รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิเลี้ยงโคเนื้อ แก้ปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสมการทำการเกษตร สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227320

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนโยบายให้จัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map ซึ่งแผนที่ดังกล่าว บ่งบอกสภาพดินแหล่งน้ำ โรงงาน ตลาด และโลจิสติกส์ โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำแผนที่ Agri-Map ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 130 ล้านไร่ มีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรม จำนวน 16.67 ล้านไร่ โดยแผนที่Agri-Map นี้ได้แบ่งพื้นที่เกษตรกรรมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.การทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งเหมาะสมในระดับปานกลางและดีมาก/ 2. การทำเกษตรในพื้นที่ไม่ค่อยเหมาะสม / และ 3.การทำการเกษตรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเลย

ด้วยนโยบายดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานทั้งจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน และเกษตรกร โดยจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูก เป็นแผนระยะยาวประมาณ 10 ปี โดยในปี 2559 ได้คัดเลือกพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอุทัยธานี เนื่องจากมีชนิดของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่หลากหลาย และมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ที่จังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรเข้าร่วมการปรับเปลี่ยนกิจกรรม ได้แก่  1.การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ) / 2.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นแปลงหม่อน / 3.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นบ่อเลี้ยงปลา / และ 4.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นเกษตรกรรมทางเลือก

ด้าน กรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสามารถ ศรีวิริยาภรณ์ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดนำร่องที่จัดให้มีการดำเนินงาน ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ จึงร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ จัดทำโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ – กระบือในพื้นที่ของสหกรณ์ที่ประสบปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ไปเป็นการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเพิ่มรายได้จากการปลูกข้าวถึง 5 เท่า โดยเปรียบเทียบจากตัวอย่างการเพาะปลูกในพื้นที่ เช่น หากเกษตรกรที่ปลูกข้าวปริมาณ 5 ไร่ จะมีกำไรประมาณ 10,000 บาท แต่ถ้าเกษตรกรเปลี่ยนมาเลี้ยงโคเนื้อประมาณ 10 ตัว จะสามารถมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000- 60,000 บาท ทั้งนี้ จังหวัดชัยภูมิมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 3 แห่ง คือ 1.สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 10 คน ได้รับการอนุมัติเงินกู้ 2.50 ล้านบาท / 2.สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 10 คนได้รับการอนุมัติเงินกู้ 2.50 ล้านบาท / และ 3.สหกรณ์คอนสวรรค์ จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 12 คน ได้รับอนุมัติเงินกู้ 2.75 ล้านบาท

นายทนงศักดิ์ กุลชูศักดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด กล่าวว่า การทำโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค-กระบือ สำหรับในจังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรจำนวน 32 ราย ที่ได้รับการคัดเลือก จาก 3 สหกรณ์ โดยเกษตรกรจะสามารถกู้เงินได้รายละ 250,000 บาท โดยเงินในส่วนนี้จะต้องนำไปซื้อโคเนื้อเพศเมียรายละไม่เกิน 5 ตัว ตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือ ต้องเป็นโคเนื้อที่ตั้งท้องไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หรือ แม่โคลูกติด อีกทั้งเกษตรกรจะต้องนำเงินส่วนหนึ่งหรือประมาณ 50,000 บาท เพื่อทำการปรับปรุงโรงเรือนและแปลงหญ้าเพื่อเอาไว้สำหรับเลี้ยงโค ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องทำการส่งคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 7 ปี โดยใน 3 ปีแรก เกษตรกรจะไม่เสียดอกเบี้ยและไม่ต้องส่งเงินต้น แต่ในระหว่างปีที่ 4 ถึง 7 จะต้องส่งเงินต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปีของเงินต้นคงเหลือ

นอกจากนี้ในด้านการตลาด สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด ได้ร่วมโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์ เพื่อให้หอการค้าที่ร่วมโครงการประชารัฐ หาตลาดให้ผู้ผลิตโคเนื้อต่อกลุ่มผู้เลี้ยง ซึ่งแต่เดิมกลุ่มผู้เลี้ยงโคมีเครือข่ายสหกรณ์ที่เป็นพันธมิตรอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในส่วนของสหกรณ์ภาคอีสานจะมีเครือข่ายโคขุนลุ่มน้ำโขง ประมาณ 7-8 จังหวัดรวมตัวกัน ซึ่งจะมีสหกรณ์การเกษตรที่จังหวัดมุกดาหารเป็นผู้ดูแลเรื่องของตลาดพร้อมทั้งมีโรงเชือดและโรงชำแหละ อีกทั้งยังได้มีการจัดทำ MOU กับสหกรณ์การเกษตรหนองสูงจำกัด เพื่อเป็นตลาดรองรับและประกันราคาอย่างต่ำกิโลกรัมละ 105 บาท คาดว่าหากได้ทางหอการค้ามาเป็นผู้ช่วยด้านการตลาดอีกทางหนึ่งจะทำให้ตลาดของกลุ่มผู้เลี้ยงนั้นกว้างขวางและยั่งยืน

ขณะที่ นายชาคริต ไหไชย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อ ลูกผสมชาร์โลเล่ล์ เนื่องจากลูกโคผสมชาร์โลเล่ล์สามารถที่ส่งขายได้หลายที่ อีกทั้งมีราคาสูงและมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยลูกโคพันธุ์ผสมชาร์โลเล่ล์สามารถเริ่มขายได้ตั้งแต่ อายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่เกษตรกรจะมีการขุนเพื่อให้ได้น้ำหนักและคุณภาพตามที่ต้องการโดยจะเริ่มขุนเมื่อได้อายุประมาณ 1 ปี 8 เดือน เป็นต้นไป ซึ่งโคพันธุ์ชาร์โลเล่ล์นี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดพรีเมียมและตลาดระดับสูงเนื่องจากมีเนื้อคุณภาพที่ดี นอกจากนี้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด ได้เข้ามาส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรมีแปลงหญ้าเป็นของตัวเองเนื่องจาก หญ้า เป็นอาหารหลักของโค โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เนื่องจากหญ้าสายพันธุ์นี้มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 12-18% ซึ่งอยู่ในระดับตามที่โคต้องการ อีกทั้งการที่มีแปลงหญ้าเป็นของตนเองนั้นจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย คาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 3 ปี

จะเห็นได้ว่าการมีแผนที่ Agri-Map เข้ามาใช้ร่วมกับภาคการเกษตรเป็นผลดีสำหรับเกษตรกรอย่างมาก นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จากการประกอบอาชีพที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงในการผลิต ลดต้นทุน และสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : ถั่วลิสง พันธุ์‘ขอนแก่น6’ พืชหลังนาสร้างรายได้ในเขตชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226693

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่ฤดูฝน ชาวนาสามารถปลูกข้าวได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชหลังนาอย่างถั่วลิสงก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะชาวนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง อีกทั้งพืชตระกูลถั่วคือปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดินชั้นดีช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยในการปลูกข้าวฤดูถัดไป ที่สำคัญเป็นพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

นายประหยัด ยุพิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วลิสงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในท้องถิ่น เกษตรกรมีการผลิตขายทั้งฝักสดและฝักแห้ง พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ไทนาน 9 และ พันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2553 มีพื้นที่เพาะปลูกถั่วลิสงทั้งจังหวัด 3,207 ไร่ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ในช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไปแล้ว แต่ปัญหาของเกษตรกรที่ปลูกถั่วลิสงส่วนใหญ่คือเมล็ดลีบ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้เข้าไปพัฒนาการผลิตถั่วลิสงในเขตชลประทาน ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ด้านงานผลิตพันธุ์พืชและปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 คุณภาพดี โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่เป้าหมายหลักคืออำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่า ปี 2557 พื้นที่ปลูก 72 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 136 กก./ไร่ ปี 2558 พื้นที่ปลูก 73 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 266 กก./ไร่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 10,640 บาทต่อไร่ และปี 2559 พื้นที่ปลูก 80 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 309 กก./ไร่เกษตรมีรายได้เฉลี่ย 12,360 บาทต่อไร่

ผลจากการเข้าไปส่งเสริมการผลิตพันธุ์ เกษตรกรให้การตอบรับในพันธุ์ขอนแก่น 6 ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง เมล็ดมีคุณภาพดี แต่เมื่อเกษตรกรยังใช้วิธีการผลิตแบบเดิมโดยไม่ใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำและยังพบปัญหาเมล็ดลีบเหมือนเดิม ฉะนั้น งานส่วนที่ 2 จึงเป็นด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

นางสาวพิกุล ซุนพุ่ม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นผู้รับผิดชอบด้านงานวิจัยและพัฒนา กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้น
ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมล็ดลีบ และปัญหาโรคแมลงเข้าทำลายผลผลิต รวมไปจนถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป โดยได้เข้าไปทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดพื้นที่ ตำบลชะโนด อำเภอดงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายจากพื้นที่รับน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยชะโนด ปริมาตรสามารถบรรจุน้ำได้ 18.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทาน 16,000 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร 3,460 ไร่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรมีความพร้อม อีกทั้งมีต้นทุนน้ำเพียงพอแต่ยังขาดความรู้ในการผลิตที่ถูกต้อง เหมาะสม ดินที่ปลูกเสื่อมคุณภาพ จำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหาร อินทรียวัตถุ และปรับสภาพความเป็นกรดด่าง ปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตทั้งข้าวและพืชหลังนาต่อไร่ให้สูงขึ้น

การทดสอบใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมทดสอบปี 2557 จำนวน 5 ราย ปี 2558 เพิ่มเป็น 10 ราย พื้นที่ดำเนินการ 10 ไร่ สำหรับวิธีทดสอบการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ ผสมผสานกัน เน้นการเพิ่มผลผลิตตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีรายละเอียดดังนี้

ขั้นตอนเตรียมดินทั้งสองกรรมวิธีเหมือนกันคือ ไถตากดิน 7-10 วัน และไถพรวนอีก 1 ครั้งยกร่องปลูก สันร่องปลูกกว้าง 50-60 ซม. สูง 20-25 ซม. ปลูก 2 แถว/สันร่อง ระยะต้น 25-30 ซม. จำนวน 3-4 เมล็ด/หลุม แตกต่างกันตรงวิธีทดสอบใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน ช่วงถั่วออกดอกโรยยิปซั่ม อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูโรคตามความจำเป็น ส่วนวิธีเกษตรกรนั้น จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21, 15-15-15, 16-16-8 และ 18-46-0 อัตรา 25-50 กก./ไร่ หลังปลูก 30-40 วัน และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูตามความจำเป็น

ผอ.ประหยัด ยุพิน ออกตรวจเยี่ยมแปลงถั่ว

ผลการทดสอบพบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกรทั้ง 2 ปี โดยปีแรก ผลผลิตฝักสดกรรมวิธีเกษตรกรอยู่ระหว่าง 400-800 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนกรรมวิธีทดสอบ อยู่ระหว่าง 510-767 กิโลกรัม/ไร่ พบการระบาดของโรค แมลงในเกษตรกรบางราย สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุนของกรรมวิธีทดสอบและวิธีเกษตรกรมีค่า 2.66 และ 2.74 ตามลำดับ ในปี 2558 ผลผลิตเฉลี่ยและต้นทุนของกรรมวิธีทดสอบสูงกว่าวิธีของเกษตรกร โดยกรรมวิธีทดสอบมีผลผลิตเฉลี่ย 721 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,565 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 12,257 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 8,694 บาท/ไร่ ส่วนวิธีเกษตรกร ผลผลิตเฉลี่ย 653 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,109 บาท/ไร่ มีรายได้เฉลี่ย 11,101 บาท/ไร่ ผลตอบแทนเฉลี่ย 7,989 บาท/ไร่

การทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงฝักสดในฤดูแล้งพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยใช้กระบวนการเกษตรกรมีส่วนร่วม เกษตรกรเป็นผู้ปฏิบัติใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ที่มีอยู่ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกรที่ปฏิบัติอยู่เดิม สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญในการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้ง คือ ผลผลิตต่ำ เมล็ดลีบ และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยใช้แปลงทดสอบเป็นจุดสาธิต ทำให้เกิดการยอมรับของเกษตรกรข้างเคียง และกลุ่มผู้ปลูกถั่วลิสงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อนำไปปฏิบัติและปรับใช้กับสภาพการผลิตของตนเองเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ต่อไป

“ถึงแม้เกษตรกร จะให้การยอมรับในเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตร เพราะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เช่น ยิปซั่ม ไรโซเบียม เพราะหาซื้อได้ยากในพื้นที่ เกษตรกรจึงไม่นำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร จึงได้แนะนำให้เกษตรกรปรับใช้ปัจจัยการผลิตที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อย่างใช้ปูนขาวในตั้งแต่ช่วงการเตรียมดินแทนการใช้ยิปซั่ม หรือการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสั่งซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสหกรณ์การเกษตร แต่ที่สำคัญคือการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง และการแปรรูปผลผลิต เป็นการพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสในการต่อรอง เกิดความมั่นคงทางรายได้ และอาชีพในที่สุด” นางสาวพิกุล กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : ‘วิรัช พรหมมี’เกษตรกรGAPดีเด่นภาคใต้ตอนล่าง จากการส่งเสริมของ‘สวพ.8’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226545

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ให้การตรวจสอบและรับรองแหล่งผลิตพืช ตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (Good AgriculturalPractice หรือ GAP) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ตามนโยบายอาหารปลอดภัย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผลผลิตพืชตามระบบ GAP เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นายอนันต์ อักษรศรี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าสู่การผลิตตามระบบ GAP กระทรวงเกษตรฯ จึงได้กำหนดให้มีการคัดเลือก “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการให้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม” ให้เป็นอีกหนึ่งสาขาที่จะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา โดยให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้คัดเลือกในแต่ละปี ซึ่งสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ได้พิจารณาคัดเลือกเกษตรกร GAP ดีเด่นในปีงบประมาณ 2559 ได้แก่ นายวิรัช พรหมมี บ้านเลขที่ 124หมู่ที่ 1 ตำบลนาชุมเห็ด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

นางศิริกุล โกกิฬา ผอ.กลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี สวพ.8ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายวิรัช พรหมมี เป็นคนจังหวัดตรัง โดยกำเนิด เดิมมีอาชีพเป็นครู แต่ครอบครัวทำสวนยาง เริ่มต้นทำเกษตรจากต้นมังคุดเพียง 9 ต้น ที่งอกขึ้นมาเองโดยไม่ได้ปลูก และด้วยเหตุผลที่มองว่ามังคุดปลูกง่ายและคงจะดูแลได้ไม่ยาก ประกอบกับในเวลานั้นเป็นช่วงที่ยางพาราหมดอายุกรีดพอดี จึงตัดสินใจปลูกมังคุดแซมยางพาราในปี 2528 พื้นที่ 9 ไร่ สภาพพื้นที่ปลูกมังคุดของลุงวิรัชโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบ ลักษณะดินเป็นดินร่วน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี ใช้ระยะปลูก 7 x 7 เมตร ได้ต้นมังคุด ประมาณ 200 ต้น การให้น้ำโดยทั่วไปอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก แต่ในระยะเวลาที่ฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน จะมีการใช้น้ำจากลำธารธรรมชาติ และประปาหมู่บ้าน โดยให้น้ำแบบระบบสายยาง หลังจากนั้นจะทำการงดน้ำในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อกระตุ้นการออกดอก หลังจากออกดอกแล้วก็จะมีการให้น้ำและใส่ปุ๋ย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์กับน้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยในการบำรุงต้น และช่วยในการปรับสภาพดินให้ดีขึ้น โดยจะซื้อปุ๋ยอินทรีย์แบบอัดเม็ด และเลือกใช้ปุ๋ยที่ได้มาตรฐาน มีเลขทะเบียนรับรองที่ชัดเจน ใส่ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม แต่ในส่วนของน้ำหมักจะนำผลผลิตเน่าเสียที่หล่นจากใต้ต้นมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้เอง โดยจะใช้น้ำหมักในช่วงการติดดอก เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์ไม่สลัดดอกทิ้งมากเกินไป ตลอดระยะเวลาที่ติดดอกออกผล มีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 20-30 วัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ผลผลิตมังคุดมีรสชาติที่ดี ในระหว่างนั้นจะมีการดูแลกำจัดวัชพืชภายในแปลงโดยใช้วิธีการตัดหญ้าแทนการใช้สารเคมี

นายวิรัชเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน โดยในแต่ละปี มังคุดให้ผลผลิตประมาณ 10 ตันเป็นที่น่าพอใจมาก หลังจากมีการเก็บเกี่ยวแล้วจะทำการตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกแล้วทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง สามารถรับแสงแดดได้ทั่วถึง จากนั้นจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดต้นละประมาณ 2-3 กิโลกรัม และมีการใช้น้ำหมักที่ผลิตเองในการบำรุงลำต้นพร้อมกับการปรับสภาพดินเป็นการเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการผลิตในรุ่นต่อไป ในส่วนของสถานที่จัดเก็บปัจจัยการผลิตทางการเกษตรมีการจัดเก็บเป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกในการนำไปใช้และที่สำคัญตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงานนายวิรัชจะมีการบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เช่น การให้ปุ๋ย การให้น้ำ รายรับ รายจ่าย และการปฏิบัติงานอื่นๆ ภายในแปลง เพื่อเป็นข้อมูลที่ใช้ในการลดต้นทุนการผลิตในรอบต่อไป และนายวิรัชจะมีการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าในแปลงปลูกจะไม่มีการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรเลยก็ตาม

ด้านการตลาด นายวิรัชไม่จำเป็นต้องออกไปขายผลผลิตที่ตลาด เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อแบบเหมาถึงสวน เนื่องจากพ่อค้าทราบว่าแปลงมังคุดของนายวิรัชได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP พืช ทำให้ในแต่ละปีนายวิรัช จะมีรายได้จากสวนมังคุด GAP อย่างน้อย 50,000-100,000 บาท ในขณะที่มีต้นทุนประมาณ 5,000-10,000 บาทเท่านั้น นับว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจ ซึ่งเมื่อมังคุดขายได้ราคาดีแล้ว นายวิรัชจึงมีความคิดที่จะปลูกพืชอื่นๆ แซม เช่น ทุเรียน ลองกอง กล้วย ขนุน ผักหวานป่า เพื่อนำมาบริโภคในครัวเรือน และผลผลิตที่เหลือก็สามรถขายเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง จากการที่นายวิรัชมีการจัดการคุณภาพภายในแปลงดี มีความปลอดภัยและยังมีความเป็นผู้นำ ความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จึงได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเกษตรกร GAP ดีเด่นของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ในปีงบประมาณ 2559

 

รายงานพิเศษ : เปลี่ยนนาข้าวเป็นหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/226386

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 130 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม จำนวน 16.67 ล้านไร่ ส่งผลต่อต้นทุนที่สูงมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดินและกรมชลประทาน จัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map ซึ่งแผนที่ดังกล่าว เป็นแผนที่เกษตรที่บ่งบอกด้านการเกษตรทุกมิติ ทั้งเรื่องของดิน น้ำ พืช โรงงาน ตลาด และโลจิสติกส์เป็นต้น

ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งผู้บริหารนโยบายที่จะใช้ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการผลิตทางการเกษตร ตลอดจนในระดับปฏิบัติการในการขับเคลื่อนกิจกรรมการผลิตภาคการเกษตรของไทย โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำแผนที่ Agri-Map ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศและได้ส่งมอบพร้อมทั้งทำความเข้าใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับจังหวัดแล้ว

โดยในแผนที่ Agri-Map ได้นำเรื่องดินและน้ำมาใส่ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำการเกษตร และได้มีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) การทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งเหมาะสมในระดับปานกลางและดีมาก 2) การทำเกษตรในพื้นที่ไม่ค่อยเหมาะสม และ 3) การทำการเกษตรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเลย กระทรวงเกษตรฯ จึงได้บูรณาการการทำงานทั้งจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน และเกษตรกร โดยมุ่งหวังจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนฯ เป็นแผนระยะยาวเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยในปี 2559-2560 จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมก่อน อย่างไรก็ตาม ต้องดูถึงความต้องการทางการตลาดของสินค้าเกษตรประกอบด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คัดเลือกพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ และอุทัยธานี เนื่องจากมีชนิดของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่หลากหลายและมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ที่จังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรเข้าร่วมการปรับเปลี่ยนกิจกรรม ได้แก่ 1) การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ) 2) การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นแปลงหม่อน 3) การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นบ่อเลี้ยงปลา และ 4) การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นเกษตรกรรมทางเลือก

นายวิไล เมตตามิตร

นายวิไล เมตตามิตร เกษตรกรกลุ่มอนุรักษ์กระบือ บ้านเลขที่ 33/2 หมู่ 3 ต.ชีบน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า เดิมทำนาข้าว ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง แต่ผลผลิตและรายได้ไม่ดีนัก หลังจากได้เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงแนะนำให้หันมาปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นอาหารสัตว์แทน เนื่องจากสภาพพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกหญ้าเนเปียร์มากกว่า ประกอบกับตนเองมีการเลี้ยงโคเนื้อและกระบืออยู่แล้ว การปลูกหญ้าเนเปียร์จึงสามารถช่วยลดต้นทุนในส่วนของอาหารสัตว์ได้มาก นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายหญ้าเนเปียร์ตลอดทั้งปีอีกด้วย

“ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่นาข้าวมาปลูกหญ้าเนเปียร์ทั้งหมด 7 ไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาที่ผ่านมา ทั้งผลผลิตต่อไร่ และรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากหญ้าเนเปียร์ดูแลง่าย ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี และสามารถขยายพันธุ์เองได้ นอกจากนี้ โคเนื้อ และกระบือที่เลี้ยงก็มีสุขภาพดี ขายได้ราคาอีกด้วย” กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : พัฒนาที่ดินเขต12พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้เกษตรกรทำกินได้อย่างยั่งยืน เดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/225689

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตรกรรม แต่จากการสำรวจ พบว่าดินที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งปัญหาในภาพรวม นอกจากพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปลูกข้าวและปาล์มน้ำมัน และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ได้อย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำงานพัฒนาที่ดินเขต 12กล่าวว่า สภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่ง สภาพดินในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงเป็นดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อนอีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร รวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุงสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 มีนโยบายที่เน้นการขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแนวทางไว้ เช่น การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางแก้ไข ที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่องเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช โดยบูรณาการร่วมกับกรมการข้าว ที่เข้ามาร่วมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูก ซึ่งผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมเคยได้ 10-20 ถังต่อไร่ ก็เพิ่มเป็น 40-50 ถังต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้ โดย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 มีเป้าหมายที่จะขยายผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินไปสู่พื้นที่ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“กรมพัฒนาที่ดินมุ่งเน้นการนำผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้น หรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง” นายปรีชา กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สถานีพัฒนาที่ดินตรัง’ส่งเสริมเกษตรจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ‘ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน’ลดต้นทุน บำรุงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224946

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดธาตุอาหารถือเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงและประสบกับปัญหาการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนาที่ดินระดับชุมชน จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ไปต่อยอดขยายผล เพื่อพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของตัวเองที่ประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมให้สามารถทำการเกษตรได้ ยกตัวอย่าง ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ตำบลควนเมา อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ที่ร่วมกันจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ภายใต้การสนับสนุนและส่งเสริมของสถานีพัฒนาที่ดินตรัง นำปุ๋ยที่ผลิตได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่นไปพลิกฟื้นผืนดินที่เคยเสื่อมโทรม ให้สามารถกลับมาทำการเกษตรได้ และยังถ่ายทอดไปยังเกษตรกรอีกหลายๆ ราย ในพื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินตรัง เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินให้ความสำคัญเรื่องดิน เป็นอันดับแรกในการทำเกษตรกรรม เพราะมีความเชื่อมโยงไปถึงการผลิตพืชทุกชนิด จึงมีเป้าหมายที่จะทำอย่างไรให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพิ่มพูนผลผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ก็จะต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า จะทำอย่างไรให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องและยั่งยืน ส่วนดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ก็ต้องหาวิธีการในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในทางเกษตรได้ อันดับแรกจะต้องเข้ามาทำความเข้าใจกับเกษตรกรในการใช้ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง คิดว่าดินทุกที่สามารถปลูกอะไรก็ได้ บางครั้งปลูกพืชตามกระแส โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพดิน พืชที่ปลูกไม่เหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ ทำให้ไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ เสียเวลา และมีต้นทุนที่สูงขึ้น

สถานีพัฒนาที่ดินตรัง จึงต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมกับสภาพดิน และให้ความสำคัญกับการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช โดยมีแนวทางส่งเสริมผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินในชุมชน ดังตัวอย่างศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ตำบลควนเมา อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินตรังเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ นำไปปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่เข้ามาเรียนรู้อีกด้วย

“เกษตรกรได้ร่วมกันจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์เพื่อที่จะนำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ ไปใส่เพิ่มลงในดินเพื่อให้ดินมีโครงสร้างที่ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดความสำเร็จ ความสุข ความยั่งยืนในชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถเผื่อแผ่ให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไปได้ สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับเกษตรกรในชุมชน”นายนรา กล่าว

นายสมหมาย ธรรมกิจ ประธานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินตำบลควนเมา อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมสภาพพื้นดินที่ศูนย์ แห่งนี้เป็นหนองน้ำ สภาพดินเป็นกรด ไม่เหมาะสมต่อการทำเกษตร สถานีพัฒนาที่ดินตรังได้เข้ามาให้คำแนะนำถึงการเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินและให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินด้วยการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินให้มีความเหมาะสม โดยส่งเสริมให้จัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่นมาผลิตปุ๋ยเป็นปุ๋ยหมักตามสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อเกษตรกรต้องการใช้ปุ๋ยหมักก็สามารถมาเบิกไปใช้ได้ตามอัตราส่วนที่นำวัสดุมาฝาก ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต รู้ถึงประโยชน์เหลือใช้ทางการเกษตรในชุมชน ลดการเผาทำลายเศษวัสดุทางการเกษตรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนต้นแบบเกษตรแปลงใหญ่ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224520

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งการบริหารจัดการเกษตรร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประหยัดทางเศรษฐกิจ เรียกว่า economy of scale

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า เรื่องสำคัญของการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่คือ การลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรายบุคคล มาเป็นเกษตรกรรายกลุ่ม เพราะฉะนั้นมันเกิดจากการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกประการคือทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีความพยายามที่จะทำคุณภาพสินค้าในกลุ่มแปลงใหญ่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

เพราะว่าเวลาที่มีความต้องการของตลาดจะได้รวมกลุ่มกันขายสินค้าที่มีคุณภาพเหมือนกัน ที่สำคัญคือเรื่องการเก็บเกี่ยว ถ้าเกษตรกรรวมกลุ่มกันแล้ว พอนำเครื่องจักรกลลงมาที่แปลงเกษตรกรแต่ละรายก็จะรวมกลุ่มพร้อมกันเลย ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวและสุกพร้อมกัน ส่งผลให้ระบบการจัดการของเกษตรกรที่เกิดจากการรวมกลุ่มแปลงใหญ่มีความแตกต่างกันกับเกษตรกรรายเดี่ยว โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ลดลงและผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด

สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นสหกรณ์ต้นแบบที่มีการปรับโครงสร้างการผลิตและลดต้นทุนการผลิตน้ำนมโคของเกษตรกร ภายใต้แนวคิดเกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ ที่เกษตรกรมีการรวมกันบริหารจัดการการผลิตแปลงหญ้าขนาดใหญ่ มีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาใช้ในแปลงหญ้า Motor Pool เพื่อลดต้นทุนการผลิตลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต มีศูนย์ผลิตอาหารโคนม และมีแปลงหญ้าอาหารสัตว์แปลงใหญ่ การผสมสูตรอาหารสัตว์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้น้ำนมดิบที่ดี

การพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกร การพัฒนาศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และการพัฒนาคุณภาพของน้ำนมดิบทั้งระบบมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจนกระทั่งการแปรรูป ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ทั้งเข้าสู่โครงการนมโรงเรียนและนมพาณิชย์ โดยขณะนี้สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 1,000 กว่าครัวเรือน มีผลผลิตสามารถผลิตน้ำนมดิบได้ 140 ตันต่อวัน และมีเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ถือเป็นต้นแบบ ที่สหกรณ์อื่นหรือกลุ่มเกษตรกรสามารถจะใช้เป็นต้นแบบและถอดบทเรียนเพื่อนำไปปรับใช้กับกลุ่มของตนเองได้ ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้เข้าไปติดตามประเมินผลของการดำเนินกิจการของสหกรณ์โคนมไทยมิลค์รวมถึงเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งมีตัวชี้วัดได้แก่ ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพน้ำนมดิบดีขึ้น ความเข้มแข็งของเกษตรกร ความสามารถในการชำระหนี้ เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาสหกรณ์โคนมประเภทเดียวกัน หรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมอื่นต่อไป

จากการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ มั่นใจว่าการรวมกลุ่มกันทำการผลิตสินค้าเกษตรอย่างไรก็ดีกว่าการแยกกันทำ ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต และการพัฒนาคุณภาพสินค้า ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปคือ การสรุปผลให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกษตรแปลงใหญ่ทำได้จริง เพราะมีการจัดระบบแปลงใหญ่ที่ดูทั้งเรื่องกายภาพ ความเหมาะสมของสภาพดิน ฟ้า อากาศ ความเหมาะสมของพื้นที่ ความพร้อมของเกษตรกร ประกอบกับเชิงเศรษฐกิจ เรื่องต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด

โดยเป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะดำเนินการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 650 แปลง และเป็นแปลงต้นแบบของจังหวัด 76 จังหวัด 76 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนามาเป็นแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ 44 แปลง แบ่งเป็นแปลงของสินค้าเกษตรจำนวน 11 สินค้า ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจแปรรูป และเกษตรกรที่อยู่ในแปลงใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP เข้าสู่กระบวนการแปรรูปตามระบบมาตรฐาน GMP สร้างโอกาสในการแข่งขันและการยอมรับของสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : ธนาคารข้าวทางเลือกใหม่ ช่วยเหลือชาวนาไทยเพิ่มผลผลิต–ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224320

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตามที่นโยบายพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภัยแล้ง ที่เกษตรกรได้รับผลกระทบ  โดยมอบหมายให้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ แก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ภายใต้การดำเนินงานนโยบายหลักในการปฏิรูปภาคเกษตร 6 มาตรการคือ 1.การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน2.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 3.การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 4.การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 5.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และ 6.ธนาคารสินค้าเกษตร

สำหรับนโยบายธนาคารสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบเรื่องนี้ ร่วมกับคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ โดยมีแผนงานจัดทำธนาคารสินค้าเกษตร จำนวน3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถธนาคารสินค้าเกษตร(กลุ่มเดิม) มาตรการที่ 2 ขยายผลการจัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตรเพื่อชุมชนตามความพร้อม และมาตรการที่ 3 จัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตรในสถาบันเกษตรกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งธนาคารข้าวในสถาบันเกษตรกร จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด จ.ร้อยเอ็ด 2.สหกรณ์การเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด 3.สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา 4.สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จ.เพชรบุรี 5.สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จ.สุรินทร์ 6.สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด จ.เชียงใหม่ 7.สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด จ.น่าน 8.สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายตา จำกัด จ.อุทัยธานี 9.สหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด จ.ตาก และ 10.สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี โดยได้ถือระเบียบธนาคารข้าวสถาบันเกษตรกรและถือใช้เรียบร้อยแล้ว มีสมาชิกเข้าร่วม จำนวน 374 ราย และมีสมาชิกเข้ามาใช้บริการ จำนวน 60 ราย ซึ่งปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี เป็นสหกรณ์แห่งแรกที่มีความพร้อมและเริ่มให้บริการแก่สมาชิกแล้ว

นางสุมาลย์ เนตรสว่าง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด กล่าวว่า  เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนใหญ่จะปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก จึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการจัดตั้งธนาคารข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ในอัตราดอกเบี้ยที่สูง และก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น สำหรับการดำเนินการเรื่องนี้ของสหกรณ์เราได้กำหนดหลักเกณฑ์ ประชุมชี้แจงให้สมาชิกรับทราบแล้ว ล่าสุดมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 110  ราย ครอบคลุมพื้นที่ 2,744 ไร่ และคาดว่าจะมีสมาชิกสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การช่วยเหลือส่วนใหญ่จะดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครบวงจร เน้นเรื่องปัจจัยการผลิต และความรู้ให้เกษตรกร เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง การปราบศัตรูพืช น้ำมัน
เชื้อเพลิง ความรู้การเตรียมดิน การแปรรูปข้าวสาร นอกจากนี้ยังมีการผนวกโครงการธนาคารข้าวกับโครงเครื่องจักรกลการเกษตรบูรณาการร่วมกัน และสุดท้ายที่การตลาดรับซื้อผลผลิต เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรอีกด้วย

นายสุพจน์ มณีวงษ์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้ให้ความช่วยเหลือตน และสมาชิกรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย ยาฆ่าแมลง การปรับสภาพดิน และยังได้นำเมล็ดพันธุ์มาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก อีกทั้งยังได้รับความรู้และสร้างความตระหนักมากขึ้นคือ ปลูกข้าวต้องให้ได้มาตรฐาน และการผลิตที่คำนึงถึงเรื่องการลดต้นทุน ช่วยให้มีระบบในการทำงานมากขึ้น

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าค้นคว้าพัฒนา ‘ทุเรียนสาลิกา’พืชท้องถิ่นอัตลักษณ์คู่เมืองพังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/224182

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ของไทย มีหลากหลายสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทุเรียนสาลิกา เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีความโดดเด่น เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา ซึ่งปัจจุบันหารับประทานได้ค่อนข้างยาก

นางวันเพ็ญ พฤกษ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทุเรียนสาลิกา เป็นไม้ผลท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของอำเภอกะปง จังหวัดพังงา มีลักษณะเด่น คือ ลูกกลม หนามเล็ก ถี่ เปลือกบาง ไส้มีลักษณะเป็นสนิม ไม่ซึม น้ำหนักต่อผล 1-2 กิโลกรัม กลิ่นไม่ฉุน เมล็ดลีบ รสชาติหอมหวาน เนื้อละเอียดสีเหลืองทอง คล้ายกับสีปากของนกสาลิกา จึงทำให้คนในท้องถิ่นเรียกทุเรียนพันธุ์นี้ว่า “ทุเรียนสากาหรือทุเรียนสาลิกา”

ทุเรียนสาลิกาในจังหวัดพังงา นิยมปลูกตามบ้านเรือนของเกษตรกรลักษณะแบบสวนสมรม (ผสมผสาน) ปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน มีเพียงเกษตรกรไม่กี่รายที่มีการปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่ จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนสาลิกาในอำเภอกะปง ประมาณ 300 ไร่ นอกจากนี้ก็มีปลูกในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่าบ้างเล็กน้อย ด้วยพื้นที่ปลูกไม่มากทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-200 บาท แต่ผลผลิตปีนี้ออกน้อยลงกว่าปกติจากภาวะภัยแล้ง จึงดันราคาขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200-250 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจำหน่ายไปยังจังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีการสั่งจองออเดอร์ล่วงหน้า เรียกว่าผลผลิตมีเท่าไรจำหน่ายได้หมด ทำให้ทุเรียนสาลิกาเป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร

จากความต้องการของผู้บริโภคและราคาจูงใจ ส่งผลให้มีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ทุเรียนสาลิกาในพื้นที่จังหวัดพังงาจำนวนมาก โดยราคาเฉลี่ยกิ่งพันธุ์ละ 150 บาท ซึ่งหากเป็นกิ่งพันธุ์ที่มาจากสายต้น (สายพันธุ์) ที่เป็นพันธุ์แท้ ผู้ที่ซื้อไปปลูกก็จะได้ผลผลิตที่ดีตามสายพันธุ์แต่หากเป็นกิ่งพันธุ์ที่ไม่ได้เป็นพันธุ์แท้ ผลเสียก็จะไปตกกับผู้ซื้อ เพราะกว่าจะรู้ว่าผลผลิตที่ปลูกไปนั้นไม่ใช่พันธุ์ที่ต้องการก็เสียทั้งเวลาและเสียโอกาสไปแล้วหลายปี

ดังนั้น นายบรรเจิด พูลศิลป์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงา จึงได้ทำการศึกษาการคัดเลือกสายต้นทุเรียนพันธุ์สาลิกาในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยสำรวจแหล่งปลูกทุเรียนพันธุ์นี้ว่ามีการกระจายตัวอยู่ที่ใดบ้าง ควบคู่กับการรวบรวมสายต้นทุเรียนสาลิกาจากผู้ชนะการแข่งขันประกวดทุเรียนสาลิกา ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อคัดเลือกสายต้นที่ให้ลักษณะผล เนื้อ และรสชาติที่ดี ต้านทานโรครากเน่า-โคนเน่า มาปลูกเปรียบเทียบกับทุเรียนสายต้นอื่นในพื้นที่ของศูนย์ฯ จำนวน 5 ไร่ มีระยะเวลาดำเนินการเฟสแรกตั้งแต่ปี 2559-2564 เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต การดูแลรักษา ส่วนในการศึกษาระยะต่อไปหลังจากปี 2564 จะเป็นเรื่องของผลผลิต ตรวจสอบคุณภาพสายต้นว่าต้นใดเป็นสายต้นที่ดีที่สุด เพื่อออกคำแนะนำหรือรับรองพันธุ์

นายบรรเจิด กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาเรื่องดังกล่าวจะนำไปสู่การเป็นฐานพันธุกรรมทุเรียนพันธุ์สาลิกา และขยายผลไปสู่การรับรองพันธุ์สายต้นของทุเรียนสาลิกาที่ดี สามารถขยายพันธุ์แท้สู่เกษตรกรได้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นข้อมูลประกอบให้กับกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนสาลิกาคุณภาพ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของจังหวัดพังงาได้อีกด้วย

“อยากฝากถึงผู้ที่ต้องการปลูกทุเรียนสาลิกา ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ส่วนผู้ขายควรมีความซื่อสัตย์นำกิ่งพันธุ์แท้มาจำหน่ายเท่านั้น เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทุเรียนสาลิกาพันธุ์แท้ให้คงอยู่เป็น อัตลักษณ์ของจังหวัดพังงาต่อไป”

รายงานพิเศษ : กาแฟ…พืชความหวังของคนบนดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223765

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สืบเนื่องจากการที่โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา ได้มีโครงการวิจัยกาแฟอาราบิก้าเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยโครงการหลวงได้สั่งพันธุ์กาแฟอาราบิก้าลูกผสมที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถต้านทานโรคราสนิม จำนวน 28 สายพันธุ์ ภายใต้ความร่วมมือจากกองวิจัยโรคพืชและชีววิทยา สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่สูงของภาคเหนือ ประกอบกับมีการจัดตั้งโครงการปลูกพืชทดแทนและพัฒนาเศรษฐกิจของชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหประชาชาติ เป็นระยะเวลาดำเนินงาน 10 ปี โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำพันธุ์กาแฟอาราบิก้า

ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ขุนวาง และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยในปี พ.ศ. 2526 ได้มีการวิจัยและพัฒนากาแฟอาราบิก้าที่ต้านทานโรคราสนิม ได้นำพันธุ์กาแฟอาราบิก้าคาติมอร์ (Coffee Arabica cv. Catimor) จากศูนย์วิจัยโรคราสนิมกาแฟ ประเทศโปรตุเกส (Coffee Rust Research Centre) จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ CIFC 7958 7962 และ 7963 โดยนำไปปลูกไว้ที่สถานีวิจัยกาแฟอาราบิก้า มูลนิธิโครงการหลวงแม่หลอด สถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี จังหวัดเชียงราย สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และสถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จังหวัดตาก ทำการศึกษาวิจัยกาแฟอาราบิก้าที่ต้านทานโรคราสนิมสายพันธุ์คาติมอร์ CIFC 7963-13-28 จนได้พันธุ์กาแฟคาติมอร์ “เชียงใหม่ 80” ในปี พ.ศ. 2550 ที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

นายอุทัย นพคุณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 ได้คัดเลือกจากการผสมพันธุ์ H.W. 26/5 กับพันธุ์ SL28 โดยศูนย์วิจัยโรคราสนิมกาแฟ ได้ลูกผสมชั่วที่ 1 ในปี พ.ศ. 2503 และได้ส่งไปปลูกคัดเลือกในประเทศต่างๆ ในแต่ละชั่ว และได้ดำเนินการคัดเลือกในประเทศไทยในลูกผสมชั่วที่ 6 และ 7 ในปี พ.ศ. 2527 จนถึงปี พ.ศ. 2544 ได้สายพันธุ์ดีเด่นและนำไปปลูกทดสอบในพื้นที่ปลูกกาแฟทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และเพชรบูรณ์ จนกระทั่งได้รับพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2553 กรมวิชาการเกษตรได้ผลิตตันกล้ากาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์ดังกล่าว เพื่อแจกจ่ายให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง โครงการพระราชดำริ กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานราชการ และเอกชน จำนวน 2,258,212 ต้น ได้ใช้เวลานานนับ 10 ปี ในการวิจัยและพัฒนากาแฟ ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ จนได้ผลผลิตกาแฟเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟดอยคำ ดอยตุง และโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้มีพระเสาวนีย์ให้มีการปลูกตามดอย นอกจากนี้ยังมีแหล่งปลูกและผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ดอยช้าง ปางขอน สันเจริญ และห้วยฮ่อม ซึ่งในปัจจุบันกาแฟดอยช้างและดอยตุงก็เป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะในระดับโลก และได้รับการยกระดับเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Geographical Indication : GI) และมีการขยายผลการดำเนินงานไปสู่โครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการ
ส่งเสริมการปลูกกาแฟ การดูแลรักษา การผลิตและแปรรูปแบบครบวงจร ภายในสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงบ้านปางขอนและขยายผลสู่แปลงเกษตรกร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอาราบิก้า โดยจัดเป็นแปลงต้นแบบการฟื้นฟูสภาพต้นกาแฟอาราบิก้าที่มีอายุมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยพบว่าในปี พ.ศ. 2551 เกษตรกรบ้านปางขอนสามารถผลิตกาแฟได้ 103 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 266 ตัน ในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นจำนวนเงินที่ขายสารกาแฟกว่า 30 ล้านบาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 214,000 บาท/ครัวเรือน/ปี ซึ่งแต่เดิมก่อนที่เกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการมีรายได้จากการขายกาแฟเพียง 50,000 บาท/ครัวเรือน/ปี เท่านั้น นับเป็นความสำเร็จของโครงการผลิตกาแฟอาราบิก้าโดยมีส่วนร่วมของเกษตรกรบ้านปางขอน ที่สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพื่อลดการทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย ใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามแนวพระราชดำริ “คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน”