เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เกิดจากการรวมตัวของผู้เลี้ยงแพะ แกะ ในพื้นที่ ปัจจุบัน มีสมาชิก 38 ราย มีพ่อพันธุ์ 31 ตัว แม่พันธุ์ 1,331 ตัว แยกเป็นแพะขุน 211 ตัว ที่เหลือจะเป็นแกะ และแพะเล็ก 420 ตัว รวมแพะทั้งกลุ่มทั้งสิ้น 1,995 ตัว

โดยการเลี้ยงแพะของกลุ่ม สามารถแบ่งประเภทการเลี้ยงได้ 2 ประเภท คือ 1. เลี้ยงเพื่อขุน และ 2. เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์

คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ ส่งผลให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญส่วนใหญ่ทำอาชีพหลัก คือการปลูกพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง

แต่ด้วยวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตพืชไร่ไม่ดี จึงหันมาเลี้ยงแพะเป็นรายได้เสริม

“นอกจากแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายแล้ว สภาพพื้นที่ของอำเภอโคกเจริญยังมีความเหมาะสม เพราะมีสภาพที่แห้งแล้ง ซึ่งแพะชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดี”

“ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรในพื้นที่เพียง 2 ราย เท่านั้น ที่เลี้ยงแพะอยู่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งจึงได้เชิญชวนเพื่อนบ้านให้เลี้ยงแพะดู เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ทนแล้งได้ดี เลี้ยงง่าย กินง่าย และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ อีกทั้งการเลี้ยงแพะยังทำให้เกษตรกรมีเวลาว่าง สามารถทำไร่ควบคู่กันได้” คุณศักดา กล่าว

ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกษตรกรโคกเจริญปรับเปลี่ยนมาทำอาชีพเสริมเลี้ยงแพะกันมากขึ้น ปัจจุบัน เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญมีทั้งที่เลี้ยงแพะอย่างจริงจัง และมีคุณภาพ จึงเสียงตอบรับจากผู้ซื้อที่มาซื้อแพะของทางกลุ่ม ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อแพะมีคุณภาพ

การประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในพื้นที่ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ และสำนักงานปศุสัตว์ จังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ ยังได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากอำเภอโคกเจริญ ให้การสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการยุทธศาสตร์อำเภอในการจัดหาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แพะมาเลี้ยงทั้งสิ้น 165 ตัว แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 15 ราย

สำหรับสมาชิก ช่วงเริ่มแรกของการเลี้ยงจะได้รับทุนจากกลุ่ม เป็นแพะพ่อพันธุ์ จำนวน 1 ตัว และแม่พันธุ์ 10 ตัว เมื่อให้ลูกตัวแรกสมาชิกต้องคืนลูกแพะให้กับกลุ่ม เพื่อเป็นทุนให้กับสมาชิกท่านอื่นรับเลี้ยงต่อไป

สมาชิกต้องเลี้ยงแพะอย่างน้อย 2 ปี แพะจึงจะตกเป็นของผู้เลี้ยงรายนั้น

นอกจากนี้ คุณศักดา ยังเล่าว่า ช่วงที่เริ่มต้นเลี้ยงเพื่อจำหน่ายนั้น สมาชิกจะเลี้ยงแพะจนกระทั่งมีน้ำหนักประมาณ 16-17 กิโลกรัม แล้วจะส่งขายให้เกษตรกรที่อื่นขุนต่อ แต่ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้ปรับเปลี่ยนและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะในรูปแบบต้นน้ำและกลางน้ำ คือการผลิตแม่พันธุ์และลูกแพะเพื่อป้อนสมาชิกขุนในพื้นที่ ซึ่งจะได้ราคาเพิ่มขึ้น กิโลกรัมละ 5 บาท และใช้เวลาในการขุนเพิ่มขึ้นอีก 2 เดือน เป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกมากขึ้น

อาหารสำหรับแพะส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่อย่างกระถินเป็นหลัก โดยเป็นพืชอาหารที่ขึ้นอยู่มากในพื้นที่ รวมถึงหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มีการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ และมันสำปะหลังสับ เสริมมื้อเย็น ล้วนแล้วเป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไป และเป็นพืชไร่ที่เกษตรกรทำควบคู่กับการเลี้ยงแพะนั่นเอง

สำหรับในช่วงฤดูแล้ง จะพบปัญหา คือ อาหารหลักของแพะอย่างกระถินไม่เพียงพอ ทำให้เกษตรกรต้องไปหาไกล บางครั้งต้องเดินทางไปต่างอำเภอ เกษตรกรผู้เลี้ยงจะต้องรับมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการเตรียมอาหารไว้ โดยเกษตรกรที่อำเภอโคกเจริญจะหมักหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ไว้สำหรับให้แพะกินในหน้าแล้ง

ส่วนปัญหาด้านโรคต่างๆ ในการเลี้ยงแพะของกลุ่ม คุณจรินทร สุขประเสริฐ เจ้าพนักงานสัตวบาล สำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มเลี้ยงเมื่อเกิดปัญหาแล้วมีความยากลำบากในการแก้ไข เนื่องจากประสบการณ์และความรู้ของเกษตรกรในการเลี้ยงแพะที่ไม่มากพอ ไม่รู้ว่าแพะต้องดูแลอย่างไร มีโรคติดต่ออะไรบ้าง

ปัญหาแรกที่พบคือ โรคแท้งติดต่อ

แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ช่วยกันแก้ไขปัญหา ด้วยการเจาะเลือดตรวจ

โดยในภายหลังมีนโยบายว่า เมื่อตรวจพบว่าแพะเป็นโรคแท้งติดต่อ จะต้องมีการทำลายทิ้ง และการเลือกซื้อแพะที่เข้าเลี้ยง ควรมาจากฟาร์มของเกษตรกรที่ปลอดโรคเป็นหลัก จึงเป็นที่มาของการทำฟาร์มปลอดโรคของกลุ่ม

โดยกลุ่มตั้งเป้าให้สมาชิกทุกรายที่เลี้ยงแพะต้องมีฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปลอดโรค ส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สมาชิกในกลุ่มมีฟาร์มปลอดโรคระดับเอ ทั้งสิ้น 19 ราย ระดับบี 7 ราย มาตรฐานฟาร์ม 9 ราย และกำลังยื่นขอระดับบี อีก 5 ราย

เมื่อฟาร์มแพะมีคุณภาพแพะปลอดโรค จึงส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่โดยรอบมาขอซื้อแพะของกลุ่มไปทำฟาร์มปลอดโรค อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อสมาชิกในกลุ่ม ในการแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ เกิดความมั่นใจทั้งกับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะภายในกลุ่มเอง เกษตรกรภายนอกที่มาซื้อแพะรวมทั้งพ่อค้าที่มาซื้อแพะเพื่อนำไปจำหน่ายต่อด้วย

หนึ่งในประสบการณ์เกี่ยวกับโรคระบาดเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของการเลี้ยงแพะที่ทางกลุ่มเจอ คือโรคพยาธิในเลือด เกิดจากการที่เกษตรกรปล่อยแพะเลี้ยงในพื้นที่เดิมซ้ำๆ ปัญหานี้ทำให้แพะที่เลี้ยงในฟาร์มขนาดใหญ่ตายมากกว่า 100 ตัว

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงนำมาระบบการจัดการฟาร์มตามหลักวิชาการมากขึ้น

“เมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรภายในกลุ่มไม่นิ่งเฉย ได้ติดต่อให้สถาบันสุขภาพสัตว์มาตรวจและเจาะเลือดแพะ ซึ่งโรคพยาธิในเลือดอาการของแพะจะคล้ายคลึงกับท้องเสียมาก ทำให้เกษตรกรไม่ทราบว่าแพะป่วยเป็นโรคอะไร เมื่อทางจังหวัดมาให้ความรู้ ทำให้สามารถสังเกตได้ว่า แพะเป็นพยาธิในเลือด หรือท้องเสีย”

“เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงแพะ โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแพะที่เกษตรกรเลี้ยง ทางกลุ่มจะติดต่อประสานงานกับทางจังหวัดทันทีทุกครั้ง เพื่อมาให้ความรู้ วิธีการแก้ไขปัญหา การให้ยา” คุณจรินทร กล่าว

ด้านตลาดซื้อ-ขาย แพะ ถือว่ามีความสดใส เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดมีผู้ซื้อประเทศเวียดนาม แจ้งเข้ามาว่า มีความต้องการแพะมากถึง 2,000 ตัว ต่อเดือน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของกลุ่มอยู่ที่เดือนละ 100 ตัว เท่านั้น ดังนั้น ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าผลิตแพะในอนาคตไว้ที่ 900 ตัว คือขุน 3 รอบ ต่อปี เพิ่มเป็นรอบละ 300 ตัว

“ส่วนหนึ่งของควาวมสำเร็จในทุกวันนี้ เกิดจากการกระจายข่าวสารระหว่างกัน ทั้งจากทางจังหวัดและชมรม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของโคกเจริญมีความรู้ รวมทั้งทราบข้อมูลราคาแพะที่ตลาดทั่วไปซื้อ-ขายกัน ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรรับรู้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การตั้งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในสังคมออนไลน์ มีส่วนช่วยไม่น้อยที่ทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญประสบความสำเร็จ” คุณศักดา กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ หมายเลขโทรศัพท์ (062) 216-1295

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

“แต่ก่อนทำไร่ ทำนากันเป็นหลัก ต่อมาได้เลี้ยงแพะแกะเป็นอาชีพเสริม เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแพะแกะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวและสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี”

คุณน้ำอ้อย เพชรคง ประธานกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองยายโต๊ะ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี บอกกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะที่วันนี้ได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

ชุมชนบ้านบ่อน้ำ มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 4,099 คน พื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มและดอน ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพอาชีพเกษตรกรรมทำไร่เป็นหลัก และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม

จากวันเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะของเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้มีมานานกว่า 10 ปี อันเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสมประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆ และเป็นรากฐานสำคัญของการก้าวมาสู่ความสำเร็จ ที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ กลายเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะในระดับแถวหน้าของจังหวัดลพบุรี

ผสานกับการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ที่เข้ามาส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนในด้านต่างๆ ตามหน้าที่รับผิดชอบ จนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

“แรกๆ พวกเราจับกลุ่มกันแบบธรรมชาติคือ ใครเลี้ยงแพะแกะอยู่จะมาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปัญหาต่างๆ ไม่ว่า ด้านการตลาด ราคาขาย และปัญหาสุขภาพ เนื่องจากการเลี้ยงในแต่ละครัวเรือนยังน้อยตัว เมื่อมีโอกาสได้พบปะสนทนาในวงการเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการแบ่งปันประสบการณ์ในทุกๆ ด้าน เป็นผลให้เกิดการรวมตัวอย่างจริงจัง” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จากกลุ่มธรรมชาติ ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล จนสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 9 ราย พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กับกรมปศุสัตว์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ ความร่วมมือร่วมใจ เกิดความรักใคร่สามัคคีในชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการเลี้ยงแพะแกะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งร่วมกันแสดงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้อื่นๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพทำให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกการตลาดอย่างแท้จริง

มาถึงวันนี้ กลุ่มดังกล่าวได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ราย และได้เป็นสมาชิกร่วมกับชมรมแพะแกะจังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายการสร้างเครือข่ายไปยังเกษตรกรที่สนใจ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและพร้อมทั้งจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับปริมาณแพะแกะที่เลี้ยงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำในวันนี้ มีจำนวนแพะแกะที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากสมาชิกหลัก ทั้งสิ้น 446 ตัว และแพะขุนเพศผู้ 460 ตัว รวมจำนวน 906 ตัว คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยตัวละ 3,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,1717,000 บาท

อีกสิ่งที่เป็นผลพลอยได้คือ การจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกที่เหลือจากการนำไปใส่แปลงหญ้าและพืชไร่ของสมาชิกเอง เฉลี่ยจำนวน 3,000 ถุง ต่อปี

สิ่งที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำมีความโดดเด่นและถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มตัวอย่างของความสำเร็จในอาชีพ คือความร่วมมือร่วมใจ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ของสมาชิกทุกคน จนผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

“หากพูดถึงความต้องการของตลาดแล้ว ปัจจุบันปริมาณแพะแกะที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ มีเท่าไรไม่พอขาย เพราะพ่อค้าที่เข้ามาซื้อบอกว่า คุณภาพของเราดีมาก” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จุดแข็งสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นั่นคือ สมาชิกที่มีความแน่วแน่และร่วมมืออย่างเต็มที่ ในปัจจุบันสมาชิกได้มีการให้ความร่วมมือในกิจกรรมในส่วนของบทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มมากมาย ไม่ว่า สมาชิกได้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำทุกๆ เดือน หรือตามที่ประธานมีเรื่องเร่งด่วน มีการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาผลงานและวางแผนการทำงานในรอบปี ร่วมตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี การปิดงบประมาณประจำปี งดดุล งบกำไรขาดทุน เพื่อจัดสรรเงินปันผล ปรึกษาหารือแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม รวมถึงการปรับแก้ไขระเบียบข้อบังคับประจำปี เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ตลอดจนรับทราบประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างความร่วมมือของสมาชิกให้มีความเอื้ออาทร สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีการจดบันทึกการประชุมทุกครั้ง

อีกทั้งทางกลุ่มได้จัดให้มีการทำกิจกรรมการทำงานร่วมกัน โดยสมาชิกมีบทบาทและให้ความร่วมมือในการกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์แพะแกะของสมาชิกภายในกลุ่ม, ร่วมกันทำก้อนเกลือแร่ เพื่อปรับใช้ภายในกลุ่ม, สมาชิกมีการเข้ารับการฝึกอบรมและร่วมศึกษาดูงานที่จัดขึ้นร่วมกับส่วนราชการต่างๆ, สมาชิกร่วมกันจัดจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกเอง, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมแพะเข้าร่วมการประกวดในงานประกวดแพะแห่งชาติ, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจำหน่ายแพะแกะของกลุ่ม ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแพะขุนเข้าเลี้ยง รวมไปถึงการจัดจำหน่าย, สมาชิกร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ในเทศกาลต่างๆ

ด้านการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ มีความน่าสนใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ด้านการจัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้ยึดแนวทางปฏิบัติของกรมปศุสัตว์ ซึ่งส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เลี้ยงแพะแกะแบบลดต้นทุน และส่งเสริมการออมเงิน สร้างความสามัคคีภายในกลุ่มและชุมชน

ดังนั้น ทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ จึงมีการจัดการดังนี้

1. สมาชิกมีพ่อพันธุ์ที่ดีไว้จำหน่าย และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนภายในกลุ่ม

2. สมาชิกปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารคุณภาพดีสำหรับเลี้ยงแพะแกะ

3. สมาชิกมีการถือหุ้นและฝากเงินออมไว้กับกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการออมและสำรองฉุกเฉิน

4. จัดให้มีการปันผลสมาชิกตามระเบียบที่ได้ร่วมกันจัดทำ โดยจ่ายทุกปีหลังคำนวณกำไรขาดทุนของกลุ่มเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

ในส่วนด้านการพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะของสมาชิกในกลุ่ม ได้มีการผลักดันให้เกิดฟาร์มปลอดโรคระดับ A และฟาร์มาตรฐานเพื่อการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกแพะที่เกิดมาให้มีคุณภาพ ปลอดโรค ส่งผลให้สุขภาพดีทั้งผู้เลี้ยงและแพะแกะที่เลี้ยง

พร้อมกันนี้ ยังปรับปรุงการเลี้ยงให้เป็นระบบ ยกระดับคุณภาพโดยพัฒนาคุณภาพทั้งด้านสายพันธุ์ เช่น การส่งเสริมแพะของสมาชิกเข้าร่วมการประกวดในงานแพะแห่งชาติ

ด้านปรับปรุงอาหารแพะแกะให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และส่งตัวอย่างอาหารที่กลุ่มใช้ไปตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการเพื่อนำมาใช้พัฒนาคุณภาพแพะขุนและแพะเนื้อ

ด้านการตลาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อน้ำ ได้ร่วมกันดำเนินการติดต่อแหล่งรับซื้อที่มีความสามารถในการรับซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้ในแต่รอบการผลิตในราคายุติธรรม ทั้งนี้ มีผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านและเขตปลอดโรคในเขตภาคใต้ เป็นผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดคอกกักสัตว์เอกชนขึ้นภายในกลุ่ม โดยแยกตามสมาชิกที่ขุนแพะเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการตลาด ทั้งการเคลื่อนย้ายข้ามเขตปลอดโรค เช่น ในภาคใต้ และการเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่ให้ติดปัญหาด้านการตลาด เกิดความสะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ด้านการผลิตวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้มีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง อาทิ

– สมาชิกพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงจากสายพันธุ์ลูกผสมทั่วไป โดยใช้พ่อพันธุ์เลือดสูงมาคุมฝูง เพื่อให้ได้ลูกแพะโครงสร้างดี น้ำหนักดี มีคุณภาพ ซึ่งสามารถจำหน่ายลูกแพะได้ทั้งสายพันธุ์ และส่งขุนในกลุ่มสมาชิก

– ในด้านการผลิตแพะขุนของกลุ่ม คณะผู้บริหารร่วมกันดำเนินการจัดซื้อแพะแกะหย่านมจากสมาชิกและเครือข่ายในราคายุติธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสมาชิก และผลกำไรจากการประกอบการเป็นสำคัญ

– เมื่อได้แพะแกะหย่านมจากการจัดซื้อแล้ว จะนำมาลงให้กับสมาชิกที่มีความสามารถในการผลิตแพะแกะเนื้อคุณภาพ โดยต้องสามารถผลิตให้ได้ตามเป้าหมายการเจริญเติบโตและมีอัตราแลกเนื้อ (FCR) ที่ดี ทั้งนี้ ดูจากประสบการณ์ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เป็นสำคัญ

– ในการดำเนินการด้านการผลิตนั้น สมาชิกทุกคนจะต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพเนื้อ โดยจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยแต่ละรอบของการขุนสมาชิกจะร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการแต่ละคอก เพื่อช่วยกันแก้ไขจุดอ่อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆ รอบการผลิต โดยมีการประชุมร่วมกันทุกๆ เดือน

แผนการผลิตและการตลาดในอนาคต นอกจากผลิตแพะเนื้อให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

แต่หากอนาคตไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้น จึงควรสนับสนุนให้มีการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันทางจังหวัดลพบุรีมีชมรมแพะแกะของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเครือข่ายอยู่ ได้ทดลองทำลูกชิ้นเนื้อแพะเพื่อจัดจำหน่าย โดยทางกลุ่มได้ประสานส่งเนื้อแพะให้ทางชมรมแพะแกะลพบุรี จัดการเรื่องการแปรรูปต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของคนเลี้ยงแพะแห่งเมืองละโว้ที่น่าสนใจ หากต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ โทร. (081) 364-7190 หรือที่ เฟซบุ๊ก : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ

กศน. เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ. รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลทั่วประเทศ จำนวน 7,424 แห่ง โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน 2559 มีผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ด้าน สำนักงาน กศน. ระดับภูมิภาค ได้จัดส่งตัวแทนเข้าจัดนิทรรศการความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในหลากหลายแง่มุม ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานจำนวนมาก สร้างความตระหนักรู้ เรื่องการดำเนินชีวิตด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ยกตัวอย่างเช่น

ส่วนตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ สำนักงาน กศน. จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้การนำของ คุณนพกนก บุรุษนันทน์ ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดนิทรรศการ หัวข้อ “ความรู้บนความพอเพียง” ซึ่ง คุณสัญญา ยุบลชิต ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอร่องคำ ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยยึด “คนเป็นศูนย์กลาง” ส่งเสริมให้บุคลากรทุกฝ่ายนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางปฏิบัติ จัดฐานการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในบริเวณพื้นที่ สำนักงาน กศน. ขยายเครือข่ายในระดับตำบล และหมู่บ้าน เช่น ฐานเรียนรู้ความพอเพียง ฐานปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฐานบัญชีครัวเรือน ฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ และฐานพลังงานทดแทน ทำให้ กศน. ร่องคำ ได้รับรางวัล MOE AWARDS ปี 2559 สาขาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ประเภทบุคคล ประเภทโครงการ และประเภทสถานศึกษา

ตัวแทนภาคใต้ “สำนักงาน กศน. จังหวัดภูเก็ต” โดย กศน. อำเภอถลาง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน จังหวัดชุมพร ร่วมกัน นำเสนอในหัวข้อ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ณ ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ที่ กศน. เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพชาวนาและส่งเสริมให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์และหวงแหนที่นาผืนสุดท้ายแห่งนี้ ให้ชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ในลักษณะ “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรกรรมตำบล สู่การท่องเที่ยวชุมชน” ที่ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยว สามารถกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวของตัวเอง และได้ส่วนแบ่งที่เกิดจากการท่องเที่ยวโดยตรง

ตัวแทนภาคตะวันออก คือ สำนักงาน กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้การนำของ นายจำรัส สุขประเสริฐ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปราจีนบุรี นายสมบูรณ์ เหล่าวงศ์วัฒนา ผอ. กศน. อำเภอเมืองปราจีนบุรี ได้จัดแสดง “พญาแร้งให้น้ำ” ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีต เป็นระบบปั๊มน้ำด้วยระบบสุญญากาศ ที่เรียกว่า “กาลักน้ำ” สามารถสูบน้ำจากบ่อ ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การทำให้ถังบรรจุน้ำที่อยู่บนขอบสระเป็นสุญญากาศดูดน้ำจากที่ต่ำขึ้นถัง แล้วปล่อยออกในแนวระดับที่ต่ำกว่าถัง และใช้ระบบท่อให้มีขนาดเหมาะสม เพื่อให้การไหลของน้ำไม่เสียสมดุลในระบบสุญญากาศภายในถัง “พญาแร้งให้น้ำ” เป็นประโยชน์กับการเกษตร สามารถสูบน้ำได้ทั้งวันทั้งคืน มีราคาต่ำ เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า หรือพื้นที่ที่ต้องการประหยัดพลังงานไฟฟ้า สามารถตั้งในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านเรือน

ดร. วิเลขา ลีสุวรรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นตัวแทนภาคเหนือ ได้นำทีมงาน กศน. อำเภอเชียงของ และ กศน. อำเภอแม่ฟ้าหลวง ร่วมจัดนิทรรศการ ในหัวข้อ วิถีการเรียนรู้ของชุมชน : บ้านครึ่งใต้” โดยมี นายประจัน กันทะสอน ผู้ใหญ่บ้านครึ่งใต้ ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร บรรยายนำเสนอแก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการดำเนินชีวิตของประชาชนบ้านครึ่งใต้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตลอดจนถึงการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน

หลังจาก กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว หลายคนคงสงสัยว่า ศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งมีภารกิจอย่างไร ชาวบ้านจะได้เรียนรู้เรื่องใดบ้าง เพื่อค้นคว้าหาคำตอบมาฝากท่านผู้อ่าน จึงได้จัดทำรายงานพิเศษ เรื่อง “กศน. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี ลำพูน ยะลา ชุมพร ระนอง พิษณุโลก สุพรรณบุรี และนนทบุรี อยากรู้คำตอบ รีบเปิดอ่านได้ภายในฉบับนี้

กศน. ยะลา มั่นใจแนวคิด “ชีวิตพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. ยะลา มั่นใจแนวคิด “ชีวิตพอเพียง”

ช่วยพัฒนาอาชีพ นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้

สืบเนื่องจากภาครัฐบาลได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางการบริหารประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลในทุกตำบล จำนวน 7,424 แห่ง

สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้สนองนโยบายรัฐบาล โดยจัด ครู กศน. ตำบล จำนวน 58 คน เข้ารับการอบรมความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เพื่อนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดสู่ประชาชนในท้องถิ่นให้นำไปใช้พัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา โดย คุณอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้มอบหมาย ให้ กศน. ทั้ง 8 อำเภอ ประกอบด้วย กศน. อำเภอเมืองยะลา รามมัน ธารโต กรงปินัง กาบัง บันนังสตา เบตง และยะหา ทำพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยพร้อมเพรียงกันในทุก กศน. ตำบล ทั้ง 58 แห่ง เพื่อเสริมสร้างให้คนในชุมชนหันมาทำการเกษตรแบบพอเพียง พออยู่ พอกิน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในแต่ละตำบลได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเป็นประธานในพิธีเปิด อาทิ นายอำเภอ นายกเทศมนตรี นายก อบต. ฯลฯ มีนักศึกษา ประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

หลังจากเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ ประจำตำบลแล้ว ครู กศน. ตำบล จะทำหน้าที่ประสานกับชาวบ้านในแต่ละชุมชน คัดชาวบ้าน หมู่บ้านละ 30 คน มาร่วมอบรมหลักสูตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ซึ่งเนื้อหาหลักสูตรที่จัดอบรมจะปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน หรือสภาพของพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก

เปิดศูนย์การเรียนรู้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ประจำตำบลพร่อน

คุณอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ให้การต้อนรับ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบลพร่อน โดยมี คุณราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา คุณก้องสกุล จันทราช นายอำเภอเมืองยะลา รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ รวมทั้งผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาและประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นเกียรติให้การต้อนรับ ณ กศน. ตำบลพร่อน หมู่ที่ 4 บ้านท่าวัง ตำบลพร่อน อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

ขับเคลื่อนความรู้

เศรษฐกิจพอเพียง

สู่สถาบันศึกษาปอเนาะ

ขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้ดำเนินโครงการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่สถาบันศึกษาปอเนาะ ที่ครูอาสาฯ ปอเนาะประจำการอยู่ ผอ. อุดร กล่าวว่า จากการหารือกับบรรดาโต๊ะครู ต่างมีความประสงค์ให้บรรดาผู้เรียนในปอเนาะได้เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเสนอให้ กศน. ตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในท้องถิ่น เพื่อจะได้นำนักเรียนปอเนาะมาศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะเช้าไปเย็นกลับได้ โดย กศน. ได้จัดตั้งฐานเรียนรู้ต่างๆ ตามบริบทชุมชน

ปัจจุบัน จังหวัดยะลา มีปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นคนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมหลายท่าน ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยกตัวอย่าง เช่น ลุงประสิทธิ์ ทองใส ปราชญ์ประจำจังหวัดยะลา มาร่วมเป็นวิทยากร เผยแพร่ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ชาวบ้าน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

ในทางปฏิบัติ กศน. จะบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานทหาร กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ส่งเสริมความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อน ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และช่วยให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยพัฒนาประชาชน บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้ต่อไป

ทั้งนี้ ชาวยะลาส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนยางพารา เมื่อเจอวิกฤตราคายางตกต่ำ ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวบ้าน การเผยแพร่หลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลดี ทำให้ชาวบ้านเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการทำเกษตรแบบผสมผสานมากขึ้น

ผอ. อุดร กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่ดีมาก ผู้คนที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ล้วนมีความสุข เพราะทำให้เรารู้จักตัวเองว่า มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน เข้าใจตัวเองว่า ควรจะทำอาชีพอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร และมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น ส่งผลให้ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข”

กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ขับเคลื่อนการเกษตร โครงการ 1 ไร่ ได้ 1 แสน

โครงการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน นำโดย ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กับสถานศึกษาในสังกัด ได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบของการทำบัญชีครัวเรือน การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ ทำปุ๋ย เลี้ยงสัตว์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และตามความต้องการของชุมชน รวมถึงเน้นการสอดแทรกความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตพอเพียงให้ประชาชนชาวจังหวัดลำพูนได้ตระหนักรู้และปฏิบัติด้วยความเข้าใจถึงแก่นแท้และจุดประสงค์ของเศรษฐกิจพอเพียง

ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กล่าวถึงกิจกรรมให้ฟังว่า เริ่มแรกเราจะให้ผู้เรียน กศน. เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ กับปราชญ์ชาวบ้าน และอีกส่วนหนึ่งก็จะให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้ กศน.ตำบลเราเป็นศูนย์ประสานงาน ในเรื่องการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และนอกจากการเปิดศูนย์แล้ว ที่ตำบลนาทราย ยังมีการจัดมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ รวมถึงทำตลาดนัดอาชีพของคนในชุมชนขึ้นมา ตอนนี้เราก็จะมีการตั้งคณะกรรมการทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล โดยทำงานร่วมกับ (กอ.รมน.) และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ส่วนศูนย์เราจะเป็นตัวเชื่อมตัวประสานให้ทุกหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปในภาพของจังหวัดลำพูน

โดย กศน. ลำพูน จะเน้นโครงการผักปลอดสารพิษ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ดูตามสภาพความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ว่าเหมาะสมจะทำอะไร โดยแต่ละอำเภอก็จะทำกิจกรรมแตกต่างกันไป

ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการคือ เริ่มต้นทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ แต่ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและเป็นจุดเด่นของศูนย์เราคือ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ใช้วิธีแบ่งพื้นที่คล้ายๆ กับเกษตรทฤษฎีใหม่ มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด และมีการทดลองจดบันทึกก่อนว่า ถ้าทำแบบนี้ 1 ไร่ ในระยะเวลา 1 ปี จะมีรายได้ ประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถทำได้จริงและประสบความสำเร็จแล้ว จึงเริ่มมีการขยายผลไปยังตำบลอื่น เพราะเริ่มมองแล้วว่า โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในตำบลได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น มีผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่สำคัญคือได้บริหารจัดการในเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง และได้สุขภาพที่ดีต่อคนในชุมชนอีกด้วย

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จากการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน

คุณนรา เหล่าวิชยา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ให้ข้อมูลว่า หลักเปิดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศ จังหวัดพิษณุโลกมีการดำเนินการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทั่วทั้งจังหวัด 93 ศูนย์ เพื่อมีกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในด้านการเกษตรต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยและการทำน้ำหมักชีวภาพ ให้ประชาชนได้เรียนรู้

“เมื่อศูนย์เราเปิดพร้อมแล้ว เราก็จะมีการพัฒนาประชาชนในแต่ละตำบล ตำบลละไม่น้อยกว่า 30 คน ที่เราจะให้ความรู้หลายๆ เรื่อง ทั้งการทำบัญชีครัวเรือน การทำปุ๋ย การปลูกพืชหมุนเวียน แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เราต้องสร้างความพอใจของผู้เรียนเสียก่อน ว่าจิตใจพร้อมที่จะได้รับการฝึกหรือไม่ ว่าตนเองมีความพอเพียงมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ความอยากได้อยากมุ่งมี พอมันไม่เกิดความพอเพียงมันก็จะมีปัญหากับการเรียนรู้ในเรื่องนี้ ซึ่งอย่างในตำบลหนึ่งที่พิษณุโลก ได้ทำการปลูกผักสวนครัว ส่วนหนึ่งเอาไว้ทานเอง อีกส่วนก็เพื่อการแบ่งปันเพื่อนบ้าน นี่คือการสร้างความพอเพียงที่จิตใจ เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังกับประชาชนในเรื่องการแบ่งปัน” คุณนรา กล่าว

คุณนรา บอกต่ออีกด้วยว่า นอกจากมีการจัดการเรียนรู้แล้ว ยังมีสถานที่จริงในการลงมือปฏิบัติอีกด้วย เพื่อให้ได้เรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นต้นแบบในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกิจกรรมในการสอนก็จะเน้นเรื่องการปลูกพืชมากกว่าการเลี้ยงสัตว์

“เราก็จะมีศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดในชุมชน เกิดจากการที่เราไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ เพื่อที่เห็ดที่ได้จะได้นำมาเพาะให้เกิดดอก จากนั้นก็เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ รวมทั้งกระบวนการแปรรูปด้วย ให้ชุมชนได้มีรายได้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ ในรูปแบบวนเกษตร เพื่อให้คนทั่วไปได้ไปศึกษาอีกด้วย” คุณนรา กล่าว

จากกิจกรรมดังกล่าว คุณนรา บอกว่า เมื่อมองในระยะยาว ผลที่คาดว่าจะได้รับอันเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน คือการเกิดการเรียนรู้ต่อตัวผู้เรียนเอง ทำให้รู้จักพอเพียง มีการอดออม และจะช่วยส่งผลต่อไปยังครอบครัวของผู้เรียนในเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

“สมมุติครอบครัวนี้ปลูกผัก เขาเรียนรู้ในการทำปุ๋ย ก็เท่ากับว่าเขาไม่มีรายจ่ายเรื่องปุ๋ย สามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ที่บ้าน ก็จะทำให้ประหยัดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ก็จะเกิดผลดีต่อชุมชน สามารถจัดการหาซื้อปุ๋ยแบ่งกันใช้ได้ แบ่งกันใช้ในชุมชน ก็เกิดการเรียนรู้การประหยัดมากยิ่งขึ้น” คุณนรา กล่าว

ทั้งนี้ คุณนรา กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมาสนใจเรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่ปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพื่อที่จะได้มีการจัดการเรื่องการเงินที่ดี และจะช่วยส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต เพื่อที่สังคมจะได้มีทั้งความสุขทางกายและใจในทุกๆ ด้านต่อไปในอนาคตที่ยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี เตรียมความพร้อม 219 ตำบล สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีการดำเนินงานวางแผนแต่งตั้งประธานในแต่ละแห่ง แต่ละตำบล ทั้ง 219 ตำบล จะต้องมีกลุ่มมวลชนมาร่วมอย่างน้อย 100 คน ในทุกพื้นที่จะมีการอบรมให้ความรู้ จัดนิทรรศการ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องประชารัฐ ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจ ก็ถือโอกาสนี้ให้ความรู้ โดยมีส่วนราชการมาให้ความรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละอำเภอ

คุณประกอบ กุลบุตร ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในส่วนของเศรษฐกิจพอเพียงว่า ได้มีการดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และได้จัดอบรมชาวบ้านไปแล้วเป็นบางส่วน มีการจัดโครงการอบรมครู กศน. ตำบล ในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จุดประสงค์

1. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล นำความรู้ที่ได้รับ ไปถ่ายทอดแก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดว่า ใน 1 อำเภอ จะต้องมีครูเข้าร่วมอบรม อำเภอละ 1 คน ซึ่งนโยบายนี้ก็ได้ดำเนินการแล้ว เหลือเพียงติดตามผล

ในภาคการเกษตร มีโครงการอบรมเกษตรกรแกนนำในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล

1. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคการเกษตร พื้นฐานของชาวบ้านคือ เกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ดังนั้น การส่งเสริมและอบรมด้านการเกษตรจะช่วยเสริมความรู้ของชาวบ้านได้มาก เมื่อมีความรู้ชาวบ้านก็จะมีวิธีการทำเกษตรแบบลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและรายได้ให้ดีขึ้น

“สำหรับนักศึกษา กศน. อุบลราชธานี เรามีโครงการดีๆ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็ไม่ควรพลาดโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรม เรามีต้นทุน อย่างน้อยเรามีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยทหาร ของหน่วยเกษตร ของหน่วยพัฒนาชุมชน ของหน่วยอื่นๆ มีมากมายเยอะแยะ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนและให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ” คุณประกอบ กล่าว

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. สุพรรณบุรี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จริง

หลังจาก กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ข้อมูลว่า ทางจังหวัดสุพรรณบุรีเองก็ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือในเรื่องนี้ด้วย

“จังหวัดสุพรรณบุรี มีตำบลทั้งหมด 110 ตำบล จะมีการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหน่วยงานแต่ละศูนย์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางจังหวัดเองก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทางในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า จะมีแนวทางไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” คุณอรณิช กล่าว

ทั้งนี้ คุณอรณิช บอกว่า จากโครงการดังกล่าวจะเป็นตัวขับเครื่องในการจัดสร้างกิจกรรม ให้ผู้ที่อยู่ในโครงการได้มีการตระหนัก พร้อมทั้งมีภูมิปัญญาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะสามารถนำมาถ่ายทอดให้กับประชาชนทั่วไป

“ต่อไปเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ต่อไปทางเราต้องมีทำเนียบภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมด พร้อมทั้งกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ พร้อมทั้งหลักสูตรให้กับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ด้านนี้โดยตรง เราก็จะต้องจัดให้แต่ละตำบลมีข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ และทางหน่วยงานก็จะพาผู้สนใจไปเรียนรู้ในสถานที่นั้นๆ เลย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถลงมือทำ” คุณอรณิช กล่าว

จากกิจกรรมที่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง คุณอรณิช บอกว่า ที่อำเภอหนองหญ้าไซ ได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ครบตามหลักสูตรที่วางไว้ และสามารถนำมาประกอบการดำเนินชีวิตได้จริง

“อย่างที่อำเภอหนองหญ้าไซ ก็จะมีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จะอบรมด้วยกันหลายฐาน ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 2 คืน ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้อีกที่หนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ ที่มีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง ต่อไปเมื่อเปิดศูนย์เรียนรู้ทั้งหมดมีพร้อมกัน ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะไม่มีแค่แหล่งเรียนรู้ที่นี่เพียงที่เดียวแล้ว เราก็จะขยายออกไปทุกตำบลมากขึ้นกว่าเดิม” คุณอรณิช กล่าว

พร้อมกันนี้ คุณอรณิช บอกว่า การที่โครงการจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ทาง กศน. จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานงานต่างๆ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้ผู้สนใจที่มาเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการดำเนินวิถีชีวิต เมื่อสถานการณ์รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงไป หรือเรียกง่ายๆ ว่า มีการปรับตัวให้ทันโลกทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

รายงานพิเศษ

เรื่อง : พารนี รูป : พัทรยุทธ

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ลาจอแก้วไปแล้วพักใหญ่ แต่บทบาทของ “กล้า” ยังคงเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจของใครหลายคน

เรียกว่ายามนี้ เป็นช่วง “ขาขึ้น” ของพระเอกหน้าเข้ม เจ้าของบทบาทนำใน “ชาติพยัคฆ์” ละครดังของวิกพระราม 4 เลยก็ว่าได้

และถึงแม้จะมีงานรัดตัวแทบทุกวัน แต่ “ท็อป-จรณ โสรัตน์” ดาราหนุ่มมาแรง ผู้ถูกเอ่ยถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐี” เกี่ยวกับธุรกิจตัวแรกของเขา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนลพบุรี ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ด้วยการเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าและนิตยสาร จากนั้นไม่นานจึงได้เข้าเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3

หลังเรียนจบ เคยทำงานประจำช่วงสั้นๆ ราว 6 เดือน ในตำแหน่งเซอร์วิสเอนจิเนียร์ ประจำสนามบินแห่งหนึ่ง แต่รู้สึกว่าศักยภาพของตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น จึงหันหลังให้งานออฟฟิศ ก่อนก้าวสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว

“ตอนแรกยังมีละครไม่กี่เรื่อง แต่การเล่นแต่ละเรื่องต้องไปเรียนแอ๊กติ้ง เรียนคิวบู๊ และเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ถ้ายังทำงานประจำอยู่ด้วย คงไม่มีใครยอมให้ลางานได้บ่อยๆ เลยตัดสินใจลาออกมาดีกว่า” ท็อป จรณ เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เข้าวงการบันเทิงมาได้นานพอสมควร เห็นดารารุ่นพี่-รุ่นน้อง มีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวกันแล้วหลายคน จึงเกิดความคิด ตัวเขาเองน่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง เพราะด้วยความเป็นนักแสดงมีคนรู้จัก น่าจะได้เปรียบกว่าใครหลายคนในแง่การประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด

“ความจริงอยากทำธุรกิจมานานแล้ว อย่าง ร้านกาแฟ ก็อยากทำ แต่เป็นธุรกิจที่ขึ้นกับหลายปัจจัยเกินไป ร้านอาหารก็เคยคิดเพราะที่บ้านทำกับข้าวอร่อย แต่คุณแม่ไม่สนับสนุน ท่านบอกไปดูดวงมา ทำร้านอาหารแล้วไม่รุ่ง ล่าสุดอยากเปิดยิม มีคลาสสอนการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง เลยตั้งไว้เป็นโครงการในอนาคต” พระเอกหนุ่ม คุยออกรส

และว่าถึงธุรกิจที่ทำเป็นตัวแรกในชีวิตของเขา นั่นคือการเป็น Distributor (ดิสทริบิวเตอร์) หรือผู้แทนจำหน่าย ให้กับแว่นตากันแดดสไตล์อินดี้ สัญชาติฝรั่งเศส แบรนด์ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย

ส่วนจุดเริ่มต้นนั้น พระเอกคนดัง เล่าว่า เดิมที “คุณโอ๊ต” ผู้จัดการส่วนตัวของเขา ได้ไปรู้จักกับญาติของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส อาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จบด้านการออกแบบมาจากกรุงปารีส มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นชื่อของตัวเองคือ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน)

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเขาได้ไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ คุณนาตาลี ฟอร์แดน พร้อมคุณโอ๊ต ผู้จัดการส่วนตัว ทำให้ทราบเรื่องราวว่า เธอสร้างแบรนด์เสื้อผ้ามาได้ 2 ปีเศษ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้น่าจะเป็นแว่นตา ที่เธอออกแบบด้วยตัวเองทุกชิ้น โดยล่าสุดส่งไปขายแล้ว 5 ประเทศในยุโรป ส่วนเอเชีย มีขายแล้วที่ญี่ปุ่นและกรุงไทเป

“เราคุยกันถูกคอ ผมถามทำไมไม่ส่งมาขายเมืองไทย เธอบอกคิดอยู่ แต่ยังไม่มีลู่ทาง เลยคิดว่า น่าจะช่วยกันสนับสนุน ด้วยเหตุผล หนึ่ง แว่นสวย วัสดุดี สอง ตัวเองเป็นคนชอบซื้อแว่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าส่วนใหญ่มีแต่แว่นตาของผู้หญิง หรือไม่ก็เป็นแบบยูนิเซ็กซ์ คือใส่ได้ทั้งชายหญิง

สุดท้ายมาสรุปว่า แม้แว่นตาส่วนใหญ่จะเป็นแบบผู้หญิง ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เชื่อว่าสามารถนำมาทำตลาดในเมืองไทยได้ และเหตุผลหลักอีกอย่างคือ อยากสนับสนุนคนมีความสามารถ เธอเป็นลูกครึ่งไทยด้วย แถมมีความคิดเจ๋งดี เธอบอกอยากทำแบรนด์ให้เทียบเท่าแบรนด์ระดับโลก ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรง แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนคนก็หยิบมาใส่ได้” พระเอกหนุ่ม อธิบายที่มา

พร้อมบอกถึงช่องทางจำหน่ายแว่นตา NATHALIE FORDEYN ว่า จะไม่นำไปลงในแผนกแว่นตาตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะสไตล์ของแว่นตายี่ห้อนี้มีความเป็น “อินดี้” สูง ช่วงเริ่มต้นจึงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปก่อน และถ้ากระแสตอบรับดีจึงจะเปิดช็อปของตัวเองที่มีความพิเศษไม่เหมือนช็อปแว่นทั่วไป แต่จะเป็นที่ไหนและอย่างไรนั้นต้องขอให้ติดตามกันต่อไป

ถามไถ่ถึงกระแสตอบรับ เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนบอก ความจริงเพิ่งเริ่มทำการตลาดได้ไม่นาน เลยยังไม่กล้าบอกว่าลูกค้าตอบรับดีหรือไม่ดี แต่เท่าที่ผ่านมาน่าจะพูดได้ว่าอยู่ในระดับที่พอใจ

“แว่นตาแบรนด์นี้ ขายในราคาเดียว อันละ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร กลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบสไตล์นี้ ส่วนความตั้งใจในธุรกิจนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนหันมาใส่แว่นตา NATHALIE FORDEYN แต่อยากให้คนชอบจริงๆ ได้ใส่เท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ลูกค้ารู้ว่าจุดยืนของแบรนด์นี้คืออะไร ธุรกิจคงเติบโตแข็งแรงต่อไปได้เอง” ท็อป จรณ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

อยากอุดหนุนแว่นตา NATHALIE FORDEYN ที่มีดิสทริบิวเตอร์เป็นถึงพระเอกหนุ่มมาแรง ชื่อ “ท็อป-จรณ โสรัตน์”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (098) 561-5466, LINE ID : nathalieth_order, Facebook/Nathalie Fordeyn Official Thailand

“จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ”…ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467167

"จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ"...ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุการณ์ผู้โดยสารพลัดตกเรือด่วนคลองแสนแสบ บริเวณท่าเรือนานาชาติ ซอยสุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะชนิดนี้

คำถามน่าสนใจก็คือ วันที่การขนส่งทุกระบบกำลังเดินหน้าพัฒนาด้วยการลงทุนมหาศาล แต่อะไรกัน เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ ในเมืองหลวงของประเทศไทย

“คนขับจอดไม่สนิท-ผู้โดยสารรีบเร่ง”ต้นตออุบัติเหตุ

หลังเหตุสลด ความวิตกกังวลได้แผ่ซ่านไปในหมู่ผู้โดยสารที่นิยมใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบในชีวิตประจำวัน

สุรพล ทิพย์ปรีดา เล่าว่า นั่งเรือมากนานกว่า 5 ปีแล้ว เขามองว่าสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาจากเรือหลายลำจอดเทียบท่าไม่สนิทและออกตัวจากท่าเร็วเกินไป แต่ยอมรับว่าผู้โดยสารหลายคนก็ประมาท ขึ้นลงเรือทั้งที่ยังไม่จอดสนิท

“เวลาเทียบท่ากับเวลาออกจากท่า มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่มีความสม่ำเสมอ คนขึ้นลงกะจังหวะก้าวเท้าลำบาก เก่งหน่อยไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไม่คุ้นชิน เพิ่งเคยนั่งหรือนานๆนั่งทีก็ต้องระมัดระวังหน่อย ส่วนพวกที่ชอบยืนกราบเรือก่อนเทียบท่าก็มีให้เห็นเหมือนกัน พวกนี้รีบร้อนเกินไป เรือยังไม่ทันเทียบท่า เจ้าหน้ากำลังมัดเชือกที่หลัก ก็โดดแล้ว”

เบญจวรรณ นักศึกษาสาวที่เดินทางโดยสารคลองแสนแสบเป็นประจำ เล่าว่า ความปลอดภัยในการขึ้นลงอยู่ที่เทคนิคและความชำนาญมากกว่ามาตรฐานของเรือและผู้ขับขี่

“คนมีประสบการณ์กะจังหวะถูกก็เสี่ยงน้อย คนไหนพลาดขึ้นมาก็ซวย เรือบางลำก็ขับเหมือนรถเมล์ ท่าไหนมีผู้โดยสารน้อยก็อาจจะจอดไม่สนิท เพราะมั่นใจว่าคนขึ้นลงก้าวข้ามได้อย่างปลอดภัย ที่น่ารำคาญก็คือ คนเก็บตังค์ บางคนชอบส่งเสียงให้เรารีบๆก้าว ไม่รู้มันจะกดดันไปไหน”

เธอเสนอว่า เรือโดยสารถือเป็นระบบขนส่งที่ทำความเร็วได้ดีกว่ารถเมล์มาก  ฉะนั้นควรจัดทำระบบขึ้นลงให้เป็นระบบ ลดความเร่งรีบลงไปบ้าง ทั้งพนักงานขับเรือ พนักงานเก็บค่าโดยสาร และผู้โดยสาร เพื่อความพอใจและปลอดภัยของผู้ใช้

ด้าน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีจากกรมเจ้าท่ารายหนึ่งที่ส่งเสียงเตือนผู้โดยสารผ่านโทรโข่งตลอดทั้งวันว่า “ไม่ต้องรีบครับ ไม่ต้องรีบ รอให้เรือนิ่งก่อน” บอกว่า ผู้โดยสารบางรายมีปัญหาในการขึ้น-ลงจริง มักก้าวขาขึ้นก่อนเรือเทียบท่า เสี่ยงต่อการผิดจังหวะหากเรือยังไม่นิ่งพอ

“ช่วงหลังเลิกงานทุกคนรีบกลับบ้าน เรือยังยอดไม่สนิทบางทีก็รีบก้าว ระดับน้ำแต่ละวันก็ไม่เท่ากัน กะจังหวะลำบาก เราเตือนเสมอว่าไม่ต้องรีบครับ แต่ก็มีพวกไม่ฟัง บางคนทำหน้าเบื่อด้วย ว่าพูดอยู่นั่นแหละ”

ภาพจากเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้โดยสารเรือ คลองแสนแสบ

“คมนาคม-เจ้าท่า”ประสานเสียงเร่งแก้ไข

เสียงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงคมนาคม ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากนี้ไปจะสั่งเอาผิดจริงจังไม่มีข้อยกเว้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ควบคุมเรือและผู้ขับเรือหากละเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ จะไม่มีการลงทัณฑ์บนอย่างที่ผ่านมา ถ้าพบการกระทำผิดซ้ำจะดำเนินการพักใบอนุญาตการขับเรือ จนถึงการยึดใบอนุญาตขับเรือตลอดชีพ ส่วนเจ้าหน้าที่ประจำท่าต้องมีความผิดทางวินัยด้วย หากละเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกจากนั้นยังได้กำชับถึงเอกชนให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเรือให้แยกทางขึ้นและลงเรือ รวมถึงการทำช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารระหว่างการขึ้นลง โดยจะนำการจัดรูปแบบดังกล่าวมาทดลองให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อสำรวจความคิดเห็นและเสียงตอบรับ

“อนาคตมีแผนจัดระเบียบจะปรับปรุงทางเชื่อม (lamp) ขึ้น-ลงบริเวณท่าเรือ และติดตั้งกล้องวงจรปิดประจำเรือทุกลำเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสนับสนุนบริษัทเอกชนผู้ให้บริการเปลี่ยนมาใช้เรือโดยสารระบบแบตเตอรี่เพื่อลดการปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำตลอดจนลดมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น ตลอดจนจัดความถี่ตารางเวลาเดินเรือ (Boat Schedule) ในคลองแสนแสบใหม่เพื่อลดปัญหาการทำรอบ หลังจากได้รับรายงานว่าเรือแต่ละลำแข่งกันรับผู้โดยสารให้ได้มากที่สุด โดยใช้วิธี ต้อนให้ผู้โดยสารคนลงเรือก่อนและเก็บค่าโดยสารภายหลัง ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องมีการกำหนดให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วก่อนลงเรือ เพื่อแยกการให้บริการก่อนลงเรือ”

ขณะที่ จิราภรณ์ จันทรศิริ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านมาตรฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่ที่เตรียมใช้งานจะมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น แต่อาจจะสูญเสียความสะดวกสบายหรือรวดเร็วลงไปบ้าง เนื่องจากมีทางขึ้น-ลงชัดเจน ไม่สามารถขึ้นลงส่วนไหนก็ได้เหมือนปกติ

คำถามคาใจประชาชนที่ว่า กรมเจ้าท่าสั่งยกระดับมาตรฐานเรือโดยสารให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามพัฒนาเรือให้ดีขึ้นเสมอ แต่ติดเรื่องงบประมาณ อย่ามองว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากแล้วเอกชนจะมีกำไรสูง จริงแล้วไม่ใช่ ต้นทุนในการบริหารจัดการเดินเรือค่อนข้างสูง นอกจากเรือ ยังมีท่าเรือที่ต้องดูแล ทำให้ไม่มีเอกชนรายอื่นกล้าเข้ามาลงทุน

“เรือแพง ไม้แพง คนขับก็หายาก มีจำนวนน้อย กว่าจะพัฒนาทักษะให้สามารถขับรับ-ส่งผู้โดยสารในบริเวณคลองแสนแสบซึ่งมีขนาดเล็กได้ต้องใช้เวลานาน การขับเรือไม่เหมือนขับรถ อย่านึกว่าเอกชนเขาแย่งกันมาเดินเรือ ต้นมันสูง กรมเจ้าท่าอยากให้มีการแข่งขันเพื่อพัฒนา แต่ความเป็นจริงไม่มีเลย”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งจากกรมเจ้าท่า ให้ข้อมูลเสริมว่า อุปสรรคและข้อจำกัดในการพัฒนาระบบขนส่งโดยสารทางเรือบริเวณคลองแสนแสบนั้นมีหลายด้าน ไล่ตั้งแต่ สะพานข้ามคลองที่แต่ละแห่งค่อนข้างต่ำ ความกว้างของคลองที่ส่งผลต่อขนาดเรือและท่าเรือ ที่สำคัญยังขาดความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

“ความสะดวกและปลอดภัยในการเดินเรือนั้นยกระดับได้ ประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ก็เดินเรือในคลอง ออกแบบให้เป็นระบบปิด ติดแอร์ สวยงาม ปลอดภัย ถ้าจะบ้านเราจะสร้าง ยังไงก็ทำได้ อาจทดลองสัก 2-3 ลำ เก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับ คิดว่าผู้โดยสารน่าจะอุ่นใจและมีผู้อยากใช้เพิ่มขึ้น”

รายงานการสำรวจ ความหนาแน่นผู้โดยสาร เรือคลองเเสนเเสบ ปีงบประมาณ 2558 จากกรมเจ้าท่า

คืบหน้าล่าสุด”เรือใหม่”พร้อมใช้ 15 ธ.ค.นี้

ฝั่งเอกชนผู้ให้บริการเดินเรือขนส่งบริเวณคลองแสนแสบอย่าง บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาสร้างเรือให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และพร้อมทดลองให้บริการเรือใหม่ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จำนวน 2 ลำ

เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่จะมีทางขึ้นลงชัดเจน ซ้ายและขวาด้านละ 2 ประตู เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารสามารถยืนบนกราบเรือก่อนขึ้น-ลงได้อีก พร้อมกับติดตั้งพลาสสติกใสที่มีความแข็งแรงทดแทนแผ่นผ้าใบรอบลำเรือ ป้องกันปัญหาน้ำกระเด็นใส่ผู้โดยสาร ขณะที่ภายในได้เพิ่มช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อความสะดวกของประชาชน

“การปรับปรุงใหม่ จะมีทางเข้าออก 4 ช่องทางเท่านั้น ซ้าย 2 ขวา 2 และเพิ่มทางเดินตรงกลาง จากนี้จะกรูเข้าไปพร้อมๆกันเป็นแถวไม่ได้แล้ว แต่ก็มีข้อเสีย หากเรืออับปางจะหนีออกจากเรือได้ยาก แตกต่างจากปัจจุบันที่มีลักษณะเปิดโล่ง”

เชาวลิต เปรียบเทียบความปลอดภัยของการโดยสารทางเรือกับทางบกว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันเคารพกฎอย่างเคร่งครัด ปัญหาจะลดน้อยลง

“การขึ้นลงทางเรือก็เหมือนทางบก มีลักษณะเหมือนกับพวกรถไฟฟ้า MRT BTS คนในออกก่อน คนนอกค่อยเข้า รอเรือจอดสนิทก่อนค่อยก้าว ถ้าเคารพกฎ ปัญหาจะไม่เกิด”

เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ พูดถึงข้อกำจัดในการพัฒนาว่า ที่ผ่านมา ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท ทำให้ต้องลงทุนด้วยเงินสด ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการพัฒนามาก

“ทำอะไร แบงค์ก็ไม่ให้กู้ ทุกวันนี้เรือลำนึงลำก็ 7 ล้านบาทแล้ว แค่ค่าเครื่องยนต์ก็เกือบ 2 ล้าน”
เชาวลิตกล่าวสั้นๆ

ปัจจุบันบริษัทครอบครัวขนส่งฯ มีเรือโดยสารทั้งสิ้น 72 ลำ ใช้งานจริง ประมาณ 57-59 ลำต่อวัน โดยมี 2 ขนาด ความยาวประมาณ 20-24 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร รองรับผู้โดยสารได้จำนวน 150 คน และ 100 คน ตามลำดับ

เชาวลิต บอกถึงมาตรฐานของพนักงานขับเรือโดยสารให้ทุกคนสบายใจว่า กว่าจะเป็นพนักงานขับเรือได้ต้องมีประสบการณ์ผ่านการเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารให้กับบริษัทอย่างน้อย 5 ปี เพื่อเรียนรู้เส้นทางก่อน ขณะที่บทลงโทษ หากกระทำความผิด โทษสูงสุดคือไล่ออก ส่วนประเด็นการขับเร็วเพื่อทำรอบ ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน

“15 ธ.ค.นี้ก็ลองดูว่า สังคมจะชอบหรือไม่ชอบ ค่อยๆออกแบบพัฒนาไป การออกแบบสมบูรณ์เพียงแค่ในกระดาษ แต่ใช้งานจริงต้องทดลองและแก้ไขปรับแต่งไปเรื่อย คนไทยปกติช่างพูดอย่างเดียว ไม่ได้ช่างทำ ขอให้ช่วยกันคิด ทำแล้วค่อยพูด ไม่ใช่พูดอย่างเดียว”

พฤติกรรมลงเรือโดยสารผิดวิธีของผู้โดยสารรายหนึ่ง

 

เรือโดยสารประเทศ เนเธอร์เเลนด์ จากสมาชิกพันทิปหมายเลข 1587769

ถึงเวลาให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางเรือ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนต.ค.2558 สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “10 ข้อเท็จจริงชีวิตคนกรุงเทพ”  หนึ่งในข้อเท็จจริงที่่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ มีการลงทุนมหาศาลในระบบขนส่งมวลชนที่คนใช้ไม่มาก เช่น แอร์พอร์ตลิงค์ที่ลงทุนถึง 3.3 หมื่นล้านบาท กลับมีผู้โดยสารใช้เพียง 17 ล้านคนต่อปี BRT มีการลงทุน 2.8 พันล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการ 6 ล้านคนต่อปี ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ได้งบประมาณเพียง 70 ล้านบาทในการดูแล ทั้งที่มีผู้ใช้บริการสูงถึง 29 ล้านคนต่อปี

ศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับการขนส่งทางเรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายน่าจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน

“เอกชนไม่ได้ทำเรือส่วนตัวหรือลักษณะท่องเที่ยว แต่เป็นเรือโดยสารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ถ้ามองว่าการขนส่งทางน้ำเป็นประโยชน์ หน่วยงานต่างๆ เช่น กทม. กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ต้องช่วยเหลือได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เหมือนกับรถเมล์ รถไฟ ที่รัฐบาลยังมีนโยบายขึ้นฟรีให้เลย”

ดร.บัณฑิตชี้ว่า การให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำ จะส่งผลต่อระบบชนส่งโดยรวม ทั้งยังเป็นการสืบทอดวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางทางน้ำมาตั้งแต่อดีตด้วย

“ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งคนเหล่านี้เปลี่ยนไปขับขี่รถยนต์  การจราจรจะติดขนาดไหน หรือเปลี่ยนไปนั่งรถไฟฟ้า รถเมล์ คนแน่นขนาดไหน วันนี้เรือโดยสารแบ่งเบาภาระให้กับการจราจรแล้ว เมื่อมีปัญหาก็น่าจะมีคนช่วยเหลือพัฒนา เหมือนกับเวลาที่คนจำนวนมากบอกว่าไม่อยากใช้รถแต่อยากเดินบนทางเท้า เราก็ควรทำทางเท้าให้ดี”

ภาพสเก็ตเรือโดยสารคลองแสนเเสบ จาก ยรรยง บุญ-หลง

 

โครงสร้างเรือโดยสารคลองเเสนเเสบ

ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกชุมชน ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เรือคลองแสนแสบ นับเป็นการเดินทางที่ไม่ติด และสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างตรงเวลา ที่สำคัญหากมองในแง่สิทธิ์ความเท่าเทียม เรือ 1 ลำที่บรรจุผู้โดยสารได้ถึง 100 คน ก็ควรได้รับคุณค่าและความสำคัญเท่ากับรถยนต์

“วันหนึ่งมีคนนั่งเรือประมาณ 6 หมื่นคน เท่ากับสิทธิ์ของรถ 6 หมื่นคัน ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วยซ้ำ ลองคิดดูถ้าเรือเป็นรถไฟฟ้า รัฐคงเทงบประมาณมหาศาลในการปรับปรุงพัฒนา แต่พอเป็นเรือ รัฐกลับยังใช้ระบบท่าเรือที่ใช้กันมาเกือบร้อย ปี  เรือยังไม่สามารถออกแบบให้ติดแอร์ได้เลย วันนี้เรือควรเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบรถไฟฟ้า และให้เกียรติคนนั่งในแบบเดียวกัน อาจจะมีนโยบายใช้ตั๋วร่วมเรือต่อรางที่ใช้ได้ในราคาเดียว ภายใน 2 ชั่วโมง”

สถาปนิกชื่อดัง ทิ้งท้ายว่า  ตัวอย่างจากประเทศอื่นที่ไม่มีเรือโดยสารที่คนใช้มากเท่าเรือแสนแสบ ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องคิดในแง่วิศวกรรมและออกแบบว่า จะปรับปรุงอย่างไรให้คนยังใช้มากเหมือนในปัจจุบัน ทว่าปลอดภัยและสะดวกสบายขึ้น

นาทีนี้อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำซึ่งรองรับพี่น้องประชาชนผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคนต่อปีอย่างจริงๆจังๆเสียที