“สน.บุคคโล” ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 15:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443724

"สน.บุคคโล" ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“สน.บุคคโลเข้มจับหนุ่มขับรถป้ายแดงพกปืนคาด่าน”

“หลบทีมจราจรบุคคโลไม่พ้น …จับกุมอาชีวะพกปืนปากกา”

“ด่านจร.บุคคโลเข้ม จับช่างพกปืน 2 กระบอก กัญชาอีก 1 ถุง!!”

“เข้มต่อเนื่อง จร.บุคคโลจับปืนรายวัน เช้ากระบอก บ่ายกระบอก”

ฯลฯ

ประโยคข้างต้นแม้ฟังดูน่าตกใจ แต่หากได้เห็นภาพอาวุธปืนสั้นปืนยาวชนิดต่างๆ พร้อมเครื่องกระสุน รวมทั้งมีดดาบอีกนับร้อยๆเล่มที่ยึดมาได้จากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล เขตธนบุรี กทม. …บอกได้คำเดียวว่าต้องทึ่งสุดๆ

น้อยคนจะรู้ว่า ด้วยนโยบายตั้งด่านสุดเข้ม ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ส่งผลให้สน.บุคคโลได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องที่ที่สามารถจับกุมอาวุธปืนได้มากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และอาจจะมากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

รุก รบ จบเร็ว 

ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมสุดเข้ม จนสร้างความครั่นคร้ามหวั่นเกรงแก่เหล่ามิจฉาชีพ โจรผู้ร้าย ยันนักเรียนนักเลงคือ พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล

พ.ต.อ.จิณวัตร เปิดเผยว่า นโยบายการตั้งด่านกวดขันของสน.บุคคโล มุ่งเน้นที่การป้องปรามเหตุอาชญากรรมมากกว่ากวดขันเรื่องจราจร ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหาถาวร รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.)

“ผมรับตำแหน่งผู้กำกับสน.บุคคโลได้ 1 ปี 7 เดือนแล้ว แนวคิดนโยบายการตั้งด่านมาจากนโยบายของท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อลดระดับความรุนแรงของการเกิดอาชญากรรม จึงเกิดไอเดียที่จะมุ่งเน้นไปที่การตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมเป็นหลัก งานกวดขันวินัยจราจรจราจรเป็นรอง ทีนี้เราก็คิดกันว่า สิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะยาเสพติด อาวุธปืน มีด ของหนีภาษี ขบวนการค้ามนุษย์มันไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า แต่มาทางบก ทางถนน โดยรถ และมากับคนนี่แหละ ดังนั้นการตั้งด่านสกัดจับไว้ตั้งแต่ต้นทางจะได้ผลดีกว่ารอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วไปวิ่งไล่จับ

ใครผ่านไปพื้นที่สน.บุคคโลจะเห็นการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมได้อย่างชินตา

ขั้นตอนการตั้งด่านตรวจของสน.บุคคโล มีหน่วยงานแนวหน้าคือฝ่ายจราจร ทำหน้าที่ตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น อาวุธปืน มีด ไม้ ยาเสพติด รวมทั้งสอดส่องเฝ้าระวังเหตุนักเรียนตีกันตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา ภายใต้สโลแกน”รุก รบ จบเร็ว”

กฎเหล็กในการตั้งด่านของเราคือ 1.ป้ายไฟสัญลักษณ์ต้องชัดเจน เห็นได้ง่าย 2.ต้องมีตำรวจระดับสารวัตร หรือ รองผู้กำกับการ เป็นผู้ควบคุมด่าน  คอยกำกับควบคุม หากไม่มีวันนั้นจะสั่งงดทันที 3.ทุกวันจะตั้งด่านกวดขัน 2 เวลาคือ ช่วงเช้า 10.00-12.00 น. เป็นช่วงที่พวกนักเรียนนักเลงชอบมาสายกำลังจะไปโรงเรียน ช่วงบ่าย 14.00-16.00 น. ช่วงเลิกเรียนถือเป็นช่วงเวลาเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันของนักเรียนต่างสถาบัน นอกจากนี้เวลาดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อการจราจรด้วย

ผกก.สน.บุคคโล ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างสุภาพ ให้เกียรติ และเปิดเผย ไม่เคยโดนร้องเรียนจากประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โชว์อาวุธมีดดาบที่ยึดได้จากการตั้งด่าน

หน้าโจร วัยโจร รถโจร…โดนแน่

ผกก.จิณวัตร บอกว่า สมัยนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกพาวุธไว้ในรถยนต์ ทั้งปืนถูกกฎหมาย ปืนเถื่อน มีด ไม้ และอื่นๆไว้โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว

“เดี๋ยวนี้คนพกมีดพกปืนกันเยอะ น่าเป็นห่วงมาก บางคนก็เป็นมิจฉาชีพเตรียมพร้อมจะก่อเหตุ บางคนอาจไม่ใช่ผู้ร้ายอะไรแต่หากเกิดรถเฉี่ยวชนและอารมณ์ร้อน อาจควักปืนมายิงกันตายก็ได้ ดีไม่ดีประชาชนโดนลูกหลงบาดเจ็บพิการอีก”

 

ของกลางอาวุธมีดที่ยึดได้จากกลุ่มนักเรียนนักเลง

เคล็ดลับการตรวจค้นรถยนต์ที่ขับเข้าด่านถือเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่า เพราะอะไร ทำไมสน.บุคคโลถึงสามารถจับกุมผู้พกพาอาวุธได้เป็นประจำชนิดรายวัน คำตอบนี้ผกก.สน.บุคคโลขอตอบเอง

“เรามีหลักคิดเรียกว่า ‘หน้าโจร วัยโจร รถโจร’ หมายความว่า ถ้าตั้งด่านแล้วพบคนที่มีรูปพรรณสัณฐานเข้ากลุ่มเสี่ยงที่ว่านี้ เช่น หน้าตาโหดเหี้ยม ล่อกแล่กมีพิรุธ ซูบโทรมเหมือนติดยา กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง ขับรถแต่งซิ่ง ติดฟิล์มดำ ปิดบังอำพรางป้ายทะเบียนมีแนวโน้มว่าจะผิดกฎหมาย ก็ต้องทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พร้อมเช็คประวัติการกระทำผิดว่ามีหมายจับหรือไม่

โดยในเรื่องของการจับกุมตามหมายจับ เราได้ทำเชิงรุก ด้วยการคัดกรองบนท้องถนน เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ด่านพบบุคคลที่น่าสงสัย จะส่งข้อมูล ให้เจ้าหน้าที่ ศูนย์ข้อมูล ของ สน.ตรวจสอบทันทีอย่างละเอียด ว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่อย่างไร ที่ผ่านมาเราจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายรายแล้ว ส่วนเทคนิคการตรวจค้น ผมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายเลยว่า ตรวจค้นคันที่ต้องสงสัยทุกคันไม่ไว้หน้า จะเน้นไปที่รถยนต์ที่ติดสติ๊กเกอร์ เช่น กลุ่ม ก๊วน แก๊ง ติดตราสัญลักษณ์หน่วยงานไว้เบ่ง ไว้เป็นยันต์ป้องกันการตรวจค้น พวกนี้เรายิ่งค้น โดยเฉพาะรถหรูไฮโซเราก็ค้น ไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น

จากการจับกุมอาวุธปืนทั้งถูกกฎหมายและปืนเถื่อนรายวัน สะท้อนให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกปืนติดตัว น่าเป็นห่วงมาก

พ.ต.ท.ชยันต์ เบ็ญจาธิกุล รองผู้กำกับการสน.บุคคโล ฝ่ายจราจร หัวหน้าทีมตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เล่าว่า ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดที่ถูกจับได้จะซุกซ่อนปืนไว้ในลิ้นชักรถ ไว้ในกระเป๋าสะพายวางไว้ข้างตัว เพื่อหยิบฉวยได้ง่าย

ถ้าเป็นอาวุธปืนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตครอบครอง เราจะแนะนำให้เขาทำใบอนุญาตพกพาให้ถูกต้อง ส่วนเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนปืนเถื่อน ขอบอกให้รู้เลยว่าคุณเจอโทษหนักแน่ เพราะดุลยพินิจของศาลจะสั่งให้จำคุกทันทีโดยไม่รอลงอาญา

สำหรับปัญหาคาราคาซังของนักเรียนตีกัน นอกจากสน.บุคคโลจะตั้งด่านกวดขันแล้ว ยังส่งทีมลงพื้นที่ตรวจตราในจุดเสี่ยงที่ก่อเหตุบ่อยครั้ง เช่น แยกมไหสวรรค์ และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ท่าพระ

ตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย

“เด็กพวกนี้จะชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นกลุ่ม เราจับได้เยอะ ก็จะหนีไปขึ้นรถแท็กซี่ พอจับได้อีกก็หนีไปขึ้นรถเมล์ แต่เรามีนโยบาย Home Guard โดยให้คนขับรถเมล์ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นนักเรียนรวมกลุ่ม พกอาวุธก็ให้แจ้งเข้ามาด้วยอีกทางหนึ่ง”

ด.ต.ชยุตม์ กระตุดเงิน บอกว่า นักเรียนนักเลงที่พกอาวุธมีดดาบจะมีพฤติกรรมสังเกตง่ายคือ จะสอดเข้าไปในขากางเกงและเดินด้วยท่าทางเก้ๆกังๆไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนซอมบี้

พวกนักเรียนนักเลงนิยมพกมีดดาบ ทำเองบ้าง ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์เกษตรบ้าง อ้างว่าเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ ถามหน่อยว่าเชื่อเหรอ พวกพ่อค้าแม่ค้านี่สำคัญไม่ควรขายให้เลย

นี่คือเสียงบ่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งแฝงไว้ด้วยความห่วงใยมากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาจับกุมอย่างเดียว

สกัดจับกลุ่มนักเรียนนักเลงพร้อมของกลางอาวุธมีดดาบ ป้องกันเหตุตีกันได้อย่างทันท่วงที

 

จับปืน-มีดมากที่สุดอันดับหนึ่ง

สถิติการจับกุมสิ่งผิดกฎหมายจากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของสน.บุคคโล ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557 – 30 มิ.ย.2558 พบว่า สามารถจับกุมอาวุธปืนได้ทั้งสิ้น 85 กระบอก เครื่องกระสุน 1,404 นัด อาวุธมีดดาบและของมีคมต่างๆอีกกว่า 500 เล่ม ผู้ต้องหาตามหมายจับ 22 ราย ยังไม่รวมยาบ้ายาไอซ์ใบกระท่อมอีกนับไม่ถ้วน

พ.ต.ท.ชยันต์ กล่าวว่า สน.บุคคโลไม่ได้เก่งแต่จับกุมอย่างเดียว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตั้งแต่เคลียร์พื้นที่สิ่งกีดขวางบนท้องถนน ซ่อมรถเสีย ช่วยเหลือน้ำท่วม พาเด็กพลัดหลงส่งบ้าน กู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน ยันเหตุขัดข้องเล็กๆน้อยๆทั่วไป ภายใต้สโลแกนทำดี ทำได้ ทำทันที

คำยกย่องว่าเป็นสน.ที่จับอาวุธปืน-มีดได้เยอะที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในกทม. ถึงขนาดที่ผู้บังคับบัญชาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลยังเอ่ยปากว่า “ไอ้ฝั่งโน้น (พระนคร) มันก็ยิงกันเอาๆ ไอ้ฝั่งนี้ (ธนบุรี) ก็จับเอาๆ”

ผกก.จิณวัตร บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า รู้สึกภูมิใจเป็นที่สุด

จับปืนรายวัน

 

เช้ากระบอก บ่ายกระบอก

ถ้าหากสถานีตำรวจทั้ง 88 สน.ในนครบาลหันมาให้ความสำคัญในการป้องปรามก่อนจะเกิดเหตุ เพื่อลดระดับความรุนแรงของอาชญากรรม ด้วยการตั้งด่านกวดขันอย่างเด็ดขาด ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ไม่มีละเว้น สถิติอาชญากรรมจะลดลงเยอะ คนจะไม่กล้าพกปืน ปัญหาปืนเถื่อนก็จะเบาลง ถ้าคนไม่มีปืน ขับรถเฉี่ยวชนกัน ทะเลาะกัน เต็มที่มันก็แค่ชกต่อยกันเจ็บ ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ที่สำคัญประชาชนจะไม่โดนลูกหลงบาดเจ็บ ล้มตายไปด้วย

ผมกล้าพูดได้ว่า ตั้งแต่ตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เราไม่เคยมีเหตุยิงกันตายด้วยอาวุธปืนแม้แต่คดีเดียว ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทไล่ตีกันแทบไม่เกิดขึ้น ผมมั่นใจว่าทุกวันนี้พี่น้องประชาชนในท้องที่สน.บุคคโล รู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น พวกโจรผู้ร้าย นักเรียนนักเลงก็จะเกรงกลัวว่า ถ้าผ่านมาแถวนี้เจอดีแน่

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของสน.บุคคโล ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้สถานีตำรวจท้องที่อื่นๆได้รับแรงบันดาลใจไปปฏิบัติตาม เพราะหากทุกท้องที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง เชื่อว่าโจรผู้ร้ายจะเกรงกลัว เหตุรุนแรงจะน้อยลง บ้านเมืองจะปลอดภัยขึ้นไม่มากก็น้อย

หมายเหตุ-ชมการปฏิบัติหน้าที่ของสน.บุคคโล ได้ที่เฟซบุ๊ก สน.บุคคโล กรุงเทพมหานคร https://www.facebook.com/bukkalopolicestation?fref=ts

ผู้ต้องหาตามหมายจับถูกรวบคาด่านแบบงงๆ

 

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล

 

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443636

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

โดย…คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ภาพรวม

รัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อให้ลูกไทยหลานไทยอยู่ในโลกยุคต่อไปได้ทัดเทียมชาติอื่นได้อย่างยั่งยืน

**********

ปัญหาของประเทศไทย

1. ประเทศไม่เจริญ / ย่ำอยู่กับที่ / ดูทันสมัยแต่ไม่พัฒนา
2. เหลื่อมล้ำ / ไม่เป็นธรรมในทุกมิติ
3. สังคมแตกแยก / ใช้สิทธิเสรีภาพกันอย่างไม่รับผิดชอบ

**********

สาเหตุของปัญหา

1. คอร์รัปชัน/ความไม่โปร่งใสและไม่รอบคอบของการวางนโยบายสาธารณะ/การใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยไม่คุ้มค่า/การบริหารราชการแผ่นดินไม่โปร่งใส/ไม่รับฟังความเห็นประชาชน (ปชช) กฎหมาย (กม) ไม่ทันสมัย

2. คุณภาพการศึกษาต่ำมาก/เน้นปริมาณ/ละเลยการพัฒนาเด็กเล็กซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของมนุษย์/ไม่เปิดให้เด็กพัฒนาศักยภาพได้ตามถนัด

3. กฎหมายให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่มากเกินไป/ใช้ระบบควบคุมมากเกินไป/จึงเกิดการใช้ดุลพินิจหลายมาตรฐานและการทุจริต/คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม/ขณะที่คนไทยเองก็ขาดระเบียบวินัยที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

4. นักการเมืองจำนวนหนึ่งขาดคุณธรรมจริยธรรมอย่างรุนแรง เล่นพรรคเล่นพวก เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ทุจริต

5. ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ

6 .ไม่มียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่ประชาชนและรัฐเห็นดีเห็นงามร่วมกันที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว จึงเดินเป๋ไปเป๋มาตามลมการเมือง

7. ค่านิยมประหลาด บริโภคนิยม/วัตถุนิยม/ไม่คิดวางแผนระยะยาวให้ลูกหลาน คิดถึงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า/ขาดวินัย/ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม อยากทำอะไรก็ทำ

**********

หลักการของร่างรัฐธรรมนูญใหม่

– รับรองความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในบททั่วไปเพื่อคลุมทุกเรื่องว่าทุกคนต้องเสมอกัน และวางหลักว่ารัฐมีหน้าที่ทำสิ่งดี ๆ ให้แก่บ้านเมือง สิ่งที่บัญญัติไว้เป็นแต่เพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำเท่านั้น จะทำดีมากกว่านั้น เป็นประโยชน์แก่ ปชช มากกว่านั้น ทำได้หมด แต่ทำเรื่องเลว ๆ หรือเรื่องที่ รธน หรือ กม ห้ามไว้ไม่ได้

– ประชาชน/ชุมชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น **อะไรที่ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย ไม่ได้ห้ามไว้ สามารถทำได้หมด** ไม่ต้องเขียนจาระไนแบบเก่า ๆ ที่หลุดง่าย

– การออก กฎหมาย ที่จำกัดสิทธิ ต้องผ่านการรับฟังความเห็นประชาชน/ ผ่านรัฐสภา/ ต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม / ไม่เกินจำเป็น ประชาชนและชุมชนขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายได้เสมอ

-การใช้สิทธิเสรีภาพของคนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ไม่ใช่ใช้อย่างไรก็ได้

– ไม่ได้ยกเลิกบัตรทอง แต่กำหนดชัดว่าให้ปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น รวมทั้งสิทธิประกันสังคมด้วย

-ไม่ได้ยกเลิกเบี้ยผู้สูงอายุ แถมยังกำหนดให้มีเบี้ยยังชีพสำหรับบุคคลผู้ยากไร้ด้วยไม่ว่าจะมีอายุเท่าไร

-เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามศักยภาพของแต่ละคนที่แตกต่างกัน และมีคุณธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของประชากรในอนาคตที่ต้องมี “creativity-collaboration-talent”

-รัฐต้องจัดการพัฒนาเด็กเล็กอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ขวบ เรื่อยไปจนชั้นอนุบาล ประถม จนจบภาคบังคับ (ม.3) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมอย่างน้อย 14 ปี จบ ม.3 แล้วให้เลือกตามถนัดจะเรียนต่อหรือจะไปทำงานก็ได้ แต่ถ้าจะเรียนต่อต้องได้เรียน โดยมีกองทุนสนับสนุน เป็นกองทุนใหม่ ไม่ใช่ กยศ / ขณะนี้ คสช เห็นด้วยกับแนวทางนี้และมีคำสั่งให้เรียนฟรีได้ถึง ม.6/ปวช.3 ด้วยแล้ว

– ต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องลับเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจัง

-เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตสำหรับผู้ทุจริตในการเลือกตั้ง/ต่อหน้าที่ ทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตและที่ได้มาแทน ไม่ว่าจะโอนให้ใครไป ต้องถูกริบคืนให้ตกเป็นของแผ่นดิน

– ยังเป็นระบบ 2 สภาเหมือนเดิม คือ สส. และ สว. โดยสส. 500 (แบ่งเขต 350 & บช. รายชื่อ 150) เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนเดิมและกาบัตรใบเดียว แต่เพิ่มเติมเรื่องการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขตได้ลงคะแนนไว้ทุกคะแนน (ทั้งคนที่ได้ /ไม่ได้รับเลือกเป็น สส เขต) ไปรวมนับคะแนนจากเขตอื่นทั่วประเทศเพื่อกำหนดจำนวน สส. ทั้งหมดที่พรรคนั้น ๆ จะได้แล้วนำจำนวน สส. เขตที่พรรคนั้นได้ไปหักออก ก็จะได้ สส. บช. รายชื่อ

– สว. จำนวน 200 คน

– การเลือก สว. จะตั้งกลุ่มตามความรู้ / เชี่ยวชาญ / อาชีพการงาน ฯลฯ ปชช. สามารถสมัครเองได้ จากระดับอำเภอ –> จังหวัด –> ประเทศ

**5 ปีแรก ให้มี สว. 250 คน ทั้งจากการเลือกและสรรหาโดย คสช. เพื่อกำกับและติดตามการปฏิรูปประเทศ**

– คสช. สนช. กรธ. จะพ้นตำแหน่งก่อนรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่

**********

ปากท้องของพี่น้องประชาชน

– ไม่กำหนดวิธีการว่าให้ใช้ระบบ เศรษฐกิจ แบบใด (เดิมระบุว่าต้องใช้ระบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด) แต่เน้นว่า เป็นระบบที่ ประชาชน ต้องได้ประโยชน์ไปด้วยกันอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (inclusive and sustainable growth) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง / ไม่ใช่มือใครยาวสาวได้สาวเอาตามแบบกลไกตลาดอย่างเดียว

– รัฐไม่ประกอบกิจการแข่งเอกชน แต่ต้องส่งเสริมให้เอกชนมีความสามารถในการแข่งขัน

– ส่งเสริมธุรกิจ ขนาดกลาง-ย่อม

– พัฒนาวัตถุและจิตใจและตวามอยู่เย็นเป็นสุขของ ประชาชน อย่างสมดุล

– กฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ  ต้องเสร็จใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่าน –> ยุทธศาสตร์ชาติ (20 ปี) เสร็จในอีก 12 เดือน

– ดังนั้น เท่ากับว่าหลัง รัฐธรรมนูญ ผ่าน ยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จใน 16 เดือน –> เมื่อมี ครม. เข้ามา การทำงานต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการทำงบประมาณด้วย

– กระบวนการ/ ระยะเวลาอนุมัติ งบประมาณ แผ่นดิน สั้นลง –> แผนต่างๆ เดินหน้าเร็วขึ้น –> กำหนดระยะเวลาจัดทำ กฎหมาย หลายฉบับสั้นลงและบทลงโทษในกรณีทำไม่เสร็จ –>ขอเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต้อง พิจารณา ให้เสร็จใน 60 วัน (เหมือนรัฐธรรมนูญ 50) ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ

**********

สรุป

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่เรื่องการปะผุการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นการวางอนาคต ประเทศร่วมกัน 7 สิงหานี้ เป็นการลงประชามติว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับอนาคตของชาติที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำมาเสนอหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องการเอาชนะคะคานทางการเมืองอย่างที่ใครต่อใครคิด

 

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443484

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยใจความสำคัญของคำสั่งดังกล่าวคือ ให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) โดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่งหรือให้ไปปฏิบัติงานอื่น โดยเบื้องต้นมีผลใช้บังคับกับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

คำสั่งดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษาจนถึงกับต้องมีประกาศดังกล่าว รวมถึงคำสั่งนี้จะถูกขยายผลต่อยอดเป็นอะไรต่อไป

ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการ กกอ. ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเสมือนมาตรการการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานานและถือว่าออกมาในช่วงเวลาที่
เหมาะสม โดยระบุอีกว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าระบบการดำเนินการและการบริหารงานของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่งนั้นมีปัญหาสะสมมานาน เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกประกาศ มาตรา 44 นั้นมีปัญหาตั้งอธิการบดีไม่ได้มานานถึง 5 ปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนมีอำนาจเข้าไปจัดการทำอะไรได้ เพราะตามกฎหมายที่มีนั้น ถือว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีอิสระ มีอำนาจการจัดการนั้นอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเป็นแดนสนธยาที่ใครก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้

อดีตเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า โดยปกติการตรวจสอบมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากถามจุดหรือเครื่องมือที่ตรวจสอบก็จะได้ข้อมูลเป็นที่ๆ ไป เช่น หากถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็จะบอกว่ามีที่ทุจริตหลายแห่ง แต่พอถามว่ามีระบบอะไรที่เข้าไปตรวจสอบได้บ้าง ก็จะพบว่าไม่มี มหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับของรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ถ้ารอมาตรการตรวจสอบก็ต้องรอให้ สตง.เข้าไปสุ่มตรวจ ซึ่งทำได้แค่ 4-5 ปี/ครั้ง

“เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบนั้นไม่ทันต่อปัญหา เพราะระบบที่เราออกแบบมา คือ ฝากความเข้มแข็งไว้ที่สภามหาวิทยาลัยทั้งหมด แต่สภามหาวิทยาลัยก็มามีปัญหาเสียเอง แต่ละแห่งมีคุณภาพการดูแลที่ต่างกันและหลากหลายมาก บางแห่งกรรมการที่ตั้งมาก็ไม่ได้ดูแลเลย ประชุมเดือนหรือสองเดือนครั้ง ก็รู้แค่ปัญหาแค่เรื่องที่ฝ่ายบริหารใส่แฟ้มมาให้ ที่มีระบบบริหารจัดการอยู่ตัวก็อาจจะไม่พบปัญหา บางแห่งก็ขัดแย้งกันระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร บางแห่งทั้งสองฝ่ายก็ฮั้วกัน เราเรียกกันเล่นๆ ว่า ผลัดกันเกาหลัง คือ อธิการบดีตั้งนายกสภา แล้วนายกสภาก็กลับมาตั้งอธิการบดี บางทีเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำไป เมื่อเข้าไปบริหารก็ไม่ดูแลจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเลย จึงเกิดคำถามว่า แล้วใครจะกำกับดูแล และหลังประกาศมาตรา 44 เรื่องนี้ ควรใช้เป็นโอกาสสังคายนาอุดมศึกษาไปอย่างต่อเนื่อง

“หลังจากนี้ควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อุดมศึกษาเพื่อเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้ปัญหาเดิมๆ เช่น เรื่องการบริหาร กติกาการผลิตบัณฑิตเกิดขึ้นอีก และ พ.ร.บ.ก็ไม่กระทบต่ออิสระของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีปัญหา มีการถกเถียง และโดยเฉพาะกลุ่มอธิการบดีบอกว่าจะถูก พ.ร.บ.ควบคุมการทำงาน แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า เขามีสิทธิอะไรที่จะไม่ถูกควบคุม ในเมื่อมหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นสมบัติของสังคม ผมศึกษาเรื่องมหาวิทยาลัยมาเยอะ บอกได้เลยว่า ไทยมีอิสระมากกว่าหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศชั้นนำก็ยังมีระบบถ่วงดุลมากกว่าเรา ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่ต้องออกแบบการจัดการที่เหมาะสมเป็นหลักประกันการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” ภาวิช กล่าว

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า จากนี้มหาวิทยาลัยที่รู้ตัวว่ามีปัญหานั้น ขอให้สภากลับไปทบทวนและหาทางแก้ปัญหาให้ได้ กกอ.จะยังไม่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนจะให้เวลาสภาแก้ปัญหานานแค่ไหนนั้น ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา แต่คงให้เวลาไม่นานนัก หากไม่เร่งแก้ไขก็อาจเป็นคิวถัดไป เพราะ รมว.ศธ.มีอำนาจออกคำสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มต้องเร่งแก้ปัญหามีอยู่ประมาณ 10% ของมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 20 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเรื่องการรับนักศึกษาเกินกว่าที่แจ้งให้ สกอ.รับทราบ 11 แห่ง นอกนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาการทุจริตของผู้บริหาร ความแตกแยกของสภากับฝ่ายบริหารสภา อาศัยช่องทางกฎหมายสั่งปลดอธิการบดี ย้ำว่าถึงจะมีประกาศมาตรา 44 แล้ว แต่ก็ยังให้โอกาสสถาบันที่มีปัญหาสะสางปัญหากันเอง แต่ถ้าคิดจะเพิกเฉยเกียร์ว่าง ไม่ทำอะไรเลย ก็ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

“ไทยแลนด์4.0” ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443471

"ไทยแลนด์4.0" ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากเวอร์ชั่น 3.0 เป็นเวอร์ชั่น 4.0 หรือจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อหนีกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่ไทยติดอยู่เป็นเวลานานแล้ว คือพิมพ์เขียวที่รัฐบาลกางขึ้นบนโต๊ะและวางเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างประเทศให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้

หัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0 คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าภาคบริการมากขึ้น

ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรขนาดใหญ่ได้จับเทรนด์ 4.0 มาแล้วก่อนหน้า หลายองค์กรอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่ชัดเจนที่สุดคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งถือเป็นหัวขบวนของการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 โดยการให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา ด้วยการทุ่มงบประมาณ 1% จากรายได้ 4 แสนล้านบาท หรือ 4,000 ล้านบาท เพื่องานวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมที่เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Product and Service) หรือที่เรียกว่า HVA เข้ามาแทนที่การผลิตสินค้าในเชิงอุตสาหกรรม โดยสินค้าจากกลุ่มสินค้า HVA ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีสัดส่วนรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2559 ถึง 39% ด้วยยอดขายกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ก็ได้ขยายการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ของรัฐบาล ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า ในปีนี้จะใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ได้แก่ ปิโตรเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ทั้งหมด อาทิ โครงการลงทุนเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง ในโครงการโรงงานสาธิต Process IP ใหม่ มูลค่าการลงทุน 600-700 ล้านบาท โครงการพลังงานจากกากอุตสาหกรรม มูลค่าลงทุน 2,300 ล้านบาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ได้แก่ โครงการระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้า รวมทั้งมีแผนจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการอัตโนมัติ เช่น ธุรกิจสตาร์ทอัพสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การนำหุ่นยนต์มาช่วยตรวจสอบ และซ่อมบำรุงในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก สำหรับในอุตสาหกรรมการแพทย์ ได้แก่ โครงการผลิตยาชีววัตถุ วัคซีนชั้นสูง ในบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อผลิตยาตั้งแต่ระดับตัวยาสำคัญ อาทิ ใช้รักษาในโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน และโรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการยกระดับจากการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การเป็นศูนย์กลางของการวิจัยและพัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งการต่อยอดไปสู่การผลิตชั้นสูงโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อคิดค้นพัฒนารถยนต์เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาค

ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้เข้ามาลงทุนเพื่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณการลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ของกรมป่าไม้ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2561

ขณะที่ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้ลงทุนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาไปแล้วหลากหลาย อาทิ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค (HRAP) ได้ใช้งบประมาณมูลค่า 1,700 ล้านบาท เพื่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์ และเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโซนเอเชียและโอเชียเนียได้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ใช้เงินลงทุนมูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย บนพื้นที่ 95 ไร่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งนับเป็นสนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ตามแผนงานเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย พร้อมเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของผลิตภัณฑ์มิตซูบิชิ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ในปี 2550 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,300 ล้านบาท เพื่อให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยและการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมการผลิต และการบริหารจัดการชิ้นส่วน รวมถึงการสร้างบุคลากรคนไทยที่มีคุณภาพ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ตั้งบริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค ศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์แห่งใหม่ในประเทศไทย บนถนนบางนา-ตราด กม.22 ใช้เงินลงทุนกว่า 1,087 ล้านบาท จะทำหน้าที่สนับสนุนฐานการผลิตของนิสสัน 7 แห่ง ใน 5 ประเทศภูมิภาคอาเซียน คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม รองรับการพัฒนารถยนต์ เพื่อตอบสนองตลาดในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคเอกชนก็ยังมีข้อคิดเห็นในหลายๆ เรื่องต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งนี้ ซึ่ง เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานบริหารผู้ก่อตั้งซีที เอเชีย โรบอติกส์ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ ดินสอ ออกสู่ตลาดโลก ให้ความเห็นว่า หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือการทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ และสร้างสินค้าที่เป็นแบรนดิ้งของคนไทย เพื่อส่งไปขายทั่วโลก ส่วนอุตสาหกรรม 3.0 คือการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้ที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ภาครัฐกำลังวางนโยบายสร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมใหม่และอยู่ใน 10 S-Curve ซึ่งจะต้องแตกต่างจากอุตสาหกรรม 3.0 คือไม่ได้มุ่งเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและวิจัยพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากที่สุด เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรม และหุ่นยนต์ใหม่ในตลาด ที่กำลังเติบโตอย่างดีและมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย จะเป็นหุ่นยนต์เพื่อการบริการต่างๆ

ภาครัฐควรหันมาส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการบริการ และกระตุ้นให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ออกมาสู่ประเทศ ผ่านการส่งเสริมงบลงทุนและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) การให้ทุนด้านวิจัย พร้อมกับให้สิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่าสำหรับภาคธุรกิจที่สนใจซื้อหุ่นยนต์ภาคบริการของไทย เชื่อมั่นว่า หากรัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ ภายใน 3 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์ภาคบริการของไทยจะเติบโตสูงมาก

สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม ผู้ผลิตสินค้าดูแลบำรุงผิวภายใต้แบรนด์ “สเนลไวท์” กล่าวว่า บริษัทได้ปรับนโยบายเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งการมุ่งสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรม ผ่านการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศและการร่วมมือกับเครือข่ายงานวิจัยในต่างประเทศ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง มีเทคโนโลยี และความแปลกใหม่ออกสู่ตลาด และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขายถึง 1,000 ล้านบาท ได้ภายใน 3 ปี

นอกเหนือจากการใช้งานวิจัยเพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมใหม่แล้ว ยังได้สร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ปรับระบบการผลิตในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเป็นอัตโนมัติมากขึ้น คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ระบบการผลิตจะเป็นหุ่นยนต์ทั้งหมด ส่วนแรงงานที่มีอยู่ 100 คน จะทำหน้าที่ดูแลหุ่นยนต์ พร้อมกับจะเพิ่มทักษะของแรงงานให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการปรับระบบใหม่ในครั้งนี้

นับจากนี้ภาคเอกชนจะต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้ตกขบวนไทยแลนด์ 4.0

 

แมสเซนเจอร์ออนไลน์ เรียกใช้ได้ 24 ชม. โกยรายได้คนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

รายงานพิเศษ

แมสเซนเจอร์ออนไลน์ เรียกใช้ได้ 24 ชม. โกยรายได้คนกรุง

……ตลาดแมสเซนเจอร์เป็นตลาดที่การแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะมีผู้ให้บริการหลายราย ทว่าแต่ละเจ้าก็ให้บริการที่แตกต่างกัน สำหรับสกู๊ตตาร์ถูกฝึกมาให้รู้เรื่องงานเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล ส่งพัสดุ ซึ่งสกู๊ตตาร์เป็นบริษัท Startup ของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการแข่งขันโครงการ Startup หลายโครงการ พร้อมกวาดรางวัลการันตีมาอีกด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์” คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมความคล่องตัวให้แก่ธุรกิจของผู้ประกอบการที่ทำมาค้าขาย ไม่ว่าจะให้ไป รับ-ส่งเอกสาร ส่งพัสดุ หรือแม้แต่วางบิล เก็บเช็ค

แต่ทว่าเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าหลายบริษัทมักเจอปัญหา อาทิ ไม่รู้จะเรียกแมสเซนเจอร์ได้ที่ไหน ไม่แน่ใจว่าแมสเซนเจอร์อิสระตามท้องถนนจะไว้ใจได้หรือเปล่า แมสเซนเจอร์ที่รู้จักกันอาจจะไม่ว่างในเวลานั้น ราคาไม่สม่ำเสมอ ต้องต่อรองกันเป็นรายครั้ง ครั้นจะจ้างพนักงานแมสเซนเจอร์ประจำก็อาจจะไม่คุ้มค่า ฉะนั้น เครื่องมือช่วยหาแมสเซนเจอร์แบบทันท่วงทีจึงก่อกำเนิดขึ้นมา

SKOOTAR (สกู๊ตตาร์) คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเรียกใช้บริการ “มอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์” เพราะผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงแมสเซนเจอร์จำนวนมากได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิกในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือทั้งแอนดรอยด์และ iOS ก็เชื่อมโยงกับเครือข่ายแมสเซนเจอร์ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะดวก รวดเร็ว ราคายุติธรรม เรียกได้ทุกที่ ทุกเวลา มาพร้อมระบบติดตามความคืบหน้า และระบบการประเมินพนักงานโดยผู้ใช้ได้ตลอดเวลา

ผลงานสตาร์ตอัพไทย

แก้ตรงจุด ทำเงินได้จริง

ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ หนึ่งในทีมผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สกู๊ตตาร์ จำกัด เล่าว่า ไอเดียธุรกิจนี้เริ่มจาก คุณสุวัฒน์ ปฐมภควันต์ หรือ คุณบอย ผู้ก่อตั้ง ประสบปัญหาเรื่องการเรียกมอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์มานานมาก เช่น หาแมสเซนเจอร์ที่ไว้ใจไม่ได้ ถูกโก่งราคา การที่เป็นบริษัทขนาดเล็กไม่สามารถจ้างแมสเซนเจอร์ประจำได้ วิธีแก้ปัญหาที่ทำได้คือ ไปส่งเอกสารด้วยตนเองซึ่งทำให้เสียเวลา คิดว่าคนอื่นก็คงเจอเหมือนกัน ดังนั้น จึงตัดสินใจหาทางแก้ไข ด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ จากนั้นค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่สามารถเรียกแมสเซนเจอร์ออนไลน์ได้ ชนิดตอบโจทย์บรรดา SMEs และบุคคลทั่วไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัจจุบัน ตลาดแมสเซนเจอร์เป็นตลาดที่การแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะมีผู้ให้บริการหลายราย ทว่าแต่ละเจ้าก็ให้บริการที่แตกต่างกัน สำหรับสกู๊ตตาร์ถูกฝึกมาให้รู้เรื่องงานเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล ส่งพัสดุ ซึ่งสกู๊ตตาร์ เป็นบริษัท Startup ของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการแข่งขันโครงการ Startup หลายโครงการ พร้อมกวาดรางวัลการันตีมาอีกด้วย

“ไอเดียแมสเซนเจอร์ออนไลน์ผุดขึ้นราวปี 2014 จากนั้นพวกเราฟอร์มทีมงาน เข้าไปแข่งขันหลายโครงการ หนึ่งในนั้นมีโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปีที่ 3 ได้ผ่านเข้ารอบ 6 ทีมสุดท้าย คว้ารางวัล สาขา Digital Winner ได้ไปศึกษาดูงานที่สหรัฐอเมริกา พร้อมเงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง”

คุณโก้ เชื่อว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ทั้งฝ่ายลูกค้า และผู้ให้บริการ ซึ่งจุดขายของสกู๊ตตาร์ คือ 1. สะดวก รวดเร็ว สั่งงานจากที่ไหนก็ได้ และแจ้งให้ทราบในไม่กี่นาทีว่าพนักงานคนไหนเป็นผู้รับงาน 2. ไว้ใจได้เพราะแมสเซนเจอร์ทุกคนเข้าระบบ มีการตรวจสอบประวัติ มีระบบติดตามสถานะงานได้ตามจริง ผู้ใช้บริการประเมินพนักงานได้ตลอดเวลา มีประกันภัยอุบัติเหตุและประกันของสูญหายหรือเสียหาย 3. ชำระเงินมั่นใจ มีใบเสร็จ คิดราคาตามระยะทาง ชำระเงินได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต ออนไลน์แบงกิ้ง เคาน์เตอร์ชำระเงิน สามารถออกใบเสร็จหักภาษีสำหรับลูกค้าประเภทบริษัทได้

ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้

รายได้ แบ่งเปอร์เซ็นต์กัน

ชื่อ สกู๊ตตาร์ เพี้ยนมาจากคำว่า สกู๊ตเตอร์ เปิดให้บริการบนเว็บไซต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2015 ราวเดือนกันยายน พัฒนามาอยู่บนแอพพลิเคชั่น โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาไม่มีแมสเซนเจอร์ประจำ

สำหรับผู้ที่จะใช้บริการ ขั้นตอนแรก เลือกสถานที่ให้แมสเซนเจอร์ไปรับ โดยกรอกรายละเอียด และปักหมุดไว้บนแผนที่ จะเรียกให้แมสเซนเจอร์มาทันที หรือสั่งล่วงหน้าก็ได้ จากนั้นจะมีแมสเซนเจอร์ที่ใกล้ที่สุดมารับงานช่วงเวลานี้จะมีการแจ้งเตือนในแอพและอีเมล พร้อมแจ้งชื่อ เบอร์โทร แมสเซนเจอร์ที่จะมาหา หลังจากที่รับเอกสาร หรือพัสดุไปส่งปลายทางเรียบร้อย ทางแอพจะแจ้งเตือนอีกครั้งว่างานสำเร็จแล้ว สามารถให้คะแนนคนขับได้ด้วย ไม่ต้องจ่ายเงินสด มีเวลา 15 วันที่จะไปจ่ายออนไลน์

ค่าบริการจะเริ่มที่ 70 บาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางในอัตรา 10 บาท ต่อ 1 กิโลเมตร สามารถส่งของที่ไป-กลับได้ เพิ่มจุดส่งและรับของได้สูงสุด 10 จุดในรอบเดียว ชำระเงินในระบบออนไลน์โดยตรงกับบริษัทเท่านั้น ปัจจุบัน การให้บริการยังมีอยู่แค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนการขยายไปต่างจังหวัดจะทยอยเปิดให้บริการในลำดับถัดไป

“แมสเซนเจอร์ในระบบที่ใช้สมาร์ตโฟน เมื่อมีลูกค้าสั่งงานเข้ามา ระบบจะทำการจับคู่ผู้สั่งงานกับแมสเซนเจอร์ โดยจะแจ้งไปยังแมสเซนเจอร์ที่อยู่ใกล้ละแวกนั้นที่สุด ถ้าคนไหนกดรับงาน ถือว่าคนนั้นได้งานนั้นไป ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถตรวจสอบย้อนหลังดูได้”

ด้านความปลอดภัย แมสเซนเจอร์ทุกคนที่ให้บริการจะต้องผ่านหลักสูตรอบรมจากทางบริษัท ผู้ใช้บริการให้คะแนนความพึงพอใจ ได้ตั้งแต่ 1-5 ดาว หากแมสเซนเจอร์คนไหนเรตติ้งดี ก็จะมีงานให้เลือกรับมากกว่า ส่วนแมสเซนเจอร์ที่คะแนนไม่ดีต่อเนื่องจะถูกคัดออก

พัฒนาระบบต่อเนื่อง

เล็งขยายไปต่างจังหวัด

แมสเซนเจอร์ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการเทรนด์ก่อนทำงานจริง และนอกจากนี้ ทางบริษัทมีการรับประกันเอกสารไม่เกิน 2,000 บาท ต่อ 1 ออร์เดอร์ แต่ถ้าลูกค้าต้องการส่งสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น มีออปชั่นให้ซื้อประกันเพิ่มเติม

ปัจจุบัน สกู๊ตตาร์ มีพนักงานแมสเซนเจอร์ในระบบกว่า 500 คน มีทั้งคนที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทอื่นและฟรีแลนซ์ จ่ายค่าตอบแทนโอนเข้าบัญชีเดือนละครั้ง ที่ผ่านมา มีแมสเซนเจอร์บางคนที่ขยันวิ่งงานเคยทำรายได้สูงสุดถึง 30,000 บาท คนที่อยากสมัครเป็นแมสเซนเจอร์กับสกู๊ตตาร์ คุณสมบัติ มีรถมอเตอร์ไซค์ มีมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่มี GPS มีประสบการณ์รู้เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์

ด้านยอดการใช้บริการ คุณโก้ เผยว่า แต่ละเดือนมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1,500 ครั้ง เติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน มีลูกค้าประจำ 3,000 ราย มีผู้กลับมาใช้งานซ้ำ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ต่อเที่ยวของแมสเซนเจอร์ เฉลี่ย 200-250 บาท รายรับของบริษัทแบ่งเปอร์เซ็นต์กับแมสเซนเจอร์

ในส่วนของลูกค้า แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ใช้งานส่งเอกสารวางบิลประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าทั่วไปที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ หรือใช้บริการทั่วไป ช่วงวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ถูกใช้บริการมากที่สุด

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ผู้บริหาร กล่าวว่า จะขยายไปต่างจังหวัด และกลุ่มประเทศ CLMV โดยใช้โมเดลธุรกิจเดิม รวมถึงแตกไลน์บริการขนส่งในรูปแบบอื่น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท สกู๊ตตาร์ จำกัด เลขที่ 71/3 ซอยสุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (095) 424-1551

ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 4 หรือ โครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัพไทย พร้อมติดอาวุธให้นักธุรกิจใช้เทคโนโลยีดิจิตอล ปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ดิจิตอล ไทยแลนด์ เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม-17 เมษายน 2559

ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานนำเสนอแนวคิด แผนการดำเนินงาน วิธีการใช้งาน การสร้างรายได้ กลุ่มเป้าหมาย ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ หรือเข้ามาดูรายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่ http://accelerate.dtac.co.th โดยจะมีการคัดเลือกผลงาน 20 ทีมที่ผ่านรอบแรก ในวันที่ 22 เมษายน 2559 หลังจากนั้น จัดนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการเพื่อคัดทีมที่ได้เข้าสู่ Intensive Bootcamp (Pitch day) ในวันที่ 27 เมษายน 2559 และจะเริ่มคอร์สอบรม Intensive Bootcamp ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 และนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายประกาศผลในวัน Demo day ในเดือนสิงหาคมนี้

สร้างความต่าง RUSHBIKE แตกไลน์บริการ รับ-ส่งจานเด็ด…สิบร้านในตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

รายงานพิเศษ

พารนี

สร้างความต่าง RUSHBIKE แตกไลน์บริการ รับ-ส่งจานเด็ด…สิบร้านในตำนาน

“…RUSHBIKE ได้คัดสรรร้านอร่อยแนวสตรีตฟู้ดที่ผู้คนกล่าวขานกันมานานถึงความอร่อยชนิดหาตัวจับยากมารวบรวมไว้ หากลูกค้าท่านใดอยากลิ้มลองรสชาติ ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้าน แค่ใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ แมสเซนเจอร์ของ RUSHBIKE พร้อมส่งด่วนให้ถึงมือทันที”

RUSHBIKE (รัชไบค์) เป็นบริษัทสตาร์ตอัพของคนไทย ที่ให้บริการรับ-ส่งเอกสาร รับ-ส่งพัสดุ รับ-ส่งสินค้า และรับ-ส่งของด้วย “แมสเซนเจอร์-Messenger” มืออาชีพ ผ่าน “แอพพลิเคชั่น” บนสมาร์ตโฟน และอีกหลายช่องทาง เพื่อให้การรับ-ส่งเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยแมสเซนเจอร์ที่วางใจได้ สามารถติดตามสถานะและตำแหน่งของแมสเซนเจอร์แบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา ทั้งยังสามารถรู้ราคาล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจใช้งานอีกด้วย

……………

คุณจ๊อบ-ณัฐพงศ์ ศศะสมิต หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกิจการ RUSHBIKE วัย 30 ปี ย้อนให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมา เริ่มจากตัวเขาเองจบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT-เอสไอไอที) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทำงานประจำอยู่บริษัทเอกชนข้ามชาติแห่งหนึ่งอยู่ 4 ปี ก่อนได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเวลา 1 ปี ระหว่างนั้นมีความสนใจในเรื่องของการทำธุรกิจ จึงเข้าไปฝึกงานกับบริษัทสตาร์ตอัพด้านการดูแลลิขสิทธิ์เพลง

เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงฟอร์มทีมงาน ตั้งกิจการสตาร์ตอัพด้านซอฟต์แวร์เฮ้าส์และด้านการศึกษา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้มากนัก

ส่วนกิจการ RUSHBIKE นี้ เป็นสตาร์ตอัพโปรเจ็กต์ที่ 3 ซึ่งได้รับการอุดหนุนด้านงบประมาณในการทำธุรกิจ จากนักลงทุนชาวสิงคโปร์

“RUSHBIKE คือ บริการแมสเซนเจอร์ ที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สามารถคำนวณราคาค่าขนส่งและสั่งงานผ่านแอพได้บนแอนดรอยด์ บนเว็บไซต์ ผ่านแอพไลน์ หรือโทรสายด่วนได้ทันที รู้ค่าส่งแน่นอน ขณะที่แมสเซนเจอร์ล้วนเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ จะมีการติดตั้งเครื่อง GPS ไว้กับตัว รถติดอยู่ไหนทราบได้ทันที ช่วยให้การส่งเป็นไปอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายรูปและเซ็นชื่อยืนยันการรับและการส่งผ่านแอพของคนขับอีกด้วย” คุณจ๊อบ อธิบายรูปแบบธุรกิจ

ก่อนบอกต่อเกี่ยวกับการบริการว่า RUSHBIKE ให้บริการการรับ-ส่งเอกสารและพัสดุ จากผู้ส่งถึงผู้รับ 1 จุด หรือหลายจุดด้วยมอเตอร์ไซค์ ที่เรียกใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน, LINE : @rushbike หรือ โทรศัพท์ 1601 ติดต่อ Call Center

โดยแมสเซนเจอร์จะไปหาลูกค้าถึงที่ เพื่อรับเอกสารหรือพัสดุ นำส่งถึงมือที่จุดปลายทาง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใน 60 นาทีระหว่าง 2 จุดในกรุงเทพฯ ชั้นใน ลูกค้าสามารถจองคิวแมสเซนเจอร์ล่วงหน้าและกำหนดเวลาเข้าไปรับหรือเข้าไปส่งได้

ส่วนค่าบริการนั้น คิดตามระยะทาง เริ่มต้นที่ 90 บาท และคิดตามกิโลเมตรในการจัดส่งคือ กิโลเมตรที่ 2-20 กิโลเมตรละ 13 บาท กิโลเมตรที่ 21-30 กิโลเมตรละ 14 บาท และกิโลเมตรที่ 31 ขึ้นไป กิโลเมตรละ 15 บาท

ยกตัวอย่าง จากศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สุขุมวิท ไปจามจุรีสแควร์ ถนนพญาไท ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าบริการเริ่มต้น 90 บาท ค่าบริการกิโลเมตรที่ 2-8 คือ 7×13 = 91 บาท ค่าบริการรวมทั้งสิ้นเป็น 90+91 = 181 บาท

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถคำนวณค่าบริการบนเว็บไซต์หรือแอพได้ก่อนส่ง และสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินสดให้กับแมสเซนเจอร์ได้โดยตรง ณ จุดต้นทางหรือปลายทาง หรือโอนเงินมาที่บริษัทก็ได้ ทางบริษัทพร้อมออกใบกำกับภาษีแบบเต็มให้ทันที

อย่างไรก็ตาม สิ่งของที่ลูกค้าจะให้จัดส่งนั้น มีข้อจำกัดบางประการเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และตัวพัสดุ-เอกสารของลูกค้าเอง ได้แก่ ควรมีขนาดไม่เกิน 50x50x50 เซนติเมตร มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 15 กิโลกรัม มีการแพ็กที่ดี หากมีหลายชิ้นควรรวบเป็นชิ้นเดียว และไม่เป็นวัตถุอันตรายหรือผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่รับ-ส่งสิ่งมีชีวิตหรือสารเสพติดใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้บริหาร RUSHBIKE บอกต่อ กิจการนี้เปิดตัวเมื่อราวปลายปี 2557 มาถึงปัจจุบัน ระบบบริการในเฟดแรกคือ จัดส่งเอกสาร-พัสดุ เริ่มลงตัว เร็วๆ นี้จึงจะเปิดตัวเฟด 2 เป็นบริการอีก 1 รูปแบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ดียิ่งขึ้น

เริ่มด้วยแคมเปญ “RUSHBIKE กับร้านอร่อยระดับตำนาน” โดยทาง RUSHBIKE ได้คัดสรรร้านอร่อยแนวสตรีตฟู้ดที่ผู้คนกล่าวขานกันมานานถึงความอร่อยชนิดหาตัวจับยากมารวบรวมไว้ หากลูกค้าท่านใดอยากลิ้มลองรสชาติ ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้าน แค่ใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ แมสเซนเจอร์ของ RUSHBIKE พร้อมส่งด่วนให้ถึงมือทันที

สำหรับ “ร้านอร่อยระดับตำนาน” ที่สามารถใช้บริการได้ของ RUSHBIKE เบื้องต้นมี 10 ร้านด้วยกัน ได้แก่ มนต์นมสด, ผัดไทยเจ๊ไฝ ประตูผี, ต้มยำมันสมองหมู ไทยทำ, ประจักษ์เป็ดย่าง 100 ปี, เป็ดย่างเจริญเวียงโภชนา, ขาหมูเจริญแสงสีลม, หมี่กรอบจีนหลี, ยำแหนมข้าวทอดป้าใหญ่, เอลวิส สุกี้ และ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลือง ตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ย

“การต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลายๆ ด้าน เพราะทุกวันนี้ผู้คนใช้แอพมือถือกันมหาศาล เราเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการเข้าไปช่วงชิงพื้นที่บนสมาร์ตโฟนของผู้บริโภค แต่ทำได้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะใช่ว่าทุกคนจะส่งของกันบ่อย การที่พวกเขาจะเก็บแอพของเราไว้บนสมาร์ตโฟน แอพนั้นย่อมต้องมีประโยชน์จริงๆ

ฉะนั้น การแข่งขันทางธุรกิจของ RUSHBIKE จึงไม่ใช่แค่แข่งเฉพาะการบริการแมสเซนเจอร์ออนไลน์ด้วยกัน แต่ต้องแข่งกับแอพยอดนิยม อย่าง เฟซบุ๊ก หรือ ไลน์ ด้วย” คุณจ๊อบ บอกตรงๆ

ก่อนเผยส่งท้าย เร็วๆ นี้ จะมีบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานสารพัด ภายใต้บริการของสองล้อด่วน เช่น ลูกค้าลืมกุญแจบ้าน ลืมโน้ตบุ๊ก หรือรถน้ำมันหมดกลางทาง ฯลฯ

เพราะ RUSHBIKE ยุคใหม่ วางตำแหน่งธุรกิจไว้ที่ว่า

จะไม่ใช่แค่งานบริการส่งเอกสาร…อีกต่อไป

……………

สนใจบริการ RUSHBIKE ลองคำนวณราคาหรือสั่งงานได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ http://www.rushbike.com, Android App : rushbike.com, LINE : @rushbike หรือ โทรศัพท์ 1601 ติดต่อ Call Center

ไพรัตน์ ทรงพานิช ผสมพันธุ์บัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษมหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

สุรเดช สดคมขำ

ไพรัตน์ ทรงพานิช ผสมพันธุ์บัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลก

บัวฝรั่ง (hardy waterlily) มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จัดอยู่ใน สกุล Nymphaea เช่นเดียวกับ บัวผัน บัวเผื่อน บัวกินสาย และจงกลนี ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน จากการสืบค้นพบว่ามีการนำบัวฝรั่งมาปลูกในประเทศไทย เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว พันธุ์ส่วนใหญ่มาจากยุโรปและอเมริกา บัวฝรั่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีและออกดอกได้เกือบตลอดทั้งปีเมื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

บัวฝรั่ง มีลักษณะเฉพาะคือ ใบกลม ขอบใบเรียบ ดอกลอยหรือชูพ้นน้ำเล็กน้อย ลำต้นที่อยู่ใต้ดินเป็นแบบเหง้า มีการเจริญเติบโตแบบแนวนอน ดอกที่ออกมี 5 สี คือ ขาว ชมพู แดง เหลือง และแสด ดอกจะบานประมาณ 3 วัน ลักษณะการบานของดอกจะบานและหุบวันละ 1 ครั้ง ช่วงเวลาประมาณ 06.00-14.00 น.

ดอกของบัวฝรั่งเป็นแบบดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ การผสมพันธุ์ของบัวฝรั่งเป็นแบบข้าม (Cross-pollination) โดยที่ยอดเกสรตัวเมียอยู่ส่วนกลางของดอกมีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายจาน เกสรตัวผู้จะเรียงรายเป็นวงอยู่รอบๆ ยอดเกสรตัวเมีย ถัดออกมาจะเป็นวงของกลีบดอกและกลีบเลี้ยง

ธรรมชาติของบัวสกุล Nymphaea มีกลไกในการป้องกันการผสมตัวเองภายในดอกเดียวกัน กลไกนี้เรียกว่า โพรโตจีนัส (protogynous) คือ การที่เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมละอองเกสรจากดอกอื่น ก่อนที่เกสรตัวผู้ของดอกเดียวกันจะแพร่กระจายละอองเกสรออกมา ดังนั้น บัวในสกุลนี้เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมในวันแรกเมื่อดอกบาน ส่วนเกสรตัวผู้พร้อมกระจายละอองเกสรในวันที่ 2 และ 3 นอกจากนี้ ยังมีบางสายพันธุ์ที่เกสรตัวผู้พร้อมผสมกับเกสรตัวเมียในวันแรกของการบานในดอกเดียวกัน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

บัวฝรั่งแต่ละสายพันธุ์มีความสามารถในการผสมได้สำเร็จไม่เท่ากัน บางพันธุ์ผสมเท่าไรก็ไม่ติดฝัก บางพันธุ์นานๆ ครั้งถึงจะติดฝัก และบางพันธุ์เมื่อทำการผสมสามารถติดฝักได้ง่าย ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญของนักปรับปรุงพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์บัวฝรั่งเหล่านั้นมาพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าพ่อแม่พันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน

คุณไพรัตน์ ทรงพานิช อยู่บ้านเลขที่ 211/230 หมู่ที่ 9 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อีกหนึ่งนักปรับปรุงพันธุ์ ผู้ที่มีความหลงใหลในบัวฝรั่ง จนสามารถพัฒนาพันธุ์ได้บัวฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่มีสีสันสวยงามแปลกตา มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าพ่อแม่พันธุ์ และสามารถนำไปจดทะเบียนตั้งชื่อบัวพันธุ์ใหม่กับสมาคมบัวและไม้น้ำสากลที่สหรัฐอเมริกา และยังประสบผลสำเร็จในการผสมพันธุ์บัวข้ามสกุลย่อย ระหว่างบัวฝรั่งกับบัวผัน ได้ลูกผสมบัวฝรั่งที่มีดอกสีน้ำเงินต้นแรกของโลก ทำให้ได้รับรางวัล “Hall of Fame” จากสมาคมบัวและไม้น้ำสากล เมื่อปี 2552

นักวิชาการเกษตร

ผู้หลงใหลในบัวฝรั่ง

คุณไพรัตน์ เล่าว่า ทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยยางตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีความสนใจในบัวมากนัก จนประมาณปี 2542 ได้ตกหลุมรักบัวฝรั่งชนิดหนึ่งที่มีความสวยสะดุดตา

“ในตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจบัวเหมือนกัน เมื่อได้ไปพบบัวที่ชื่อ เพอรีส์ไฟโอปอล (Perry”s Fire Opal) ที่มีความสวยงามมาก ผมก็ได้ไปถ่ายรูปมา แล้วก็มาสอบถามกับ อาจารย์เสริมลาภ วสุวัต ซึ่งตอนนั้นท่านเกษียณอายุราชการไปแล้ว บัวที่ท่านปลูกอยู่ที่บ้านมีบัวชนิดนี้อยู่ ท่านก็เลยให้มาเลี้ยงดู มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกบัวของผมมาตั้งแต่นั้นเลย” คุณไพรัตน์ เล่าถึงความเป็นมาของการปลูกบัวฝรั่งเพื่อเป็นไม้ประดับ

เมื่อได้บัวฝรั่งมาทดลองปลูก คุณไพรัตน์ เล่าว่า ไม่ได้นำมาปลูกเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังหาพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาปลูกเพิ่มเพื่อทดลองเก็บข้อมูลการออกดอกและการติดฝัก

“ก่อนหน้านั้นผมมีข้อมูลว่า บัวฝรั่งผสมพันธุ์มันไม่ค่อยติด โดยเฉพาะในบ้านเรา แต่ที่ผมปลูกอยู่ มันเกิดติดฝักเอง ก็คือผึ้งมาผสม มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มมาสนใจการผสมพันธุ์บัว โดยเรียนรู้จากท่านอาจารย์เสริมลาภ และก็สืบค้นจากตำราที่มีอยู่ในประเทศไทย กับเว็บไซต์ต่างประเทศ” คุณไพรัตน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการคิดริเริ่มผสมพันธุ์บัวฝรั่ง

การผสมพันธุ์บัวฝรั่ง

มีขั้นตอน ดังนี้

คุณไพรัตน์ เล่าว่า ก่อนที่จะผสมพันธุ์บัวฝรั่ง ได้ทำการศึกษาหาข้อมูลเป็นอย่างดีว่าพันธุ์ไหนบ้างที่เหมาะสมนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์

“ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์ ผิดพลาด! การอ้างอิงการเชื่อมโยงหลายมิติไม่ถูกต้องพันธุ์ไหนที่สามารถเป็นพ่อแม่ได้ พันธุ์ไหนที่สามารถเป็นต้นแม่ได้ พันธุ์ไหนที่สามารถเป็นต้นพ่อได้ พันธุ์ไหนที่ไม่ค่อยติดฝัก ซึ่งในนั้นจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน เป็นเอกสารของคนฝรั่งเมื่อร้อยปีมาแล้ว เขายังบอกอีกว่าได้มีการพยายามเอาบัวฝรั่งมาผสมกับบัวผัน เพื่อให้ได้บัวฝรั่งที่มีดอกสีน้ำเงิน เพราะเดิมทีบัวฝรั่งจะไม่มีดอกสีน้ำเงิน จะมีเพียง 5 สีเท่านั้น คือ สีแดง สีขาว สีชมพู สีเหลือง และก็สีแสด ซึ่งคนฝรั่งเขาอยากเห็นบัวที่มีดอกสีน้ำเงิน สีม่วง ผมก็เลยทดลองเอาบัวฝรั่งทดลองผสมกับบัวผัน จนติดฝักและมาเพาะจนได้บัวฝรั่งที่มีสีม่วงน้ำเงินได้สำเร็จ เป็นคนแรกของโลก” คุณไพรัตน์ กล่าว

หลักการสำหรับผสมพันธุ์บัว มีวิธีดังนี้คือ

1. นำละอองเกสรจากดอกของต้นพ่อ มาใส่ในน้ำต้อยบนยอดเกสรตัวเมียของต้นแม่ ซึ่งดอกของต้นแม่ต้องมีการป้องกันการผสมเกสรไว้ก่อนโดยคลุมด้วยถุงผ้าแพร โดยนำผ้าแพรคลุมดอกที่ต้องการใช้ในการผสมพันธุ์ อย่างน้อย 1 วัน

2. เลือกต้นแม่ โดยพิจารณาจากดอกที่บานในวันแรกเป็นต้นแม่ ดอกของต้นแม่ที่บานในวันแรกสังเกตได้จากส่วนกลางของดอกจะมีน้ำต้อยอยู่ที่จานยอดเกสรตัวเมีย

3. เลือกต้นพ่อ โดยใช้ดอกที่บานในวันที่ 2 หรือ 3 อับเรณูจะเปิดออกเพื่อแพร่กระจายเรณู ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 08.00-10.00 น.

4. ใช้กรรไกรตัดอับเรณูใส่ช้อน จะสังเกตเห็นละอองเกสรสีเหลือง จากนั้นนำอับเรณูของต้นพ่อ ลงในจานยอดเกสรตัวเมียของดอกต้นแม่ ใช้พูกันคนเบาๆ เพื่อให้ละอองเกสรแพร่กระจาย

5. คลุมดอกต้นแม่ที่ผสมเสร็จแล้วด้วยถุงผ้าแพรเหมือนเดิม และผูกรัดไว้พร้อมทั้งเขียนรายละเอียดผูกติดไว้กับก้านดอก

6. เมื่อดอกที่ผสมบานได้ 5 วัน ดอกที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรจะจมใต้น้ำ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าดอกที่จมมีการเน่าแสดงว่าไม่มีการผสมข้ามเกิดขึ้น แต่ถ้ากลีบเลี้ยงและกลีบดอกยังคงอยู่ รังไข่จะขยายตัวเจริญเติบโตเป็นฝัก

7. หลังจากนั้นฝักจะติดเมล็ด ซึ่งเมล็ดจะมีการห่อหุ้มด้วยเจลาติน (ช่วยให้เมล็ดกระจายตัวไปตามน้ำ ไปงอกตามที่ต่างๆ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป) จากนั้นนำถุงผ้าแพรซึ่งมีฝักอยู่มาแช่ในน้ำสัก 2-3 วัน เจลาตินจะเริ่มเปื่อย ทำการล้างเมือกออกจากเมล็ด แยกเมล็ดที่ดีออกจากเมล็ดที่ผิดปกติ

8. นำเมล็ดที่สมบูรณ์ใส่ลงในภาชนะขนาดเล็กที่ใส่น้ำไว้ และปิดฝาให้สนิท นำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4-5 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อทำการพักตัวของเมล็ด เรียกวิธีการนี้ว่า สตราติฟิเคชั่น (stratification)

9. หลังจากนั้น นำเมล็ดที่พักตัวไว้ นำมาเพาะที่อุณหภูมิปกติ เพื่อดูบัวฝรั่งลูกผสมว่าจะให้ลักษณะเด่นหรือด้อยออกมา

จากการผสมพันธุ์บัวฝรั่ง คุณไพรัตน์ บอกว่า นอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจในการผสมพันธุ์แล้ว ความขยันหมั่นเพียรในการผสม และความหลากหลายในการจับคู่ผสม นับว่ามีความสำคัญ เพราะการที่จะประสบผลสำเร็จในการผสมข้ามพันธุ์บัว ไม่ใช่เพียงแต่ให้ได้ต้นใหม่ที่ต้องการ แต่องค์ประกอบต่างๆ ของบัวที่ผสมข้ามนั้น ต้องเป็นที่น่าสนใจแก่คนทั่วไปเพื่อให้ลูกผสมมีความสวยงามแปลกตาไปกว่าเดิมที่มีอยู่ และควรได้รับการนำออกเผยแพร่แก่สาธารณชนด้วย

“ผมก็เขียนเป็นผลงานวิจัยขึ้นมา ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมบัวและไม้น้ำสากล และก็ในเว็บไซต์ victoria-adventure.org ตีพิมพ์ในเอกสารนานาชาติอีกฉบับหนึ่ง และทางสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืชก็ได้มอบรางวัลให้ผมเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่นในปี 2551” คุณไพรัตน์ กล่าวด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจของรางวัลที่ได้รับ

จากความพยายาม

นำมาสู่ความสำเร็จ

เมื่อคุณไพรัตน์ทดลองผสมพันธุ์บัวฝรั่งด้วยการทดลองอยู่นานหลายปี สุดท้ายเขาก็ประสบผลสำเร็จ สามารถได้ลูกผสมของบัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลกได้สำเร็จ และได้ตั้งชื่อว่า “สยามบลูฮาร์ดดี้”

“เมื่องานวิจัยของผมออกไป ประมาณปี 52 ทางสมาคมบัวและไม้น้ำสากล ก็ได้มอบรางวัล “Hall of Fame” จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ต่อมาประมาณปี 54 ช่วงนั้นน้ำท่วมใหญ่ บัวสยามบลูฮาร์ดดี้ ที่ผสมนั้นมันขยายพันธุ์ไม่ได้ มันก็เลยตาย โดยอาจจะเป็นหอยกัดยอดทำให้ตายไป หลังจากนั้นผมก็ทำการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยใช้วิธีการเดิมแต่จับคู่พ่อแม่ใหม่ ก็เลยได้พันธุ์ใหม่ชื่อ ควีนสิริกิติ์ (Nymphaea “Queen Sirikit”) ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้”

“ส่วนปัญหาและอุปสรรค บางครั้งผสมแล้วไม่ค่อยติดเมล็ด เพราะเราใช้การผสมข้าม บางทีคู่พ่อแม่พันธุ์ไม่เหมาะสมกัน พอติดเมล็ดแล้วเมล็ดไม่ยอมงอก หรืออีกแบบเมล็ดงอกแต่ต้นไม่สมบูรณ์ไม่ยอมออกดอกก็มี ส่วนบัวสยามบลูฮาร์ดดี้ ที่ผสมแล้วตายไม่สามารถผสมใหม่ได้แล้ว พูดถึงเสียดายไหมก็เสียดาย แต่ทำให้เราได้วิธีการที่จะทำต่อไป ผลจากสิ่งนั้นก็ทำให้เราได้พัฒนามาเป็นบัวควีนสิริกิติ์ที่สามารถแตกหน่อได้ดีมาก เมื่อเทียบกับบัวสยามบลูฮาร์ดดี้ที่ไม่สามารถแตกหน่อได้” คุณไพรัตน์ กล่าว

ความนิยม ขึ้นอยู่กับความชอบ

ของแต่ละบุคคล

สำหรับคุณไพรัตน์ มองว่าเรื่องการตลาดของบัวนั้น ยังเป็นที่นิยมไม่มากนัก

“ตลาดของบัวมันยังน่าจะแคบอยู่ เพราะว่ามันไม่เหมือนกับพืชอื่นๆ ตลาดยังไม่กว้างมาก เพราะเป็นความชอบส่วนบุคคลมากกว่า ส่วนคนที่จะทำเป็นอาชีพ อาจจะต้องทำเป็นบัวที่ติดตลาดทั่วๆ ไป ถ้าจะผสมขึ้นมาใหม่บางครั้งมันก็ยากหน่อย มันต้องอาศัยความรู้ด้วย ส่วนตัวผม ผมไม่ได้จำหน่ายบัวที่ผสมเอง ผมจะให้ทางคุณพราว สวนบัวปางอุบล เป็นคนจัดจำหน่ายอีกทีหนึ่ง ผมก็เหมือนเป็นนักพัฒนาพันธุ์ส่งให้ทางนั้นอีกที” คุณไพรัตน์ กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจบัวฝรั่งที่พัฒนาพันธุ์ที่มีดอกสวยแปลกใหม่สะดุดตา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณไพรัตน์ ทรงพานิช หมายเลขโทรศัพท์ (089) 980-0646

ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ผู้สืบทอดงาน “สวนบัวปางอุบล” ที่นนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษมหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

สุรเดช สดคมขำ

ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ผู้สืบทอดงาน “สวนบัวปางอุบล” ที่นนทบุรี

บัว เป็นพืชประเภทล้มลุกมีหัวอยู่ในดิน การเจริญเติบโตชูใบและดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ ใบมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ดอกเป็นกลีบที่เรียงซ้อนกันหลายชั้น แต่ละสายพันธุ์มีขนาดและสีสันของดอกเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน มีความสวยงดงาม สมดังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งไม้น้ำ”

บัว นับว่ามีความสำคัญกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน จะเห็นได้จากศิลปะแขนงต่างๆ ก็จะนำบัวเข้ามาร่วมกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น พิธีกรรมทางศาสนา การนำใบบัวมาห่ออาหาร ตลอดจนเป็นอาหารและสมุนไพรเพื่อเป็นยา

นักพฤกษศาสตร์จำแนกบัวเป็น 2 วงศ์ (Family) ได้แก่

1. วงศ์ไม้น้ำก้านแข็ง (Nelumbonaceae) มีชื่อที่เรียกสามัญในภาษาอังกฤษว่า Lotus มีลักษณะก้านแข็ง บัวในวงศ์นี้มีเพียงสกุล (Genus) เดียว คือ สกุล Nelumbo (ปทุมชาติ) เช่น บัวหลวง บัวฉัตร และบัวแหลม

2. วงศ์ไม้น้ำก้านอ่อน (Nymphaeaceae) มีชื่อสามัญที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Waterlily ที่รู้จักกันเป็นบัวสาย ก้านมีลักษณะที่อ่อน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและเขตอบอุ่นหนาว บัวในวงศ์นี้มีด้วยกัน 6 สกุล (Genus) คือ สกุล Barclaya, สกุล Euryale, สกุล Nuphar, สกุล Nymphaea, สกุล Ondinea และ สกุล Victoria

จาก 6 สกุล (Genus) ข้างต้น สกุลที่น่าสนใจและนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์และมีความสวยงาม ได้แก่ สกุล Nymphaea สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 สกุลย่อย (Subgenus) คือ

1. สกุลย่อย Anecphya เป็นพวกบัวยักษ์ออสเตรเลีย

2. สกุลย่อย Brachyceras เป็นพวกบัวผัน บัวเผื่อน บัวจงกลนี

3. สกุลย่อย Confluentes เป็นบัวยักษ์ออสเตรเลียอีกจำพวกหนึ่ง

4. สกุลย่อย Hydrocallis เป็นพวกบัวเขตอบอุ่น ดอกจะบานในช่วงเวลากลางคืน

5. สกุลย่อย Lotos เป็นบัวที่อยู่ในเขตร้อน ดอกจะบานในช่วงเวลากลางวัน หรือที่ทุกคนรู้จักคือ บัวกินสายที่มีอยู่ในประเทศไทย

6. สกุลย่อย Nymphaea เป็นบัวเขตอบอุ่น ดอกจะบานในช่วงเวลากลางวัน คนไทยรู้จักในชื่อ “บัวฝรั่ง” มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Hardy Waterlily สามารถนำมาพัฒนาพันธุ์ได้ดี

จากความสวยน่าหลงใหลชวนมองแบบไม่ชวนเบื่อ บัวจึงถือเป็นไม้ประดับที่นำมาปลูกลงในอ่างน้ำเพื่อตกแต่งบ้านเรือน เป็นสิ่งที่สวยงามไม่แพ้ไม้ดอกไม้ประดับชนิดอื่นๆ เหมือนเช่น สวนบัวปางอุบล อยู่บ้านเลขที่ 25 ซอยติวานนท์ 46 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมี น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น หรือ คุณพราว เป็นเจ้าของ

จากช่วยคุณพ่อดูแล

กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในชีวิต

คุณพราว เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่เริ่มปลูกบัวคนแรกของครอบครัว คือ ดร. เสริมลาภ วสุวัต ซึ่งเป็นคุณพ่อของเธอ

“ประมาณ ปี 2512 คุณพ่อเริ่มสนใจเรื่องบัว ด้วยเหตุผลที่ว่าในสายงานของคุณพ่อ คือถูกส่งไปดูงานเกี่ยวกับยางพาราที่ภาคใต้ ไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก เพราะต้องเดินทางบ่อย แต่พอกลับมาอยู่บ้าน สิ่งที่คุณพ่อชอบมากที่สุดคือไปดูตลาดดอกไม้ สมัยก่อนตลาดดูต้นไม้นี่จะอยู่ที่สนามหลวงเป็นตลาดที่ใหญ่ ก็จะเห็นบัวหน้าตาประหลาดๆ ที่นำเข้ามาจากเมืองนอก ท่านก็เลยสนใจ เพราะสมัยที่ท่านเรียนที่เมืองนอก ท่านก็เคยเห็นว่าที่เมืองนอกมีบัวพวกนี้ ก็เลยคิดที่จะปลูกเพื่อเป็นกิจกรรมของท่าน การที่เอามาปลูกที่บ้าน ท่านคิดว่าไม่ต้องดูแลอะไรมาก แค่เติมน้ำเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน ทำให้คุณแม่ก็ไม่ต้องมาดูแลอะไรมาก ก็จึงเริ่มปลูกบัวตั้งแต่นั้นมา ท่านก็เรียนรู้ศึกษาไปกับสิ่งที่ทำตั้งแต่นั้นเลย” คุณพราว เล่าถึงความเป็นมา

บัวที่นำมาปลูกภายในบ้าน คุณพราว บอกว่า มีลักษณะที่แตกต่างไปจากบัวที่มีอยู่ในประเทศไทย บัวที่นำเข้ามาสมัยนั้น คุณพ่อของเธอเรียกเป็นบัวฝรั่ง (Hardy Waterlily) เพราะบัวเหล่านั้นมาจากเขตอบอุ่นหนาวที่อยู่เมืองนอก คุณพ่อของเธอจึงศึกษาอย่างจริงจังในสิ่งที่ชื่นชอบ

จากสิ่งที่คุณพ่อของคุณพราวสนใจ จึงถูกถ่ายทอดแทรกซึมมาภายในชีวิตของเธอ ทำให้เธอหลงรักมนต์เสน่ห์ในการปลูกเลี้ยงดูแลบัวด้วยเช่นกัน

“รู้สึกภูมิใจว่าคุณพ่อท่านเข้าใจคิด เวลาที่ท่านทำการปลูกหรือทำอะไร ก็จะให้เรามาอยู่ด้วยตลอด เราก็จะเกาะหลังท่านเสมอสมัยเด็ก พอโตมาหน่อย เวลาที่ท่านต้องจดข้อมูล เราก็จะต้องจด ทำให้ท่าน ทำให้สิ่งต่างๆ โดนปลูกฝั่งมาในชีวิตเรา เราจึงได้เรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมกับคุณพ่อ บัวจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย” คุณพราว กล่าวด้วยสีหน้าแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความสุขของเธอในสมัยนั้น

บัวทรงจะดี ดอกจะงาม สีสดสวย

เพียงปลูกบัวแบบเข้าใจ ไม่มีอะไรยุ่งยาก

คุณพราว บอกว่า การจะปลูกบัวให้ดีให้สวย ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าลักษณะนิสัยของบัวนั้นเป็นอย่างไร เจริญเติบโตแบบไหน เพราะบัวมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน

“บัวที่เน้นมาเพื่อเป็นบัวประดับ จะอยู่สกุล Nymphaea ซึ่งในสกุลนี้ยังแบ่งเป็นอีก 6 สกุลย่อย โดยทั้ง 6 สกุลย่อย จะแบ่งตามขอบเขตของต้นกำเนิด ขอบเขตของลักษณะประจำพันธุ์ที่มีแตกต่างกัน เช่น เวลาของการบานของดอก รูปทรงดอก ลักษณะของใบ ซึ่งใน 6 สกุลย่อยนี้ ที่คนไทยรู้จักดีก็คือ สกุลย่อยพวกบัวผัน บัวเผื่อน ดอกบานเวลากลางวัน สกุลย่อยพวกบัวกินสายที่ดอกจะบานตอนกลางคืน และส่วนอีกสกุลย่อยที่คนไทยรู้จักดีคือบัวฝรั่ง ดอกสวยแปลกตา อันนี้คือคร่าวๆ นะ ซึ่งทั้ง 6 สกุลย่อยนี้สามารถนำมาผสมกันได้ เพื่อเป็นการพัฒนาพันธุ์” คุณพราว อธิบาย

บัวจะเจริญเติบโตได้ดีต้องปลูกในพื้นที่ที่บัวอยู่แล้วสบาย เช่น บัวที่อยู่ในกระถางที่ประดับหน้าบ้านไม่สามารถหาอาหารได้เอง เพราะมีเนื้อที่จำกัด เมื่อเทียบกับบัวที่ปลูกภายในสระน้ำจะมีอาหารที่สมบูรณ์กว่า

“บัวที่ปลูกต้องดูว่าหาอาหารได้ไหม อย่างบัวในสระน้ำ เราไม่ต้องเสริมอะไรมาก เราต้องดูแลบัวที่อยู่ในกระถางให้ดี ด้วยการใส่ปุ๋ยให้เขาบ้าง ให้เขาได้มีอาหารที่สมบูรณ์ ส่วนใครที่ซื้อมาจากร้านที่จำหน่ายในกระถางเลย ตรวจดูสิว่าดินน้อยไปไหม ดินหมดสภาพหรือยัง เราก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนดินให้บัวใหม่” คุณพราว กล่าว

กระถางที่เหมาะสมสำหรับปลูกบัว คุณพราว บอกว่า มีความแตกต่างกัน ควรเลือกกระถางให้เหมาะสมกับแต่ละชนิด

“กระถางควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของบัว เช่น ปลูกบัวหลวงกับบัวฝรั่งพวกนี้เจริญเติบโตแนวนอน ควรเลือกกระถางที่แบนกว้าง แต่ถ้าเป็นบัวที่เป็นพวกบัวสาย บัวผัน บัวเผื่อน บัวยักษ์ออสเตรเลีย และก็บัววิกตอเรีย กระถางที่ปลูกควรเป็นแบบสูงลึก เพราะการเจริญเติบโตเป็นแบบแนวดิ่ง” คุณพราว กล่าวถึงการเลือกกระถางปลูกบัวที่ถูกวิธี

การดูแลรักษา คุณพราว บอกวิธีง่ายๆ ว่า อย่าปล่อยให้น้ำภายในกระถางเน่า มีการให้ปุ๋ยบ้างเพื่อบำรุง ปุ๋ยที่ใช้เป็นสูตรเสมอ คือ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ก็ได้ ใส่ปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนชา โดยนำปุ๋ยมาห่อด้วยดินให้เป็นก้อน แล้วฝังลงไปในดินบริเวณที่ปลูกบัว ใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน การทำด้วยวิธีนี้จะทำให้บัวได้รับปุ๋ยได้โดยตรง ดีกว่าการหว่านลงไปในน้ำ

โรคที่เกิดกับบัวจะเป็นพวกเชื้อรา จะเกิดในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยน อีกโรคที่คุณพราว บอกว่า เป็นตัวปัญหาอยู่เหมือนกันคือ โรคใบจุด ป้องกันด้วยการปลิดใบทิ้ง ส่วนสัตว์น้ำที่ต้องระวัง ได้แก่ หอย เพราะจะกัดกินใบจนทะลุ ป้องกันด้วยการใช้ยาได้ แต่คุณพราว บอกว่า ถ้าปลูกในจำนวนที่น้อยไม่ใช้เลยจะดีที่สุด เพราะคนที่ปลูกสามารถดูแลได้ทั่วถึงอยู่แล้ว

บัวที่ลงปลูกใหม่ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะออกดอกสวยๆ ให้ได้เชยชมสมกับที่รอคอย

จำหน่ายแบบเน้นคุณภาพ

ที่เป็นสายพันธุ์แท้ และสายพันธุ์ใหม่ๆ

คุณพราว บอกว่า บัวที่อยู่ภายในสวนของเธอก็มีการจำหน่าย แต่ต้องดูก่อนว่ามีปริมาณมากเพียงใด

“ที่นี่ก็มีจำหน่ายบัว เพียงแต่ว่าต้องดูก่อนว่าจำหน่ายได้หรือเปล่า เพราะถ้ามีเพียงต้นเดียว ไม่มีการแตกหน่อ ก็คงจะไม่จำหน่าย อย่างถ้าจะจำหน่ายอย่างน้อยที่สวนต้องมีบัวต้นนั้น 3 ต้นขึ้นไป” คุณพราว กล่าว

คุณพราว บอกว่า คนที่เป็นลูกค้าซื้อบัวของเธอส่วนใหญ่จะเป็นนักสะสมหรือผู้ที่ต้องการสายพันธุ์แท้และสายพันธุ์ใหม่ๆ ซึ่งราคาจำหน่ายอยู่ที่ 200 บาท จนถึงหลักพัน ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการพัฒนาพันธุ์ หรือเป็นสายพันธุ์ที่หายาก

อยากปลูกสร้างรายได้

ควรหาตลาดเพื่อรองรับ

สำหรับใครที่สนใจอยากปลูกบัวเพื่อสร้างรายได้ คุณพราว แนะนำว่า

“คนที่อยากทำเป็นอาชีพ ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำ จะบอกว่าของพวกนี้มันเรื่องของการลงทุนทั้งนั้น ไม่ว่าจะปุ๋ย ยา น้ำ อยากให้ลองศึกษาให้มากๆ เสียก่อน คือเรียกง่ายๆ ว่าคนที่จะจำหน่ายบัวได้ต้องมีตลาดเสียก่อน อย่าไปมองว่าเห็นคนอื่นจำหน่ายได้ดีรวย แล้วไปทำตาม โดยที่ตัวเองไม่มีตลาดยังไงก็แพ้ อยากให้ดูเรื่องตลาดให้มากๆ” คุณพราว กล่าวแนะนำ

บัว อาจดูเป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงดูแลไม่ยาก เพราะไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเหมือนพืชชนิดอื่นๆ แต่การที่จะให้ออกดอกสวยงดงาม ต้นมีความสมบูรณ์ บางทีจึงจำเป็นต้องศึกษาอุปนิสัยของบัวให้ดีเสียก่อน เหมือนเช่นคุณพราวที่ได้ศึกษาเรียนรู้จากคุณพ่อ มามากกว่า 40 ปี จนเรียกง่ายๆ ว่า บัวคือส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ และเธอก็คือส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลงานออกมา เพราะบัวหากจะให้ดีและสวยต้องมีเรื่องการพัฒนาพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณพราวทำให้ได้เห็นว่า บัวที่ดูเหมือนไม่มีอะไรที่พิเศษ กลับเป็นสิ่งที่พิเศษทรงคุณค่า งดงาม เกินกว่าที่เราจะจินตนาการ

ท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น หรือ คุณพราว ที่หมายเลขโทรศัพท์ (091) 295-6545

สนใจติดตามดูคลิปวิดีโอการปลูกบัว ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษ มหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

วันนี้หากมองในแง่ของบัวประดับแล้วต้องยกให้ประเทศไทย เพราะเรามีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม บัวสามารถออกได้ทั้งปี อีกทั้งยังมีสายพันธุ์บัวที่เกิดจากทั้งการปรับปรุงพันธุ์และการผสมกันตามธรรมชาติ และมีความสวยงามจนได้รับรางวัลจากการประกวดบัวระดับโลกมาแล้วมากมาย เรียกว่า บัวประดับของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ผศ. ภูรินทร์ อัครกุลธร อาจารย์ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ให้มุมมองถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปในอนาคตของบัว ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีของไม้น้ำ

ถ้าในกลุ่มของบัวหลวง ต้องบอกว่า ประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยเองมีการนำเข้า ไหลบัว รากหรือเหง้าบัว จากจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

แต่หากมองถึงความสามารถในเชิงการแข่งขันแล้ว ใช่ว่าประเทศไทยจะพัฒนาสายพันธุ์บัวหลวงให้แข่งกับประเทศจีนไม่ได้

“แต่หลายสิ่งเราสามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ อย่างรากบัวที่นำเข้ามาจากจีนจะเห็นว่า จะมีขนาดใหญ่แต่สั้น ในขณะที่รากบัวของประเทศไทยจะเล็กแต่ยาว เมื่อเป็นอย่างนี้เราเอาข้อดีมารวมกัน สร้างเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นที่ให้รากบัวทั้งใหญ่และยาว แบบนี้รับรองว่า สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งนักวิจัยต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้น”

ในขณะที่ประเทศกัมพูชา อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาตั้งบริษัทส่งเสริมและรับซื้อเส้นใยจากบัว เพื่อนำไปทอเป็นเส้นด้ายและนำไปสู่การใช้เป็นเครื่องเสื้อผ้า เพราะฝรั่งเศสเป็นเมืองแฟชั่น และต้องการเส้นใยจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

“แบบนี้ประเทศไทยต้องมาดูแล้วว่า จะพัฒนาบัวพันธุ์ดีที่มีต้นใหญ่ก้านยาว และต้องเก็บก้านช่วงไหนถึงให้เส้นใยได้เยอะ”

“ดังนั้น ในด้านการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากบัวเพื่อเพิ่มมูลค่ายังมีเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอีกมาก ดังนั้น เราในฐานะนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์คงต้องมาช่วยกันมองและทำให้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรให้มีข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนและครบทุกด้าน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเกิดมูลค่ากลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ”

ยิ่งในภาวะภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร อาจารย์ภูรินทร์ได้ให้มุมมองว่า บัวนั้นสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกของเกษตรกร

“อย่างตอนนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าว บัวเป็นพืชตัวหนึ่งที่เป็นทางเลือก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าวมากเลย บัวไม่มีน้ำก็ขึ้นได้ ขอเพียงให้มีความชื้น และปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บดอกได้ตลอด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตบัวที่เพิ่มมากขึ้น อย่างใบบัวแทนที่จะขายเป็นใบ แต่ควรแปรรูปเป็นชาใบบัวเพิ่มมูลค่า เป็นต้น”

สาเหตุเพราะปริมาณความต้องการใช้บัวหลวงรวมถึงบัวประดับนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีความต้องการสูงมาก

“ที่ผ่านมา บัวที่ปลูกในประเทศไทยสามารถส่งออกไปหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ทั้งในรูปของหัวพันธุ์ หน่อ ต้นบัวประดับ รวมไปส่วนต่างๆ ของบัว ไม่ว่า ดีบัว เกสร หรือแม้กระทั่งใบบัว”

ตัวเลขจากการคาดการณ์น่าจะอยู่ในหลักร้อยล้านบาท

โดยอาจารย์ภูมรินทร์ บอกว่า จากการพัฒนาสายพันธุ์บัวในวันนี้ ได้ทำให้มีสายพันธุ์บัวประดับใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติในเรื่องการให้ดอก ความหอม และความสวยงามของดอกที่น่าสนใจ

“อย่างแค่เรื่องของสีของดอกบัวในวันนี้ บัวประดับนั้นมีสีครบทั้ง 7 สีตามวัน สามารถเลือกได้เลยว่า วันไหนสีเป็นมงคลหรือเป็นวันเกิด เช่น วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว หรือวันเสาร์สีม่วง เราก็มีบัวที่ให้สีตรงตามวันครบ”

อีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นอนาคตใหม่สำหรับผู้มองหาอาชีพ นั้นคือ การปลูกบัวประดับในกลุ่มบัวผันเพื่อตัดดอกจำหน่าย ทดแทนบัวหลวง ได้เป็นอย่างดี

“เดิมนั้นเรารู้จักแต่บัวหลวงที่ใช้บูชาพระ แต่วันนี้ได้มีการพัฒนาพันธุ์จนได้บัวประดับที่มีคุณสมบัติตัดดอกได้แล้ว ซึ่งสามารถใช้ทดแทนบัวหลวงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวหลวงตามธรรมชาติจะออกดอกน้อย”

สำหรับบัวประดับที่อาจารย์ภูรินทร์บอกว่ามีคุณสมบัติเด่น 3 สายพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่าย คือ

หนึ่ง ขาวมงคล ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย บัวชนิดนี้ เมื่อยังเป็นดอกตูมจะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียว มีขีดสีนํ้าตาล และเมื่อเป็นดอกบาน จะมีรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีเขียว ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบโคนกว้าง ปลายเรียวยาว กลีบดอกสีขาว ด้านหลังมีขีดสีม่วงยาวๆ เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีขาว มีกลิ่นหอมฉุน ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สอง แดงมะเหมี่ยว มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเช่นกัน ลักษณะช่วงดอกตูม จะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีนํ้าตาลอมดำ ส่วนดอกบาน ดอกบานรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีนํ้าตาลอมดำ ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว กลีบดอกสีแดงชมพู เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีชมพู ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สาม ฉลองขวัญ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลักษณะของดอกตูม ทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ส่วนดอกบาน ดอกจะบานแผ่ครึ่งวงกลมถึงค่อนวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อนมากพิเศษ กลีบเลี้ยงโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว สีม่วงนํ้าเงิน เกสรเพศเมียสีเหลือง ไม่มีเกสรเพศผู้ ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

“ตอนนี้เรามีตัวเลขวิจัยออกมาแล้วว่า ปลูก 1 ไร่ ใช้กี่กอ กอหนึ่งให้กี่ดอก อย่างบัวฉลองขวัญจะให้ผลผลิตต่อกอประมาณ 14 ดอก ไร่หนึ่งจะปลูกได้ประมาณ 400 กอ หากคูณออกมาแล้วจะรู้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจ เดือนหนึ่งเกษตรกรจะมีรายได้หลักหมื่นบาทต่อไร่เลยทีเดียว ตลาดรองรับนั้นสามารถใช้ได้ทั้งการนำไปบูชาพระแทนบัวหลวง และการนำไปจัดกระเช้าหรือช่อดอกไม้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องสร้างการยอมรับของผู้บริโภคเท่านั้นเอง หากสามารถสร้างกระแสการยอมรับได้รับรองว่าจะเป็นทางเลือกของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าวในที่สุด

…เสน่ห์แห่งใบบัว

อีกหนึ่งความสวยงามของบัว ที่อาจารย์ภูมินทร์ชักชวนให้ร่วมชม นั่นคือ รูปทรงของใบบัว

อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า หากพิจารณาจะพบถึงความงดงามและโดดเด่นที่ไม่แพ้กับความสวยงามของดอกบัวเลย ด้วยใบบัวแต่ละสายพันธุ์นั้น จะแตกต่างและโดดเด่นกันอย่างเห็นได้ชัด บางสายพันธุ์มีขอบใบหยัก ในขณะที่บางสายพันธุ์ขอบใบเรียบ สีสันของใบที่มีตั้งแต่สีเขียวพื้น ไปจนถึงสีใบที่แซมด้วยจุด ด้วยขีด เล็ก ขีดใหญ่

“ด้านหลังใบน่าสนใจเช่นกัน อย่างบัวถาดของประเทศจีน ด้านหลังใบจะมีสีม่วงให้ความสวยงามไปอีกแบบ” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สวพ.8’หนุนจัดตั้งชุมชนต้นแบบ การปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/231857

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร หนุนจัดตั้งชุมชนต้นแบบการปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ได้น้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักปรัชญาคำสอนเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานมาประยุกต์ใช้ในการผลิตพืชให้เป็นรูปธรรมสำหรับแนะนำเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 เปิดเผยว่า สวพ.8 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งชุมชนต้นแบบการปลูกพืชโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มจากการคัดเลือกชุมชนและเกษตรกรที่เกิดจากงานวิจัยและพัฒนาระบบการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนต้นแบบจังหวัดพัทลุง ในพื้นที่บ้านลำ ม.7 ต.ร่มเมือง อ.เมือง จ.พัทลุง ในปี 2556 จนประสบความสำเร็จจึงขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง ได้แก่ ม.9 ต.ร่มเมือง อ.เมือง และ ม.6 ต.อ่างทอง อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซึ่งทางผู้นำชุมชนมีความสนใจและได้เห็นความสำคัญในการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชน โดยผู้นำชุมชนได้คัดเลือกลูกบ้านด้วยตนเอง จากผู้ที่มีความสนใจและตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการดำเนินการในชุมชนต้นแบบการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และผลิตพันธุ์พืชจะแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ดำเนินการตามแนวทาง 4 เสาหลักสู่ความพอเพียง ประกอบด้วย 1.หัวใจพอเพียง 2.การผลิตพืช 9 กลุ่มพอเพียง 3. ภูมิปัญญาภิวัฒน์พอเพียงและ 4. ดำรงชีพพอเพียง

นายธนวัฒน์ เสนเผือก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง อธิบายเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.กิจกรรมหัวใจพอเพียง 1.1.จะจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อให้เกษตรกรศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาหลักการทรงงานเพื่อนำมาเป็นหลักการปฏิบัติ 1.2เกษตรกรพัฒนาไร่นา เป็นการพัฒนาทักษะการปลูกพืชและพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำผ่านกระบวนการเวทีวิจัยสัญจร 1.3 เกษตรกรมีส่วนร่วมอาสาพัฒนาการปลูกพืชของชุมชน 2.กิจกรรมการผลิตพืช 9 พืชผสมผสานพอเพียง หลังจากประชุมชี้แจงโครงการให้กับเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ ศวพ.พัทลุง สำรวจสภาพการปลูกพืช 9 พืชผสมผสานก่อนพัฒนา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชรายได้ ได้แก่ ยางพารา ไม้ผล ถั่วหรั่ง ถั่วลิสง พืชอาหาร เช่น ขมิ้น ข่า ตะไคร้ผักบุ้ง พริก มะละกอ เป็นต้น พืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าพันธุ์ต่างๆ โดยชุมชนมีแผนในการพัฒนา 9 พืชผสมผสาน ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจและสัมภาษณ์การปลูก 9 พืชผสมผสานในครัวเรือน จำนวน 60 ครัวเรือน พบว่า เกษตรกรต้องการปลูกพืชอาหารมากที่สุด ได้แก่ มะเขือ พริก มะนาว สะตอ ชะอม มะกรูด และผักหวาน จึงดำเนินการเพาะพันธุ์พืชในชุมชนจำนวน 3,860 ต้น 3.กิจกรรมด้านภูมิปัญญาภิวัฒน์พอเพียง จากการวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาในการผลิตพืชเศรษฐกิจ พบว่า เกษตรกรประสบปัญหากระบวนการผลิตพืชหลายชนิดแต่ที่พบมากที่สุด คือ ถั่วหรั่งและถั่วลิสง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้เรื่องการผลิตถั่วลิสงและถั่วหรั่ง วิธีการปลูก การดูแลรักษาและวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งและถั่วลิสง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีราคาแพงประมาณ 50-100 บาท/กก. เกษตรกรต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุงจึงจัดอบรมเกษตรกร เรื่องเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งและถั่วลิสงเพื่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้นดำเนินการปลูกตามวิธีการของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 60 ไร่แบ่งเป็นถั่วหรั่งจำนวน 30 ไร่และถั่วลิสงจำนวน30 ไร่ ซึ่งในการปลูกถั่วลิสงปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 75% อัตราปลูก 17-18 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะปลูก 50X20 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม หลุมลึก 10 เซนติเมตร จะได้32,000-48,000 ต้นต่อไร่ ส่วนถั่วหรั่งใช้เมล็ดพันธุ์ที่กะเทาะเปลือกแล้ว 4-5 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูก 60×60 ซม. จำนวน 2 ต้น/หลุม ปลูกโดยใช้ไม้กระทุ้งเป็นหลุมแล้วหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด แล้วปิดหลุม ซึ่งผลผลิตถั่วหรั่งและถั่วลิสงจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับไว้ใช้ในชุมชนต่อไป

4.กิจกรรมด้านดำรงชีพพอเพียง โดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลความมีภูมิคุ้มกัน มีความรอบรู้ มีหลักคุณธรรม ขั้นตอนการพัฒนา คือ วิเคราะห์ระดับความพอเพียงในการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแต่ละด้าน วิธีการสำรวจข้อมูลการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลการดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เก็บข้อมูลตัวแปรวัดความพอเพียงในการผลิตพืชก่อนเข้าร่วมโครงการและหลังเข้าร่วมโครงการ 5.จัดเวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดประชุมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญา ประสบการณ์ ระหว่างเกษตรกรกับเกษตรกรและนักวิจัย ซึ่งจะจัดประมาณเดือนละครั้งหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ไร่นาเกษตรกรแต่ละราย และให้เกษตรกรเป็นเจ้าภาพ จากการจัดเวทีวิจัยได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการปลูกพืชอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เกิดจากแรงกระตุ้นที่ได้เห็นแบบอย่างจากเวทีวิจัยสัญจรที่บ้านเกษตรกรรายอื่นๆ และแรงกระตุ้นจากการจะต้องเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับการศึกษาดูงานของสมาชิก และการจัดเวทีวิจัยได้ทำให้เกิดการพัฒนาการดำรงชีพ คือ ได้เพิ่มทุนทางสังคม เพิ่มทุนมนุษย์ เกิดวัฒนธรรมดีงามในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร่วมกันวิเคราะห์วางแผนประเมินผลได้ผลเสียในการผลิตพืช และเกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคม “การจัดเวทีวิจัยสัญจร” เป็นวิธีที่ได้ผลสัมฤทธิ์สูงกว่าการอบรมเชิงบรรยายที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากความรู้ถูกถ่ายทอดจากเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ศวพ.พัทลุง ร่วมกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จัดเวทีวิจัยสัญจรแล้ว โดยผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนี้ 1.“ของฝากจากเพื่อนบ้าน” เพื่อรื้อฟื้นวัฒนธรรมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 2.“เรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน” เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 3.“การแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ภูมิปัญญาการทำการเกษตร” เพื่อการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันภูมิปัญญาความรู้ ประสบการณ์ 4.“การสาธิตความรู้วิชาการ”