ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468576

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์หน้าหนาวปีนี้ได้รับการยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะเย็นลงและยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้คนไทยอยากจะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์อากาศเย็นในปีนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมาจากขั้วโลกเหนือผ่านมาทางรัสเซีย จีน และเข้ามาไทยทำให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีฤดูหนาวยาวไปถึงกลางเดือน ก.พ. 2560

สำหรับอุณหภูมิความเย็นในแต่ละพื้นที่ ภาคเหนือ อีสานเริ่มมีอากาศเย็นมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ซึ่งอุณหภูมิความเย็นจะลดต่ำลงสูงสุดช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2559 ถึงกลางเดือน ม.ค. 2560 โดยจุดที่อุณหภูมิจะลดลงต่ำสุดจะอยู่ในภาคเหนือเป็นหลักซึ่งจะลดต่ำถึงเหลือเลขตัวเดียว

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ช่วงแรกที่เข้าสู่ฤดูหนาวอากาศไม่เย็นมากแต่เพิ่งเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้าช่วงนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมามากจากประเทศจีน คาดว่าในปีนี้กรุงเทพฯ ช่วงที่อากาศเย็นที่สุดอยู่ช่วงต้นเดือน ม.ค. 2560 โดยอุณหภูมิจะลดลงต่ำอยู่ที่ 15-16 องศาเซลเซียส แต่จะเป็นวันไหนต้องรอประเมินดูสภาพมวลอากาศเย็นก้อนใหญ่ที่จะพัดลมหนาวมาอีกครั้ง ก่อนที่ กทม.จะหมดฤดูหนาวช่วงต้นเดือน ก.พ.

ขณะที่ภาคใต้ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเย็นมาก อาจมีบางวันอากาศจะเย็นในตอนเช้า แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีฝนตกไปถึงกลางเดือน ม.ค. เนื่องจากภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในอ่าวไทยที่พัดพาเอาความชื้นเข้าหาชายฝั่ง ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย ทำให้ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปมีฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ และวันที่ 1-4 ธ.ค.นี้ จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้เกิดฝนตกหนักเกิดคลื่นลมแรง

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า ฤดูหนาวในปีนี้ระยะเวลาจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา แต่อุณหภูมิความเย็นจะไม่ลดต่ำลงมากเท่ากับปีที่แล้ว สภาพอากาศเย็นจะมีเป็นช่วงๆ คือ อากาศอุ่นขึ้น 3-4 วันก็จะกลับไปหนาวใหม่ จึงขอเตือนประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพเพราะปีนี้อากาศเย็นจะนาน รวมถึงขอให้ระวังเรื่องการจุดไฟเพราะเมื่ออากาศเย็นประชาชนมักนิยมก่อกองไฟคลายหนาว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ฤดูหนาวปีนี้จะมีอากาศหนาวเย็นลงกว่าค่าเฉลี่ยเพราะสภาพอากาศโดยภาพรวมในปีนี้ยังอยู่ในอิทธิพลของ ลานินญา ซึ่งพบว่าในช่วงปลายๆ ของปีที่เกิดปรากฏการณ์นี้ทุกครั้ง จะสำรวจพบหรือบันทึกได้ว่า อากาศจะหนาวเย็นกว่าปีที่ไม่มีลานินญา

ทั้งนี้ ปีนี้จะมีอากาศแกว่งตัวแรงกว่าปกติ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์หิมะที่ตกลงมาตกค่อนข้างเร็วในรอบ 54 ปี ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแกว่งตัวของมวลอากาศเย็นในบริเวณโดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ตรงตามปรากฏการณ์ต่างๆ ทุกครั้งไป เพราะยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรเกิดขึ้นได้ในระหว่างนั้นเสมอ เช่นปีนี้ซึ่งมีลานินญาแรงตอนต้นปีจึงมีการคาดการณ์ว่าลานินญาน่าจะหมดเร็วหรือหมดไปแล้วเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ยังลากยาวมาถึงปัจจุบัน

อานนท์ กล่าวว่า ไม่เฉพาะแต่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ประเทศจีนบางส่วนและเกาหลี ก็มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นในช่วงนี้ ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบบางส่วน และประกอบกับสภาพอากาศในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้พื้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประชาชนส่วนใหญ่จะได้สัมผัสถึงอากาศหนาวเย็น

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากมวลอากาศเย็นทางภาคเหนือปะทะกับอากาศอุ่นชื้นจากภาคใต้ และคาดว่าในเดือน ธ.ค.-ม.ค. 2560 อุณหภูมิโดยรวมของประเทศไทยจะลดลงและมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้นตามลำดับ อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปจะต่ำกว่าปี 2558 และประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสได้ประมาณ 3-4 วันเป็นอย่างน้อย

 

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467737

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มีการเรียกร้องให้คนไร้สัญชาติและครอบครัวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนควรได้รับสิทธิ เช่น การได้รับสัญชาติไทย สิทธิการเดินทางในประเทศ และการทำงานที่เสรี เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง

จนเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 13 พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อนุญาตให้คนต่างด้าวที่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของคนต่างด้าวดังกล่าวที่เกิดในไทย และคนต่างด้าวซึ่งอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทยตามกฎหมาย ทำงานได้ทุกประเภท ยกเว้นต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ซึ่งอาจถือเป็นการปลดล็อกจากเดิมที่กำหนดให้คนกลุ่มนี้ทำงานได้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

สิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ขยายความว่า กฎหมายฉบับนี้ออกเพื่อให้ผู้อพยพที่ได้รับการผ่อนผันซึ่งเข้ามาในไทยตั้งแต่โบราณ แต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น คนพื้นที่สูง คนพลัดถิ่น กลุ่มตองเหลือง ให้สามารถทำงานได้ทุกประเภทตั้งแต่วันนี้ จากเดิมให้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

“ตอนนี้จะเป็นหมอ ทนายความ อะไรทำได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด เพียงหากจะเดินทางไปทำงานพื้นที่อื่นของประเทศควรแจ้งฝ่ายปกครองให้รับทราบเพื่อรู้ถึงสถานะปัจจุบัน ประกาศนี้จะช่วยปลดล็อกทำให้ประเทศไทยมีกำลังแรงงานเข้ามาเติมในอุตสาหกรรมที่ขาดมากขึ้น” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มองว่า นโยบายนี้ถือว่าเป็นการปลดล็อกปัญหาคนไร้สัญชาติได้ เนื่องจากเรื่องนี้หลายฝ่ายร่วมกันผลักดันมานานกว่า 10 ปี จึงขอชื่อชมว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษย์ชนครั้งแรก

เนื่องจากก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยถือเป็นคนต่างด้าวแทบจะไม่มีสิทธิทำงาน เว้นเฉพาะงานบางอย่างที่รัฐยินยอม เพราะคนต่างด้าวไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่า 4 แสนคน ในไทยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงมานานกว่า 40-50 ปี ไม่มีโอกาสติดต่อกับหน่วยงานรัฐ จึงทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ แต่คนกลุ่มนี้มีความกลมกลืนกับสังคมไทยมาโดยตลอด

นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้ ฉายภาพว่า บุคคลกลุ่มนี้กระจายอยู่ในจังหวัดแนวชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ หาของป่า รับจ้างเพื่อเลี้ยงชีพ

ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2548 กฎหมายเปิดโอกาสให้เรียนระดับชั้นต่ำสุดไม่น้อยกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงทำให้เด็กไร้สัญชาติรุ่นใหม่จบปริญญาตรีมากขึ้น แต่หลายคนเมื่อจบการศึกษาแล้วไม่มีโอกาสทำงานตามความรู้ความสามารถเนื่องจากติดขัดข้อจำกัดกฎหมายการทำงาน ฉะนั้นการที่รัฐออกประกาศนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้รวมถึงเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยู่ประเทศไทยเป็นเวลานานทำงานได้ทุกอาชีพจะเป็นการปลดล็อกปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ จะเป็นการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเรื่องการทำงาน และช่วยประเทศพัฒนาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้มาก

พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและบุคคลไร้สัญชาติ มองว่า ประกาศที่ออกมามีการใช้ภาษากฎหมายที่
ซับซ้อน หากใครไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงจังจะทำให้คนที่ไร้สัญชาติกลุ่มหน้าๆ ตกหล่นหายไป ซึ่งมองว่าสิ่งที่ออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นหากวิธีปฏิบัติไม่ชัดเจนอาจช่วยไม่ได้จริงและอาจเอื้อต่อการทุจริต ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มชาวเขาและชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่นาน

นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า หลักการในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้ คือ ต้องการใช้กับคนต่างด้าวที่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งยังไม่มีสัญชาติ แต่ก็มีคนไร้สัญชาติที่ไม่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่เป็นคนไร้สัญชาติ เช่น อยู่ในเยาวราช ตรงนี้เป็นอีกกลุ่มที่อยู่ในมาตรา 9 ซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มองว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับสิทธิดีที่สุด

พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า วันนี้ต้องชมเชยกระทรวงแรงงาน สภาความมั่งคงแห่งชาติเพราะคนเหล่านี้ไม่มีประเทศต้นทางเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ฉะนั้นรัฐควรต้องดูแล แต่การแก้ไขปัญหานี้เสนอว่าควรประกาศใช้กลุ่มคนในมาตรา 9 เพิ่มเติม และเขียนกฎหมายให้ชัดเจน เพราะที่ประกาศออกมานี้ใช้เพียงมาตรา 13 ถ้าตั้งเป้าจะช่วยคนไร้สัญชาติทุกคนที่เข้ามานานแล้ว ไม่ควรเลือกปฏิบัติเพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีประเทศต้นทาง ฉะนั้นคนต่างด้าวที่เข้ามานานควรได้รับการพิจารณาที่สุด

“ต่างด้าวแท้ คือ มีรัฐและเจ้าของสัญชาติดูแลจริง แต่นโยบายนี้ควรใช้กับต่างด้าวเทียมที่ไม่มีเจ้าของสัญชาติซึ่งเขาเป็นคนของประเทศไทย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนไทยที่โชคร้าย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ถูกเรียกเก็บเงิน ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลทำมาถูกแล้ว แต่ควรทำให้ชัดเจน” รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

 

“ยกระดับคนขับให้เป็นกัปตัน”…ถอดบทเรียนอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหว18ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467703

"ยกระดับคนขับให้เป็นกัปตัน"...ถอดบทเรียนอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหว18ศพ

โดย…ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

จากกรณีอุบัติเหตุรถโดยสาร บขส.999 ทะเบียน 32-4188 กรุงเทพมหานคร ซึ่งชมรมผู้เกษียณอายุ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เช่าเหมาเดินทางมาเที่ยวที่ จ. แพร่ และ จ.น่าน ได้ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตกเหวลึกข้างทางบริเวณเขาพลึง ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีผู้เสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 20 คน

ทั้งนี้ รมว.คมนาคมฯ ได้เน้นย้ำการบริการของ บขส. ให้มีความเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการเดินรถเทียบเท่ากับมาตรการด้านการบิน โดยเฉพาะการกำหนดเส้นทางการเดินรถจะต้องมีความชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางไปที่ไหน เพื่อมีหลักฐานเก็บบันทึกไว้หากมีปัญหาเกิดขึ้น ขณะที่คนขับรถและพนักงานต้อนรับบนรถโดยสาร (บัสโฮสเตส) ก็ต้องแนะนำตัวเองต่อผู้โดยสารว่าชื่อ นามสกุลอะไร เนื่องจากเป็นบุคคลที่ดูแลชีวิตของผู้โดยสาร ขณะเดียวกันต้องคุมเข้มในเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัย โดยบัสโฮสเตสจะต้องแจ้งให้ผู้โดยสารได้รับทราบ ถ้าไม่คาดเข็มขัดก็ไม่สามารถที่จะออกรถได้

พร้อมทั้งสั่งการให้กรมการขนส่งทางบก กำหนดมาตรการที่ชัดเจนให้กับ บขส. และรถร่วม บขส. เกี่ยวกับการจำกัดชั่วโมงการขับขี่รถโดยสารประจำสัปดาห์ด้วยว่า แต่ละสัปดาห์จะต้องมีชั่วโมงขับรถไม่เกินเท่าใด ทำเหมือนกับการจำกัดชั่วโมงการบินของนักบินหรือกัปตันบนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้ขับขี่พักผ่อนเพียงพอและไม่เป็นความเสี่ยงภัยในการขับรถ เนื่องจากปัจจุบันมีข้อกำหนดเฉพาะกำหนดเวลาการพักรถในระหว่างวันเท่านั้นซึ่งกำหนดว่าทุกๆ 4ชม. ผู้ขับขี่จะต้องมีการจอดพักรถเป็นระยะเวลา 30 นาที ซึ่งต่อไปอาจมีการกำหนดเป็นรายสัปดาห์ว่า สัปดาห์หนึ่ง คนขับรถจะสามารถขับได้กี่ชั่วโมง รวมทั้งให้กรมการขนส่งทางบกและบขส.ติดตามข้อมูลเรื่องระบบติดตามรถ (จีพีเอส) เพื่อเฝ้าติดตาม (มอนิเตอร์)รถโดยสาร ควบคุมความเร็ว และป้องกันไม่ให้รถออกนอกเส้นทาง

 

การผลักดันให้เกิด นโยบาย “คนขับรถ” ที่มีความเป็นวิชาชีพเทียบเท่ากัปตัน ถือเป็นสิ่งที่ดีกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องฝากชีวิตไว้กับรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทางและรถไม่ประจำทาง (เช่น รถทัศนาจร รถนักเรียน รถรับส่งพนักงาน ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีตัวอย่างที่ดีเกิดขึ้นในหลายบริษัทฯ เช่น ระบบบริหารจัดการของ บ.นครชัยแอร์ มนตรีทรานสปอร์ต ฯลฯ แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับบริการที่มีอยู่ โดยสาเหตุที่ทำให้ระบบจัดการลักษณะนี้ทำได้ช้าและจำกัด มีหลายปัจจัยแต่ที่สำคัญ คือ

(๑) โครงสร้างการประกอบการรถสาธารณะ ทั้งรถประจำทางและรถไม่ประจำทาง ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80  จะเป็นรายย่อย มีรถ 1-2 คัน ทำให้การลงทุนเพื่อยกระดับความปลอดภัย พัฒนาคนขับเป็น “กัปตัน” การดูแลรักษา (maintenance) สภาพรถ การเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะเวลา เป็นไปได้ยากเพราะมีต้นทุนที่สูง

(๒) เมื่อเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ระบบบริหารจัดการพนักงานขับรถ ตั้งแต่การคัดเลือก การฝึกอบรมพัฒนาทักษะ การกำหนดเงินเดือนในระดับที่สูงเพียงพอ สวัสดิการคนขับ การพักตามกำหนด การให้รางวัลหรือลงโทษ ฯลฯ ไม่สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนรถ ระบบบำรุงรักษาและระบบบริหารจัดการพนักงานขับรถ กรณีตัวอย่างเช่น วันที่ 10 พ.ย. 2559 รถตู้ร่วม บขส. (กท-ชัยนาท) ได้สกัดจับคนขับรถตู้เมาขับแหกด่านตำรวจ วัดแอลกอฮอล์ได้ 241 mg% โดยคนขับให้การว่านั่งดื่มเหล้ากับเพื่อน แต่ถูกเรียกตัวมาขับรถแทนคนขับหลักที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แสดงว่าวินรถตู้/ผู้ประกอบการรายนี้ ไม่มีระบบที่จะเตรียมคนขับสำรองให้พร้อมกรณีคนขับประจำไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้

หรือวันที่ 23 ต.ค. 2556 ชมรมผู้สูงอายุ ต.ชมภู อ.สารภี ได้นำคณะทัวร์ผ้าป่าฯ เช่าเหมารถทัศนาจร หจก.วีระพันธ์ทัวร์ และประสบเหตุที่ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย บาดเจ็บ 19 ราย โดยผู้ประกอบการดังกล่าว ใช้คนขับรถที่แม้จะมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะแต่ไม่ได้เป็นพนักงานขับรถประจำ และมาขับรถให้กับคณะทัวร์นี้เป็นงานแรกของปี (ล่าสุด 20 ธค.2558 รถทัวร์นำเที่ยวของ หจก.วีระพันธ์ฯ ได้นำคณะท่องเที่ยวมาเลเชียเกิดเหตุที่ดอยสเก็ต มีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย และทางกรมการขนส่งทางบกได้เพิกถอนใบอนุญาตหลังจากเกิดเหตุติดกัน 3 ปี 39 ศพ)

(๓) อุปกรณ์-ระบบเสริมต่างๆ เพื่อให้คนขับ ทำหน้าที่เทียบเท่า “กัปตัน” ในความเป็นจริงยังไม่เอื้ออำนวย อาทิ ระบบแจ้งตื่น (alert) เมื่อขับเร็วเกินกำหนด ขับเข้าสู่เส้นทางเสี่ยงหรือเหตุการณ์ต่างๆ เช่น อุบัติเหตุในเส้นทาง การซ่อมสร้างทาง จุดที่ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งอุปกรณ์ที่จะอำนวยให้รับข่าวสารได้สะดวกปลอดภัยในระหว่างขับรถโดยไม่ต้องใช้มือถือหรือ Hand free ระหว่างขับ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์และข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ แต่คนขับมักจะต้องจัดหา ต้องสังเกตุหรือสื่อสารกันเอง
ปัจจุบันได้เริ่มมีระบบการใช้การ์ดแสดงตนก่อนขับรถ การตรวจวัดแอลกอฮอล์ และระบบ GPS ติดตาม ซึ่งจะช่วยระบุชั่วโมงการทำงาน การต้องจอดพักเมื่อครบ 4 ชั่วโมง ห้ามขับเกินชั่วโมงที่กำหนด และแจ้งเตือนเมื่อขับเร็วเกินกำหนด โดยระบบเหล่านี้ถ้าดำเนินการได้ครอบคลุมและกำกับอย่างจริงจังก็จะเป็นระบบที่มาช่วยกำกับให้เกิดความปลอดภัยได้อีกทางหนึ่ง แต่ขณะนี้ ก็ยังพบข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข อาทิ กรณีจอดเสียริมทาง แต่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปในที่ปลอดภัย (วันที่ 21 สค. 59 จ.ลำปาง รถร่วม บขส.หมายเลข 175-29 จอดเสียริมทางตั้งแต่ช่วงเย็นและมีรถปิกอัพมาชนท้ายติดๆ กัน 2 เหตุการณ์ ในช่วงกลางคืน)

กรณีขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในเส้นทางเสี่ยง จำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนเพื่อให้คนขับได้ใช้ความเร็วที่เหมาะสม ก่อนจะเกิดเหตุ ซึ่งที่เป็นอยู่ยังทำได้จำกัดและจะทราบตัวเลขความเร็วจาก GPS ก็เมื่อเกิดเหตุแล้ว (หรือบางกรณีก็ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS) กรณีแท็กซี่ รับเบอร์ผู้โดยสารจากศูนย์วิทยุ (โดยเฉพาะในต่างจังหวัด) ยังคงต้องขับไปพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ไป ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

(๔) ผู้โดยสารหรือคณะทัวร์เองบางครั้งก็ละเลยเรื่องความปลอดภัย แต่กลับเน้นเรื่องราคา ความสะดวกสบาย หรูหรา รวมทั้งขาดการตรวจสอบประวัติบริษัทหรือผู้ประกอบการ การตรวจสภาพรถ การทำประกันภัย สัญญาเช่าเหมาที่รัดกุม และที่สำคัญคือไม่ได้เน้นคาดเข็มขัดนิรภัยในระหว่างการเดินทาง เพราะการไปทัศนาจรมักจะมีกิจกรรมสันทนาการบนรถ ร้องเพลงการเดินไปมา ฯลฯ ดังนั้น การคาดหวังให้คนขับ เจ้าหน้าที่หรือบัสโฮสเตสมาช่วยกำกับผู้โดยสารให้ร่วมมือก็ไม่ง่ายเหมือนบนเครื่องบิน

1) ผลสำรวจการใช้เข็มขัดนิรภัยในปี 2558 โดย TDRI ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน พบว่า ยังมีถึง 10% ที่ยังไม่ได้ติดตั้งทุกที่นั่ง ผู้โดยสารรถทัวร์กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดมีการคาดเข็มขัดสูงสุด แต่ค่าเฉลี่ยเพียง 46% และมีสัดส่วนคาดเข็มขัดลดลงโดยเฉพาะกรณีนั่งรถตู้

2) ทั้งนี้เหตุผลที่ระบุว่าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ได้แก่ อึดอัดไม่คุ้นเคย เดินทางใกล้ อายไม่กล้าใส่ และบางส่วนพบว่าเข็มขัดผูกติดไว้กับเบาะที่นั่ง

 

ดังนั้น เพื่อให้นโยบายพนักงานขับรถสาธารณะมีความเป็นวิชาชีพแบบ “กัปตัน” และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับรถสาธารณะจึงเป็นความท้าทายที่ทางกระทรวงคมนาคมจะหาแนวทางจัดการช่องว่างของปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

1) คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง

1.1 ทบทวนหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบการที่จะต้องเข้มงวดเรื่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย เพื่อป้องกันผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่พร้อมมาวิ่งร่วมบริการ หรือกำหนดให้มีระบบรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้มีศักยภาพในการจัดการระบบความปลอดภัย ทั้งมาตรฐานพนักงานขับรถ มาตรฐานการดูแลรักษารถ และอื่นๆ

1.2 จัดทำโพลล์สำรวจความปลอดภัยของรถสาธารณะเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการติดตามและประเมินผลมาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ ที่กำหนดไว้

2) กรมการขนส่งทางบก และ บขส. เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับติดตามเรื่อง “การขับเร็ว” โดยใช้ระบบ GPS ที่มีอยู่ให้สามารถแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ ทั้งรถที่รับผิดชอบดูแลและรถร่วมบริการ รวมทั้งความเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การทำรอบ-ขับเกินชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้อ่อนล้าหลับใน การจอดรถในที่ห้ามจอด ฯลฯ

3) กระทรวงคมนาคม พัฒนาระบบการสืบสวนสาเหตุเชิงลึกในเหตุการณ์สำคัญหรืออุบัติเหตุซ้ำซาก เพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง (ไม่เฉพาะเรื่องขับรถประมาท) แบบเดียวกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริการ จะมี NTSB (National Transportation Safety Board) เป็นหน่วยงานอิสระที่เชี่ยวชาญเพื่อสอบสวนสาเหตุทั้งทางบก อากาศ ทางน้ำฯ และให้ข้อเสนอหรือมาตรการแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซาก รวมทั้งมีระบบตรวจสอบ (Audit) ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อมให้บริการ ต้องระงับบริการหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ

4) กรมการขนส่งทางบก จัดทำข้อมูลประวัติผู้ประกอบการให้สามารถสืบค้นได้ เช่น มี Application สืบค้นเมื่อต้องใช้บริการรถสาธารณะ (ประวัติให้บริการ การเกิดเหตุที่ผ่านมา ผลการตรวจสภาพ การทำประกันภัย ฯลฯ)

5) การส่งเสริมการคาดเข็มขัดนิรภัย

5.1 กรมการขนส่งทางบก ทบทวนระเบียบการคาดเข็มขัดนิรภัย ให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แทนที่กฎหมายเดิมที่กำหนดผู้โดยสารถูกปรับสูงสุด 5,000 บาทถ้าไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย
5.2 กรมการขนส่งทางบก กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานต่างๆ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักความสำคัญของการคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อโดยสารรถประจำทาง
5.3 หน่วยงานทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ร่วมกำหนดเป็นมาตรการองค์กรให้พนักงานที่โดยสารรถขององค์กรต้อง “คาดเข็มขัดนิรภัย”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาถือเป็นวันสำคัญของโลก เนื่องจาก UN กำหนดให้เป็นวัน “โลกรำลึก ผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 เพื่อให้ทุกๆ ความสูญเสียได้รับการรำลึกและที่สำคัญคือนำมาเป็น “บทเรียน” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ดังนั้น ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชมรมผู้เกษียณอายุของ กสท.โทรคมนาคม จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถสาธารณะในเมืองไทย.

 

ช็อปปิ้งพาราไดซ์ “ไทย” สวรรค์ภาษี0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467532

ช็อปปิ้งพาราไดซ์ "ไทย" สวรรค์ภาษี0%

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

หลังจากบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกเดินหน้าเสนอให้ภาครัฐปรับลดอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยมาพักใหญ่ ล่าสุดกระทรวงการคลังก็ออกมาไฟเขียวให้ทดลองปรับลดภาษีนำเข้า ด้วยการนำร่องด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม แป้ง ลิปสติก โดยปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลงเหลือ 0% จากปกติเก็บอยู่ที่ 5-20% จะดีเดย์เริ่มเดือน ก.พ.-มี.ค. 2560 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นกระแสปูทางไทยให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งพาราไดซ์สวรรค์ของนักช็อป เสริมอีกหนึ่งจุดขายท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้ภาคบริการจากทั่วโลก

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ในภาวะปกติไม่ควรลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แต่หากมีความจำเป็นและมีเหตุผล เช่น ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ก็สามารถลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยได้ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้ประกอบการไปบางส่วนแล้ว เหลือรายละเอียดที่หารือกันอีกครั้ง

สำหรับภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะลดครั้งนี้ จะมีน้ำหอมและเครื่องสำอางเท่านั้น โดยปัจจุบันสินค้าดังกล่าวจะเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาสำแดงนำเข้า กรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศก็จะเสียภาษีสรรพสามิต 15% ของราคาหน้าโรงงาน หากมีการยกเว้นภาษีดังกล่าวก็จะทำให้ราคาสินค้าลดลงมาก

ทั้งนี้ การขอลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางเป็นคำร้องขอผู้ประกอบการ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ได้ลดจำนวนลงจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล หากมีการลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับเข้ามาเที่ยวได้จำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ การลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางยังจูงใจให้กับผู้บริโภคในประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมาจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศและซื้อน้ำหอมและเครื่องสำอางกลับมาใช้จำนวนมาก ก็จะหันมาซื้อในประเทศเพราะราคาไม่แตกต่างจากต่างประเทศมาก

วิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง ไปพร้อมกับการออกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการช็อปช่วยชาติ ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งหากดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะทำให้การลดภาษีสินค้าน้ำหอมและเครื่องสำอางมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยนักช็อปกระเป๋าหนักของเมืองไทย เพราะนอกจากจะซื้อสินค้าแพงในราคาถูกแล้ว ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกต่อหนึ่งด้วย ซึ่งถือว่าได้ลดแล้วลดอีก

จากแนวทางดังกล่าว ส่งผลให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการค้าปลีกห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ต่างแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นที่ดีดังกล่าว เนื่องจากจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติช็อปปิ้งซื้อสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอมมากขึ้น แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ลดภาษีซึ่งประกาศออกมาเบื้องต้นเพียง 2 เดือนเท่านั้น อาจจะสั้นเกินไปสำหรับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงมาตรการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยดังกล่าว

วัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ให้ความเห็นว่า การทดลองลดอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมที่ประกาศออกมาว่าจะทำประมาณ 1-2 เดือนนั้น มองว่าควรจัดอย่างน้อย 1 ปี ระยะเวลาที่ประกาศออกมาถือว่าน้อยเกินไปอาจไม่เห็นผลการตอบรับที่ชัดเจน เพราะหากต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาช็อปปิ้งเพิ่มขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพราะหากภาครัฐสามารถปรับลดได้บางส่วน จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 30-70% ก็จะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันคนไทยใช้เงินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศต่อปีสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนเงินดังกล่าวเป็นการซื้อสินค้าแบรนด์เนม 5.1 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน หากมองในด้านของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมีการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปที่ 4.9 หมื่นบาท ใช้เฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 5,200 บาท ในจำนวนดังกล่าวใช้ไปกับการช็อปปิ้ง 1,200 บาท หากภาครัฐสามารถลดกำแพงภาษีได้จะทำให้ประเทศไทยมี
รายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีกอย่างแน่นอน

วัลยา กล่าวต่อว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะธุรกิจค้าปลีกถือเป็นภาคธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของจีดีพี ขณะที่ภาคท่องเที่ยวอยู่ในอันดับ 3 หรือคิดเป็น 12% ของจีดีพี ซึ่งหากนำ 2 ธุรกิจรวมกันถือว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ที่ออกมาเปิดเผยว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมในครั้งนี้เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมของไทยยังแพงกว่าคู่แข่งในตลาดประมาณ 30-40% แต่ละระยะเวลาในการทำควรทำอย่างน้อย 3 ปี จึงจะเห็นผล เพราะต้องใช้สื่อมหาศาลในการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมแล้ว ควรขยายมาตรการไปในส่วนของกลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่หรือสินค้าหรูหรา แบรนด์เนม เพราะการปรับลดสินค้าดังกล่าวไม่ได้แข่งในประเทศไทย แต่เป็นการแข่งขันกับต่างประเทศ เมื่อประเทศไทยมีความดึงดูดในด้านของการช็อปปิ้งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถหยุดเงินให้ไหลออกได้ เนื่องจากคนไทยจะหันกลับมาช็อปปิ้งในประเทศมากขึ้น

เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทุกอย่างที่หลายประเทศไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงิน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูด จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่ใช้จ่ายในด้านของการช็อปปิ้ง เพราะราคาสินค้านำเข้าของไทยแพงเกินไป ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงมาเที่ยวแค่เอาบรรยากาศที่สวยงาม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่องลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาช็อปปิ้งแข่งกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเป็นการไม่ให้เงินตราต่างประเทศไหลออกไป จากการที่คนไทยไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ มีความพยายามผลักดันมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ออกมาค้านว่าการลดภาษีดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตในไทยโดนกระทบรุนแรง และมีการกล่าวกันว่าผู้ประกอบการร้านปลอดภาษีหรือดิวตี้ฟรีก็ออกมาค้าน จึงทำให้แผนช็อปปิ้งพาราไดซ์ ซึ่งเล็งกันไว้ว่าจะทำลากยาวตั้งแต่แยกปทุมวัน แยกราชประสงค์ ยาวไปถึงแยกอโศกฯ ต้องค้างคาไป

ดังนั้น การทดลองลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เฉพาะแค่น้ำหอม เครื่องสำอาง เช่น แป้ง ลิปสติก ในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญ ว่าเมืองไทยกำลังจะเลือกทิศทางในการสร้างการเติบโตด้วยวิธีทางไหนถึงจะคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด งานนี้ห้ามกะพริบตา

 

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246955

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

3.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาด้านข้าวมีน้อย ไม่พอเพียง

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สัมพันธ์กับข้อ 2 ความจริงควรรวมกันได้ แต่ที่แยกมาพูดนี้ก็เพื่อที่จะเน้นถึงความสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และต้องเยียวยาแก้ไข ไม่งั้นก็เข้าวงจรเดิมตามที่กล่าวไปบ้างแล้วหากจะให้มีการทำงานแบบเบ็ดเสร็จก็จะต้องเพิ่มกำลังพลตลอดสายภารกิจ ได้แก่ กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ วิจัยพัฒนา ผลิตเมล็ดพันธุ์ การส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาชาวนา การพัฒนาแปรรูป และการพัฒนาการเก็บเกี่ยวและการตลาด รวมทั้งภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น งานเครื่องจักรเครื่องกลข้าว งานข้อมูลสถิติ การงานกฎหมายข้าวและสิทธิประโยชน์ต่างๆ งานประสานงานต่างประเทศ และแม้แต่งานด้านสังคมวัฒนธรรมข้าว อย่างเช่น กรมประมง และกรมปศุสัตว์

แต่กระนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องจำนวนบุคลากร แน่นอนว่าจะต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยแน่นอน ยิ่งรัฐบาลยุคผ่านๆ มามีนโยบายชัดเจนที่จะลดกำลังคนภาครัฐลง เพราะมีปัญหาด้านงบประมาณ ข้อเสนอนี้จึงอาจเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อมาดูถึงอัตรากำลังข้าราชการในปัจจุบัน รวมทั้งบรรดาพนักงานราชการและลูกจ้าง พบว่ารัฐต้องเสียงบประมาณโดยเฉพาะอัตราจ้างเหมามากมหาศาลในแต่ละปี เพราะทุกหน่วยงานไม่สามารถเพิ่มกำลังได้ ก็เลี่ยงไปใช้วิธีจ้างเหมาแทน ถึงแม้ว่าวิธีการนี้จะแน่ใจว่า ในระยะยาวจะทำให้รัฐเสียงบประมาณน้อยลงเพราะไม่ต้องจ่ายค่าบำเหน็จบำนาญรวมทั้งสวัสดิการต่างๆ แต่เมื่อดูถึงรายจ่ายปัจจุบัน อัตราการลดลงของงบด้านบุคลากรก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ถ้าอย่างนั้นก็นำเอารายจ่ายส่วนนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านข้าวที่ยังต้องการอีกมากจะได้ไหมครับ

อีกทางเลือกหนึ่งที่พูดไปแล้วอาจไม่ถูกใจผู้บริหารกรม แต่ก็จำเป็นต้องพูด และเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกท่านก็คงจะเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนย่อย กล่าวคือ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองปัจจุบันมีจำนวนบุคลากรที่เป็นข้าราชการรวม 37,523 คน แยกเป็นรายกรมดังนี้ (1) กรมส่งเสริมการเกษตร 9,851 คน (2) กรมชลประทาน 6,441 คน (3) กรมปศุสัตว์ 4,716 คน(4) กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3,231 คน (5) กรมประมง 2,668 คน (6) กรมวิชาการเกษตร 2,247 คน (7) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2,010 คน (8) กรมพัฒนาที่ดิน 1,546 คน(9) สำนักงานปลัดกระทรวง 1,277 คน (10) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1,202 คน (11) กรมการข้าว 913 คน (12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 657 คน (13) กรมหม่อนไหม 350 คน (14) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 204 คน (15) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 200 คน (หมายเหตุ ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย) จะเห็นได้ว่ากำลังคนที่อยู่ในกรมการข้าว มีเพียงน้อยนิด

อย่างไรก็ดี อาจมีคำถามติงว่า การเอาคนคนหนึ่งไปรับงานเพียงหนึ่งชิ้น(ข้าวอย่างเดียว) จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองหรือ ขอตอบว่า ในเมืองไทยเห็นมีเยอะแยะที่หน่วยงานเอาคนไปทำอยู่เรื่องเดียว ในเมื่อข้าวมีความสำคัญยิ่งและชาวนาก็เป็นพลเมืองโดยส่วนใหญ่ ถ้ารัฐไม่เห็นความสำคัญ ปล่อยให้เป็นไปอย่างเดิม ก็เห็นปัญหากันอยู่ แล้วจะไปเสียดายอะไรอีกครับ แต่ถ้ายังห่วงว่าการแก้ไขปัญหาด้านข้าวจะทำให้สิ้นเปลือง งั้นก็ลองคิดเขย่าคนในกระทรวงเกษตรฯ สักหน่อยไม่ดีหรือครับ ไหนๆ ก็จะปฏิรูปทั้งที

4.โครงสร้างการบริหารจัดการเรื่องข้าวขาดการมีส่วนร่วม

ประเด็นนี้มุ่งเน้นปรับโครงสร้างทางด้านการบริหารและการตัดสินใจด้านข้าวของประเทศ ทฤษฎีที่ปล่อยให้กลไกตลาดเดินไปโดยอิสระตามธรรมชาติ เห็นแล้วว่าชาวนาไทยผลิตข้าวเกือบตาย แต่หาร่ำรวยไม่ คนที่รวยคือผู้รวบรวม แปรรูป และส่งออก ทั้งนี้เพราะชาวนาส่วนมากขาดอำนาจต่อรอง รัฐยังเข้าไม่ถึงในการช่วยเหลือเสริมพลังอำนาจชาวนาผู้ส่งออกและโรงสี เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของวงจรการค้าข้าวของประเทศ ตลาดไม่ได้เป็นของผู้ขาย ผมจึงเสนอให้มีผู้แทนชาวนาเข้าไปเป็นสมาชิกของคณะกรรมการเกี่ยวกับนโยบายข้าวแห่งชาติด้วย ให้มีสิทธิ์มีเสียงในการเสนอนโยบายเกี่ยวกับข้าวในทุกด้าน โดยที่รัฐต้องให้ความสำคัญ ข้อเสนอนี้ที่ผ่านมามีผู้ทักท้วงว่า ชาวนาอาจเสนอในสิ่งที่ไม่เข้าท่า ยังมีวิสัยทัศน์ที่แคบ ก็อาจเป็นอย่างที่ว่าอยู่บ้าง ผู้นำชาวนายุคก่อนๆ อาจจะติดยืดอยู่กับผลประโยชน์ที่ถูกยื่นให้ แต่ทุกวันนี้ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมเห็นนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยให้สัมภาษณ์ตามสื่อ ไม่ว่าในเรื่องของการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น การเก็บข้าวไว้ในมือชาวนาให้นานเพื่อรอราคา ชัดเจนในกระบวนการคิดว่าถ้าได้รับการร่วมมือจากพี่น้องชาวนาโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาชาวนาจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

แนวทางที่ผมจะเสนอภายใต้ข้อนี้ ศึกษาจากแนวทางการบริหารจัดการยางพารา และปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย รวมทั้งการบริหารจัดการอ้อย/น้ำตาลทราย และกาแฟของบราซิล คือเขาจะมีคณะกรรมการบริหาร (Board) และสภามนตรี (Council) สำหรับการกำหนดนโยบายและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ สำหรับสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร และสภามนตรีก็แน่ละครับต้องมีชาวนา ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกข้อของห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายราชการ โรงสี ผู้ซื้อรวบรวมข้าวผู้ส่งออก ผู้ทำข้าวถุง และผู้บริโภค และอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะกรรมการบริหารจะเป็นฝ่ายตัดสินใจ ส่วนสภามนตรีจะเป็นฝ่ายรวบรวมข้อมูลและเสนอความต้องการเบื้องต้น และเมื่อระบบเป็นอย่างนี้คณะกรรมการบริหารก็จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และแน่นอนเมื่อเป็นองค์กรเบ็ดเสร็จ ผู้บริหารสูงสุดกระทรวงข้าว หรือชื่ออื่นเป็นฝ่ายเลขานุการ และรับผิดชอบนำนโยบายทุกเรื่องลงสู่การปฏิบัติอาศัยกำลังรบที่ได้รับการจัดสรรให้อย่างเต็มอัตราศึก

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้น เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาด้านข้าวส่วนหนึ่งตามความคิดของผม ก็อยากเสนอแนะไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง หากผู้กำหนดนโยบายเห็นประโยชน์ก็ขอได้โปรดนำไปพิจารณา ทั้งนี้แนวทางที่ว่าเป็นแต่เพียงหลักการกว้างๆ เท่านั้น ในทางปฏิบัติยังคงมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องดำเนินการต่อไป ก่อนจบ อาจมีประเด็น แล้วหากจะมีคนถามว่า ถ้าทำงานข้าวเป็นองค์ใหญ่องค์กรเดียวได้ จะไม่มีคนคิดจะตั้งกรมกล้วย กรมเผือก กรมมันอีกหรือ (ความจริงยางพาราทำแล้ว คือ การยางแห่งประเทศไทย) ก็ขอยกคำอภิปรายในสภาของขุนวิเทศดรุณการ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ในคราวประชุมเมื่อช่วงปี 2496 ระหว่างการเสนอตั้งกรมการข้าวยุคนั้นใจความว่า “ตามที่มีการท้วงติงว่า หากตั้งกรมการข้าวได้แล้ว คราวต่อไปอาจมีการเสนอตั้งกรมกล้วย กรมเผือก กรมมันเข้ามาอีก ข้าพเจ้าขอเรียนว่า อันว่าเรื่องข้าวนี้ สมัยก่อนเป็นถึงกระทรวง คือ เวียง วัง คลัง นา แต่พอมายุคหลังก็ไปยุบเขาเล็กลง การที่รัฐบาลเสนอขอตั้งเป็นกรมอีก ก็พิจารณากันดีแล้วถึงความสำคัญของข้าวสำหรับเมืองไทยว่าเป็นการสมควร หากแต่ต่อไปในภายภาคหน้า แม้นว่า กล้วย เผือก มัน มีความสำคัญเทียบเท่าข้าวแล้ว รัฐบาลก็คงปฏิเสธในความสำคัญไม่ได้ ที่จะจัดตั้งกรมกล้วย กรมเผือกตามที่ท้วงติง” ใช่ครับ ข้าวคือพืชคู่บ้าน ชาวนาคือคนคู่เมือง ใครไม่เห็น แต่ผมเห็น ก็ขอเรียกร้องทุกฝ่ายช่วยกันครับ

“ซี 10”

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246783

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำหรับรายละเอียดของปัญหาและแนวทางที่จะแก้ไขปรับปรุง มีดังนี้

1.กลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกับการตลาดข้าวขาดการรวมศูนย์

ปัญหานี้พูดง่ายๆ หมายถึง กระทรวงผู้รับผิดชอบด้านการผลิตข้าว กับการตลาดข้าวในประเทศไทยอยู่แยกกัน กล่าวคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลด้านการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ทำไมผมจึงว่าการแยกกันอยู่ไม่ดีแล้วถ้าจะเอาเรื่องการผลิตและการตลาดมารวมกันจะดีอย่างไร ข้อเสียของการแยกกันทุกวันนี้มีอยู่มากมาย ตัวอย่าง เช่น การวางแผนปริมาณการปลูก กับปริมาณความต้องการข้าวแต่ละปีไม่สอดคล้องกัน และ มีข้อถกเถียงมาโดยตลอด ฝ่ายเกษตรก็ว่าคุณพาณิชย์ช่วยบอกปริมาณความต้องการข้าวมาหน่อยสิในปีนี้ผมจะได้วางแผนปริมาณการผลิตข้าวได้ถูก ฝ่ายพาณิชย์ก็ว่าคุณเกษตรก็บอกมาก่อนสิว่าคุณจะผลิตได้เท่าไหร่ ผมจะได้ไปวางแผนขายได้ถูกต้อง สุดท้ายต่างคนต่างไม่มีข้อมูลให้แก่กัน จนกระทั่งถึงวันเก็บเกี่ยว คุณเกษตรก็ว่า คุณพาณิชย์ช่วยเอาข้าวไปขายให้ได้ราคาหน่อย หากราคาตกหรือขายไม่ได้ คุณพาณิชย์ก็ต่อว่า ก็คุณเกษตรผลิตสินค้าข้าวไม่ได้คุณภาพ ต้นทุนแพง จะขายได้อย่างไร ราคาจึงตก ต่างโทษกันไปมาระหว่างสองกระทรวง เวลามีคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับข้าว ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงพาณิชย์ต่างตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นเลขานุการใหญ่ แต่ก็ด้วยความที่พลังมากกว่า ปลัดพาณิชย์ก็เอาตำแหน่งนี้ไปทุกครั้ง และก็เป็นคณะกรรมการที่ใหญ่เทอะทะ เพราะมีหลายหน่วยงานเหลือเกินที่ทำเรื่องข้าว แล้วเราจะปล่อยให้สภาพเป็นอย่างนี้หรือ

ที่ยกมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องซึ่งพูดไปก็จะอายเขามากขึ้น ฉะนั้น เมื่อโอกาสอันงามมี ก็ตัดสินใจเอาเรื่องการตลาดข้าวมาอยู่ในกระทรวงด้านการผลิตเสียเถอะ เอามาอยู่ภายใต้คนรับผิดชอบคนเดียวทำเบ็ดเสร็จ จะได้ไม่ต้องโทษใคร โทษได้แต่ตัวเองเท่านั้น เงินงบประมาณก็คงลดไปได้อีกเยอะ ถามว่า แล้วเคยมีไหมที่กระทรวงเกษตรไทยเราดูแลด้านการตลาดด้วย มีสิ พวกผลไม้ ยางพารา สินค้าประมง ปศุสัตว์ก็ทำโดยกระทรวงเกษตร แล้วทำไมสินค้าข้าวจะเอามารวมไม่ได้ ถามต่อไปว่าแล้วเอามารวมกันดีอย่างไร ตอบเบื้องต้นโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลว่า ก็ประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ประเทศในยุโรป หรือแม้แต่ญี่ปุ่น มาเลเซีย เขายกสินค้าเกษตรทุกชนิดมาให้กระทรวงเกษตรทำแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ผลิตยันขายเลย ทำแบบนี้แล้วสำเร็จ แล้วทำไมเราไม่เอามาเป็นแบบอย่างบ้างล่ะ ประเทศที่เรื่องผลิตและเรื่องตลาดแยกกันอยู่เหมือนเราปัจจุบัน ก็เช่น กัมพูชา ลาว ก็เห็นอยู่ว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน แล้วเราจะเอาตามอย่างกระนั้นหรือ

2.หน่วยงานด้านการผลิตข้าวขาดการบูรณาการ

ข้อที่แล้วพูดถึงเฉพาะด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งประเทศไทยอยู่คนละกระทรวง แต่ข้อนี้คงไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงเฉพาะหน่วยเดียว คือ กระทรวงด้านการผลิต ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นเอง แนวคิดด้านการบูรณาการสำหรับประเทศไทยมีการพยายามผลักดันมานานเป็นสิบๆ ปี จนในที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติและมีประสบการณ์ตรง บรรลุแล้วว่า มันเป็นเพียงคำกล่าวที่สวยหรู เท่ และหลงใหลเคลิบเคลิ้มสำหรับเฉพาะผู้ที่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ หรือสมัยก่อนใช้คำว่าหอคอยงาช้างเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวแบบเบ็ดเสร็จ ก็จงตื่นจากความฝันเสียเถอะ

ตอนตั้งกรมการข้าวมาเมื่อปี 2549 ก็คิดกันครั้งหนึ่งแล้วว่าจะให้เป็น “สำนักงานข้าวแห่งชาติ” ที่ทำเบ็ดเสร็จตั้งแต่ผลิตยันขาย มีการไปศึกษารูปแบบตัวอย่างการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาก็ทำแบบนี้ ก็สรุปว่าแนวคิดข้างต้นต้องเอามาใช้ในประเทศไทย เพราะเห็นว่าข้าวและชาวนาสำหรับประเทศไทยมีความสำคัญที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่เอาไปเอามาคงต้านพลังแฝงไม่ไหว เลยได้กรมการข้าว ที่เขียนภารกิจไว้อย่างยิ่งใหญ่ แต่เป็นองค์กรที่ง่อยเปลี้ยเสียขา มีคนทำงานที่เป็นนักวิชาการเพียง 600 คนเศษ แถมยังเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้น ที่เฉือนมาจากกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ตามลำดับ

ส่วนเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือผู้ที่จะไปทำงานกับชาวนาไม่มีเลย ต้องฝากงานไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรและอื่นๆ งบประมาณด้านการส่งเสริมข้าวในพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งไม่ได้ สำนักงบประมาณไม่ยอม เพราะถือว่าภารกิจด้านข้าวอยู่ที่กรมการข้าว ทางแก้ไข คือกรมการข้าวต้องเป็นผู้ตั้งงบประมาณ และโอนไปให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าวเองก็สั่งงานต่างๆ ไปยังพื้นที่ไม่ได้ ต้องผ่านกรมส่งเสริมการเกษตร อย่างนี้มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร หลายคนก็งงว่าใครกันแน่ที่ทำเรื่องข้าว ชาวนาก็งง แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด/อำเภอก็งง เวลามีประชุมระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการที่รับผิดชอบในภาพรวมก็งง หนักกว่านั้นถ้างานข้าวในระดับพื้นที่จะต้องรับผิดชอบโดยกรมการข้าว (ตามชื่อกรม) ยังมีอีกตั้ง 43 จังหวัดที่ไม่มีศูนย์วิจัยข้าว หรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งอยู่ ผู้ว่าจะเรียกใคร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ของปัญหา ยังมีอีกเยอะที่จะยกมาพูดเพื่ออธิบายความล้มเหลวของคำว่าบูรณาการ แต่ไม่อยากพูดมากเพราะจะทำให้ทุกฝ่ายไม่สบายใจ เอาเป็นว่า น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องทำให้องค์กรข้าวบ้านเรามีเอกภาพอย่างแท้จริง มีเครื่องมือกลไกอย่างพร้อมมูล เหมือนทหาร ที่มีทั้งฝ่ายเสนาธิการ และมีกำลังรบเป็นของตนเอง ไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ เวลาสั่งงานสั่งการมีสายตรงให้คุณให้โทษได้ มีหลายคนพูดว่า บ้านเราแปลก เอางานหลักเป็นงานฝาก แล้วอย่างนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เรื่ององค์กรทำเบ็ดเสร็จนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลองไปดูประวัติศาสตร์กรมการข้าวยุคปี 2496 ก่อนยุบปี 2515 ตอนนั้นกรมการข้าวมีเจ้าหน้าที่ทั้งข้าวจังหวัด และข้าวอำเภอ ทำงานรับผิดชอบเรื่องข้าวในเกือบทุกมิติ

ผมเสนอว่าควรปรับโครงการหน่วยงานด้านข้าวอีกครั้งแม้บางคนถึงกับเสนอว่าให้ตั้งกระทรวงข้าว แต่ผมไม่คาดหวังขนาดนั้น แม้ทุกวันนี้ประเทศไทยมีกระทรวงสำหรับภารกิจที่กระจอกงอกง่อยมากมายก็เถอะ ผมเพียงเสนอให้มีองค์กรข้าวที่ใหญ่และทำทุกเรื่องภายใต้คนรับผิดชอบคนเดียว โดยจะใช้ชื่ออะไรก็ตามและนี้เป็นเงื่อนไขที่สองครับ

“ซี 10”

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246614

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา แก้ไขกันมาหลายสมัยหลายรัฐบาลแต่ไม่ปรากฏความสำเร็จให้เห็น ทั้งๆ ที่ข้าวและชาวนาคือ พืชคู่บ้าน คนคู่เมือง สำหรับประเทศไทยมาแต่ยุคกรุงสุโขทัย ข้าวราคาถูก ถูกเอาเปรียบอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ชาวนาส่วนใหญ่ยากจนอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่เอาเถอะ สมัยที่ผ่านๆ มานโยบายและอำนาจในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลดูเหมือนจะกระท่อนกระแท่น ขาดหกตกหล่น หรือแม้กระทั่งอาจแฝงไปด้วยเล่ห์กลผลประโยชน์ ขาดความจริงใจ จึงทำให้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับข้าวและชาวนายังคงไม่หมดไป เรียกได้ว่า โอกาสและจังหวะอาจจะยังไม่เป็นใจ หรือบางครั้งบางคราวก็เป็นใจแล้ว กลับขาดคนดีจริงใจมาดำเนินการแก้ไข

แต่…เมื่อได้พิจารณาถึงห้วงเวลาอันแสนวิเศษสุดดังเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ วันที่มีนายกรัฐมนตรีที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงปราศจากผลประโยชน์ทั้งในทางการเมืองและทรัพย์ศฤงคาร รวมทั้งมีอำนาจพร้อมสรรพที่จะกระทำการใดๆ ก็ได้วันที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่เก่งและกล้าชน กล้าลุย อีกทั้งเป็นเพื่อนรักกับนายกรัฐมนตรี ที่พร้อมจะจับมือเดินไปด้วยกันในทุกเรื่อง วันที่มีผู้นำชาวนาที่เข้าใจและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้ด้วยลำแข้งของตนเองโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขอเพียงทางรอดของพี่น้องชาวนา หากเราจะปล่อยให้โอกาสและจังหวะอันงามในการสะสางปัญหาข้าวและชาวนาให้หมดไปอย่างยั่งยืนนี้ผ่านไป หรือไม่สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาสในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างเอื้ออำนวย ก็เป็นที่น่าเสียดายและก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อชาวนาไทยไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ท่านคงไม่มีโอกาสอีกต่อไปที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวของท่าน เพราะโอกาสและจังหวะอันงามเช่นนี้ หากจะนับย้อนไปในอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 หรือ 80 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่าจะมีช่วงเวลาใดที่จะเหมาะสมเปรียบเทียบได้

การที่จะแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาให้บรรลุผลอาจมีหลายหลากวิธีการ แต่ในทรรศนะของผม เห็นว่าสิ่งจำเป็น 4 ประการที่จะต้องมี คือ (1) มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ทำจริงจากผู้กำหนดนโยบาย (2) มีแนวทางหรือวิธีการที่ดีจริง (3) มีกลไกดีจริงที่สามารถนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปปฏิบัติให้บรรลุผล และ (4) ชาวนาและทุกฝ่ายให้ความร่วมมือจริง

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เอื้อดังได้กล่าวมาแล้วสิ่งจำเป็นหรือเงื่อนไขข้อที่ (1) และข้อ (4) นั้นมีแล้วพร้อมแล้วส่วนข้อที่ (2) ก็พอมีและอาจช่วยกันคิดเพิ่มเติมภายหลังได้ข้อเขียนนี้จึงให้น้ำหนักไปในข้อ (3) คือเรื่องของกลไกในการนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปสู่การปฏิบัติ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าส่วนมากแนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนานั้นพอมีอยู่แล้ว ถามว่า แล้วดีไหม มีประสิทธิภาพไหม ก็เห็นในระดับสากลต่างประเทศทั่วๆ ไป เขาก็นำมาใช้กันแล้วก็ได้ผล ยกตัวอย่างได้แก่ ด้านโครงสร้างการผลิต เช่น การปรับปริมาณการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการ ด้านวิชาการ เช่น การพัฒนาชนิดพันธุ์ข้าวหรือเทคโนโลยีการเพาะปลูก ด้านการเพิ่มมูลค่า เช่น การแปรรูปผลผลิตข้าว หรือแม้แต่ด้านการตลาด เช่น การร่วมกันผลิตและร่วมกันขาย เป็นต้น ดังนั้นก็ต้องถามต่อไปว่า แล้วเมื่อนำเอาแนวทางหรือวิธีการเหล่านี้มาใช้กับประเทศไทยแล้วทำไมไม่ได้ผลนั่นแหละจึงเป็นที่มาอันเป็นสมมุติฐานของผมว่า น่าจะเป็นปัญหาที่ข้อ (3) ซึ่งหมายความว่า กลไกการนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปปฏิบัติ สำหรับบ้านเมืองเราน่าจะมีปัญหาบกพร่อง ผมจึงลงความเห็นฟันธงว่า เราจำเป็นต้องมุ่งแก้ไขจุดนี้เป็นประการสำคัญก่อน และคำว่า “กลไก” ที่ว่านี้จะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่องของ“โครงสร้างหน่วยงานและบุคลากรภาครัฐ” ซึ่งผมเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน คือ

1.กลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกับการตลาดข้าวขาดการรวมศูนย์

2.หน่วยงานด้านการผลิตข้าวขาดการบูรณาการ

3.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาด้านข้าวมีน้อย ไม่พอเพียง

4.โครงสร้างการบริหารจัดการเรื่องข้าวขาดการมีส่วนร่วม

“ซี 10”

เปิดไอเดีย “ภานุ แย้มศรี” ผู้ว่าฯ เมืองลิง ทำลพบุรี เป็นศูนย์กลางตลาดแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

สุจิต เมืองสุข

เปิดไอเดีย “ภานุ แย้มศรี” ผู้ว่าฯ เมืองลิง ทำลพบุรี เป็นศูนย์กลางตลาดแพะ

จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน คือ แม่น้ำป่าสัก มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตรทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิดสัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี

และแม้ว่าที่ผ่านมา แพะ จะไม่ได้จัดอยู่ในปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี แต่จากตัวเลขการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ พบว่า จำนวนแพะในจังหวัดลพบุรีมีมากเป็น อันดับ 1 ของภาคกลาง และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้จังหวัดลพบุรี ให้ความสำคัญกับแพะ ยกระดับให้แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง) ซึ่งปัจจุบัน มีความต้องการจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอัตราความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน การผลิตแพะยังถือว่ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัจจัยดังกล่าว ทำให้จังหวัดลพบุรีนำข้อมูลมาเป็นตัวตั้ง ผนวกกับสภาพอากาศ ภูมิประเทศ วัตถุดิบอาหารสัตว์ มีความพร้อมรองรับ เพื่อพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะให้เป็นระบบที่ดีและมีความพร้อม

แม้ว่าจำนวนการผลิตแพะของจังหวัดลพบุรีมีมากเป็น อันดับ 1 ของภาคกลาง แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยได้เผยแพร่ออกสู่สื่อสาธารณะให้เป็นที่รับทราบ ทำให้วันนี้ ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงต้องขอความอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และ นายสัตวแพทย์จรูญ ชูเกียรติวัฒนา ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

คุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดลพบุรี เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในปัจจุบันมีผู้เลี้ยงแพะมากเกือบ 400 ราย จำนวนแพะทั้งหมด 20,433 ตัว จำนวนแพะเนื้อมีมากกว่า 18,000 ตัว มีแพะนมบ้างไม่มากนัก จากเดิมเริ่มมีการส่งเสริมการเลี้ยงแพะในจังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 โดยจังหวัดเห็นความสำคัญในการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ จัดสรรงบประมาณจัดซื้อพ่อแม่พันธุ์มาแจกจ่ายให้กับเกษตรกร เป็นต้นแบบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้มีคุณภาพ แต่สิ่งสำคัญของการส่งเสริมเกษตรกรในการเลี้ยงแพะ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้มีคุณภาพเพียงอย่างเดียว ปัจจัยแวดล้อมในการเลี้ยงแพะก็เป็นสิ่งจำเป็น

“สภาพภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมของจังหวัดลพบุรี เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรที่เลี้ยงแพะรู้สึกได้ว่า มีฐานความพร้อมในการผลิตที่เหมาะสม ซึ่งไม่เฉพาะสภาพภูมิประเทศ ที่เป็นที่ดอน โคก ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแพะ และยังมีบางพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำไร่ได้ผลผลิตอย่างเหมาะสม แต่ด้วยความผันแปรของสภาพอากาศ ส่งผลให้ภาวะแล้งเข้าใกล้ตัวเกษตรกรมากขึ้น การทำไร่ ทำนา ของเกษตรกรหลายรายที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวได้รับผลกระทบ จังหวัดจึงอยากให้เกษตรกรมีทางเลือกอื่นเข้ามาเสริมการเกษตรหลักที่ทำอยู่ เช่น การแบ่งพื้นที่บางส่วนของการเกษตรสำหรับเลี้ยงแพะ และผลผลิตที่เหลือจากการเกษตร ก็เป็นวัตถุดิบที่ดีพอสำหรับอาหารแพะ เท่ากับเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงแพะอยู่แล้ว จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการทำการเกษตร โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม”

แม้ว่าจังหวัดจะเห็นความสำคัญ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โดยการซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 แล้วก็ตาม แต่การส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการทำการเกษตร ไม่ใช่เพียงการซื้อให้แล้วเท่านั้น การติดตามผลและปิดช่องโหว่ให้การดำเนินงานสำเร็จยังเป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี อธิบายว่า การจัดงานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1 เมื่อ วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานครั้งแรกของจังหวัดลพบุรีที่เกี่ยวกับแพะ แม้จะเป็นที่รู้กันว่า แพะในจังหวัดลพบุรีมีจำนวนมาก แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การจัดงานแพะเมืองละโว้ขึ้นก็เพื่อให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า จังหวัดลพบุรีมีความสามารถในการผลิตแพะได้ตามที่ตลาดต้องการ เพราะปัจจุบันผลผลิตแพะของจังหวัดลพบุรี นอกจากมีจำนวนที่สามารถป้อนออกสู่ตลาดแพะได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะฟาร์มผลิตแพะได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์มีหลายฟาร์ม ร้อยละ 80 ของจำนวนฟาร์มทั้งหมด อีกทั้งการปรับปรุงพันธุ์แพะที่ส่งเสริมมาก่อนช่วยให้เนื้อแพะที่ได้จากฟาร์มในจังหวัดลพบุรีมีคุณภาพดี ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแพะเนื้ออย่างมาก

การปรับปรุงพันธุ์แพะให้มีคุณภาพ จัดเป็นเป้าประสงค์หลักของการส่งเสริมและการจัดการระบบฟาร์มแพะในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเมื่อ คุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นแนวทางการส่งเสริมจึงจัดสรรงบประมาณยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดให้ซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ในปี 2557 จำนวน 84 ตัว แบ่งเป็น พ่อพันธุ์ 12 ตัว แม่พันธุ์ 72 ตัว เพื่อยกระดับสายเลือดพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเดิมพันธุ์พื้นเมืองเดิมจะตัวเล็ก ให้ลูกน้อย น้ำหนักน้อย อัตราแรกเนื้อต่ำ เมื่อนำมาผสมเพื่อคุมฝูง สายเลือดที่ได้จะเป็นแพะลูกผสม อัตราให้ลูกดก อัตราแรกเนื้อสูง โตเร็ว ในการส่งเสริมครั้งนั้น ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเห็นชัดว่า หากมีการปรับปรุงสายพันธุ์ ให้อาหารตามหลักวิชาการ แพะเนื้อจะเจริญเติบโตดี ระยะเวลาเพียง 5 เดือน ก็สามารถขายได้ ราคาเนื้อแพะ กิโลกรัมละ 100-110 บาท น้ำหนักต่อตัวไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม

เมื่อปี 2557 ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์แพะ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ได้รับคำแนะนำส่งเสริมเรื่องอาหารและการเลี้ยงจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงแพะสูงขึ้น จังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณและจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด เพื่อจัดซื้อพ่อพันธุ์ 20 ตัว แม่พันธุ์ 120 ตัว เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ โดยผสมกับพันธุ์พื้นเมือง นำไปคุมฝูง เมื่อประเมินว่าประสบความสำเร็จ จึงอนุมัติงบประมาณและจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ในปี 2559 ต่อเนื่อง เพื่อซื้อพ่อพันธุ์เลือดร้อย 6 ตัว และแพะคุมฝูงอีก 40 ตัว

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า การเจริญเติบโตของตัวเลขผลผลิตจำนวนแพะที่มากขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่บอกได้ว่า การส่งเสริมและปรับปรุงพันธุ์แพะของจังหวัดประสบความสำเร็จ แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่จังหวัดต้องการ เพราะการเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้นและขยายวงกว้างออกไปนั้น ข้อกังวลของการเติบโตในจำนวนแพะต้องดำเนินไปอย่างไม่ไร้จุดหมาย ทำให้จังหวัดลพบุรีจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกทาง เพื่อให้คุณภาพแพะเป็นที่รู้จักของตลาด ซึ่งตลาดต้องเดินเข้ามาหา นอกจากนั้น ยังวางเป้าหมายไว้ให้แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงเพิ่ม เป็นรายได้เสริมจากการทำการเกษตรหลักเดิม หรือหากไปได้ดีก็อาจเป็นรายได้หลักในการยังชีพได้

“โชคดีที่วัตถุดิบในเรื่องของอาหารในพื้นที่ลพบุรี มีมากพอ และเป็นส่วนที่เหลือจากผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งปลูกเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนการผลิตในเรื่องของอาหารแพะเป็นต้นทุนที่ถูกลง”

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวอีกว่า ในอดีตการเลี้ยงแพะของจังหวัดลพบุรี เป็นการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งแพะเนื้อพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อเกษตรกรต้องการใช้เงิน ก็จะแจ้งให้พ่อค้ามารับซื้อแพะในราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้า ซึ่งได้ราคาถูก ประมาณ 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อจังหวัดเริ่มส่งเสริม ในปี 2553 แพะก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดลพบุรีเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ด้วยการปรับเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด

ปัจจุบัน จังหวัดลพบุรี มีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 391 ราย จำนวนแพะ 19,523 ตัว แบ่งเป็นแพะเนื้อ 18,602 ตัว เกษตรกร 372 ราย และแพะนม 921 ตัว เกษตรกร 20 ราย ซึ่งถือว่าจังหวัดลพบุรี มีปริมาณมากที่สุดในพื้นที่ เขต 1 การเลี้ยงแพะกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี และจากนโยบายการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ที่ต้องการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความเข้มแข็ง จึงได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิตและการตลาดแพะ ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อีกทั้งยังมีการกำหนดให้มีการก่อตั้งชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรีอีกด้วย ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักของชมรม

ในส่วนของการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัจจุบัน มีการเลี้ยงการจัดการแบบประณีตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์นั้น ตลาดมีความต้องการแพะเนื้อลูกผสมพันธุ์บอร์ เพราะเป็นแพะที่มีน้ำหนักแรกคลอด อัตราการเจริญเติบโต และเปอร์เซ็นต์ซากสูง เกษตรกรจึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แพะในฟาร์มของตนเองโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี จัดซื้อพ่อพันธุ์แพะเนื้อพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาคุมฝูง และบางรายดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมเทียม ซึ่งใช้น้ำเชื้อแพะพันธุ์แท้ของกรมปศุสัตว์ ในส่วนของการจัดการฟาร์ม เกษตรกรมีการจัดแบ่งโรงเรือนเลี้ยงแพะออกเป็นสัดส่วนตามประเภทของแพะเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการฟาร์ม

ด้านการให้อาหารนั้น เกษตรกรจังหวัดลพบุรีถือว่ามีความโชคดีอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีปริมาณของอาหารสัตว์ทั้งที่เกิดจากการปลูกสร้างได้เอง หรือจากการจัดหาได้ในท้องถิ่น ตลอดจนมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่มีผลพลอยได้ทางการเกษตร ซึ่งสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปรับปรุงคุณภาพร่วมกับใบกระถินซึ่งมีโปรตีนสูงและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้เลี้ยงแพะ บางรายมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับใช้เลี้ยงแพะทั้งในรูปแบบสดและหมักร่วมกับใบกระถิน

ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของจังหวัดลพบุรี ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพแพะให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการพัฒนาปรับปรุงฟาร์มให้ปลอดโรค และเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันจังหวัดลพบุรีมีฟาร์มแพะปลอดโรค ระดับ B จำนวน 7 ฟาร์ม ฟาร์มปลอดโรค ระดับ A จำนวน 15 ฟาร์ม มีฟาร์มแพะมาตรฐาน จำนวน 26 ฟาร์ม

ส่วนตลาดจำหน่ายแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นตลาดทางภาคใต้ ส่วนตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายเวียดนาม ลาว จีน เป็นต้น ราคาแพะเนื้อเพศผู้ขุนที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในปัจจุบัน กิโลกรัมละ 105-110 บาท ทั้งนี้เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้น้ำหนัก ตัวละไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม แต่ต้องไม่เกิน 42 กิโลกรัม

การรวบรวมแพะให้มีปริมาณเพียงพอกับการที่ผู้รับซื้อจะมาจับในแต่ละครั้งในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เพราะเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยง นำเข้าแพะรุ่นมาขุน ครั้งละ 40-50 ตัว ต่อราย ขุนนานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการของตลาด ก็จะแจ้งให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อโดยเฉลี่ยหากเลี้ยงขุนแพะ ครั้งละ 40-50 ตัว จะมีรายได้สุทธิต่อปี 100,000 บาท

เมื่อถามถึงกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนม ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า การเลี้ยงแพะนมในจังหวัดลพบุรีถือว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนมจะรีดนมและส่งจำหน่ายให้กับตลาดรับซื้อในจังหวัดใกล้เคียง หรือบางส่วนรีดนมเพื่อทำกิจกรรมป้อนนมแพะในสวนสัตว์ หรือตามสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของจังหวัด โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจะประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพเสริม หากรีดแพะนม จำนวน 20 ตัว จะมีรายได้สุทธิ เดือนละ 8,000 บาท

ทั้งนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของตลาดแพะในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะและผู้บริโภคส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อและนมแพะ ซึ่งหากหวังเพียงตลาดภายนอกและไม่มีมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร อาชีพการเลี้ยงแพะก็อาจไม่ราบรื่นตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม การจัดงานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี และคาดว่าน่าจะช่วยเปิดตลาดแพะได้ทั้งตลาดภายในและตลาดภายนอก เพื่อให้การเลี้ยงแพะของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรีมีความเข้มแข็งขึ้น

ด้าน นายสัตวแพทย์จรูญ ชูเกียรติวัฒนา ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลถึงการจัดการเลี้ยงดูแพะของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี ที่มีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ทำให้แพะเนื้อมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีเลี้ยงแพะเนื้อ พันธุ์ที่เลี้ยงกันมากคือ ลูกผสมแองโกลนูเบียน ซึ่งเป็นแพะลูกผสมระหว่างแพะพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์แองโกลนูเบียน โดยแพะพันธุ์พื้นเมืองจะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ไม่เกิน 30 กิโลกรัม มีสีต่างๆ กัน เช่น สีน้ำตาลแดง สีดำ หน้าตรง หูตั้ง มีเขาทั้งเพศผู้และเพศเมีย เพศเมียให้ลูกดก มักจะคลอดลูกแฝด เต้านมและหัวนมมีขนาดเล็ก ขาสั้น หากินเก่ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมดี

ส่วนแพะพันธุ์แองโกลนูเบียนเป็นแพะกึ่งเนื้อ กึ่งนม มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศอังกฤษ มีขนาดใหญ่ มีลักษณะของแพะอินเดีย คือ หูตูบใหญ่ หน้าและจมูกโค้ง มีหลายสี ที่มักพบคือ สีดำ น้ำตาลแดง ทนร้อนได้ดี ให้น้ำนม 2-3 ลิตร ต่อวัน น้ำนมมีไขมันสูงกว่าแพะยุโรป เพศผู้ที่โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 76 กิโลกรัม เพศเมียมีน้ำหนักประมาณ 64 กิโลกรัม แพะลูกผสมพันธุ์ดังกล่าวจะได้รับลักษณะที่ดีของแพะพันธุ์แองโกลนูเบียนในด้านขนาด น้ำหนักตัว รวมทั้งมีปริมาณน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูกแฝดได้อย่างเพียงพอ แต่ลักษณะในด้านเปอร์เซ็นต์ซาก และอัตราการเจริญเติบโตยังไม่ดีเพียงพอกับความต้องการของผู้เลี้ยงและตลาดผู้บริโภค

ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี บอกด้วยว่า เกษตรกรในจังหวัดลพบุรีเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพันธุ์แพะที่เลี้ยง เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เลี้ยงและตลาด คือน้ำหนักแรกคลอดสูง อัตราการเจริญเติบโตสูง เปอร์เซ็นต์ซากสูง โดยพันธุ์แพะที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ คือ แพะพันธุ์บอร์

แพะบอร์ เป็นแพะเนื้อ มีลำตัวสีขาวเป็นพื้น บริเวณหัวและคอมีสีน้ำตาล หน้าโค้ง หูตูบ มีเขา ให้ลูกดก มีขนาดใหญ่ แพะเพศผู้ตอนมีน้ำหนักได้สูงถึง 100 กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์ซากประมาณ 45-55 เปอร์เซ็นต์

จังหวัดลพบุรี ได้เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้อนุมัติให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโคกเจริญ จัดซื้อแพะพันธุ์บอร์เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ฝูงแพะในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ปรับปรุงพันธุ์แพะดังกล่าวด้วยวิธีการผสมเทียมอีกด้วย อำเภอที่มีแพะบอร์พันธุ์แท้มากที่สุดในขณะนี้คือ อำเภอโคกเจริญ มีจำนวนทั้งสิ้น 68 ตัว แบ่งเป็น เพศผู้ 7 ตัว เพศเมีย 61 ตัว

ส่วนพันธุ์แพะนมนั้น ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ซาแนน ซึ่งเป็นแพะพันธุ์นมในเขตอบอุ่น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้น้ำนมสูง อาจถึง 5 ลิตร ต่อวัน มีสีขาวล้วน หน้าตรง หูตั้ง ขนาดตัวใหญ่ เพศผู้มีน้ำหนักประมาณ 75 กิโลกรัม สูงประมาณ 80-85 เซนติเมตร เพศเมียมีน้ำหนักประมาณ 65 กิโลกรัม สูงประมาณ 74-75 เซนติเมตร มีเต้านมใหญ่ ตัวที่ให้น้ำนมดีที่สุดให้ได้มากถึง 3,506 กิโลกรัม ในระยะการให้น้ำนม 365 วัน มีทั้งพวกที่มีเขาและไม่มีเขา มักมีติ่งที่ใต้คอ โดยอำเภอที่มีแพะพันธุ์นี้คือ อำเภอเมือง และพัฒนานิคม ปริมาณน้ำนมที่รีดได้ต่อวัน ประมาณ 2-3 กิโลกรัม

“แพะที่เลี้ยงสำหรับรีดนมอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ แพะพันธุ์นมในเขตร้อน พันธุ์ชามิ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแพะนมที่จัดอยู่ในกลุ่มแพะอินเดีย ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในประเทศซีเรีย เลบานอน และไซปรัส แพร่เข้าไปในอียิปต์และซูดาน ส่วนมากจะไม่มีเขา มีขนยาว หน้าโค้ง หูตูบ มีสีแดงและน้ำตาล น้ำนมที่รีดได้เฉลี่ย 3-4 ลิตร ต่อวัน เพศผู้น้ำหนักตัวประมาณ 60-80 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนักตัวประมาณ 40-60 กิโลกรัม สำหรับแพะพันธุ์นี้ซึ่งเลี้ยงในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ให้น้ำนมสูงสุด 4-5 ลิตร ต่อวัน”

สำหรับโรงเรือนเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี มีทั้งแบบยกพื้นสูง และไม่ยกพื้นสูง มีทั้งแบบที่คงทนถาวรนาน 10-20 ปี และแบบชั่วคราว (เลี้ยงได้ประมาณ 1-2 ปี) ขึ้นอยู่กับทุน วัตถุประสงค์การเลี้ยง สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาหารเลี้ยงแพะ จังหวัดลพบุรี มีอาหารหลักสำหรับเลี้ยงแพะคือ อาหารหยาบ ซึ่งได้แก่ ใบกระถิน หญ้า ถั่ว ใบไม้ โดยใบกระถินได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนำมาใช้เลี้ยงแพะ เพราะต้นทุนต่ำมาก เกษตรกรสามารถตัดกระถินสดได้ทั่วไปในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงเสริมด้วยหญ้าสด หญ้าหมัก และวัตถุดิบอาหารสัตว์ และผลพลอยได้ทางการเกษตร ซึ่งหาซื้อได้ง่ายในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

แม้ว่าแพะนมจะมีปริมาณการเลี้ยงน้อย แต่เพื่อต่อยอดให้สินค้าเพิ่มมูลค่าขึ้น ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี บอกด้วยว่า จังหวัดได้ประสานกับวิทยาลัยเกษตรกรรมลพบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาโคกสำโรง ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการระดมนักวิชาการที่ชำนาญการด้านการเลี้ยงแพะมาหารือร่วมกัน เพื่อพัฒนาการแปรรูปนมแพะให้เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด

นับว่าเป็นความโชคดีของจังหวัดลพบุรี ที่นอกจากจะมีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมในการเลี้ยงแพะแล้ว วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารแพะก็ยังมีมาก และเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น จึงมีการส่งเสริมให้ผสมอาหารสัตว์เป็นอาหารสัตว์เข้มข้น TMR โดยมีหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งจังหวัดอนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องผสมอาหารสัตว์มอบให้กับสหกรณ์โคนมพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม เพื่อเป็นหน่วยงานในการผลิตหญ้าอาหารสัตว์และรับซื้อหญ้าอาหารสัตว์ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสหกรณ์โคนมพัฒนานิคม จำกัด โดย คุณพิบูล โพธิ์ศรี ประธานกรรมการสหกรณ์ และ คุณพิชัย เสมอชาติ ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 590 ไร่

เคล็ดลับการผลิตกากมันหมักยีสต์

เพื่อเป็นอาหาร โคเนื้อ โคนม แพะ แกะ และสัตว์ปีก

คุณอภินันท์ จินพละ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน สำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการผลิตอาหารสัตว์ ที่ได้จากวัตถุดิบเหลือใช้ในพื้นที่ คุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ

กากมันหมักยีสต์ เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ราคาถูกและคุณภาพสูง ที่ผลิตจากวัตถุดิบเศษเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมัน คือ กากมันสำปะหลังเปียก (กากเปียก) และนำมาแปรรูปหมักร่วมกับน้ำหมักยีสต์ เพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าโภชนะโปรตีน-พลังงาน และโภชนะอาหารอื่นๆ ตามความต้องการของสัตว์ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตใช้ได้เองในฟาร์มและสามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤตอาหารสัตว์ราคาแพงในปัจจุบัน

กระบวนการผลิตกากมันหมักยีสต์

วัสดุและอุปกรณ์

1. ยีสต์ขนมปัง (Barker Yeast)

2. น้ำตาลทรายแดง และกากน้ำตาล

3. ถังพลาสติก ขนาดบรรจุ 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ และ ขนาดบรรจุ 20 ลิตร จำนวน 2 ใบ

4. ปั๊มน้ำไดโว่ ขนาด 1 นิ้ว

5. พลาสติกไวนิล ขนาด 2×3 เมตร

6. ถังพลาสติก สำหรับใส่กากมัน ขนาด 1,000 ลิตร

7. น้ำสะอาด

8. ปุ๋ยยูเรีย

9. กากมันสำปะหลังสด ประมาณ 1 ตัน

ขั้นตอนการผลิตกากมันหมักยีสต์

1. ชั่งน้ำตาลทรายแดง จำนวน 0.6 กิโลกรัม ผสมในน้ำสะอาด ปริมาตร 6.5 ลิตร ละลายให้เข้ากัน (ภาชนะบรรจุควรมีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 20 ลิตร)

2. เติมผงยีสต์ จำนวน 0.3 กิโลกรัม ลงในสารละลายน้ำตาลทรายแดงและผสมขยี้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา 10 นาที

3. เตรียมสารละลายกากน้ำตาล+ยูเรีย เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงยีสต์ ดังนี้ ให้เติมน้ำสะอาดลงในถังพลาสติกที่เตรียมไว้ จำนวนปริมาตร 150 ลิตร จากนั้นชั่งยูเรีย จำนวน 6.6 กิโลกรัม+กากน้ำตาล จำนวน 8.3 กิโลกรัม เทลงในถังพลาสติก ขนาด 200 ลิตร ที่เตรียมไว้ และผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน

4. เมื่อครบกำหนด 10 นาที ให้เทหัวเชื้อน้ำยีสต์ที่เลี้ยงไว้ ลงในถังพลาสติก ขนาด 200 ลิตร และใช้ปั๊มลมเพื่อเติมออกซิเจน หรือใช้ไม้กวนบ่อย เพื่อให้ยีสต์กระจายทั่วอาหารเลี้ยงเชื้อ เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที

5. บ่อหมักที่เตรียมไว้ สามารถบรรจุกากมันสำปะหลัง ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เมื่อครบเวลาที่กำหนด ใช้ปั๊มน้ำไดโว่ดูดน้ำหมักยีสต์ที่เตรียมไว้ ฉีดพ่นลงในกากมันในบ่อหมัก และผสมให้เข้ากัน โดยพยายามกระจายน้ำหมักให้ทั่วบ่อหมัก

6. ปิดด้วยพลาสติกไวนิลให้สนิท และหมักไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน และเมื่อครบเวลากำหนดแล้ว สามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ได้ต่อไป

สูตรอาหารแพะ แกะ ขุน โดยใช้กากมันหมักยีสต์

1. กากมันหมักยีสต์ จำนวน 20 กิโลกรัม

2. ปลายดอกหญ้า (ปลายข้าว) จำนวน 2 กิโลกรัม

3. กระถินหมัก จำนวน 5 กิโลกรัม

4. เกลือ จำนวน 1 กำมือ

5. กากน้ำตาล+สารอีเอ็ม จำนวน 50+50 ซีซี (ผสมน้ำ 2.5 ลิตร)

การผสมจะผสมวัตถุดิบ ลำดับที่ 2-4 ก่อน แล้วจึงผสมกากมันหมักยีสต์และสารผสมอีเอ็ม ลงไปทีหลัง

เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เกิดจากการรวมตัวของผู้เลี้ยงแพะ แกะ ในพื้นที่ ปัจจุบัน มีสมาชิก 38 ราย มีพ่อพันธุ์ 31 ตัว แม่พันธุ์ 1,331 ตัว แยกเป็นแพะขุน 211 ตัว ที่เหลือจะเป็นแกะ และแพะเล็ก 420 ตัว รวมแพะทั้งกลุ่มทั้งสิ้น 1,995 ตัว

โดยการเลี้ยงแพะของกลุ่ม สามารถแบ่งประเภทการเลี้ยงได้ 2 ประเภท คือ 1. เลี้ยงเพื่อขุน และ 2. เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์

คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ ส่งผลให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญส่วนใหญ่ทำอาชีพหลัก คือการปลูกพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง

แต่ด้วยวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตพืชไร่ไม่ดี จึงหันมาเลี้ยงแพะเป็นรายได้เสริม

“นอกจากแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายแล้ว สภาพพื้นที่ของอำเภอโคกเจริญยังมีความเหมาะสม เพราะมีสภาพที่แห้งแล้ง ซึ่งแพะชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดี”

“ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรในพื้นที่เพียง 2 ราย เท่านั้น ที่เลี้ยงแพะอยู่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งจึงได้เชิญชวนเพื่อนบ้านให้เลี้ยงแพะดู เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ทนแล้งได้ดี เลี้ยงง่าย กินง่าย และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ อีกทั้งการเลี้ยงแพะยังทำให้เกษตรกรมีเวลาว่าง สามารถทำไร่ควบคู่กันได้” คุณศักดา กล่าว

ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกษตรกรโคกเจริญปรับเปลี่ยนมาทำอาชีพเสริมเลี้ยงแพะกันมากขึ้น ปัจจุบัน เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญมีทั้งที่เลี้ยงแพะอย่างจริงจัง และมีคุณภาพ จึงเสียงตอบรับจากผู้ซื้อที่มาซื้อแพะของทางกลุ่ม ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อแพะมีคุณภาพ

การประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในพื้นที่ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ และสำนักงานปศุสัตว์ จังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ ยังได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากอำเภอโคกเจริญ ให้การสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการยุทธศาสตร์อำเภอในการจัดหาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แพะมาเลี้ยงทั้งสิ้น 165 ตัว แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 15 ราย

สำหรับสมาชิก ช่วงเริ่มแรกของการเลี้ยงจะได้รับทุนจากกลุ่ม เป็นแพะพ่อพันธุ์ จำนวน 1 ตัว และแม่พันธุ์ 10 ตัว เมื่อให้ลูกตัวแรกสมาชิกต้องคืนลูกแพะให้กับกลุ่ม เพื่อเป็นทุนให้กับสมาชิกท่านอื่นรับเลี้ยงต่อไป

สมาชิกต้องเลี้ยงแพะอย่างน้อย 2 ปี แพะจึงจะตกเป็นของผู้เลี้ยงรายนั้น

นอกจากนี้ คุณศักดา ยังเล่าว่า ช่วงที่เริ่มต้นเลี้ยงเพื่อจำหน่ายนั้น สมาชิกจะเลี้ยงแพะจนกระทั่งมีน้ำหนักประมาณ 16-17 กิโลกรัม แล้วจะส่งขายให้เกษตรกรที่อื่นขุนต่อ แต่ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้ปรับเปลี่ยนและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะในรูปแบบต้นน้ำและกลางน้ำ คือการผลิตแม่พันธุ์และลูกแพะเพื่อป้อนสมาชิกขุนในพื้นที่ ซึ่งจะได้ราคาเพิ่มขึ้น กิโลกรัมละ 5 บาท และใช้เวลาในการขุนเพิ่มขึ้นอีก 2 เดือน เป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกมากขึ้น

อาหารสำหรับแพะส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่อย่างกระถินเป็นหลัก โดยเป็นพืชอาหารที่ขึ้นอยู่มากในพื้นที่ รวมถึงหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มีการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ และมันสำปะหลังสับ เสริมมื้อเย็น ล้วนแล้วเป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไป และเป็นพืชไร่ที่เกษตรกรทำควบคู่กับการเลี้ยงแพะนั่นเอง

สำหรับในช่วงฤดูแล้ง จะพบปัญหา คือ อาหารหลักของแพะอย่างกระถินไม่เพียงพอ ทำให้เกษตรกรต้องไปหาไกล บางครั้งต้องเดินทางไปต่างอำเภอ เกษตรกรผู้เลี้ยงจะต้องรับมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการเตรียมอาหารไว้ โดยเกษตรกรที่อำเภอโคกเจริญจะหมักหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ไว้สำหรับให้แพะกินในหน้าแล้ง

ส่วนปัญหาด้านโรคต่างๆ ในการเลี้ยงแพะของกลุ่ม คุณจรินทร สุขประเสริฐ เจ้าพนักงานสัตวบาล สำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มเลี้ยงเมื่อเกิดปัญหาแล้วมีความยากลำบากในการแก้ไข เนื่องจากประสบการณ์และความรู้ของเกษตรกรในการเลี้ยงแพะที่ไม่มากพอ ไม่รู้ว่าแพะต้องดูแลอย่างไร มีโรคติดต่ออะไรบ้าง

ปัญหาแรกที่พบคือ โรคแท้งติดต่อ

แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ช่วยกันแก้ไขปัญหา ด้วยการเจาะเลือดตรวจ

โดยในภายหลังมีนโยบายว่า เมื่อตรวจพบว่าแพะเป็นโรคแท้งติดต่อ จะต้องมีการทำลายทิ้ง และการเลือกซื้อแพะที่เข้าเลี้ยง ควรมาจากฟาร์มของเกษตรกรที่ปลอดโรคเป็นหลัก จึงเป็นที่มาของการทำฟาร์มปลอดโรคของกลุ่ม

โดยกลุ่มตั้งเป้าให้สมาชิกทุกรายที่เลี้ยงแพะต้องมีฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปลอดโรค ส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สมาชิกในกลุ่มมีฟาร์มปลอดโรคระดับเอ ทั้งสิ้น 19 ราย ระดับบี 7 ราย มาตรฐานฟาร์ม 9 ราย และกำลังยื่นขอระดับบี อีก 5 ราย

เมื่อฟาร์มแพะมีคุณภาพแพะปลอดโรค จึงส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่โดยรอบมาขอซื้อแพะของกลุ่มไปทำฟาร์มปลอดโรค อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อสมาชิกในกลุ่ม ในการแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ เกิดความมั่นใจทั้งกับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะภายในกลุ่มเอง เกษตรกรภายนอกที่มาซื้อแพะรวมทั้งพ่อค้าที่มาซื้อแพะเพื่อนำไปจำหน่ายต่อด้วย

หนึ่งในประสบการณ์เกี่ยวกับโรคระบาดเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของการเลี้ยงแพะที่ทางกลุ่มเจอ คือโรคพยาธิในเลือด เกิดจากการที่เกษตรกรปล่อยแพะเลี้ยงในพื้นที่เดิมซ้ำๆ ปัญหานี้ทำให้แพะที่เลี้ยงในฟาร์มขนาดใหญ่ตายมากกว่า 100 ตัว

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงนำมาระบบการจัดการฟาร์มตามหลักวิชาการมากขึ้น

“เมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรภายในกลุ่มไม่นิ่งเฉย ได้ติดต่อให้สถาบันสุขภาพสัตว์มาตรวจและเจาะเลือดแพะ ซึ่งโรคพยาธิในเลือดอาการของแพะจะคล้ายคลึงกับท้องเสียมาก ทำให้เกษตรกรไม่ทราบว่าแพะป่วยเป็นโรคอะไร เมื่อทางจังหวัดมาให้ความรู้ ทำให้สามารถสังเกตได้ว่า แพะเป็นพยาธิในเลือด หรือท้องเสีย”

“เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงแพะ โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแพะที่เกษตรกรเลี้ยง ทางกลุ่มจะติดต่อประสานงานกับทางจังหวัดทันทีทุกครั้ง เพื่อมาให้ความรู้ วิธีการแก้ไขปัญหา การให้ยา” คุณจรินทร กล่าว

ด้านตลาดซื้อ-ขาย แพะ ถือว่ามีความสดใส เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดมีผู้ซื้อประเทศเวียดนาม แจ้งเข้ามาว่า มีความต้องการแพะมากถึง 2,000 ตัว ต่อเดือน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของกลุ่มอยู่ที่เดือนละ 100 ตัว เท่านั้น ดังนั้น ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าผลิตแพะในอนาคตไว้ที่ 900 ตัว คือขุน 3 รอบ ต่อปี เพิ่มเป็นรอบละ 300 ตัว

“ส่วนหนึ่งของควาวมสำเร็จในทุกวันนี้ เกิดจากการกระจายข่าวสารระหว่างกัน ทั้งจากทางจังหวัดและชมรม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของโคกเจริญมีความรู้ รวมทั้งทราบข้อมูลราคาแพะที่ตลาดทั่วไปซื้อ-ขายกัน ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรรับรู้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การตั้งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในสังคมออนไลน์ มีส่วนช่วยไม่น้อยที่ทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญประสบความสำเร็จ” คุณศักดา กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ หมายเลขโทรศัพท์ (062) 216-1295

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

“แต่ก่อนทำไร่ ทำนากันเป็นหลัก ต่อมาได้เลี้ยงแพะแกะเป็นอาชีพเสริม เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแพะแกะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวและสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี”

คุณน้ำอ้อย เพชรคง ประธานกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองยายโต๊ะ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี บอกกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะที่วันนี้ได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

ชุมชนบ้านบ่อน้ำ มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 4,099 คน พื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มและดอน ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพอาชีพเกษตรกรรมทำไร่เป็นหลัก และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม

จากวันเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะของเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้มีมานานกว่า 10 ปี อันเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสมประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆ และเป็นรากฐานสำคัญของการก้าวมาสู่ความสำเร็จ ที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ กลายเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะในระดับแถวหน้าของจังหวัดลพบุรี

ผสานกับการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ที่เข้ามาส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนในด้านต่างๆ ตามหน้าที่รับผิดชอบ จนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

“แรกๆ พวกเราจับกลุ่มกันแบบธรรมชาติคือ ใครเลี้ยงแพะแกะอยู่จะมาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปัญหาต่างๆ ไม่ว่า ด้านการตลาด ราคาขาย และปัญหาสุขภาพ เนื่องจากการเลี้ยงในแต่ละครัวเรือนยังน้อยตัว เมื่อมีโอกาสได้พบปะสนทนาในวงการเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการแบ่งปันประสบการณ์ในทุกๆ ด้าน เป็นผลให้เกิดการรวมตัวอย่างจริงจัง” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จากกลุ่มธรรมชาติ ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล จนสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 9 ราย พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กับกรมปศุสัตว์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ ความร่วมมือร่วมใจ เกิดความรักใคร่สามัคคีในชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการเลี้ยงแพะแกะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งร่วมกันแสดงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้อื่นๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพทำให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกการตลาดอย่างแท้จริง

มาถึงวันนี้ กลุ่มดังกล่าวได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ราย และได้เป็นสมาชิกร่วมกับชมรมแพะแกะจังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายการสร้างเครือข่ายไปยังเกษตรกรที่สนใจ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและพร้อมทั้งจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับปริมาณแพะแกะที่เลี้ยงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำในวันนี้ มีจำนวนแพะแกะที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากสมาชิกหลัก ทั้งสิ้น 446 ตัว และแพะขุนเพศผู้ 460 ตัว รวมจำนวน 906 ตัว คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยตัวละ 3,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,1717,000 บาท

อีกสิ่งที่เป็นผลพลอยได้คือ การจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกที่เหลือจากการนำไปใส่แปลงหญ้าและพืชไร่ของสมาชิกเอง เฉลี่ยจำนวน 3,000 ถุง ต่อปี

สิ่งที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำมีความโดดเด่นและถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มตัวอย่างของความสำเร็จในอาชีพ คือความร่วมมือร่วมใจ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ของสมาชิกทุกคน จนผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

“หากพูดถึงความต้องการของตลาดแล้ว ปัจจุบันปริมาณแพะแกะที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ มีเท่าไรไม่พอขาย เพราะพ่อค้าที่เข้ามาซื้อบอกว่า คุณภาพของเราดีมาก” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จุดแข็งสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นั่นคือ สมาชิกที่มีความแน่วแน่และร่วมมืออย่างเต็มที่ ในปัจจุบันสมาชิกได้มีการให้ความร่วมมือในกิจกรรมในส่วนของบทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มมากมาย ไม่ว่า สมาชิกได้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำทุกๆ เดือน หรือตามที่ประธานมีเรื่องเร่งด่วน มีการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาผลงานและวางแผนการทำงานในรอบปี ร่วมตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี การปิดงบประมาณประจำปี งดดุล งบกำไรขาดทุน เพื่อจัดสรรเงินปันผล ปรึกษาหารือแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม รวมถึงการปรับแก้ไขระเบียบข้อบังคับประจำปี เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ตลอดจนรับทราบประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างความร่วมมือของสมาชิกให้มีความเอื้ออาทร สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีการจดบันทึกการประชุมทุกครั้ง

อีกทั้งทางกลุ่มได้จัดให้มีการทำกิจกรรมการทำงานร่วมกัน โดยสมาชิกมีบทบาทและให้ความร่วมมือในการกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์แพะแกะของสมาชิกภายในกลุ่ม, ร่วมกันทำก้อนเกลือแร่ เพื่อปรับใช้ภายในกลุ่ม, สมาชิกมีการเข้ารับการฝึกอบรมและร่วมศึกษาดูงานที่จัดขึ้นร่วมกับส่วนราชการต่างๆ, สมาชิกร่วมกันจัดจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกเอง, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมแพะเข้าร่วมการประกวดในงานประกวดแพะแห่งชาติ, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจำหน่ายแพะแกะของกลุ่ม ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแพะขุนเข้าเลี้ยง รวมไปถึงการจัดจำหน่าย, สมาชิกร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ในเทศกาลต่างๆ

ด้านการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ มีความน่าสนใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ด้านการจัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้ยึดแนวทางปฏิบัติของกรมปศุสัตว์ ซึ่งส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เลี้ยงแพะแกะแบบลดต้นทุน และส่งเสริมการออมเงิน สร้างความสามัคคีภายในกลุ่มและชุมชน

ดังนั้น ทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ จึงมีการจัดการดังนี้

1. สมาชิกมีพ่อพันธุ์ที่ดีไว้จำหน่าย และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนภายในกลุ่ม

2. สมาชิกปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารคุณภาพดีสำหรับเลี้ยงแพะแกะ

3. สมาชิกมีการถือหุ้นและฝากเงินออมไว้กับกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการออมและสำรองฉุกเฉิน

4. จัดให้มีการปันผลสมาชิกตามระเบียบที่ได้ร่วมกันจัดทำ โดยจ่ายทุกปีหลังคำนวณกำไรขาดทุนของกลุ่มเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

ในส่วนด้านการพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะของสมาชิกในกลุ่ม ได้มีการผลักดันให้เกิดฟาร์มปลอดโรคระดับ A และฟาร์มาตรฐานเพื่อการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกแพะที่เกิดมาให้มีคุณภาพ ปลอดโรค ส่งผลให้สุขภาพดีทั้งผู้เลี้ยงและแพะแกะที่เลี้ยง

พร้อมกันนี้ ยังปรับปรุงการเลี้ยงให้เป็นระบบ ยกระดับคุณภาพโดยพัฒนาคุณภาพทั้งด้านสายพันธุ์ เช่น การส่งเสริมแพะของสมาชิกเข้าร่วมการประกวดในงานแพะแห่งชาติ

ด้านปรับปรุงอาหารแพะแกะให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และส่งตัวอย่างอาหารที่กลุ่มใช้ไปตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการเพื่อนำมาใช้พัฒนาคุณภาพแพะขุนและแพะเนื้อ

ด้านการตลาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อน้ำ ได้ร่วมกันดำเนินการติดต่อแหล่งรับซื้อที่มีความสามารถในการรับซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้ในแต่รอบการผลิตในราคายุติธรรม ทั้งนี้ มีผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านและเขตปลอดโรคในเขตภาคใต้ เป็นผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดคอกกักสัตว์เอกชนขึ้นภายในกลุ่ม โดยแยกตามสมาชิกที่ขุนแพะเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการตลาด ทั้งการเคลื่อนย้ายข้ามเขตปลอดโรค เช่น ในภาคใต้ และการเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่ให้ติดปัญหาด้านการตลาด เกิดความสะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ด้านการผลิตวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้มีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง อาทิ

– สมาชิกพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงจากสายพันธุ์ลูกผสมทั่วไป โดยใช้พ่อพันธุ์เลือดสูงมาคุมฝูง เพื่อให้ได้ลูกแพะโครงสร้างดี น้ำหนักดี มีคุณภาพ ซึ่งสามารถจำหน่ายลูกแพะได้ทั้งสายพันธุ์ และส่งขุนในกลุ่มสมาชิก

– ในด้านการผลิตแพะขุนของกลุ่ม คณะผู้บริหารร่วมกันดำเนินการจัดซื้อแพะแกะหย่านมจากสมาชิกและเครือข่ายในราคายุติธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสมาชิก และผลกำไรจากการประกอบการเป็นสำคัญ

– เมื่อได้แพะแกะหย่านมจากการจัดซื้อแล้ว จะนำมาลงให้กับสมาชิกที่มีความสามารถในการผลิตแพะแกะเนื้อคุณภาพ โดยต้องสามารถผลิตให้ได้ตามเป้าหมายการเจริญเติบโตและมีอัตราแลกเนื้อ (FCR) ที่ดี ทั้งนี้ ดูจากประสบการณ์ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เป็นสำคัญ

– ในการดำเนินการด้านการผลิตนั้น สมาชิกทุกคนจะต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพเนื้อ โดยจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยแต่ละรอบของการขุนสมาชิกจะร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการแต่ละคอก เพื่อช่วยกันแก้ไขจุดอ่อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆ รอบการผลิต โดยมีการประชุมร่วมกันทุกๆ เดือน

แผนการผลิตและการตลาดในอนาคต นอกจากผลิตแพะเนื้อให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

แต่หากอนาคตไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้น จึงควรสนับสนุนให้มีการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันทางจังหวัดลพบุรีมีชมรมแพะแกะของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเครือข่ายอยู่ ได้ทดลองทำลูกชิ้นเนื้อแพะเพื่อจัดจำหน่าย โดยทางกลุ่มได้ประสานส่งเนื้อแพะให้ทางชมรมแพะแกะลพบุรี จัดการเรื่องการแปรรูปต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของคนเลี้ยงแพะแห่งเมืองละโว้ที่น่าสนใจ หากต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ โทร. (081) 364-7190 หรือที่ เฟซบุ๊ก : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ