สหรัฐอนุมัติใช้วัคซีน Pfizer กับเด็ก 5-11 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667154

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.สหรัฐอนุมัติใช้วัคซีน Pfizer กับเด็ก 5-11 ปีสหรัฐเดินหน้าฉีดวัคซีน Pfizer ให้เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) รับรองการใช้วัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer ดับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี อย่างเป็นทางการ หลังจากที่คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ให้การสนับสนุนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจะเปิดทางให้เด็กจำนวน 25 ล้านคนในสหรัฐสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้

โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาด เพื่อลดความกังวลใจของผู้ปกครอง และลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่เชื้อในเด็ก ซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้จัดหาวัคซีนเพียงพอสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปีทุกคนแล้ว และจะเริ่มกระจายไปทั่วประเทศ

โรเชลล์ โวเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ เผยว่า คณะผู้เชี่ยวชาญได้ชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในเด็กแล้ว ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพราว 91% เมื่อใช้กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี และมีการสร้างภูมิคุ้มกันระดับเดียวกับผู้ที่มีอายุ 16 ถึง 25 ปี

รายงานระบุว่าเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 11 ปีในสหรัฐติดโควิด-19 สะสมประมาณ 1.8 ล้านคน และการแพร่ระบาดของโรคส่งผลให้โรงเรียนกว่า 2,000 แห่งในสหรัฐต้องกลับมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์อีกครั้งตั้งแต่เดือนส.ค. ซึ่งส่งผลต่อนักเรียนกว่า 1.2 ล้านคน

สำหรับการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีนั้นจะใช้วัคซีนโดสละ 10 ไมโครกรัม หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ฉีดให้แก่ผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยจะต้องฉีดเป็นจำนวน 2 โดสเช่นกัน เว้นระยะห่างประมาณ 28 วัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยประมาณร้อยละ 58 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by JOSEPH PREZIOSO / AFP

การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667123

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 20:21 น.การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากก่อนจะถึงวันที่ประเทศต่างๆ เลิกใช้น้ำมันตามเป้าหมาย Net zero บวกกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ยังไม่ก้าวหน้าพอ (และยังแพง)

เวลานี้เป็นช่วง “น้ำมันขึ้น” ให้รีบตัก คนที่รีบตักไม่ใช่คนเติม แต่เป็นที่ขายให้เราเติม นั่นคือบรรดาประเทศ ผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย

หลังจากที่ราคาซบเซามานานหลายปี แถมยังมาเจอการระบาดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจชะงัก ดีมานด์หายวับ พอนานาประเทศเริ่มเปิดประตูและไขลานเศรษฐกิจ ดีมานด์ก็กลับมา

ดีมานด์มันประเดประดังเข้ามาตอนที่ซัพพลายมีจำกัดอันเนื่องจากกำลังการผลิตไม่ได้เพิ่ม (เพราะไม่รู้จะเพิ่มไปทำไม) ทำให้ราคามันพุ่งขึ้นมา 

นี่คือกลไกปกติของราคาน้ำมัน และทุกประเทศต้องเตรียมใจไว้ด้วย ผู้ผลิตรอจังหวะนี้มานานหลายปีแล้ว 

ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายเล็กๆ พอเจอแรงกดดันก็บอกว่าเห็นด้วยกับการเพิ่มกำลังการผลิต เช่น คูเวต

แต่รายเบิ้มๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังเงียบกริบ นั่นเพราะเป็นพวกที่ได้ประโยชน์โพดผลจากน้ำมันแพงมากว่าใคร อย่างบริษัทน้ำมันซาอุฯ Aramco นั้นกำไรพุ่งถึง 158%

รัสเซียไม่ใช่แค่รอโกยเงินจากการคืนชีพของตลาดพลังงานแต่ยังใช้มันต่อรองทางการเมืองด้วย ที่ชัดที่สุดรัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติ (ที่มีมากที่สุดในโลก) ต่อรองกับประเทศต่างๆ ที่ต้องการก๊าซอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะยุโรปตะวันตกที่ทำตัวเป็นศัตรูกับรัสเซีย รัสเซียก็เลยใช้ก๊าซเป็นตัวประกันเสียเลย

ล่าสุดตอนนี้ยุโรปตะวันตกต่อรองกับรัสเซียได้แล้ว ราคาก๊าซจึงปรับลดลงมา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแน่นอนที่รัสเซียใช้ก๊าซเป็นอาวุธ

น้ำมันก็เช่นกัน มันกลายเป็นประเด็นการเมืองเมื่อไบเดนบอกแบบกำกวมและลังเลต่อท่าทีของซาอุฯ และรัสเซียที่ไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิต ต่อคำถามว่าจะทำอย่างไรหากสองประเทศนี้ไม่เพิ่มการผลิต ไบเดนบอกว่า “ผมกำลังพิจารณาจะลงมือ ซึ่งผมลังเลที่จะบอกก่อนที่ผมจะต้องทำ”

เดาว่าไบเดนคงจะเกรงใจมหามิตรคือซาอุฯ ขณะเดียวกันก็สั่งรัสเซียไม่ได้

ไบเดนมีเหตุผลที่ต้องการน้ำมันที่ถูกลง เพราะเศรษฐกิจพร้อมที่จะเติบโตอีกครั้ง หากสหรัฐเจอน้ำมันแพงเข้า มันจะสั่นคลอนเศรษฐกิจในทันที ประเทศที่เจอเข้าจังๆ ในตอนนี้คือจีน รัฐบาลต้องปล่อยน้ำมันดีเซลในคลังออกมาเพื่อประคองภาวะขาดแคลนแล้ว ซึ่งช่วยให้ราคาปรับลดลง แน่ล่ะ มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราว 

สิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่แค่น้ำมันแพงเท่านั้น แต่รวมถึงสถานการณ์ในอนาคตที่น้ำมันแพงจะปะทะเข้ากับพลังงานทางเลือกราคาแพง

ช่วงที่น้ำมันโลกแพงขึ้นมา ประชาคมโลกจัดการประชุม COP26 พอดี หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการต่อรองของประเทศต่างๆ ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายที่ประเทศปล่อยก๊าซตัวเอ้ๆ ตั้งไว้คือต้องลดการปล่อยก๊าซลง “อย่างมาก” ภายในปี 2030 และหากเป็นไปได้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2060

การลด “อย่างมาก” ของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน แต่เราเริ่มจะเห็นว่าบางประเทศประกาศจะลดให้ได้ 50% ภายในปี 2030

เรื่องนี้มีความอย่างไรกับราคาน้ำมัน?

ในช่วงเวลานับจากนี้ถึงปี 2030 หรือ 2060 มันเป็นโอกาสช่วงสุดท้ายของการใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน หลังจากนี้แล้วทั่วโลกจะลดการใช้มันหรืออาจจะเลิกใช้ไปเลย

หมายความว่าอิทธิพลของประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะไร้ความหมายไปในทันที

พวกเขามองเห็นอนาคตนี้แล้ว ทำให้ซาอุดีอาระเบียประกาศ “ดิสรัปต์” ตัวเองด้วยการทุ่มทุนพัฒนาพลังงานทางเลือก

ด้วยภาวะโลกร้อนที่คับขันมากขึ้น อาจทำให้ต้องเร่งเป้าขึ้นมาเร็วกว่าปี 2030 หรือ 2060 ด้วยซ้ำ ดังนั้น นี่เป็นโค้งสุดท้ายของทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำมันในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ

ประเทศอุตสาหกรรมจะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในช่วงเวลาทองนี้ และความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้น หมายถึงราคาจะเพิ่มขึ้นไปด้วย

เราจะเห็นตัวอย่างจากจีนที่กระหายพลังงานจนไม่พอใช้ ขณะเดียวกันจีนก็ติดกับดักตัวเองที่สัญญากับชาวโลกว่าจะลดการใช้พลังงานฟอสซิล ผลก็คือจีนต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะการลดการใช้พลังงานทำให้เศรษฐกิจสะดุด และการรีรอที่จะใช้พลังงานฟอสซิลทำให้ลังเลที่จะนำเข้า ผลก็คือไม่พอใช้

สถานการณ์แบบจีนอาจจะไม่เกิดกับประเทศอื่นเป๊ะๆ แต่จะมีอะไรคล้ายๆ กัน สิ่งที่ตามมาคือความต้องการน้ำมันสูงขึ้นมา จนเกิด Peak oil หรือ จุดผลิตน้ำมันสูงสุด ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าก่อนที่กำลังการผลิตจะปรับลดลงมา

แต่เดิมนั้นภาวะ Peak oil มักจะโยงกับภาวะ Oil depletion หรือน้ำมันหมดเกลี้ยงโลก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะน้ำมันหมด แต่เพราะโลกถูกบังคับให้เลิกใช้น้ำมัน

เรื่องนี้มีการพูดถึงกันบ้างแล้วว่าเพราะนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนบีบคั้น จะทำให้ความต้องการน้ำมันถูกเร่งขึ้นมา จากนั้นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่พลังงานทางเลือกเข้ามาแทนที่ได้ ราคาน้ำมันจะถดถอยลง และกำลังการผลิตจะลดลง เนื่องจากมันเริ่มหมดความสำคัญ

เวลานั้นจะอยู่ในช่วงระหว่างปี 2035 แต่อาจจะไม่ถึง 2045 เพราะจากการประเมินสถานการณ์จำลองของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ในภาพทัศน์ NetZero2050 Scenario ระบุว่า ภายในปี 2045 เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกจะแพร่หลาย และจะมี “การระงับการขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ภายในปี 2035 และยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินและน้ำมันที่ยังคงไม่ปรับแนวทางการผลิตลงทั้งหมดภายในปี 2040”

“รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนจะใช้ไฟฟ้าหรือเซลล์เชื้อเพลิง เครื่องบินจะพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงและเชื้อเพลิงสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่งจะใช้การดักจับคาร์บอนหรือไฮโดรเจนทั่วโลก”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกเราจะพบกับภาวะน้ำมันถึงจุดพีค และเราจะต้องลงทุนมหาศาลกับพลังงานหมุนจนเวียน IEA ประเมินว่าการลงทุนพลังงานทางเลือกจะต้องเพิ่มอีก 3 เท่ามาอยู่ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

พวกเขาเชื่อว่าการปฏิวัติพลังงานจะสร้างงานใหม่นับล้าน ช่วยยกระดับเศรษฐกิจโลก และทำให้คนทั่วโลกทุกชนชั้นเข้าถึงพลังงานสะอาด

นั่นเป็นความเชื่อ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ นั้นอีกเรื่อง แม้แต่ฟาติฮ์ บิรอล (Fatih Birol) กรรมการบริหาร IEA ก็ยอมรับว่าเรายังลงทุนพลังงานทางเลือกไม่พอ และมันจะเกิดความโกลาหลในอนาคต

หากดูแนวโน้มผลการประชุม COP26 และท่าทีไม่ค่อยจะจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศใหญ่ (เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน) ไปถึงเป้าของ IEA คงจะยาก

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีเป้า สถานการณ์บีบบังคับของภาวะโลกร้อนจะทำให้โลกต้องปฏิวัติพลังงานอยู่ดี เพียงแต่ก่อนจะถึงการปฏิวัติ น้ำมันจะไต่ถึงจุดพีคไปเรื่อยๆ แน่นอน มันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

IEA ประเมินว่าความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกอาจสูงสุดภายในปี 2025 หากคำมั่นสัญญาด้านสภาพอากาศของโลกได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ (ซึ่งคาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก)

แต่ถึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่สัญญาไว้ แต่ความต้องการน้ำมันจะยังคงอยู่ที่สามในสี่ของระดับปัจจุบันภายในปี 2050 นั่นหมายความว่าจะไม่ถึงเป้าที่จะปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ภายในปี 2050

การใช้น้ำมันจะลดลงประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศที่สัญญาจะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ระหว่างปี 2020-2030 แต่มันจะเพิ่มขึ้น 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่สัญญาจะทำเช่นนั้นหรือตั้งเป้าไว้นานกว่านั้น

ในขณะที่ IEA ประเมินว่ากำลังการผลิตน้ำมันจะลดลงเพราะนโยบาย Net zero แต่ยังบอกด้วยว่านักลงทุนไม่ควรให้ทุนสนับสนุนโครงการน้ำมันใหม่ๆ หลังจากปี 2021 เพื่อลดการปล่อยมลพิษ

แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้น้ำมันไม่พอกับความต้องการ ข้อมูลของ IEA ก็ชี้ว่าความต้องการชะลอลงแค่บางส่วน ทำให้ OPEC บอกว่าถ้าทำตาม IEA แนะราคาน้ำมันโลกจะผันผวน และตอกกลับว่า IEA กำลังพูดขัดแย้งกันเอง

ตรงข้ามกับ IEA ทาง OPEC คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ (การพยากรณ์นี้ออกมาในเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งปรากฎว่าเป็นจริงในเดือนตุลาคม 2021) นอกจากจะฟื้นในปีนี้แล้วมันยังจะลากยาวไปจนถึงทศวรรษที่ 2030

แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ถ้าเรานำเอาสถานการณ์จำลองและการพยากรณ์ของทั้งสององค์การมารวมกัน เราจะเห็นแนวโน้มที่ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับกำลังการผลิตที่ขมวดตัวลง (เพราะถึงจะไม่ลงทุนโครงการใหม่ๆ แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องดิสรัปต์ตัวเองไปสู่พลังงานทางเลือกอยู่ดี)

ไม่ต้องถามว่าเป็นไปได้แค่ไหน ลองดูเสียงบ่นจากประเทศเล็กๆ ที่เข้าร่วมประชุม COP26 ซึ่งบอกว่าทียังลงมือแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ถึงไหน เพราะยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานล็อบบี้อย่างหนัก พูดตรงๆ ก็ใช้เงินฟาดหัวนักการเมืองให้หาทางต่อรองให้ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินให้นานที่สุด

ผลก็คือเราจะใช้น้ำมันแพงกันไปแบบยาวๆ อย่างน้อยก็ในช่วงนี้จนถึงทศวรรษหน้า

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

Pfizer โกยอื้อ! คาดปีนี้ขายวัคซีนได้ 1.2 ล้านล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667121

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 18:50 น.Pfizer โกยอื้อ! คาดปีนี้ขายวัคซีนได้ 1.2 ล้านล้านบาทPfizer ปรับคาดการณ์ยอดขายวัคซีนปีนี้พุ่ง คาดทำเงินจากวัคซีน 1.2 ล้านล้านบาท

วันนี้ (2 พ.ย.) สำนักข่าว AFP รายงานว่าบริษัท Pfizer ปรับคาดการณ์ยอดขายวัคซีนโควิด-19 ในปีนี้อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับคำสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับการอนุมัติใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น และอนุมัติให้ใช้กับประชากรวัยเด็ก

โดย Pfizer คาดว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนจำนวน 2,300 ล้านโดสในปี 2021 ซึ่งเพิ่มขึ้น 200 ล้านโดสจากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา

หมายความว่าบริษัทคาดว่าจะมีรายรับจากการส่งมอบวัคซีนทั้งสิ้น 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 33,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ Pfizer ได้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐให้ใช้กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังต้องรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ

โดยขณะนี้สหรัฐอนุมัติให้ใช้ Pfizer สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และสามารถใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

Photo by Luis ACOSTA / AFP

Cue แหวนสุดล้ำ! ป้องกันเมาแล้วขับโดยไม่ต้องเป่าแอลกอฮอล์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667115

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.Cue แหวนสุดล้ำ! ป้องกันเมาแล้วขับโดยไม่ต้องเป่าแอลกอฮอล์แหวนอัจฉริยะนี้จะสามารถตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับรถแท็กซี่ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของผู้โดยสาร

คงไม่มีใครอยากขึ้นแท็กซี่ที่คนขับเมาหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ Ola และ Uber เปิดเผยว่าคนขับรถมากกว่าร้อยละ 50 รับสารภาพว่าพวกเขาเมาแล้วขับ และมากกว่าร้อยละ 60 ดื่มเครื่องดื่มบนรถด้วย

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนขับรถที่เราเรียกมานั้นดื่มเครื่องดื่มมึนเมามาหรือเปล่า? อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยคุณได้

Cue คือแหวนอัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบโดย Risha Garg ซึ่งสามารถติดตามสถานะของคนขับรถได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถวัดระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ผ่านเหงื่อที่นิ้วมือ ซึ่งเหมาะเจาะอย่างยิ่งเนื่องจากฝ่ามือและนิ้วมีต่อมเหงื่อจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจร และอุณหภูมิร่างกายของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่ของผู้ใช้บริการให้ทราบข้อมูลของคนขับรถล่วงหน้า เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการขับรถ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย

ในกรณีที่คนขับรถมีระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) สูงกว่า 30 จาก 100 แอปพลิเคชันจะถือว่าผู้ขับขี่มีสถานะเมาและไม่พร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งจะถูกจำกัดการขับขี่โดยอัตโนมัติ โดยปิดกั้นไม่ให้รับผู้โดยสารเป็นเวลา 90 นาทีถึง 24 ชั่วโมง

เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับรถได้สวมแหวนตลอดเวลา ตัวแหวนจะติดตั้งระบบ GPS และตัดการเชื่อมต่อทันทีที่หากพบว่าอยู่ห่างจากโทรศัพท์ของคนขับรถเพียงไม่กี่เมตร

ขณะนี้ Cue กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อให้ได้อุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถรับประกันได้ว่าการเดินทางของผู้โดยสารจะเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

ที่มา: Yanko Design

Net Zero คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับโลกและมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667102

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 17:22 น.Net Zero คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับโลกและมนุษย์Net Zero เป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก รวมทั้งในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ในขณะนี้

ภายใต้ข้อตกลงปารีส 2015 สมาชิกองค์การสหประชาชาติ 197 ประเทศบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วยการยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าเป็นไปได้จะควบคุมไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ นานาประเทศต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในปี 2028 และให้เหลือศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

Net Zero คืออะไร

Net Zero คือ การไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มเติม หมายความว่าเราต้องทั้งลดการปล่อยก๊าซให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทั้งกำจัดก๊าซในปริมาณที่เทียบเท่ากันกับการปล่อยที่เกิดขึ้น

คำว่า Net Zero มีความสำคัญกับโลกและมนุษย์เรามาก เพราะหากมีก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงโอกาสที่จะหยุดยั้งภาวะโลกร้อนก็เพิ่มมากขึ้น

แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราหยุดปล่อยก๊าซแล้วภาวะโลกร้อนจะหายไปทันที เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยไปนับล้านๆ ตันก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและดูดซับความร้อนไว้อีกหลายต่อหลายปี

จะกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร

การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ให้ทันภายใน 30 ปีเป็นเรื่องยากมาก เพราะไม่ใช่การปล่อยทุกประเภทจะลดให้เหลือศูนย์ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการชดเชยปริมาณก๊าซที่เหลือตกค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบดั้งเดิม

แต่วิธีนี้ยังมีคำถามอยู่ว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกเพียงพอหรือไม่ อีกทั้งการปลูกต้นไม้ยังต้องใช้เวลานาน และนักวิทยาศาสตร์บางรายยังห่วงว่าเราอาจต้องการน้ำมากขึ้นในการปลูกต้นไม้ซึ่งอาจก่อปัญหาอื่นตามมาอีก

หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture and storage) คือการใช้เครื่องจักรดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศ แล้วทำให้เป็นของแข็ง จากนั้นนำไปฝังใต้ดินหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ก้อนหิน

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้ยังใหม่ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และมีราคาสูงมาก คาดว่าต้องใช้เงินอย่างน้อย 600 เหรียญสหรัฐ หรือ 19,957 บาทต่อตัน ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือ ในอากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.04% เท่านั้น การดักจับก๊าซออกมาจากอากาศจึงจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเผยว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติก็สำคัญแต่ว่ายังไม่เพียงพอ ขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะนี้ก็เกินกำลังที่เทคโนโลยีที่มีอยู่จะกำจัดได้หมด

ยกตัวอย่างเครื่องดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ Orca ในไอซ์แลนด์ที่เกิดจากความร่วมมือของ Climeworks บริษัทดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากสวิส กับ Carbfix ของไอซ์แลนด์ที่เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นก้อนหิน สามารถดักจับก๊าซได้เพียงปีละ 4,000 ตัน ขณะที่มนุษย์ปล่อยก๊าซหลายหมื่นล้านตัน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงวิธีการที่บางประเทศจะใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero อาทิ ประเทศ ก.อาจลดการปล่อยก๊าซได้มหาศาลหากสั่งปิดอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น การผลิตเหล็ก แต่หากประเทศ ก.สั่งนำเข้าเหล็กจากประเทศ ข. หลังปิดโรงงานของตัวเอง ประเทศ ก.เพียงส่งต่อการปล่อยก๊าซของตัวเองไปให้ประเทศ ข. ซึ่งไม่ได้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมเลย

อีกหนึ่งหนทางคือ การให้ประเทศร่ำรวยชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวเองด้วยการจ่ายเงินให้ประเทศยากจน เพื่อให้ประเทศยากจนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แต่ก็จะมีปัญหาตามมาอีกว่าประเทศร่ำรวยไม่ต้องการควักกระเป๋าก้อนใหญ่ ส่วนประเทศยากจนอาจเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หรืออาจมองได้ว่าวิธีนี้จะทำให้ทั้งประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยไม่แก้ปัญหาของตัวเองอย่างจริงจัง

สุดท้ายเราอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero แล้วต้องกอดคอกันเดินไปสู่จุดที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

Photo by GREG BAKER / AFP

โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด หาก COP26 ล้มเหลวหลายเมืองจะต้องจมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667097

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 16:19 น.โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด หาก COP26 ล้มเหลวหลายเมืองจะต้องจมน้ำหลายพื้นที่บนโลกกำลังจะจมอยู่ใต้น้ำเพราะวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ เศษเสี้ยวของระดับความร้อนที่เพิ่มขึ้น โลกจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและความแห้งแล้งที่รุนแรงมากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม ไฟป่า พายุฝนฟ้าคะนองที่อันตรายมากขึ้นด้วย

รายงานระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วประเทศเหล่านี้เป็นประเทศเกษตรกรรม ให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่มีเงินในการบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศร่ำรวย

ภัยคุกคามเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากโลกยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน ซึ่งธารน้ำแข็งมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธารน้ำแข็งกำลังค่อยๆ หายไปขณะที่ทะเลสาบใหม่ขนาดใหญ่กำลังปรากฏขึ้น

การประชุม COP26 ถูกมองว่าเป็น “ความหวังสุดท้าย” ของการบรรลุเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยกำลังทำให้ธารน้ำแข็งหมดไป ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภัยธรรมชาติกำลังแฝงตัวอย่างเงียบๆ

วารสาร Nature ตีพิมพ์บทความที่พบว่าการละลายของธารน้ำแข็งของโลกมีความเร็วเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ที่ผ่านมา

โดย Alok Sharma สมาชิกรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า หลายพื้นที่บนโลกจะจมอยู่ใต้น้ำแม้ว่า COP26 จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศก็ตาม

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2019 ระบุว่าตั้งแต่ 2006 ถึง 2015 ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 3.3 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและนักสมุทรศาสตร์หลายคนเชื่อว่าสาเหตุที่น้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้มาจากพืดน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์

หากโลกไม่ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยให้เพิ่มขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่เหลือละลายไปมากกว่านี้ และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก

โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึง 84 เซนติเมตรในระหว่างปี 2019 ถึง 2100 ขณะที่หลายพื้นที่มีความเสี่ยงว่าจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Deltares พบว่า ประเทศในแถบพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพื้นดินมีแนวโน้มที่จะจมเนื่องจากการทรุดตัว อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีแนวโน้มเลวร้ายลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

งานศึกษาบางชิ้นระบุว่า กรุงเทพฯ เวนิส และนิวออร์ลีนส์ เป็น 3 เมืองที่อัตราการจมสูงกว่าอัตราการเพิ่มของระดับน้ำทะเลถึง 10 เท่า

ไทย

• จังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ติดโผมีความเสี่ยงที่จะจมน้ำ โดยจากการศึกษาในปี 2020 พบว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจากภาวะโลกร้อนรุนแรงที่สุด เนื่องจากอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นดินเป็นดินเหนียวที่มีความหนาแน่น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

• ปัจจุบันกรุงเทพกำลังเผชิญกับความท้าทาย 2 ประการ คือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแผ่นดินที่กำลังทรุดตัวลงทุกปีๆ เนื่องจากพื้นที่ของเรานั้นตั้งอยู่บนที่ลุ่มมาก่อนในอดีต นั่นแปลว่าชั้นดินข้างล่างนั้นเป็นดินอ่อนที่ไม่แข็งแรง ซึ่งนอกจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติเองแล้ว การสูบน้ำบาดาล และการเติบโตของเมืองยิ่งส่งผลให้แผ่นดินกรุงเทพทรุดตัวเร็วขึ้น

• อาคารสูงกว่า 5,000 แห่ง, รถยนต์กว่า 9 ล้านคัน ถนน และระบบรางขนส่งมวลชนทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งสิ้น

เวียดนาม

• เมืองโฮจิมินห์ ของเวียดนาม มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเมือง ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรรวม 1 ใน 4 ของประเทศได้รับผลกระทบ

• ขณะที่เวียดนามตั้งเป้าที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และจะดำเนินการตามแผนเพื่อลดพลังงานถ่านหินทันทีหลังการประชุม COP26

อินเดีย

• เมืองโกลกาตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย และป่าชายเลนซุนดาบันส์ที่ทอดยาวจากทางตะวันออกของอินเดียไปยังประเทศเพื่อนบ้านในบังคลาเทศ มีความเสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านต้องสูญเสียบ้านเรือนและอาชีพเพาะปลูก เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และน้ำเค็มที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ทำให้ดินไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก

• ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย กล่าวในที่ประชุม COP26 ว่าจะหันไปพึ่งพาพลังงานสะอาดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายใน 49 ปีข้างหน้า

ไอร์แลนด์

• รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าพื้นที่บางส่วนของไอร์แลนด์ รวมถึงกรุงดับลิน อาจอยู่ใต้น้ำในเวลาเพียง 10 ปี

• เมื่อมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถระบายออกไปได้ นำไปสู่การละลายของแผ่นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นซึ่งคุกคามแนวชายฝั่งขนาดใหญ่ของดับลิน

• โดย 5 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Bull Island, Sandymount, Irishtown, Clontarf และ Portmarnock

มัลดีฟส์

• หลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อมัลดีฟส์อย่างยิ่ง ซึ่งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังทำให้บางเกาะในหมู่เกาะจมลงใต้ทะเล และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภัยพิบัตินี้อาจเกิดขึ้นภายในทศวรรษหน้า

• รายงานระบุว่า ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียวระดับน้ำทะเลมัลดีฟส์เพิ่มขึ้น 3 ถึง 4 มิลลิเมตร อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมายความว่าในระยะเวลา 10 ปี หมู่เกาะที่มีพื้นราบเหล่านี้สามารถจมสู่ใต้น้ำได้อย่างสมบูรณ์

• นอกจากนี้ เมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นยังส่งผลให้แนวปะการังตาย ซึ่งส่งผลเสียต่อมัลดีฟส์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวปะการังเป็นพื้นฐานของชีวิตในมัลดีฟส์ ประเทศที่อยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย

ยังมีอีกหลายเมืองที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะต้องจมอยู่ใต้น้ำ โดยคาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในปัจจุบัน อาทิ เวนิส อิตาลี, อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, บาสรา อิรัก, จอร์จทาวน์ กายอานา และนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (UN) ยังได้ออกคำเตือนว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขณะนี้กำลังจะทำให้ภูเขาน้ำแข็ง 3 แห่งสุดท้ายในแอฟริกาละลายหายไปภายใน 20 ปีข้างหน้า เป็นสัญญาณของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ที่มา: CNBCWIONewsThe SunTime OutDublin Live

ตลาดโลกเข้าโหมดเก็บตัว รอสัญญาณเฟดถอนกระตุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667082

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ตลาดโลกเข้าโหมดเก็บตัว รอสัญญาณเฟดถอนกระตุ้นสัปดาห์ที่จะชี้ขาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมุ่งไปทางไหน และนโยบายการเงินจะปรับไปในทิศทางใด

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเข้าสู่โหมดเก็บตัว โดยมูลค่าการซื้อขายที่คึกคักก่อนหน้านี้ลดลง เนื่องจากนักลงทุนสงวนท่าทีก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะจัดการประชุมในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่าเฟดจะใช้แนวทาง taper หรือการค่อยๆ ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ประคองเศรษฐกิจในช่วงการระบาดใหญ่

ในวันพุธคาดการว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะอนุมัติแผนการที่จะลดโครงการซื้อพันธบัตรรายเดือนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ในขณะที่นักลงทุนจะเน้นที่ความคิดเห็นของเฟดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและระดับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นล่าสุดอย่างต่อเนื่อง

“การประชุมครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่” พอล นอลเต (Paul Nolte) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Kingsview Investment Management ในชิคาโกกล่าว “เราคาดหวังว่าจะเรื่องการผ่อนคลายอย่างราบรื่นในเรื่องการลดการซื้อพันธบัตร”

“ตลาดจะต้องระมัดระวังสำหรับท่าทีที่ดุดันและเฉียบขาดจากเฟด” มาร์ก แชนด์เลอร์ (Marc Chandler) หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ Bannockburn Global Forex กล่าว

ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ( Jerome Powell) กล่าวว่าการทำ taper จะสิ้นสุดลงภายในกลางปี 2022 ซึ่งคาดว่าเป็นเดือนมิถุนายน แต่ก็อาจเป็นพฤษภาคมได้เช่นกันแชนด์เลอร์กล่าว

ยูยะ ฟุคุเอะ (Yuya Fukue) เทรดเดอร์จาก Rheos Capital Works กล่าวว่า “ตลาดกำลังจับตาว่าธนาคารกลางสหรัฐจะทำอย่างไรกับการทำ taper” และบอกว่า “แม้ว่าเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเดือนที่ดีสำหรับหุ้น แต่ตลาดหุ้นก็อาจมีความเสี่ยง หากเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาดไว้”

ทั้งนี้ ธนาคารกลางออสเตรเลียจะประชุมในวันอังคาร ฟดจะมีในวันพุธ และการประชุมธนาคารแห่งอังกฤษจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี

Photo by Al Drago / various sources / AFP

จีนบอกประชาชนให้ตุนข้าวของ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667068

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 13:06 น. จีนบอกประชาชนให้ตุนข้าวของ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่รัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้พลเมืองตุนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และให้ทางการหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ามีเสบียงอาหารเพียงพอ หลังจากจีนใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ครั้งล่าสุด

ประกาศที่โพสต์บนเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์เมื่อค่ำวานนี้ ได้เรียกร้องให้ “ครอบครัวต่างๆ จัดเก็บของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่งเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันและเหตุฉุกเฉิน”

คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนอาหาร หรือคำสั่งดังกล่าวมีแรงจูงใจจากความกลัวว่ามาตรการของโควิดจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือปล่อยให้ประชาชนที่ถูกกักขังต้องการอาหาร

แต่จีนซึ่งรักษาจำนวนผู้ติดเชื้อได้ค่อนข้างต่ำผ่านกลยุทธ์การปิดชายแดนที่ไร้โควิด การล็อคเป้าหมายและระยะเวลากักกันนาน กำลังใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดครั้งล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเริ่มในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ยังบอกเจ้าหน้าที่ให้ใช้มาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการผลิตทางการเกษตร รักษาห่วงโซ่อุปทานให้ราบรื่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีปริมาณสำรองอาหารในภูมิภาคเพียงพอ และรักษาราคาให้คงที่

นอกจากความกังวลเรื่องโควิดแล้ว ประเทศจีนยังได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงสองปีที่ผ่านมาจากอุทกภัยในฤดูร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและผลักดันราคาให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าปัญหาอาจเลวร้ายลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้น

ปีที่แล้วรัฐบาลได้ออกแคมเปญระดับชาติเพื่อลดขยะอาหาร

ราคาขายส่งผัก 28 ชนิดเฉลี่ยในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 16% จากเดือนก่อนหน้า สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างตัวเลขของรัฐบาล

โดยทั่วไปแล้วจีนควบคุมจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ทุกวันเป็นตัวเลขสองหลักตลอดช่วงการระบาดใหญ่

แต่ผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้นสูงถึง 143 รายในเดือนสิงหาคมท่ามกลางการระบาดของเดลตา หลังจากนั้นสถานการณ์คลี่คลายลงยาวนานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ได้เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งจนรัฐบาลระบุว่าการระบาดครั้งใหม่ “ร้ายแรง” โดยพบเคสติดเชื้อเกิดขึ้นในหลายสิบมณฑล

มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ 92 รายในวันจันทร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายน

รัฐบาลได้จำกัดการเดินทางระหว่างมณฑลบางมณฑล เพิ่มการตรวจเชื้อ และเรียกร้องให้ประชาชนเลื่อนการชุมนุมทางสังคม เช่น งานแต่งงานและงานเลี้ยง

ในตัวอย่างของมาตรการที่รุนแรง สวนสนุกเซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ปิดชั่วคราวตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ และป้องกันไม่ให้ผู้มาเยี่ยมและเจ้าหน้าที่สวนสนุกออกไปจนกว่าพวกเขาจะเข้ารับการตรวจโควิด ทั้งหมดนี้เกิดจากเคสโคโรนาไวรัสเพียงรายเดียว ส่งผลให้ผู้คนมากกว่า 38,000 คนต้องรับการตรวจเชื้อ

ซีเอฟโอ ByteDance ลาออกหันมาคุม TikTok เต็มตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667063

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ซีเอฟโอ ByteDance ลาออกหันมาคุม TikTok เต็มตัว ByteDance ของจีนเตรียมปรับองค์กรครั้งใหญ่ ซีเอฟโอลาออกไปคุม TikTok เต็มตัว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บันทึกภายในของบริษัทของ ByteDance ระบุว่า โซ่วจื่อโจว (Shou Zi Chew) ซีอีโอของ TikTok จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การเงิน หรือซีเอฟโอของบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok เพื่อทุ่มเวลาให้กับการบริหาร TikTok แบบเต็มตัว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก ByteDance ระงับแผนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และระบุว่ายังไม่มีแผนจะเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ในเร็วๆ นี้ จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

ทั้งนี้ โซ่วจื่อโจว รับตำแหน่งซีเอฟโอของ ByteDance เมื่อเดือน มี.ค. และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ TikTok เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ด้าน เหลียงรั่วโป (Liang Rubo) ซีอีโอ ByteDance ระบุในบันทึกแจ้งพนักงานว่า บริษัทมีแผนจะปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่เพื่อแบ่งบริษัทออกเป็น 6 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ TikTok, Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน), หน่วยประสานงานการทำงาน Lark, หน่วยบริการธุรกิจ BytePlus, Nuverse ธุรกิจเกม และหน่วยเทคโนโลยีด้านการศึกษา Dali

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

กว่า 100 ประเทศให้คำมั่น อีก 9 ปีจะไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667061

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.กว่า 100 ประเทศให้คำมั่น อีก 9 ปีจะไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าผู้นำโลกจากกว่า 100 ประเทศบรรลุข้อตกลงยุติการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030

ผู้นำกว่า 100 ประเทศทั่วโลกให้คำมั่นในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ว่าจะเร่งฟื้นฟูป่าไม้ และยุติการตัดไม้ทำลายป่าให้หมดสิ้นภายในปี 2030

โดยผู้นำประเทศต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าด้วยการใช้ป่าไม้และที่ดินซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 13 ล้านตารางไมล์ หรือร้อยละ 85 ของผืนป่าทั่วโลก นอกจากนี้ยังระบุว่าจะระดมเงินสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนจำนวน 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อปกป้องและฟื้นฟูผืนป่าทั่วโลก

ตามข้อมูลของสถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า ป่าไม้จะช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 30% นำการปล่อยมลพิษออกจากชั้นบรรยากาศ และป้องกันไม่ให้สภาพอากาศร้อนขึ้น

ทว่า โลกกำลังสูญเสียป่าไม้ไปอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา โลกสูญเสียป่าไม้ไปถึง 258,000 ตารางกิโลเมตร

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ กล่าวในฐานะเจ้าภาพการประชุมว่านี่คือโอกาสที่จะยุติประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติในฐานะผู้ทำลายธรรมชาติ และกลายเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติแทน โดยเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการยกระดับปฏิญญานิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ปี 2014 ที่ลงนามโดยผู้นำ 40 ประเทศ เป็นวามร่วมมือของรัฐบาล บริษัทข้ามชาติ ชนพื้นเมืองและองค์กรพัฒนาเอกชนที่พยายามลดการตัดไม้ทำลายป่าลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2020 และจะยุติภายในปี 2030

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว 12 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ได้ให้คำมั่นว่าจะจัดหาเงินทุนสาธารณะ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงความพยายามในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมและแก้ไขปัญหาไฟป่า

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยกลุ่มองค์กรการกุศล 17 แห่ง ให้คำมั่นว่าจะจัดหาเงินทุนจำนวน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าของชนเผ่าพื้นเมืองและเพื่อเสริมสร้างสิทธิในที่ดินของพวกเขา

ขณะที่สถาบันการเงินมากกว่า 30 แห่งที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 8.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวว่า พวกเขาจะ “พยายามอย่างเต็มที่” เพื่อกำจัดการตัดไม้ทำลายป่าที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ การผลิตน้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง และเยื่อกระดาษภายในปี 2025

ทั้งนี้ COP26 ตั้งเป้าที่ควบคุมอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการอนุรักษ์ป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายนั้น

Photo by REUTERS/Khaled Abdullah