Fed ประกาศถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667257

วันที่ 04 พ.ย. 2564 เวลา 09:43 น.Fed ประกาศถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด เฟด ประกาศทำ Tapering แต่ไม่เปลี่ยนมุมมองเงินเฟ้อ

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่าจะเริ่มลดขั้นตอนการซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปลายเดือนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากการระบาดใหญ่

แต่คณะกรรมการตลาดกลางแห่งสหพันธรัฐ (FOMC) ของธนาคารกลางไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นของสหรัฐในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังจากการประชุมนโยบายสองวัน

ในขณะที่เฟดตระหนักดีว่าอุปสงค์ที่แข็งแกร่งประกอบกับปัญหาอุปทาน “มีส่วนทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในบางภาคส่วน” เฟดยังคงมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากปัจจัย “ชั่วคราว”

อย่างไรก็ตาม เฟดก็พร้อมที่จะยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วขึ้นหากจำเป็น ตามคำแถลงดังกล่าว

เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับแรงกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างอิสระในการซื้อรถยนต์ บ้าน และสินค้าอื่นๆ แต่ปัญหาคอขวดของอุปทานและการขาดแคลนทำให้ราคาสูงขึ้น กระตุ้นให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเฟดเริ่มไม่แยแสกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

แถลงการณ์ของ FOMC ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่การสร้างสมดุล โดยตระหนักถึงอัตราเงินเฟ้อที่ “สูงขึ้น” แต่ย้ำว่า “สะท้อนถึงปัจจัยส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว”

คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะมีภาวะสะดุดจากคลื่นการติดเชื้อในช่วงฤดูร้อนจากเชื้อเดลต้าที่ทำให้การเติบโตช้าลง “ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านอุปทานคาดว่าจะสนับสนุนการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตลอดจนลดอัตราเงินเฟ้อ”

เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม 2020 หลังจากการระบาดใหญ่ที่ชายฝั่งสหรัฐ ส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัวไปในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังเริ่มซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนและหลักทรัพย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานจำนองอย่างน้อย 40,000 ล้านดอลลาร์เพื่อป้องกันการล่มสลายทางการเงิน

คณะกรรมการกล่าวว่าในเดือนนี้จะเริ่มลดอัตราการซื้อรายเดือนลง 10,000 ล้านดอลลาร์สำหรับคลัง และ 5 พันล้านดอลลาร์สำหรับหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ในขณะที่ FOMC คาดว่าจะลดยอดรวมลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน “ก็พร้อมที่จะปรับจังหวะการซื้อหากรับประกันโดยการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเศรษฐกิจ” แถลงการณ์ดังกล่าว

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่าประธานเฟด คือ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) พอใจกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากเกินไป และกำลังเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนแนวทางของเขา

พาวเวลล์ ซึ่งกำลังรอข่าวว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะตั้งให้เขาเป็นประธานสมัยที่ 2 หรือไม่ ได้กล่าวว่าเฟดจะไม่เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากศูนย์ จนกว่าจะเสร็จสิ้นโครงการซื้อพันธบัตร

เอียน เชพเพิร์ดสัน (Ian Shepherdson) จาก Pantheon Macroeconomics กล่าวว่าแถลงการณ์ของ FOMC เสนอ “การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย” แต่คาดว่า พาวเวลล์จะยังคงแก้ต่างมุมมองของเขาว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเป็นเพียงชั่วคราวและมีแนวโน้มที่จะจางหายไป

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo/File Photo

สื่อญี่ปุ่นจองเวรเจ้าหญิงมาโกะกับสามีไม่หยุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667235

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 18:40 น.สื่อญี่ปุ่นจองเวรเจ้าหญิงมาโกะกับสามีไม่หยุดสื่อญี่ปุ่นตามขุดคุ้ยแม้แต่เรื่องครอบครัวไปถึงเล็กๆ น้อยๆ อย่างทรงผมของโคมุโระ แม้แต่งงานแล้วก็ยังไม่หยุด

ในที่สุดเจ้าหญิงมาโกะแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นและ เคอิ โคมุโระ พระสหายร่วมชั้นเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าพิธีเสกสมรสกันอย่างเรียบง่ายหลังจากต้องเลื่อนมาเกือบ 4 ปี แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ทั้งคู่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันมากมาย โดยเฉพาะข่าวฉาวของโคมุโระที่ถูกสื่อญี่ปุ่นขุดคุ้ยแทบทุกซอกทุกมุม

ตอนแรกดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะแฮปปี้กับเจ้าหญิงมาโกะ หลังจากทั้งคู่จับมือกันประกาศข่าวดีเมื่อปี 2017 ว่าได้หมั้นกันเรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดจะเข้าพิธีเสกสมรสกันในวันที่ 4 พ.ย. 2018 ทว่าความยินดีนี้อยู่กับทั้งคู่ได้ไม่นาน

เดือน ธ.ค. 2017 นิตยสารรายสัปดาห์ Shukan Josei ตีแผ่ข่าวใหญ่ด้วยพาดหัวว่า “ช็อกราชวงศ์ญี่ปุ่น แม่โคมุโรเป็นหนี้อดีตคู่หมั้น” โดยมีรายละเอียดว่า อดีตคู่หมั้นของแม่ของโคมุโระอ้างว่าสองแม่ลูกไม่ยอมคืนเงินที่กู้ยืมไปราว 36,000 เหรียญสหรัฐ (เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนที่สหรัฐของโคมุโระด้วย)

ไม่นานหลังจากนั้นทั้งสื่อแทบลอยด์และสื่อหลักก็พากันขุดคุยชีวิตส่วนตัวของครอบครัวโคมุโระ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเล็กน้อยแค่ไหนหรือข่าวลือใดๆ ล้วนได้พื้นที่สื่อ ไม่ว่าจะเป็นข่าวว่าโคมุโรเป็นกำกร้าตั้งแต่เด็กเพราะพ่อฆ่าตัวตาย ต่อมาไม่นานปู่ก็ฆ่าตัวตายเช่นกัน ไปจนถึงข่าวการใช้ชีวิตราวเพลย์บอยท่ามกลางสาวๆ หลายคนรวมถึงการเที่ยวกลางคืนขณะศึกษาที่สหรัฐ

โซเชียลมีเดียญี่ปุ่นก็ไม่เว้น บางคนอ้างว่าโคมุโระมีสายเลือดเกาหลี-ญี่ปุ่น ซึ่งเดิมทีคนญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลีถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเพื่อเป็นแรงงานทาสและมักจะถูกดูถูก ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบไม่มีความสำคัญ

ข่าวฉาวเหล่านี้ส่งผลให้ในเดือน ก.พ. 2018 เจ้าหญิงมาโกะทรงประกาศเลื่อนพิธีเสกสมรสออกไปเป็นปี 2020 โดยระบุว่าเตรียมการไม่ทัน แต่ก็มีบางคนเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับข่าวของฝ่ายชาย และอีกไม่กี่เดือนต่อมาเจ้าชายอากิชิโนะ พระบิดาของเจ้าหญิงมาโกะแถลงข่าวว่า จะไม่มีการจัดพิธีหมั้นจนกว่าโคมุโระจะจัดการปัญหาการเงินของตัวเองให้เรียบร้อย

ไม่เฉพาะสำนักพระราชวังเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการหมั้นของเจ้าหญิงมาโกะกับแฟนหนุ่มสามัญชน ชาวญี่ปุ่นก็มองว่าโคมุโระไม่เหมาะสมกับเจ้าหญิงของพวกเขา เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับการเงินของแม่ แม้ว่าภายหลังโคมุโระจะชี้แจงว่า เป็นเงินที่อดีตคู่หมั้นของแม่ให้เป็นของขวัญ ไม่ใช่เงินกู้ยืม และเขาจะจ่ายเงินคืน ชาวญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมปล่อย

ข่าวทำท่าว่าจะเงียบไปหลังจากโคมุโระเดินทางไปศึกษาต่อนิติศาสตร์ที่สหรัฐจนกระทั่งทีมงานทีวีของ FNN ของญี่ปุ่นเห็นโคมุโระเดินอยู่ที่ถนนสายหนึ่งของนิวยอร์กด้วยผมทรงใหม่ผิดหูผิดตาไปจากชายหนุ่มในมาดเนี้ยบเรียบร้อยเมื่อครั้งประกาศข่าวการหมั้น

หลังจากนั้นภาพผมหางม้าของโคมุโระที่ถ่ายมาแทบจะทุกมุมกล้องก็ถูกแชร์ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง จนแฮชแท็ก “ผมหางม้า” ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ บรรดาสื่อแทบลอยด์และรายการทอล์กโชว์จึงเริ่มปฏิบัติการแซะโคมุโระอีกครั้ง ประเด็นหลักที่ถกเถียงกันคือ ผมหางม้าเหมาะกับคนที่จะเป็นคู่สมรสของสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นหรือไม่ เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติ

และเมื่อโคมุโรเดินทางกลับมาจากสหรัฐถึงญี่ปุ่นเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ผมหางม้าของเจ้าตัวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง คราวนี้แทบลอยด์พากันพาดหัวข่าวล้อเลียนทรงผมของว่าที่สามีของเจ้าหญิงมาโกะ อาทิ Nikkan Sports พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า “Ponite kikoku” หรือ การมาถึงของหางม้า อีกสื่อหนึ่งเรียกผมหางม้าของโคมุโระว่า “ชนมาเกะ” หรือทรงผมสมัยโบราณของซามูไร

นอกจากนี้ การตัดผมของโคมุโระซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ใครๆ ก็ทำสามารถกลายเป็นเรื่องเป็นข่าวได้

ขณะที่โคมุโระกักตัวอยู่ที่บ้านหลังกลับจากสหรัฐ เขาให้ช่างตัดผมมาเล็มผมให้ที่บ้าน เรื่องนี้ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของสื่อ หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ช่วงค่ำ Nikkan Gendai รายงานทันควันว่า การให้ช่างมาตัดผมให้ที่บ้านอาจฝ่าฝืนกฎหมายร้านเสริมสวยของญี่ปุ่น

โธมัส บอดิเน็ตต์ อาจารย์ภาควิชาญี่ปุ่นศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม็คควอรีของออสเตรเลียมองว่า ความตื่นตระหนกของสื่อญี่ปุ่นต่อผมหางม้าของโคมุโระสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอนุรักษนิยมในสังคมญี่ปุ่น

ส่วนเรอินะ ซะกะงุชิ เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอนุบาลในเมืองไซตะมะเผยว่า เธอต้องการเห็นเจ้าหญิงมาโกะและโคมุโระจบลงแบบแฮปปี้เอนดิง แต่หลังจากเห็นผมหางม้าของโคมุโระ แรงเชียร์ของเธอถูกความกังวลเข้ามาแทนที่ โดยบอกอีกว่าโคมุโระจะทำอะไรก็ได้หลังเสกสมรสและย้ายไปอยู่สหรัฐ แต่ในญี่ปุ่น “เขาควรทำตัวให้เหมาะสมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสังคมญี่ปุ่น”

แม้แต่ในวันที่ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ยังไม่วายมีเสียงวิจารณ์ตามมาเรื่องการไม่จัดพิธีต่างๆ ตามธรรมเนียมตามมาอีก หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนให้ความเห็นว่า ถึงแม้เจ้าชายอากิชิโนะพระบิดาของเจ้าหญิงจะยินยอมให้ทั้งคู่แต่งงานกัน แต่การไม่จัดพิธีเสกสมรสก็แสดงว่าฝ่ายราชวงศ์จะไม่ติดต่อกับครอบครัวของโคมุโระอีก ไม่ต่างกับการ “หนีตามกันไป”

เจ้าหญิงมาโกะต้องเผชิญแรงกดดันและความเครียดจากข่าวของโคมุโระจนมีอาการ PTSD หรืออาการผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบสถานการณ์รุนแรง โดย สึโยชิ อากิยะมะ แพทย์ที่วินิจฉัยอาการของเจ้าหญิงมาโกะเผยว่า เจ้าหญิงทรงอยู่ภายใต้เหตุการณ์ที่ทรงมองว่าเป็นการใส่ร้ายพระองค์และครอบครัว รวมทั้งว่าที่สามีและครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพระองค์ไม่สามารถหนีออกจากเรื่องพวกนี้ได้

กรณีนี้จึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับชีวิตของจักรพรรดินีมาซาโกะ พระปิตุจฉา (ป้า) ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับอาการป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียดซึ่งทางสำนักพระราชวังระบุว่าเป็นภาวะการปรับตัวผิดปกติ (adjustment disorder) จนต้องเก็บตัวจากสาธารณชนมาเป็นสิบปี เนื่องจากถูกกดดันเรื่องการมีทายาทผู้ชาย

เช่นเดียวกับสมเด็จพระจักรพรรดินีพระพันปีหลวงมิชิโกะที่ต้องทนทุกข์กับพิธีรีตองของราชสำนักญี่ปุ่นและการถูกเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบุลลี่จนมีอาการวิตกกังวลมากจนล้มป่วยและไม่สามารถพูดได้ชั่วคราว

หลายฝ่ายมองว่าการที่เจ้าหญิงมาโกะตัดสินใจเป็นสมาชิกราชวงศ์คนแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอาจเป็นการบอกเป็นนัยๆ ถึงการตัดขาดจากราชวงศ์ญี่ปุ่น แม้จะต้องย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเม้นต์ขนาด 1 ห้องนอนในนิวยอร์กในฐานะหญิงสามัญชน แต่ก็น่าจะสบายใจกว่าที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบประเพณีที่เคร่งครัดของราชวงศ์ญี่ปุ่น

Photo by Nicolas Datiche / POOL / AFP

คุมเข้มจนทนไม่ไหว! บริษัทยักษ์ใหญ่ทยอยถอนตัวจากจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667216

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 17:29 น.คุมเข้มจนทนไม่ไหว! บริษัทยักษ์ใหญ่ทยอยถอนตัวจากจีนบริษัทหลายรายทยอยถอนตัวออกจากประเทศจีนหลังเจอกฎระเบียบที่เข้มงวด

บริษัท Yahoo Inc. เปิดเผยว่าได้ถอนตัวออกจากจีนแล้วโดยให้เหตุผลว่าบริษัทต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความท้าทายมากขึ้น

บริษัทกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่ท้าทายมากขึ้นในประเทศจีน บริการของ Yahoo จะไม่สามารถเข้าถึงได้จากจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน”

ขณะที่ระยะหลังมานี้ทางการจีนเดินหน้าควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เข้มงวดขึ้น รวมถึงมีการเซ็นเซอร์เนื้อหาและข้อความที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง

Yahoo เน้นย้ำว่าบริษัทยังคงยึดมั่นในสิทธิ์ของผู้ใช้บริการ และสนับสนุนอินเทอร์เน็ตที่เสรีและเปิดกว้าง

นอกจากนี้การถอนตัวของ Yahoo เกิดขึ้นพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของจีน ซึ่งจำกัดสิ่งที่บริษัทข้อมูลสามารถรวบรวม และกำหนดมาตรฐานสำหรับวิธีการจัดเก็บข้อมูล

โดยมีการออกกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของข้อมูลฉบับใหม่ ที่กำหนดความรับผิดชอบของทุกบริษัทและองค์กรที่จัดการข้อมูล ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ให้บริการในจีนต้องแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้นในการปกป้องความปลอดภัยของข้อมูล

กฎหมายจีนยังกำหนดว่าบริษัทที่ดำเนินงานในประเทศต้องส่งมอบข้อมูลหากทางการร้องขอ ทำให้ยากสำหรับบริษัทตะวันตกในการดำเนินงานในจีน เนื่องจากพวกเขาอาจเผชิญแรงกดดันจากประเทศบ้านเกิดหากยอมทำตามความต้องการของจีน

ก่อนที่จะถอนตัวออกไป Yahoo ได้ลดขอบเขตการดำเนินการในจีนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยยกเลิกให้บริการเพลงและอีเมลในช่วงต้นปี 2010 และปิดสำนักงานในปักกิ่งในปี 2015

บริษัททยอยถอนตัว

Yahoo นับว่าเป็นบริษัทรายล่าสุดที่ประกาศถอนตัวออกจากประเทศจีน โดยในเดือนที่ผ่านมาเว็บไซต์ LinkedIn แพลตฟอร์มหางานยักษ์ใหญ่จาก Microsoft ประกาศว่าจะถอนตัวจากจีนในปีนี้ หลังให้บริการมานานกว่า 7 ปี ท่ามกลางกำกับดูแลโซเชียลมีเดียของทางการจีนอย่างเข้มงวด

โดย Mohak Shroff รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของ LinkedIn ให้เหตุผลว่า “สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ท้าทายยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มากขึ้น” ในประเทศจีนเป็นสาเหตุให้ต้องถอนตัว

ระยะหลังมานี้ทางการออกกฎระเบียบควบคุมบริษัทเทคโนโลยีที่เข้มงวดมากขึ้น โดยในเดือนมีนาคม LinkedIn ได้ระงับการสมัครสมาชิกใหม่เป็นเวลา 30 วัน และต้องส่งรายงานต่อทางการจีน หลังหน่วยงานกำกับดูแลพบข้อผิดพลาดในการเซ็นเซอร์เนื้อหาทางการเมือง

ในเดือนกันยายน LinkedIn ได้บล็อกโปรไฟล์ของนักข่าวและนักวิชาการสหรัฐหลายคนจากแพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศจีน และเซ็นเซอร์เนื้อหาหลังทางการจีนพบว่ามีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและประเด็นอ่อนไหว

นอกจากนี้ยังมีเกม Fortnite เกมแนว Battle Royale ยอดนิยมจาก Epic Games ซึ่งประกาศว่าจะปิดการให้บริการเวอร์ชันจีน (Fortress Night) ในวันที่ 15 พฤศจิกายน และระงับไม่ให้มีผู้ลงทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน หลังจากที่เปิดตัวในปี 2018 ร่วมกับบริษัท Tencent

อย่างไรก็ตาม Fortnite ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจน แต่ Daniel Ahmad นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Niko Partners กล่าวว่าเกมประเภทนี้ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดในประเทศจีน โดยเกมที่ได้รับอนุมัติจากทางการส่วนใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาจำนวนมาก

ขณะที่เกมเมอร์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเกมหลายคนมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการควบคุมที่เข้มงวดของจีน และการออกข้อกฎหมายมากมาย รวมถึงนโยบายควบคุมการเล่นเกมออนไลน์ที่จำกัดเวลาเล่นเกมของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ทั้งนี้ เกมจะต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนที่จะเปิดตัวในประเทศจีน โดยเกมจากตะวันตกมักต้องถูกเซ็นเซอร์อย่างหนัก

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sparkpool ชุมชนขุด Ethereum ที่ใหญ่เป็นที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ยังได้ประกาศระงับการให้บริการเหมืองขุดคริปโตสำหรับนักขุดในจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากที่ทางการจีนออกนโยบายปราบปราบสกุลเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ยังผลักดันให้บริษัทที่ให้บริการด้านสกุลเงินดิจิทัลหลายสิบแห่งย้ายออกจากจีนแผ่นดินใหญ่

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎระเบียบในการควบคุมที่เข้มงวดของจีนส่งผลให้หลายบริษัทต้องยอมถอยออกไป ขณะที่โลกออนไลน์ของตะวันตกและจีนยังคงแยกจากกัน ซึ่งจีนได้พัฒนาแพลตฟอร์มเป็นของตัวเองทดแทนโซเชียลมีเดียที่ใช้กันทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook และ Twitter เป็นต้น

ที่มา: YahooCNBCBBCCoindesk

ภาพ: REUTERS/Thomas Peter/File Photo

สหรัฐตามหลังจีนหลายปี พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียงไม่ทัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667199

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 16:25 น.สหรัฐตามหลังจีนหลายปี พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียงไม่ทันความเห็นจากผู้บริหารของ Raytheon Technologies ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐและอยู่ในเครือผู้ผลิตขีปนาวุธนำวิถีรายใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม มีรายงานที่น่าตกตะลึงว่าจีนได้ทำการทดสอบอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง (hypersonic weapons) สองครั้งในช่วงฤดูร้อน รวมถึงหนึ่งในยานพาหนะที่เรียกว่าไฮเปอร์โซนิกร่อน ปล่อยจากขีปนาวุธหรือจรวด โดยเกรกอรี่ เฮยส์ (Gregory Hayes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Raytheon Technologies Corp. ชี้ว่าอาวุธดังกล่าวสามารถทำความเร็ว 22,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 35,405 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

hypersonic weapons สามารถบินผ่านชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วเสียงมากกว่า 5 เท่าและยังยากที่จะตรวจจับและสกัดกั้นก่อนเข้าโจมตีเป้าหมายอีกด้วย ก่อนหน้านี้ แฟรงก์ เคนดัลล์ ( Frank Kendall) รัฐมนตรีกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐ กล่าวสุนทรพจน์เมื่อเดือนกันยายนถึงศักยภาพของขีดความสามารถในอวกาศของจีนที่เรียกว่า “ระบบทิ้งระเบิดแบบชิ้นส่วน” หรือระบบที่อาวุธพุ่งทะยานเข้าสู่วงโคจรแล้ว จากนั้นสลัดหลุดต่กวงโคจรแล้วมุ่งโจมตีเป้าหมาย

เฮยส์กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า รัฐบาลสหรัฐล้าหลังจีนอยู่หลายปีในการครอบครองอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง โดยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ในรายการ “Balance of Power With David Westin.” ทางสถานีโทรทัศน์ Bloomberg Television ว่า “เราช้าไปอย่างน้อยหลายปี”

“เราจะมีอาวุธที่จะท้าทายคู่ต่อสู้ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่าจุดสนใจของเราคือเราจะพัฒนาปฏิกิริยาต่อต้านไฮเปอร์โซยนิกส์อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ท้าทาย” เฮยส์ กล่าว

ความเห็นของเฮยส์ยังสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่แสดงความเห็นกับ Bloomberg Television ในรายการ “The David Rubenstein Show: Peer-to-Peer Conversations” โดยชี้ว่าความสำเร็จของจีนเทียบเท่ากับความสำเร็จของสหภาพโซเวียตในการพัฒนาดาวเทียมดวงแรกของโลก ซึ่งแซงหน้าความพยายามในการเป็นเจ้าอวกาศของสหรัฐ

“สิ่งที่เราเห็นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในการทดสอบระบบอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง และเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” พลเอก มาร์ค มิลลีย์ (General Mark Milley) ประธานคณะเสนาธิการร่วมกล่าวถึงความสำเร็จของจีน “ผมไม่รู้ว่ามันเป็นช่วงเวลาทแบบเดียวกับสปุตนิกหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันใกล้เคียงมาก มันดึงความสนใจทั้งหมดของเรา”

มิลลีย์ชี้ว่าจีนสามารถประหยัดต้นทุนด้านการทหารไปได้มาก โดยเขาอ้างว่าจีนสามารถตัดค่าแรงทหารไปได้ ส่วนสหรัฐมีต้นทุนด้านนี้สูงมาก

นอกจากนี้ เขากล่าวว่าการวิจัยและพัฒนาของกองทัพจีนส่วนใหญ่นำโดยบริษัทของรัฐในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่นับเป็นการใช้จ่ายด้านกลาโหมของทางการ แต่เข้าพิจารณาให้ดีจะพบว่างบประมาณด้านการทหารของจีนใกล้เคียงกับสหรัฐมากกว่าที่ใครหลายคนจะคาดคิด

ภาพ – ขีปนาวุธแบบแนวคิด Hypersonic Air-breathing Weapons Concept (HAWC) ของบริษัท Raytheon Missiles & Defense

งามหน้า รวบ 23 คนไทยในเกาหลีลักลอบค้ายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667198

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 15:41 น.งามหน้า รวบ 23 คนไทยในเกาหลีลักลอบค้ายาเสพติดสื่อเกาหลีใต้เผยเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม 23 คนไทยลักลอบค้า-เสพยาเสพติด

เว็บไซต์ The Korea Times รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมคนไทยจำนวน 23 คนในการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดที่มุ่งเป้าไปที่แรงงานข้ามชาติในประเทศ โดยจำนวนนี้มี 17 คนเป็นผู้ค้าและอีก 6 คนเป็นผู้เสพ

เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีนรวม 2.5 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 16,000 ล้านวอน หรือประมาณ 450 ล้านบาท จากประเทศไทยไปยังเกาหลีใต้โดยการขนส่งระหว่างประเทศ 4 ครั้ง ระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม

โดยในการปราบปรามครั้งนี้สามารถยึดของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน 1.3 กิโลกรัม, ยาบ้า 685 เม็ด, เมทแอมเฟตามีนผสมคาเฟอีน และเงินจำนวน 97.2 ล้านวอน

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าขบวนการค้ายาเสพติดใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อค้ายาให้กับชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในเกาหลีใต้

โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) และหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อสืบหาผู้ที่จัดหายาจากประเทศไทย

“เราจะเสริมความแข็งแกร่งในการปราบปรามการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมศุลกากรของเกาหลี” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าว

Photo by REUTERS/Chaiwat Subprasom

เขตการค้าใหญ่ที่สุดในโลก RCEP เริ่มต้น ม.ค. ปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667187

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 14:27 น.เขตการค้าใหญ่ที่สุดในโลก RCEP เริ่มต้น ม.ค. ปีหน้า ออสเตรเลียเผยข้อตกลงการค้า RCEP จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม หลัง 15 ชาติให้สัตยาบันข้อตกลง จากการรายงานของสำนักข่าว Kyodo

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม ตามการเปิดเผยของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยข้อตกลงดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกในการเปิดเสรีการค้าและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก

RCEP ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย ประเทศสมาชิก 15 ประเทศมีสัดส่วนประมาณ 30% ของประชากรโลก (2,200 ล้านคน) และ 30% ของ GDP โลก (26.2 ล้านล้านดอลลาร์) ณ ปี 2020 ทำให้เป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

แดน ทีแฮน (Dan Tehan) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนของออสเตรเลีย ระบุในถ้อยแถลงที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารว่า สนธิสัญญามีผลบังคับใช้ทันทีที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้สัตยาบัน

“RCEP จะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการให้สัตยาบันโดยอย่างน้อย 6 รัฐในอาเซียนและอย่างน้อย 3 รัฐนอกอาเซียน หมายหลักที่ว่านั้นบรรลุถึงในวันที่ 2 พฤศจิกายน2021 โดยมีการให้สัตยาบันโดยออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเป็นการปูทางให้ RCEP เข้าสู่ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2022” คำแถลงระบุ

Kyodo รายงานว่า RCEP ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าร้อยละ 91 และสร้างมาตรฐานกฎระเบียบด้านการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และอีคอมเมิร์ซ ท่ามกลางแนวปฏิบัติทางการค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในเขตการค้าเสรี ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิต การค้า และประชากรของโลก

RCEP จัดกลุ่มประเทศสมาชิก 10 ประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมทั้งออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้

RCEP ยังเป็นข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสามในสี่ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า RCEP จะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแก่ประเทศที่ลงนาม และยังดึงสถานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจกลับมาสู่เอเชีย โดยที่จีนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเขียนกฎการค้าสำหรับภูมิภาคนี้ โดยปล่อยให้สหรัฐล้าหลังในด้านเศรษฐกิจ และการเมือง

แคนาดาเปิดสนามบินเพิ่ม 8 แห่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667176

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 14:15 น.แคนาดาเปิดสนามบินเพิ่ม 8 แห่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแคนาดาเตรียมพร้อมเปิดประเทศเต็มรูปแบบ หลังฉีดวัคซีนครบแล้วกว่า 70%

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแคนาดากำลังเตรียมเปิดสนามบินเพิ่มอีก 8 แห่ง เพื่อรองรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ หลังจากที่มีข้อกำหนดการฉีดวัคซีนที่เข้มงวดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลอดจนการออกวัคซีนพาสปอร์ต ทำให้แคนาดาสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. เป็นต้นไป

ขณะนี้แคนาดามีสนามบินทั้งหมด 10 แห่งที่รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยจะมีการเปิดเพิ่มอีก 8 แห่งภายในปลายเดือนพ.ย. ได้แก่ สนามบินในเมืองแฮมิลตัน วอเตอร์ลู เซนต์จอห์นส์ ริไจนา ซัสคาทูน เคโลว์นา แอบบอตส์ฟอร์ด และวิกตอเรีย

โอมาร์ อัลกาบรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแคนาดา กล่าวว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นทำให้แคนาดาสามารถเปิดสนามบินเพิ่มเติมเพื่อนรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้แคนาดาต้องปิดสนามบินไปหลายแห่ง โดยในช่วงพีคของการแพ่ระบาดมีสนามบินเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่เปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ แวนคูเวอร์ โตรอนโต คัลการี และมอนทรีออล

โดยแคนาดาเริ่มเปิดพรมแดนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนที่ทางการแคนาดาอนุมัติครบ 2 เข็มแล้วเท่านั้น

ขณะที่แคนาดาได้ฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วราว 59 ล้านโดส โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วราว 28.3 ล้านคนหรือคิดเป็น 74.5% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ติดเชื้อในประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องโดยวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมาแคนาดารายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 1,106 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมราว 1.72 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 29,043 คน

Photo by REUTERS/Tyrone Siu

โควิดจีนลามเป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่ระบาดที่อู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667175

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 13:45 น.โควิดจีนลามเป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่ระบาดที่อู่ฮั่นโควิดรอบล่าสุดในจีนกระจายไปหลายมณฑล แพร่เป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019  

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศจีนแม้ว่าทางการท้องถิ่นต่างทุ่มสรรพกำลังเต็มที่และบังคับใช้มาตรการเข้มงวดที่สุดเพื่อทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเป็นศูนย์ให้ได้อีกครั้ง  ขณะนี้จีนพบการระบาดในพื้นที่ 19 มณฑลจากทั้งหมด 31 มณฑล  วันนี้ (3 พ.ย.) พบผูติดเชื้อในประเทศ 93 ราย ผู้ป่วยไม่แสดงอาการอีก 11 ราย โดยมีอีก 3 มณฑลใหม่ที่พบผู้ติดเชื้อ ได้แก่ มณฑลเหอหนาน มณฑลเจียงซู และเมืองฉงชิ่งในมณฑลเสฉวน

ขณะที่กรุงปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 38 รายซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเมื่อเดือน ม.ค.และ ก.พ.ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสั่งกักตัวนักเรียนใน 2 โรงเรียนทันทีหลังพบว่าครูรายหนึ่งติดเชื้อ และสั่งปิดอีก 16 โรงเรียน เนื่องจากสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอาจเดินทางไปฉีดวัคซีนที่เดียวกับที่ครูที่ติดเชื้อรายดังกล่าวไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ส่วนเมืองฉงชิ่งสั่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกอย่างรวดเร็วตลอดทั้งคืนเพื่อให้ทันกับช่วง “เวลาทอง 24 ชั่วโมง” หลังจากพบเชื้อไวรัสครั้งแรก ด้านเมืองฉางโจวในมณฑลเจียงซูสั่งปิดโรงเรียนอย่างน้อย 3 วันโดยให้นักเรียนเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์

ทางการจีนยังคงเดินหน้าใช้มาตรการกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์อย่างเข้มงวดแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรอบล่าสุดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแพร่ระบาดเป็นวงกว้างโดยที่มาตรการต่างๆ ที่เคยใช้ได้ผลเริ่มเอาไม่อยู่

จงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ปรึกษาการรับมือ Covid-19 ให้รัฐบาลเผยกับสำนักข่าว CGTN ของจีนว่า มั่นใจว่าจีนจะควบคุมการแพร่ระบาดได้ในเวลาไม่กี่เดือน และยังกล่าวถึงมาตรการกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์ว่า แม้ว่ามาตรการจำเป็นในการควบคุมไวรัสจะมีราคาที่ต้องจ่ายสูง แต่การเปิดประเทศและปล่อยให้เชื้อแพร่กระจายออกไปจะมีราคาสูงยิ่งกว่า

เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้เห็นว่าจีนเข้มงวดจริงจังกับการกำจัด Covid-19 คือ การสั่งปิดสวนสนุกตรวจหาเชื้อในกลุ่มนักท่องเที่ยวในดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้กว่า 30,000 คนโดยให้ทุกคนอยู่ในสวนสนุกจนถึงเกือบเที่ยงคืน หลังพบว่าผู้ติดเชื้อ 1 รายเข้าไปใช้บริการ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เมืองรุ่ยลี่ที่อยู่ติดกับชายแดนเมียนมาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่มานานหลายเดือนแล้ว

Photo by STR / AFP

ไล่ออก 2 พิธีกรจีน ปมเหยียดเพศแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667167

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ไล่ออก 2 พิธีกรจีน ปมเหยียดเพศแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางไทยตอกย้ำความตึงเครียดอุตสาหกรรมความบันเทิงจีน เมื่อ ‘หนุ่มหน้าหวาน’ ได้รับความนิยมแต่อีกด้านยังไม่เปิดใจ

South China Morning Post รายงานกรณีที่เครื่องสำอางแบรนด์ไทยยุติสัญญากับ Fanyin Culture เอเจนซี่จีน หลังจากที่พิธีกร 2 คนใช้คำพูดเชิงเหยียดเพศกับหลิวอวี่ (Liu Yu) นักร้องและนักแสดงจากวงบอยแบนด์ INTO1 ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอาง

รายงานระบุว่าหลังจากที่หลิวอวี่ได้ปรากฏตัวในรายการเพื่อมาโฆษณาให้กับแบรนด์ไปแล้วนั้น ก็มีแฟนๆ เข้ามาถามไถ่ว่าเขาจะได้มาออกรายการอีกครั้งหรือไม่ แต่พิธีกรทั้ง 2 ซึ่งคือ เหมิงเหมิง (Mengmeng) และเสี่ยวเว่ย (Xiaowei) กลับตอบว่า “คนนั้นไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ พวกเราไม่รู้จักเขาหรอก”

ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากเนื่องจากผู้ชมมองว่าพิธีกรใช้คำพูดที่ดูถูกและไม่ให้เกียรติหลิวอวี่ที่มาปรากฏตัวในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอาง

“มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณ พิธีกรพยายามขายเครื่องสำอางแต่กลับใช้คำพูดที่สร้างความเสื่อมเสียแบบนี้ต่อหน้าผู้บริโภคเนี่ยนะ” “ถ้าเราไม่รู้จักเขาทำไมเราถึงไปตัดสินว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ละคนมีความงามที่แตกต่างกันได้” ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจำนวนมากบน Weibo

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แบรนด์เครื่องสำอางได้ออกมาขอโทษผ่านทาง Weibo พร้อมกล่าวตำหนิ Fanyin Culture บริษัทเอเจนซี่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพิธีกรทั้งสอง ตลอดจนยุติสัญญากับบริษัท และให้คำมั่นว่าจะระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

“คุณหลิวอวี่มีแต่ความภักดี ซื่อสัตย์ และกระตืนรือร้นในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทางบริษัทชื่นชมหลิวอวี่เสมอมา เราต้องขออภัยต่อหลิวและแฟนคลับของเขาสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น” บริษัทกล่าว

ด้าน Fanyin ก็ได้กล่าวขอโทษต่อบริษัทเครื่องสำอางและหลิวอวี่ พร้อมประกาศว่าพิธีกรทั้งสองจะถูกไล่ออกทันที

กรณีดังกล่าวตอกย้ำถึงความตึงเครียดในอุตสาหกรรมความบันเทิงของจีน ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “หนุ่มหน้าหวาน” หรือการที่ดาราชายแต่งหน้าสวยคล้ายผู้หญิง ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศจีน ขณะที่ทางการจีนประกาศจัดระเบียบวงการบันเทิง โดยหนึ่งในนั้นคือการห้ามไม่ให้คนดังเพศชายแสดงพฤติกรรมเหมือนผู้หญิง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าความนิยมดังกล่าวมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่เปลี่ยนไป หรือแรงผลักดันจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่ให้บรรดาไอดอลแต่งหน้าเพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ค่านิยมใหม่นี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งเนื่องจากอีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อค่านิยมทางสังคมแบบดั้มเดิมของจีน ซึ่งทางการจีนก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับค่านิยมใหม่นี้เช่นกัน

Photo by into1_liuyu_

ลอนดอนหันมาใช้รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าจาก Tesla #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667165

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.ลอนดอนหันมาใช้รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าจาก TeslaUber เตรียมนำรถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าของ Tesla มาให้บริการในกรุงลอนดอน

บริษัท Uber เผยว่า ตั้งแต่วันพุธ (3 พ.ย.) เป็นต้นไป ผู้ขับขี่ของ Uber ในกรุงลอนดอนสามารถซื้อหรือเช่ารถแท็กซี่พลังงงานสะอาดของ Tesla มาให้บริการแก่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจูงใจในการกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มคิดค่าธรรมเนียมอากาศบริสุทธิ์ (clean air fee) ในราคา 4 เซนต์ในทุกๆ การเดินทาง 1 ไมล์ หรือ 1.33 บาททุก ๆ 1.6 กิโลเมตรสำหรับการใช้บริการแท็กซี่ในกรุงลอนดอน Uber รวบรวมเงินก้อนนี้ได้กว่า 135 ล้านปอนด์สำหรับให้ผู้ขับขี่ของบริษัทนำไปใช้ในโมเดลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับบริษัทพันธมิตร อาทิ Nissan และ Kia ในราคาพิเศษ

การเข้าร่วมกับ Uber ของ Tesla เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจาก Tesla ประกาศดีลซื้อขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากับบริษัท Hertz จำนวน 50,000 คัน เพื่อนำไปให้บริการเป็นรถแท็กซี่ร่วมกับ Uber ในสหรัฐภายในปี 2023

ขณะนี้ผู้ขับขี่ของ Uber กว่า 4,000 คนหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้บริการในกรุงลอนดอน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาเมืองหลักทั่วโลก

เจมี เฮย์วูด ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปตะวันออกและยุโรปเหนือของ Uber เผยว่า “ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทำให้การคมนาคมในเมืองสะอาดขึ้น แต่ในกรุงลอนดอนมีพัฒนาการที่ดี และเราคือผู้นำในระดับโลก”

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP