รายงานพิเศษ : ‘ควายเลี้ยงคน’เมื่อกรมปศุสัตว์เปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชไม่เหมาะสม มาส่งเสริมเลี้ยงกระบือตามแผนที่‘Agri-Map’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228771

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนที่ Agri-Map ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงแผนที่สำหรับริหารจัดการเกษตรไทย โดยข้อมูลที่นำเข้าจะประกอบด้วย ข้อมูลด้านการเกษตร และด้านการพาณิชย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยการวิเคราะห์จำเป็นต้องคำนึงถึงสมดุลของทัพยากรการผลิต (ดิน น้ำ พืช) ผลผลิต อุปสงค์ และ อุปทานรวมทั้งปัจจัยการผลิต จึงจะทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสามารถคาดการณ์ในอนาคตได้ โดยเฉพาะหากเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์นั้นๆ

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำ Agri-Map ครบทุกจังหวัดแล้ว และได้ปฏิบัติการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคัดเลือกพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ และอุทัยธานี โดยได้ดำเนินงาน ที่จังหวัดชัยภูมิเป็นจังหวัดแรก เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงาน โดยมีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดปฏิบัติการฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ องค์การบริหารส่วนตำบลชีบน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ซึ่งในส่วนของกรมปศุสัตว์นั้น ได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map เพื่อส่งเสริมอาชีพอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

ไพโรจน์ เฮงแสงชัย

น.สพ.ไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่ากรมปศุสัตว์ดำเนินสนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชตามแผนที่ Agri-Map มาทำอาชีพอื่นที่เหมาะสมกว่า โดยร่วมกับธนาคารโค-กระบือ จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ) มีพื้นที่ดำเนินการนำร่อง 7 จังหวัด (นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ อำนาจเจริญและอุทัยธานี) เป้าหมายเกษตรกร 280 ราย เลี้ยงกระบือรายละไม่ต่ำกว่า 5 แม่ รวมจำนวน 1,400 ตัว

สำหรับการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-Map ที่จังหวัดชัยภูมิ พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ทำการปรับเปลี่ยนกิจกรรมได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ) โดยมีเกษตรกรจากอำเภอบ้านเขว้า อำเภอคอนสวรรค์ อำเภอบ้านแท่น และอำเภอหนองบัวระเหวเข้าร่วมโครงการ จำนวน 90 ราย จำนวนกระบือ 450 ตัว

เกษตรกรจะได้รับกระบือเพศเมียไปรายละ 5 ตัว โดยมีเงื่อนไขว่าภายใน 5 ปี เกษตรกรที่รับกระบือไปจะต้องคืนกระบือเพศเมียให้กับโครงการ จำนวน 5 ตัว เพื่อนำไปมอบให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป ซึ่งพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมีความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากเกษตรกรประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์โดยดังเดิม ทำให้มีตลาดรองรับอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมมาปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ อย่างน้อยรายละ 5 ไร่ ซึ่งจะลดปัญหาการขาดแคลนพืชอาหารจากธรรมชาติ ที่มีพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ

“กรมปศุสัตว์มั่นใจว่า เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงกระบือจะมีความมั่นคงในอาชีพ เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายกระบือไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 บาทแน่นอน เพราะความต้องการบริโภคยังมีต่อเนื่องและไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และยังจะมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายมูลกระบืออีกด้วย ในขณะที่จำนวนกระบือที่ได้รับไป 5 ตัวก็จะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี”รองอธิบดี กรมปศุสัตว์ กล่าว

สัมฤทธิ์ ยนต์ชัย

ด้านนายสัมฤทธิ์ ยนต์ชัย ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ บ้านหนองกระทุ่ม ต.ชีบน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า เดิมมีอาชีพทำนา แต่ได้ผลผลิตไม่แน่นอน เพราะต้องอาศัยปัจจัยจากธรรมชาติ บางปีน้ำท่วม บางปีฝนแล้ง ขณะที่ทำนาก็เลี้ยงกระบือเสริมกันไปด้วย แต่ช่วงแรกๆ ยังเลี้ยงแบบชาวบ้านทั่วไป ต้องไล่ต้อนกระบือไปกินหญ้าตามพื้นที่เลี้ยงสัตว์ในธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งต้องประสบปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์ จนกระทั่งสำนักงานปศุสัตว์เข้ามาให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือพร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์เลี้ยงกระบือ จึงเลิกทำนาแล้วหันมาเลี้ยงกระบืออย่างจริงจัง

พร้อมกับแนะนำให้วางรูปแบบฟาร์มให้เป็นระบบในพื้นที่ฟาร์มทั้งหมด 21 ไร่ โดยขุดขยายบ่อกักเก็บน้ำพื้นที่ 5 ไร่ แล้วนำดินมาถมเป็นคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมและปรับพื้นที่เพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 จำนวน 18 ไร่ สร้างโรงเรือนเลี้ยงกระบือ 2 หลัง แบ่งเป็นโรงพักสัตว์ขนาด 16×30 เมตร 1 หลัง และโรงพักคลอดขนาด 16×16 เมตร 1 หลัง ทำให้ปัจจุบันไม่ต้องต้อนกระบือไปกินหญ้าไกลๆ เพราะมีพืชอาหารสัตว์เพียงพอต่อการเลี้ยงกระบือทั้ง 41 ตัว ซึ่งจากการที่เลี้ยงกระบือเป็นระบบ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพให้กระบือกิน การเจริญเติบโตสมบูรณ์ดี ขายได้ราคา

“ปีนี้ผมสามารถขายควายไปแล้ว 5 ตัว ได้เงินมา 200,000 กว่าบาท ขายทีได้เงินเป็นแสนๆ เพราะควายสมบูรณ์ จึงได้ราคาตัวละ 40,000-50,000 บาท และยังมีรายได้จากการจำหน่ายมูลกระบือตากแห้งอีกกว่า 50,000 บาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงกับการทำนาที่ได้ผลไม่แน่นอนเพราะพื้นที่ไม่เหมาะสมอีกต่อไป ผมเคยทำนา แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะต้องอาศัยฟ้าฝน น้ำท่วมเสียหาย เลยหันมาเลี้ยงควาย และปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ดีกว่า ได้เงินทีเป็นแสน ตอนนี้ก็เท่ากับควายเลี้ยงผม” นายสัมฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมสหกรณ์โคนมพัทลุงตั้ง‘ธนาคารโคนม’ทดแทน หวังลดต้นทุนการผลิต-สร้างความเข้มแข็งในอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228611

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้ำนม ถือเป็นอาหารสุขภาพ ที่มีการรณรงค์ให้เด็ก และเยาวชน ได้บริโภค เพื่อเสริมสร้างให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีการพัฒนาการทางร่างกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญ ทั้งการผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพ การจัดระบบน้ำนมภายในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มน้ำนมโคแท้ 100% ที่มีคุณภาพ รวมทั้งได้กำชับให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง กำกับ ดูแล กระบวนการผลิตน้ำนมในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่กำกับดูแลการบริหารงานด้านสหกรณ์ทั่วประเทศ สหกรณ์โคนมก็เช่นกัน โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการบริหารจัดการของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด พร้อมกับส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ได้มีการเชื่อมโยงกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับสมาชิก รวมทั้งสหกรณ์ฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการจัดสร้างฟาร์มโคนมกลาง เพื่อผลิตโคนมทดแทนให้กับสมาชิก โดยจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ และการดูแลในบทบาทของสหกรณ์ฯ ที่มีต่อสมาชิก อีกทั้งเพิ่มความรู้เรื่องการเลี้ยงดูโคนม การให้อาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในอนาคต

สำหรับจุดแข็งของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม และมีหน่วยงานให้การสนับสนุนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ให้ความสนใจ และกำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาดูแลสหกรณ์ฯ ซึ่งมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาสหกรณ์ฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดพัทลุง พร้อมอนุมัติงบประมาณในการดำเนินงานกิจการของสหกรณ์ฯ และจะมีการจัดสรรงบประมาณในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบายด้านธนาคารสินค้าเกษตร โดยจัดตั้งธนาคารโคนมทดแทน ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฝากลูกโคเพศเมีย และถอนคืนเป็นโคสาวท้อง ปัจจุบันรับฝากโคจากสมาชิกจำนวน 80 ตัว ทำให้สมาชิกลดภาระการเลี้ยงลูกโคนมในฟาร์ม เพื่อให้สมาชิกมีแม่โคที่มีคุณภาพไปทดแทนโคนมปลดระวางเป็นการลดต้นทุนการผลิต ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมหารือกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ เพื่อวางแผนการประกอบธุรกิจ ซึ่งในอนาคตเรื่องแผนธุรกิจต่างๆ จะต้องเห็นเป็นรูปธรรม และสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ด้าน นายสุรัตน์ชูอักษร ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 102 ครอบครัว มีโคนมประมาณ 500 ตัว สามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เฉลี่ยวันละ 12 ตัน โดยสหกรณ์ฯ มีการบริหารจัดการแปลงหญ้าสำหรับเลี้ยงโคนมในระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ขนาด 300 ไร่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และมีอาหารคุณภาพให้โคนมอย่างเพียงพอ นอกจากนี้สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินโครงการฟาร์มโคนมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อสร้างฟาร์มโคนมต้นแบบบนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาสาขาปศุสัตว์ เป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมแก่สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาดูงานและท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดพัทลุงต่อไป

 

รายงานพิเศษ : หนุนโครงการแปลงใหญ่ปลานิล นำร่องสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรีเป็นต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/228420

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปฏิรูปภาคเกษตร ตามแผนการปรับโครงสร้างและพัฒนาการผลิตสินค้าประมง (ประมงแปลงใหญ่) ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเกิดระบบตลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เกษตรกร โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพด้วยการตรวจประเมินฟาร์มให้ได้มาตรฐานการผลิต

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลที่เป็นแปลงเล็กหลายคนจนกลายเป็นการบริหารจัดการร่วมกันในพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยมีการนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย กาฬสินธุ์ ชลบุรี และนครศรีธรรมราช โดยขณะนี้มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้า การยกระดับมาตรฐานฟาร์ม การจัดตั้งสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยง การติดตามประเมินผล และการบริหารโครงการ โดยกำหนดเป้าหมายให้มีผลผลิตปลานิลเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 สามารถลดต้นทุนการเลี้ยงได้อย่างน้อย ร้อยละ 10 มีการรวมกลุ่มแปรรูปอย่างน้อย 1 กลุ่ม และมีฟาร์มที่ได้ GAP อย่างน้อย 320 ฟาร์ม สามารถจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อย 4 กลุ่ม และส่งเสริมทางการตลาด ซึ่งได้ร่วมกับสภาหอการค้า โดยสมาคมแช่เยือกแข็งส่งจำหน่ายผลผลิตปลานิลในห้างสรรพสินค้าได้ 1 แห่ง และขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ รวมถึงตลาดต่างประเทศต่อไป

ปัจจุบันโครงการแปลงใหญ่ปลานิล มีการดำเนินการที่ชัดเจนและประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในรูปแบบ “ประชารัฐ”
คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชน ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในขณะนี้โดยเฉพาะโครงการปลานิลแปลงใหญ่ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งจากเดิมเมื่อปี’58 มีเกษตรกรในพื้นที่เพาะเลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในเขตอำเภอพานทอง และอำเภอพนัสนิคมจำนวน 180 ราย พื้นที่เลี้ยง จำนวน 1,797 ไร่ ปัจจุบันปี’59 มีเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก 300 และมีพื้นที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นเป็น 3,235 ไร่ พร้อมทั้งมีการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ซึ่งประกอบด้วยคณะทำงาน จำนวน 4 ทีม ได้แก่ ทีมผู้จัดการ ทีมลดต้นทุน ทีมการตลาด และทีมบริหารจัดการ

\

เชิดชัย พรหมแก้ว

นายเชิดชัย พรหมแก้ว ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ทำประมงในพื้นที่ได้มีการรวมตัวกันอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ แต่เป็นการรวมตัวทำธุรกิจจัดหาอาหารปลาด้วยกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยหลังจากที่มีการลงนาม MOU ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับ สภาหอการค้า เกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา

ตั้งแต่ที่ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ ในชื่อว่า “สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด” โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้เข้ามาวางระบบการทำงาน วางแผนการทำธุรกิจ การดำเนินงานด้วยวิธีการสหกรณ์ และก็นำวิชาการจากกรมประมงและหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาให้ความรู้ในการเลี้ยงปลา โดยหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรต้องการ 3 ด้านเพื่อช่วยเรื่องการลดต้นทุนคือ 1.พันธุ์ปลา/2.เทคโนโลยีในการเลี้ยง/และ3.อาหารปลา ซึ่งในส่วนนี้มีต้นทุนสูง 60%-70% ของการเลี้ยง

“การเลี้ยงปลานิลนั้นควรจะเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากจะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ รวมทั้งเกษตรกรสามารถจับกุ้งขายเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง พร้อมกันนี้ กรมได้วางแนวทางการดำเนินการใน 3 ปี โดยต้องการที่จะให้สหกรณ์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมปลาทั้งหมดของพี่น้องสมาชิกและจัดการเข้าตลาด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมความพร้อมไว้ 2 เรื่อง คือ 1.จัดหาเงินอุดหนุนมาให้สร้างเป็นแหล่งรวบรวมปลา และ 2.จัดหาเงินทุนดอกเบี้ยหมุนเวียนต่ำ เพื่อมาให้จัดการรวบรวมปลา และคาดว่าในปี 2561 น่าจะประสบความสำเร็จได้ 100% โดยในระยะแรกจะดำเนินการให้สหกรณ์แห่งนี้ขยายงานไปให้ครอบคลุมสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่บริเวณประมาณ 300 คน” นายเชิดชัย กล่าว

พรชัย บัวประดิษฐ์

นายพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด กล่าวว่า โครงการแปลงใหญ่ประชารัฐทำให้เกษตรกรมีการพัฒนาตัวเองเพิ่มมากขึ้นในหลายด้าน โดยในระยะแรกมีสมาชิกเพียง 100 กว่าราย จนกระทั่งมีนโยบายเรื่องแปลงใหญ่เกษตรกรในพื้นที่ได้มีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งมากขึ้น แต่เดิมมีการรวมพื้นที่อยู่ 1,000 กว่าไร่ ขณะนี้มีทั้งหมด 5,000 ไร่ มีสมาชิกกว่า 400 คน ประกอบกับการเลี้ยงปลาของเกษตรกรที่แต่เดิมจะปล่อยลุกพันธุ์ปลา 3,000-5,000 ตัวต่อไร่ ปัจจุบันลดลงเหลือ 800 -1,200 ตัวต่อไร่ ซึ่งทำให้ลูกพันธุ์ปลามีโอกาสรอดสูงและมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าเดิม และเมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตปลานิลเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 566 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มเป็น 623 กิโลกรัมต่อไร่ คิดรวมผลผลิตทั้งหมด 2,015 ตัน ประกอบกับสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม รายได้เฉลี่ย 26,000 บาทต่อไร่ อีกทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด ยังได้รับมาตรฐาน GAP อีกด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯคาดว่า ในปี 2560 โครงการปลานิลแปลงใหญ่ ทั้ง 4 จังหวัด จะดำเนินการตามแผนการเพิ่มผลผลิต ต้นทุนการผลิตลดลง ให้ได้ตามเป้า 10% หรือคิดเป็น 36,000 ตันต่อปี มีการรับรองมาตรฐาน GAP 1,680 ฟาร์ม จากทั้งหมด 2,100 ฟาร์ม และจัดตั้งกลุ่มแปรรูปสินค้าปลานิลให้ครบ 5 กลุ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 14 กลุ่ม สหกรณ์ปลานิล 4 แห่ง และมีผลผลิตปลานิลจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าภายในจังหวัดให้ได้จังหวัดละ 1 แห่ง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ประโยคที่ว่า “สินค้ายุคนี้ ต้องสู้กันด้วยไอเดียใหม่ๆ”

คงไม่เกินเลยจากความจริงในทุกวันนี้…เท่าใดนัก

เพราะช่วงเวลาของการแข่งขันกันอย่าง “เข้มข้น” นั้น เกิดขึ้นแล้วแทบทุกธุรกิจ

หากผู้ผลิตรายใดยังหยุดนิ่ง หรือก้มหน้าก้มตาขายของแบบเดิม-เดิม อยู่ต่อไป รายรับคงไม่น่าจะพอกับต้นทุน

เนื่องจากถูกคู่แข่งหัวคิด “ล้ำกว่า” แย่งชิงฐานลูกค้าไปเสียหมด

คิดเพื่อพ่อ

หวังช่วยลดขยะ

“อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป”สวยงาม น้ำหนักเบา ใช้ง่าย ไหลสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่คือข้อความประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำบุญแนวใหม่ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย นำไปสู่การสนทนากับ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง เจ้าของสินค้าไอเดียสร้างสรรค์

เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 38 ปี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ย้ายตามคุณพ่อ-คุณแม่ มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบ 30 ปีแล้ว

จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยว ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ปัจจุบันมีงานหลักคือ เป็นผู้บริหารรีสอร์ต “ณัฎฐิพล” ธุรกิจของครอบครัวตั้งอยู่ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ส่วนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ “อิมินา” นั้น เริ่มต้นจากความคิดของคุณพ่อของเธอ ที่อยากช่วยลดปัญหาขยะและสร้างความสวยงามให้กับวัด

“คุณพ่อมารับราชการที่จังหวัดเชียงรายนานแล้ว ทำให้ซึมซับประเพณีชาวเหนือหลายอย่าง โดยเฉพาะเวลาทำบุญเสร็จจะต้องกรวดน้ำกันทันที แต่หลายครั้งหาที่กรวดน้ำไม่ได้ ชาวบ้านมักใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลังหรือไม่ก็ใช้ขวดน้ำใบเล็กๆ แทน พอใช้เสร็จมักทิ้งกันไว้ ทำให้มีเศษขยะกองเป็นภูเขา ไม่สวยงามสะอาดตา” คุณอุ๋ย ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

สำหรับที่กรวดน้ำแบบดั้งเดิม ที่ส่วนใหญ่ทำจากทองเหลืองนั้น คุณอุ๋ย บอก จากการรับฟังจากปากพระเถระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงรายหลายแห่ง ทำให้ทราบข้อเท็จจริง ผู้คนสมัยนี้จิตใจยากแท้หยั่งถึง ที่ผ่านมา แม้แต่โกศเก็บกระดูก หรือที่กรวดน้ำที่ตั้งอยู่ในวัด ยังถูกลักขโมยไปขายเป็นประจำ

ขณะเดียวกัน ที่กรวดน้ำซึ่งทำจากวัสดุอื่น อย่าง กระเบื้อง หรือกะไหล่ทอง นั้นมีข้อด้อยตรงแตกหักง่าย

และด้วยความที่ ที่กรวดน้ำทำจากทองเหลือง-กระเบื้อง-กะไหล่ทอง มีราคาสูงถึงหลักร้อยต้นจนถึงร้อยปลาย ชาวบ้านจึงไม่ซื้อหามาใช้ส่วนตัวแน่นอน หรือแม้แต่คนมีกำลัง ก็หายากที่จะซื้อหาไว้เพื่อหิ้วไปวัด

คนส่วนใหญ่จึงใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเท่าที่จะหาได้ อย่าง ขวดน้ำส้ม ขวดน้ำเปล่า ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง มาใช้ในการกรวดน้ำกันเป็นประจำ

หลังจากได้รับโจทย์จากคุณพ่อ ให้มาช่วยคิด-ออกแบบ ทำที่กรวดน้ำแบบใหม่ ที่ไม่ต้องถูกขโมย ไม่แตกหักง่าย ไม่สร้างมลภาวะ และทำให้บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสวยงาม คุณอุ๋ยจึงเริ่มต้นด้วยการคิดและขีดเขียนแบบลงบนกระดาษ

เริ่มต้นจากความคิด จะทำให้ออกมาเป็นแบบศิลปะภาคเหนือ “ทรงเจดีย์ระฆังคว่ำ” รูปร่างเหมือนเจดีย์ธาตุชเวดากอง ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอคือ ปีมะเมีย

ลงทุนหลักแสน

ร้านสังฆภัณฑ์เมิน

หลังจากร่างแบบในกระดาษได้พอใจระดับหนึ่ง จึงติดต่อโรงงานฉีดพลาสติกของญาติที่กรุงเทพฯ ให้ช่วยขึ้นโมเดล-ตัวต้นแบบให้

แม้จะออกมาสวยงามอย่างแบบร่าง แต่พอนำมาทดลองใช้งานจริง น้ำกลับไม่ไหลออกมา จึงต้องคว้านรูน้ำไหลให้กว้างขึ้น เพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปได้

ช่วงที่ทำการปรับแบบก่อนนำไปขึ้นโมเดลต้นแบบอีกครั้ง ได้นำปัญหาไปปรึกษาอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทำให้มีหลายคนเข้ามาถามไถ่ว่าจะทำอะไร ทำไว้ใช้หรือทำออกขาย พร้อมกับแนะให้นำความคิดครั้งนี้ไปจดสิทธิบัตรไว้ก่อน ป้องกันปัญหาลอกเลียนแบบ

“ช่วงไปขอจดสิทธิบัตร เจ้าหน้าที่ถามว่าขายชิ้นละเท่าไหร่ ตอนนั้นไม่คิดจะทำขายเลยไม่รู้จะตั้งราคายังไง ทางเจ้าหน้าที่ท่านเดิมบอกน่าจะทำขายได้ ถ้าไม่เป็นผู้ผลิตเองก็ขายไอเดียได้ ความคิดในการทำเป็นธุรกิจจึงเริ่มตั้งแต่นั้น” คุณอุ๋ย บอก

และว่าหลังจากสั่งสินค้าล็อตแรก ยังหาหน้าร้านขายไม่ได้ เลยใช้วิธีการ นำไปถวายตามวัดต่างๆ ทั้งในเชียงรายและส่งไปให้ญาติที่อยุธยา หลายคนเห็นชอบใจ ทำให้มีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาบ้างเพียงประปราย

“ตอนลองผิดลองถูกกว่าจะออกมาใช้ได้ ลงทุนหมดไปเป็นแสน เลยต้องขวนขวายหาช่องทางจำหน่าย เริ่มต้นจากไปเสนอตามร้านสังฆภัณฑ์ในเชียงราย แทบทุกร้านปฏิเสธหมด บอกทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้แบบนี้ ของเดิมดีอยู่แล้ว ตอนนั้นท้อมาก กลับมาบ้านร้องไห้ประจำ เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งปี” คุณอุ๋ย เล่าพลางหัวเราะร่วน อารมณ์ดี

ได้กุนซือดี

ผลิตแทบไม่ทัน

กระทั่งช่วงกลางปีที่แล้ว มีโอกาสไปฟังสัมมนาโครงการพัฒนา SMEs จัดโดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) และมีเจ้าหน้าที่มาติดต่อ ให้นำสินค้าในแบบของเธอเข้าร่วมโครงการเป็นกรณีพิเศษ

ซึ่งนับว่าเป็นผลดีอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้การทำธุรกิจในหลายด้านแล้ว ยังพาไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศลาว ทำให้สินค้าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

จนได้เซ็นสัญญากับนักธุรกิจชาวลาว สั่งซื้อสินค้าล็อตแรกจำนวน 50,000 ชุด โดยทางผู้ผลิตจะเปลี่ยนฉลากบนแพ็กเกจสินค้าเป็นภาษาลาวให้

“คนลาว เรียกที่กรวดน้ำว่า เต้าน้ำหยาด ล็อตแรกตามสัญญาส่งไปแล้วหมื่นชิ้น หมดภายในเวลาไม่นาน ช่วงนี้กำลังทยอยส่งเพิ่ม ก่อนหน้ายังไม่ได้ทำสัญญา มีส่งให้กับรายย่อยด้วย ประมาณ 15,000 ชุด ทั้งแบบชิ้นเดียวและแบบแพ็กคู่

ทุกวันนี้ออร์เดอร์จากประเทศลาวยังดีอยู่เรื่อยๆ ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศของเขาซึ่งมีไม่เยอะเท่าบ้านเรา ออร์เดอร์ขนาดนี้ถือว่าดีมากแล้ว และอาจเพราะไม่ใช่ของกิน เลยขายช้านิดหนึ่ง รายรับเป็นเหมือนออมสิน ค่อยๆ หยอดไปค่ะ” คุณอุ๋ย บอกอย่างนั้น

และว่า หลังจากได้รับคำแนะนำจาก ISMED แล้ว การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัด อย่าง วัดร่องขุ่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านสังฆภัณฑ์ ต่างยินดีรับ “อิมินา” ไปวางจำหน่ายต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นโอท็อปของดีแม่จัน เชียงราย อีกด้วย

และเร็วๆ นี้มีเอเย่นต์มาติดต่อขอนำสินค้า “อิมินา” ไปลงในแค็ตตาล็อกของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ทำให้มีออร์เดอร์จากลูกค้ากลุ่มที่นำไปเป็นของแจกในงานต่างๆ อย่าง งานศพ งานทำบุญวันเกิด เป็นต้น

มาถึงวันนี้หายท้อหรือยัง คุณอุ๋ยยิ้มกว้าง ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด

“หายแล้วค่ะ แต่ไม่คิดว่าจะร่ำรวยอะไร แค่รู้สึกภูมิใจ ที่มีคนชอบสินค้าของเรา”

เมื่อถามถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ เจ้าของเรื่องราว บอก อยากได้ตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม เพราะเชื่อว่าที่ไหนมีคนพุทธ “อิมินา” ขายได้หมด ขึ้นกับว่าลูกค้าตรงนั้นจะเปิดใจรับของใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนปัญหาการลอกเลียนแบบ ไม่สร้างกังวลอะไร เพราะมีอนุสิทธิบัตรคุ้มครองไว้แล้วระดับหนึ่ง

แต่ถ้าจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น ก็ยินดีที่จะมีคนออกมาช่วยกันคิดค้นอะไรออกมาเพื่อพุทธศาสนาบ้าง…ไม่มากก็น้อย

อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

คุณสมบัติ

– ที่กรวดน้ำรูปแบบใหม่

– น้ำหนักเบา พกพาง่าย สะดวก สวยงาม

– สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยการเติมน้ำลงไป (ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยลดโลกร้อน)

– จดสิทธิบัตรแล้ว

– ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนบน (เป็นส่วนที่บรรจุน้ำ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถบีบเพื่อบังคับการไหลของน้ำได้ พร้อมฝาบิดเกลียว กันน้ำหก) และส่วนล่าง (เป็นส่วนที่ฐาน เพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาจากส่วนบน) ทั้ง 2 ส่วน สามารถล็อกติดกันได้ เปิดและปิดง่าย

– ใช้ได้ทุกงานบุญ ทำบุญวันเกิด ถวายสังฆทาน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ทำบุญเปิดร้าน เปิดกิจการ เปิดบริษัท ถวายพระบวชใหม่ ถวายสามเณรภาคฤดูร้อน งานฌาปนกิจ ฯลฯ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ถือศีลและปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่บาตรทุกวันพระหรือทุกวันเกิด

อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป บรรจุอยู่ในหลากหลายแพ็กเกจอยู่ในกล่องกระดาษ ทั้งแบบคู่ แบบเดี่ยว แบบที่มาพร้อมกับสบู่อยู่ในผ้าโปร่ง หรือจะเลือกแบบไม่ต้องใส่กล่อง สามารถนำไปแจกในงานพิธีต่างๆ ราคาขายส่งเริ่มต้นไม่ถึง 20 บาท

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง โทรศัพท์ (090) 316-0688 หรือ Facebook/อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

วันแห่งความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การสูญเสียคนรักไปอย่างที่ไม่มีวันกลับนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจยาก

แต่เมื่อไม่มีใครหนีพ้น คนเป็นเจ้าภาพคงต้องนึกถึงการจัดงานศพ ส่วนผู้มาร่วมงาน สิ่งทำได้ดีที่สุดคือ แสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับด้วย “พวงหรีด”

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักเป็นโครงทรงกลม ประดับด้วยดอกไม้หลากสี เขียนคำไว้อาลัยต่อท้ายด้วยชื่อผู้ให้ วางไว้จนกว่างานจะเสร็จสิ้น

แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานศพตามแต่รสนิยมของเจ้าภาพซึ่งรวมถึง…พวงหรีด ด้วย

……………

“พอพูดถึงพวงหรีด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอะไรที่เป็นทรงกลมๆ มีดอกไม้ประดับ แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำงาน DIY นำสิ่งของต่างๆ มาผสมผสานให้เป็นของใหม่ขึ้นมา เลยอยากทำพวงหรีดจากตุ๊กตาตัวหนึ่งที่แทนความหมายของคำว่าห่วงใย และไม่อยากให้เศร้าเลยทำรูปแบบสีสันสดใส สนุกสนาน ทำให้หายเศร้า สะท้อนว่าอย่าเศร้าเลย มีชีวิตต่อไปเถอะ คนที่อยู่ก็ยังดำเนินชีวิตต่อ” คุณเต้าหู้-ณฤต เลิศอุตสาหกูล นักออกแบบอิสระในนาม HOO DIY ชายหนุ่มผู้หลงรักงาน DIY เป็นชีวิตจิตใจ ดีกรีปริญญาตรีและโท สาขาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนเล่าให้ฟังต่อว่า พวงหรีดที่ทำจากห่วงยางสีชมพูอยู่บนหัวตุ๊กตา ที่เกริ่นถึงนั้น ให้ชื่อว่า Tube Doll หรือ ตุ๊กตาเป็นห่วง เป็นงานศิลปะในแบบของเขา ที่ส่งเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการ “ศาลาคนเศร้า” ซึ่งจัดโดยวง “เดอะ ชราภาพ” ศิลปินแนวใหม่

ซึ่งนิทรรศการดังกล่าว มีนักออกแบบกว่า 20 ชีวิต มาร่วมกันออกแบบผลงานศิลปะรูปทรงพวงหรีด ช่วยเตือนสติให้ผู้ชมงานดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เมื่อถามว่าพวงหรีดในแบบ “ฉีกกรอบ” จากแบบเดิมๆ ที่นำมาจัดแสดงกันนั้น สามารถนำไปใช้งานหรือผลิตขายได้จริงหรือไม่ คุณเต้าหู้ ให้ความเห็นว่า พฤติกรรม มุมมองของคนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

อย่างผลงานพวงหรีด Tube Doll มีข้อดีคือ ประหยัดพื้นที่การขนส่ง แค่เป่าลมให้พอง เสียบปลั๊กต่อไฟกะพริบให้สวยงาม แล้วนำมาตั้งในงานศพหรืออาจนำมาใช้ใหม่อีกครั้งได้ สามารถไปต่อยอดเป็นน็อกดาวน์ สามารถถอดได้เป็นท่อนๆ แล้วเอาไปประกอบทีหลังได้ เปลี่ยนแนวคิดว่าพวงหรีดต้องมีในลักษณะดอกไม้ตกแต่งเท่านั้น

และหากมีใครอยากทำออกมาขายจริง อยากให้ใช้วัสดุเหลือใช้ ไม่มีต้นทุนมาก แต่ถ้าเป็นต้นทุนจริงๆ มีตัวห่วงยาง หาได้ทั่วไปราคา 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับสีสัน แต่ถ้าจ้างพิมพ์ลวดลายพิเศษ มีช่อดอกไม้ประดับ หรือเพิ่มช่องให้ใส่คำไว้อาลัย สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ต้นทุนอาจอยู่ราว 100-500 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณในการผลิต

หรือหากคนที่อยู่ไกลอาจจัดส่งพวงหรีดในรูปแบบพัสดุ เมื่อถึงงานสามารถหยิบขึ้นมาเป่า เหมือนกับงานแต่งงานที่ส่งการ์ดเป็นอีเมลหรือเฟซบุ๊กแทนการใส่ซองทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนในแง่ของการประหยัดวัสดุ พวงหรีดทั่วไปที่ประดับด้วยดอกไม้ติดกับโฟมเมื่องานจบใช้แล้วทิ้งไป ไม่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ แต่หากเป็นห่วงยางสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในงานอื่นๆ อาจให้วัด หรือบริจาคให้กับเด็กๆ ได้ใช้ประโยชน์ในการนั่งเรือหรือว่ายน้ำ ซึ่งคิดว่าสามารถทำขึ้นได้จริงในอนาคต แต่การนำไปมอบในงานศพนั้นๆ ต้องคำนึงถึงกาลเทศะและเจ้าภาพที่จัดงานว่าเห็นด้วยหรือไม่

“ทุกวันนี้ หลายคนไม่มีเวลาไปงานศพ จึงจำเป็นต้องไปจ้างทำพวงหรีด ซึ่งพวงหรีดของทุกคนก็คล้ายกันไปหมด ไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดความรู้สึกที่มอบให้ไปตรงนั้น แต่ถ้าได้ทำเองมันเป็นการใส่ใจลงไปยิ่งมีคุณค่ามากกว่าใช้เงินไปซื้อพวงหรีดมามอบให้” คุณเต้าหู้ ว่าอย่างนั้น

ท้ายสุด ศิลปินหนุ่ม ให้แง่คิดไว้ด้วยว่า การออกแบบพุทธศิลป์ในเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องของการออกแบบบนฐานของความเชื่อ การตลาด ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว ในยุคใหม่ สินค้าของใช้ที่เกี่ยวกับพุทธศิลป์นั้น ย่อมเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย อาจเกิดสิ่งใหม่ได้ทั้งในแง่ดีและไม่ดี แต่หลักสำคัญที่สุด ควรเลือกใช้และเลือกทำให้เหมาะกับเหตุและผลรวมทั้งแก่นของศาสนาด้วย

ท่านใดอยากได้คำแนะนำดีๆ จากนักออกแบบรุ่นใหม่ท่านนี้ เผื่อบางทีอาจนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ ติดต่อพูดคุยไปได้ที่ อีเมล e_hooo@hotmail.com, Facebook/Hoo DIY และอินสตาแกรม/hoo_diy

กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

สร้างสีสันให้วงการศาสนา สำหรับกล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา สื่อเผยแผ่ธรรมะร่วมสมัยในยุคดิจิตอลที่บรรจุเสียงธรรมคมชัดไว้ให้ฟังมากมาย อาทิ บทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ ข้อคิดเตือนใจต่างๆ วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกเพศ ทุกวัย มองว่าการสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ฉะนั้น กล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา จึงเป็นทางเลือกของคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย ทำจิตใจสงบ และผ่อนคลาย

พลิกวงการสื่อธรรมะ

ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ธรรมสภา สำนักพิมพ์เอกชนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีปณิธานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี (นายบรรลือ สุขธรรม ป.ธ.๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ก่อสร้างธรรมสภา อันเป็นธรรมสภาแห่งแรกของประเทศไทย สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงปิดทองลูกนิมิตเอก ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ธรรมสภาจดทะเบียนนิติบุคคล ใช้ชื่อการค้าว่า บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด มี คุณสุทธิรักษ์ สุขธรรม ดำรงประธานกรรมการ คุณธรรมะ สุขธรรม เป็นประธานบริษัท

ปัจจุบัน บริษัท ธรรมสภา เผยแผ่ธรรมะรูปแบบต่างๆ อาทิ จัดพิมพ์และเผยแผ่หนังสือธรรมะ ซีดีและวีซีดีธรรมะ รับพิมพ์งานหนังสือธรรมานุสรณ์และหนังสืออนุสรณ์ ผลิตหนังสือธรรมะมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดย คุณสุทธิรักษ์ เป็นลูกชายท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี พระชั้นผู้ใหญ่ ที่ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรม เพื่อสืบอายุพระศาสนามาตลอด โดยต้นฉบับทุกชิ้นที่ตีพิมพ์ได้รับความร่วมมือจากทุกวัดในประเทศ

“ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2530 ธรรมสภาผลิตหนังสือธรรมะออกสู่ตลาด แต่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจเท่าที่ควร เป็นเพราะรูปเล่มไม่สวยงาม ไม่น่าอ่าน พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ สีเหลืองเก่าๆ มีแต่ตัวหนังสือสีดำเล็กๆ ต่อมา พ.ศ. 2540 ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม จัดทำสื่อธรรมะรูปเล่มสวยงาม น่าอ่าน ใช้กระดาษมันอาร์ต ปกแข็ง เย็บเล่มสวยงาม สามารถขึ้นโชว์ตามร้านหนังสือชั้นนำ ติดอันดับ Best Seller เหมือนหนังสือทั่วไป ประชาชนหันมาอ่านหนังสือธรรมะเพิ่มมากขึ้น”

หลายคนมองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับผู้สูงวัย หรือคนที่ละทางโลก ด้านคุณสุทธิรักษ์ มองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ล้วนสามารถนำพระธรรมคำสอนมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเด็ก ธรรมะจะอยู่ในรูปแบบของการ์ตูนหรือรูปภาพที่อ่านง่าย ในช่วงวัยรุ่นจะมีหนังสือธรรมะที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการครองชีวิตในวัยรุ่น อยู่อย่างไรไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม ส่วนวัยชรา หนังสือธรรมะเน้นเรื่องการรักษาตัว รักษาใจ สอนให้พิจารณาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อไม่ให้กังวลถึงสิ่งเหล่านี้

ทุกวันนี้ รูปแบบของสื่อธรรมะมีความทันสมัย ธรรมสภาก็ปรับตัวสอดคล้องกับกาลเวลา มีสื่อ อาทิ เทป ซีดี วีซีดี หนังสือการ์ตูน รวมถึงกล่องเสียงธรรม สื่อเผยแผ่ธรรมะยุคดิจิตอล บรรจุเสียงธรรมเพื่อความสุขใจของผู้ฟัง

รวมทุกบทสวด

เสียงต้นฉบับ และเสียงพากย์

“กล่องเสียงธรรม” บรรจุบทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ คำสอน เพลงธรรมะ ฯลฯ รวมกว่า 1,000 ชั่วโมง โดยแปลงไฟล์จากแผ่นเสียง CD มาอยู่ในรูปแบบ SD Card ใช้งานง่าย พกพาไปได้ทุกที่ และเป็นเจตนาที่ธรรมสภาต้องการเผยแผ่ธรรมะ

สำหรับบทสวดมนต์มีครอบคลุมทุกบท ตั้งแต่ ทำวัตรเช้า-เย็น พร้อมคำแปล ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) อาราธนาศีล 5 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คาถาบูชาท้าวจตุโลกบาล ขอขมาพระรัตนตรัย บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา โพชฌังคปริตร พระเจ้า 30 ชาติ 84 นิทานเทียบสุภาษิตไทย ฯลฯ

กล่องเสียงธรรมมีทั้งเสียงทีมพากย์ชื่อดัง และเสียงจากพระชั้นผู้ใหญ่แถวหน้าระดับประเทศที่ทางธรรมสภาได้เคยบันทึกไว้ อาทิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี, พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จังหวัดนนทบุรี, พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้น

กล่องเสียงธรรม ประกอบด้วย

1. SD card 16 GB. ที่รวบรวมเสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ รวบรวมไว้ 900 กว่าเรื่อง

2. สมุดบันทึก ที่มีคู่มือการใช้งาน และหัวข้อธรรมต่างๆ พร้อมสายชาร์จ

3. วิทยุสำหรับเปิดฟังเสียงธรรม พร้อมสายชาร์จแบต สามารถเปิดฟัง FM หรือเสียบ USB, SD card, Mocro SD card และช่องเสียบหูฟัง น้่ำหนักเบาพกพาได้สะดวก คำแนะนำ ควรชาร์จแบตเครื่องวิทยุ 6 ชั่วโมง ก่อนการใช้งาน สามารถเปิดเสียงธรรมได้นาน 6-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

ด้านบทสวดยอดฮิต คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า อันดับ 1 ที่คนนิยมสวดกันมากที่สุดคือ ทำวัตรเช้า-เย็น อันดับ 2 คาถาชินบัญชร อันดับ 3 บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา อันดับ 4 ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

สำหรับสื่อธรรมะ “กล่องเสียงธรรม” ทางธรรมสภาวางจำหน่ายได้ปีกว่าแล้ว ยอดขายมากกว่า 1,000 กล่อง คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ของบริษัทมาจากกล่องเสียงธรรม และในปี 2559 จะรุกธุรกิจสื่อธรรมะออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนในยุคนี้

ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด โทรศัพท์ (091) 883-7117,

(091) 884-9916 ที่อยู่ เลขที่ 1/4-5, 2-14 ม.10 ถนนบรมราชชนนี ปากซอยบรมราชชนนี 119 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

กล้าไม้ สร้างชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

กล้าไม้ สร้างชีวิต

ช่วงก่อนเข้าฤดูฝนเล็กน้อย ยาวนานต่อเนื่องไปตลอดฤดูฝน จนปิดท้ายฤดูฝนที่ประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม เป็นช่วงที่เม็ดเงินแพร่สะพัด กระจายรายได้เข้าสู่แหล่งผลิตกล้าไม้ทั่วประเทศ ทั้งแหล่งเล็กแหล่งใหญ่ แจกฟรี หรือซื้อขาย ก็นับเป็นวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง

ที่กล่าวรวมถึงแหล่งแจกกล้าไม้ฟรี และอยู่ในวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการแจกกล้าไม้ฟรี มีบุคลากรสำหรับเพาะพันธุ์กล้าไม้ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องซื้อหรือสั่งทำจากเกษตรกรภายนอกหน่วยงาน เพื่อให้มีจำนวนกล้าไม้ตามงบประมาณที่รัฐสนับสนุนสำหรับแจกจ่ายให้กับผู้สนใจหรือเกษตรกรตามปีงบประมาณนั้นๆ

กล้าไม้เศรษฐกิจทั่วไป อาจจะหาได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับกล้าไม้ป่า แม้จะมีแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีของหน่วยงานภาครัฐก็ตาม แต่ความต้องการในเนื้อไม้ไม่เคยลดลง ทำให้กล้าไม้ป่าเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีมีจำนวนกล้าไม้ที่จำกัด และมีจำนวนชนิดไม่มากพอ หากผู้สนใจต้องการกล้าไม้ในชนิดที่มากกว่านั้น แหล่งเพาะกล้าไม้จะรองรับได้ดีกว่า

ดินทอง วังทอง ทองสมชื่อ

กล้าไม้หลาก สมคำร่ำลือ

แหล่งไม้ป่าใหญ่สุดในประเทศ

หากจะเอ่ยถึงแหล่งเพาะกล้าไม้ที่มีกล้าไม้หลากหลายในอันดับต้นๆ ของประเทศ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ก็น่าจะติดอันดับ เพราะเป็นแหล่งเพาะกล้าที่มีเกษตรกรผู้เพาะกล้าและมีจำนวนซื้อขายกล้าไม้ต่อปีหลายสิบล้านต้น ในที่นี้คงต้องพาเข้าไปถึงยังแหล่ง ซึ่งสำรวจแล้วพบว่ากล้าไม้วังทองที่ขึ้นชื่อ ไม่ได้ตั้งวางไปทั่วอำเภอวังทอง แต่มีเฉพาะตำบลดินทอง เขตอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เท่านั้น

พื้นที่ตำบลดินทอง เดิมเป็นหมู่บ้านในตำบลวังทอง มีแม่น้ำวังทองเป็นแนวเขต ต่อมาปี 2523 กระทรวงมหาดไทย ประกาศแยกหมู่บ้านดินทอง ออกจากตำบลวังทอง และให้ใช้ชื่อว่า ตำบลดินทอง ซึ่งเหตุที่ชื่อว่าตำบลดินทอง เนื่องจากผืนดินบริเวณนี้เป็นดินสีแดงและเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกไม้ทุกชนิด นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลดินทองยังเป็นที่ราบ เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชไร่และพืชสวน เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพหลักคือ ทำนา และมีอาชีพเสริมคือ เพาะพันธุ์กล้าไม้ ซึ่งปัจจุบันเกือบทุกครัวเรือนยกระดับอาชีพเสริมขึ้นมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว เพราะแม้กระทั่งสินค้าที่เป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ยังเป็นผลิตภัณฑ์จากการเพาะชำกล้าไม้

จากการพูดคุยกับ คุณสุเทพ แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลดินทอง ที่เอ่ยปากบอกกับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ว่าเป็นคนหนุ่มที่เพิ่งมาทำงานในหน้าที่กำนันได้ไม่ถึงปี แต่ก็มีแนวคิดรวบรวมเกษตรกรผู้เพาะกล้าไม้ในตำบลดินทองทั้งหมด ตั้งเป็นกลุ่มเพาะชำกล้าไม้ตำบลดินทอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า และเพื่อต่อรองราคาวัตถุดิบจำเป็นที่นำมาใช้ในงานเพาะกล้าไม้ อันเป็นช่องทางหนึ่งในการลดต้นทุนการเพาะกล้าไม้ของเกษตรกร

“ผมเกิดและโตที่นี่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นชาวบ้านเขาทำอาชีพเพาะกล้าไม้ขายกันมาก่อนแล้ว ก็น่าจะทำกันเป็นอาชีพไม่ต่ำกว่า 50 ปี เริ่มจากสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ด้วยการแจกกล้าไม้ แต่คนของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เพาะกล้าไม้ไม่มี จึงขอให้ชาวบ้านเพาะกล้าไม้แล้วรับซื้อไปด้วยงบประมาณของหน่วยงาน แล้วจึงนำมาแจกตามจำนวนงบประมาณที่ได้ในแต่ละปี หลังจากสถานีรับซื้อไปแล้ว ก็ยังพอเหลือกล้าไม้อยู่ พอวางขาย ก็มีคนมาขอซื้อ ชาวบ้านเห็นเป็นช่องทางสร้างรายได้ ก็เพาะเกินจำนวนที่สถานีต้องการ นำมาขายเป็นรายได้เสริม”

จากจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาซื้อ ขยายออกไปเกือบทั่วประเทศที่สั่งซื้อกล้าไม้จากที่นี่ เช่น ตลาดต้นไม้รังสิต คลองสิบห้า ตลาดนัดต้นไม้จตุจักร เป็นต้น

สัก ยางนา กันเกรา ประดู่ กฐินเทพา พะยอม หว้า พะยูง ตะเคียน มะค่า แคนา กฤษณา มะฮอกกานี รัง แดง ขี้เหล็ก ฯลฯ หาได้จากที่นี่

จาก 1 เพิ่มเป็น 10 จาก 10 เพิ่มเป็น 100 ราย ปัจจุบันมีมากกว่า 200 ราย

จำนวนค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถามว่า เพิ่มขึ้นเพราะเหตุใด

คุณสุเทพ ให้เหตุผลว่า เพราะการขายกล้าไม้ได้เม็ดเงินเร็ว เห็นเม็ดเงิน ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ไม่เหมือนการทำนา ทำสวน หรือทำไร่ ที่ต้องรอรอบผลผลิตจึงขายได้เงิน และยังไม่แน่ใจว่าจะได้กำไรจากการลงทุนในแต่ละรอบการผลิตหรือไม่ แต่สำหรับกล้าไม้ที่ขายไป ไม่กี่เดือนก็ได้เงิน มีคนมาซื้อถึงบ้าน จ่ายเงินสด เห็นเงินเร็วกว่ารอรอบการผลิต ทำให้หลายบ้านเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน มาเพาะกล้าไม้ขายอย่างเดียว

ในอดีต กล้าไม้มีไม่กี่รายที่เพาะขาย ราคากล้าไม้จึงจัดว่าได้กำไรดีมาก กำไรต่อถุงกล้าไม้ 15-18 บาท จำนวนซื้อแต่ละครั้งไม่น้อยกว่าหลักหมื่น ขึ้นหลักแสน ไปถึงหลักล้านต้น เมื่อคำนวณเม็ดเงินที่ได้ในการซื้อขายแต่ละครั้ง ก็เป็นเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย

จำนวนผู้ขายที่เพิ่มมากขึ้น เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า แต่สำหรับผู้ขายแล้วหมายถึงรายได้ที่ลดหายไป การแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้กล้าไม้ราคาถูกลง คุณสุเทพ บอกว่า ไม่มีเกษตรกรรายใดเพาะกล้าไม้มาแล้วอยากให้กล้าไม้ถูกวางทิ้งไว้นาน เพราะต้นไม้ยิ่งโตมากเท่าไหร่ โอกาสถูกซื้อน้อยลงมากเท่านั้น และถ้าไม่มีคนซื้อ ก็เท่ากับทิ้งเงินที่เป็นต้นทุนไป

“กล้าไม้ที่ขายไม่ได้ ถ้าโตขึ้นหน่อยก็ต้องเปลี่ยนถุง เปลี่ยนดิน ต้องขยับเปลี่ยนที่วาง ไม่อย่างนั้นรากจะลงดิน ก็ต้องมาตัดรากอีก ต้นไม้ที่ตัดรากลูกค้าก็ไม่ค่อยอยากได้ เพราะนำไปปลูกก็เจริญเติบโตไม่ค่อยดี หรือเติบโตได้แต่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ฉะนั้น ขายได้ก็ต้องรีบขาย”

ปัจจัยผู้ค้าที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ราคาซื้อขายเปลี่ยนไป จากถุงละ 10-20 บาท เหลือเพียงราคาถุงละ 1.50-2 บาทเท่านั้น คุณสุเทพ ยืนยันว่า หากต้องการขายให้ได้กำไร ควรขายในราคาอย่างน้อยถุงละ 3 บาท มิฉะนั้นจะเข้าเนื้อขาดทุน แต่ก็มีเกษตรกรหลายรายที่ยอมขายในราคาขาดทุน เพราะไม่ต้องการให้กล้าไม้เหลือทิ้งข้ามปี เป็นภาระค่าใช้จ่ายตามมาอีกมาก

แม้ว่าตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จะเป็นแหล่งที่มีดินอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้สำหรับเพาะกล้าไม้ เกษตรกรต้องควักกระเป๋าซื้อทั้งหมด นับตั้งแต่ ดิน (หน้าดิน) แกลบ ถุง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ ยังมีค่าแรงคนงานในขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ ค่ากรอก ร้อยละ 12 บาท ค่าแรงยกขึ้นรถ ร้อยละ 10 สตางค์ เป็นต้น

กำนันตำบลดินทอง บอกกับเราว่า ในอดีตชาวบ้านจะเข้าป่าไปเก็บเมล็ดพันธุ์นำมาเพาะกล้าเอง ไม่ต้องซื้อขาย แต่เมื่อเกษตรกรเพาะกล้าไม้เพิ่มมากขึ้น ก็มีเกษตรกรบางรายหัวใส เก็บมาจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อ รายที่ไม่สะดวกเข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์เองก็พร้อมซื้อเมล็ดพันธุ์ต่ออีกทอด ความหลากหลายของไม้ป่าที่แหล่งเพาะกล้าไม้วังทอง เป็นผลพวงให้เกษตรกรที่นี่ยังคงเข้าป่าเก็บเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดใกล้เคียง และเดินทางออกไปไกลถึงป่าในจังหวัดแถบภาคอีสาน เพื่อนำมาขายให้กับเกษตรกรเพาะกล้าไม้ในพื้นที่ตำบลดินทอง

คุณมาลัย สิงห์อุดร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลดินทอง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ตำบลดินทองมีเกษตรกรเพาะกล้าไม้ขายทั้งตำบล แต่ในพื้นที่หมู่ที่ 7-9 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่เพาะกล้าไม้ขายเป็นอาชีพมากที่สุด สำหรับความยากง่ายของการเพาะกล้าไม้ป่านั้น ขอแนะนำว่า กล้าไม้ป่าที่โตแล้วไม่ต้องกังวล แต่ระหว่างที่เพาะ นำลงถุงกล้า เป็นกล้าไม้เล็กๆ ต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่อย่างนั้นก็ตายเสียเปล่า เริ่มจากการหว่านกล้าลงแปลง ใช้ยาราดซ้ำป้องกันเชื้อรา เมื่อกล้าที่หว่านแปลงเริ่มงอกขึ้นมา แล้วค่อยเลือกเด็ดออกมาเสียบกับถุงกล้าที่เตรียมดินไว้แล้ว

“ระยะเวลาที่เริ่มเพาะตั้งแต่หมดฤดูฝน ลงเพาะในแปลง จากนั้นเตรียมดิน กรอกถุงรอ ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่เริ่มเพาะจนเสียบในถุง รดน้ำ ให้กล้าพร้อมจำหน่าย ก็เข้าฤดูฝนพอดี กล้าไม้จะเริ่มขายดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่คนนิยมปลูกต้นไม้ โดยไม่ต้องรดน้ำ อาศัยน้ำฝนช่วยดูแลได้”

ตัวอย่างไม้ป่ายอดนิยม อย่างต้นสัก ราคาขายอยู่ที่ปี๊บละ 150 บาท เมื่อนำมาเพาะแล้วอัตราการงอกร้อยละ 70-80 ขึ้นกับความซื่อสัตย์ของพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์ ทำให้เกษตรกรต้องเลือกซื้อพ่อค้าประจำ เพื่อมั่นใจว่าได้เมล็ดพันธุ์แก่มากพอสำหรับการเพาะ

ในแต่ละปี เกษตรกรแต่ละรายมีกำลังการผลิตกล้าไม้ที่ไม่เท่ากัน คุณสุเทพ บอกว่า กำลังการผลิตมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่สำหรับวางกล้าไม้ด้วย เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ การเช่าพื้นที่วางกล้าไม้ก็ไม่คุ้มค่า เพราะต้นทุนการผลิตจะสูงมากขึ้นไปอีก แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000-300,000 ต้น ในรายที่มีพื้นที่และขยันมาก สามารถผลิตกล้าไม้ได้ถึงปีละประมาณ 500,000 ต้น

ทุกปี ความต้องการกล้าไม้จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ขึ้นกับกระแสการปั่นของพ่อค้าที่รับกล้าไป หากต้องการให้ต้นไม้ชนิดใดได้รับความนิยมในช่วงนั้นๆ ก็จะเชียร์ต้นไม้นั้นให้กับลูกค้า แต่ไม้ที่คงความนิยมไม่เสื่อมคลายคือ สักและพะยูง

คุณสมคิด วรรณทวี เจ้าของร้านขายกล้าไม้รายแรกของตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเพาะกล้าไม้ป่าขายมาตั้งแต่ปี 2535 บอกว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลดินทองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ การเพาะกล้าไม้เริ่มจากหน่วยงานราชการมีนโยบายแจกกล้าไม้ให้กับประชาชนฟรี เพื่อนำไปปลูก หน่วยงานราชการจึงจ้างวานให้ชาวบ้านใกล้เคียงเพาะกล้าไม้และรับซื้อ จึงเป็นที่มาของแหล่งเพาะกล้าไม้ของตำบลดินทอง

“เมื่อก่อนป้าเป็นลูกจ้างอยู่ในหน่วยงานทางป่าไม้ ก็เห็นเขาจ้างชาวบ้านเพาะกัน เราเห็นว่ามีรายได้ เลยเพาะกล้าขายบ้าง หลังลาออกจากการเป็นลูกจ้างในหน่วยงาน ก็ออกมาเพาะกล้าไม้ขายเป็นอาชีพจนถึงปัจจุบัน”

แม้ว่ากล้าไม้ในพื้นที่ตำบลดินทอง จะเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศว่าเป็นแหล่งไม้ป่าที่มีครบทุกชนิด แต่ปัญหาการเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้เพาะกล้าไม้ยังคงไม่ยุติ ซึ่งจะส่งผลให้ราคากล้าไม้ที่ตกต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำลงไปได้อีกในอนาคต คุณสุเทพ ในฐานะกำนันตำบลดินทอง จึงมีแนวคิดสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม สำหรับการต่อรองซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตถูกลง มีความน่าเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจเพาะชำกล้าไม้ตำบลดินทอง

“เกษตรกรผลิตกล้าไม้มีมากกว่า 200 ราย แต่ที่รวมกลุ่มด้วยกันมีประมาณ 80 ราย ส่วนที่ไม่รวมกลุ่มอาจเป็นเพราะมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว อย่างไรก็ขายกล้าไม้ได้ แต่เกษตรกรรายใดที่ยืนอยู่บนความเสี่ยง เมื่อรวมกลุ่มเราจะช่วยกันต่อรองราคาวัตถุดิบ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง เช่น แกลบดำ ขนาด 1 รถสิบล้อ ราคา 4,500 บาท สามารถต่อรองให้เหลือเพียง 3,000-3,500 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกค้ามั่นใจ เพราะการสั่งกล้าไม้ในจำนวนหลักแสนขึ้นไป จำเป็นต้องมีการวางมัดจำ เพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งงานและลูกค้าไม่รับกล้าไม้ตามที่ตกลง เพื่อเป็นกติการะหว่างกัน แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และแหล่งที่มา”

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุเทพ แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลดินทอง โทรศัพท์ (081) 283-3310 และ (089) 703-3380

กล้าไม้ดี หาได้ที่

เขารัง เพชรบูรณ์

พื้นที่เขารัง ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเพาะกล้าไม้ขายมายาวนาน เป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีพ่อค้าแม่ค้าวิ่งรถมาซื้อกล้าไม้จากหลายจังหวัด ในอดีตเขารังเป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ป่า แต่ปัจจุบันความต้องการกล้าไม้อื่นที่ไม่เฉพาะกล้าไม้ป่ามีมาก ทำให้เกษตรกรที่มีอาชีพเพาะกล้าไม้ป่าเพียงอย่างเดียว ต้องปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า เพิ่มปริมาณการเพาะกล้าไม้ผลและไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น คงจำนวนชนิดไม้ป่าไว้ แต่ลดจำนวนการเพาะกล้าไม้ป่าลง

คุณป้าเล็ก ประทุมชัย วัย 62 ปี อาชีพหลักคือ เพาะกล้าไม้ขาย คุณป้าเล็กเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่เริ่มเพาะกล้าไม้ป่าขาย นับย้อนไปกว่า 30 ปีแล้ว ที่อาชีพเพาะกล้าไม้ป่าขายบนเขารังเริ่มต้นขึ้น คุณป้าเล็ก เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเกษตรกรเพาะกล้าไม้จำหน่ายบนเขารัง เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของสถานีเพาะชำกล้าไม้ นำกล้าไม้ป่าเข้าไปปลูกบนเขาแทนพื้นที่ว่าง ชาวบ้านเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก จึงเข้าป่าเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ามาเพาะ แล้วลองวางขาย ก็มีชาวบ้านในแถบอำเภอใกล้เคียงมาซื้อไปปลูก เพราะเห็นเป็นไม้ป่า ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไป

“พอมีคนเริ่มทำ ขายได้ คนอื่นเห็นว่าทำแล้วขายได้ก็อยากทำบ้าง ก็เข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์มาเพาะวางขาย ก็ขายได้เหมือนกัน เลยทำกันมาเรื่อย คนทำก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไงก็ขายได้ตลอด ป้าคิดว่าเราขายได้ก็เพราะเราเพาะไม้ป่าที่หาซื้อกล้าไม้ยาก ไม่เหมือนไม้ทั่วไป”

คุณป้าเล็ก บอกว่า ไม้ป่าเพาะง่าย ในอดีตเก็บจากในป่าที่ถูกไฟไหม้ เมล็ดงอกดี อาจเป็นเพราะไฟช่วยให้เปลือกเมล็ดบางลง ทำให้งอกขึ้นง่าย บางรายเข้าไปเก็บไม่ไหวก็ขอซื้อต่อจากคนที่เข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์ ถ้าได้มาแบบไม่ได้ถูกไฟไหม้ก็นำไปแช่น้ำเพื่อให้งอกง่าย แต่การแช่น้ำก็ได้ผลไม่ดี ต้องนำไปตากแดดนานหลายเดือน เมื่อเข้าฤดูฝน เมล็ดพันธุ์ที่ตากแดดได้น้ำจากฝนก็จะงอกขึ้นและแข็งแรงดีมาก

หลายปีก่อนหน้านี้ ไม้ป่าก็ยังคงเป็นที่นิยม แต่ความนิยมในพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นก็มีมาก ขั้นตอนการเพาะกล้าก็ไม่ต่างกัน ทำให้เกษตรกรเพาะกล้าไม้บริเวณเขารัง เริ่มปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ลูกค้าถามหาพืชชนิดใด ก็จะเพาะกล้าไม้รองรับพืชชนิดนั้นๆ ไว้ ทำให้มีไม้หลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น

สำหรับคุณป้าเล็กเอง อาชีพเพาะกล้าไม้ เป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกตั้งแต่เล็กจนจบการศึกษา จึงถือว่าเป็นอาชีพหลัก หากไม่นับการทำไร่ข้าวโพด

คุณป้าเล็กมีลูกค้าประจำ โทรศัพท์มาสั่งชนิดและจำนวนกล้าไม้ ถึงเวลาก็ขับรถมารับนำไปขายในตลาดต้นไม้หลายจังหวัด ส่วนราคาซื้อขาย คุณป้าเล็ก บอกว่า ราคาลดลงจากเมื่อก่อนมาก ในอดีตราคาซื้อขายกล้าไม้ถุงละ 5-6 บาท แต่ปัจจุบันราคาซื้อขายไม่เกิน 2-4 บาท ต่อถุง โดยปัจจัยที่ทำให้ราคากล้าไม้ถูกลงคือ จำนวนเกษตรกรที่ผลิตกล้าไม้เพิ่มขึ้น

การเพาะกล้าของคุณป้าเล็ก แบ่งเป็นแปลงขนาดเล็กๆ ใช้วิธีนำเมล็ดไม้ป่ามาตากแดดทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหลายเดือน จากนั้นเมื่อถึงฤดูฝน ให้น้ำฝนชะลงที่เมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ก็จะงอกออกมาเอง ในช่วงระหว่างที่เป็นกล้าอ่อน ต้องมีซาแรนบังแดด และให้ยาป้องกันเชื้อรากับแปลงเพาะ ส่วนอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่ร้อยละ 80

“บางเมล็ดไม่งอกเลย แต่บางเมล็ดงอกขึ้นมา 2-3 ต้น ก็มี”

คุณป้าเล็ก ลงมือทำเองทุกขั้นตอน เพราะมีเวลาอยู่กับแปลงกล้าไม้ตลอดทั้งวัน ต้นทุนการผลิตจึงไม่สูงนัก บ้านคุณป้าเล็กไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เส้นทางขึ้นเขารัง แต่อยู่แยกเป็นถนนสายย่อย จึงไม่วางขายริมถนนเหมือนเกษตรกรบางราย แต่เพราะคุณป้าเล็กเพาะกล้าไม้ขายมานาน ทำให้มีลูกค้าประจำเข้ามารับซื้อถึงบ้าน

กล้าไม้เศรษฐกิจที่เริ่มเข้ามาแทนที่กล้าไม้ป่า ในแต่ละปีไม่เหมือนกัน คุณป้าเล็ก บอกว่า กล้าไม้ที่มีลูกค้ามาถามหาเป็นประจำ คือ สัก และพะยูง ส่วนกล้าไม้ป่าชนิดอื่นๆ ขายได้เรื่อยๆ เช่น มะฮอกกานี ยางนา มะค่า ชิงชัน ตะกู ยูคาลิปตัส สำหรับกล้าไม้เศรษฐกิจที่นิยมขณะนี้ คือ มะขามเปรี้ยว ชะอม น้อยหน่า และมะขวิด

คุณนิธี ดอกไม้ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลวังชมภู ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ตำบลวังชมภู มีทั้งหมด 13 หมู่บ้าน 1 เทศบาลตำบล มีชาวบ้านที่เพาะกล้าไม้บริเวณเขารังประมาณ 40 ราย ไม้ยอดนิยมที่ผลิตมาเท่าไหร่ก็ขายได้หมด คือ สัก ชะอม สะเดา ยูคาลิปตัส และกล้าไม้ผลทุกชนิด

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพาะกล้าไม้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณป้าเล็ก ประทุมชัย ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (056) 771-418

กล้าไม้ฟรี ที่นี่ที่เดียว

ในทุกปี หน่วยงานภาครัฐ โดยส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะประกาศให้ประชาชนที่สนใจ ขอรับกล้าไม้จากกรมป่าไม้ โดยแสดงความจำนงได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ หรือสถานีเพาะชำกล้าไม้ ที่ตั้งอยู่ จำนวน 108 แห่ง ทั่วประเทศ

หลักเกณฑ์ในการขอรับกล้าไม้

1. ผู้ขอรับกล้าไม้ ต้องยื่นคำขอ และมาขอรับกล้าไม้ด้วยตนเอง พร้อมหลักฐาน

2. ตรวจสอบชนิดไม้ที่ต้องการนำไปปลูกว่ามีชนิดไม้ที่ต้องการหรือไม่

3. ติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ สถานีเพาะชำกล้าไม้ และหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้มีเจ้าหน้าที่แจกจ่ายกล้าไม้ โดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

4. ประชาชนทั่วไป สนใจติดต่อขอรับกล้าไม้ได้รายละไม่เกิน 1,500 ต้น ต่อปี หากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่า รายละ 1,500 ต้น ต่อปี โดยยื่นหนังสือแสดงโครงการ พร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

5. ศาสนสถาน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนทั่วไป ขอได้หน่วยงานละไม่เกิน 10,000 ต้น ต่อปี แต่หากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่ารายละ 10,000 ต้น ต่อปี โดยให้ยื่นหนังสือแสดงโครงการ พร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

หลักฐานการขอรับกล้าไม้

1. บัตรประชาชน

2. ถ้าเป็นโครงการ ต้องแนบรายละเอียดโครงการ เอกสารที่ดิน และแผนที่สังเขป

การพิจารณา

1. หน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ เมื่อได้รับคำขอจะพิจารณาแจกจ่ายกล้าไม้ได้ตามจำนวนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงจำนวนผู้ยื่นคำขอปริมาณกล้าไม้ที่มีอยู่ และจำนวนพื้นที่ปลูกเป็นหลัก

2. เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับหนังสือแสดงโครงการ จะตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นก่อน หากเป็นโครงการที่สมควรสนับสนุนกล้าไม้ ให้พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับจำนวนกล้าไม้ที่ควรสนับสนุน โดยคำนึงถึงเป้าหมายของโครงการ จำนวนผู้ยื่นโครงการ ปริมาณกล้าไม้ที่มี และจำนวนพื้นที่ปลูกเป็นหลัก

หมายเหตุ

หน่วยงานที่แจกจ่ายกล้าไม้ จะมีการติดตามประเมินผลการจ่ายกล้าไม้ดังกล่าว โดยวิธีสุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ได้แก่ 20-1,000 กล้า และมากกว่า 1,000 กล้าขึ้นไป ในแต่ละกลุ่มให้สุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของผู้มาขอรับกล้าไม้ ตามระเบียบกรมป่าไม้ พ.ศ. 2552

ขั้นตอนการขอรับบริการแจกจ่ายกล้าไม้

การแจกจ่ายกล้าไม้ในอำนาจหัวหน้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้ หรือหัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้ มีดังนี้

ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ : กล้าไม้ทั่วไป 10,000 ต้น ต่อปี หน่วยงาน 50,000 ต้น ต่อปี

สถานีเพาะชำกล้าไม้ : กล้าไม้ทั่วไป 1,500 ต้น ต่อปี หน่วยงาน 10,000 ต้น ต่อปี

ประชาชนที่ยื่นคำขอรับกล้าไม้ เมื่อยื่นคำขอรับกล้าไม้ให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูล ส่งให้กับหัวหน้าศูนย์ หรือหัวหน้าสถานี ลงนามอนุมัติ จากนั้นรอรับกล้าไม้ได้ทันที ขั้นตอนทั้งหมด เสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง

สถานที่ติดต่อขอรับกล้าไม้

ส่วนกลาง

1. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ กรุงเทพฯ ถนนเลียบคลองลากฆ้อน หมู่ที่ 2 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (02) 977-6858

2. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ราชบุรี ตู้ ปณ.57 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 312-103

3. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ฉะเชิงเทรา เลขที่ 21/6 หมู่ที่ 12 บ้านหนองชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (038) 133-108

4. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้จันทบุรี หมู่ที่ 3 ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (081) 808-5248

5. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้นครราชสีมา ถนนนครราชสีมา-ปักธงชัย ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 222-397

6. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้มหาสารคาม บ้านกู่ทอง ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (043) 370-571

7. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ยโสธร หมู่ที่ 6 บ้านคำบอน ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โทรศัพท์ (045) 582-576

8. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้อุดรธานี หมู่ที่ 10 บ้านคำกลิ้ง ตำบลบ้านจั่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (042) 292-411

9. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้เชียงใหม่ เลขที่ 71 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 880-793

10. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้แพร่ เลขที่ 305 หมู่ที่ 10 ตำบลแม่จั๊ว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (054) 614-273

11. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้เพชรบูรณ์ หมู่ที่ 12 ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (086) 202-0410

12. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ชุมพร หมู่ที่ 7 บ้านสวนทรัพย์ ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โทรศัพท์ (077) 611-125

13. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้สงขลา ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ (074) 205-991

14. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้พัทลุง หมู่ที่ 1 ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (074) 841-207

15. โครงการพัฒนาป่าไม้ทุ่งกุลาร้องไห้ (1) จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านสระคู ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (043) 513-043

16. โครงการพัฒนาป่าไม้ทุ่งกุลาร้องไห้ (2) จังหวัดศรีสะเกษ ถนนศรีสะเกษ-กันทรลักษณ์ ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ (045) 612-877

17. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมู่ที่ 4 บ้านบางพระครู ตำบลบางพระครู อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (086) 420-9298

18. สถานีเพาะชำกล้าไม้บ้านนา จังหวัดนครนายก ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทรศัพท์ (081) 807-6052

19. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสมุทรปราการ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (081) 300-7721

20. สถานีเพาะชำกล้าไม้กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (089) 154-6509 และ (083) 051-0846

21. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนนทบุรี หมู่ที่ 8 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (081) 343-0708

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่)

22. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเชียงใหม่ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (085) 625-4053

23. สถานีเพาะชำกล้าไม้ (แม่แตง) จังหวัดเชียงใหม่ เลขที่ 96 หมู่ที่ 7 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (085) 614-6361

24. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลำพูน หมู่ที่ 10 ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โทรศัพท์ (081) 952-8988

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน

25. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เลขที่ 612 หมู่ที่ 6 บ้านดงสงัด ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (053) 681-323, (053) 681-608

26. สถานีเพาะชำกล้าไม้เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านท่าปาย ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (084) 425-6326

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย)

27. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเชียงราย เลขที่ 123 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (053) 779-214

28. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพะเยา หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 936-0146

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง)

29. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลำปาง กม.ที่ 771-772 ถนนพหลโยธิน หมู่ที่ 3 ตำบลแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง โทรศัพท์ (086) 181-3003

30. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุตรดิตถ์ หมู่ที่ 5 บ้านแม่เฉย ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ (081) 879-1722

31. สถานีเพาะชำกล้าไม้ปากปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านปากปาด ตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ (080) 026-3355

32. สถานีเพาะชำกล้าไม้สบปราบ จังหวัดลำปาง หมู่ที่ 7 ตำบลแม่กัวะ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง โทรศัพท์ (081) 783-6268

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่

33. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดแพร่ เลขที่ 140 หมู่ที่ 7 ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (054) 228-081

34. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดน่าน หมู่ที่ 3 บ้านศรีเกิด ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (054) 335-367

35. สถานีเพาะชำกล้าไม้ลอง จังหวัดแพร่ หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (080) 122-7530

36. สถานีเพาะชำกล้าไม้เวียงสา จังหวัดน่าน หมู่ที่ 4 ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (081) 280-9680

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก)

37. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตาก บ้านท่าตะคร้อ ตำบลประดาง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก โทรศัพท์ (085) 805-2275

38. สถานีเพาะชำกล้าไม้แม่สอด จังหวัดตาก หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ปก.5 ตาก (ห้วยแม่แป้น) ถนนแม่สอด-อุ้มผาง บ้านห้วยแม่แป้น ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โทรศัพท์ (087) 054-1735

39. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุโขทัย หมู่ที่ 5 ตำบลนาทุ่ง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ (086) 211-9304

40. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกำแพงเพชร ตู้ ปณ.75 อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (089) 953-3846

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์

41. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครสวรรค์ หมู่ที่ 4 ตำบลมหาโพธิ อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (056) 222-426

42. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตร หมู่ที่ 3 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (055) 251-317

43. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุทัยธานี หมู่ที่ 2 ถนนอุทัยธานี-หนองฉาง กม.15 ตำบลหนองนางนวล อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (089) 858-5979

44. สถานีเพาะชำกล้าไม้ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หมู่ที่ 9 ตำบลลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (081) 636-0178

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก

45. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิษณุโลก หมู่ที่ 5 ตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (081) 972-6952

46. สถานีเพาะชำกล้าไม้หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หมู่ที่ 11 บ้านดงขวาง ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 884-0108

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี)

47. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสระบุรี ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (081) 869-3314

48. สถานีเพาะชำกล้าไม้ (มวกเหล็ก) จังหวัดสระบุรี ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (097) 238-6118

49. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอ่างทอง หมู่ที่ 6 ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โทรศัพท์ (094) 556-1623

50. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสิงห์บุรี หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (089) 741-9006

51. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชัยนาท หมู่ที่ 4 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ (081) 950-3435

52. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลพบุรี ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (097) 072-4559

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี)

53. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุดรธานี หมู่ที่ 7 บ้านเก่าน้อย ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (081) 708-9252

54. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเลย หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ (081) 708-4814

55. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดหนองบัวลำภู หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านขาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (081) 872-7239

56. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดหนองคาย หมู่ที่ 11 ตำบลหาดคำ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โทรศัพท์ (081) 964-0104

57. สถานีเพาะชำกล้าไม้สังคม จังหวัดหนองคาย หมู่ที่ 1 บ้านผาตั้ง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โทรศัพท์ (087) 422-1066

58. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดบึงกาฬ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (089) 710-7434

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม

59. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครพนม หมู่ที่ 8 บ้านเทพพนม ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โทรศัพท์ (042) 511-505

60. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสกลนคร ตำบลโคกภู อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โทรศัพท์ (042) 202-075

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น)

61. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดขอนแก่น บ้านโนนสวรรค์ ตำบลโนนสมบูรณ์ กิ่งอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (043) 330-728

62. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดมหาสารคาม ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (081) 615-4605

63. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ หมู่ที่ 4 บ้านแก ตำบลอิตื้อ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ (081) 965-1659

64. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดร้อยเอ็ด หมู่ที่ 2 ตำบลขวัญเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (081) 768-4949

65. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดมุกดาหาร หมู่ที่ 1 บ้านคำป่าหลาย ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ (084) 034-9455

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี

66. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุบลราชธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (089) 849-2407

67. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอำนาจเจริญ ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ โทรศัพท์ (081) 547-4085

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา)

68. สถานีเพาะชำกล้าไม้หนองเต็ง-จักราช จังหวัดนครราชสีมา หมู่ที่ 5 ตำบลช้างทอง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 222-397

69. สถานีเพาะชำกล้าไม้ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หมู่ที่ 1 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (081) 954-2045

70. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุรินทร์ เลขที่ 1/4 หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำเขียว อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์ (081) 790-4860

71. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่ที่ 11 ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (044) 222-012

72. สถานีเพาะชำกล้าไม้ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เลขที่ 55 หมู่ที่ 4 ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (081) 265-7889

73. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชัยภูมิ ตำบลช่อระกา อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ (044) 811-478

74. สถานีเพาะชำกล้าไม้เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ (081) 709-3398

75. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ เลขที่ 138 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ (045) 814-648

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี

76. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (086) 818-8269

77. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสระแก้ว หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โทรศัพท์ (081) 945-8197

78. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครนายก ทุ่งโพธิ์ หมู่ที่ 9 ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทรศัพท์ (081) 806-6287

79. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดฉะเชิงเทรา เขาหินซ้อน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (081) 639-4742

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี)

80. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชลบุรี หมู่ที่ 4 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ (081) 524-9100

81. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดระยอง บ้านหนองสนม ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โทรศัพท์ (089) 125-0205

82. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดจันทบุรี เลขที่ 16/9 หมู่ที่ 6 บ้านอ่าง ตำบลอ่างคีรี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (085) 236-5309

83. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตราด หมู่ที่ 1 บ้านสุขสันต์ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โทรศัพท์ (081) 962-2067

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี)

84. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาญจนบุรี ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โทรศัพท์ (085) 445-5290

85. สถานีเพาะชำกล้าไม้พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 457-1304

86. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุพรรณบุรี หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ (086) 755-5534

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี

87. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสมุทรสาคร ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ชั้น 4 อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ (089) 489-1131

88. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเพชรบุรี ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (087) 795-1313

89. สถานีเพาะชำกล้าไม้เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ถนนเขาย้อย-หนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (082) 718-1668

90. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ (086) 811-9424

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี)

91. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลขที่ 173/18 ถนนห้วยมุด ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ (081) 606-2857

92. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดระนอง หมู่ที่ 5 ตำบลลำเรียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง โทรศัพท์ (077) 503-019

93. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชุมพร หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โทรศัพท์ (086) 058-9895

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช)

94. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาพรุ อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (086) 058-9895

95. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตรัง หมู่ที่ 7 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ (075) 218-983

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่

96. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกระบี่ เลขที่ 105 หมู่ที่ 2 ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ (081) 737-5115

97. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพังงา เลขที่ 54/17 หมู่ที่ 7 ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา โทรศัพท์ (089) 594-3678

98. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดภูเก็ต สวนป่าบางขนุน หมู่ที่ 5 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอกลาง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (084) 766-7644

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา)

99. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสตูล หมู่ที่ 7 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล โทรศัพท์ (074) 721-391

100. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โทรศัพท์ (073) 331-594

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส

101. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ (088) 792-0209

102. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (089) 596-1110

นอกจากนี้ ยังสามารถขอรับกล้าไม้ได้ที่

ส่วนปลูกป่าภาครัฐ

สวนป่าท่องเที่ยว (โครงการพัฒนาสวนป่ายางน้ำกลัดเหนือ-ใต้) หมู่ที่ 2 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (032) 788-027 และ (087) 021-1879

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี)

สวนป่าดงน้อย-ปากปวน จังหวัดเลย เลขที่ 238 หมู่ที่ 8 บ้านดงน้อย ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โทรศัพท์ (087) 238-6776

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น)

สถานีเพาะชำกล้าไม้บ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น บ้านแก่นเฒ่า ตำบลป่ามะนาว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (086) 237-7888

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี

สถานีเพาะชำกล้าไม้บุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ บ้านเจริญชัย หรือ บ้านป่าไม้ หมู่ที่ 14 ตำบลคอแลน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (089) 282-2661

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา)

สวนป่ากลางดง ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (084) 925-9455

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช)

สถานีเพาะชำกล้าไม้ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (095) 419-0099 และ (075) 763-367

ขอบคุณข้อมูล : ส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กล้าไม้ล้านต้น ของ สังวาลย์ พรมพูล ที่สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

รายงานพิเศษ

กล้าไม้ล้านต้น ของ สังวาลย์ พรมพูล ที่สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้

บนพื้นที่ 15 ไร่ ของบ้านเลขที่ 9/3 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีกะอ่าง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทร. (081) 577-9909 คือที่ตั้งของ สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ แหล่งผลิตจำหน่ายกล้าไม้ยืนต้นแหล่งใหญ่ของจังหวัดนครนายก โดยมีกล้าไม้ที่จำหน่ายไม่ต่ำกว่า 120 ชนิด จำหน่ายให้กับผู้สนใจได้นำไปปลูก

“เราเน้นการส่งเสริมให้คนไทยได้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มผืนป่าให้กับประเทศไทย ดังนั้น หากสนใจต้องการกล้าไม้ไปปลูก ขอเพียงให้มาเยี่ยมชมและเลือกซื้อ ไม่ว่าจำหน่ายเท่าไรทางสวนเราจำหน่ายให้หมด ตั้งแต่หนึ่งต้นไปจนเป็นหมื่นต้น แสนต้น เราสามารถบริการให้ได้ทั้งหมดและตลอดทั้งปี”

คุณสังวาลย์ พรมพูล เกษตรกรเจ้าของสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ สาขาจังหวัดนครนายก ให้ข้อมูลถึงแนวทางในการให้บริการแก่ลูกค้า ด้วยประสบการณ์ที่มีมากกว่า 20 ปีกับอาชีพนี้ นอกเหนือการให้ความสำคัญกับด้านการบริการแล้ว ยังเน้นถึงคุณภาพของกล้าไม้เป็นเรื่องสำคัญอีกประการ ที่กล้าไม้ทุกต้นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีความแข็งแรง ต้นใหญ่ พร้อมให้นำไปปลูก

สำหรับสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้นั้น เป็นชื่อสวนที่ประกอบการเกี่ยวกับการจำหน่ายกล้าไม้และไม้ขุดล้อม ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะ ลุงหวาน ซึ่งเป็นพ่อตาของพี่สังวาลและเป็นที่มาของชื่อสวนนั้น ถือเป็นผู้บุกเบิกวงการกล้าไม้และไม้ขุดล้อม ที่ได้รับการยอมรับเป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยปัจจุบันลุงหวานมีอายุที่มากขึ้น การดำเนินงานในกิจการพันธุ์ไม้ในสวนที่จังหวัดนครนายก พี่สังวาลย์และภรรยาได้เข้ามาสืบสานอาชีพต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“ในส่วนของราคาจำหน่ายนั้น เราเน้นจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา ทุกสายพันธุ์ ทุกต้น เราจำหน่ายเพียงต้นละ 10 บาท เท่านั้น”

สำหรับกล้าไม้ที่จำหน่ายจะอยู่ในถุงดำ ขนาด 3.5×9 นิ้ว โดยดินปลูกจะมีส่วนผสมของดินและแกลบดำ และด้วยผ่านการดูแลมาเป็นอย่างดีจึงทำให้ได้ต้นที่อวบใหญ่ แข็งแรง เมื่อนำไปปลูกจึงทำให้เจริญเติบโตได้ดี ไม่ค่อยตาย

“แต่ถามว่าการแข่งขันสูงไหมในวงการผลิตและจำหน่ายกล้าไม้ป่า ต้องบอกว่า สูงมาก เพราะเดี๋ยวนี้มีรายย่อยเกิดขึ้นมาก ทำให้เกิดการตัดราคาขายกันมากขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าแกลบดำ ค่าดินที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูง ดังนั้น การที่จะอยู่ได้ต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ”

“การทำอาชีพแบบผมขึ้นอยู่กับการเกร็งตลาดด้วยว่า ปีนี้ต้นไม้ไหนจะเป็นที่ต้องการของตลาด พอได้ข้อสรุปแล้วก็จะไปหาต้นกล้าจากแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ มาปลูกไว้รอตลาด หากตลาดไปได้ดีอย่างที่คาดการณ์ เราก็จะมีกำไร หากไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะเลี้ยงไปเรื่อยๆ รอเวลาที่จะขายได้” พี่สังวาล กล่าวและว่า

“ส่วนลูกค้าของเรานั้นมีมาจากทั่วประเทศ ทั้งที่ประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ รวมถึงผู้ประมูลงานส่งกล้าไม้ตามโครงการต่างๆ”

สำหรับในช่วงที่จะจำหน่ายกล้าไม้ดีตลาดมีความต้องการนั้น เจ้าของสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ บอกว่า จะเริ่มจำหน่ายได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ไปถึงเดือนกันยายน

“สำหรับการปลูกกล้าไม้ยืนต้นนั้น ถ้าดินอยู่แล้วไม่ต้องขุดหลุมลึกก็ได้ เพียงขุดหลุมใหญ่กว่าถุงดำสักหน่อยแล้วลงปลูก เพราะไม้พวกนี้มีรากแก้ว จะสามารถตั้งตัวและเจริญได้ดีตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กรณีดินไม่ดีอาจต้องมีการปรับปรุงดินด้วยการผสมปุ๋ยคลุกรองพื้นด้วย และก่อนปลูกอย่าเพิ่งรดน้ำที่ถุงดำ เพราะถ้ารดน้ำก่อนตอนเอาต้นออกจากถุงดำจะทำให้ดินโคนต้นแตก กระทบต่อรากซึ่งไม่ดี หลังปลูกแล้วจึงรดน้ำจะดีกว่า” พี่สังวาล ให้ข้อแนะนำ

ชมกล้าไม้ ที่สวนลุงหวาน

ภายใต้ซาแรนสีดำที่กางคลุมทั่วพื้นที่ มีกล้าไม้ทั้ง 120 ชนิด ซึ่งผู้เป็นเจ้าของบอกว่า จำนวนต้นมีมากกว่า 1,000,000 ต้น ทั้งที่เป็นไม้ป่ายืนต้น เพื่อใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ไม้ประดับยืนต้น และไม้ยืนต้นกินยอดกินใบ

“ผมทำของผมไปเรื่อยๆ ที่ว่างตรงไหนมีจัดทำเป็นแปลงเลี้ยงกล้าไม้ เราต้องเตรียมกล้าให้พร้อมเสมอเพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าได้ตลอดเวลา”

พี่สังวาล บอกว่า ในการผลิตกล้าไม้จำหน่ายนั้น จะไม่ได้เพาะต้นกล้าเอง แต่จะใช้วิธีการไปสั่งซื้อต้นกล้าจากแหล่งผลิตของเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ ที่เพาะจำหน่ายแล้ว นำมาเปลี่ยนลงถุงดำและเพาะเลี้ยงเพื่อรอจำหน่าย

สำหรับในที่นี้คงไม่สามารถกล่าวได้หมดว่าแต่ละชนิดที่ปลูกเลี้ยงในสวนแห่งนี้มีอะไรบ้าง ขอเพียงแต่ขอตัวอย่าง เช่น

ราชพฤกษ์ หรือ คูน ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 8-15 เมตร ที่จะออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ประโยชน์ ดอกแก้ไข้ เป็นยาระบาย ใบต้มดื่มเป็นยาระบาย ขับพยาธิ รากและแก่นขับพยาธิ

เสลา ไม้ประจำจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร ประโยชน์ ใบบดกับกำยานใช้ทาผดผื่นคัน ผลใช้ทำไม้ประดับแห้ง

บุนนาค พรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ประโยชน์ เป็นไม้ไทย ให้ดอกหอม ร่มเงา ดอกสีขาว เป็นยาสมุนไพร สามารถทำเป็นไม้แปรรูปได้

สุพรรณิการ์ พรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ประโยชน์ เป็นไม้ดอกสวยงาม สีเหลือง

พะยอม ไม้ต้น ขนาดใหญ่ ประโยชน์ เป็นไม้เศรษฐกิจ และเปลือกนำไปใส่ในเครื่องหมักดองเพื่อกันบูด ใช้ฟอกหนังได้

ลำดวน เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูง 3-8 เมตร ประโยชน์ ดอกหอม สีขาวอมเหลือง เป็นไม้เนื้อแข็ง นำไปทำด้ามมีด จอบ ขวาน

ตะแบก เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร ไม้ที่ให้ดอกสีม่วงอมชมพูสวยงาม โดยออกดอกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

อินทนิล เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร กลีบดอกสีชมพู สีม่วงแกมชมพู หรือสีม่วง ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ผลเป็นผลแห้ง มีขนาดใหญ่

กันเกรา ไม้ที่มีรูปทรงต้นเปลาตรง ประโยชน์ เปลือกบำรุงโลหิต แก้ผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน ขับลม แก้ไข้ แก้ปวดตามข้อ และเป็นยาอายุวัฒนะได้อีกด้วย

พิกุล ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร เป็นไม้ที่มีกลีบดอกสีขาวนวล มีกลิ่นหอม

แคนา ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ประโยชน์ ดอกและยอดอ่อนรับประทานได้

ปีบ ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ประดู่กิ่งอ่อน ไม้ต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ประดู่ป่า ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงถึง 30 เมตร ประโยชน์ ใบพอกบาดแผล แก้ผดผื่นคัน เปลือกต้นแก้ท้องเสีย และใช้น้ำฝาดสีน้ำตาลใช้ย้อมผ้า ปุ่มประดู่มีลวดลายสวยงาม ราคาแพง

ยางนา ไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ประโยชน์ เปลือกต้นรสฝาดเฝื่อนขม ต้มดื่มแก้ตับอักเสบ บำรุงร่างกาย ฟอกโลหิต ใช้ทาถูนวด แก้ปวดตามข้อ

สัก ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณ

ปีบเงิน ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ปีบทอง หรือ กาซะลองคำ ไม้ดอกสวยที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นจำนวนมาก

ไม้เดิน และไม้ตลาดตาย

“กล้าไม้แต่ละชนิดในแต่ละปีจะขายดีไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าปีนั้นตลาดหรือคนปลูกนิยมอะไร ถ้าเข้ามาที่สวนจะเห็นว่าบางชนิดจะมีต้นใหญ่สวย เลี้ยงมา 2-3 ปี แต่ที่เลี้ยงนานไม่ใช่อะไร เพราะกล้าไม้ชนิดนี้ตลาดไม่เดิน เลยต้องรอเวลาอีกหน่อย แต่ผมไม่กังวล อันไหนตลาดไม่เดิน เราก็เลี้ยงไว้ รดน้ำเช้า กลางวัน เย็น ให้ปุ๋ยดูแลกันไป ของใหม่เราก็ทำเสริมขึ้นมา จากไม้ตาย รอเวลาอีกหน่อยก็จะเป็นไม้เดิน” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของพี่สังวาลย์หลังให้ข้อมูล

จากคำบอกเล่าของเจ้าของสวนแห่งนี้ จะมีศัพท์ 2 คำ ที่กล่าวถึงอยู่เสมอ นั่นคือ คำว่า ไม้ตลาดตาย และ ไม้เดิน

ไม้ตลาดตาย เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกชนิดของพันธุ์ไม้ที่ตลาดไม่ค่อยซื้อในช่วงเวลานั้นๆ

ส่วนไม้เดิน คือไม้ที่ตลาดต้องการ มีเท่าไรขายหมด

“การที่พันธุ์ไม้ไหนจะเป็นไม้ตายหรือไม้เดินนั้น ไม่เหมือนกันสักปี บางตัวปีที่แล้วเป็นไม้เดิน มีเท่าไรหมด ไม่พอขาย แต่มาปีนี้กลับเป็นไม้ตลาดตาย ไม่มีใครสั่งซื้อ อย่าง ต้นชมพู่น้ำดอกไม้ ปีที่ผ่านมาขายดีมาก แต่ปีนี้เงียบ ซื้อไปกันน้อยมาก แต่ที่เงียบไปเลยคือ ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตตบรรณ สาเหตุเพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่มีกลิ่นของดอกแรง บางคนบอกว่าเหม็น หลังๆ จึงไม่มีคนนิยมปลูกกัน”

“หรืออย่างต้นแคนา เมื่อปี 2558 ปรากฏว่าเป็นไม้ที่เดินมาก เพราะดอกกินได้ คนชอบจะไปเก็บดอกมากินช่วงดอกบาน จึงทำให้หลายหน่วยงานที่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกป่า สั่งไปปลูกกันมากในทุกสถานที่ แต่มาปีนี้ ตลาดกลับเงียบไม่สั่งกัน เหตุเพราะอาจมีการปลูกกันไปจำหน่ายมากแล้ว”

ส่วนไม้เดินในปี 2559 พี่สังวาล บอกว่า ปีนี้มีหลายตัวที่ได้รับความสนใจจากตลาด อย่างแรกที่มาแรงคือ พันธุ์ไม้ที่อยู่ในกลุ่มเก็บใบกินยอดกินใบ เป็นอาหารของคนเรา ได้กลายเป็นไม้เดินที่ตลาดมีความต้องการมาก สาเหตุหนึ่งอาจเพราะมีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ที่เน้นการปลูกไม้กินยอดกินใบเป็นไม้หลัก เช่น ต้นชะมวง ต้นผักเม็ก ต้นผักแต๋ว มะตูมแขก นอกจากนี้ ที่มีมาแรงตามมาคือกลุ่มของไม้ป่าที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น ไม้เต็ง ไม้พะยูง ไม้ยางนา ไม้ตะเคียน ไม้พะยอม ไม้แดง ไม้สัก และไม้กฤษณา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีต้นมะเดื่อชุมพร ด้วยมีการนำไปทำต้นตอเพื่อเสียบยอดต้นมะเดื่อฝรั่งจำหน่ายตามสวนของเกษตรกรต่างๆ และมีการนำไปปลูกเป็นสวนป่าตามโครงการต่างๆ ของราชการ

“ปัจจัยว่าไม้ชนิดไหนจะเดินหรือจะตาย มาทุกวันนี้มีจากหลายสาเหตุเอาแน่นอนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ กระแสจากสังคมออนไลน์ ที่หากมีไม้ชนิดไหนที่มีการเผยแพร่กัน จะเป็นไม้ที่มีการสั่งซื้อเข้ามามาก ล่าสุดอย่างที่ทุกคนทราบกันดีคือ ชมพูพันธุ์ทิพย์ พอมีเทศกาลดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บาน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปรากฏว่ามีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นเหลืองอินเดียที่มีการออกข่าว ปรากฏว่ามีการสั่งซื้อเข้ามาเยอะเช่นกัน”

ที่นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของคนจำหน่ายกล้าไม้ ที่ลุงหวาน พันธุ์ไม้

ไม้มงคล เสริมโชควาสนาตามวันเกิด

การปลูกต้นไม้ นอกจากจะสร้างความร่มรื่นแล้ว หากปลูกให้เข้ากับวันเกิดก็จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตด้วย สำหรับใครที่กำลังมองหาต้นไม้มาปลูก วันนี้มีวิธีการเลือกซื้อต้นไม้ให้ถูกโฉลกกับวันเกิดมาฝาก…

คนที่เกิดวันอาทิตย์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจสูง อารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายเร็ว สุภาพอ่อนโยน คล่องแคล่ว ชอบพบปะผู้คน พูดจาดีมีหลักการ ควรปลูกต้นไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น ต้นโป๊ยเซียน โกสน จำปา ราชพฤกษ์ (คูน) กุหลาบ ชบา

คนที่เกิดวันจันทร์ เป็นคนมีเสน่ห์ ละเอียด รอบคอบ พิถีพิถัน เป็นคนเจ้าสำราญ มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีน้ำใจ ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีขาวหรือเหลือง-ส้ม เช่น วาสนา โกสน มะลิ ราตรี มะม่วง มะยม กวนอิม โป๊ยเซียน จำปี พลูด่าง แก้ว มะละกอ ชะพลู บัวบก

คนที่เกิดวันอังคาร เป็นคนจิตใจกล้าหาญ ใจนักเลง มีบุคลิกเหมือนคนแข็งห้าวหาญ พูดจาตรงไปตรงมา ไม่อ่อนหวาน แต่พูดในทางผลประโยชน์ได้ดี อารมณ์ร้อน มีความอดทนสูง ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีแดง หรือชมพู เช่น กุหลาบ เข็ม โกสน อัญชัน โป๊ยเซียน ชบา พญายอ

คนที่เกิดวันพุธ เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง มีจิตใจกล้าหาญ ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีเหลือง เช่น กวนอิม วาสนา พลูด่าง โป๊ยเซียน มะละกอ กล้วย ราชพฤกษ์ (คูน) กุหลาบ โกสน ชบา

คนที่เกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความละเอียดลึกซึ้ง ทำงานประณีต เชื่อในความคิดของตัวเองสูง โกรธง่ายหายเร็ว ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีขาว เช่น มะลิ จำปี ราตรี พุด กุหลาบ (ขาว) แก้ว

คนที่เกิดวันศุกร์ เป็นคนขี้น้อยใจ จิตใจดี ชอบพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจ ไม่ทะเยอทะยาน ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีแดงและชมพู เช่น กุหลาบ อัญชัน เข็ม ชบา โกสน โป๊ยเซียน

คนที่เกิดวันเสาร์ เป็นคนกล้าแกร่งห้าวหาญ ใจกล้า สุขุมรอบคอบ ควรปลูกต้นไม้อย่าง วาสนา กวนอิม มะลิ ราชพฤกษ์ (คูน) จำปี ชมพู่ มะละกอ มะม่วง ฝรั่ง

ช่วงภัยแล้งระวังไฟ

คุณเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีความรุนแรง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ ที่อาจขาดแคลนน้ำจนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งในช่วงแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้งและส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางปลูกใหม่และสวนยางเล็ก อายุไม่เกิน 3 ปี ควรเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งประมาณ 1 เดือน โดยควรจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การกำจัดวัชพืชในสวนยาง พร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน รวมถึงการตัดแต่งกิ่งต้นยางเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการจัดการและหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้

“พี่น้องชาวสวนยางควรทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการขุดถากวัชพืชและเก็บซากพืชบริเวณรอบๆ สวนยาง ออกเป็นแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร และควรกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางออกข้างละ 1 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมาคลุมโคนต้นยาง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายอาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้”

“นอกจากนี้ แสงแดดในช่วงที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ต้นยางพารามีรอยไหม้ เกษตรกรสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำทาบริเวณโคนต้น สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร รวมถึงการปลูกพืชแซมในสวนยางที่ให้ความชุ่มชื้นกับดิน อาทิ กล้วยและสับปะรด ก็สามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวสวนยางระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขอคำปรึกษาการดูแลสวนยาง และข้อมูลที่สนใจเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าวิจัย ‘มังคุดนอกฤดู’ที่นครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227835

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ภาคใต้จัดเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสามารถผลิตมังคุดที่มีคุณภาพดี มีรสชาติเยี่ยมเมื่อเทียบกับมังคุดในภูมิภาคอื่นของประเทศ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จากความมีเอกลักษณ์ในรูปร่างของผลที่สวย และมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับฉายาว่าราชินีแห่งผลไม้ “Queen of Fruits”

นายวิรัติ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในปัจจุบันมังคุดจัดเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพสูงในการส่งออก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก จากสถิติข้อมูลการส่งออกของประเทศไทยเมื่อปี 2553 สามารถส่งออกผลผลิตมังคุดได้ จำนวน 120,000 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายทั้งในรูปผลสดและผลแช่แข็ง ซึ่งส่งออกในรูปของผลสด จำนวน 80,000 ตัน และส่งออกในรูปของผลแช่แข็ง จำนวน 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละมากกว่า 1,500 ล้านบาท และมีการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าในอนาคตมีแนวโน้มว่ามังคุดจะมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก เนื่องจากประเทศไทยได้ขยายตลาดการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งมีประชากรจำนวนมากและให้ความสนใจกับไม้ผลชนิดนี้

กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้ให้ความสำคัญและทำการศึกษาวิจัยพัฒนาการผลิตมังคุดนอกฤดู เพื่อเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น รวมทั้งศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตมังคุดในภาคใต้ เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจชนิดนี้ จึงต้องหาแนวทางรองรับเพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร

นางอาพร คงอิสโร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกมังคุดมากที่สุดในภาคใต้ มีพื้นที่ 90,835 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 79,359 ไร่ โดยในปี 2558 มีผลผลิตรวม 31,124 ตัน โดยฤดูปกติมังคุดจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนกรกฎาคม-กันยายน การออกดอกของมังคุดได้มังคุดจะต้องผ่านช่วงแล้งก่อนประมาณ 25-30 วัน จึงจะทำให้มังคุดออกดอกได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่สามารถทำให้มังคุดออกนอกฤดู คือ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเทือกเขานครศรีธรรมราชจะเป็นเขตเงาฝน โดยในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ทำให้มีฝนตกน้อย ต่างจากทางฝั่งตะวันตกของเทือกเขา ส่งผลให้สวนมังคุดในบริเวณพื้นที่อำเภอลานสกา อำเภอชะอวด อำเภอพรหมคีรี อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลาและอำเภอสิชล เกิดความแห้งแล้งในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมอีกครั้ง มังคุดจึงออกดอกเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวปลายเดือนธันวาคม-มีนาคม

จากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อการผลิตมังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความชื้น ล้วนมีผลต่อการออกดอกติดผลของมังคุดทั้งสิ้น จากการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝน 20 ปีย้อนหลัง พบว่าปัจจุบันฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมีปริมาณลดลง ประกอบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น เพียง 1-2 องศา ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการออกดอกผิดฤดูกาล อย่างปกติมังคุดจะออกดอกปีละ 1 ครั้ง อาจจะเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง หรือหากช่วงใกล้ออกดอกเจอฝนตกก็จะทำให้ไม่ออกดอก ฤดูกาลนั้นก็จะมีผลผลิตลดลงหรือไม่มีผลผลิตเลย นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อโรคและแมลงเพิ่มขึ้นด้วย อย่างกรณีอากาศร้อนจัดจะพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายผลผลิต ทำให้มังคุดผิวลายไม่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อราคา

ฉะนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช จึงได้มีการขยายผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติ โดยแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดการแปลงโดยใช้เทคโนโลยีควบคู่กับธรรมชาติ ในกรณีที่ต้องการให้มีผลผลิตออกนอกฤดู ต้องมีการจัดการแปลง โดยเฉพาะช่วงใกล้ออกดอกที่ไม้ผลต้องการอากาศแห้งเพื่อให้มังคุดมีการสะสมอาหารมากขึ้น แต่ถ้าช่วงนั้นมีฝนตกมากเกษตรกรควรทำร่องน้ำในแปลงเพื่อระบายน้ำออก ร่วมกันกวาดใบมังคุดใต้โคนออกเพื่อให้โคนแห้งไม่มีน้ำขัง เพื่อให้ต้นได้สะสมคาร์โบไฮเดรตกระตุ้นการออกดอกติดผล นอกจากนี้ หากพบปัญหาเพลี้ยไฟ ต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดสัปดาห์ละครั้ง ควบคู่กับการให้น้ำและปุ๋ยตามคำแนะนำ พร้อมกันนี้ต้องเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะไม่ให้ผลร่วงหล่นลงพื้น เพราะจะทำให้มังคุดเป็นเนื้อแก้วยางไหล ที่สำคัญเกษตรกรควรคัดแยกเกรดส่งจำหน่ายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้นตามคุณภาพของผลผลิต

ปัจจุบันเกษตรกรให้การยอมรับในคำแนะนำหรือเทคโนโลยีการผลิตมังคุดนอกฤดู ตลอดจนมีการปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิตมังคุดที่ดีและเหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร โดยมีการสมัครเข้ารับการรับรองแปลง GAP มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงความแตกต่างขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตในฤดู จากผลผลิตที่มีคุณภาพดี ผลใหญ่มากประมาณ 6-8 ผลต่อกิโลกรัม ผิวมันสวยเป็นสีชมพู เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีพ่อค้าคนกลางและบริษัทผู้ส่งออกมารับซื้อและให้ราคาสูงถึงจุดรับซื้อในหมู่บ้าน ราคารับซื้อจะสูงถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท สูงกว่าราคาผลผลิตในฤดูกาลประมาณ 4 ถึง 5 เท่า และยังเป็นสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย

ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกรชาวสวนมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

 

รายงานพิเศษ : หนุนเกษตรกรศรีสะเกษทำเกษตรแปลงใหญ่ พร้อมช่วยคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน-เพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227502

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การทำเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่าปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ฮอร์โมน ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง ในทุกๆการผลิตทำให้เกษตรกรต้องลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก ส่งผลให้กำไรหลังหักรายได้ลดลงเรื่อยๆ แม้ผลผลิตจะได้จำนวนมาก แต่หากใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องจะทำให้มีสารเคมีสะสมอยู่ในดินส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ในดินต่ำลง จนกลายเป็นดินที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ในที่สุด

ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินมาสอนให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักเอาไว้ใช้เองในแปลงเกษตร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าก่อนการปลูกพืช จำเป็นต้องตรวจดิน เพื่อจะได้รู้ปัญหาของดิน และมีธาตุอาหารชนิดใดมากที่สุด เพื่อลดการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น เนื่องจากปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญที่พืชขาดไม่ได้ ทางกรมพัฒนาที่ดินจึงเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรโดยการเก็บตัวอย่างดินมาตรวจ พร้อมทั้งให้ความรู้และสอนให้เกษตรกรได้พึ่งพาตนเอง โดยการทำปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 และทำน้ำหมักจากสารเร่ง พด.2 การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน

กลุ่มเกษตรกรที่ ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินศรีสะเกษ เข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันทำการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรได้มีอำนาจการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตได้ในอัตราที่ต่ำลง ถือว่าเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

นายไพฑูรย์ ฝางคำ หมอดินอาสาประจำอำเภอห้วยทับทัน ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่าเกษตรกรในพื้นที่ตำบลผักไหม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำพื้นที่มารวมกัน หลังจากนั้นจึงสำรวจพื้นที่เกษตรกรภายในกลุ่มทีละแปลงเพื่อตรวจดูสภาพปัญหาของดิน โดยปัญหาหลักที่พบคือ ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดินก่อน และในฐานะที่ตนเป็นหมอดินอาสาจึงนำความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้จากกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ภายในกลุ่ม เมื่อดินดีขึ้น ผลผลิตที่ได้ต่อไร่จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยได้ผลผลิตเพียง 200-300 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมต่างๆของกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ อาทิเช่น การทำปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และการทำน้ำหมักชีวภาพ พด.2 เป็นต้น ทำให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ จนพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวที่มีคุณภาพปลอดสารเคมี ซึ่งปัจจุบันได้ขอตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำข้าวเข้าสู่ตลาดอินทรีย์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่นั้น แน่นอนว่าการปรับระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่จะก่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิต โดยเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมที่ติดต่อกันเป็นแปลงใหญ่ ทำให้เกิดขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น มีเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความสะดวกของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย