMD ต้องการให้ Longevity for All เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า ‘การเรียนรู้’ คือเครื่องมือสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว และไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษา แต่เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์รอบตัว ศิลปะ ภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนความคิด และการได้ตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเติบโตตลอดช่วงชีวิต”

ภายในงาน Longevity for All ผู้เข้าร่วมงานต่างได้สัมผัสนิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่ออกแบบให้ผู้ชมใช้ประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การฟัง การสัมผัส และการมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างสมอง ร่างกาย อารมณ์ และการเรียนรู้ ผ่านแนวคิด Live – Love – Learn ที่ชวนให้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการค้นหาความหมายของชีวิตในแบบของตนเอง

ดร.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลท์ของงาน คือ เทศกาลภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้ (Film Festival) ที่คัดสรรผลงานระดับนานาชาติซึ่งสะท้อนแง่มุมของชีวิต ความทรงจำ ความรัก และการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น

▪ Moriyama-San (2017) สารคดีที่ชวนมองเห็นคุณค่าของความเรียบง่ายและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ

▪ The Bridges of Madison County (1995) ภาพยนตร์คลาสสิกที่ตั้งคำถามถึงความรัก การเลือก และคุณค่าของช่วงเวลาสำคัญในชีวิต

▪ Aftersun (2022) ภาพยนตร์ร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ความทรงจำ และการเยียวยาบาดแผลภายในอย่างละเอียดอ่อน

ด้านคุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า ภาพยนตร์และสารคดีไม่ได้เป็นเพียงสื่อเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจตัวเองผ่านเรื่องราวของผู้อื่น ได้ตั้งคำถามกับความคิด ความทรงจำ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจในชีวิต ผ่านประสบการณ์ที่จะสะเทือนอารมณ์และชวนใคร่ครวญ เพราะหลายครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากการได้รับคำตอบ แต่เกิดจากการกล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง

“เราหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้เพียงรับชมภาพยนตร์ แต่จะเดินออกไปพร้อมบทสนทนาบทใหม่กับตัวเอง เพราะบางครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับชีวิตของเราเอง นอกจากกิจกรรมภายในงานแล้ว เรายังได้จัดทำคลิปวิดีโอและองค์ความรู้ด้าน Longevity ในหลากหลายมิติ โดยรวบรวมไว้ใน OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการให้เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย”

ตลอดสองวันของงาน ยังมีกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ รศ.ดร.นพ.ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ดร.รชพร สุขสราญ หัวหน้า Happiness Science Hub ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) , คุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ 2 สมัย , และ ดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส การเรียนรู้ ความรัก ความทรงจำ และการเยียวยา เพื่อชวนผู้เข้าร่วมสำรวจชีวิตในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งาน Longevity for All : Exhibition and Film Festival เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สนใจด้านสุขภาพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาพยนตร์ ศิลปะ การออกแบบประสบการณ์ นักสร้างสรรค์ หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต โดยเชื่อว่าการมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนปีของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเติมเต็มทุกช่วงเวลาด้วยการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิต

ปิดฉาก ‘Rainy Wellness Month’ 4 สัปดาห์แห่ง Wellness & Lifestyle Experience

8 กันยายน 2569 เวลา 15:39 น.

บริษัท อีเอสซี วอเตอร์ สปอร์ต พาร์ค จำกัด (ESC PARK) ในเครือ SE Biz Group ปิดฉากกิจกรรม “Rainy Wellness Month @ ESC PARK” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ณ ESC PARK รังสิต กับ 4 สัปดาห์แห่งประสบการณ์ Wellness ในหลากหลายมิติ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 100 คนตลอดทั้งเดือน พร้อมการมีส่วนร่วมจากเหล่าเซเลบริตี้ ศิลปิน Influencer และ Lifestyle Creator ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์และสร้าง Community ร่วมกัน

กิจกรรม Rainy Wellness Month เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดว่า “Wellness ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรม แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต” โดย ESC PARK ต้องการนำเสนอการดูแลตัวเองในมุมที่เข้าถึงง่าย สนุก และร่วมสมัย ครอบคลุมทั้ง Body, Mind, Lifestyle และ Social Connection พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้หยุดจากจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ กลับมาใช้เวลากับตัวเอง และเชื่อมต่อกับผู้คนรอบข้างผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ

4 Weekends, 4 Wellness Experiences

ตลอดเดือนสิงหาคม ESC PARK ออกแบบกิจกรรมแต่ละสัปดาห์ให้มี Character และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อสะท้อนว่า Wellness สามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ

Week 1 – Yoga + Wine + Sound Healing

เริ่มต้นเดือนด้วยการผสมผสาน Movement, Relaxation และ Social Experience ผ่าน Yoga ก่อนเข้าสู่ Sound Healing และปิดท้ายด้วยช่วงเวลาแห่งการพูดคุยและ Wine Experience

Week 2 – Thai Wisdom Tea + Emotional Wellness + Creative Reflection

นำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดื่มชามาผสมผสานกับการดูแล Emotional Wellness และกิจกรรม Creative Reflection เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาสำรวจและใช้เวลากับตัวเอง

Week 3 – Pilates + Healthy Brunch + Tarot Healing

เชื่อมโยง Physical Wellness เข้ากับ Healthy Lifestyle ผ่าน Pilates และ Healthy Brunch ก่อนต่อยอดสู่กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจมุมมองและความรู้สึกของตัวเอง

Week 4 – Yoga + Wine Pairing + Connecting Questions

ปิดท้าย Rainy Wellness Month ภายใต้บรรยากาศ Luxury Slow Living ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ Wine Pairing และ Connecting Questions ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างบทสนทนาและ Connection ระหว่างผู้เข้าร่วม

ทั้ง 4 สัปดาห์สะท้อนมุมมองของ ESC PARK ที่ต้องการขยายความหมายของ Wellness ให้มากกว่าการออกกำลังกาย แต่ครอบคลุมถึง การพัก การกิน การพูดคุย การสร้างความสัมพันธ์ การได้ลองประสบการณ์ใหม่ และการมีพื้นที่ที่สามารถกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองและผู้คนรอบข้าง

จาก Event สู่ Community

Rainy Wellness Month เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่ ESC PARK ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าสถานที่จัดงาน โดยก่อนหน้านี้ ESC PARK ได้จัดกิจกรรม “SE Biz Charity Pawsitive Run 2026” เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนรักสุขภาพ ครอบครัว และคนรักสัตว์เข้าด้วยกัน ก่อนต่อยอดสู่ Rainy Wellness Month ที่เปิดพื้นที่ไปสู่กลุ่ม Wellness และ Lifestyle Community

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง Event แต่คือการใช้กิจกรรมเป็นจุดเริ่มต้นของ Connection ระหว่าง People, Community และ Place เพื่อให้ผู้คนมีเหตุผลที่จะกลับมาใช้พื้นที่และสร้างประสบการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

นางสาวณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Managing Director & Chief Marketing Officer) บริษัท อีเอสซี วอเตอร์ สปอร์ต พาร์ค จำกัด (ESC PARK) กล่าวว่า “Rainy Wellness Month ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเราจะจัด Event อะไร แต่เริ่มจากคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ของเรา ได้อะไรบางอย่างกลับไปมากกว่าการมาร่วมกิจกรรม สำหรับเก๋ Wellness ไม่ได้หมายความว่าเราต้องออกกำลังกายตลอดเวลา หรือต้องใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ บางวัน Wellness อาจเป็นการได้ขยับร่างกาย บางวันคือการได้พัก ได้กินอาหารดี ๆ ได้หัวเราะ ได้คุยกับคนใหม่ ๆ หรือเพียงแค่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง  สิ่งที่เก๋ประทับใจที่สุดตลอด 4 สัปดาห์ ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่มาร่วมงาน แต่คือการได้เห็นคนที่ไม่รู้จักกันเริ่มพูดคุยกัน เห็นคนสนุก ได้ Reconnect กับตัวเองและคนรอบข้าง และกลับออกไปพร้อมพลังดี ๆ นั่นคือ Community ในความหมายของเรา และเป็นสิ่งที่ ESC PARK อยากสร้างให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

Wellness ที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวงการ

ตลอดทั้งเดือน Rainy Wellness Month ได้รับความสนใจจากบุคคลในแวดวงธุรกิจ บันเทิง และ Lifestyle รวมถึงเหล่า Celebrity, Influencer และ Creator ที่เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ คุณสินีนารถ เองตระกูล, ธัญญ่า–ธัญญาเรศ เองตระกูล, แนนซี่ Girly Berry และนุ่น–สุทธิภา คงแนวดี ตลอดจนกลุ่มเซเลบริตี้ ผู้ประกอบการ และ Lifestyle Creator อีกหลากหลายคน การมีส่วนร่วมของผู้คนจากหลากหลายแวดวงสะท้อนหนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Rainy Wellness Month คือการทำให้ Wellness ไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่สามารถเป็น Lifestyle & Social Experience ที่คนต่างวัย ต่างอาชีพ และต่างความสนใจสามารถเข้ามาใช้เวลาร่วมกันได้

Collaboration ที่ร่วมสร้าง Wellness Experience

ความสำเร็จของ Rainy Wellness Month ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือของแบรนด์และพันธมิตรที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตลอดทั้งเดือน LUCARIS ร่วมสนับสนุนแก้วไวน์สำหรับกิจกรรม พร้อมผลิตภัณฑ์สำหรับผู้เข้าร่วมงาน ขณะที่ Friendly’s Spirits สนับสนุนไวน์แดงและ Sparkling Wine, Hundreds Heritage ร่วมสร้าง Tea Experience ใน Week 2, Acai Story สนับสนุน Acai Bowl สำหรับกิจกรรม Week 3, V-SOY สนับสนุน V-SOY Protein พร้อมงบประมาณสนับสนุนกิจกรรม และ The Afternoon สนับสนุน Eye Mask สำหรับกิจกรรม Week 1

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนแนวทางของ ESC PARK ที่ต้องการให้ Partnership เป็นมากกว่าการวาง Logo หรือการสนับสนุนกิจกรรม แต่เปิดโอกาสให้แต่ละแบรนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Experience ที่ผู้เข้าร่วมสามารถสัมผัส ทดลอง และเกิดการเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

More Than a Venue

Rainy Wellness Month เป็นอีกหนึ่งก้าวของ ESC PARK ในการพัฒนาจาก Venue สู่ Experience & Community Destination โดยนำศักยภาพของพื้นที่มาสร้างกิจกรรมที่ตอบโจทย์ Lifestyle หลากหลายรูปแบบ ทั้ง Wellness, Sports, Family, Pet, Food และ Entertainment

เป้าหมายของ ESC PARK จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเพียง Event ใด Event หนึ่ง แต่คือการสร้างพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยง ผู้คน แบรนด์ และ Community เข้าด้วยกัน ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างและเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ Rainy Wellness Month จะสิ้นสุดลง แต่ ESC PARK จะยังคงเดินหน้าพัฒนา Experience และกิจกรรมรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าสถานที่ที่ผู้คน “มาเมื่อมีงาน” แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากกลับมาใช้ชีวิต อยากกลับมาเจอกัน และรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ Community

ESC PARK — More Than a Venue. A Place to Connect