กศน. เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ. รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลทั่วประเทศ จำนวน 7,424 แห่ง โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน 2559 มีผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ด้าน สำนักงาน กศน. ระดับภูมิภาค ได้จัดส่งตัวแทนเข้าจัดนิทรรศการความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในหลากหลายแง่มุม ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานจำนวนมาก สร้างความตระหนักรู้ เรื่องการดำเนินชีวิตด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ยกตัวอย่างเช่น

ส่วนตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ สำนักงาน กศน. จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้การนำของ คุณนพกนก บุรุษนันทน์ ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดนิทรรศการ หัวข้อ “ความรู้บนความพอเพียง” ซึ่ง คุณสัญญา ยุบลชิต ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอร่องคำ ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยยึด “คนเป็นศูนย์กลาง” ส่งเสริมให้บุคลากรทุกฝ่ายนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางปฏิบัติ จัดฐานการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในบริเวณพื้นที่ สำนักงาน กศน. ขยายเครือข่ายในระดับตำบล และหมู่บ้าน เช่น ฐานเรียนรู้ความพอเพียง ฐานปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฐานบัญชีครัวเรือน ฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ และฐานพลังงานทดแทน ทำให้ กศน. ร่องคำ ได้รับรางวัล MOE AWARDS ปี 2559 สาขาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ประเภทบุคคล ประเภทโครงการ และประเภทสถานศึกษา

ตัวแทนภาคใต้ “สำนักงาน กศน. จังหวัดภูเก็ต” โดย กศน. อำเภอถลาง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน จังหวัดชุมพร ร่วมกัน นำเสนอในหัวข้อ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ณ ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ที่ กศน. เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพชาวนาและส่งเสริมให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์และหวงแหนที่นาผืนสุดท้ายแห่งนี้ ให้ชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ในลักษณะ “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรกรรมตำบล สู่การท่องเที่ยวชุมชน” ที่ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยว สามารถกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวของตัวเอง และได้ส่วนแบ่งที่เกิดจากการท่องเที่ยวโดยตรง

ตัวแทนภาคตะวันออก คือ สำนักงาน กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้การนำของ นายจำรัส สุขประเสริฐ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปราจีนบุรี นายสมบูรณ์ เหล่าวงศ์วัฒนา ผอ. กศน. อำเภอเมืองปราจีนบุรี ได้จัดแสดง “พญาแร้งให้น้ำ” ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีต เป็นระบบปั๊มน้ำด้วยระบบสุญญากาศ ที่เรียกว่า “กาลักน้ำ” สามารถสูบน้ำจากบ่อ ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การทำให้ถังบรรจุน้ำที่อยู่บนขอบสระเป็นสุญญากาศดูดน้ำจากที่ต่ำขึ้นถัง แล้วปล่อยออกในแนวระดับที่ต่ำกว่าถัง และใช้ระบบท่อให้มีขนาดเหมาะสม เพื่อให้การไหลของน้ำไม่เสียสมดุลในระบบสุญญากาศภายในถัง “พญาแร้งให้น้ำ” เป็นประโยชน์กับการเกษตร สามารถสูบน้ำได้ทั้งวันทั้งคืน มีราคาต่ำ เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า หรือพื้นที่ที่ต้องการประหยัดพลังงานไฟฟ้า สามารถตั้งในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านเรือน

ดร. วิเลขา ลีสุวรรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นตัวแทนภาคเหนือ ได้นำทีมงาน กศน. อำเภอเชียงของ และ กศน. อำเภอแม่ฟ้าหลวง ร่วมจัดนิทรรศการ ในหัวข้อ วิถีการเรียนรู้ของชุมชน : บ้านครึ่งใต้” โดยมี นายประจัน กันทะสอน ผู้ใหญ่บ้านครึ่งใต้ ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร บรรยายนำเสนอแก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการดำเนินชีวิตของประชาชนบ้านครึ่งใต้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตลอดจนถึงการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน

หลังจาก กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว หลายคนคงสงสัยว่า ศูนย์เรียนรู้ฯ แต่ละแห่งมีภารกิจอย่างไร ชาวบ้านจะได้เรียนรู้เรื่องใดบ้าง เพื่อค้นคว้าหาคำตอบมาฝากท่านผู้อ่าน จึงได้จัดทำรายงานพิเศษ เรื่อง “กศน. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี ลำพูน ยะลา ชุมพร ระนอง พิษณุโลก สุพรรณบุรี และนนทบุรี อยากรู้คำตอบ รีบเปิดอ่านได้ภายในฉบับนี้

กศน. ยะลา มั่นใจแนวคิด “ชีวิตพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. ยะลา มั่นใจแนวคิด “ชีวิตพอเพียง”

ช่วยพัฒนาอาชีพ นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้

สืบเนื่องจากภาครัฐบาลได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางการบริหารประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลในทุกตำบล จำนวน 7,424 แห่ง

สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้สนองนโยบายรัฐบาล โดยจัด ครู กศน. ตำบล จำนวน 58 คน เข้ารับการอบรมความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เพื่อนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดสู่ประชาชนในท้องถิ่นให้นำไปใช้พัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เมื่อ วันที่ 13 มิถุนายน 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา โดย คุณอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้มอบหมาย ให้ กศน. ทั้ง 8 อำเภอ ประกอบด้วย กศน. อำเภอเมืองยะลา รามมัน ธารโต กรงปินัง กาบัง บันนังสตา เบตง และยะหา ทำพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยพร้อมเพรียงกันในทุก กศน. ตำบล ทั้ง 58 แห่ง เพื่อเสริมสร้างให้คนในชุมชนหันมาทำการเกษตรแบบพอเพียง พออยู่ พอกิน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในแต่ละตำบลได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเป็นประธานในพิธีเปิด อาทิ นายอำเภอ นายกเทศมนตรี นายก อบต. ฯลฯ มีนักศึกษา ประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

หลังจากเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ ประจำตำบลแล้ว ครู กศน. ตำบล จะทำหน้าที่ประสานกับชาวบ้านในแต่ละชุมชน คัดชาวบ้าน หมู่บ้านละ 30 คน มาร่วมอบรมหลักสูตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ซึ่งเนื้อหาหลักสูตรที่จัดอบรมจะปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน หรือสภาพของพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก

เปิดศูนย์การเรียนรู้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ประจำตำบลพร่อน

คุณอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ให้การต้อนรับ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบลพร่อน โดยมี คุณราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา คุณก้องสกุล จันทราช นายอำเภอเมืองยะลา รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ รวมทั้งผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาและประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นเกียรติให้การต้อนรับ ณ กศน. ตำบลพร่อน หมู่ที่ 4 บ้านท่าวัง ตำบลพร่อน อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

ขับเคลื่อนความรู้

เศรษฐกิจพอเพียง

สู่สถาบันศึกษาปอเนาะ

ขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้ดำเนินโครงการอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่สถาบันศึกษาปอเนาะ ที่ครูอาสาฯ ปอเนาะประจำการอยู่ ผอ. อุดร กล่าวว่า จากการหารือกับบรรดาโต๊ะครู ต่างมีความประสงค์ให้บรรดาผู้เรียนในปอเนาะได้เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเสนอให้ กศน. ตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในท้องถิ่น เพื่อจะได้นำนักเรียนปอเนาะมาศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะเช้าไปเย็นกลับได้ โดย กศน. ได้จัดตั้งฐานเรียนรู้ต่างๆ ตามบริบทชุมชน

ปัจจุบัน จังหวัดยะลา มีปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นคนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมหลายท่าน ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยกตัวอย่าง เช่น ลุงประสิทธิ์ ทองใส ปราชญ์ประจำจังหวัดยะลา มาร่วมเป็นวิทยากร เผยแพร่ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ชาวบ้าน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

ในทางปฏิบัติ กศน. จะบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานทหาร กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ส่งเสริมความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อน ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และช่วยให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยพัฒนาประชาชน บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้ต่อไป

ทั้งนี้ ชาวยะลาส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนยางพารา เมื่อเจอวิกฤตราคายางตกต่ำ ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวบ้าน การเผยแพร่หลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชนในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลดี ทำให้ชาวบ้านเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการทำเกษตรแบบผสมผสานมากขึ้น

ผอ. อุดร กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่ดีมาก ผู้คนที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ล้วนมีความสุข เพราะทำให้เรารู้จักตัวเองว่า มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน เข้าใจตัวเองว่า ควรจะทำอาชีพอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร และมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น ส่งผลให้ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข”

กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ขับเคลื่อนการเกษตร โครงการ 1 ไร่ ได้ 1 แสน

โครงการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน นำโดย ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กับสถานศึกษาในสังกัด ได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบของการทำบัญชีครัวเรือน การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ ทำปุ๋ย เลี้ยงสัตว์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และตามความต้องการของชุมชน รวมถึงเน้นการสอดแทรกความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตพอเพียงให้ประชาชนชาวจังหวัดลำพูนได้ตระหนักรู้และปฏิบัติด้วยความเข้าใจถึงแก่นแท้และจุดประสงค์ของเศรษฐกิจพอเพียง

ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กล่าวถึงกิจกรรมให้ฟังว่า เริ่มแรกเราจะให้ผู้เรียน กศน. เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ กับปราชญ์ชาวบ้าน และอีกส่วนหนึ่งก็จะให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้ กศน.ตำบลเราเป็นศูนย์ประสานงาน ในเรื่องการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และนอกจากการเปิดศูนย์แล้ว ที่ตำบลนาทราย ยังมีการจัดมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ รวมถึงทำตลาดนัดอาชีพของคนในชุมชนขึ้นมา ตอนนี้เราก็จะมีการตั้งคณะกรรมการทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล โดยทำงานร่วมกับ (กอ.รมน.) และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ส่วนศูนย์เราจะเป็นตัวเชื่อมตัวประสานให้ทุกหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปในภาพของจังหวัดลำพูน

โดย กศน. ลำพูน จะเน้นโครงการผักปลอดสารพิษ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ดูตามสภาพความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ว่าเหมาะสมจะทำอะไร โดยแต่ละอำเภอก็จะทำกิจกรรมแตกต่างกันไป

ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการคือ เริ่มต้นทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ แต่ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและเป็นจุดเด่นของศูนย์เราคือ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ใช้วิธีแบ่งพื้นที่คล้ายๆ กับเกษตรทฤษฎีใหม่ มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด และมีการทดลองจดบันทึกก่อนว่า ถ้าทำแบบนี้ 1 ไร่ ในระยะเวลา 1 ปี จะมีรายได้ ประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถทำได้จริงและประสบความสำเร็จแล้ว จึงเริ่มมีการขยายผลไปยังตำบลอื่น เพราะเริ่มมองแล้วว่า โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในตำบลได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น มีผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่สำคัญคือได้บริหารจัดการในเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง และได้สุขภาพที่ดีต่อคนในชุมชนอีกด้วย

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จากการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน

คุณนรา เหล่าวิชยา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ให้ข้อมูลว่า หลักเปิดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศ จังหวัดพิษณุโลกมีการดำเนินการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทั่วทั้งจังหวัด 93 ศูนย์ เพื่อมีกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในด้านการเกษตรต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยและการทำน้ำหมักชีวภาพ ให้ประชาชนได้เรียนรู้

“เมื่อศูนย์เราเปิดพร้อมแล้ว เราก็จะมีการพัฒนาประชาชนในแต่ละตำบล ตำบลละไม่น้อยกว่า 30 คน ที่เราจะให้ความรู้หลายๆ เรื่อง ทั้งการทำบัญชีครัวเรือน การทำปุ๋ย การปลูกพืชหมุนเวียน แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เราต้องสร้างความพอใจของผู้เรียนเสียก่อน ว่าจิตใจพร้อมที่จะได้รับการฝึกหรือไม่ ว่าตนเองมีความพอเพียงมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ความอยากได้อยากมุ่งมี พอมันไม่เกิดความพอเพียงมันก็จะมีปัญหากับการเรียนรู้ในเรื่องนี้ ซึ่งอย่างในตำบลหนึ่งที่พิษณุโลก ได้ทำการปลูกผักสวนครัว ส่วนหนึ่งเอาไว้ทานเอง อีกส่วนก็เพื่อการแบ่งปันเพื่อนบ้าน นี่คือการสร้างความพอเพียงที่จิตใจ เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังกับประชาชนในเรื่องการแบ่งปัน” คุณนรา กล่าว

คุณนรา บอกต่ออีกด้วยว่า นอกจากมีการจัดการเรียนรู้แล้ว ยังมีสถานที่จริงในการลงมือปฏิบัติอีกด้วย เพื่อให้ได้เรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นต้นแบบในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกิจกรรมในการสอนก็จะเน้นเรื่องการปลูกพืชมากกว่าการเลี้ยงสัตว์

“เราก็จะมีศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดในชุมชน เกิดจากการที่เราไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ เพื่อที่เห็ดที่ได้จะได้นำมาเพาะให้เกิดดอก จากนั้นก็เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ รวมทั้งกระบวนการแปรรูปด้วย ให้ชุมชนได้มีรายได้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ ในรูปแบบวนเกษตร เพื่อให้คนทั่วไปได้ไปศึกษาอีกด้วย” คุณนรา กล่าว

จากกิจกรรมดังกล่าว คุณนรา บอกว่า เมื่อมองในระยะยาว ผลที่คาดว่าจะได้รับอันเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน คือการเกิดการเรียนรู้ต่อตัวผู้เรียนเอง ทำให้รู้จักพอเพียง มีการอดออม และจะช่วยส่งผลต่อไปยังครอบครัวของผู้เรียนในเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

“สมมุติครอบครัวนี้ปลูกผัก เขาเรียนรู้ในการทำปุ๋ย ก็เท่ากับว่าเขาไม่มีรายจ่ายเรื่องปุ๋ย สามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ที่บ้าน ก็จะทำให้ประหยัดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ก็จะเกิดผลดีต่อชุมชน สามารถจัดการหาซื้อปุ๋ยแบ่งกันใช้ได้ แบ่งกันใช้ในชุมชน ก็เกิดการเรียนรู้การประหยัดมากยิ่งขึ้น” คุณนรา กล่าว

ทั้งนี้ คุณนรา กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมาสนใจเรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่ปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพื่อที่จะได้มีการจัดการเรื่องการเงินที่ดี และจะช่วยส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต เพื่อที่สังคมจะได้มีทั้งความสุขทางกายและใจในทุกๆ ด้านต่อไปในอนาคตที่ยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี เตรียมความพร้อม 219 ตำบล สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีการดำเนินงานวางแผนแต่งตั้งประธานในแต่ละแห่ง แต่ละตำบล ทั้ง 219 ตำบล จะต้องมีกลุ่มมวลชนมาร่วมอย่างน้อย 100 คน ในทุกพื้นที่จะมีการอบรมให้ความรู้ จัดนิทรรศการ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องประชารัฐ ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจ ก็ถือโอกาสนี้ให้ความรู้ โดยมีส่วนราชการมาให้ความรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละอำเภอ

คุณประกอบ กุลบุตร ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในส่วนของเศรษฐกิจพอเพียงว่า ได้มีการดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และได้จัดอบรมชาวบ้านไปแล้วเป็นบางส่วน มีการจัดโครงการอบรมครู กศน. ตำบล ในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จุดประสงค์

1. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล นำความรู้ที่ได้รับ ไปถ่ายทอดแก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดว่า ใน 1 อำเภอ จะต้องมีครูเข้าร่วมอบรม อำเภอละ 1 คน ซึ่งนโยบายนี้ก็ได้ดำเนินการแล้ว เหลือเพียงติดตามผล

ในภาคการเกษตร มีโครงการอบรมเกษตรกรแกนนำในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล

1. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคการเกษตร พื้นฐานของชาวบ้านคือ เกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ดังนั้น การส่งเสริมและอบรมด้านการเกษตรจะช่วยเสริมความรู้ของชาวบ้านได้มาก เมื่อมีความรู้ชาวบ้านก็จะมีวิธีการทำเกษตรแบบลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและรายได้ให้ดีขึ้น

“สำหรับนักศึกษา กศน. อุบลราชธานี เรามีโครงการดีๆ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็ไม่ควรพลาดโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรม เรามีต้นทุน อย่างน้อยเรามีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยทหาร ของหน่วยเกษตร ของหน่วยพัฒนาชุมชน ของหน่วยอื่นๆ มีมากมายเยอะแยะ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนและให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ” คุณประกอบ กล่าว

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. สุพรรณบุรี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จริง

หลังจาก กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ข้อมูลว่า ทางจังหวัดสุพรรณบุรีเองก็ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือในเรื่องนี้ด้วย

“จังหวัดสุพรรณบุรี มีตำบลทั้งหมด 110 ตำบล จะมีการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหน่วยงานแต่ละศูนย์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางจังหวัดเองก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทางในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า จะมีแนวทางไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” คุณอรณิช กล่าว

ทั้งนี้ คุณอรณิช บอกว่า จากโครงการดังกล่าวจะเป็นตัวขับเครื่องในการจัดสร้างกิจกรรม ให้ผู้ที่อยู่ในโครงการได้มีการตระหนัก พร้อมทั้งมีภูมิปัญญาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะสามารถนำมาถ่ายทอดให้กับประชาชนทั่วไป

“ต่อไปเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ต่อไปทางเราต้องมีทำเนียบภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมด พร้อมทั้งกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ พร้อมทั้งหลักสูตรให้กับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ด้านนี้โดยตรง เราก็จะต้องจัดให้แต่ละตำบลมีข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ และทางหน่วยงานก็จะพาผู้สนใจไปเรียนรู้ในสถานที่นั้นๆ เลย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถลงมือทำ” คุณอรณิช กล่าว

จากกิจกรรมที่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง คุณอรณิช บอกว่า ที่อำเภอหนองหญ้าไซ ได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ครบตามหลักสูตรที่วางไว้ และสามารถนำมาประกอบการดำเนินชีวิตได้จริง

“อย่างที่อำเภอหนองหญ้าไซ ก็จะมีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จะอบรมด้วยกันหลายฐาน ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 2 คืน ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้อีกที่หนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ ที่มีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง ต่อไปเมื่อเปิดศูนย์เรียนรู้ทั้งหมดมีพร้อมกัน ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะไม่มีแค่แหล่งเรียนรู้ที่นี่เพียงที่เดียวแล้ว เราก็จะขยายออกไปทุกตำบลมากขึ้นกว่าเดิม” คุณอรณิช กล่าว

พร้อมกันนี้ คุณอรณิช บอกว่า การที่โครงการจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ทาง กศน. จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานงานต่างๆ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้ผู้สนใจที่มาเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการดำเนินวิถีชีวิต เมื่อสถานการณ์รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงไป หรือเรียกง่ายๆ ว่า มีการปรับตัวให้ทันโลกทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

รายงานพิเศษ

เรื่อง : พารนี รูป : พัทรยุทธ

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ลาจอแก้วไปแล้วพักใหญ่ แต่บทบาทของ “กล้า” ยังคงเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจของใครหลายคน

เรียกว่ายามนี้ เป็นช่วง “ขาขึ้น” ของพระเอกหน้าเข้ม เจ้าของบทบาทนำใน “ชาติพยัคฆ์” ละครดังของวิกพระราม 4 เลยก็ว่าได้

และถึงแม้จะมีงานรัดตัวแทบทุกวัน แต่ “ท็อป-จรณ โสรัตน์” ดาราหนุ่มมาแรง ผู้ถูกเอ่ยถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐี” เกี่ยวกับธุรกิจตัวแรกของเขา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนลพบุรี ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ด้วยการเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าและนิตยสาร จากนั้นไม่นานจึงได้เข้าเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3

หลังเรียนจบ เคยทำงานประจำช่วงสั้นๆ ราว 6 เดือน ในตำแหน่งเซอร์วิสเอนจิเนียร์ ประจำสนามบินแห่งหนึ่ง แต่รู้สึกว่าศักยภาพของตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น จึงหันหลังให้งานออฟฟิศ ก่อนก้าวสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว

“ตอนแรกยังมีละครไม่กี่เรื่อง แต่การเล่นแต่ละเรื่องต้องไปเรียนแอ๊กติ้ง เรียนคิวบู๊ และเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ถ้ายังทำงานประจำอยู่ด้วย คงไม่มีใครยอมให้ลางานได้บ่อยๆ เลยตัดสินใจลาออกมาดีกว่า” ท็อป จรณ เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เข้าวงการบันเทิงมาได้นานพอสมควร เห็นดารารุ่นพี่-รุ่นน้อง มีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวกันแล้วหลายคน จึงเกิดความคิด ตัวเขาเองน่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง เพราะด้วยความเป็นนักแสดงมีคนรู้จัก น่าจะได้เปรียบกว่าใครหลายคนในแง่การประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด

“ความจริงอยากทำธุรกิจมานานแล้ว อย่าง ร้านกาแฟ ก็อยากทำ แต่เป็นธุรกิจที่ขึ้นกับหลายปัจจัยเกินไป ร้านอาหารก็เคยคิดเพราะที่บ้านทำกับข้าวอร่อย แต่คุณแม่ไม่สนับสนุน ท่านบอกไปดูดวงมา ทำร้านอาหารแล้วไม่รุ่ง ล่าสุดอยากเปิดยิม มีคลาสสอนการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง เลยตั้งไว้เป็นโครงการในอนาคต” พระเอกหนุ่ม คุยออกรส

และว่าถึงธุรกิจที่ทำเป็นตัวแรกในชีวิตของเขา นั่นคือการเป็น Distributor (ดิสทริบิวเตอร์) หรือผู้แทนจำหน่าย ให้กับแว่นตากันแดดสไตล์อินดี้ สัญชาติฝรั่งเศส แบรนด์ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย

ส่วนจุดเริ่มต้นนั้น พระเอกคนดัง เล่าว่า เดิมที “คุณโอ๊ต” ผู้จัดการส่วนตัวของเขา ได้ไปรู้จักกับญาติของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส อาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จบด้านการออกแบบมาจากกรุงปารีส มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นชื่อของตัวเองคือ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน)

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเขาได้ไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ คุณนาตาลี ฟอร์แดน พร้อมคุณโอ๊ต ผู้จัดการส่วนตัว ทำให้ทราบเรื่องราวว่า เธอสร้างแบรนด์เสื้อผ้ามาได้ 2 ปีเศษ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้น่าจะเป็นแว่นตา ที่เธอออกแบบด้วยตัวเองทุกชิ้น โดยล่าสุดส่งไปขายแล้ว 5 ประเทศในยุโรป ส่วนเอเชีย มีขายแล้วที่ญี่ปุ่นและกรุงไทเป

“เราคุยกันถูกคอ ผมถามทำไมไม่ส่งมาขายเมืองไทย เธอบอกคิดอยู่ แต่ยังไม่มีลู่ทาง เลยคิดว่า น่าจะช่วยกันสนับสนุน ด้วยเหตุผล หนึ่ง แว่นสวย วัสดุดี สอง ตัวเองเป็นคนชอบซื้อแว่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าส่วนใหญ่มีแต่แว่นตาของผู้หญิง หรือไม่ก็เป็นแบบยูนิเซ็กซ์ คือใส่ได้ทั้งชายหญิง

สุดท้ายมาสรุปว่า แม้แว่นตาส่วนใหญ่จะเป็นแบบผู้หญิง ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เชื่อว่าสามารถนำมาทำตลาดในเมืองไทยได้ และเหตุผลหลักอีกอย่างคือ อยากสนับสนุนคนมีความสามารถ เธอเป็นลูกครึ่งไทยด้วย แถมมีความคิดเจ๋งดี เธอบอกอยากทำแบรนด์ให้เทียบเท่าแบรนด์ระดับโลก ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรง แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนคนก็หยิบมาใส่ได้” พระเอกหนุ่ม อธิบายที่มา

พร้อมบอกถึงช่องทางจำหน่ายแว่นตา NATHALIE FORDEYN ว่า จะไม่นำไปลงในแผนกแว่นตาตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะสไตล์ของแว่นตายี่ห้อนี้มีความเป็น “อินดี้” สูง ช่วงเริ่มต้นจึงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปก่อน และถ้ากระแสตอบรับดีจึงจะเปิดช็อปของตัวเองที่มีความพิเศษไม่เหมือนช็อปแว่นทั่วไป แต่จะเป็นที่ไหนและอย่างไรนั้นต้องขอให้ติดตามกันต่อไป

ถามไถ่ถึงกระแสตอบรับ เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนบอก ความจริงเพิ่งเริ่มทำการตลาดได้ไม่นาน เลยยังไม่กล้าบอกว่าลูกค้าตอบรับดีหรือไม่ดี แต่เท่าที่ผ่านมาน่าจะพูดได้ว่าอยู่ในระดับที่พอใจ

“แว่นตาแบรนด์นี้ ขายในราคาเดียว อันละ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร กลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบสไตล์นี้ ส่วนความตั้งใจในธุรกิจนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนหันมาใส่แว่นตา NATHALIE FORDEYN แต่อยากให้คนชอบจริงๆ ได้ใส่เท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ลูกค้ารู้ว่าจุดยืนของแบรนด์นี้คืออะไร ธุรกิจคงเติบโตแข็งแรงต่อไปได้เอง” ท็อป จรณ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

อยากอุดหนุนแว่นตา NATHALIE FORDEYN ที่มีดิสทริบิวเตอร์เป็นถึงพระเอกหนุ่มมาแรง ชื่อ “ท็อป-จรณ โสรัตน์”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (098) 561-5466, LINE ID : nathalieth_order, Facebook/Nathalie Fordeyn Official Thailand

“จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ”…ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467167

"จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ"...ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุการณ์ผู้โดยสารพลัดตกเรือด่วนคลองแสนแสบ บริเวณท่าเรือนานาชาติ ซอยสุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะชนิดนี้

คำถามน่าสนใจก็คือ วันที่การขนส่งทุกระบบกำลังเดินหน้าพัฒนาด้วยการลงทุนมหาศาล แต่อะไรกัน เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ ในเมืองหลวงของประเทศไทย

“คนขับจอดไม่สนิท-ผู้โดยสารรีบเร่ง”ต้นตออุบัติเหตุ

หลังเหตุสลด ความวิตกกังวลได้แผ่ซ่านไปในหมู่ผู้โดยสารที่นิยมใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบในชีวิตประจำวัน

สุรพล ทิพย์ปรีดา เล่าว่า นั่งเรือมากนานกว่า 5 ปีแล้ว เขามองว่าสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาจากเรือหลายลำจอดเทียบท่าไม่สนิทและออกตัวจากท่าเร็วเกินไป แต่ยอมรับว่าผู้โดยสารหลายคนก็ประมาท ขึ้นลงเรือทั้งที่ยังไม่จอดสนิท

“เวลาเทียบท่ากับเวลาออกจากท่า มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่มีความสม่ำเสมอ คนขึ้นลงกะจังหวะก้าวเท้าลำบาก เก่งหน่อยไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไม่คุ้นชิน เพิ่งเคยนั่งหรือนานๆนั่งทีก็ต้องระมัดระวังหน่อย ส่วนพวกที่ชอบยืนกราบเรือก่อนเทียบท่าก็มีให้เห็นเหมือนกัน พวกนี้รีบร้อนเกินไป เรือยังไม่ทันเทียบท่า เจ้าหน้ากำลังมัดเชือกที่หลัก ก็โดดแล้ว”

เบญจวรรณ นักศึกษาสาวที่เดินทางโดยสารคลองแสนแสบเป็นประจำ เล่าว่า ความปลอดภัยในการขึ้นลงอยู่ที่เทคนิคและความชำนาญมากกว่ามาตรฐานของเรือและผู้ขับขี่

“คนมีประสบการณ์กะจังหวะถูกก็เสี่ยงน้อย คนไหนพลาดขึ้นมาก็ซวย เรือบางลำก็ขับเหมือนรถเมล์ ท่าไหนมีผู้โดยสารน้อยก็อาจจะจอดไม่สนิท เพราะมั่นใจว่าคนขึ้นลงก้าวข้ามได้อย่างปลอดภัย ที่น่ารำคาญก็คือ คนเก็บตังค์ บางคนชอบส่งเสียงให้เรารีบๆก้าว ไม่รู้มันจะกดดันไปไหน”

เธอเสนอว่า เรือโดยสารถือเป็นระบบขนส่งที่ทำความเร็วได้ดีกว่ารถเมล์มาก  ฉะนั้นควรจัดทำระบบขึ้นลงให้เป็นระบบ ลดความเร่งรีบลงไปบ้าง ทั้งพนักงานขับเรือ พนักงานเก็บค่าโดยสาร และผู้โดยสาร เพื่อความพอใจและปลอดภัยของผู้ใช้

ด้าน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีจากกรมเจ้าท่ารายหนึ่งที่ส่งเสียงเตือนผู้โดยสารผ่านโทรโข่งตลอดทั้งวันว่า “ไม่ต้องรีบครับ ไม่ต้องรีบ รอให้เรือนิ่งก่อน” บอกว่า ผู้โดยสารบางรายมีปัญหาในการขึ้น-ลงจริง มักก้าวขาขึ้นก่อนเรือเทียบท่า เสี่ยงต่อการผิดจังหวะหากเรือยังไม่นิ่งพอ

“ช่วงหลังเลิกงานทุกคนรีบกลับบ้าน เรือยังยอดไม่สนิทบางทีก็รีบก้าว ระดับน้ำแต่ละวันก็ไม่เท่ากัน กะจังหวะลำบาก เราเตือนเสมอว่าไม่ต้องรีบครับ แต่ก็มีพวกไม่ฟัง บางคนทำหน้าเบื่อด้วย ว่าพูดอยู่นั่นแหละ”

ภาพจากเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้โดยสารเรือ คลองแสนแสบ

“คมนาคม-เจ้าท่า”ประสานเสียงเร่งแก้ไข

เสียงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงคมนาคม ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากนี้ไปจะสั่งเอาผิดจริงจังไม่มีข้อยกเว้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ควบคุมเรือและผู้ขับเรือหากละเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ จะไม่มีการลงทัณฑ์บนอย่างที่ผ่านมา ถ้าพบการกระทำผิดซ้ำจะดำเนินการพักใบอนุญาตการขับเรือ จนถึงการยึดใบอนุญาตขับเรือตลอดชีพ ส่วนเจ้าหน้าที่ประจำท่าต้องมีความผิดทางวินัยด้วย หากละเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกจากนั้นยังได้กำชับถึงเอกชนให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเรือให้แยกทางขึ้นและลงเรือ รวมถึงการทำช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารระหว่างการขึ้นลง โดยจะนำการจัดรูปแบบดังกล่าวมาทดลองให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อสำรวจความคิดเห็นและเสียงตอบรับ

“อนาคตมีแผนจัดระเบียบจะปรับปรุงทางเชื่อม (lamp) ขึ้น-ลงบริเวณท่าเรือ และติดตั้งกล้องวงจรปิดประจำเรือทุกลำเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสนับสนุนบริษัทเอกชนผู้ให้บริการเปลี่ยนมาใช้เรือโดยสารระบบแบตเตอรี่เพื่อลดการปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำตลอดจนลดมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น ตลอดจนจัดความถี่ตารางเวลาเดินเรือ (Boat Schedule) ในคลองแสนแสบใหม่เพื่อลดปัญหาการทำรอบ หลังจากได้รับรายงานว่าเรือแต่ละลำแข่งกันรับผู้โดยสารให้ได้มากที่สุด โดยใช้วิธี ต้อนให้ผู้โดยสารคนลงเรือก่อนและเก็บค่าโดยสารภายหลัง ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องมีการกำหนดให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วก่อนลงเรือ เพื่อแยกการให้บริการก่อนลงเรือ”

ขณะที่ จิราภรณ์ จันทรศิริ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านมาตรฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่ที่เตรียมใช้งานจะมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น แต่อาจจะสูญเสียความสะดวกสบายหรือรวดเร็วลงไปบ้าง เนื่องจากมีทางขึ้น-ลงชัดเจน ไม่สามารถขึ้นลงส่วนไหนก็ได้เหมือนปกติ

คำถามคาใจประชาชนที่ว่า กรมเจ้าท่าสั่งยกระดับมาตรฐานเรือโดยสารให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามพัฒนาเรือให้ดีขึ้นเสมอ แต่ติดเรื่องงบประมาณ อย่ามองว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากแล้วเอกชนจะมีกำไรสูง จริงแล้วไม่ใช่ ต้นทุนในการบริหารจัดการเดินเรือค่อนข้างสูง นอกจากเรือ ยังมีท่าเรือที่ต้องดูแล ทำให้ไม่มีเอกชนรายอื่นกล้าเข้ามาลงทุน

“เรือแพง ไม้แพง คนขับก็หายาก มีจำนวนน้อย กว่าจะพัฒนาทักษะให้สามารถขับรับ-ส่งผู้โดยสารในบริเวณคลองแสนแสบซึ่งมีขนาดเล็กได้ต้องใช้เวลานาน การขับเรือไม่เหมือนขับรถ อย่านึกว่าเอกชนเขาแย่งกันมาเดินเรือ ต้นมันสูง กรมเจ้าท่าอยากให้มีการแข่งขันเพื่อพัฒนา แต่ความเป็นจริงไม่มีเลย”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งจากกรมเจ้าท่า ให้ข้อมูลเสริมว่า อุปสรรคและข้อจำกัดในการพัฒนาระบบขนส่งโดยสารทางเรือบริเวณคลองแสนแสบนั้นมีหลายด้าน ไล่ตั้งแต่ สะพานข้ามคลองที่แต่ละแห่งค่อนข้างต่ำ ความกว้างของคลองที่ส่งผลต่อขนาดเรือและท่าเรือ ที่สำคัญยังขาดความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

“ความสะดวกและปลอดภัยในการเดินเรือนั้นยกระดับได้ ประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ก็เดินเรือในคลอง ออกแบบให้เป็นระบบปิด ติดแอร์ สวยงาม ปลอดภัย ถ้าจะบ้านเราจะสร้าง ยังไงก็ทำได้ อาจทดลองสัก 2-3 ลำ เก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับ คิดว่าผู้โดยสารน่าจะอุ่นใจและมีผู้อยากใช้เพิ่มขึ้น”

รายงานการสำรวจ ความหนาแน่นผู้โดยสาร เรือคลองเเสนเเสบ ปีงบประมาณ 2558 จากกรมเจ้าท่า

คืบหน้าล่าสุด”เรือใหม่”พร้อมใช้ 15 ธ.ค.นี้

ฝั่งเอกชนผู้ให้บริการเดินเรือขนส่งบริเวณคลองแสนแสบอย่าง บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาสร้างเรือให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และพร้อมทดลองให้บริการเรือใหม่ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จำนวน 2 ลำ

เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่จะมีทางขึ้นลงชัดเจน ซ้ายและขวาด้านละ 2 ประตู เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารสามารถยืนบนกราบเรือก่อนขึ้น-ลงได้อีก พร้อมกับติดตั้งพลาสสติกใสที่มีความแข็งแรงทดแทนแผ่นผ้าใบรอบลำเรือ ป้องกันปัญหาน้ำกระเด็นใส่ผู้โดยสาร ขณะที่ภายในได้เพิ่มช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อความสะดวกของประชาชน

“การปรับปรุงใหม่ จะมีทางเข้าออก 4 ช่องทางเท่านั้น ซ้าย 2 ขวา 2 และเพิ่มทางเดินตรงกลาง จากนี้จะกรูเข้าไปพร้อมๆกันเป็นแถวไม่ได้แล้ว แต่ก็มีข้อเสีย หากเรืออับปางจะหนีออกจากเรือได้ยาก แตกต่างจากปัจจุบันที่มีลักษณะเปิดโล่ง”

เชาวลิต เปรียบเทียบความปลอดภัยของการโดยสารทางเรือกับทางบกว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันเคารพกฎอย่างเคร่งครัด ปัญหาจะลดน้อยลง

“การขึ้นลงทางเรือก็เหมือนทางบก มีลักษณะเหมือนกับพวกรถไฟฟ้า MRT BTS คนในออกก่อน คนนอกค่อยเข้า รอเรือจอดสนิทก่อนค่อยก้าว ถ้าเคารพกฎ ปัญหาจะไม่เกิด”

เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ พูดถึงข้อกำจัดในการพัฒนาว่า ที่ผ่านมา ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท ทำให้ต้องลงทุนด้วยเงินสด ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการพัฒนามาก

“ทำอะไร แบงค์ก็ไม่ให้กู้ ทุกวันนี้เรือลำนึงลำก็ 7 ล้านบาทแล้ว แค่ค่าเครื่องยนต์ก็เกือบ 2 ล้าน”
เชาวลิตกล่าวสั้นๆ

ปัจจุบันบริษัทครอบครัวขนส่งฯ มีเรือโดยสารทั้งสิ้น 72 ลำ ใช้งานจริง ประมาณ 57-59 ลำต่อวัน โดยมี 2 ขนาด ความยาวประมาณ 20-24 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร รองรับผู้โดยสารได้จำนวน 150 คน และ 100 คน ตามลำดับ

เชาวลิต บอกถึงมาตรฐานของพนักงานขับเรือโดยสารให้ทุกคนสบายใจว่า กว่าจะเป็นพนักงานขับเรือได้ต้องมีประสบการณ์ผ่านการเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารให้กับบริษัทอย่างน้อย 5 ปี เพื่อเรียนรู้เส้นทางก่อน ขณะที่บทลงโทษ หากกระทำความผิด โทษสูงสุดคือไล่ออก ส่วนประเด็นการขับเร็วเพื่อทำรอบ ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน

“15 ธ.ค.นี้ก็ลองดูว่า สังคมจะชอบหรือไม่ชอบ ค่อยๆออกแบบพัฒนาไป การออกแบบสมบูรณ์เพียงแค่ในกระดาษ แต่ใช้งานจริงต้องทดลองและแก้ไขปรับแต่งไปเรื่อย คนไทยปกติช่างพูดอย่างเดียว ไม่ได้ช่างทำ ขอให้ช่วยกันคิด ทำแล้วค่อยพูด ไม่ใช่พูดอย่างเดียว”

พฤติกรรมลงเรือโดยสารผิดวิธีของผู้โดยสารรายหนึ่ง

 

เรือโดยสารประเทศ เนเธอร์เเลนด์ จากสมาชิกพันทิปหมายเลข 1587769

ถึงเวลาให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางเรือ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนต.ค.2558 สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “10 ข้อเท็จจริงชีวิตคนกรุงเทพ”  หนึ่งในข้อเท็จจริงที่่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ มีการลงทุนมหาศาลในระบบขนส่งมวลชนที่คนใช้ไม่มาก เช่น แอร์พอร์ตลิงค์ที่ลงทุนถึง 3.3 หมื่นล้านบาท กลับมีผู้โดยสารใช้เพียง 17 ล้านคนต่อปี BRT มีการลงทุน 2.8 พันล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการ 6 ล้านคนต่อปี ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ได้งบประมาณเพียง 70 ล้านบาทในการดูแล ทั้งที่มีผู้ใช้บริการสูงถึง 29 ล้านคนต่อปี

ศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับการขนส่งทางเรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายน่าจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน

“เอกชนไม่ได้ทำเรือส่วนตัวหรือลักษณะท่องเที่ยว แต่เป็นเรือโดยสารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ถ้ามองว่าการขนส่งทางน้ำเป็นประโยชน์ หน่วยงานต่างๆ เช่น กทม. กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ต้องช่วยเหลือได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เหมือนกับรถเมล์ รถไฟ ที่รัฐบาลยังมีนโยบายขึ้นฟรีให้เลย”

ดร.บัณฑิตชี้ว่า การให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำ จะส่งผลต่อระบบชนส่งโดยรวม ทั้งยังเป็นการสืบทอดวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางทางน้ำมาตั้งแต่อดีตด้วย

“ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งคนเหล่านี้เปลี่ยนไปขับขี่รถยนต์  การจราจรจะติดขนาดไหน หรือเปลี่ยนไปนั่งรถไฟฟ้า รถเมล์ คนแน่นขนาดไหน วันนี้เรือโดยสารแบ่งเบาภาระให้กับการจราจรแล้ว เมื่อมีปัญหาก็น่าจะมีคนช่วยเหลือพัฒนา เหมือนกับเวลาที่คนจำนวนมากบอกว่าไม่อยากใช้รถแต่อยากเดินบนทางเท้า เราก็ควรทำทางเท้าให้ดี”

ภาพสเก็ตเรือโดยสารคลองแสนเเสบ จาก ยรรยง บุญ-หลง

 

โครงสร้างเรือโดยสารคลองเเสนเเสบ

ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกชุมชน ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เรือคลองแสนแสบ นับเป็นการเดินทางที่ไม่ติด และสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างตรงเวลา ที่สำคัญหากมองในแง่สิทธิ์ความเท่าเทียม เรือ 1 ลำที่บรรจุผู้โดยสารได้ถึง 100 คน ก็ควรได้รับคุณค่าและความสำคัญเท่ากับรถยนต์

“วันหนึ่งมีคนนั่งเรือประมาณ 6 หมื่นคน เท่ากับสิทธิ์ของรถ 6 หมื่นคัน ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วยซ้ำ ลองคิดดูถ้าเรือเป็นรถไฟฟ้า รัฐคงเทงบประมาณมหาศาลในการปรับปรุงพัฒนา แต่พอเป็นเรือ รัฐกลับยังใช้ระบบท่าเรือที่ใช้กันมาเกือบร้อย ปี  เรือยังไม่สามารถออกแบบให้ติดแอร์ได้เลย วันนี้เรือควรเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบรถไฟฟ้า และให้เกียรติคนนั่งในแบบเดียวกัน อาจจะมีนโยบายใช้ตั๋วร่วมเรือต่อรางที่ใช้ได้ในราคาเดียว ภายใน 2 ชั่วโมง”

สถาปนิกชื่อดัง ทิ้งท้ายว่า  ตัวอย่างจากประเทศอื่นที่ไม่มีเรือโดยสารที่คนใช้มากเท่าเรือแสนแสบ ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องคิดในแง่วิศวกรรมและออกแบบว่า จะปรับปรุงอย่างไรให้คนยังใช้มากเหมือนในปัจจุบัน ทว่าปลอดภัยและสะดวกสบายขึ้น

นาทีนี้อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำซึ่งรองรับพี่น้องประชาชนผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคนต่อปีอย่างจริงๆจังๆเสียที

 

เบื้องหลังความซวย”คดีพ่อค้ายาขับรถชนดะ”ใครรับผิดชอบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466944

เบื้องหลังความซวย"คดีพ่อค้ายาขับรถชนดะ"ใครรับผิดชอบ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สัปดาห์ก่อน คลิปวีดีโอเหตุการณ์ที่ตำรวจไล่ล่าพ่อค้ายาเสพติดกลางสี่แยกไฟแดงเมืองระยองเป็นที่สนใจของผู้คนในสังคมจำนวนมาก แม้ตำรวจจะใช้อาวุธปืนยิงใส่ล้อเพื่อสกัดกั้น แต่คนร้ายตัดสินใจขับพุ่งชนรถคันอื่นฝ่าวงล้อมหลบหนีไปได้ ทว่าสร้างความเสียหายแก่รถยนต์ของประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวหลายคัน

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดว่า ความเสียหายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ อันเกิดจากการที่คนร้ายหนีการไล่ล่าของตำรวจ … ใครคือผู้รับผิดชอบ

ใครชน…คนนั้นต้องรับผิดชอบ

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผู้ที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ คนร้าย เนื่องจากเป็นผู้กระทำความผิดและสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องประชาชน

“แม้ตำรวจจะไล่ล่า แต่คนร้ายเป็นคนชน คนร้ายก็ต้องรับผิดชอบ ตามขั้นตอนต้องไปดูต่อว่ารถมีประกันอุบัติเหตุและเข้าเงื่อนไขการได้รับความคุ้มครองจากบริษัทหรือไม่ หากเป็นกรณีที่รถคันดังกล่าวถูกโจรขโมยมาใช้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น เจ้าของรถตัวจริงไม่ต้องกังวล เพราะไม่ได้เป็นตัวการก่อเหตุ” 

ธวัชชัย กล่าวต่อว่า หากคนร้ายไม่มีเงินชดใช้ เจ้าทุกข์ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ฟ้องร้องศาลและรอคำพิพากษา หากคนร้ายไม่มีเงินอีก ก็ต้องไปตามสืบทรัพย์เพื่อยึดทรัพย์ต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีความผิดก็ต่อเมื่อเป็นผู้สร้างความเสียหายโดยตรง

“ถ้าปฎิบัติหน้าที่แล้วไปสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หน่วยงานตำรวจต้องชดใช้ เช่น ขับรถไปชนบ้านเรือนประชาชน ยิงปืนใส่โจรแต่ดันไปโดนบ้านคนอื่น แบบนี้ต้องรับผิดชอบ เรียกว่า ค่าชดใช้ทางแพ่ง เป็นความเสียหายจากการปฎิบัติหน้าที่ เพราะไปละเมิดบุคคลอื่นที่เขาไม่รู้เรื่อง”

“ซวย”…เพราะดันอยู่ผิดที่ผิดทาง

จากเหตุการณ์ที่ตำรวจไล่ล่าคนร้ายกลางสี่แยกไฟแดงเมืองระยองหนล่าสุด  กระแสสังคมเรียกร้องกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ แต่ เกิดผล แก้วเกิด ทนายชื่อดัง บอกว่า เป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดระบุไว้แบบนั้น

“พูดตรงๆว่า ซวยครับ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ใครชนคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ คนร้ายไม่มีเงินก็ต้องไปฟ้องร้องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป เหมือนซาเล้งขับไปชนรถเบนซ์ เสี่ยเขาจะเรียกร้องอะไรได้ ถ้าไม่ทำประกันไว้ก็เอาซาเล้งไปขาย ถามว่าตำรวจเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายไหม พูดยากมาก เพราะอ้างได้ว่าปฎิบัติหน้าที่และไม่ใช่ผู้สร้างความเสียหายโดยตรง บุคคลที่กระทำการละเมิดคือคนร้าย  ถ้าเขาไม่มีเงินหรือประกันไม่รับผิดชอบ ก็ซวยไปครับ” 

ทนายเกิดผล ยกตัวอย่างว่า ถ้าตำรวจไล่ล่าโจร ด้วยการไล่ชนรถคนอื่นไปทั่วเพื่อเปิดทาง หรือใช้อาวุธปืนยิงไปถูกคนบริสุทธิ์ แบบนี้ตำรวจต้องรับผิดชอบ แม้จะไม่มีเจตนาแต่ก็ถือว่าประมาท ตรงกันข้าม ถ้าโจรยิงต่อสู้กับตำรวจ แล้วกระสุนที่ออกจากปากปืนโจรไปถูกพลเมืองดีเสียชีวิต ตำรวจก็ไม่ต้องรับผิดชอบ พูดง่ายๆ ใครทำก็รับผิดชอบไป

เกิดผล ทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการวินิจฉัยอย่างจริงจังเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมต่อไปว่า การไล่ล่าคนร้ายในพื้นที่สาธารณะ หากเกิดความเสียหายขึ้นกับพลเมืองผู้บริสุทธิ์ลักษณะเช่นในคลิปวีดีโอนี้ หน่วยงานรัฐควรรับผิดชอบร่วมด้วยหรือไม่

เกิดผล แก้วเกิด ทนายชื่อดัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยัน…ปฏิบัติตามยุทธวิธี

การติดตามจับกุมคนร้ายแต่ละคดีนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องใช้ทั้งการวางแผนที่รอบคอบ ความสามารถอันเจนจัด และไหวพริบ  เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เผยว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติตามยุทธวิธี โดยมีกฎหมายคุ้มครองตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หากเกิดความเสียหายขึ้นกับผู้อื่นต้องพิสูจน์ว่า เจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและมีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ถ้าทำโดยชอบแล้วไปกระทบกับผู้อื่น ต้นสังกัดอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“ต้องดูเจตนาและการทำงานในแต่ละกรณี  ต้องเข้าใจว่า เราติดตามคนร้ายเพื่อยับยั้งภัยสังคม ทำตามหน้าที่และมียุทธวิธีจากเบาไปหาหนักในการติดตามเพื่อให้ได้ตัวคนร้าย ไม่มีใครอยากทำเรื่องยาก แต่ต้องการให้จบโดยง่าย ไม่มีใครอยากปล่อยให้คนกระทำผิดผ่านมือไปสร้างความเสียหายในที่สาธารณะ”

พล.ต.อ. เดชณรงค์  บอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้นเสมอ พยายามอย่างเต็มที่ในการติดตามจับกุมคนร้ายโดยไม่กระทบกับพี่น้องประชาชน สำหรับบุคคลที่เสียหายจากการทำปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ได้รับการชดเชย เพียงแต่ต้องพิสูจน์รายละเอียดอย่างรอบด้านถึงความประมาทและความละเมิดของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ พล.ต.อ. เดชณรงค์ ยืนยันด้วยว่า ผู้บริสุทธิ์ที่เสียหายในเหตุการณ์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าตีราคาช่างซ่อมเพื่อนำรถยนต์ออกจากสถานีตำรวจตามที่มีเจ้าหน้าที่กล่าวอ้าง จนปรากฎเป็นข่าวไปทั่วสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องจ่าย”  โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุสั้นๆ แต่ชัดเจน

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหยิบกฎหมายขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการชดใช้ความเสียหายจากเหตุการณ์ไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริสุทธิ์ที่บังเอิญไปอยู่ผิดที่ผิดทาง

 

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ชมคลิปจาก ton spy https://www.youtube.com/watch?v=lRanyxaNVfM

ทิศทางอนาคตประชากรไทย เด็กเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466753

ทิศทางอนาคตประชากรไทย เด็กเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

สังคมไทยกำลังเผชิญกับสังคมสุงอายุ และความสมดุลของประชากรวัยต่างๆ ที่กำลังเป็นปัญหาในอนาคตโดยเฉพาะด้านงบประมาณ

ช่วงเวลา 50 ปี นับตั้งแต่ปี 2509 ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางประชากร หรือวิทยาลัยประชากรศาสตร์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาการเติบโตของประชากร เนื่องจากสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมเกษตรกรรมอัตราการเกิดสูง ขณะที่อัตราการตายอยู่ในระดับสูงด้วยเช่นกัน

ทว่า เมื่อระบบสาธารณสุข ระบบการแพทย์มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คู่สมรสตระหนักถึงภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการมีครอบครัวใหญ่ ประกอบกับคู่สมรสจำนวนไม่น้อยมีความต้องการแฝง ยอมรับวิธีควบคุมภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำ

แนวโน้มอัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทย Total Fertility Rate (TFR) พบว่า ตั้งแต่ปี 2508-2513 จำนวนบุตรที่สตรีให้กำเนิดคิดเป็น 5.98 คน/สตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 คน จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องกระทั่งปี 2558 ไปจนถึงการคาดการณ์ว่าปี 2563 จำนวนบุตรที่สตรีให้กำเนิดจะเหลือเพียง 1.46 คนเท่านั้น

ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้สูงวัย พบว่า ปี 2508-2513 มีอายุโดยประมาณอยู่ที่ 55.89-60.59 ปี สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 5.2% แต่ผลการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันปี 2558-2563 ผู้สูงวัยจะมีอายุเฉลี่ยยาวนานขึ้น หรือคิดเป็น 71.82-78.46 ปี และมีสัดส่วนผู้สูงอายุ่ 15.8%

จากสถิติข้างต้นทำให้สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาผลกระทบโครงสร้างประชากรในสัดส่วนประชากรวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ ที่ไม่สมดุลกัน

แนวทางแก้ปัญหาถูกนำเสนอโดย นิพนธ์ เทพวัลย์ ศาสตราภิชาน เงินทุนบริหารทั่วไป กองทุนวิทยาลัยประชากรศาสตร์ ผ่านผลงานวิจัยเรื่อง “ประเทศไทยต้องการวางแผนครอบครัวหรือไม่”

นิพนธ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาประชากรวัยเด็ก 1.ควรส่งเสริมให้ครอบครัวมีบุตรในระดับการทดแทนอย่างน้อย 2 คน ควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาคุณภาพประชากร โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการสมรส ส่งเสริมคุณค่าของการมีบุตรและการสร้างครอบครัวที่มั่นคง 2.สนับสนุนการให้สินเชื่อซื้อบ้าน 3.ให้ครอบครัวลดหย่อนภาษีเงินได้ สำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

4.ให้เงินช่วยเหลือครอบครัว โดยจ่ายเป็นระยะ ข้อควรระวังคือ ไม่จ่ายเงินเป็นก้อน เพราะอาจมีผู้ยอมตั้งครรภ์เพื่อแลกเงิน ซึ่งไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กเกิดใหม่ และ 5.เพิ่มสิทธิการ
ลาคลอด อีกทั้งให้บิดาและมารดาลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรเพิ่มขึ้น

ถัดมาคือแนวทางแก้ปัญหาคนวัยทำงาน เนื่องจากในอนาคตคนวัยทำงานจะลดลง จึงควรเร่งแก้ไขดังนี้ 1.ขยายอายุเกษียณการทำงานจาก 60 ปี เป็น 65 ปี การทำเช่นนี้จะเพิ่มแรงงานได้อีกทางหนึ่ง 2.จัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนที่รัฐให้เงินสนับสนุน รวมถึงส่งเสริมหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่มีสถานรับเลี้ยงเด็กด้วย 3.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนแรงงานคนในภาคอุตสาหกรรม และ 4.ผลิตแรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ เติมเต็มในสาขาอาชีพที่ขาดแคลน

สำหรับการแก้ปัญหาในด้านประชากรสูงวัย นิพนธ์ กล่าวว่า ควรปฏิบัติตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี 2545/2564) อาทิ มาตรการหลักประกันรายได้ให้การศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต และปลุกจิตสำนึกให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ

“เราอยู่ในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลงและไม่มีคุณภาพ ขณะที่ภาวะแรงงานลดต่ำลงและต้องไปใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้มีแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือเข้าไทยกว่า 1 ล้านคน ทั้งยังเข้ามาคลอดลูกในเมืองไทยแล้วกว่า 1 แสนคน ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจนเข้ามาแก้ปัญหา เช่น ต้องจำกัดจำนวนแรงงานที่มีความสามารถตามจำนวนที่กำหนดเท่านั้น” นิพนธ์ กล่าว

เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางประชากรไทยจะไปทางไหนดี คือคำถามที่ต้องพิจารณาจากเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปลูกฝังเยาวชน เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสังคมผู้สูงอายุเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ วาย ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้สูงวัย อาจมีความต้องการที่ยากจะเข้าใจ สืบเนื่องจากทุกวันนี้เจเนอเรชั่นนี้มักมีพฤติกรรมโลกส่วนตัวสูง

ถัดจากนั้นคือเจเนอเรชั่น “อัลฟ่า” เป็นเด็กที่เติบโตในโลกไร้พรมแดน หรือเด็กที่เกิดประมาณปี 2553 เป็นต้นมา เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่มีฐานะ เงินทอง สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก อาจมีความรู้สึกเบื่อง่าย ไม่อดทน สมาธิสั้น

“จากนี้การกำหนดนโยบายจะต้องไม่ทำเหมือนเดิมอีกต่อไป สิ่งที่กังวลที่สุดคือ ยังไม่เคยศึกษาการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทบต่อประชากรยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สมาร์ทโฟน โมบายแบงก์กิ้ง สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้” เทียนฉาย กล่าว