ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษ มหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

วันนี้หากมองในแง่ของบัวประดับแล้วต้องยกให้ประเทศไทย เพราะเรามีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม บัวสามารถออกได้ทั้งปี อีกทั้งยังมีสายพันธุ์บัวที่เกิดจากทั้งการปรับปรุงพันธุ์และการผสมกันตามธรรมชาติ และมีความสวยงามจนได้รับรางวัลจากการประกวดบัวระดับโลกมาแล้วมากมาย เรียกว่า บัวประดับของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ผศ. ภูรินทร์ อัครกุลธร อาจารย์ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ให้มุมมองถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปในอนาคตของบัว ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีของไม้น้ำ

ถ้าในกลุ่มของบัวหลวง ต้องบอกว่า ประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยเองมีการนำเข้า ไหลบัว รากหรือเหง้าบัว จากจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

แต่หากมองถึงความสามารถในเชิงการแข่งขันแล้ว ใช่ว่าประเทศไทยจะพัฒนาสายพันธุ์บัวหลวงให้แข่งกับประเทศจีนไม่ได้

“แต่หลายสิ่งเราสามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ อย่างรากบัวที่นำเข้ามาจากจีนจะเห็นว่า จะมีขนาดใหญ่แต่สั้น ในขณะที่รากบัวของประเทศไทยจะเล็กแต่ยาว เมื่อเป็นอย่างนี้เราเอาข้อดีมารวมกัน สร้างเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นที่ให้รากบัวทั้งใหญ่และยาว แบบนี้รับรองว่า สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งนักวิจัยต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้น”

ในขณะที่ประเทศกัมพูชา อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาตั้งบริษัทส่งเสริมและรับซื้อเส้นใยจากบัว เพื่อนำไปทอเป็นเส้นด้ายและนำไปสู่การใช้เป็นเครื่องเสื้อผ้า เพราะฝรั่งเศสเป็นเมืองแฟชั่น และต้องการเส้นใยจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

“แบบนี้ประเทศไทยต้องมาดูแล้วว่า จะพัฒนาบัวพันธุ์ดีที่มีต้นใหญ่ก้านยาว และต้องเก็บก้านช่วงไหนถึงให้เส้นใยได้เยอะ”

“ดังนั้น ในด้านการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากบัวเพื่อเพิ่มมูลค่ายังมีเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอีกมาก ดังนั้น เราในฐานะนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์คงต้องมาช่วยกันมองและทำให้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรให้มีข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนและครบทุกด้าน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเกิดมูลค่ากลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ”

ยิ่งในภาวะภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร อาจารย์ภูรินทร์ได้ให้มุมมองว่า บัวนั้นสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกของเกษตรกร

“อย่างตอนนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าว บัวเป็นพืชตัวหนึ่งที่เป็นทางเลือก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าวมากเลย บัวไม่มีน้ำก็ขึ้นได้ ขอเพียงให้มีความชื้น และปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บดอกได้ตลอด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตบัวที่เพิ่มมากขึ้น อย่างใบบัวแทนที่จะขายเป็นใบ แต่ควรแปรรูปเป็นชาใบบัวเพิ่มมูลค่า เป็นต้น”

สาเหตุเพราะปริมาณความต้องการใช้บัวหลวงรวมถึงบัวประดับนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีความต้องการสูงมาก

“ที่ผ่านมา บัวที่ปลูกในประเทศไทยสามารถส่งออกไปหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ทั้งในรูปของหัวพันธุ์ หน่อ ต้นบัวประดับ รวมไปส่วนต่างๆ ของบัว ไม่ว่า ดีบัว เกสร หรือแม้กระทั่งใบบัว”

ตัวเลขจากการคาดการณ์น่าจะอยู่ในหลักร้อยล้านบาท

โดยอาจารย์ภูมรินทร์ บอกว่า จากการพัฒนาสายพันธุ์บัวในวันนี้ ได้ทำให้มีสายพันธุ์บัวประดับใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติในเรื่องการให้ดอก ความหอม และความสวยงามของดอกที่น่าสนใจ

“อย่างแค่เรื่องของสีของดอกบัวในวันนี้ บัวประดับนั้นมีสีครบทั้ง 7 สีตามวัน สามารถเลือกได้เลยว่า วันไหนสีเป็นมงคลหรือเป็นวันเกิด เช่น วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว หรือวันเสาร์สีม่วง เราก็มีบัวที่ให้สีตรงตามวันครบ”

อีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นอนาคตใหม่สำหรับผู้มองหาอาชีพ นั้นคือ การปลูกบัวประดับในกลุ่มบัวผันเพื่อตัดดอกจำหน่าย ทดแทนบัวหลวง ได้เป็นอย่างดี

“เดิมนั้นเรารู้จักแต่บัวหลวงที่ใช้บูชาพระ แต่วันนี้ได้มีการพัฒนาพันธุ์จนได้บัวประดับที่มีคุณสมบัติตัดดอกได้แล้ว ซึ่งสามารถใช้ทดแทนบัวหลวงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวหลวงตามธรรมชาติจะออกดอกน้อย”

สำหรับบัวประดับที่อาจารย์ภูรินทร์บอกว่ามีคุณสมบัติเด่น 3 สายพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่าย คือ

หนึ่ง ขาวมงคล ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย บัวชนิดนี้ เมื่อยังเป็นดอกตูมจะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียว มีขีดสีนํ้าตาล และเมื่อเป็นดอกบาน จะมีรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีเขียว ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบโคนกว้าง ปลายเรียวยาว กลีบดอกสีขาว ด้านหลังมีขีดสีม่วงยาวๆ เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีขาว มีกลิ่นหอมฉุน ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สอง แดงมะเหมี่ยว มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเช่นกัน ลักษณะช่วงดอกตูม จะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีนํ้าตาลอมดำ ส่วนดอกบาน ดอกบานรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีนํ้าตาลอมดำ ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว กลีบดอกสีแดงชมพู เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีชมพู ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สาม ฉลองขวัญ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลักษณะของดอกตูม ทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ส่วนดอกบาน ดอกจะบานแผ่ครึ่งวงกลมถึงค่อนวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อนมากพิเศษ กลีบเลี้ยงโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว สีม่วงนํ้าเงิน เกสรเพศเมียสีเหลือง ไม่มีเกสรเพศผู้ ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

“ตอนนี้เรามีตัวเลขวิจัยออกมาแล้วว่า ปลูก 1 ไร่ ใช้กี่กอ กอหนึ่งให้กี่ดอก อย่างบัวฉลองขวัญจะให้ผลผลิตต่อกอประมาณ 14 ดอก ไร่หนึ่งจะปลูกได้ประมาณ 400 กอ หากคูณออกมาแล้วจะรู้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจ เดือนหนึ่งเกษตรกรจะมีรายได้หลักหมื่นบาทต่อไร่เลยทีเดียว ตลาดรองรับนั้นสามารถใช้ได้ทั้งการนำไปบูชาพระแทนบัวหลวง และการนำไปจัดกระเช้าหรือช่อดอกไม้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องสร้างการยอมรับของผู้บริโภคเท่านั้นเอง หากสามารถสร้างกระแสการยอมรับได้รับรองว่าจะเป็นทางเลือกของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าวในที่สุด

…เสน่ห์แห่งใบบัว

อีกหนึ่งความสวยงามของบัว ที่อาจารย์ภูมินทร์ชักชวนให้ร่วมชม นั่นคือ รูปทรงของใบบัว

อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า หากพิจารณาจะพบถึงความงดงามและโดดเด่นที่ไม่แพ้กับความสวยงามของดอกบัวเลย ด้วยใบบัวแต่ละสายพันธุ์นั้น จะแตกต่างและโดดเด่นกันอย่างเห็นได้ชัด บางสายพันธุ์มีขอบใบหยัก ในขณะที่บางสายพันธุ์ขอบใบเรียบ สีสันของใบที่มีตั้งแต่สีเขียวพื้น ไปจนถึงสีใบที่แซมด้วยจุด ด้วยขีด เล็ก ขีดใหญ่

“ด้านหลังใบน่าสนใจเช่นกัน อย่างบัวถาดของประเทศจีน ด้านหลังใบจะมีสีม่วงให้ความสวยงามไปอีกแบบ” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สวพ.8’หนุนจัดตั้งชุมชนต้นแบบ การปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231857

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร หนุนจัดตั้งชุมชนต้นแบบการปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ได้น้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักปรัชญาคำสอนเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานมาประยุกต์ใช้ในการผลิตพืชให้เป็นรูปธรรมสำหรับแนะนำเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 เปิดเผยว่า สวพ.8 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งชุมชนต้นแบบการปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มจากการคัดเลือกชุมชนและเกษตรกรที่เกิดจากงานวิจัยและพัฒนาระบบการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนต้นแบบจังหวัดพัทลุง ในพื้นที่บ้านลำ ม.7 ต.ร่มเมือง อ.เมือง จ.พัทลุง ในปี 2556 จนประสบความสำเร็จจึงขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง ได้แก่ ม.9 ต.ร่มเมือง อ.เมือง และ ม.6 ต.อ่างทอง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซึ่งทางผู้นำชุมชนมีความสนใจและได้เห็นความสำคัญในการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชน โดยผู้นำชุมชนได้คัดเลือกลูกบ้านด้วยตนเอง จากผู้ที่มีความสนใจและตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการดำเนินการในชุมชนต้นแบบการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และผลิตพันธุ์พืชจะแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ดำเนินการตามแนวทาง 4 เสาหลักสู่ความพอเพียง ประกอบด้วย 1.หัวใจพอเพียง 2.การผลิตพืช 9 กลุ่มพอเพียง 3. ภูมิปัญญาภิวัฒน์พอเพียงและ 4. ดำรงชีพพอเพียง

นายธนวัฒน์ เสนเผือก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง อธิบายเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.กิจกรรมหัวใจพอเพียง 1.1.จะจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อให้เกษตรกรศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาหลักการทรงงานเพื่อนำมาเป็นหลักการปฏิบัติ 1.2เกษตรกรพัฒนาไร่นา เป็นการพัฒนาทักษะการปลูกพืชและพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำผ่านกระบวนการเวทีวิจัยสัญจร 1.3 เกษตรกรมีส่วนร่วมอาสาพัฒนาการปลูกพืชของชุมชน 2.กิจกรรมการผลิตพืช 9 พืชผสมผสานพอเพียง หลังจากประชุมชี้แจงโครงการให้กับเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ ศวพ.พัทลุง สำรวจสภาพการปลูกพืช 9 พืชผสมผสานก่อนพัฒนา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชรายได้ ได้แก่ ยางพารา ไม้ผล ถั่วหรั่ง ถั่วลิสง พืชอาหาร เช่น ขมิ้น ข่า ตะไคร้ผักบุ้ง พริก มะละกอ เป็นต้น พืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าพันธุ์ต่างๆ โดยชุมชนมีแผนในการพัฒนา 9 พืชผสมผสาน ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจและสัมภาษณ์การปลูก 9 พืชผสมผสานในครัวเรือน จำนวน 60 ครัวเรือน พบว่า เกษตรกรต้องการปลูกพืชอาหารมากที่สุด ได้แก่ มะเขือ พริก มะนาว สะตอ ชะอม มะกรูด และผักหวาน จึงดำเนินการเพาะพันธุ์พืชในชุมชนจำนวน 3,860 ต้น 3.กิจกรรมด้านภูมิปัญญาภิวัฒน์พอเพียง จากการวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาในการผลิตพืชเศรษฐกิจ พบว่า เกษตรกรประสบปัญหากระบวนการผลิตพืชหลายชนิดแต่ที่พบมากที่สุด คือ ถั่วหรั่งและถั่วลิสง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้เรื่องการผลิตถั่วลิสงและถั่วหรั่ง วิธีการปลูก การดูแลรักษาและวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งและถั่วลิสง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีราคาแพงประมาณ 50-100 บาท/กก. เกษตรกรต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุงจึงจัดอบรมเกษตรกร เรื่องเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งและถั่วลิสงเพื่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้นดำเนินการปลูกตามวิธีการของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 60 ไร่แบ่งเป็นถั่วหรั่งจำนวน 30 ไร่และถั่วลิสงจำนวน30 ไร่ ซึ่งในการปลูกถั่วลิสงปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 75% อัตราปลูก 17-18 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะปลูก 50X20 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม หลุมลึก 10 เซนติเมตร จะได้32,000-48,000 ต้นต่อไร่ ส่วนถั่วหรั่งใช้เมล็ดพันธุ์ที่กะเทาะเปลือกแล้ว 4-5 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูก 60×60 ซม. จำนวน 2 ต้น/หลุม ปลูกโดยใช้ไม้กระทุ้งเป็นหลุมแล้วหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด แล้วปิดหลุม ซึ่งผลผลิตถั่วหรั่งและถั่วลิสงจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับไว้ใช้ในชุมชนต่อไป

4.กิจกรรมด้านดำรงชีพพอเพียง โดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลความมีภูมิคุ้มกัน มีความรอบรู้ มีหลักคุณธรรม ขั้นตอนการพัฒนา คือ วิเคราะห์ระดับความพอเพียงในการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแต่ละด้าน วิธีการสำรวจข้อมูลการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เก็บข้อมูลตัวแปรวัดความพอเพียงในการผลิตพืชก่อนเข้าร่วมโครงการและหลังเข้าร่วมโครงการ 5.จัดเวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดประชุมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญา ประสบการณ์ ระหว่างเกษตรกรกับเกษตรกรและนักวิจัย ซึ่งจะจัดประมาณเดือนละครั้งหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ไร่นาเกษตรกรแต่ละราย และให้เกษตรกรเป็นเจ้าภาพ จากการจัดเวทีวิจัยได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการปลูกพืชอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เกิดจากแรงกระตุ้นที่ได้เห็นแบบอย่างจากเวทีวิจัยสัญจรที่บ้านเกษตรกรรายอื่นๆ และแรงกระตุ้นจากการจะต้องเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับการศึกษาดูงานของสมาชิก และการจัดเวทีวิจัยได้ทำให้เกิดการพัฒนาการดำรงชีพ คือ ได้เพิ่มทุนทางสังคม เพิ่มทุนมนุษย์ เกิดวัฒนธรรมดีงามในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร่วมกันวิเคราะห์วางแผนประเมินผลได้ผลเสียในการผลิตพืช และเกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคม “การจัดเวทีวิจัยสัญจร” เป็นวิธีที่ได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าการอบรมเชิงบรรยายที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากความรู้ถูกถ่ายทอดจากเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ศวพ.พัทลุง ร่วมกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จัดเวทีวิจัยสัญจรแล้ว โดยผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนี้ 1.“ของฝากจากเพื่อนบ้าน” เพื่อรื้อฟื้นวัฒนธรรมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 2.“เรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน” เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 3.“การแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ภูมิปัญญาการทำการเกษตร” เพื่อการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันภูมิปัญญาความรู้ ประสบการณ์ 4.“การสาธิตความรู้วิชาการ”

 

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย พัฒนาองค์กรเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231089

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตของเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำ“โครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนสมาชิก” (Motor Pool) ระยะเวลา 5 ปี (2558-2562) และกระทรวงมหาดไทย จัดทำ “โครงการการดำเนินมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร) เพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับสถาบันเกษตรกร ในการลดต้นทุนการผลิต และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งจังหวัดที่ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ Motor Pool โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร ให้กับสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร จำนวน 6 แห่ง งบประมาณการสนับสนุนทั้งสิ้น 11,403,000 บาท

กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย เป็นหนึ่งแห่งที่ได้รับงบประมาณเพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ รถแทรกเตอร์ ขนาด 60 แรงม้า รถดำนาแบบนั่งขับ ขนาด 17 แรงม้า พร้อมอุปกรณ์ และรถเกี่ยวนวดข้าวขนาด 95 แรงม้า รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,948,000 บาท

ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย มีสมาชิก 167 ครอบครัว พื้นที่ทำนา 1,000 ไร่ โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ สมาชิกทำนา ระบบ GAP จำนวน 23 ราย 283 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นการทำนาตามปกติ โดยปี 2559 นี้ ได้ตั้งเป้าพัฒนาเป็นเกษตรอินทรีย์ พื้นที่จำนวน 100 ไร่ กลุ่มเกษตรกรฯดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าว ซึ่งกลุ่มเกษตรกรฯ มีตลาดกลางในการรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก ผ่านวิธีการประมูลราคา

ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานภายใต้โครงการ Motor Pool ของกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเป็นประธานเปิด “โรงเรียนชาวนา” เพื่อแหล่งอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรทำนา งบประมาณในการก่อสร้าง 148,000 กว่าบาท

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้บริการสมาชิกตามความต้องการในราคาที่เหมาะสม โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการวางระเบียบของกลุ่มเกษตรกรฯ ในการใช้เครื่องจักรกลให้มีความยั่งยืน และสมาชิกทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม และทั่วถึง และกลุ่มเกษตรกรฯ ยังมีการเปิดโรงเรียนชาวนา เพื่อเติมต่อความรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งภาครัฐ พร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่อง ทั้งอาชีพชาวนา และอาชีพเสริม ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรหลายเรื่อง ได้แก่ 1.การขออนุมัติคณะรัฐมนตรีอุดหนุนเงินกู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาธุรกิจ วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเกษตรกรฯ สามารถดำเนินการยื่นขอรับการสนับสนุนได้2.การจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กับสมาชิกกู้ยืมเพื่อจัดหาแหล่งน้ำในการทำนา 3.เรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรี วงเงิน 2,700 กว่าล้านบาท ซึ่งกลุ่มเกษตรกรฯก็มีสิทธิ์ขอสนับสนุนเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ย 2% เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลที่เหมาะสมในการทำนา เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรฯ เป็นกลุ่มใหญ่มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,000 กว่ารายและมีการส่งเสริมสมาชิกทำนาด้วยระบบ GAP จำนวน 23 ราย ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรทำนาอย่างมีคุณภาพ หากสมาชิกกลุ่มเกษตรกรฯ สนใจปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มความรู้ และนำสมาชิกเดินทางศึกษาดูงานกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง พัฒนาเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่ปี 2545 โดยน้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น การส่งเสริมทำปุ๋ยอินทรีย์ การส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความแข็งแรง และต้องการพัฒนาไปสู่การเป็นสหกรณ์ในอนาคต

“กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ถือเป็นต้นแบบในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ การเรียนรู้ตัวตน มองปัญหาตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถวิเคราะห์ชุมชนของตนเองได้ว่า ชุมชนมีปัญหาอะไร ถึงแม้กลุ่มเกษตรกรฯ จะบอกว่ามีหนี้จำนวนมาก แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด กลุ่มเกษตรกรฯ ไม่มีหนี้นอกระบบ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้ถึงความสุขของชาวบ้าน และมีแนวทางในการอยู่ร่วมกันโดยการนำความสุขเป็นตัวตั้ง พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรฯได้มีแนวทางในการสร้างทายาทรุ่นใหม่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อสนับสนุนทุนให้บุตรหลานชาวนาได้เรียนต่อในคณะนวัตกรรมการเกษตร และกลับมาเป็นชาวนาที่มีคุณภาพ ทำเกษตรกรรมที่สามารถยังชีพอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง”

ด้าน นายศิวโรฒ จิตนิยม ประธานกรรมการดำเนินการกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย กล่าวว่า ตำบลหนองสาหร่าย เหมือนชนบททั่วไป สมัยก่อนทำนาโดยใช้โค กระบือ และไม่มีการใช้ปุ๋ย หรือสารเคมี ซึ่งมีความสุขมาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่การพัฒนาประเทศเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มรู้จักคำว่า GDP รายได้ของประชาชน กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำอยู่มีรายได้น้อย จึงต้องเปลี่ยนการทำนาเป็นปีละ 2 ครั้ง มีการใช้ปุ๋ย หรือสารเคมีมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีหนี้สินในครัวเรือน มีปัญหาสุขภาพ เริ่มเปลี่ยนจากในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นในน้ำยา ในนามีหนี้ ดังนั้น เมื่อได้ทบทวนตัวเองว่า อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันอยู่มีเงินพอหรือยัง ซึ่งปรากฏว่า ชาวตำบลหนองสาหร่าย ประชาชนมีรายได้ต่อคน ปีละประมาณ 51,000 บาท และสิ่งที่เห็นต่อมาคือ ชาวนา เวลาประกอบอาชีพ ความเข้มแข็ง การต่อรองไม่ค่อยมี จึงมีแนวคิดในการรวมตัวกันเป็น “กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย” ซึ่งได้มีการรวมตัวตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี 2517 โดยปัจจุบันคณะกรรมการดำเนินรุ่นที่ 3 เข้ามาบริหารจัดการ ฉะนั้นเวลาทบทวนปัญหาต่างๆ จะนำข้อมูลของเกษตรกร และชาวบ้านทั้งตำบลหนองสาหร่ายมาดู ปัญหาที่มีกับตัวเลขที่ได้ ในการแก้ปัญหาโดยใช้หลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนคือ การพึ่งตนเอง การมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกัน และความพอประมาณ พบว่า ถ้าจะเดินไปสู่จุดหมายจริงๆ ประการแรก ต้องใช้ความสุขเป็นเป้าหมาย ทุกคนต้องมีความสุขกับการทำนา มีความสุขกับการมีวิถีชีวิต ซึ่งเวลาใช้ความสุขเป็นเป้าหมายจึงทำให้กระบวนการการรวมกลุ่มกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“จากการรวมกลุ่ม ทำให้มองเห็นปัญหา พบว่า ปัญหาในพื้นที่หนองสาหร่ายมี 7 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้สิน2.ปัญหาอาชีพ รายได้ ชาวนาไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ 3.ปัญหาวัฒนธรรมประเพณี การกินข้าว การทำนาได้หายไป4.ปัญหาการเมือง 5.ปัญหาการเรียนรู้ยังน้อย เห็นอะไรมาก็ทำตาม โดยไม่มีการวิเคราะห์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ 6.ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ อากาศ มีการใช้ยาจำนวนมาก และ 7.ปัญหาสุขภาพ”

รายงานพิเศษ : เปิดตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ยังหดตัวจากผลพวงภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230894

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งแม้จะบรรเทาเบาบางเพราะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝนมาแล้วนั้น แต่ผลพวงจากภัยแล้งและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนรุนแรงในช่วงปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงกลางปีนี้ ได้ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยเฉพาะช่วงไตรมาสที่ 2 เดือนเมษายน-มิถุนายน ยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก.ได้วิเคราะห์และประมาณการภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายน – มิถุนายน) ของปี 2559 พบว่า การเติบโตของภาคเกษตร วัดจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 หดตัว 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2558 โดย สาขาพืชหดตัว 2.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากภัยแล้งโดยเฉพาะข้าวนาปรัง ปี 2559 ซึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้รวม 1.8 ล้านตัน ลดลง 24% เมื่อเทียบกับข้าวนาปรัง ปี 2558 ที่มีผลผลิต 2.4 ล้านตัน และผลไม้ (ทุเรียน เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย) ซึ่งผลผลิตลดลง จากสภาพอากาศแปรปรวนและภัยแล้ง ทำให้ผลไม้มีผลผลิตเป็น 397,000 ตัน หรือลดลง 40% เมื่อเทียบกับผลผลิตปี 2558 รวม 560,000 ตันรวมทั้งผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง 22% (ไตรมาส 2 ปี 2559 ผลผลิตเป็น 3.2 ล้านตัน จากเดิม 4.1 ล้านตัน หรือลดลง 0.9 ล้านตัน)

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 โดยเฉพาะไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 4.8 6.6 8.4 และ 2.1% ตามลำดับ ตามความต้องการของตลาด แม้จะประสบอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งบ้าง แต่การเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นฟาร์มมาตรฐานระบบปิด และเกษตรกร ภาคเอกชน มีการจัดการคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีสาขาประมง หดตัว 0.9% เป็นผลมาจากผลผลิตประมงทะเลลดลง โดยปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลงร้อยละ 12.7 แต่ผลผลิตกุ้งเพาะเลี้ยง เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 เนื่องจากมีระบบมาตรฐานการจัดการที่ดีในกระบวนการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ และการจัดการปัญหาโรคกุ้งตายด่วนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตรหดตัว 1.4% โดยการจ้างบริการเตรียมดินไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวลดลง เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลดลง จากปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้อย ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 เนื่องจากไม้ยางพารา และไม้ยูคาลิปตัส เพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวของไม้ยางพารามีปัจจัยสนับสนุนมาจากการขยายเป้าหมายพื้นที่ตัดโค่นสวนยางพาราเก่าของ กยท. ประกอบกับไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของตลาดจีนอย่างมาก ขณะที่ตลาดเกาหลี จีน ไต้หวันและญี่ปุ่น มีความต้องการไม้ยูคาลิปตัสสูงมาก

แต่ถ้ามองถึงรายได้เกษตรกรในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 พบว่า เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 เนื่องจากราคาผลิตผลเกษตรสำคัญที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,100 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับราคาข้าวเปลือกช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 7,600 บาทต่อตัน สำหรับผลไม้ (ทุเรียน ลำไย เงาะ) ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 47.7 43.1 และ 24.5% ตามลำดับ ราคาปาล์มน้ำมัน และสับปะรด เพิ่มขึ้น 42.3 และ 4.7% ตามลำดับ โดยปาล์มน้ำมันราคาเพิ่มขึ้นเป็น5.3 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมราคา 3.7 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากผลผลิตลดลง แต่ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งการกำหนดมาตรฐานการซื้อขายที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่น ความต้องการข้าวต้นฤดูเพิ่มขึ้นเพื่อส่งออกเป็นข้าวนึ่งไปยังตลาดแอฟริกา การซื้อขายปาล์มน้ำมันตามเปอร์เซ็นต์น้ำมัน การควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ได้แก่ ไม่ตัดทุเรียนอ่อน เป็นต้น นอกจากนี้ ราคาสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมงยังปรับเพิ่มขึ้นด้วย

นายสุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วงเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภาวะความแห้งแล้ง กระทบต่อการผลิตการเกษตรของเกษตรกรในช่วงปี’58 จนถึงไตรมาสที่ 2 ปี’59 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักดูแลเกษตรกรและการเกษตรของประเทศ ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง โดยบูรณาการกับหน่วยงานอื่น 13 หน่วยงาน/กระทรวง รวม 8 มาตรการช่วยเหลือ 45 โครงการ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินมาตรการและโครงการขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันตามเป้าหมายของประเทศไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามแนวทางประชารัฐ

 

รายงานพิเศษ : ‘พด.สตูล’หนุนเกษตรกร ตั้ง‘ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์’เพื่อการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230686

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เนื่องจากไม่ยุ่งยาก และมีต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและตัวเกษตรกรเอง ทำให้ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงมีมากขึ้น สถานีพัฒนาที่ดินสตูล ได้เล็งเห็นถึงปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรมในพื้นที่จังหวัดสตูล ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ประกอบกับความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีของเกษตรกรในพื้นที่มีมาก จึงได้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับเกษตรกรมีปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีไว้ใช้อย่างเพียงพอ

วิบูลย์ ศรีปาน

นายวิบูลย์ ศรีปาน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินสตูล เปิดเผยว่า ทรัพยากรดินในจังหวัดสตูล มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ส่วนใหญ่เป็นสภาพดินกรด แนวทางของกรมพัฒนาที่ดินในเรื่องของการปรับปรุงบำรุงดิน มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเข้ามาช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน สถานีพัฒนาที่ดินสตูลจึงได้ดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรให้มีคุณภาพ โดยการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ โดยทางสถานีพัฒนาที่ดินสตูลได้สนับสนุนงบประมาณและเข้ามาให้คำแนะนำ ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้มาซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งการดำเนินงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล นอกจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าปุ๋ยที่จำหน่ายในท้องตลาดแล้ว ยังได้รับการช่วยเหลือด้านช่องทางจัดจำหน่ายจากภาคเอกชนอีกด้วย โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในจังหวัดสตูลมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากยิ่งขึ้น และจากการดำเนินการที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจเรียนรู้วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน และเห็นความสำคัญในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรที่รวมกลุ่มกันทำเกษตรแปลงใหญ่หรือมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างชัดเจน โดยธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จะสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ในจังหวัดสตูลในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด

ดิษฐ์ ศรีเมือง

นายดิษฐ์ ศรีเมือง ผู้จัดการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล กล่าวเสริมว่า สถานีพัฒนาที่ดินสตูลได้จัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล จะรวบรวมวัตถุดิบที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณมากซึ่งส่วนใหญ่หาได้ในพื้นที่ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง แล้วจึงผลิตเป็นปุ๋ยหมักตามคำแนะนำของสถานีพัฒนาที่ดินสตูล ที่เข้ามากำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ จนพร้อมจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ซึ่งในปีแรกที่ดำเนินการ สถานีพัฒนาที่ดินสตูลสนับสนุนงบประมาณมาดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 800 กว่าตัน ทางธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายไปเหลือเพียง 100 กว่ากระสอบเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า หลังจากสถานีพัฒนาที่ดินสตูลเข้ามาส่งเสริมให้จัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์และดำเนินการให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ไปพร้อมๆ กันอย่างทั่วถึงแล้ว ได้สร้างความสนใจให้เกษตรกรนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ในการทำเกษตรในพื้นที่ของตัวเองจำนวนมาก เมื่อใช้ได้ผลและมีความพึงพอใจ ปริมาณความต้องการจึงมีเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่รวมกันทำเกษตรแปลงใหญ่ เพราะช่วยลดต้นได้มากทีเดียว

หวาหาบ ยาบา

นายหวาหาบ ยาบา ประธานกลุ่มปาล์มแปลงใหญ่ จังหวัดสตูล บอกว่า ในแต่ละปีสมาชิกปลูกปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่จังหวัดสตูลประมาณ 1,600 กว่าไร่ มีความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 500 ตันต่อปี การที่จะไปซื้อปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมาใช้ บางครั้งไม่ได้คุณภาพหรือมีคุณภาพเหมาะสมกับพืชที่ปลูก อีกทั้งราคาก็จะสูงกว่าปุ๋ยที่ผลิตโดยธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้น การที่สถานีพัฒนาที่ดินสตูลเข้ามาสนับสนุนให้จัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ จึงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก เพราะจะได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพและราคาถูก ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงด้วย

จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเกษตรกรในจังหวัดสตูล เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากความร่วมแรง
ร่วมมือของคนในชุมชนและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการเห็นเกษตรกรในพื้นที่ สามารถพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันละกันในชุมชน เพื่อสร้างความยั่งยืนและมั่นคงในการดำรงชีวิตต่อไป

รายงานพิเศษ : สวพ.2แนะเทคนิคการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230387

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ และรัฐบาลก็ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการประกันราคา ทางรอดของเกษตรกรจึงมีอยู่ทางเดียว คือ ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง และวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้อย่างเด่นชัดและแน่นอน คือ การใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพราะในปัจจุบันเกษตรกรส่วนมากยังใช้ปุ๋ยไม่ถูกสูตร ไม่ถูกเวลา และปริมาณไม่ถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตต่ำและมีต้นทุนการผลิตที่สูง

นายวีรวัฒน์ นิลรัตนคุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ได้กล่าวว่า การที่เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้นเกษตรกรจะต้องมีความรู้เรื่องปุ๋ย สูตรปุ๋ย ธาตุอาหารและหน้าที่ของธาตุอาหารพืช การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธีและถูกปริมาณ และสุดท้ายการผสมปุ๋ยใช้เอง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ปุ๋ย หมายถึง วัตถุหรือสารที่ใส่ลงในดิน หรือพ่นทางใบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช และพืชนำไปใช้ประโยชน์ได้

สูตรปุ๋ย ก็คือ ตัวเลข 3 ตัวที่มีขีดคั่นระหว่างตัวเลข เพื่อแสดงถึงปริมาณธาตุอาหารที่รับรองว่ามีอยู่ในปุ๋ยตามกฎหมาย โดยตัวเลขจะหมายถึงร้อยละโดยน้ำหนักของธาตุอาหารไนโตรเจน (เอ็น) ฟอสฟอรัส (พี) และโพแทสเซียม (เค) ตามลำดับ ไม่มีการสลับที่ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หมายความว่า ปุ๋ยน้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีธาตุอาหารเอ็น 16 กิโลกรัม พี 20 กิโลกรัม และ เค 0 กิโลกรัม ดังนั้น ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หนึ่งกระสอบ ซึ่งมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม จะมีธาตุเอ็น 8 กิโลกรัม พี 10 กิโลกรัม และไม่มีเค อยู่เลย

นอกจากปริมาณธาตุอาหารเอ็น พี เค ที่มีอยู่ในสูตรปุ๋ยแต่ละสูตรแล้ว เกษตรกรควรจะต้องรู้จักหน้าที่ของธาตุอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วย กล่าวคือ ธาตุอาหารเอ็น จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและตั้งตัวได้ไว โดยเฉพาะในระยะแรกของการเจริญเติบโต การเจริญของลำต้น ใบ ทำให้ต้นและใบมีสีเขียว ควบคุมการออกดอก ติดผล เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะพืชกินใบและต้น ส่วนพี จะช่วยกระตุ้นการสร้างรากในช่วงแรกของการเติบโต การตั้งตัวของพืช การแตกกอ การสร้างตาดอกและเมล็ด ขยายขนาดเมล็ด และการสุกแก่ ในขณะที่เค ช่วยในการดูดน้ำและอาหาร และขนส่งไปส่วนต่างๆ ของลำต้น ทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค กระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ช่วยการสะสมอาหาร เพิ่มน้ำหนักและคุณภาพของผลผลิต

นายวีรวัฒน์ นิลรัตนคุณ ยังได้แนะนำวิธีการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญที่เกษตรกรควรทราบและนำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1) ถูกสูตร คือการใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้ครบ 2) ถูกเวลา คือใส่ปุ๋ยให้ทันกับความต้องการของพืช จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3) ถูกวิธี ใส่แล้วกลบ หรือใส่เมื่อดินมีความชื้นพืชได้รับปุ๋ยเต็มที่ ลดการสูญเสีย และ 4) ถูกปริมาณ ให้มีปริมาณธาตุอาหารให้พอเพียงกับความต้องการของพืช โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้

1) ถูกสูตร การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเอ็น พี เค ครบทั้ง 3 ตัว เพราะธาตุอาหารแต่ละตัวไม่สามารถทำหน้าที่ทดแทนกันได้ และถ้าใส่ครบทั้ง 3 ตัว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละตัวให้ดีขึ้น

2) ถูกเวลา การใส่ปุ๋ยให้ทันต่อการเจริญเติบโต หรือทันกับความต้องการของพืชจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยทั่วไปในพืชล้มลุก เช่น พืชไร่หรือพืชผัก จะแบ่งใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูก โดยใส่ปุ๋ยเอ็นครึ่งหนึ่งของคำแนะนำ ปุ๋ยพีใส่รองพื้นครั้งเดียวทั้งหมด ส่วนปุ๋ยเคจะใส่รองพื้นครั้งเดียวทั้งหมดหรือแบ่งใส่ 2 ครั้งก็ได้ ครั้งที่ 2 เมื่อพืชมีอายุประมาณ 25-30 วัน หรือพร้อมกับการกำจัดวัชพืช โดยใส่เฉพาะเอ็น และเค ที่เหลือ

เหตุผลที่ต้องแบ่งใส่ปุ๋ยเอ็น 2 ครั้ง เนื่องจากพืชต้องการใช้เอ็นตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโต และสูญเสียไปกับน้ำได้ง่าย จึงควรแบ่งใส่เท่าๆ กัน ในขณะที่ปุ๋ยพี พืชต้องการใช้ในการสร้างราก การตั้งตัว การแตกกอ การสร้างรวงและเมล็ด โดยพืชจะค่อย ๆ ดูดไปสะสมในลำต้นและใบก่อนนำไปใช้ ในขณะเดียวกันปุ๋ยพีเคลื่อนย้ายได้น้อยและสะสมในดิน จึงไม่ต้องห่วงว่าจะสูญเสียไปกับน้ำ ดังนั้นจึงควรใส่ปุ๋ยพีให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันใช้ โดยใส่ครั้งแรกทั้งหมดครั้งเดียว ในส่วนของปุ๋ยเค พืชต้องการมาก สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง จึงควรใส่ปุ๋ยเคให้เร็วที่สุด โดยใส่ครั้งแรกทั้งหมดครั้งเดียวพร้อมกับปุ๋ยพี หรือแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่าๆ กัน

3) ถูกวิธี คือใส่แล้วกลบ ทำให้พืชได้รับปุ๋ยเต็มที่ ลดการสูญเสียจากระเหิด ในการใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ถ้าไม่สามารถกลบได้ให้ใส่เมื่อดินมีความชื้น

4) ถูกปริมาณ ใส่ปุ๋ยให้มีปริมาณธาตุอาหารเอ็น พี และ เค เพียงพอกับความต้องการ โดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร การใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอกับความต้องการของพืชไม่สามารถยกระดับผลผลิตของพืชให้สูงขึ้นได้

การผสมปุ๋ยใช้เอง โดยการนำแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60 มาผสมกันให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามที่ต้องการ นอกจากจะทำให้เกษตรกรสามารถใส่ธาตุอาหารได้ตรงตามปริมาณที่พืชต้องการแล้ว การผสมปุ๋ยใช้เองยังช่วยให้ประหยัดค่าปุ๋ยลงได้อย่างน้อย 20-30% เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตร ช่วยลดแรงงานค่าใส่ปุ๋ย และลดค่าขนส่งได้อีกด้วย

สัปดาห์นี้ของกระทรวงเกษตรฯ ต้องบอกว่าเป็นอีกสัปดาห์ของการขับเคลื่อน ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงเทศกาลการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ทั้งระบบ ก็ว่าได้  โดยเรื่องแรกที่ชาวกระทรวงเกษตรฯ ถามกันหนาหูก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ  เพราะงานนี้มีการเกษียณอายุราชการกว่า 11 ตำแหน่ง แว่วว่า ท่านๆ ผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ บอกว่าจะเสนอ  ครม. ในสัปดาห์นี้ ส่วนจะเอาอย่างไร หรือจะเข้าครม. จริงหรือไม่ ต้องรอดูในอังคารนี้ ที่สำคัญงานนี้ ยังแว่วว่า บางกรมมีผู้บริหารถูกเรื่องร้องเรียนบางเรื่อง ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และอาจมีสิทธิ์โดนโยกก่อนเพื่อนไปนั่งในตำแหน่งพิเศษแถวทำเนียบก่อนใคร ซึ่งหากเป็นดังนั้น ต้องบอกว่าฟ้ามีตาจริงๆ…สาธุ

จากนี้ไปคงต้องรอดูอย่างใจจดใจจ่อของคนแต่ละกรมว่าจะมีนายใหม่เป็นใคร เพราะเรื่องของการทำงานจากนี้ไป คงขึ้นอยู่กับฝีมือคนคัดเลือกว่าจะเอาใคร มานั่งกุมบังเหียนแต่ละกรม ต้องฝากไว้ในมือของ  3 อรหันต์ กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้คัดเลือก ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือสะพัดว่า ท่านรัฐมนตรี  “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” เป็นคนทำงานไวว่อง คล่องแคล่ว ฉับไว  หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็จะมีการโยกย้ายหาคนเข้ามาทำงานเป็นมือไม้ ขับเคลื่อนให้งานเดินหน้า ร่ำลือมาว่าอย่างนั้น จึงได้เห็นช่วงแรกๆ ที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามานั่งในกระทรวงเกษตรฯ ข้าราชการระดับหัวแทบทุกกรม ทำงานอย่างแข็งขัน และแล้วก็ไม่เป็นดังนั้น จึงเห็นการทำงานแบบอยู่อย่างไรก็อย่างนั้นไปวันๆ และเพิ่งมีการขยับอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา จนเป็นที่มาของกระทรวงลากเลื่อนขับเคลื่อนอะไรไม่ได้สักอย่างจนหลายครั้งนายกฯ ออกอาการหงุดหงิด  และเพิ่งเห็นชัดในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพราะใกล้ถึงฤดูการโยกย้าย เอาอย่างไรกันหละคราวนี้ท่าน สังคมอยากเห็น เผื่องานกระทรวงเกษตรฯมันจะเดิน

มาว่าด้วย กรมสำคัญที่ถูกจับตามอง คงหนีไม่พ้น กรมหลัก  โดยเฉพาะกรมชลประทาน ที่ท่าน “สุเทพ น้อยไพโรจน์” อธิบดีคนปัจจุบันกำลังเกษียณอายุราชการลงไป ว่ากันว่า กรมนี้ เบื้องต้นมีคนที่ถูกคัดเลือกไว้สองคน  ซึ่งเป็นคนในทั้งคู่ ส่วนใครเป็นใครก็คงขึ้นอยู่กับกำลังภายใน หนุนหลัง  มาอีกกรมที่ถือเป็นกรมหลักอีกกรม ที่นักการเมืองสายเก่า เขาเอาเป็นที่ทำกินคือกรมส่งเสริมการเกษตรที่อธิบดีกำลังเกษียณลงเช่นกัน กรมนี้ ถือเป็นกรมใหญ่กรมหนึ่งว่ากันว่า มีระดับรองอธิบดีคนหนึ่งพยายาม วิ่งเต้น ให้ตนเองขึ้นมานั่ง ซึ่งงานนี้ต้องชิงกับคนในกระทรวง ที่นั่งหน้าเหลี่ยม ฟอกตัวมาหลายปี บี้กันมาติดๆ ส่วนอีกกรม ที่เป็นกรมที่สร้างเงินมหาศาล ส่วนสร้างเงินอย่างไง ไปถามคนในกรมคือกรมปศุสัตว์กันเอง ซึ่งกรมนี้กำลังมีอธิบดีเกษียณ ว่ากันว่า ตอนนี้ มีความพยายาม คนบางคน จะขอย้ายกรมมานั่ง  แต่ก็มีผู้ตรวจราชการบางคนอยากกลับไปนั่งเช่นกัน และที่สำคัญทั้งสองคือ มาจากสายนักการเมืองเดิมกลุ่มเดียวกันเสียด้วย ต้องลองดูว่าเผลอๆ อาจเป็นตาอยู่จากไหนมานั่งแทนก็เป็นได้ ต้องรอผลจะเป็นอย่างไร เล่าหมดเดี๋ยวอดลุ้นกันพอดีจ้า

สุดท้ายสัปดาห์นี้มาว่าด้วยเรื่องของงาน ไม่ได้เรื่องว่ามันใกล้โยกย้ายหรือไม่แต่ที่แน่ๆ งานมันเริ่มมีให้เห็น เพราะบางคนเขาใกล้เกษียณเขายังเดินหน้าทำงานเต็มที่ โดยเฉพาะท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “โอฬาร พิทักษ์” วันนี้ได้เห็นการเดินหน้าเต็มที่ในการขับเคลื่อนส่งเสริมแปลงใหญ่ ซึ่งได้เห็นความชัดเจนส่วนอีกกรม คือ ส.ป.ก. ของ “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” วันนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวดังติดกันมาหลายสัปดาห์ และพอให้กระทรวงได้เห็นผลงานของกระทรวง ต่อแต่นี้ไปคงต้องรอฝีมือคนใหม่ว่าจะมีฝีมือหรือไม่ในการสางต่อ ต้องรอดู แต่ที่สุดผลงานที่ได้เห็น หรือที่ไม่โผล่ออกมา…….

 

รายงานพิเศษ : ‘สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง’ กับงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/230020

วันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลระบบชลประทาน ที่ต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำจากธรรมชาติในการทำเกษตร เนื่องจากในปัจจุบันสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับฤดูกาลเพาะปลูก บ่อยครั้งที่เกษตรกรได้รับความสูญเสีย เช่นเดียวกับที่บ้านร่มเมือง ม.13 ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง ที่ประสบปัญหาเรื่องการจัดการดินและน้ำ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง และประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำ สถานีพัฒนาที่ดินพัฒนาที่ดินพัทลุง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน จึงเข้ามาสำรวจพื้นที่และดำเนินแก้ปัญหา จนเกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

นายณรงค์ ทองเหล่ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง เปิดเผยว่า สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง ได้รับแจ้งจากหมอดินอาสาว่า ในพื้นที่บ้านร่มเมือง ม.13ต.ควนมะพร้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะสมกับการทำนาประมาณ 3,000 ไร่ มีน้ำต้นทุนอยู่ในคลองส่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในไร่นาได้เต็มศักยภาพ สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุงจึงลงมาสำรวจพื้นที่และวางแผนการจัดการพื้นที่ทั้งในเรื่องดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยเริ่มจากปรับปรุงเหมืองน้ำเล็กๆ ที่ตื้นเขินให้กว้างขึ้นสามารถเชื่อมต่อจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ไหลลงสู่พื้นที่การทำเกษตรมีการจัดสรรให้มีทางน้ำไหลผ่านสู่แปลงเกษตรของเกษตรกรทุกราย มีการสร้างฝายชะลอน้ำตลอดเส้นทาง เพื่อชะลอน้ำที่ไหลผ่านมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติไว้ใช้ในการเกษตรได้อย่างคุ้มค่าที่สุดก่อนจะปล่อยลงสู่ทะเล และยังทำเส้นทางคมนาคมให้เกษตรกรสามารถเดินทางขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากวางระบบการจัดการน้ำและเส้นทางคมนาคมแล้ว สถานีพัฒนาที่ดินพัฒนาที่ดินพัทลุง ยังแนะนำให้เกษตรกรเรียนรู้การพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน เริ่มจากพัฒนาพื้นที่นาข้าวด้วยการไถกลบตอซัง แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เมื่อต้นปอเทืองเจริญเติบโตประมาณ45-60 วัน จะทำการไถกลบอีกครั้ง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช โดยเฉพาะไนโตเจน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งเมื่อดินดี น้ำดี เกษตรกรก็จะได้ผลผลิตที่ดี มีกำไรจากการทำนามากขึ้น นำไปสู่ความมั่นคงในอาชีพต่อไป

นายคำพร ทิพยโสธร ประธานกลุ่มชาวนาผู้ใช้น้ำบ้านร่มเมือง ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง กล่าวว่า ที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำมาโดยตลอด ไม่มีน้ำทำนา บางปีทำนาได้ครั้งเดียว บางปีทำนาได้ 2 ครั้ง ไม่มีความแน่นอน เพราะขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ทำนา ส่งผลต่อเศรษฐกิจในชุมชน อีกทั้งยังมีปัญหาด้านการคมนาคมเพื่อขนส่งสินค้าเกษตร แต่หลังจากสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน เข้ามาสำรวจพื้นที่และสนับสนุนงบประมาณมาเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ และสร้างเส้นทางคมนาคม ก็ทำให้เกษตรกรสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้งสม่ำเสมอ การขนส่งสินค้าเกษตรสะดวกขึ้น นอกจากนี้ สถานีพัฒนาที่ดินพัทลุงยังให้คำแนะนำในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินด้วยการทำปุ๋ยพืชสด ก็ทำให้สภาพดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย ได้เพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่บ้านร่มเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะมีน้ำเพียงพอต่อการทำเกษตร สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้งสม่ำเสมอทุกปี สภาพดินในการทำเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ต้นทุนลดลง ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีความสุข ขอขอบคุณกรมพัฒนาที่ดิน ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรจนสามารถทำกินบนที่ดินได้อย่างคุ้มค่า” นายคำพร กล่าว

จากความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาของสถานีพัฒนาที่ดินพัทลุง ร่วมกับความเสียสละของคนในชุมชน เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คือความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำให้วันนี้ ชุมชนบ้านร่มเมือง ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการน้ำได้เป็นระบบ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘กรมปศุสัตว์’หนุนเกษตรกร ยกระดับการเลี้ยงโคเนื้อให้ได้คุณภาพ ป้อนตลาดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229890

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเลี้ยงโคเนื้อ เป็นอาชีพที่มีความสำคัญในการเกษตรของไทย มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรไม่น้อยกว่า 1.03 ล้านครอบครัว กรมปศุสัตว์ มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ โดยหวังจะให้การเลี้ยงโคเนื้อ เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการยกระดับการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพการผลิตดีเพื่อขายได้ราคา โดยส่งเสริมควบคู่กันทั้งการเลี้ยงโคพันธุ์ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อจำหน่ายในตลาดระดับล่างและกลาง รวมถึงการเลี้ยงโคลูกผสมพันธุ์ต่างประเทศเพื่อป้อนตลาดเนื้อคุณภาพสูง

น.สพ.ไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการสำรวจของกรมปศุสัตว์พบว่า ปัจจุบันมีโคเนื้ออยู่ในระบบประมาณ 4,700,000 ตัว ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ยังขาดโคแม่พันธุ์สำหรับเพิ่มปริมาณโคในประเทศอีกประมาณ 300,000 ตัว กรมปศุสัตว์จึงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการผลิตโคเนื้อเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ลดการนำเข้าเนื้อโคที่มีประมาณปีละหลายพันตัน ด้วยการเร่งขยายจำนวนแม่พันธุ์โคเนื้อผ่านโครงการต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมผ่านโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชตามแผนที่ Agri-Map ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมาย ให้กรมปศุสัตว์ปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวจำนวน 150,000 ไร่ มาส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ รวมถึงแพะ-แกะซึ่งในส่วนของโคเนื้อมีเป้าหมายให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 120,000 ไร่ โดยกรมปศุสัตว์จะต้องเพิ่มโคแม่พันธุ์เข้าไปในระบบอีกจำนวน 120,000 ตัว สิ่งสำคัญที่สุดที่กรมปศุสัตว์ต้องดำเนินการคือการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อที่มีคุณภาพ ได้เนื้อโคตรงตามลักษณะที่ตลาดต้องการ

สำหรับพันธุ์โคเนื้อที่กรมปศุสัตว์นำมาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง จะเน้นการใช้โคพันธุ์บราห์มัน เป็นพื้นฐานในการปรับโครงสร้างโค และใช้โคสายพันธุ์ยุโรปในการปรับคุณภาพเนื้อ เช่น ชาโรเล่ แองกัสและสายพันธุ์ที่นำเข้าใหม่คือ บีฟมาสเตอร์ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะวางฐานทิศทางที่ชัดเจนให้เกษตรกรนำไปพัฒนากับสายพันธุ์โคที่เลี้ยงอยู่ให้สูงขึ้น คาดว่าภายใน 10 ปี เกษตรกรไทยจะมีโคเนื้อที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน โคเนื้อสายพันธุ์เหล่านี้ โดยเฉพาะพันธุ์แองกัส ที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันแทรกค่อนข้างสูง ก็จะเป็นฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาโคเนื้อเกรดพรีเมี่ยม โดยเฉพาะในกลุ่มโควากิว ซึ่งเป็นโคเนื้อที่มีชื่อเสียงของชาวญี่ปุ่น มีไขมันแทรกสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เนื้อนุ่ม กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน หากนำโคพันธุ์วากิวไปผสมกับโคเนื้อพันธุ์ลูกผสมแองกัส ก็ยิ่งจะต่อยอดให้การพัฒนาโควากิวในประเทศไทยเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถผลิตโคเนื้อวากิวคุณภาพดีเยี่ยมคือโคเนื้อโคราชวากิว โดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีร่วมกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อโคราชวากิว สุรนารี จำกัด เพื่อสร้างเนื้อโคคุณภาพเยี่ยมมาตรฐานส่งออก ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้ ทั้งด้านเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ ด้านอาหารและรูปแบบการเลี้ยงที่ประณีต เพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของโคเนื้อวากิว ส่วนโคเนื้อเกรดพรีเมียมที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการเอง เช่น โคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็คที่มีเลือดผสมระหว่างโคพื้นเมืองและโคพันธุ์แองกัส มีความสมบูรณ์พันธุ์สูงอัตราการเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่า 1.0 กก/วันในระยะขุน คุณภาพซากความนุ่มและการแทรกของไขมันแบบไม่อิ่มตัวในกล้ามเนื้อตรงตามความต้องการของตลาดเนื้อชั้นสูง ส่วนอีกสายพันธุ์คือ โคทาจิมะภูพานหรือโคดำภูพาน ซึ่งเป็นโคเนื้อพันธุ์พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงได้รับทูลเกล้าฯถวายโคพ่อพันธุ์ทาจิมะมาจากรัฐบาลญี่ปุ่น และได้พระราชทานโคเนื้อทาจิมะคู่นี้ให้แก่กรมปศุสัตว์นำมาเลี้ยงที่ศูนย์ศึกษาฯ ภูพาน เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อสำหรับการขุนเพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง โคพันธุ์นี้มีความโดดเด่นที่ให้เนื้อคุณภาพดี เนื้อนุ่ม ไขมันแทรกสูงมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวต่อกรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าโคทั่วไป จึงปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งเนื้อโคเกรดพรีเมียมเหล่านี้ กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีราคาสูง หากส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตโคเนื้อเกรดพรีเมียมภายใต้ต้นทุนที่ไม่สูง ก็จะช่วยยกระดับอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อของไทยได้ แต่ต้องส่งเสริมไปพร้อมๆ กับการผลิตโคเนื้อเพื่อรองรับตลาดระดับล่างและกลาง ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของบ้านเรา

“ตลาดโคเนื้อในประเทศไทยในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ 1.ตลาดล่างซึ่งเป็นโคพื้นเมืองหรือพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรปล่อยเลี้ยงตามทุ่งหญ้าสาธารณะทั่วไป เมื่อได้น้ำหนักที่เหมาะสมเกษตรกรก็จะจำหน่ายออกสู่ตลาด กลุ่มนี้ถือเป็นตลาดใหญ่ของประเทศ 2.ตลาดระดับกลาง เป็นโคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปที่เกษตรกรนำมาเข้าสู่ระบบการเลี้ยงขุนเพื่อให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้คุณภาพเนื้อที่มีความนุ่ม มีไขมันแทรก เหมาะสำหรับทำสเต็ก อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้ตลาดมีความต้องการประมาณปีละ 500,000 ตัว ราคาค่อนข้างสูง 3.ตลาดโคเนื้อคุณภาพเกรดพรีเมียม ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ปัจจุบันตลาดมีความต้องการประมาณปีละ 12,000 ตัว แต่ก็ยังผลิตไม่เพียงพอ จึงมองว่าทิศทางโคเนื้อโดยรวมยังสดใส หากมองในแง่รายได้ของเกษตรกรยังมีทิศทางที่ดี เนื่องจากปริมาณโคเนื้อขาดแคลน ส่งผลให้เกษตรกรขายโคได้ราคาดี ยิ่งเปิดตลาดอาเซียน ประเทศไทยก็มีโอกาสทางการตลาดที่ดีทั้งในจีน มาเลเซีย ที่มีความต้องการโคเนื้อและกระบือจากไทยอีกจำนวนมาก” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘Agri-Map’เครื่องมือสู่การพัฒนาวงการเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229701

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map (Agricultural Map for Adaptive Management) สำหรับเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ วางแผนพัฒนาการทำเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสภาพเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map นั้นเป็นการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นำมาใส่ซ้อนทับลงในแผนที่ดังกล่าว ได้แก่ ชั้นที่ 1 เป็นแผนที่ความเหมาะสมของดิน แบ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุด S1 เหมาะสมปานกลาง S2 เหมาะสมน้อย S3 หรือไม่เหมาะสมเลย N แผนที่ชั้นที่ 2 เป็นข้อมูลแหล่งน้ำ ทั้งแหล่งน้ำในพื้นที่เขตชลประทาน คลองส่งน้ำต่างๆ แผนที่ชั้นที่ 3 เป็นแหล่งข้อมูลด้านโลจิสติกส์ แหล่งที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม หรือจุดรับซื้อผลผลิตภายในจังหวัดนั้นๆ พร้อมกับมีข้อมูลการวิเคราะห์สินค้าที่เหมาะสม ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ปริมาณผลผลิต ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ไปจนถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ฉะนั้น Agri-Map จึงมีข้อมูลทั้งด้านกายภาพและเศรษฐกิจรวบรวมไว้ เป็นข้อมูลของแต่ละจังหวัด

ขณะนี้ได้จัดส่ง Agri-Map ให้กับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command)ทั้ง 77 จังหวัดแล้ว เพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกร นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำการเกษตร ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญสอดคล้องความต้องการของตลาดมากขึ้น

โดยล่าสุด พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดปฏิบัติการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map ที่จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกันนี้ได้คัดเลือกจังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์และอุทัยธานี เป็น 3 จังหวัดนำร่องทำกิจกรรมปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยใช้เครื่องมือ Agri-Map เป็นตัวนำในการวางแผนการผลิต และดูว่าสินค้าเกษตรในจังหวัดนั้นที่ไม่เหมาะสมกับการผลิต หรือผลิตแล้วมีต้นทุนสูง แข่งขันในตลาดได้ยาก ดังเช่นกรณีของจังหวัดชัยภูมิและบุรีรัมย์ จะพบว่าพื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสมเลยอยู่ในระดับ N มีพื้นที่หลายแสนไร่ แต่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ หากพื้นที่นาข้าวที่ไม่เหมาะสมนั้นมีการปลูกข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว จะไม่ปรับเปลี่ยน เพราะเป็นข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ ตลาดมีความต้องการ ขณะที่ข้าวเหนียวเป็นข้าวเพื่อการบริโภคของคนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงภาคเหนือ ดังนั้น จะปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวที่ไม่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกข้าวขาว ซึ่งมีความต้องการค่อนข้างน้อยกว่าปริมาณผลผลิตที่ออกมา เบื้องต้นมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมของ 3 จังหวัดนำร่องประมาณ 1,300 ไร่ ไปทำกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน

สำหรับกิจกรรมที่จะปรับเปลี่ยนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่เหมะสมนั้น กระทรวงเกษตรฯ มีการบูรณาการหลายหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง โดยเลือกโครงการต่างๆ ไปลงในพื้นที่ เพื่อการปรับเปลี่ยนอาชีพจากพื้นที่ไม่เหมาะสม มาเป็นทำเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เลี้ยงปศุสัตว์ ทำประมงและปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เช่น ปรับเปลี่ยนจากนาข้าวที่ไม่เหมาะสมที่เป็นพืชเชิงเดี่ยวไปปลูกอ้อยที่เป็นเชิงเดี่ยวใหม่แทน หรือลดความเสี่ยงจากปลูกพืชอย่างเดียวมาทำผสมผสาน หรือไม่ปลูกพืชแล้วแต่หันมาเลี้ยงปศุสัตว์โคเนื้อ โคนม กระบือหรือไก่พื้นเมืองและปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไป หรือจะเปลี่ยนมาทำประมง หรือปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแต่ขณะเดียวกันก็สามารถปลูกข้าวไว้บริโภคได้

นอกจากการใช้ Agri-Map เป็นเครื่องมือช่วยในการปรับการผลิตที่ไม่เหมาะสม เพื่อลดอุปทานของสินค้าที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม N แล้วยังมีการใช้เครื่องมือของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก. 882 ศูนย์) และกำกับดูแลโดยSingle Commandอีกทั้งมีผู้ตรวจราชการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จาก 3 จังหวัดนำร่อง ก็จะมีจังหวัดที่นำเครื่องมือเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในปีต่อๆ ไปได้

“การปรับเปลี่ยนอาชีพให้มีความเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเกษตรกร ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ปรับเปลี่ยนชั่วคราวคือปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางกิจกรรม ทำเพิ่มขึ้นมาเพื่อมีรายได้เสริมอาชีพหลัก หรือปรับเปลี่ยนถาวร คือเลิกปลูกพืชแบบเดิมไปทำกิจกรรมใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของชุดดิน สภาพดินฟ้าอากาศ แหล่งน้ำ โลจิสติกส์ และตลาด อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องมีการรวมกลุ่มกันแม้จะเปลี่ยนไปผลิตอะไรก็ตามเพื่อสร้างความเข้มแข็งและมั่นคง โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเข้าไปให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนอาชีพให้มีความเหมาะสมเพื่อให้สอดรับกับนโยบายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

 

รายงานพิเศษ : รณรงค์ปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติฯในหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/229354

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันยังมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในอัตราสูงเนื่องจากสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของหญ้าแฝกกับการจัดการทรัพยากรดิน ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักประสานการดำเนินงานกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อดำเนินการศึกษา ทดลอง วิจัย และดำเนินการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดินจนในปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน แก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และน้อมนำวิธีปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำริด้านการใช้หญ้าแฝก พร้อมกับสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเกษตรกรในการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม  โดยมีเป้าหมายปลูกหญ้าแฝกจำนวน 70 ล้านกล้า พื้นที่ดำเนินการ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559

“เราจะคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน กำหนดวันรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก พร้อมทั้งเชิญเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเป็นการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงประโยชน์ของหญ้าแฝกและให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานและส่งเสริมให้เกษตรกรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 54 ล้านกล้า”อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินให้ลดน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะได้รับทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในประเทศไทย