รายงานพิเศษ : พัฒนามะขามป้อมพันธุ์ดี พร้อมขยายกิ่งพันธุ์สู่แปลงเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223387

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มะขามป้อม เป็นสมุนไพรตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวอินเดียจึงเชื่อว่าต้นมะขามป้อมมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นแม่พระธรณีผู้หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์จึงนิยมบริโภคแพร่หลายในประเทศอินเดียซึ่งใช้ประกอบอาหาร เครื่องดื่ม และยารักษาโรค

ในประเทศไทย ผลมะขามป้อมใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านและยาไทยแผนโบราณ โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทย พบว่า น้ำมะขามป้อม เป็น 1 ใน 30 ของเครื่องดื่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ลดรอยเหี่ยวย่นและชะลอความชราได้ถึงร้อยละ 80 ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ข้อเสื่อม อัมพาต และโรคที่เกิดจากความเสื่อมของวัย นอกจากนี้ มะขามป้อมยังเป็นพืชสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ทำผลิตภัณฑ์ยาหลายชนิด รวมทั้งตำรับยาอายุวัฒนะเก่าแก่ของอินเดียที่ใช้มานานกว่า 5,000 ปีแล้ว ชื่อว่า “ตรีผลา” ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ 3 ชนิด คือ มะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภก มีสรรพคุณชะลอความชรา ช่วยรักษาสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย และมีฤทธิ์ล้างพิษออกจากระบบต่างๆ ของร่างกาย ตำรับยานี้ เป็นสมุนไพรที่ทำให้ร่างกายสดชื่นและเป็นยาอายุวัฒนะ ขณะนี้ยังขาดวัตถุดิบอีกจำนวนมาก ส่วนใหญ่เก็บผลมะขามป้อมจากป่าซึ่งนับวันจะมีปริมาณผลผลิตลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ป่าถูกทำลายและมีการเก็บเกี่ยวผลิตอย่างผิดวิธี

นายอุทัย นพคุณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตมะขามป้อมอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2558 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษามะขามป้อมพันธุ์ดีมีผลใหญ่และมีปริมาณสารสำคัญสูงสำหรับใช้คัดเลือกพันธุ์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร และสถาบันวิจัยพืชสวน ได้สำรวจแหล่งปลูก/แหล่งที่พบมะขามป้อมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก คัดเลือกต้นมะขามป้อมแบบ clonal selection ลักษณะที่คัดเลือก คือ ผลมีขนาดใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 2.5 ซม.) ผลผลิตสูง คุณภาพดีและมีปริมาณสารสำคัญสูง ขณะนี้ได้ต้นมะขามป้อมที่มีลักษณะดี จำนวน 65 สายต้น นำกิ่งพันธุ์ดีมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอมะขามป้อมพื้นเมืองโดยใช้วิธีเสียบลิ่ม (Cleft grafting) ดูแลรักษาในโรงเรือนและนำลงปลูกในแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร นำตัวอย่างผลมะขามป้อมไปวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ (วิตามินซี สารประกอบฟีนอลิค และค่าดัชนีการต้านสารอนุมูลอิสระ) ดูแลรักษาต้นแม่พันธุ์มะขามป้อมไว้สำหรับขยายกิ่งพันธุ์ พื้นที่จำนวน 6 ไร่ และขณะนี้ได้เริ่มขยายผลในโครงการพระราชดำริจังหวัด
พะเยาและเชียงใหม่ โดยจัดทำแปลงแม่พันธุ์เพื่อใช้เป็นแหล่งขยายกิ่งพันธุ์ดีให้เกษตรกร สำหรับปลูกเป็นรายได้เสริมต่อไป

ปัจจุบันการขยายพันธุ์มะขามป้อมนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1.การเพาะเมล็ด เมล็ดมะขามป้อมมีสีดำอยู่ในกะลาแข็งถัดจากส่วนของเนื้อผล วิธีนี้ต้นมะขามป้อมจะใช้เวลานานในการออกดอกติดผล อาจใช้เวลา 6-7 ปี ทรงต้นจะสูงชะลูด นิยมใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมาผลิตเป็นต้นตอ 2.การทาบกิ่ง เตรียมต้นตออายุ 1 ปี ทาบบนต้นพันธุ์ดีที่ต้องการ ใช้เวลาเพียง 2-3 ปี ในการออกดอกติดผลและได้ทรงพุ่มที่เตี้ย เก็บเกี่ยวง่าย วิธีนี้จะเปลืองกิ่งพันธุ์ดี แต่จะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง กิ่งมีขนาดใหญ่และโตเร็ว และ 3.การเสียบยอด เตรียมต้นตออายุ 1 ปี คัดเลือกยอดพันธุ์ดีมาเสียบยอด นิยมใช้วิธีเสียบลิ่ม (Cleft grafting) อบในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ขนาด 24 X 44 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน รอยแผลจะเชื่อมติดกัน ค่อยๆให้อากาศภายนอกเข้าไปในถุง เพื่อให้ต้นกล้าปรับตัว ใช้เวลา 7-10 วัน จึงนำออกจากถุง วิธีนี้จะไม่เปลืองกิ่งพันธุ์ดีและผลิตได้ครั้งละจำนวนมาก

นอกจากนี้ มะขามป้อมยังเป็นพืชทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง ซึ่งปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในสภาวะโลกร้อน การปลูกมะขามป้อมจากต้นเพาะเมล็ดใช้เวลา 7-10 ปี จึงออกดอกติดผล แต่หากปลูกจากกิ่งทาบหรือกิ่งเสียบยอดจะใช้เวลาเพียง 3-4 ปี เท่านั้น และยังเป็นพืชที่มีอายุยืนหลายสิบปี ปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนานหลายสิบปีขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดูแลรักษา อีกทั้งผลสดยังสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น นำมาอบแห้ง แยม กวน ดองหวาน ดองเค็ม น้ำมะขามป้อมพร้อมดื่ม น้ำพริกมะขามป้อม เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้รับความนิยม ได้แก่ ยาแก้ไอ ชามะขามป้อม ครีมบำรุงผม ผงขัดหน้า เจลล้างหน้า เป็นต้น

ด้วยประโยชน์และคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ จึงใช้มะขามป้อมเป็นพืชสร้างป่าได้เป็นอย่างดี และเป็นแนวทางหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กรมหมอดินพร้อมต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223188

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อฤดูฝนมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า ฤดูแห่งการเพาะปลูกได้เริ่มต้นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีการขับเคลื่อนโครงการดีๆ อย่าง โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกันให้บริการและช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตที่สามารถลดต้นทุน พร้อมกับเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เตรียมความพร้อมที่จะให้ความรู้แก่เกษตรกรในหลายด้านผ่านศูนย์เรียนรู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเขตความเหมาะสมของดินในแต่ละภูมิภาค ความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช การวิเคราะห์ดินเพื่อเตรียมพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดิน เป็นต้น

โดยล่าสุด ได้มีการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) การพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) และการบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเขาฉกรรจ์ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องของการปลูกมันสำปะหลังแบบครบวงจร ให้เกษตรกรในพื้นที่นำข้อมูลไปวางแผนในการเพาะปลูกเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นี้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานในพื้นที่ ที่เกษตรกรจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็ง ตลอดจนกระตุ้นให้เกษตรกรนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

“อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า หากเกษตรกรมีการวางแผนในการเพาะปลูกที่ดี ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม มีการวิเคราะห์ดินและปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมของสภาพดินและความต้องการของพันธุ์พืชที่จะปลูกแล้ว จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ร้อยละ 20 เลยทีเดียว” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

 

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

สาวบางแค 22

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

“งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2559” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มุ่งสร้างต้นเเบบเเนวคิดเเก้วิกฤตยางพารา โดยนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่หลากหลายมิติแล้ว จังหวัดบึงกาฬ และ อบจ. บึงกาฬ ยังได้จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมสมองจากนักวิชาการ เกษตรกรคนเก่งเข้ามาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มในสวนยางพารา เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

“กยท. หนุนปลูกยาง

แบบผสมผสาน เพิ่มรายได้”

คณะผู้จัดงานเปิดประเดิมเสวนาเวทีแรก โดยเชิญ คุณไกรสร นนทเกษม หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหายางพารา ในหัวข้อ “สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไร”

คุณไกรสร กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยท. ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ใน 2 รูปแบบ คือ

1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินชดเชยสนับสนุนให้เกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน (1 ครัวเรือน 1 สิทธิ์)

2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ผ่าน 8 หน่วยงาน โดย กยท. เป็นผู้รับซื้อยาง จำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยรับซื้อยางแผ่น ชั้น 3 ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น ราคาจะลดหลั่นกันลงไป โดยมีกติกาว่า จะรับซื้อยางจากเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 10 กิโลกรัม หากปลูกยาง 15 ไร่ จะขายยางได้ 150 กิโลกรัม หากใครมีพื้นที่ปลูกยางน้อย ก็มีโอกาสขายยางได้หลายครั้ง จนครบจำนวน 150 กิโลกรัม เชื่อว่าทั้ง 2 โครงการ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในช่วงฤดูปิดกรีดยาง

เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตยาง อย่าปลูกยางเป็นพืชเชิงเดี่ยว ต้องกระจายความเสี่ยงปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชเสริม พืชแซมในสวนยาง รวมทั้งเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีรายได้เข้ากระเป๋าหลายทาง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกร ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่เกิน 1 ล้านครัวเรือน ขณะนี้เกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด ยังมีช่องว่างให้เกษตรกรที่สนใจอาชีพเสริมในครัวเรือนสามารถยื่นใบสมัครได้

ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาแปรรูปใบยางหรือดอกไม้จากใบยางออกขาย เพราะเป็นสินค้าที่ต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระบวนการแปรรูปใบยางไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนน้อย สร้างบ่อหมักใบยาง นอกจากนี้ ใบยางยังสามารถมาแปรรูปในลักษณะดอกไม้จันทน์ ก็เป็นสินค้าที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นกัน

ยุคปลาเร็วกินปลาช้า…

เร่งปรับตัวให้อยู่รอด

คุณบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเซีย (ACD) พูดคุยในเวทีเสวนา หัวข้อ “ยางพารา การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของโลกไร้พรมเเดน” โดยกล่าวว่า สถานการณ์ยางในขณะนี้ มีกำลังผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทั้งไทยและเพื่อนบ้านปลูกยางกันเยอะ แต่ว่าหลังปี 2560 ปริมาณความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้น ในอดีตเราคิดว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เเต่ยุคนี้ปลาเร็วกินปลาที่ช้ากว่า ปลาตัวใหญ่ที่ช้าอุ้ยอ้าย อาจจะถูกปลาตัวเล็กกว่ากินได้ ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนเเปลงของตลาดโลก

ที่ผ่านมา ไทยเน้นส่งออกยางถึง 86 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวนก็จะได้รับผลกระทบทันที ควรเร่งปรับปรุงตัวเอง โดยมองมาเลเซียเป็นตัวอย่าง จากเดิมเป็นผู้ผลิตยาง วันนี้เขายกฐานะเป็นผู้แปรรูปยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ไม่ว่ายางโลกจะตกลงหรือผันผวนเเค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศมาเลเซีย หากจะแข่งขันกับมาเลเซีย ควรผลิตสินค้าที่แตกต่างจากเขา เช่น หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ คนจีนที่มาเที่ยวไทยซื้อหมอนยาง ที่นอนยางพารากลับบ้านไปเยอะมาก เพราะมีคุณภาพดีกว่าเเละราคาถูก นโยบายจีนเปลี่ยนแล้ว จากเดิมมีลูกคนเดียว ก็เปิดโอกาสให้มีลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดจีนจะมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น

เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย ที่เศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายรถทำให้อินเดียมีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้น เป็นตลาดใหม่ที่มีลู่ทางเติบโตสดใส ในอนาคตคาดว่า เวียดนาม จะเป็นคู่แข่งขันสำคัญบนเวทีตลาดโลกเพราะเวียดนามเร่งปรับตัวเรียนรู้ผลิตเทคโนโลยีด้านยางจากฝรั่งเศสและนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งจากมาเลเซีย ทำให้ยางเวียดนามมีคุณภาพดี

“เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง”

เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬได้มีโอกาสเรียนรู้ “เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง” จาก คุณเสถียร ซื่อตรง เกษตรกรจังหวัดนครพนม โดยก่อนหน้านี้คุณเสถียรเคยปลูกมะม่วง มะขามหวาน มาก่อน แต่มีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วันหนึ่งเขามีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องการปลูกสับปะรดในสวนยางจากเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น

คุณเสถียร เริ่มต้นปลูกสับปะรด ตั้งแต่ 2551 โดยส่งตัวอย่างดินให้สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครพนมตรวจสอบว่า มีสภาพดินเหมาะสมกับการปลูกสับปะรดหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ดินนครพนมมีสภาพเหมาะสมสำหรับปลูกสับปะรด เพราะมีดินร่วนปนทราย 30% ดินร่วน 20% เมื่อปลูกแล้ว จะได้เนื้อสับปะรดที่มีรสหวาน ซึ่งจังหวัดบึงกาฬ อุบลราชธานี มีชุดดินคุณภาพเดียวกับจังหวัดนครพนม สามารถปลูกสับปะรดได้อย่างสบาย

หากใครสนใจปลูกสับปะรด ควรเลือกทำเลพื้นที่ที่มีสภาพลาดเอียง ระบายน้ำได้ดี เพราะสับปะรดเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ประการต่อมา ต้องคัดเลือกสับปะรดพันธุ์ดีมาปลูก หลังไถพรวนดินเสร็จ คุณเสถียรได้นำหน่อพันธุ์สับปะรดปัตตาเวียมาปลูกแซมในสวนยาง โดยปลูกในระยะห่าง ประมาณ 30 เซนติเมตร บำรุงด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ปีละ 1 ครั้ง เติมปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ใส่ทุกๆ 2 เดือน หากใช้หน่อ ปลูกดูแล 8-9 เดือน ก็มีผลผลิตออกขาย แต่หากนำจุกสับปะรดมาปลูก ต้องใช้เวลานานกว่าประมาณ 11 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้

การผลิตสับปะรดนอกฤดู เกษตรกรโดยทั่วไปนิยมใช้วิธีหยอดฮอร์โมน ซึ่งมีราคาแพง แต่คุณเสถียรมีเทคนิคส่วนตัวที่ได้ผลดีคือ ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) และปุ๋ย สูตร 25-5-5 ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้กระป๋องปลากระป๋องเปล่าตักส่วนผสมที่เตรียมไว้หยอดข้างต้นสับปะรด รอไปอีกประมาณ 45-60 วัน ก็จะได้ผลผลิตสับปะรดตามที่ต้องการ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ง่าย หากพบว่าผลสับปะรดเริ่มมีสีเหลือง ประมาณ 3 แถว ก็แสดงว่าเนื้อสุกแล้ว พร้อมเก็บเกี่ยวได้

การปลูกสับปะรดในสวนยาง นอกจากเกษตรกรมีผลสับปะรดสด น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 1.5-4 กิโลกรัม ออกขายแล้ว ยังสามารถขายหน่อพันธุ์สับปะรดให้ผู้สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อได้อีก หากช่วงไหนมีผลผลิตเหลือจากการจำหน่าย ก็นำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกวนได้อีก หากสามารถรวมกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่นได้ ก็จะมีโอกาสกำหนดราคาขายได้สูงขึ้น

โค่นยางเก่า

แก้วิกฤตราคายาง

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสงเคราะห์ปลูกแทน โดยทั่วไปการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะสนับสนุนให้มีการโค่นต้นยางเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำ ปีละ 200,000 ไร่ ก็ปรับจำนวนสงเคราะห์ปลูกใหม่เป็น 400,000 ไร่ ทำให้มีไม้ยางป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมไม้ยางพาราเพิ่มมากขึ้นในปี 2559

ไม้ยางพารา ถือว่าเป็นโบนัสก้อนพิเศษที่เกษตรกรจะได้รับหลังจากหยุดกรีดน้ำยางแล้ว ในช่วงที่น้ำยางมีราคาดีเกษตรกรยังไม่อยากขาย ทำให้ไม้ยางพาราค่อนข้างขาดแคลนและมีราคาสูง ขณะนี้ไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทำไม้แปรรูปมาก เนื่องจากไม้อย่างอื่นไม่สามารถตัดนำมาใช้ได้เพราะฉะนั้นไม้ยางพารามีมากเท่าไร โรงงานก็รับซื้อทั้งหมด ซึ่งเป็นผลดีแก่ชาวสวนยาง

คุณเกษตร แนบสนิท ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาร่วมพูดคุย ในหัวข้อ “เทคนิคการตัดไม้ยางพาราเพื่อการค้าและการแปรรูป” โดยกล่าวว่า เกษตรกรควรเรียนรู้ประมาณราคาไม้ยางได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงป้องกันการกดราคาซื้อจากพ่อค้าหรือนายหน้าที่มาซื้อไม้ยาง ก่อนอื่นเกษตรกรควรรู้ว่า ไม้ยางพาราแต่ละสวนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และเชิงการบริหารจัดการ ทำให้ราคาไม้ยางในสวนยางพาราแต่ละสวนมีราคาแตกต่างกัน

โดยทั่วไป พ่อค้าจะตีราคาไม้ยาง โดยคำนวณจากจำนวนไม้ยางที่ปลูก เฉลี่ย 70 ต้น ต่อไร่ หากต้นยางตายมาก เหลือไม่ถึง 50 ต้น ต่อไร่ การตีราคาต่อไร่ก็จะต่ำลง นอกจากนี้ น้ำหนักไม้ยาง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกษตรกรขายไม้ได้ราคาสูงหรือต่ำ โดยอาศัยการคำนวณน้ำหนักไม้ยางจากพันธุ์ยาง ลักษณะดินและขนาดต้นยาง เช่น ต้นยางขนาดเดียวกันแต่คนละพันธุ์ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น ยางพื้นเมือง (ยางบ้าน) พันธุ์ GT1 มีน้ำหนักมากที่สุด รองลงมาคือ ยางพันธุ์ GT1 และ RRIM600 เบาที่สุด เพราะพันธุ์ยางที่ให้ปริมาณน้ำยางยิ่งมาก จะทำให้น้ำหนักไม้ยิ่งเบา

ขณะเดียวกัน ไม้ยางที่ปลูกในดินเหนียวจะมีน้ำหนักสูงกว่าไม้ยางในดินทราย (ขนาดต้นเท่ากัน) ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่นิยมคิดคำนวณราคาไม้ยางจากขนาดต้นยางเป็นหลัก เพราะเห็นเด่นชัดที่สุดและบ่งบอกถึงน้ำหนักไม้ยาง หากเจ้าของสวนยางรายใดใส่ใจดูแลรักษาสวนยางให้ถูกต้องตั้งแต่ปลูกจนถึงโค่น เช่น ปลูกในระยะที่เหมาะสม ตัดแต่งกิ่งถูกต้อง มีการกำจัดวัชพืชที่ดี ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างเพียงพอ เปิดกรีดยางอย่างถูกต้อง และแรงงานกรีดมีฝีมือ ก็จะช่วยให้ไม้ยางมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี

การซื้อขายไม้ยาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาพ่อค้ายางทำสัญญาจ่ายเงินมัดจำไว้ แล้วไม่ยอมมาโค่น ยื้อเวลาจนเจ้าของสวนเดือดร้อน เลยระยะเวลาปลูกใหม่ เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหา ในสัญญาต้องระบุให้ชัดว่า จ่ายเงินมัดจำเท่าไหร่ และกำหนดวันโค่นให้ชัดเจน หากไม่โค่นภายในเวลาที่กำหนด จะทำอย่างไร เช่น ยกเลิกสัญญา เป็นต้น

ไม้ยางที่ได้ขนาด หรือ “ไม้เกรด” ปัจจุบันขายได้ตันละประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนไม้ตกเกรด หรือไม้ฟืน มีราคาต่ำ เฉลี่ยตันละประมาณ 500-700 บาท พ่อค้าจะไม่เพิ่มราคารับซื้อสำหรับไม้ตกเกรด ส่วนไม้เกรดของโรงงาน คือไม้ยางที่ตัดเป็นท่อนแล้ว วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 6 นิ้ว ขึ้นไป ซึ่งสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนไม้ตกเกรด ที่ขนาดไม่ถึง 6 นิ้ว จะนำไปทำไม้ลัง พาเลต และไม้อัด ฯลฯ

หากวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรแห่งใดประสงค์จัดตั้งโรงเลื่อยชุมชน เพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราในท้องถิ่น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมป่าไม้เสียก่อน เนื่องจากโรงเลื่อยชุมชนจำเป็นต้องใช้ใบเลื่อยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 12 นิ้ว การลงทุนทำโรงเลื่อยชุมชน ต้องคำนวณปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพาราในท้องถิ่นว่า มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับป้อนโรงเลื่อยแห่งนี้ได้ทุกวันหรือไม่ หากยังมีปริมาณไม้ยางไม่มากพอ ก็ต้องทำข้อตกลงกับพื้นที่ข้างเคียงให้จัดหาไม้ยางส่งขายโรงเลื่อยชุมชน

สำหรับพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มีสวนป่า จำนวน 3 แห่ง คือ สวนป่าบึงกาฬ สวนป่าเซกา สวนป่าโซ่พิสัย ปัจจุบัน ออป. มีกิจการโรงเลื่อยเป็นของตัวเอง เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำความรู้เรื่องโรงเลื่อย จาก ออป. ได้โดยตรง เช่น การจัดตั้งโรงเลื่อย เทคนิคการเลื่อยไม้ การบริหารจัดการตลาด การแสวงหาวัตถุดิบป้อนโรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงเลื่อยไม้ การดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

เทคนิคการปลูก

ลิ้นจี่ ในสวนยาง

คุณสวัสดิ์ ภาษา ผู้บุกเบิกปลูกลิ้นจี่ นพ.1 อันเลื่องชื่อของจังหวัดนครพนม มาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกลิ้นจี่ นพ.1 ในสวนยาง เนื่องจากลิ้นจี่ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์เบา ให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี นับว่าให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ ที่นิยมปลูกในภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้อากาศหนาวจัด มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังมีความต้องการเพิ่มอีกจำนวนมาก

ต้นลิ้นจี่ นพ. 1 ปลูกดูแลง่าย โดยให้น้ำต้นลิ้นจี่สัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง และให้ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 8-24-24 หรือ 13-21-21 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนคุณสวัสดิ์มีอายุ 18 ปี แต่ยังให้ผลผลิตดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง จะตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้ได้ขนาด เรียกว่าเป็นขั้นตอน “การทำสาวต้นลิ้นจี่” ทุกครั้งเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี จำนวนมากตามที่ต้องการ

ปัจจุบัน สวนลิ้นจี่ของคุณสวัสดิ์มีคุณภาพดี จึงขายส่งเข้าตลาดห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร และป้อนตลาดส่งออก ส่วนสินค้าตกเกรดจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีรายได้ก้อนโตจากการจำหน่ายกิ่งตอนให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ตามขนาดของลำต้น หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณสวัสดิ์ ภาษา โทร. (081) 320-6447 หรือบุตรสาว (081) 058-9664 (คุณต่าย)

เลี้ยง ไก่ดำ หมูดำ

วัวดำ รายได้ดี

น.สพ. วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาโครงการตามพระราชดำริ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร มาชวนเกษตรกรชาวสวนยางให้ทดลองเลี้ยงไก่ดำ หมูดำ วัวดำ สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารท้องถิ่นได้ เลี้ยงแล้วไม่ขาดทุน ขายได้กำไร

ทุกวันนี้เกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำกันมาก เพราะสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงวัว ไข่ไก่ดำภูพาน ฟักขายในราคาฟองละ 50 บาท แล้ว ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็ขายได้ หากเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่ ขายได้ราคาตัวละ 250 บาท ราคาเนื้อไก่ดำซื้อขายที่กิโลกรัมละ 180 บาท สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ตั้งแต่ ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้มีผู้ซื้อจากเวียดนามติดต่อขอซื้อไก่ดำจำนวนมากจากไทย เพราะคนเวียดนามมีความเชื่อเรื่องการบริโภคไก่ดำเป็นยาบำรุงร่างกายเช่นกัน

ไก่ดำภูพาน มีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำมาก เลี้ยงง่ายเหมือนกับไก่บ้านทั่วไป ใช้เวลาเลี้ยงไม่นาน การเลี้ยงไก่ดำ ใครๆ ก็เลี้ยงได้ แค่ดูแลให้น้ำสะอาด ให้อาหาร คือปลายข้าวหรือข้าวเปลือก และให้อาหารผสมทุกเช้า-เย็น เช่น ปลายข้าว รำข้าว ปลาป่น ข้าวโพดป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด พร้อมคอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตเร็ว

ไก่ดำภูพาน มีความเสี่ยงในเรื่องโรคเช่นเดียวกับพันธุ์ไก่ทั่วไป เช่น โรคนิวคาสเซิล โรคหลอดลมอักเสบ ฯลฯ จึงต้องดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรในทุกช่วงของการเลี้ยงไก่ดำ โดยผสมกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ดำ จะช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคท้องเสียได้เป็นอย่างดี

หมูดำ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สุกรภูพาน 1” ที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง แข็งแรง เนื้อมันมีน้อย ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด

น.สพ. วิศุทธิ์ แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางนำหมูดำมาเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในสวนยาง เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงอะไรมาก เพราะหมูดำสามารถกินต้นหญ้าและลูกยางในสวนยางเป็นอาหารได้ เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ลูกยางพารา มีคุณประโยชน์สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ และได้ผลพลอยได้คือ มูลหมู เป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงต้นยาง นอกจากนี้ หมูดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกสำหรับบริโภคในครัวเรือนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

วัวดำ (ทาจิมะภูพาน) ถูกเลี้ยงในสไตล์อีสาน ใช้เหล้าสาโทเลี้ยงวัวดำแทนการใช้เบียร์ เพื่อพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและโลหิต พร้อมเปิดเพลงหมอลำกล่อมแทนเพลงคลาสสิกแบบญี่ปุ่นที่ใช้เลี้ยงวัวดำ ส่วนอาหารใช้ฟางข้าวและสูตรอาหารข้นที่กรมปศุสัตว์คิดค้นขึ้นมาแทน ปรากฏว่า การเลี้ยงวัวดำสไตล์อีสานประยุกต์ ได้คุณภาพเนื้อ ทัดเทียมกับวัวดำของญี่ปุ่น เมื่อส่งวัวดำไปสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำชำแหละ ปรากฏว่า เนื้อวัวสไตล์อีสานของเรามีคุณภาพเนื้อสูงกว่าวัวเนื้อทุกสายพันธุ์ที่เลี้ยงในไทย

น.สพ. วิศุทธิ์ บอกว่า ทุกวันนี้ ต้นทุนการเลี้ยงวัวดำไม่สูง คนที่เคยเลี้ยงวัวขุน สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เลี้ยงวัวดำพันธุ์นี้ได้เลย ดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์เป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำเคล็ดลับการเลี้ยงวัวดำวากิว มี 2 ประการ คือ อาหารและสายพันธุ์ ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้พัฒนามาครบแล้วทุกด้าน

ตอนนี้ เกษตรกรคนไทยทุกรายสามารถยื่นขอน้ำเชื้อวัวดำภูพานได้ฟรี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ น้ำเชื้อวัวดำภูพานสามารถนำไปผสมกับวัวได้ทุกสายพันธุ์ หากนำน้ำเชื้อวัวดำภูพานไปผสมกับวัวพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ จะสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อได้เพิ่มขึ้น 0.5-1 เกรด จะได้มัดกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ ซึ่งตลาดยุโรป ที่นิยมบริโภคสเต๊กเนื้อวัวลักษณะนี้มาก ปัจจุบัน เนื้อวัวดำภูพานเป็นที่ต้องของร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ต้องการใช้เนื้อสำหรับเมนูอาหารประเภทปิ้ง ย่าง

หากใครมีสวนยางอยู่แล้ว ก็สามารถนำวัวมาเลี้ยงได้ในสวนยาง หากประสงค์เลี้ยงแบบง่ายๆ ใช้เวลา 8 เดือน เลี้ยงวัวออกขายได้ก็มีกำไรแน่ๆ หากใครมีสายป่านทางการเงินยาว ใช้เวลาเลี้ยงอีก 18 เดือน เพื่อผลิตเป็นวัวขุนคุณภาพดีทัดเทียมของญี่ปุ่น ก็จะได้ผลกำไรอีกทวีคูณ

ด้านตลาด ไม่ต้องกลัวว่าเลี้ยงวัวดำแล้วจะขายไม่ได้ เพราะสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนนางแก จังหวัดนครพนม สหกรณ์หนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับซื้อเนื้อวัวดำภูพานไม่อั้น เพราะขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 477-470 ในวันและเวลาราชการ

ไก่งวง เลี้ยงง่าย ขายดี

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ โทร. (085) 014-9679 ประธานชมรมไก่งวงจังหวัดนครพนม และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการเลี้ยงไก่งวงแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงไก่งวงให้ประสบความสำเร็จ

ไก่งวง กินหญ้าเป็นอาหารถึงร้อยละ 70 ในแต่ละวัน หากนำไก่งวงไปปล่อยเลี้ยงในสวนยางพารา นับเป็นความคิดที่ดี เพราะจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช แถมสารเคมียังสร้างปัญหาทำให้ดินเสีย ดินแน่น ขณะเดียวกันมูลไก่งวงยังเป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงดินในสวนยางอีกต่างหาก ช่วยปรับสภาพดินในสวนยางได้อย่างยั่งยืน แถมช่วยกำจัดวัชพืชโดยใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย

หากมีพื้นที่ปลูกยาง 10 ไร่ ควรเลี้ยงไก่งวง สัก 50 ตัว ตอนแรกก็ใช้ตาข่ายตีวงกินหญ้าของไก่งวงเสียก่อน เมื่อหญ้าถูกกินเรียบ ก็ค่อยๆ ย้ายพื้นที่เลี้ยงไก่งวงออกไป กลางวันก็ปล่อยให้ไก่งวงหากินในแปลงสวนยาง ตอนกลางคืน ก็ให้พักในโรงเรือนยกพื้นสูง มีฉากบังลม มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันสุนัข งู และพังพอน

หากแปลงไหนมีต้นหญ้าสูงใหญ่เต็มแปลง ไก่งวงจะค่อยๆ กัดกินใบหญ้าทีละใบ จนเหี้ยนเตียนหมดภายใน 3 เดือน หลังจากถอนหญ้าให้หมด ไก่งวงก็จะใส่ปุ๋ยให้กลับคืนสู่ผืนดิน สุดท้าย เกษตรกรจะขายเนื้อไก่งวงได้ในราคาที่ดี หากไม่มีแหล่งหญ้าให้ไก่งวงกิน ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะมีสารอาหารสูงมาก ช่วยให้ไก่งวงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ทำได้ไม่ยาก แค่เรียงเป็นแถว ไม่ต้องกลบดินก็ได้ หญ้าเนเปียร์ก็สามารถเติบโตได้ดี ไก่งวงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกินอยู่ไม่เหมือนกัน ผู้เลี้ยงต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ของไก่งวงอย่างใกล้ชิด

หากใครสนใจอยากเลี้ยงไก่งวง ให้เริ่มจากวางแผนก่อนว่า อยากจะเลี้ยงในช่วงไหน คุณเชษฐา แนะนำให้เริ่มจากการเลี้ยงไก่งวงพ่อแม่พันธุ์ก่อน เพื่อศึกษาธรรมชาติการกินอยู่ของไก่งวงเสียก่อน วิธีนี้จะเรียนรู้ชีวิตไก่งวงได้ดีกว่าการซื้อลูกไก่งวงมาเลี้ยง แค่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไม่ถึงเดือน ก็ออกไข่แล้ว สมมติว่าอยากได้ลูกไก่งวงเดือนธันวาคม ช่วงเดือนตุลาคม ก็เริ่มซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงรอล่วงหน้า 3 เดือน เพราะหลังจากออกไข่ ต้องใช้เวลาฟักไข่อีก 1 เดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้มมีบทบาทเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาไก่งวงที่ทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาด ในราคาขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนราคาขายปลีกไก่งวงของทางกลุ่มมีหลายระดับราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 -200 บาท โดยทั่วไป ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้า ราคาซื้อขายไก่งวงจะค่อนข้างสูง ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท

ทำสวนผลไม้ในสวนยาง

ไม่ยาก อย่างที่คิด

คุณวาสนา บุญคำ เกษตรกรตัวอย่างในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มาร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จจากการทำสวนผลไม้ในสวนยางของเขาว่า เกิดวิกฤตยางราคาถูก ก็พยายามปรับตัวสู้ปัญหา โดยหยุดลงทุนทำสวนยาง นำพื้นที่ว่าง 30 ไร่ มาทดลองปลูกไม้ผล เช่น เงาะ จำนวน 300 ต้น ทุเรียน 30 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 40 ต้น สะตอ 10 ต้น

ก่อนปลูกไม้ผล ควรสำรวจทำเลที่ตั้งว่า พร้อมสำหรับทำสวนผลไม้หรือไม่ พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมคือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีหินดานมาก หากเป็นดินลูกรังขนาดเล็กๆ ยังพอสู้ไหว เช็กแหล่งน้ำว่าเพียงพอสำหรับเพาะปลูกหรือไม่ หากเก็บกักน้ำไม่อยู่ ก็คงปลูกไม้ผลไม่ได้ ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดิน ให้งบฯ สนับสนุนขุดบ่อ ขนาด 1 ไร่ ประจำไร่นา สามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเรื่องการขุดบ่อได้ โดยประสานงานกับหมอดินอาสาในท้องถิ่นของท่าน เมื่อขุดบ่อเสร็จ ให้ทดลองปลูกไม้ผลสัก 2-3 ไร่ ก่อน ปลูกจากน้อยไปหามาก ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการลงทุน

เมื่อวางแผนปลูกไม้ผล ต้องเริ่มจากไถพรวน และตากดินให้แห้ง หว่านปูนโดโลไมท์ เพื่อเพิ่มแคลเซียมและฆ่าเชื้อราในเนื้อดิน หว่านเสร็จก็ไถกลบอีกครั้งหนึ่ง และใส่ปุ๋ยรองพื้น ได้แก่ ปูนขาว 1 กำมือ ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต 1 กำมือ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 และปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 3 : 1 คลุกเคล้าผสมกันจนได้ที่ จนค่อยนำไม้ผลที่เตรียมไว้มาปลูก สำหรับ ต้นเงาะ ปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร มังคุด ปลูกในระยะห่าง 50×50 เมตร เมื่อนำต้นไม้ลงหลุมเอาหน้าดินที่ขุดไว้ตอนแรกกลบลงหลุมให้มีความหนาสัก 2 นิ้ว ตามด้วยดินชั้นใน (ที่ขุดขึ้นมา) กลบตามอีกครั้ง เหยียบดินให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้

เนื่องจากธรรมชาติของต้นสะตอ เป็นไม้ใหญ่ อาจบังแสงแดดในสวนผลไม้ได้ จึงนำมาปลูกแยก ปลูกห่างจากไม้ผล ประมาณ 20 เมตร เพราะต้นเงาะเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมาก โดยทั่วไปต้นเงาะและมังคุดเป็นพืชที่พึ่งพาอาศัยกัน สามารถปลูกแซมกันไปได้ ต้นเงาะที่ปลูกได้ 5 ปี จะเริ่มผลิดอก ก็เริ่มขึ้นน้ำให้ต้นเงาะทันที โดยใช้เครื่องคูโบต้า ปั่นน้ำขึ้นมาตามท่อ พีวีซี พื้นที่ 30 ไร่ โดยปล่อยการให้น้ำเป็นโซน เริ่มขึ้นน้ำตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. ก็เสร็จแล้ว จะใช้วิธีการขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน

เงาะ อำเภอปากคาด มีรสชาติอร่อยกว่าเงาะที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะเนื้อเงาะแห้ง ลูกใหญ่ สดกว่าเงาะจันทบุรี ที่สำคัญมีรสหวาน กรอบ ผลดกมาก ขนาดต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำต้นเงาะทุกกิ่ง เวลาผลผลิตออก แทบจะไม่เห็นใบเงาะเลย เห็นแต่ลูกเงาะเต็มต้นไปหมด เงาะปากคาดส่งไปขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี ทั้งนี้ เงาะปากคาด ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท เงาะจันทบุรี ขายได้แค่กิโลกรัมละ 12-15 บาท

เมื่อถึงหน้าผลไม้ ทุเรียนจะให้ผลผลิตก่อน ที่นี่ปลูกทุเรียน 2 สายพันธุ์ คือ หมอนทอง และพันธุ์ชะนี มีจุดเด่นในเรื่องรสหวาน อร่อย ที่นี่เน้นใช้สมุนไพร เช่น ต้นสาบเสือ บอระเพ็ด ตะไคร้ ขิง ข่า ฯลฯ และกากน้ำตาล นำมาหมัก 7 วัน ตามสูตรของกรมพัฒนาที่ดิน จนได้ปุ๋ยน้ำหมักสารชีวภาพ โดยนำมาผสมเจือจางกับน้ำ ในอัตรา 1 : 5 ฉีดพ่นเพื่อเพิ่มความหวานและป้องกันแมลงในสวนผลไม้

หมดฤดูทุเรียน ก็จะเจอกับเงาะ ทุกวันนี้สามารถฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อบังคับให้ต้นเงาะมีผลผลิตพร้อมกันทั้ง 30 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้วันละ 5-6 คันรถ หมดหน้าเงาะก็เจอมังคุดกับลำไยสุกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สามารถเก็บมังคุดได้วันละ 2 ตะกร้า ประมาณ 24-25 กิโลกรัม ต่อวัน หลังจากนั้น ก็เก็บหวาย จำนวน 3 ไร่ ที่ปลูกแซมตามร่องเงาะและมังคุดออกขาย โดยทั่วไป หน่อหวาย จำนวน 4-5 หน่อ ขายได้ในราคา 20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีต้นผักหวานป่าให้เก็บขาย ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใจเสาะมาก หากใส่ปุ๋ย ต้นผักหวานก็จะตาย ผักหวานต้องปลูกตามธรรมชาติ เก็บเมล็ดผักหวานมาตากแดดตามธรรมชาติ ช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน -พฤษภาคม นำเมล็ดผักหวานมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ

อีกด้านหนึ่งของสวนก็ปลูก ต้นแก้วมังกร ปลูกไม่ยาก เลือกปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร โดยเลือกปลูกแก้วมังกรพันธุ์เวียดนามที่มีเนื้อสีชมพู รสหวาน ลูกโต หมดฤดูแก้วมังกร ก็ขายกล้วยน้ำว้าที่ปลูกอยู่ริมขอบบ่อน้ำ เนื้อที่ 9 ไร่ และในบ่อก็เลี้ยงปลาที่กินพืช เพื่อประหยัดค่าหัวอาหาร โดยปลาที่เลี้ยง ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอ ปลาจีน ปลายี่สก ฯลฯ ปลาที่จับออกขายได้มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย เพราะไม่ใช้หัวอาหารเลี้ยงปลา ข้อควรระวังคือ เวลาหน้าฝน จะต้องมีระบบป้องกันน้ำที่ดี ระวังอย่าให้น้ำจากแหล่งอื่นที่ปะปนสารเคมีฆ่าหญ้าไหลเข้าบ่อ เพราะจะทำให้ปลาตาย

นอกจากนี้ ยังปลูกไผ่เลี้ยง เนื้อที่ 2 ไร่ ขายหน่อที่ต้มแล้ว จำนวน 4 หน่อ ในราคา 20 บาท นอกจากขายหน่อแล้ว ยังอาศัยต้นไผ่นำมาใช้ค้ำต้นเงาะ ประหยัด ไม่ต้องซื้อหากิ่งไม้ไผ่จากภายนอก ทุกวันนี้ ยังเปิดกรีดยาง จำนวน 200 ไร่ ทุกวัน และมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้ผลผสมผสาน 30 ไร่ โดยนำผลผลิตที่มีอยู่วางขายหน้าบ้าน ก็มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน หากเงาะขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีรายได้เหลือเก็บ ประมาณ 300,000-400,000 บาท ต่อปี

หากยางราคาดี ก็สามารถปลูกต้นยางพันธุ์ 251 แซมในสวนผลไม้ได้ เนื่องจากยางเป็นพืชที่โตเร็ว หากินเก่ง เมื่อเก็บผลผลิตเงาะ ตัดแต่งกิ่งเงาะเสร็จ ก็นำต้นยางมาปลูกแซมในสวนได้เลย ต้นยางส่วนใหญ่มักหากินปุ๋ยใต้ต้นเงาะ ซึ่งต้นเงาะก็ขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน อยู่แล้ว จะช่วยต้นยางแทบจะไม่มีอาการใบร่วงเลย เพราะดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ต้นยางเติบโตเร็วมาก ลำต้นใหญ่ 30-40 เซนติเมตร เมื่อปลูกแซมร่วมแปลงไม้ผล

ปลูกสตรอเบอรี่

เพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง

คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพ ไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศ จึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ

คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือ เมื่อ ปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบัน สวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ระยะแรก สวนสตรอเบอรี่แห่งนี้ เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง จำนวนมากกว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง ทุกวันนี้เขาจึงเน้นจำหน่ายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ ในราคากระถางละ ประมาณ 120-150 บาท สามารถทำให้มีรายได้เดือนละเป็นแสน

โดยทั่วไป ต้นสตรอเบอรี่ มักจะให้ผลผลิตปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ยาก เพียงแค่ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3-4 เดือน ต้นสตรอเบอรี่ก็จะผลิดอกออกผลให้เก็บผลออกขายได้ เรียกว่า เป็นไม้ผลที่ทำเงินได้เร็ว หากมีต้นทุนต่ำ แต่ขายได้กำไรสูงทีเดียว

เทคนิคการขยายพันธุ์สตรอเบอรี่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเพาะชำต้นกล้าสตรอเบอรี่ใส่กระถาง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กิ่งลำต้นของสตรอเบอรี่จะออกรากติดกับกระถางเพาะชำขนาดเล็ก ก่อนนำมาลงดินบรรจุในกระถางใหญ่ ดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำประมาณ 1 เดือน รวมระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จนกล้าพันธุ์มีความแข็งแรง สามารถขายกล้าเพาะชำ ต้นสตรอเบอรี่ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทดลองนำไปปลูก

คุณสมพิศ บอกว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูง ถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท การปลูกดูแลสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ราบสูงในภาคอีสานสามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้อย่างสบาย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลอย่างถูกวิธี สามารถแวะชมได้ที่สวนของ คุณสมพิศ ชูสังฆ์ หรือขอคำแนะนำได้ที่เบอร์โทร. (088) 533-5337 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

คนไทยหลายล้านคนต่างรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีทางการเมืองที่มากล้น ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ขอทำหน้าที่เป็นแค่กุนซือให้คำแนะนำแก่นักการเมืองรุ่นหลังเท่านั้น คุณพินิจมุ่งมั่นบุกเบิกปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ จนมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน

คุณพินิจ ทำงานช่วยเหลือสังคมในฐานะนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และใช้ช่องทางดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬดีวันดีคืน และใช้ยางพาราเป็นจุดขายจัดงานประจำปี ภายใต้ชื่อ “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ในครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจากคุณพินิจมาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา และยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” ต้นแบบของวงการอุตสาหกรรมยางพาราสำหรับแก้ปัญหายางครบวงจร

ปลื้ม รัฐบาลยกย่อง “บึงกาฬโมเดล” แก้ไขปัญหายางได้ยั่งยืน

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด วันยางพารา และกาชาดบึงกาฬ 2559 ได้กล่าวยกย่องชาวบึงกาฬว่า เป็นผู้มีความพากเพียรที่จะช่วยตัวเองและร่วมมือกับรัฐ ตามหลักประชารัฐ สำหรับแก้ปัญหาตัวเองและชาติบ้านเมือง ถือเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ เรียกว่า บึงกาฬโมเดล เป็นแบบอย่างที่จังหวัดอื่นๆ พึงมาเรียนรู้และดัดแปลงเอาอย่าง

ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬเน้นผลิตวัตถุดิบต้นน้ำคือ ยางพารา และวัตถุดิบกลางน้ำคือ ยางเเท่ง ปัจจุบัน ผมได้ร่วมทุนกับจีน จัดตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง มูลค่า 200 ล้านบาท ที่บ้านโนนไพศาล อำเภอบุ่งคล้า คาดว่า การก่อสร้างโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปี 2559 เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะรับซื้อน้ำยางสดไม่ต่ำกว่าวันละ 60 ตัน ซึ่งยางแท่งดังกล่าวจะเน้นผลิตส่งออกป้อนตลาดจีน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยางล้อรถยนต์ในอนาคต

ต่อไปจังหวัดบึงกาฬจะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าจะขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การเเปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องศึกษาเรื่องการพัฒนาตลาดควบคู่กันไปด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ใช่ส่งเสริมแปรรูปหมอนอย่างเดียวหมดทั้งประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางอีกเยอะ

“บึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ประชารัฐร่วมแก้วิกฤตยาง

หนึ่งในตัวอย่างนำร่อง “บึงกาฬโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือประชารัฐที่ดี คือ “โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ภายใต้การดำเนินการของจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ที่ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยโรงงานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเปิดดำเนินงานคาดว่า โรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตหมอน-ที่นอนยางพาราใหญ่สุดในไทย พร้อมผลิตยางแผ่นรมควัน สนามเด็กเล่น กรวยแปดเหลี่ยมยางพารา ในอนาคตจะพัฒนาเป็นล้อรถยนต์ ล้อรถแทรกเตอร์ รถไถนาด้วย โดยคาดหวังว่า จะเป็นทางออกของวิกฤตยางพาราที่ยั่งยืนที่สุด ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป เป็นการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบครบทุกมิติ สร้างทางเลือกและเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา สร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งภาคผลิตและการตลาด สร้างโอกาสการแข่งขันในทุกระดับ เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะมีความต้องการใช้น้ำยางสดจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากเดิมที่เคยผลิตยางก้อนถ้วย ต้องหันมาผลิตน้ำยางสดแทน ซึ่งเกษตรกรจะทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญได้น้ำยางบริสุทธิ์ ที่สะอาด ปลอดภัยมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีคือ น้ำกรดหยดในถ้วยยางเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์ฯ ประกาศรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาด 1.50-2 บาท/กิโลกรัม อีกต่างหาก แถมสิ้นปีจะได้รับเงินปันผลจากค่าหุ้นสมาชิกอีกก้อนหนึ่ง เรียกว่า โครงการนี้เกษตรกรมีแต่ได้กับได้

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป หมดห่วงเรื่องการหาตลาด เพราะ “คุณบัณฑิต หลิมสกุล” เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์หมอนยาง เป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ราคาไม่สูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีน และกลุ่มสมาชิกอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านรองนายกฯ วิษณุ รับปากว่าจะสนับสนุนเรื่องผลิตภัณฑ์กรวยยางแปดเหลี่ยม ท่านอยากเห็น อบต. จัดซื้อสินค้าตัวนี้ไปใช้ และติดชื่อ อบต. บนผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถช่วยสร้างความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินแก่ผู้ใช้เส้นทางในระบบจราจร แถมสินค้าชนิดนี้ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกป้อนตลาดอาเซียนหลายล้านชิ้น ยังไม่นับรวมตลาดจีน ในระยะยาวผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะมีโอกาสส่งออกได้อีกมหาศาล โดยทั่วไป การผลิตสินค้ากรวยยางแปดเหลี่ยม จำนวน 1 ชิ้น จะใช้วัตถุดิบน้ำยางสดหรือยางก้อนถ้วยในกระบวนการผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม หากผลักให้เกิดแรงซื้อภายในประเทศและผลักดันเป็นสินค้าส่งออก 100 ล้านชิ้น ก็เท่ากับใช้ปริมาณยาง 200 ล้าน กิโลกรัมแล้ว ช่วยกระตุ้นการแปรรูปยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น มั่นใจรัฐบาลแก้ไขปัญหายางพาราได้ถูกทาง

นโยบายรัฐบาลที่มุ่งเเก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยส่งเสริมเรื่องการแปรรูปและให้หน่วยงานของรัฐเป็นตัวนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ให้กระทรวงคมนาคมใช้ยางพาราผสมในการทำถนน เเละสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น รวมถึงการผลักดันราคายางกิโลกรัมละ 45 บาท นับเป็นการแก้ไขปัญหายางพาราที่ดี และเเก้ปัญหายางพาราได้ถูกทางเเล้ว

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายางพารา ต้องเน้นเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เพราะเป็นทางออกที่ชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ขณะเดียวกัน เกษตรกรเรียนรู้พึ่งพาตนเองโดยการรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง เช่น ชุมชนสหกรณ์ยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ทำอยู่ในขณะนี้ เมื่อส่งเสริมการแปรรูปแล้วก็ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ไปดูในเรื่องช่องทางการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรมไปดูในเรื่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มมูลค่ายาง

สถานการณ์สวนยางจังหวัดบึงกาฬ

แม้วิกฤตราคายางพาราในตอนนี้ จะค่อนข้างหนักมากในรอบ 10 กว่าปี แต่ชาวสวนยางส่วนใหญ่ในจังหวัดบึงกาฬ ยังคงรักษาพื้นที่ทำสวนยางพารา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่กรีดยางเอง ไม่เจอขาดทุนมากจนถึงขั้นโค่นสวนยางทิ้ง เพราะมีรายได้เข้ามาอยู่เเล้วเเต่อาจจะน้อยลงบ้าง

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ทำให้เงินฝืด คนไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ ทำให้ราคายางชะลอตัวลง เเต่ความต้องการยางพารายังไม่ลดลง ตลาดยังมีความต้องการจะใช้ยางพาราอยู่ต่อเนื่อง ในอนาคตยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มลดลงเพราะโรงกลั่นหลายแห่งปิดตัวลงจากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดโลกหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์ราคาพาราภายในปี 2560 จะขยับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน

ในอนาคตจังหวัดบึงกาฬ มีเส้นทางการค้าที่สำคัญคือ สะพานมิตรภาพเเห่งที่ 5 เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา เพราะทันทีที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 สร้างเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การขนส่งสินค้าจากบึงกาฬ ไปถึงท่าเรือ จังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม และส่งต่อวัตถุดิบทางเรือไปประเทศจีน ญี่ปุ่น เเละไต้หวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก ที่จะเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในอนาคต

พัฒนา “งานยางบึงกาฬ” เป็นงานอินเตอร์ระดับภูมิภาค

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บึงกาฬเมืองแห่งยางพารา การค้า และการท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดบึงกาฬเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพาราของภาคอีสาน และตอกย้ำภาพลักษณ์ เมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย บรรยากาศงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้จัดอย่างเข้มข้น มุ่งเน้นสู่การยกระดับเกษตรกร สู่การแปรรูปและการยกระดับนวัตกรรมการเเปรรูปยางพารา โดยกลุ่มชุมชนสหกรณ์ผลักดันให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตหมอน ผลิตที่นอนยางพารา สนามเด็กเล่นจากยางพารา ผลิตกรวยจราจรแปดเหลี่ยมจากยางพารา และเปิดตัวนวัตกรรมพิเศษ คือเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ มีชาวสวนยางหลายภูมิภาค เช่น ตรัง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หนองคาย สกลนคร และอุดรธานี ฯลฯ อยากเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องกรีดยางอัตโนมัติที่นำมาเปิดตัวในงานวันยางพาราบึงกาฬ

งานวันยางพาราบึงกาฬถูกพัฒนาเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รูปเเบบการจัดงานเป็นระบบ 2 ภาษา คือภาษาไทยเเละอังกฤษ เน้นให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง นำเสนอนวัตกรรมใหม่สำหรับลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ในสวนยาง ทำให้มีเกษตรกรชาวสวนยางจากภาคใต้ มีตัวเเทนชาวสวนยางพาราจากเเขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว กลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากประเทศจีน กัมพูชา เเละมาเลเซียเข้าร่วม เเละมีเลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย ACD มาร่วมงานเป็นปีเเรกด้วย

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญต่อโลก ต่อความมั่นคงทางการทหาร เนื่องจากยางเป็นยุทธปัจจัยในการรบด้วย ในปีหน้าวางแผนยกระดับงานแสดงสินค้ายางพาราอย่างยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญประเทศผู้ผลิตยางรายอื่น เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ เข้ามาร่วมงานในอนาคต

ฝากการบ้านถึงภาครัฐ

ผมอยากให้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำด้านการแปรรูปยาง โดยสนับสนุน เงินทุนปลอดดอกเบี้ย หรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราเข้ามาช่วยสอนเรื่องการแปรรูปยางให้แก่กลุ่มสหกรณ์ เพราะในต่างประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น แม้ไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง แต่ละประเทศล้วนมีสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ล้อรถยนต์ ขอบกระจกรถ เครื่องบิน รั้ว สายพานลำเลียง ฯลฯ ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ ที่ผ่านมา จีนก็ต้องส่งคนไปเรียนรู้เรื่องการแปรรูปในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น ผู้ผลิตยางมิชลินของฝรั่งเศล และเยอรมนี ฯลฯ หากไทยมีการพัฒนาต่อยอดความรู้เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกลุ่มเกษตรกรไทยจะผลิตล้อยางรถยนต์ ล้อรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ออกขายได้เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น

“ขายภาพ” อาชีพอิสระ แนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0720150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“ขายภาพ” อาชีพอิสระ แนวใหม่

อาจไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไร ว่าแค่โพสต์รูปขายบนเว็บไซต์จะสามารถสร้างรายได้และทำเงินได้ และกลายเป็นอาชีพอิสระอีกอาชีพหนึ่ง ด้วยเพราะยุคที่อะไรๆ อินเตอร์เน็ตก็เข้าถึงแบบนี้ ความรวดเร็วและไร้ซึ่งกรอบ กฎเกณฑ์ใดๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ

อาชีพ “คนขายภาพ” ก็เช่นกัน เพราะนอกจากจะสามารถสะท้อนตัวตนในการดำเนินชีวิตและสามารถสร้างคาแร็กเตอร์ใหม่ให้กับไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของคนสมัยใหม่แล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เมื่อเข้าสู่สังเวียนและสมรภูมิที่ว่าด้วยความงามของภาพถ่าย ศิลปะและรสนิยมแล้วนั้น การขายภาพบนเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการต่างๆ จึงมีขั้นตอนและวิธีการหลายขั้นไม่น้อย ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการทั้งหลายต่างก็มีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย

โดยปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากที่เป็นตัวกลางหรือนายหน้า ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ โดยกำหนดให้มีหลักเกณฑ์การขายและการซื้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละเว็บไซต์ ทั้งการเข้าใช้งานก็แตกต่างกันต่างรูปแบบของเว็บไซต์ด้วย

ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ต่างประเทศที่หลายคนรู้จักกันดี อย่าง http://www.123rf.com ที่เปิดให้บริการซื้อ-ขายภาพ มีการแบ่งหมวดหมู่ของภาพเอาไว้อย่างชัดเจนบนหน้าเว็บ

สำหรับคนขายภาพ ที่ต้องการสมัครสมาชิกเพื่อขายภาพถ่ายของตัวเอง ทางเว็บไซต์ได้กำหนดให้มีการลงทะเบียน ดังนี้

1. เข้าไปยัง หน้าสมัครสมาชิก (sign up) ของเว็บไซต์ 123rf.com จากนั้นให้กรอกข้อมูลตามความเป็นจริง ตามแบบฟอร์มที่ปรากฏ อย่าลืมติ๊กถูกที่ช่อง Sign-up as 123rf photogragper/contributor ซึ่งหมายความว่าต้องการสมัครในฐานะช่างภาพหรือผู้ขายภาพ จากนั้นจะมีแบบฟอร์มปรากฏขึ้นมาด้านล่าง เพื่อให้กรอกข้อมูลเพิ่มเติม กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม Register Now

2. หลังจากคลิก Register Now จะมีข้อความปรากฏในหน้าถัดไป รออีเมลตอบกลับ

3. ทำการเปิดการใช้งาน โดยเข้าไปคลิก Verification Link ในอีเมลที่ได้รับ ไปใส่ในช่องสี่เหลี่ยมของหน้าในขั้นตอนที่ 2 ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพื่อเปิดใช้งาน เสร็จแล้วสามารถ Log in เข้าไปใช้งานและเริ่มอัพโหลดรูปได้ทันทีครับ

หรือแม้กระทั่ง http://www.shutterstock.com ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีไม่น้อย ซึ่งเว็บไซต์นี้ได้กำหนดเกณฑ์การเข้าใช้งานระบบและการสมัครเข้าใช้งานเพื่อเป็นคนขายภาพ ไว้ดังนี้

1. กดสมัคร Sign-up Now แล้ว ใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง เป็นภาษาอังกฤษ ให้ตรงกับ Passport ของเราทุกตัวอักษรนะครับ ถ้าไม่ตรง อาจจะยุ่งยากทีหลังได้

2. ใส่ชื่อที่เราต้องการให้แสดงอยู่ในหน้าแกลลอรี่ของเราครับ จะใส่ชื่อจริง ชื่อเล่น นามแฝงต่างๆ ได้ทั้งหมด บางคนไม่อยากให้ใครเห็นชื่อจริงในการขายภาพออนไลน์ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ก็สามารถใส่ชื่อที่ต้องการแสดงในช่องนี้ได้ครับ (ชื่อนี้สามารถแก้ไขใหม่ภายหลังได้ครับ)

3. ใส่อีเมลที่เราจะใช้ติดต่อกับทาง Shutterstock

4. ใส่พาสเวิร์ดที่ใช้ ซึ่งจะต้องมี 8 ตัว หรือมากกว่าก็ได้ (แต่น้อยกว่า 8 ตัวไม่ได้) และมีตัวเลขกับตัวอักษรผสมกัน และตัวอักษรต้องมีตัวเล็กตัวใหญ่ผสมกันด้วย เช่น 1234Abcd หรือ 1234abcD หรือ 1234aBcd หรือ Abcd1234 หรือ ABcd1234 เป็นต้น

ระบบก็จะแจ้งให้เราไปตรวจสอบอีเมลที่เราลงทะเบียนไว้ ก่อนจะไปเปิดอีเมล ในอีเมลดังกล่าวก็จะมีลิงก์สำหรับให้เราคลิกเพื่อทำการยืนยันการสมัคร ถ้าคอยนานแล้วไม่มีอีเมลไป ก็คลิกเข้าไปดูในกล่องอีเมลขยะก่อนนะครับ ถ้ายังไม่มีอีก ก็ลองมาคลิกที่คำว่า Send E-mail อีกครั้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 2 เว็บไซต์มีความเหมือนกันที่ การส่งหลักฐานยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องส่งเอกสาร เพื่อยืนยันความมีตัวตนของเรา เช่น พาสปอร์ต บัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้โดยจะต้องมี ชื่อ และวันเดือนปีเกิด เป็นภาษาอังกฤษ เราสามารถถ่ายรูปหรือสแกนเอกสารดังกล่าว โดยที่ไฟล์จะต้องเป็นแบบ JPEG ซึ่งคาดได้ว่าอีกหลายเว็บไซต์ก็มีลักษณะการเข้าใช้งานหรือการสมัครคล้ายๆ กันนี้เช่นเดียวกัน

หลังจากที่ยืนยันการสมัครตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว ก็สามารถเข้าไปอัพโหลดรูป เพื่อรอผลการพิจารณาจากเว็บไซต์ หากผ่านการพิจารณาก็สามารถนำภาพที่มี หรือเตรียมเอาไว้ นำโพสต์ขายบนเว็บไซต์ได้ หากไม่ผ่านเงื่อนไข ก็ต้องรอการตอบกลับ เพื่อทำตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม แต่ละเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการนั้น ต่างก็มีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ควรศึกษาถึงข้อกำหนดและกฎระเบียบให้ละเอียด เพื่อความรวดเร็วในการเข้าใช้งานระบบโดยไร้ปัญหาใด ส่วนราคาขายภาพของแต่ละเว็บไซต์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพ เช่น S M L, รายละเอียดของภาพ เช่น 72dpi หรือ 300dpi จำนวนภาพที่ต้องการซื้อ

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของผู้ซื้อและการใช้งานด้วยเป็นสำคัญ ซึ่งบางเว็บอาจมีสนนราคาขายเริ่มที่ 25 เหรียญสหรัฐ หรือสนนราคาขายด้วยจำนวนเครดิต หรือขายแบบแพ็กเกจรวมรูปก็มี

สำหรับใครที่สนใจ สามารถค้นหาด้วยคำว่า “ขายภาพ” จาก Google แล้วเข้าไปอ่านรายละเอียด หรือเข้าไปดูรูปภาพต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ เช่น http://www.istockphoto.com, http://www.fotolia.com, http://www.kaypap.com รวมไปถึงเว็บไซต์ขายภาพอื่นๆ ด้วยก็ได้

“สุระ นวลประดิษฐ์” ไขประตูสู่ความรวย อาชีพ “ช่างภาพออนไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

อันติกา

“สุระ นวลประดิษฐ์” ไขประตูสู่ความรวย อาชีพ “ช่างภาพออนไลน์”

“อาชีพนี้มีเสน่ห์มาก มีช่างภาพตั้งแต่เริ่มหัดถ่ายภาพไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพลงมาอยู่ในสนาม ส่วนสิทธิ์ที่ได้รับก็เสมอภาค ไม่ว่าคุณจะใช้กล้องราคาเป็นแสนเป็นหมื่น หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ จะมีประสบการณ์ 3 วัน หรือ 20 ปี ทุกสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด”

ชื่อเสียง ประสบการณ์ ผลงาน ดังกล่าวมาคือคุณสมบัติของช่างภาพที่ควรต้องมีเพื่อการันตีฝีมือตนเอง แต่ทว่าไม่ใช่กับอาชีพ “ช่างภาพออนไลน์” เพราะเพียงแค่คุณมีมุมมองของตนเอง หรือเข้าใจตลาดผู้ซื้อ กดชัตเตอร์หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือเป็น คุณก็สามารถก้าวสู่อาชีพนี้ได้ และต้องบอกว่าหลายคน “รวย” ด้วยอาชีพนี้มาแล้ว

ช่างภาพออนไลน์

ทำได้แม้ตาบอดสี

ทำได้จริง รวยจริงหรือไม่ พื้นที่บนหน้ากระดาษนี้ขอยกให้ คุณสุระ นวลประดิษฐ์ ช่างภาพออนไลน์คนแรกๆ ของไทย ที่มีผลงานพ็อกเก็ตบุ๊กแนะนำผู้สนใจก้าวสู่อาชีพช่างภาพออนไลน์ และยังได้รับหน้าที่ Community Leader ให้กับ http://www.shutterstock.com (ตัวแทนของ http://www.shutterstock.com ในการทำหน้าที่พัฒนา Contributors หรือคนขายภาพในประเทศนั้นๆ)

คุณสุระ คือผู้หนึ่งที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ด้วยการมองเห็นโอกาส บวกกับชอบถ่ายภาพเป็นทุนเดิม แต่ทว่า ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะก้าวมาเป็นช่างภาพ ด้วยเพราะคุณสุระมีปัญหา “ตาบอดสี”

“ผมชอบถ่ายภาพมาตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี โดยภาพที่ถ่ายจะเก็บไว้ดูเอง ไม่เคยส่งเข้าประกวด และไม่คิดเป็นช่างภาพมืออาชีพ เพราะผมมีปัญหาตาบอดสี

จนกระทั่งเมื่อประมาณปี 2009 ผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่ต้องดูแลพนักงานทั่วประเทศให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทุกเดือนจะจัดประชุม ทำเอกสารแผ่นสไลด์เพื่อใช้บรรยาย รูปจึงเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งตอนนั้นลองเสิร์ชข้อมูล กระทั่งไปเจอไมโครสต๊อก (เว็บไซต์ขายภาพออนไลน์) เมื่อคลิกเข้าไปดูก็เห็นภาพถ่ายจำนวนมาก แต่สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ ผมก็น่าจะส่งภาพผลงานของผมมาจำหน่ายได้เช่นกัน”

คุณสุระลงมือเลือกภาพถ่ายฝีมือตนเอง ส่งไปยังไมโครสต๊อกแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นช่างภาพออนไลน์ของเว็บไซต์ และเพียงโพสต์ภาพจำหน่ายได้เพียง 2 วัน ก็เข้าตาผู้ซื้อชาวอเมริกัน

รายได้แม้แค่ไม่กี่สิบบาท แต่ทว่าสร้างกำลังใจในการเดินสู่เส้นทางสายนี้

ถ่ายภาพตามใจ (ฉัน)

หรือจะเข้าใจตลาด

ภาพแลนด์สเคป หรือภาพทิวทัศน์ ที่เกิดจากความชอบท่องเที่ยว คือผลงานหลักที่คุณสุระบรรจงถ่าย และส่งไปยังไมโครสต๊อกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขามีรายได้เสริมก้อนโต

“ตาบอดสี ไม่ได้มีปัญหากับช่างภาพออนไลน์ ด้วยเพราะจุดประสงค์ของผู้นำภาพออนไลน์ไปใช้ก็เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประกอบในธุรกิจ หรือใช้เพื่อตีพิมพ์ลงในบรรจุภัณฑ์ ภาพเสมือนจริงจึงไม่ใช่คำตอบนำมาใช้ แต่ทว่าคือภาพที่ถูกใจ (ผู้ซื้อ) ต่างหาก

อย่างสีของท้องฟ้า ลูกค้าก็ไม่ได้ดูว่า สีจริงกับภาพถ่าย ณ ตอนนั้นจะตรงกันหรือไม่ แต่เขาดูแค่ว่าเหมาะกับประโยชน์นำไปใช้งานหรือเปล่า ลูกค้าเลือกตามสายตาของเขา ไม่ได้สนใจต้นฉบับ”

คุณสุระยังกล่าวแนะนำสำหรับผู้สนใจถ่ายภาพออนไลน์ว่า มีอยู่ 2 รูปแบบคือ ถ่ายตามใจตลาด นั่นคือเข้าไปศึกษาว่าภาพประเภทใดที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ กับอีกประเภทหนึ่งคือ ถ่ายภาพตามใจตัวเอง

ทั้งนี้ หากต้องการก้าวสู่อาชีพช่างภาพออนไลน์ คุณสุระ ว่า โอกาสยังเปิดกว้าง ด้วยเพราะจำนวนช่างภาพออนไลน์ทั่วโลกราวหลักแสนคน (คนไทยมีช่างภาพออนไลน์ถือว่าตัวเลขสูงสุดราวหลักหมื่นคน) เมื่อเทียบกับกำลังซื้อทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ภาพถ่ายจึงมิอาจเพียงพอ

คุณสุระยังกล่าวแนะนำกับการเริ่มต้น อันดับแรกควรมีความรู้ด้านการถ่ายภาพขั้นพื้นฐาน หรือถ้าตั้งใจจริงจังก็ควรไปเรียนรู้วิธีถ่ายภาพขั้นสูง เพื่อให้ได้คุณภาพภาพที่ตอบตลาดได้กว้างขึ้น

“ทำความเข้าใจในรูปแบบของภาพที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้งาน เพื่ออะไร ลักษณะภาพแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้เพื่อประกอบสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ จึงควรสื่อถึงเรื่องราวนั้นๆ อย่างชัดเจน”

เริ่มรายได้หลักพัน

หลักล้านก็ทำได้

เมื่อมีภาพอยู่ในมือแล้ว การเลือกไมโครสต๊อกที่จะส่งภาพไปจำหน่าย ควรเลือกเว็บไซต์ชั้นนำอันดับต้นๆ ซึ่งบางเว็บไซต์อาจต้องให้สอบก่อน และมีการคัดเลือกภาพ โดยถ้าผ่านการคัดเลือกก็จะได้เป็นช่างภาพออนไลน์ประจำไมโครสต๊อกนั้นๆ การส่งภาพครั้งต่อๆ ไปจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“บางภาพอาจถ่ายเล่นๆ แต่ออกมาดี ก็สามารถส่งภาพไปขายได้ ฉะนั้น แม้จะเพิ่งเริ่มต้นถ่ายภาพ ก็สามารถเดินสู่อาชีพนี้ได้ จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับการทำงานได้เลย”

สำหรับรายได้กับการสร้างอาชีพเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันไปจนหลายๆ คนกำเงินหลักแสนหลักล้านมาแล้ว “หลายคนเริ่มต้นช่างภาพออนไลน์จากงานอดิเรก บางคนเป็นหมอ เป็นเภสัชกร เป็นวิศวกร แต่เมื่อเห็นว่าอาชีพนี้ให้อิสระ ทำรายได้ดี ก็ลาออกจากงานประจำ”

คุณสุระยังกล่าวถึงราคาขายภาพ ถูกกำหนดโดยไมโครสต๊อก ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบแพ็กเกจ เฉลี่ยราคาเริ่มต้นประมาณภาพละ 10 กว่าบาท ไปจนถึงหลักหมื่น (ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ภาพจะจ่ายในราคาสูง ขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาและข้อตกลงกัน)

“อาชีพนี้มีเสน่ห์มาก มีช่างภาพตั้งแต่เริ่มหัดถ่ายภาพไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพลงมาอยู่ในสนาม ส่วนสิทธิ์ที่ได้รับก็เสมอภาค ไม่ว่าคุณจะใช้กล้องราคาเป็นแสนเป็นหมื่น หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ จะมีประสบการณ์ 3 วัน หรือ 20 ปี ทุกสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด ซึ่งในส่วนของรายได้ที่ช่างภาพจะได้รับก็ราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ซึ่งค่าคอมมิสชั่นนี้จ่ายเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพจากประเทศใด และอัตราจ่ายก็เป็นอัตราที่ถูกกำหนดให้ช่างภาพซึ่งอยู่ในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงอยู่ได้ ฉะนั้น ช่างภาพคนไทยจึงได้เปรียบเพราะค่าครองชีพของเราต่ำกว่าเขา” คุณสุระ กล่าวทิ้งท้าย

ไมโครสต๊อกชั้นนำ ระดับ Top

1. http://www.shutterstock.com

2. http://www.dreamstime.com

3. http://www.istockphoto.com

4. http://www.fotolia.com

5. http://www.123rf.com

6. http://www.bigstock.com

ต้องการเข้าสู่อาชีพนี้ คลิกศึกษาข้อมูลได้ที่

http://www.stockphotothailand.com

– สมัครเข้ากลุ่ม https://www.facebook.com/groups/1454798028109768/Shutterstock Thailand Contributors

– ศึกษาข้อมูลจากหนังสือ ภายใต้การเขียนของคุณสุระ “แชะ!!!…รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์”, “แชะ…รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์ ธุรกิจสร้างเงินล้าน”

– ไมโครสต๊อก หมายถึง เว็บขายภาพออนไลน์ ที่ขายภาพแบบ จ่ายค่าธรรมเนียมครั้งเดียวตอนดาวน์โหลดภาพ แล้วสามารถนำภาพไปใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตามที่เงื่อนไขการใช้งานได้อนุญาตไว้

– เว็บขายภาพออนไลน์ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ไมโครสต๊อก กับ มาโครสต๊อก ครับ

มาโครสต๊อก จะขายภาพแบบ คิดราคาภาพตามลักษณะการนำภาพไปใช้ และระยะเวลาในการนำภาพไปใช้งาน เช่น ใช้พิมพ์หนังสือ 1 ปี คิดราคาหนึ่ง พิมพ์ 2 ปี คิดอีกราคาหนึ่ง

ไมโครสต๊อก คิดราคาเดียว จะนำไปพิมพ์กี่ปีก็ได้

– มาโครสต๊อก เกิดขึ้นก่อนไมโครสต๊อก แต่ปัจจุบันเมื่อไมโครสต๊อกมาแทน มาโครสต๊อกก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะราคาขายภาพสูงกว่า

“กฤชณัท อ่อนมั่ง” ขายภาพถ่ายออนไลน์ รายได้หลักแสน บนโลกอินเตอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

“กฤชณัท อ่อนมั่ง” ขายภาพถ่ายออนไลน์ รายได้หลักแสน บนโลกอินเตอร์เน็ต

“รูปภาพเปรียบเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง มีความพิเศษคือ ไม่มีวันหมดอายุ สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้ามีทั่วโลก ได้ค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่นที่หลากหลายต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้า หรือเป็นตลาด ที่ทำการรวบรวมภาพถ่ายจากช่างภาพ ส่วนขั้นตอนการซื้อขาย ทางเว็บไซต์จัดการให้หมด”

เมื่อก่อน เวลาบริษัทผลิตสื่อรูปแบบต่างๆ อาทิ สื่อโฆษณา นักพัฒนาเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ ต้องการรูปภาพประกอบจะต้องจ้างช่างภาพ จ้างนางแบบ นายแบบ รวมถึงกราฟิกดีไซเนอร์เพื่อมาถ่ายรูปตามที่เจ้าของงานเรียกร้อง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ก่อให้เกิดธุรกิจผู้ให้บริการขายภาพออนไลน์ เรียกว่า ไมโครสต๊อก (Microstock) ซึ่งถ้าคนซื้อเสียตังค์แล้วก็นำภาพมาใช้ได้ทันที เรียกว่าสะดวก รวดเร็ว ประหยัดงบ ส่วนคนขายภาพก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่น มีข้อมูลปี 2011 ช่างภาพสต๊อกระดับแนวหน้าของโลกชื่อ Yuri Arcurs ชาวเดนมาร์ก มีรายได้จากการขายภาพเพียงอย่างเดียว ปีละไม่น้อยกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 60,000,000 บาท เลยทีเดียว

ขายภาพแต่ละเดือน

สร้างรายได้หลักแสน

คุณกฤชณัท อ่อนมั่ง หรือ คุณเอก ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการขายภาพออนไลน์เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย ปัจจุบัน ขายภาพออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากกว่า 10 เว็บไซต์ อาทิ http://www.shutterstock.com, http://www.istockphoto.com, http://www.123rf.com, http://www.fotolia.com, http://www.dreamstime.com, http://www.depositphotos.com ปัจจุบัน ลูกค้ากระจายทั่วโลกแต่ที่เยอะจะเป็นโซนเอเชีย อาทิ จีน เกาหลี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

ก่อนหน้าที่คุณเอกจะเข้าสู่ธุรกิจขายภาพออนไลน์ อดีตเขาเคยเป็นสถาปนิกทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นไปเรียนต่อด้านคอมพิวเตอร์ดีไซน์ เป็นฟรีแลนซ์รับงานออกแบบตกแต่งภายใน ราวปี 2012 เพื่อนสนิทชักนำเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นั่นคือ ขายภาพออนไลน์ ผ่านไปเกือบ 2 ปี ชายหนุ่มเริ่มมีรายได้มากกว่างานหลัก จากจุดเริ่มต้นนั้น ปัจจุบัน เขามีรายรับจากการขายภาพต่อเดือนสูงถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“โดยส่วนตัวผมมองว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจขายภาพออนไลน์ในเมืองไทยมาจาก คุณสุระ นวลประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือ แชะ!!…รวยทะลุเลนส์ แนะนำการถ่ายภาพขายออนไลน์ เสมือนเป็นการจุดประกายให้เกิดกระแสนิยม จำนวนผู้ที่สนใจเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงอัตราการเติบโตของคนกลุ่มนี้”

สำหรับคุณเอก มองว่า การขายภาพออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก แต่สามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ เพราะภาพถ่ายก็เหมือนสินค้า หากสินค้ามีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด ก็สามารถทำราคาได้ นอกจากนั้นยังเป็นงานที่สามารถทำเองคนเดียว หรือทำเป็นทีมได้

“รูปภาพ เปรียบเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง มีความพิเศษคือ ไม่มีวันหมดอายุ สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้ามีทั่วโลก ได้ค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่นที่หลากหลายต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้า หรือเป็นตลาด ที่ทำการรวบรวมภาพถ่ายจากช่างภาพ ส่วนขั้นตอนการซื้อขาย ทางเว็บไซต์จัดการให้หมด”

ภาพเดียว ขายซ้ำได้ไม่จำกัด

ลูกค้ามีทั่วโลก ขายได้ 24 ชม.

ในส่วนของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย คุณเอก เผยว่า โดยเฉลี่ยแต่ละภาพได้ค่าคอมมิสชั่นประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ ราคาต่อภาพมีตั้งแต่หลักสิบบาท ไปจนถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับยอดการดาวน์โหลด ขนาดและความละเอียดของภาพ รวมถึงโปรโมชั่นของแต่ละเว็บไซต์

“ลูกค้ากับเจ้าของภาพจะไม่มีการได้ติดต่อกันโดยตรง จริงๆ แล้วการขายภาพในไมโครสต๊อก ไม่ใช่การขายสิทธิ์ในการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่หมายถึงอนุญาตให้ผู้ซื้อนำภาพไปใช้ภาพตามวัตถุประสงค์และขอบเขตตามที่ตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าของภาพยังคงมีสิทธิ์ให้เช่าหรือขายภาพดังกล่าวซ้ำได้เสมอ”

สำหรับราคาภาพที่ขายในไมโครสต๊อก มีหลายราคา ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ ขนาดของภาพและวัตถุประสงค์ในการใช้งานของลูกค้า ราคาจะเริ่มตั้งแต่ไม่ถึง .25 เซนต์ (ไม่ถึงสิบบาท) ไปจนถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐ ต่อการขายภาพ 1 ครั้ง

ด้านประเภทของภาพที่คุณเอกขาย มีทั้งภาพถ่าย ภาพตัดต่อ ภาพกราฟิก คลิปวิดีโอ ส่วนคุณสมบัติของภาพที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ ต้องเป็นผลงานของตัวเอง ภาพถ่ายความละเอียดต้องไม่น้อยกว่า 4 ล้านพิกเซล กรณีใช้โปรแกรมตกแต่งภาพต้องเป็นโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์

คุณเอก บอกถึงเงื่อนไขการขายภาพออนไลน์คร่าวๆ ว่า เว็บไซต์ขายภาพชั้นนำหลายเว็บ ใช้พาสปอร์ตเป็นเอกสารในการยืนยันตัวตนของผู้สมัครขายภาพ บางเว็บไซต์ก็ใช้เพียงบัตรประชาชนที่มีข้อมูลภาษาอังกฤษเพื่อยืนยันตัวตน บางเว็บไซต์มีการทดสอบ อาทิ เว็บ Shutterstock และ istockphoto

ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ที่มีเงื่อนไข ต้องส่งภาพไปทดสอบก่อน จึงจะมีสิทธิ์ส่งภาพไปขาย มี http://www.shutterstock.com, http://www.istockphoto.com ส่วนสมัครสมาชิกแล้วเริ่มส่งภาพได้เลยไม่ต้องทดสอบ มี http://www.dreamstime.com, http://www.fotolia.com, http://www.1232rf.com

จากคนไม่เคยเรียนถ่ายรูป

อาศัยมุมมอง และตีโจทย์ให้แตก

นอกจากขนาดและความละเอียดของไฟล์แต่ละประเภทแล้ว การตั้งชื่อ รวมถึงคีย์เวิร์ดของภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ ในการสืบค้นของผู้ที่ต้องการซื้อภาพ เช่น ภาพทะเล ใช้คำว่า sea เป็นต้น

ถามว่า ภาพแบบไหนถึงได้รับการซื้อ เจ้าของผลงาน ระบุว่า ภาพทุกภาพมีโอกาสขายได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพคน สัตว์ วัตถุสิ่งของ ของกิน ของใช้ ทุกๆ อย่างที่อยู่รอบตัว ขึ้นอยู่กับมุมมอง และตลาดว่าต้องการภาพประกอบแบบไหน เช่น คลินิกหมอฟันอาจจะต้องการภาพคนกำลังปวดฟัน หรือคนกำลังยิ้ม ธนาคารต้องการภาพที่เกี่ยวกับการออม การเงิน การลงทุน ห้างสรรพสินค้าจะมีสัญลักษณ์ต่างๆ ภาพและสัญลักษณ์กราฟิกเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้งานทั้งนั้น

ต้องบอกก่อนว่า คุณเอกไม่ได้เรียนถ่ายภาพหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลย อาศัยว่ามีมุมมอง ชอบถ่ายภาพและคิดว่าอาชีพนี้น่าสนใจ

“ผมถ่ายภาพไม่เก่ง จึงไม่มีภาพสวยๆ ส่งเข้าไปขาย ผมอาศัยตีโจทย์ให้แตกว่า ภาพแนวไหนที่ลูกค้าต้องการ สิ่งสำคัญคือ คุณภาพ ภายในปีนี้จะเพิ่มจำนวนทีมงาน หานางแบบ นายแบบ สถานที่ถ่ายภาพให้เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการขายภาพ เกิดการแข่งขันขึ้นมาก”

บรรดาคนใช้งานคอมพิวเตอร์ คงมีคำถาม ทำไมต้องซื้อภาพ ทั้งๆ มีภาพฟรีให้ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เยอะแยะ นั่นก็เพราะภาพฟรีที่ได้จากกูเกิ้ล หรือเว็บภาพฟรี อาจจะไม่ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ ขนาดภาพไม่มาตรฐาน และถูกจำกัดสิทธิ์ในแง่ของการนำไปใช้เพื่อเชิงการค้า ดังนั้น ภาพที่ถูกลิขสิทธิ์จึงมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ

มีคำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นกับอาชีพนี้ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายมาก เพราะปัจจุบันมีทั้งหนังสือ เว็บไซต์ให้คำแนะนำ รวมถึงมีกลุ่มเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับงานขายภาพออนไลน์อยู่มากมายในเมืองไทยให้ได้พูดคุยและขอคำแนะนำกัน

สำหรับคุณเอกและทีมงานได้จัดทำเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการขายภาพออนไลน์แนะนำขั้นตอนต่างๆ สำหรับผู้เริ่มต้นไว้เช่นกัน โดยเข้าไปศึกษาได้ตามนี้เลย http://www.richwithphoto.com

นอกจากนี้ ยังได้เปิดเฟซบุ๊กกลุ่มคนขายภาพออนไลน์ขึ้นมา เพื่อเอาไว้เป็นที่พูดคุย แนะนำ แชร์ประสบการณ์ และอัพเดตกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่องานขายภาพออนไลน์ในเมืองไทยด้วย ใช้ชื่อว่า http://www.facebook.com/groups/richwithphoto

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443080

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

โดย…วิรวินทร์ ศรีโหมด

การสั่งเลย์ออฟลูกจ้างของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ กว่า 1,000 คน จากเหตุผลว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจภายในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ก่อนหน้านี้หลายบริษัทได้เลิกจ้างคนงานและลดสวัสดิการต่างๆ ลง จนเกิดคำถามจากสัญญาณเหล่านี้ว่าเป็นความเสี่ยงต่อพนักงานในบริษัทภาคธุรกิจขนาดไหน

อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานของไทยขณะนี้ว่า ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เมื่อเทียบกับตัวเลขอัตราการว่างงานช่วงที่ผ่านมาของประเทศ ตั้งแต่เดือน เม.ย. ตัวเลขการว่างงานอยู่ที่ 1% ส่วนเดือน พ.ค. อยู่ที่ 1.2% และเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 1% ซึ่งภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะช่วงที่ผ่านมาตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศอยู่ต่ำกว่า 1% ไม่มาก แต่มีเพียงช่วง 3-4 เดือนนี้อาจปรับขึ้นเล็กน้อย ไม่นับรวมกับกรณีบริษัท โตโยต้า

อนุสรณ์ มองว่า จากตัวเลขการว่างงานของไทยในภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำนี้ เกิดขึ้นกับบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมการส่งออก และผลจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการบางราย ส่วนสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานรับเหมาช่วง (ซับคอนแทรกต์) ที่เกิดขึ้นมองว่า ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติที่เน้นการผลิตขนาดใหญ่นิยมใช้แรงงานประเภทนี้ เนื่องจากสามารถจ้างงานแบบยืดหยุ่นตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่มีผลกับพนักงานประจำของบริษัทโดยตรง แต่ส่วนตัวมองว่าระบบการจ้างงานแบบนี้ ไม่เป็นธรรมกับแรงงานกลุ่มนี้เท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีความมั่นคง

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คาดการณ์ว่า สถานการณ์เช่นนี้จะมีไปอีกสักระยะเพราะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่มีการปรับตัว ในระยะยาวอาจทำให้เสียหายทางธุรกิจได้หรืออาจจะถึงขั้นล้มลงได้

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น มีผลต่อระบบการผลิตแบบเดิม จึงทำให้มีผลต่อระบบการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป” อนุสรณ์ กล่าว

สอดคล้องกับ แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ถึงอัตราตัวเลขการว่างงานในปีนี้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก หากเทียบกับตัวเลขย้อนหลังในรอบ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 1-1.2% แต่ภาคการส่งออกของไทยก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเหมือนหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดทางยุโรป อเมริกา รวมถึงจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทยจะได้รับผลกระทบ

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงานภาคอุตสาหกรรมไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดจากผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการกำลังมีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์” แล กล่าว

ขณะที่ตัวแทนภาคแรงงานงาน ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มองว่า สถานการณ์การจ้างงานขณะนี้มีผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมยานยนต์ กรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า นั้น ทางสมาพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุการปลดแรงงานรับเหมาช่วงครั้งนี้ น่าจะมาจากที่ทางบริษัทใช้โอกาสภาพเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ปรับตัวระบบการผลิตที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนซึ่งมีจำนวนมาก เพราะจากการตรวจสอบสถานการณ์การเลิกจ้างขณะนี้ยังถือว่าปกติ

ยงยุทธ กล่าวว่า จากที่ทราบข้อมูลเชิงลึกคาดว่าเร็วๆ นี้บริษัทดังกล่าวอาจมีการปลดพนักงานลงอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้นทางคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ จึงเตรียมที่จะแถลงเพื่อให้สังคมได้รับทราบ รวมถึงต้องการให้บริษัทดังกล่าวยุติการดำเนินการเช่นนี้ รวมถึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะเมื่อผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ 1 แห่งมีการปรับตัวใช้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแล้ว อนาคตอีก 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทผู้ผลิตรถ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงอาจมีการปรับรูปแบบการผลิตเช่นเดียวกัน

มุมมองจากภาครัฐ ปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันถึงสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ปีนี้ที่ทางกรมสวัสดิการฯ ตรวจสอบพบว่ามีโรงงาน 21 แห่งที่เลิกจ้างพนักงานบางจำนวนกว่า 1,362 คน (จำนวนนี้ไม่นับรวมกรณีบริษัท โตโยต้า)

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้ว่า มาจากการปรับตัวของบริษัทเพื่อทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีพนักงานรวมกว่า 1.6 หมื่นคน จึงต้องปรับให้เหมาะสม

“จากที่สอบถามกับผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ในประเทศไทย หลายบริษัทก็ยังยืนยันว่าสถานการณ์การจำหน่ายรถยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่น่าเป็นห่วง” รองอธิบดีกรมสวัสดิการฯ กล่าว

 

ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442878

ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผือกร้อนกลับมาตกอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องนำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20

ท่ามกลางการจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับ “ระเบิดเวลา” ลูกนี้อย่างไร

ยิ่งสถานการณ์ล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมากำหนดเส้นตาย 7 วัน เร่งรัดให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการตามมติของ มส. ก่อนที่จะกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวทั่วประเทศต่อไป

ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป เพราะไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหนก็สุ่มเสี่ยงกับ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล คสช. ที่เดินทางใกล้จะมาถึงจุดหมายตามโรดแมป

ด้านหนึ่งฝั่งเจ้าคุณประสารพยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมติ มส.ที่มีมติเอกฉันท์ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

อีกด้านหนึ่ง ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย  รวบรวมรายชื่อประชาชน 3 แสนรายชื่อคัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จช่วงเนื่องจากยังมีคดีความติดตัว จึงขอให้ตรวจสอบก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ประเมินทั้งสองฝั่งแล้วต่างฝ่ายต่างมีแนวร่วมของตัวเองจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเดินต่อไปทางไหนย่อมมีทั้งฝ่ายที่ถูกใจและไม่ถูกใจ แถมเริ่มส่งสัญญาณเตรียมออกมาเคลื่อนไหว

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจผลีผลามดำเนินการใดๆ เพราะเกรงว่าแรงกระเพื่อมอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายหรือความรุนแรง อันอาจจะกระทบต่อเนื่องไปถึงภารกิจต่างๆ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการบริหารราชการ

การส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความมาตรา 7  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 เรื่องขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ว่าขั้นตอนต้องเริ่มจากนายกรัฐมนตรี หรือที่ประชุม มส. อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้กระบวนการจึงถูกมองว่าเป็นการเตะถ่วงให้พอมีเวลาหายใจหายคออีกสักพัก

อย่างน้อยพอได้เช็กกระแสเสียงสะท้อนจากสังคม ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรต่อไป

สุดท้ายเมื่อกฤษฎีกาวินิจฉัยว่ากระบวนการเสนอชื่อนั้นเป็นไปตามมาตรา 7 ขั้นตอนก็ต้องกลับมาดำเนินการตามกลไกปกติ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ท่าทีล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯ ในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ”

ดังนั้น เงื่อนไขเรื่องคดีความการครอบครองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม99 จึงเป็นเหตุผลที่พอจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ซื้อเวลาอีกยกหนึ่ง เพราะการทูลเกล้าฯ ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก

คดีนี้แม้จะไม่ใช่คดีใหญ่โต แต่ก็ควรทำให้เกิดความชัดเจนไม่ให้มีปัญหาในอนาคต  โดยความคืบหน้าของคดีนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการเสร็จแล้วประมาณ 80% อยู่ระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ เพราะเอกสารบางส่วนต้องขอจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ เอกสารที่รอจากบริษัทต่างประเทศถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากการดำเนินคดีต้องมีเอกสารการนำเข้ามาประกอบกับสำนวน

เรื่องนี้ ทาง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า อาจใช้เวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้วดีเอสไอมีหลักฐานอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อยากให้เอกสารครบถ้วนเพื่อความสมบูรณ์ของสำนวน

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตอบคำถามว่าต้องรอคดีให้จบก่อนหรือไม่ว่า “คิดไม่ออกเหรอ ว่าต้องรอกระบวนการเรียบร้อยก่อนแล้ว ไม่กลัวว่าจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหรืออย่างไร วันนี้มีกี่พวก อย่ามองบ้านเมืองในแง่ดีแง่เดียว มันมีพร้อมทุกเรื่อง”

เหตุผลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ หยิบยกมาอธิบาย จึงน่าจะเป็นทางออกให้ประคับประคองสถานการณ์ไปได้อีกสักระยะ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อครบกำหนดเส้นตาย 7 วัน ที่เจ้าคุณประสารเรียกร้องให้มีการดำเนินการ ทั้งเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามมติ มส.อันถูกต้อง และขอให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้าน รอบคอบ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยอันดีงามในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน ก่อนที่องค์กรพุทธพร้อมภาคีเครือข่ายจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหรือไม่

เมื่ออีกด้านหนึ่งกลุ่มของเจ้าคุณประสารยังเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มวัดพระธรรมกาย ที่มีคดีของตัวเอง เมื่อรวมมวลชนเข้าด้วยกันย่อมสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก

คงต้องรอดูว่าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับระเบิดเวลาลูกนี้อย่างไร ไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนกระทบไปถึงโรดแมปที่วางไว้

 

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442856

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนลงประชามติ” ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน)

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. คนที่ 1 ชี้แจงว่า กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เริ่มดูจากปัญหาและวิเคราะห์สภาพปัญหา เพื่อดูว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่ง กรธ.พบว่าสภาพปัญหาเกิดจาก 3 ประการ คือ 1.ประเทศไม่เจริญ/ย่ำอยู่กับที่ เหมือนพัฒนาแต่ยัง เช่น ถนนมีน้ำรอการระบาย

2.ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และ 3.ความแตกแยกของคนในสังคม สาเหตุของปัญหาต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ทุจริตคอร์รัปชั่น และความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเมือง

นอกจากนี้ ปัญหาเงินหลวงไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่กระจายไปที่ต่างๆ และยังพบว่าความเชื่อมั่นสถาบันการเมือง และระบบราชการมีปัญหาถือว่าย่ำแย่มาก จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวใหม่ รวมทั้งกฎหมายต้องได้รับการปรับปรุงด้วย เพราะกฎหมายไทยใช้ระบบอนุมัติ อนุญาต ขึ้นอยู่กับดุลพินิจเจ้าหน้าที่ จนเกิดคำถามมาตรฐานอยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ กรธ.ไม่ได้มองแค่การเมือง แต่รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน และไม่ได้ดูแค่วันนี้พรุ่งนี้ เพราะประเทศไทยในปี 2012 เมื่อเทียบกับชาติอื่นถือว่าตกต่ำ การจัดอันดับการศึกษาไทยเมื่อเทียบเพื่อนบ้านเหนือกว่าเล็กน้อย จะทำให้เด็กมีคุณภาพในอาเซียนได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายและความไม่เป็นธรรม วินัย ระบบการเมืองไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นปัญหาค่อนข้างมาก ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ ไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาไม่เคยมีการมองระยะยาว และบริบทการเมืองไทยไม่มีพรรคไหนอยู่นาน

“ปัญหาที่กล่าวมาพันกันหมด และ กรธ.เห็นว่าจำเป็นต้องแก้เป็นการด่วน และการร่างรัฐธรรมนูญได้ดูหลักสากลโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิเสรีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย แต่ถ้าจะจำกัด จำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย และหลักสองประการ สิทธิเสรีภาพเท่าเทียม จึงไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ต้องทำให้ทุกคนใช้สิทธิเสรีภาพได้เหมือนกับคนอื่น ทั้งในทางเนื้อหาและรูปแบบการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเป็นพิเศษ และถ้ารัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้สามารถชุมนุมได้ แต่ถ้าแบบที่ผ่านๆ มาคงไม่มีใครยอมรับได้ แต่ถ้าทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดผู้อื่นสามารถทำได้”

ด้าน ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรธ. กล่าวว่า ร่างนี้ไม่มีส่วนหรือหมวดเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ในส่วนบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ได้พูดถึงเศรษฐกิจ หากดูร่างรัฐธรรมนูญนี้มี 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล ทำให้การเปลี่ยนผ่านประเทศจากปัจจุบันสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจมีปัญหาหลายเรื่อง เช่น การเอารัดเอาเปรียบ ทว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามแก้ไขให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ กรธ.คิดจากการรับฟังความเห็นหลายภาคส่วน อาจไม่สมบูรณ์ 100% แต่ด้วยเนื้อหาที่ทำเชื่อมั่นว่าจะพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างดี

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างเป็นธรรม จนก่อให้เกิดอะไรหลายอย่างตามมา คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติอีกแบบไม่ได้บอกใช้ระบบอะไร แต่บอกว่าระบบที่ให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ทั่วถึง

“การเดินไปด้วยกันธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อมจะให้เท่ากันคงไม่ใช่ แต่ใครมีอำนาจใหญ่กว่าและทุบคนที่มีศักยภาพเล็กกว่านั้นทำไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนระวังอย่างสมเหตุสมผลเพื่อเตือนสติ”

ขณะที่ นรชิต สิงหเสนี กรธ. ชี้แจงว่า สิ่งที่ กรธ.ทำอยู่ในกรอบโรดแมปตั้งไว้ไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสากลไม่ได้คิดขึ้นเอง ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการเมืองการปกครอง และสิ่งที่หลายฝ่ายห่วงกังวลไม่ใช่เนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่ห่วงสถานการณ์ปัจจุบันและขั้นตอนการลงประชามติ

อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญนี้หากประกาศใช้บังคับ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ 100% เต็มที่ แม้ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะ กรธ.ใช้แนวคิดใหม่ จากเมื่อก่อนสิทธิเดิมประชาชนต้องเรียกร้อง แต่ครั้งนี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐ เช่น การศึกษา และการพยาบาล หากรัฐไม่ทำประชาชนสามารถฟ้องร้องรัฐได้

นอกจากนี้ การปฏิรูปยังระบุชัดเจนด้านอะไรบ้าง และ กรธ.ยังได้ระบุอีกว่าต้องทำอะไร ใครเป็นผู้ทำ ชัดเจน เช่น การปฏิรูปตำรวจต้องทำให้เสร็จ 1 ปี ถ้าไม่เสร็จก็ใช้ระบบอาวุโส ไม่สามารถใช้ความเหมาะสมได้ และกระบวนการยุติธรรมอัยการต้องเข้ามามีส่วนร่วม การวิเคราะห์หลักฐานต้องมีหน่วยงานทำได้มากกว่าหนึ่งหน่วยขึ้นไป และขั้นตอนสืบสวนมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการชัดเจน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับฟังซักถาม โดยเฉพาะประเด็นถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่ง นรชิต อธิบายว่า ก็ต้องหาคนร่างใหม่และไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน และเมื่อต้องเขียนใหม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่ต้องทำประชามติ เมื่อร่างเสร็จก็นำทูลเกล้าฯ ทันทีเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีคำถามว่า ประชาชนมีทางเลือกใดบ้าง สส.เขตสังกัดต่างพรรคที่ต้องการเลือก ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ชี้แจงว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปรับตัว โดยต้องส่งผู้สมัคร สส.เขต ที่คนนับถือ และตัวผู้สมัครต้องดูพรรคที่สังกัดคนนิยมหรือไม่ ซึ่ง กรธ.ไม่ได้คิดเองแต่มาจากการสอบถามความเห็น รวมถึงผลสำรวจต่างๆ