อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

เมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 30 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด

เสิร์ฟ 15-20 เมนู/วัน

ปรุงสดใหม่ ใช้แต่ของดี

คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 58 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก

“ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่า”

จากความไม่ประทับใจร้านอาหารร้านนั้น ทำให้ป้าต้อยฝังใจว่า อยากจะทำให้ดีกว่า ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวของธุรกิจข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท

ป้าต้อยเปิดร้าน พ.ศ. 2551 ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสัน ข้างโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมากราว 5,000 บาท ลดต้นทุนด้วยการไม่จ้างคนงาน ไม่ตกแต่งร้าน ทำเองทุกอย่าง โดยมีคู่ชีวิตเป็นผู้ช่วย ตั้งแต่ซื้อของ ทำกับข้าว หุงข้าว ล้างจาน เปิดร้าน ปิดร้าน

“ป้านอน 1 ทุ่ม ตื่นตี 2 ไปตลาดคลองเตยซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร เพื่อให้ทันเปิดร้านตั้งแต่ตี 5 เอาใจลูกค้าที่เข้างานเช้า อาทิ คนขับแท็กซี่กะเช้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานส่งเอกสาร จะปิดร้านอีกที 4 โมงเย็น กิจวัตรเหล่านี้ทำเองทุกวัน”

สำหรับเมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ทุนวันละ 20,000

ลูกค้ามาทั่วสารทิศ

ป้าต้อย ยกตัวอย่างเมนู มีแกงขี้เหล็ก เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกะปิ ไข่เจียว ปลาทูทอด แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ลาบหมู ผัดบวบ ไข่พะโล้ ผัดผักบุ้งไฟแดง ต้มจับฉ่าย แกงส้ม ผัดผักบุ้งจีน ต้มผักกาดดอง ผัดผักกาดดองใส่ไข่ ผัดผักคะน้า ผัดพริกแกงถั่ว ผัดหมี่กะทิ พะแนงหมู ชะอมชุบไข่ ผัดกุยช่าย ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ ผัดฟักทอง ผัดสายบัว ฯลฯ ยังมีขนมที่สลับหมุนเวียนไป สาคูเปียก กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด รวมมิตร

วัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละวัน ป้าแจกแจงคร่าวๆ ว่า ใช้แก๊สวันละ 5 ถัง (ถังละ 15 กิโล) ไข่ไก่เบอร์ 0 วันละ 30 แผง ข้าวเสาไห้เกรดกลางๆ วันละ 65 กิโลกรัม เนื้อหมู 50 กิโลกรัม เนื้อไก่ 50 กิโลกรัม ผักต่างๆ 100 กิโลกรัม น้ำมันปาล์ม 18 ลิตร นอกจากนั้น ยังมีเครื่องปรุง พริก น้ำตาลทราย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำมันหอย กะปิ เครื่องแกง รวมๆ แล้วใช้เงินลงทุนต่อวัน ราว 20,000 บาท

“ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพกลางๆ ไปจนถึงคุณภาพดี ยกตัวอย่าง พริกแกง และกะปิ จะสั่งซื้อจากร้านที่ขายส่งให้กับโรงแรม 4 ดาว ส่วนเครื่องปรุงรส ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาลทราย ใช้เฉพาะยี่ห้อดังมีเครื่องหมาย อย. เท่านั้น”

ด้านกลุ่มลูกค้า เจ้าของร้าน เผยว่า หลากหลายมาก มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ตั้งแต่ขับรถหรูราคาหลายล้าน ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ม้าเร็วส่งเอกสารชวนกันมาทีละหลายคน บางคนมาไกลจากห้วยขวาง รังสิต บางนา นครนายก ยกขบวนกันมา 30-40 คัน จอดมอเตอร์ไซค์ยาวเต็มหน้าร้าน แต่ละวันมีลูกค้าเข้า-ออก ราว 500 คน

“ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ตักข้าว ตักกับข้าวพูนจาน บางคนลุกเติมแล้วเติมอีก สูงสุดที่เคยเห็นคนเดียวเติม 4 รอบ แต่น่าชื่นใจว่าทุกคนกินหมดเกลี้ยงไม่มีใครกินเหลือ แค่มองเห็นคนกินข้าวอิ่ม ควักจ่ายแล้วยังมีตังค์เหลือเท่านี้ก็อิ่มใจแล้ว”

บุฟเฟ่ต์ ยิ่งขายได้เยอะ

กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเอง

สาเหตุที่ร้านนี้ขายอาหารถูกได้ เจ้าของเผยหมดเปลือกว่า ทางร้านไม่จ้างลูกน้อง ไม่เสียค่าเช่าสถานที่ ไม่เสียค่าแต่งร้าน ไม่ได้ติดแอร์ ทุกอย่างทำเองหมด ยอมรับว่าเหนื่อยมาก บางวันล้างจานจนมือบวม กำไรก็น้อย แต่ดีใจที่เห็นลูกค้าได้กินของดี ราคาที่ทุกคนจ่ายได้

ป้าต้อย เสริมว่า ส่วนตัวเป็นคนประหยัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ทำให้บางวันไม่ได้ใช้เงินเลย ข้าวก็กินที่ตัวเองขาย ไม่ค่อยเจ็บป่วย ดังนั้น จึงมีเงินเหลือเก็บพอจะซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์

ลงทุนวันละ 20,000 บาท แถมขายถูก แบบนี้มีกำไรไหม ป้าต้อย ยืนยันว่า มีกำไรจริงๆ เฉพาะวันจันทร์วันเดียว หักลบต้นทุน กำไรก็ 7,000 แล้ว

“ป้าเพิ่มทางเลือกให้คนมีรายได้น้อยได้ทานอาหารอร่อย จ่ายในราคาถูก ยิ่งลูกค้าเยอะมากเท่าไหร่ ป้ายิ่งได้กำไรเยอะ เพราะบุฟเฟ่ต์เป็นการขายจำนวน ถัวเฉลี่ยกันระหว่างคนทานมาก กับ คนทานน้อย และที่สำคัญ เอากำไรน้อย”

ป้าต้อย บอกต่อว่า วันจันทร์จะขายดีที่สุด เป็นวันที่ลูกค้าเยอะมาก ช่วงเที่ยงถนนติดขัดทั้งขาเข้า ขาออก หักลบต้นทุน กำไร 7,000 บาท ส่วนวันอื่นๆ เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท แค่นี้ก็พออยู่ได้ ดีกว่าไม่มีรายได้เลย

ปัจจุบัน ร้านนี้เปิดมาแล้ว 8 ปี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของบรรดาคนมีรายได้น้อยไปทั่วสารทิศ แน่นอนว่าหากรสชาติไม่อร่อย หรือของไม่ดีจริง ก็คงไม่เปิดมานานขนาดนี้ นี่คือหัวใจบริหารแบบไม่กลัวขาดทุน ที่เจ้าของร้านมีชื่อว่า ไพบูลย์ แจงอุไร

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

“…เขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ”

“ยุคอะไรก็แพง อาหารอร่อยในราคา 50 บาท พร้อมบริการครบวงจร 50 full ตอบโจทย์คุณได้”

คือ นิยามของกิจการ “50 full (ฟิฟตี้ ฟูล) อาหารอร่อย” หรือ “ร้าน 50 บาท” ที่ลูกค้าประจำในละแวกมักเรียกขานกันแบบนั้น

ร้าน 50 บาท เพิ่งฉลองครบ 2 ปีไปเมื่อเดือนก่อน

หุ้นส่วนคนสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กแต่มีรายละเอียดน่าสนใจไม่น้อยเลยรายนี้ เกริ่นบทสนทนาไว้ว่า จุดเริ่มต้นเพียงแค่อยากมีงานอดิเรก ทำกันเองแบบเน้นความสนุก

ไม่คิดว่าผลตอบรับจะดีขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่นานและก้าวมาไกล…ถึงจุดนี้

งานอดิเรกของมนุษย์เงินเดือน

ข้าว + ปลาทับทิมนึ่งมะนาว, ข้าว + สันคอหมูอบพริกไทยดำ, เส้นใหญ่คั่วเฟรนช์เบคอน, สปาเกตตีไวท์ซอสทูน่า, พาสต้าเห็ดแชมปิยองและไส้กรอกแฟรงก์เฟิร์ตเตอร์บุชเชอร์, ข้าว + ซาบะต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น, สเต๊กหมูพริกไทยดำเสิร์ฟคู่สปาเกตตีโบลองเนสหมู

คือส่วนหนึ่งของรายการอาหาร ที่ทางร้าน 50 full สรรหามานำเสนอไม่ซ้ำกัน แต่วันหนึ่งๆ จะทำออกมาไม่เกิน 4-5 รายการเท่านั้น

โดยลูกค้าที่มาอุดหนุนทุกท่าน สามารถเลือกเครื่องดื่มหลากหลาย อาทิ เก๊กฮวย ลำไย ชาดำเย็น น้ำอัญชันมะนาว กาแฟร้อน ชาร้อน ฯลฯ ได้ตามอัธยาศัยชนิดไม่อั้น ในรูปแบบของการบริการตัวเอง

เสร็จจากจานหลักแล้ว ยังมี “ของหวาน” ไม่ซ้ำวันเสิร์ฟปิดท้าย และถึงแม้ปริมาณจะไม่มากอย่างที่เคยชินกัน แต่ก็พอได้ล้างปาก และที่สำคัญ รสชาตินั้นหลายคนถึงกับเอ่ยชมว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

“50 full คือ จ่าย 50 บาท ก็อิ่มได้ ได้แนวคิดมาจากคำว่า ห้าสิบ-ห้าสิบ ผู้บริโภคได้ 50 ผู้ผลิตได้ 50 เป็นทางสายกลางของพระเจ้าอยู่หัว คือ เศรษฐกิจพอเพียง” คุณแอ็ค-ปิยะ จันทร์มุข หุ้นส่วนของกิจการ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลลูกค้าเป็นหลัก เริ่มต้นอย่างนั้น

ก่อนคุยให้ฟังต่อ ความจริงแล้วธุรกิจหลักของเขาและหุ้นส่วน คือ คุณจิ๋ม-นิสากร รอดเจริญ คือ ให้เช่าไฟเพื่อใช้ในการถ่ายละคร-ภาพยนตร์ ซึ่งทำมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ล่าสุด ได้มาเช่าบ้านเดี่ยวในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 ย่านประชานิเวศน์ 1 ทำเป็นออฟฟิศติดต่องาน

ประกอบกับทาง คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ลูกชายของคุณจิ๋ม เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จากคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ออกมาพอดี จึงหารือกันช่วงกลางวันน่าจะลองทำอาหารขายดู เพราะไหนๆ ก็ทำทานกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว

“พวกผมจัดอยู่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งปกติเวลาจะหาอะไรทานแต่ละครั้งตัวเลือกมันมีน้อย เลยชอบทำทานกันเองและคิดอยากทำให้พนักงานออฟฟิศคนอื่นได้มีโอกาสทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่ไม่ใช่อาหารตามสั่งบ้าง ในราคาแค่นี้ เป็นอาหารเหมือนตามร้านอาหารจริงๆ มีคุณภาพ ใช้วัตถุดิบที่ดี และไม่ใส่ผงชูรส” คุณแอ็ค ย้อนที่มา

ขาประจำตรึม

สนุกที่ได้ทำ

หุ้นส่วนกิจการ 50 full ท่านเดิม บอกด้วยว่า เปิดร้านช่วงแรก ไม่คิดว่าจะมีคนมาทานด้วยอะไรมากมาย วันหนึ่งได้ลูกค้า 5-6 คนพอ แฮปปี้แล้ว เพราะไม่เคยทำป้ายบอกทาง มีแค่กระดานดำแผ่นเล็กๆ วางไว้หน้าร้านบอกวันนี้มีจานเด็ดอะไรบ้าง

อีกทั้งบ้านเช่าที่ทำเป็นทั้งออฟฟิศและร้านอาหารนี้ ก็ตั้งอยู่ในซอยลึก ไม่มีถนนเส้นหลักผ่าน วิธีการประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก จึงใช้เฟซบุ๊กเป็นสำคัญ รวมทั้งการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน เริ่มมีลูกค้าขาจร ซึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศในละแวก วอล์กอินเข้ามาทดลองชิม กระทั่งติดใจในรสชาติ การบริการ รวมทั้งบรรยากาศร้าน จนกลายเป็นลูกค้าประจำอุดหนุนกันแทบทุกวันติดต่อกันนานเป็นปีเลยก็มีหลายราย

“รสชาติอาหารนับเป็นตัวดึงดูดสำคัญ จนมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งทานกันติดต่อกันแทบทุกวันตลอดทั้งปี เคยถามเหมือนกันว่าทำไมมาประจำ พวกเขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ” คุณแอ็ค ว่าอย่างนั้น

ย้อนกลับไปดูเมนูตัวอย่างที่ยกมาตอนต้น หลายคนคงสงสัย ทำออกมาขายแล้วจะมีกำไรเหลือจากตรงไหน คุณแอ็ค บอก ใช้วิธีการเฉลี่ย อย่างวันหนึ่ง มี 4 เมนู เมนูหนึ่ง-สอง อาจไม่มีกำไร แต่เมนูสาม-สี่ มีกำไรนิดหน่อย

ส่วนน้ำดื่มที่ให้ทานได้ไม่อั้นก็ใช้วิธีการเฉลี่ย บางคนทานแต่น้ำเปล่า บางคนทานน้ำหวานก็จริงแต่อย่างมากไม่เกินคนละแก้วสองแก้ว กาแฟ-ชา บางคนก็ไม่ทาน

นอกจากนี้ บ้านก็ต้องเช่าทำเป็นออฟฟิศอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานในร้าน ทั้งเชฟ-แม่ครัว-เด็กเสิร์ฟ ไม่ได้จ้างใคร ทำกันเองหมด ธุรกิจจึงดำเนินมาได้ถึง 2 ปีเศษแล้ว

“กำไรแทบไม่มี แค่พออยู่ได้ เพราะวัตถุดิบที่ใช้แต่ละอย่างนั้นต้นทุนค่อนข้างสูง เราทำกัน ทำแบบมีความสุข ไม่ซีเรียส สนุกซะด้วยซ้ำ ขายแค่ 2 ชั่วโมงคือ 11 โมงเช้าถึงบ่าย 2 จันทร์-ศุกร์ เท่านั้น เพราะคนทานกลางวันมีเวลาแค่นี้ เราเองมีเวลาแค่นี้เหมือนกัน เพราะต้องไปทำงานหลักของตัวเองด้วย หลายคนยุให้เปิดขายตอนเย็น ขยายเวลาขายอีกหน่อย แต่กำลังเราไม่ไหว ทำได้แค่นี้แหละครับ” คุณแอ็ค บอกยิ้มๆ

อาหารไทยยุคเก่า

มีให้ลองชิม

หันมาพูดคุยกับ คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ฉายาที่ลูกค้าประจำทราบกันดีคือ “เชฟหนวด” กันบ้าง เริ่มต้นให้ฟัง จบปริญญาตรี ด้านคหกรรมศาสตร์ มาได้ 3 ปีแล้ว ระหว่างนั้นได้ไปเรียนเสริมด้านอาหารนานาชาติ จากศูนย์ฝึกอาชีพของเขตบางพลัด

เหตุผลที่มาทำร้านในรูปแบบ 50 full เพราะคุณแม่ของเขามีฝีมือด้านการทำอาหารและคิดอยากทำร้านอาหารเป็นทุน ประกอบกับตัวเขาเองก็ร่ำเรียนมาทางนี้ จึงอยากลงทุนดู

เกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ในครัว เชฟหนวด แห่งร้าน 50 full บอก คุณแม่ของเขา ถนัดทำอาหารไทยยุคเก่า ที่ไม่ค่อยมีใครทำขายหรือกระทั่งถึงขั้นหลงลืมกันไปแล้ว อย่าง แกงอ่อมมะระปลาดุกนา ไก่ผัดตะไคร้ ป่นปลาทู แกงคั่วสับปะรด คั่วกลิ้งปลากราย ฯลฯ ส่วนเขา มีจานเด่นเป็นประเภทอาหารฝรั่ง เช่น สลัด พาสต้าหน้าต่างๆ สเต๊กหมู-เนื้อ เป็นต้น

“เมนูแต่ละวันแบ่งกันทำ บางวันผมทำทั้งหมด บางวันแบ่งกันทำ และจะช่วยกันคิดด้วยว่ารุ่งขึ้นจะขายอะไร ทำร้านอาหารแบบนี้สนุก เพราะได้คิดตลอดเวลา ดีกว่าทำออกมา 50 เมนู อยู่ทุกวัน สู้ทำวันละ 4 เมนู เปลี่ยนไปเรื่อยๆ 4 เมนู 5 วัน 20 รายการ 1 เดือน 80 รายการ 2 ปี มีกี่ชนิดแล้วครับ ไม่น้อยนะ มันถึงสนุก” คุณโฟล์ค ว่าให้ฟัง

ถามถึงตัวขายเด่น เจ้าของฉายา เชฟหนวด บอก ส่วนใหญ่ถ้าทำอาหารฝรั่ง เมนูจานปลา จานเนื้อ ออกมา มักขายหมดเร็วทุกครั้ง

นึกสงสัยงานอดิเรกของพวกเขานี้ มีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน เชฟหนวด เผย ราคาของวัตถุดิบแต่ละวันมักไม่เท่ากัน ฉะนั้น จึงต้องเลือกวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก เพื่อให้ร้านอยู่ได้ด้วย

“ตกเย็นผมกับคุณแม่จะช่วยกันดูว่าซัพพลายเออร์ของเรามีวัตถุดิบอะไรน่าสนใจบ้าง จากนั้นจึงค่อยมาคิดเมนูว่าวันรุ่งขึ้นจะทำอะไรออกมาขาย พูดง่ายๆ คือ ต้องเห็นของก่อนถึงค่อยคิดเมนู ไม่ใช่ไปซื้อของแล้วค่อยมาทำ แบบนั้นมันคุมราคาไม่ได้” เชฟหนวด เผยเทคนิคส่วนตัว

ก่อนฝากทิ้งท้าย

“อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้ตั้งเป้าหมายร่ำรวยมากมายอะไร อยากทำอาหารแบบมีความสุข คนทานมีความสุข ทุกครั้งที่มาร้านเราแล้ว พวกเขามีความสุขกลับไป พอแล้วครับ”

……………

ร้าน 50 full อาหารอร่อย เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. จันทร์-ศุกร์ ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ท่านใดอยากไปอุดหนุน แนะนำให้โทรไปจองโต๊ะกันก่อน ที่ (02) 589-5677 หรือ http://www.facebook.com/50 full อาหารอร่อย

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ใครจะรู้ว่า เมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์ กรุงเทพมหานคร ที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน จะเป็นเสมือนหน้ากากซ่อนความงามอีกมุมที่คาดไม่ถึงไว้อย่างมิดชิด มุมที่สวยงาม มุมที่หากไม่ค้นหาอาจไม่ได้พบเจอในเมืองใหญ่แห่งนี้

รายงานพิเศษ ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ รวบรวมแหล่งเกษตรในเมืองมานำเสนอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังกำแพงคอนกรีตยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเกือบ 200,000 ไร่ หากเทียบกับจังหวัดอื่น นับว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณดวงเดือน สมวัฒนศักดิ์ เกษตรกรุงเทพมหานคร สารถีหลักผู้ดูแลเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย คุณดวงเดือน ให้ข้อมูลว่า กรุงเทพมหานคร มีเขตการบริหาร 50 เขต แต่สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร ดูแลพื้นที่ที่ยังมีเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่รอบนอก คิดเป็นพื้นที่ที่พบว่ายังมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ จำนวน 26 เขต พื้นที่เพาะปลูกที่ผ่านมามีมาก แต่ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบัน มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เพียง 190,000 ไร่ ซึ่งถือว่ามาก เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นสังคมเมือง ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรม

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 190,000 ไร่ มีเกษตรกร 10,500 ครัวเรือน แบ่งเป็นฝั่งตะวันตก 10 เขต พื้นที่เพาะปลูก 36,500 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ฝั่งตะวันออก 16 เขต พื้นที่เพาะปลูก 155,000 ไร่ เกษตรกร 6,300 ครัวเรือน

ในจำนวนพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 129,000 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ไม้ผลและไม้ยืนต้น จำนวน 7,400 ไร่ เกษตรกร 2,900 ครัวเรือน พืชผัก 4,100 ไร่ เกษตรกร 900 ครัวเรือน ไม้ดอกไม้ประดับ 5,500 ไร่ เกษตรกร 870 ครัวเรือน กล้วยไม้ 9,900 ไร่ เกษตรกร 300 ครัวเรือน หญ้าปูสนาม 1,800 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน (กล้วยไม้และหญ้าปูสนาม แยกออกจากไม้ดอกไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ)

เกษตรกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์อีกว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานครคือ ข้าว กล้วยไม้ หญ้าปูสนาม และพืชผัก เช่น พื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันออก ได้แก่ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสามวา เป็นพื้นที่ลุ่ม มีการทำนาข้าวมากกว่าพื้นที่อื่น ส่วนพื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันตก ได้แก่ หนองแขม ภาษีเจริญ ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน จะพบว่ามีการปลูกไม้ดอกจำพวก กล้วยไม้ จำปี ดอกรัก ดาวเรือง เตย รวมถึงพืชผัก และเป็นพื้นที่ยกร่องสวนเป็นส่วนมาก

“จากการประเมิน น่าจะอีกหลายสิบปีกว่าพื้นที่เกษตรกรรมในกรุงเทพมหานครจะหมดไป แต่เชื่อว่า มีหน่วยงานหลายฝ่ายต้องการให้พื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่สีเขียวไม่หมดไปจากกรุงเทพมหานครแน่นอน เท่าที่ทราบนโยบายการวางผังเมืองของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นแผนหนึ่งที่จะเก็บพื้นที่สีเขียวไว้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีนโยบายกำหนดและควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่สีเขียวลดลงไปมากกว่าเดิม แต่การเปลี่ยนมือเจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นอย่างอื่น ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งสังคมเมืองในปัจจุบันก็มีทีท่ารุกพื้นที่เกษตรมากขึ้นตลอดเวลา”

เมื่อถามถึง ผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร คุณดวงเดือน บอกว่า ส้มเขียวหวานบางมด ยังคงเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร และหลงเหลือพื้นที่ปลูกอยู่ แม้จะไม่มากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมี ทุเรียนบางขุนนนท์ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลืออีกแล้ว จะมีก็เพียงต้นทุเรียนบางต้นที่มีไม่กี่ครัวเรือนในละแวกบางขุนนนท์ ปลูกภายในบริเวณบ้าน เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ไว้ แต่ไม่มีออกมาจำหน่าย อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว เป็นการทำเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ ได้แก่ การเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นต้น

สำหรับปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่พบบ่อย เป็นเรื่องของราคาผลผลิตที่ผันแปรตามราคาตลาด ซึ่งส่งผลกระทบกับเกษตรกร หากราคาผลผลิตต่ำ ซึ่งสิ่งที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้คือ การให้ความรู้ในการทำการเกษตรแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การทำนา ควรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อไม่สูญเสียต้นทุนในเรื่องปุ๋ยมากเกินความจำเป็น หรือหากเป็นความต้องการด้านเมล็ดพันธุ์ หน่วยงานด้านเกษตรจะให้ความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนและมีราคาแพง เป็นต้น

คุณดวงเดือน ยกตัวอย่างการปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดต้นทุน โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงถึง 5,000 บาท ต่อไร่ เมื่อนำเทคโนโลยีเข้าไปส่งเสริม จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง เหลือไม่เกิน 4,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งนอกจากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความรู้และข้อแนะนำในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยการปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรัง เป็นการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือ ปลูกพืชระยะสั้น เช่น พืชผักสวนครัว รวมถึงการให้ความรู้กับเกษตรกรในมุมของการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเป็นทางเลือกหากเกษตรกรต้องการมีอาชีพเสริม

เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวอีกว่า แนวโน้มพื้นที่ทำการเกษตรในกรุงเทพมหานครที่น้อยลงเรื่อยๆ นั้น ทำให้สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มองว่า เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด โดยควรปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ ผัก กล้วยไม้ หรือเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยและสามารถดูแลได้ทั่วถึง ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้อยู่ได้อย่างเพียงพอ

“กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมืองมาก ดังนั้น หากจะขายความเป็นอินทรีย์หรือออแกนิกส์คงทำได้ยาก แต่สามารถยกระดับผลผลิตให้ปลอดสารเคมี เพื่อมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เปรียบต่างจังหวัดตรงที่อยู่ใกล้ตลาดใหญ่ที่สำคัญและใกล้ผู้บริโภค ดังนั้น หากผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย ก็สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้”

คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกร สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร จึงส่งเสริมให้มีตลาดเกษตรกรขึ้น โดยนำร่องที่พื้นที่แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกรตัวจริงนำผลผลิตมาจำหน่าย เป็นตลาดเฉพาะกิจให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะ

สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย เกษตรกรุงเทพมหานคร แนะนำว่า ควรปลูกพืชในภาชนะ ตะกร้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในครัวเรือน และควรปลูกผักสวนครัว ซึ่งดูแลง่าย เช่น พริก กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง หรือหากไม่ได้ปลูกเอง ก็ควรดูแลตนเองให้ปลอดจากสารเคมี ด้วยการล้างผักเพื่อลดสารพิษ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร http://www.bangkok.doae.go.th

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สาวบางแค

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักของคนในเมืองอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในชนบท เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องสภาพพื้นที่ สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นสามารถปลดล็อกได้โดยง่าย ด้วยเทคโนโลยีการปลูกผักแบบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) หรือที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “ระบบการปลูกผักไร้ดิน”

สำนักงานเกษตรเขตสายไหม กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้รู้จักกับเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ เจ้าของ บริษัท ไลฟ์ลี่ การ์เด้นท์ จำกัด เบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 คุณกฤษฎา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ เขาเรียนจบสาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านประสบการณ์การเป็นเกษตรกร อาจารย์พิเศษ สอนในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อม และการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง

การปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การเพาะปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ คือระบบการปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ข้อได้เปรียบของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์คือ

1. ควบคุมการใช้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดิน

2. ลดค่าแรงงานในการเตรียมพื้นที่ปลูกได้มาก

3. ประหยัดน้ำกว่าการให้น้ำกับพืชที่ปลูกทางดิน ไม่น้อยกว่า 10 เท่า

4. ควบคุมโรคในดินได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดินตามปกติ

5. สามารถปลูกพืชได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชในดินได้ เช่น ดินไม่ดี หรือบนพื้นปูน

6. ได้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพดีกว่าการปลูกในดิน

7. ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกพืชในดิน

8. ประหยัดเมล็ดพันธุ์มากกว่าการปลูกแบบใช้ดิน

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักในระบบนี้ก็มีข้อด้อยอยู่บ้าง คือต้องลงทุนสูงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ผู้ปลูกต้องมีความรู้ด้านการจัดการ และเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบปลูกต้องมีระบบน้ำและระบบไฟฟ้าที่พร้อม ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า มีข้อจำกัดของชนิดพืช ไม่สามารถปลูกพืชทุกชนิดที่สามารถปลูกในดินได้ นอกจากนี้ ยังมีการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางน้ำในระบบได้เร็วและยากต่อการควบคุม หากอุณหภูมิของสารละลายเกิน 29 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจน ในสารละลายจะลดต่ำ อาจส่งผลเสียต่อการปลูกผักได้

รูปแบบการปลูกผักไร้ดิน

คุณกฤษฎา กล่าวว่า รูปแบบของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้หลักการ ให้ธาตุอาหารพืชในรูปของสารละลายโดยให้รากพืชจุ่มลงสารละลายธาตุอาหารพืชโดยตรงนั้น สามารถแบ่งเป็น 3 ระบบ ที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบ ดีอาร์เอฟ (Dynamic Root Floating, DRF) เป็นระบบที่ให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ เพื่อช่วยในการหายใจ ทำให้พืชสามารถเจริญในสารละลาย

2. ระบบ เอ็นเอฟที (Nutrient Film Techique, NFT) เป็นการปลูกพืชในรางตื้นๆ ที่ติดตั้งให้มีความลาดเอียง 1-3% โดยให้สารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นชั้นแผ่นผิวบางๆ โดยสารละลายจะไหลหมุนเวียนผ่านรากตลอดเวลา ความยาวของระบบ มีตั้งแต่ 1-20 เมตร แต่ไม่ควรเกิน 20 เมตร เนื่องจากจะทำให้เกิดความแตกต่างของปริมาณออกซิเจนระหว่างหัวระบบและท้ายระบบ

3. ระบบ ดีเอฟที (Deep Floating Technique, DFT) เป็นระบบการปลูกพืชในสารละลายลึก 15-20 เซนติเมตร ในกระบะที่ไม่มีความลาดเอียง ปลูกบนแผ่นโฟม หรือวัสดุลอยน้ำได้ เพื่อใช้เป็นที่ยึดลำต้นให้มีการหมุนเวียนสารละลายจากถังพักขึ้นมาใช้ใหม่โดยใช้ปั๊ม การหมุนเวียนในระบบนี้เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งในระบบนี้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารละลายจะมีน้อยกว่า ระบบ NFT

การทำสวนผักไร้ดินเชิงการค้า

ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคไต ความดัน ฯลฯ บางโรคอาจเกิดจากการรับประทานอาหาร บางโรคอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อม บางโรคอาจเกิดจากหลายปัจจัยต่างๆ รวมกัน ซึ่งการบริโภค “ผัก” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงโรคภัยได้ เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ของผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักบางชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยา บางชนิดช่วยในเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการรับประทานผัก

กระแสความนิยมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักสดปลอดสารพิษ ทำให้ผักเป็นสินค้าที่ขายดีมาก มีมูลค่าตลาดสูงถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งการปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกไม่ต้องเสียเวลารดน้ำ พรวนดินในแปลงผักให้เหนื่อย เพราะแปลงปลูกผักไร้ดินได้ถูกติดตั้งอุปกรณ์ดูแลแปลงผักแบบอัตโนมัติ ทุกๆ 1 ชั่วโมง ระบบสปริงเกลอร์จะฉีดพ่นละอองน้ำในแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในแปลงผัก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และให้ผลผลิตสมํ่าเสมอ

เกษตรกรสามารถวางแผนการปลูก กําหนดปริมาณสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดได้ตลอดเวลา หากประสงค์จะลงทุนทำแปลงปลูกผักไร้ดินขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินทุนหลักแสนขึ้นไป สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หากผลิตเป็นผักสลัดกล่องนำมาขายปลีก

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ต้นทุนส่วนใหญ่จะเป็นค่าอุปกรณ์ หากใช้อุปกรณ์ชุดปลูก ขนาด 2×1 เมตร จำนวน 5 ท่อ มูลค่าชุดอุปกรณ์อยู่ที่ 2,500 บาทแล้ว นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ประเภทฟองน้ำ ปุ๋ยน้ำ เป็นต้น ความจริงสามารถประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวมาใช้งานเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ เช่น นำกล่องนมมาใช้เป็นวัสดุปลูกผักได้ ก็ช่วยประหยัดเงินแถมช่วยลดขยะเหลือใช้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ปุ๋ยน้ำที่ขายในท้องตลาดมีราคาสูง หากเป็นไปได้ควรรวมกลุ่มผู้ปลูกผักไร้ดินเพื่อซื้อปุ๋ยมาแบ่งใช้รวมกัน ก็จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง

จุดอ่อนที่ต้องระวังอีกประการหนึ่งของการปลูกผักในระบบนี้คือ การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากร้านค้าที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป อาจมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ เพราะเป็นสินค้าเก่าค้างสต๊อก

ไอเดียเด็ด

“จัดสวนประดับด้วยผัก”

คุณกฤษฎา กล่าวอีกว่า การปลูกผักรับประทานเองนอกจากจะได้ประโยชน์จากการรับประทานผักปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความสุขทางใจอีกด้วยที่จะเห็นผักที่ตัวเองปลูก ค่อยๆ เจริญเติบโตงอกงาม จนสามารถนำไปบริโภคได้แล้ว เรายังสามารถนำผักมาจัดเป็นไม้ประดับ และสวนประดับได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริกหลากพันธุ์ กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว บวบ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง ผักปลัง น้ำเต้า สลิด ฯลฯ

การจัดสวนประดับด้วยผัก สามารถปลูกผักจับใส่กระถางวางบนดิน ดัดแปลงเป็นไม้แขวน หรือจะนำพืชผักประเภทเลื้อย ทำซุ้มไว้นั่งรับลม ได้ทั้งความสวยงามที่กินได้ แถมมีสุขภาพดี สำหรับบ้านที่มีลูกหลานเล็กๆ สามารถใช้ผักกระถางเป็นกุศโลบายช่วยสอนให้เขารู้จักผัก ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็นว่าผักชนิดนี้เกิดจากต้นที่มีหน้าตาอย่างไร เติบโตอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และอยากกินผักมากขึ้น

รูปแบบการนำเอาผักสวนครัวมาจัดประดับบ้านนั้น ก็เหมือนสวนสวยงามทั่วๆ ไป คือควรคำนึงถึงเรื่องมุมมอง มีจังหวะการจัดวางที่ไล่ระดับสูง ต่ำ สีสันอาจจะดูไม่ฉูดฉาด แต่เราก็สามารถนำผักสวนครัวมาประดับรวมกับพืชประดับอื่นๆ ได้ โดยพืชสวนครัวที่เราเลือกมาใช้ อาจแทนค่าเป็นไม้ประดับได้ เช่น ขิง ข่า ก็ใช้แทนพวกเฮลิโคเนีย ผักชีฝรั่ง ก็อาจใช้แทนเฟิน หรือวอเตอร์เครต ก็อาจแทนไม้คลุมดินประเภทผักเป็ด หรือดาษตะกั่วได้

ทั้งนี้ คุณกฤษฎา แนะนำว่า ควรแบ่งชนิดผักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผักที่มีอายุค่อนข้างนาน เมื่อเด็ดใช้แล้วสามารถงอกขึ้นมาใหม่ เช่น กะเพรา โหระพา ซึ่งในกลุ่มนี้ควรจะเพาะปลูกอยู่ด้านในชิดตัวอาคาร ส่วนอีกกลุ่มเป็นผักที่มีอายุสั้น เมื่อเด็ดแล้วจะหมดไป เช่น คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้ควรปลูกอยู่ด้านนอก เมื่อเด็ดใช้หมดแล้วก็สามารถรื้อแปลงปลูกใหม่ได้ง่าย

ล่าสุด คุณกฤษฎา วางแผนจัดสร้างศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ จัดสวนประดับด้วยผัก และการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อมในที่ดินของตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยสายไหม 45 หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ภายในกลางปี 2559 หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อพูดคุยกับ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ ทางเบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 ได้ทุกวัน

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร เมืองกรุง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ซาอิฟฟาร์มแพะ เป็นหนึ่งในฟาร์มมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของ คุณอารักษ์ สันประเสริฐ ที่ผันตัวจากที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งอัตราเงินเดือนครั้งสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 400,000 กว่าบาท มาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ในปี 2547 และสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้ารับรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2557

ระยะเวลา 11 ปี ของการทำฟาร์ม ซาอิฟฟาร์มแพะได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการรับรองตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ โดยฟาร์มตั้งอยู่ เลขที่ 32/2 หมู่ที่ 2 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โทร. (083) 221-0007

ปัจจุบัน เลี้ยงแพะนม ประมาณ 150 ตัว ผลิตนมแพะพาสเจอไรซ์ นมแพะสเตอริไลซ์ โยเกิร์ต-นมแพะ ส่งจำหน่ายให้สมาชิกได้บริโภคถึงบ้าน และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารเมนูแพะ (ข้าวหมก แกงแพะต่างๆ แพะตุ๋นยาจีน) สบู่ครีมนมแพะ ไอศกรีม หมวก กระเป๋า เป็นต้น

ย้อนอดีตจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต

จุดเริ่มต้นนั้นของการผันเปลี่ยนชีวิตมาสู่การเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของคุณอารักษ์ สืบเนื่องจากบุตรชาย 2 คนแรกเป็นโรคภูมิแพ้จนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินเพื่อให้ออกซิเจน และต้องเข้ารับการรักษาโดยการฉีดสารกระตุ้นภูมิทุกสัปดาห์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ก็เกิดความกังวลว่า อาจเป็นโรคภูมิแพ้ตามพี่ๆ ในขณะนั้น มีญาติผู้ใหญ่มาแนะนำ ให้ลูกและภรรยาดื่มนมแพะเพื่อช่วยรักษาโรคภูมิแพ้

จากนั้นจึงได้ซื้อนมแพะมาให้ภรรยาดื่ม แต่ไม่สามารถดื่มได้ เนื่องจากนมแพะมีกลิ่นสาบ จึงพยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ และตัดสินใจซื้อแม่แพะนมแม่ลูกอ่อนมา 1 ตัว นำมาเลี้ยงโดยการผูกไว้กับเสาโรงรถและลงมือรีดนมแพะด้วยตนเอง

“ผมมองว่าปัญหาต้องมีไว้แก้ เพราะเคยเป็นที่ปรึกษามาก่อน ดังนั้น ถ้าน้ำนมแพะมีกลิ่นสาบ ผมเลยแก้ด้วยการเลี้ยงเอง”

น้ำนมแพะที่ได้จากแม่แพะที่เลี้ยงมีรสชาติดีและที่สำคัญไม่มีกลิ่นสาบ เมื่อนำนมแพะที่รีดได้มาให้ภรรยาดื่ม ปรากฏว่าดื่มได้โดยไม่มีกลิ่น และยังได้แบ่งปันน้ำนมแพะให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่ไม่สบายได้ดื่มด้วย

เมื่อภรรยาคลอดบุตรชายมีผิวพรรณดีและสุขภาพแข็งแรงมาก ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ และญาติที่ดื่มนมแพะก็มีสุขภาพดีขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2547 จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากบริษัทโดยผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงแพะเต็มตัว

แม้ช่วงแรกๆ เนื่องจากขาดประสบการณ์ แพะเจ็บ ป่วย ตาย สายพันธุ์ไม่ดี ให้น้ำนมน้อย ใช้เวลาและแรงงานมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง คุณอารักษ์จึงได้ศึกษาหาความรู้การเลี้ยงแพะจากการอ่านหนังสือ ตำรา ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และได้ลงมือเลี้ยงแพะด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาหลักวิชาการที่ถูกต้องมาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น

“อย่างเรื่องของกลิ่นสาบในน้ำนมแพะ ผมก็ใช้ประสบการณ์จากที่เลี้ยงแพะตัวแรกมาใช้ เพราะจากจุดนั้นทำให้เรารู้แล้วว่า การที่นมแพะมีกลิ่นนั้นต้นเหตุไม่ได้มาจากตัวน้ำนมแพะ แต่มาจากการบริหารจัดการก่อนการรีดนม หากมีการจัดการดี อาบน้ำให้สะอาด ทำอย่างไร น้ำนมก็ไม่มีกลิ่นสาบ และต่อมาเมื่อมาเลี้ยงได้ประสบการณ์ จึงทำให้รู้ปัจจัยอื่นที่จะมีผลอีกคือ เรื่องอาหารและเรื่องของการทำความสะอาดในคอกแพะ รวมถึงการแยกแพะตัวผู้ออกจากคอกแพะนม เพราะกลิ่นจากปัสสาวะแพะตัวผู้จะเป็นอีกจุดที่ทำให้น้ำนมแพะมีกลิ่นได้ด้วย สุดท้ายคือ ขั้นตอนของการรีดนม” คุณอารักษ์ กล่าว

ส่วนทำไมนมแพะจึงมีกลิ่นได้ เป็นเพราะในน้ำนมมีปริมาณไขมันสูง และสามารถดูดซึมกลิ่นจากโดยรอบได้ดี จึงต้องมีการจัดการฟาร์มให้ดี เพื่อให้ปลอดจากกลิ่น

สำหรับนมแพะที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในเวลานี้ หากส่งให้กับโรงงานแปรรูปจะอยู่ที่ลิตรละ 50 บาท แต่หากจำหน่ายเองจะอยู่ที่ลิตรละ 60 บาท โดยแพะ 1 ตัว จะให้นมเฉลี่ยประมาณ 2 ลิตร

“ถ้าจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ ขอให้คิดเร็ว ทำเร็ว และขยายให้เร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ดีตามเป้าหมาย” คุณอารักษ์ กล่าว

เทคนิคเลี้ยงแพะ แบบซาอิฟฟาร์มแพะ

สำหรับในการจัดการฟาร์มแพะ คุณอารักษ์ ได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ จากการศึกษาเรียนรู้ทั้งด้วยตนเองและจากการปรึกษาหน่วยงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ โดยมีข้อแนะนำที่น่าสนใจ อาทิ

ด้านพันธุ์และสายพันธุ์แพะ จากแม่แพะเดิมที่สามารถรีดนมได้เพียง 1-1.5 ลิตร/ตัว/วัน ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์แพะมีสายเลือดพันธุ์นมที่สูงขึ้น ได้แก่ พันธุ์ซาแนนขาว ซาแนนดำ ท็อกเก็นเบิร์กและอัลไพน์ น้ำนมเฉลี่ยอย่างน้อย 2 ลิตรขึ้นไป และมากกว่า 1 ใน 3 ของแม่แพะให้นม 3 ลิตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาสายพันธุ์แพะ “ซาแนนดำ” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้ลักษณะเหมือนซาแนนแต่ขนเป็นสีดำทั้งตัว พบว่าให้น้ำนมสูง น้ำนมมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าสายพันธุ์ซาแนนขาว และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่าน้ำนมแพะดำมีผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถวางตำแหน่งสินค้าเป็นนมเกรดพรีเมี่ยมที่ให้ราคาสูงกว่าน้ำนมแพะทั่วไป 50-80% ปัจจุบัน มีแพะซาแนนดำประมาณ 60 ตัว เป็นแม่พันธุ์ที่ให้น้ำนมสูงมากกว่า 25 ตัว และยังมีแพะพ่อพันธุ์ แพะรุ่น-หนุ่มสาว และลูกแพะซาแนนดำที่จะนำมาทดแทนในรุ่นต่อไปได้อีกจำนวนหนึ่ง

อีกสายพันธุ์ที่น่าสนใจและเป็นสายพันธุ์ใหม่ของฟาร์ม ได้แก่ แพะนมพันธุ์ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะนมพันธุ์แคระ สูงแค่ 50 เซนติเมตร จากประเทศสหรัฐอเมริกา นิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย มีโปรตีนและไขมันสูงที่สุดถึง 7% ในขณะที่แพะนมทั่วไปให้ปริมาณไขมันประมาณ 3-4% ทางฟาร์มเพิ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้

ด้านอาหารแพะ ปัจจุบัน ได้พัฒนาสูตรอาหารและผสมอาหารข้นไว้ใช้เองเพื่อประหยัดต้นทุน โดยยึดหลักให้แพะได้รับโปรตีน ไขมัน พลังงาน และสารอาหารอื่นๆ อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน โดยมี 2 สูตร คือ สูตรสำหรับแพะรีดนมและแพะท้องแก่ และสูตรสำหรับตัวผู้และแพะวัยรุ่น มีการจัดทำแปลงหญ้าขึ้นเองเพื่อลดปัญหาโรคพยาธิที่ติดมากับหญ้าตามแหล่งธรรมชาติ ในช่วงแล้งจะให้หญ้าแห้งและฟางในระบบตาข่ายแขวนเพื่อลดการสูญเสียให้กินตลอดเวลา ใช้ผงเกลือแร่รวมกับวิตามินเสริมเติมในรางขณะให้อาหารข้นและมีเกลือแร่ก้อนแขวนให้เลียกินได้ตลอดเวลา มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพผสมลงในน้ำดื่มเพื่อช่วยระบบการย่อยอาหาร ลดกลิ่นของปัสสาวะและมูลที่ถ่ายออกมา

ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ มีการทำวัคซีนและการเจาะเลือดเพื่อตรวจโรคโดยปศุสัตว์เป็นประจำตามกำหนดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าแพะปราศจากโรค อาบน้ำและกำจัดเห็บ ไร ทุก 2 สัปดาห์

ด้านการจัดการฟาร์ม เป็นฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มแพะนม มีการบริหารจัดการโดยเน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ออกแบบโรงเรือนแบบยกสูงเป็นรูปตัวยูทำให้สามารถระบายอากาศได้ดี มีแผ่นมุ้งพลาสติกรองใต้คอกเพื่อกรองแยกมูลแพะจากน้ำปัสสาวะ ทำให้มูลไม่แฉะ พื้นคอนกรีดลาดเอียงและมีรางเชื่อมเพื่อนำน้ำปัสสาวะลงสู่บ่อบำบัด มีการใช้น้ำหมักชีวภาพราดพื้นคอกเพื่อกำจัดกลิ่น ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนแยกตามประเภทของแพะ นอกจากนี้ ยังมีมุ้งตาข่ายรอบคอกเพื่อกันยุงและแมลง มีอ่างน้ำยาจุ่มเท้าและสบู่ล้างมือก่อนขึ้นคอก

ด้านคุณภาพน้ำนมแพะ ทางฟาร์มมีขั้นตอนที่พิถีพิถันมากในการรีดนม เช่น การแยกคอกเลี้ยงและสถานที่รีดแยกห่างจากกัน แพะที่รีดนมต้องทำความสะอาดตามขั้นตอน อันประกอบด้วย การแปรงขน ล้างเต้านมด้วยน้ำอุ่นจากเครื่องทำน้ำร้อน เป่าด้วยลมและซับด้วยผ้าจนแห้ง จากนั้นพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนและทดสอบน้ำนมแต่ละเต้าด้วยน้ำยา CMT ส่วนการรีดนมจะรีดด้วยเครื่องรีดระบบสุญญากาศ นมที่ได้จะลงสู่ถังเก็บที่แช่น้ำแข็งตลอดเวลา และจะเก็บในรูปแช่แข็งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม หลังการรีดนมจะจุ่มหัวนมด้วยน้ำยาทุกครั้ง

ด้านการตลาด ปัจจุบัน ซาอิฟฟาร์มแพะมีผลิตภัณฑ์จากแพะนม ประกอบด้วย นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ต ประมาณ 600 ขวด/วัน นมดิบ นมสเตอริไลซ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ สบู่และครีมนมแพะ นอกจากนี้ มีการจำหน่ายแพะเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และแพะเนื้อเพื่อการบริโภค โดยรวมแล้ว คุณอารักษ์มีรายได้จากการเลี้ยงแพะหลังหักต้นทุนแล้ว เดือนละประมาณ 35,000 บาท

ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของอาชีพการเกษตรที่กรุงเทพมหานคร

รายงานพิเศษ : เปิดแผนเดินหน้ารับมือภัยแล้งปี’59เต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/205077

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการน้ำในภาพรวม 70,249 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในภาคเกษตรมีความต้องการใช้น้ำ 53,034 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(ปี 2558-2569)ในการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำในเขตชลประทาน การขุดสระน้ำในไร่นา และการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน เป็นต้น โดยในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 481 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,399 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 29 และสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 4 อ่างฯ ได้แก่  เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งหมด 2,724 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด อย่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อน บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร รวมทั้งเพื่อให้มีน้ำในการอุปโภค บริโภคและรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไป

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังจากพาสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อดูสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ว่า ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทำหน้าที่ทำฝนหลวงเพื่อสู้กับปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มที่ ซึ่งตั้งแต่ปี 2558 จนถึงขณะนี้ได้บินทำฝนหลวงไปแล้วทั้งสิ้นเกือบ 7,000 เที่ยว เร่งเติมน้ำต้นทุนให้เข้าเขื่อนรับมือภัยแล้งปีนี้

สำหรับแผนการทำฝนหลวง  จากเดิมจะเริ่มทำฝนหลวงได้ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 นี้ ไปสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2559 แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมเพื่อให้การทำฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้มีการบินทำฝนหลวงไปบ้างแล้วผลการทำฝนหลวงในครั้งนั้นเป็นที่น่าพึงพอใจของรัฐบาล เพราะทำให้ฝนตกน้ำไหลเข้าเขื่อนในระดับหนึ่ง

“ต้องยอมรับว่าปริมาณน้ำฝนในปี 2558 ต่ำกว่าเป้าที่กำหนดไว้ ร้อยละ 10 จึงทำให้น้ำต้นทุนในปีนี้เหลือน้อยมาก ซึ่งพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ พื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในเรื่องของน้ำอุปโภคบริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในการทำนาปีฤดูกาลใหม่นี้ อยากขอให้ชาวนาดูท่าทีจากฝนที่ตกมาในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนการทำนาปรัง ขอให้ชาวนาเชื่อฟังรัฐบาล ห้ามลักลอบการทำนาปรัง และหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน เพราะขณะนี้ปริมาณต้นทุนเหลือเพื่อการเกษตรมีไม่มากนัก หากชาวนาไม่ฟังคำแนะนำจากรัฐมีโอกาสจะเสียหายมากขึ้น สุดท้ายก็จะได้ไม่คุ้มเสีย”อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : ‘ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง’ ทางเลือก-ทางรอดยุคน้ำขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/204744

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรง เป็นปัญหาหนักของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาแม้กระทั่งในเขตพื้นที่ชลประทานเองก็ไม่สามารถที่จะทำการปลูกข้าวนาปรังได้ หรือแม้กระทั่งการปลูกข้าวนาปีก็ตามยังต้องหวั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน ฝนที่อาจจะมาล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งการปลูกข้าวของเกษตรกรไทยที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลักนั้นคงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้เกิดความยั่งยืน รองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวของเกษตรกรไทย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เทคโนโลยีการผลิตข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ กรมการข้าวได้มีการศึกษาและทำการเผยแพร่สู่ชาวนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์น้ำในช่วงที่ผ่านมายังไม่ถึงขั้นวิกฤติ ชาวนาโดยเฉพาะในเขตชลประทาน ยังคงมีน้ำทำนาได้เพียงพอจึงไม่มีความสนใจมากนัก แต่เมื่อสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่ภาวะภัยแล้งรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการทำนา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศขอให้ชาวนางดทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ตั้งแต่ปีการผลิต 2557/58 ต่อเนื่องมาปี 2558/59

กรมการข้าวจึงได้ทำโครงการการใช้เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจถึงวิธีการใช้น้ำในการปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้ดำเนินการในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นแปลงสาธิตการปลูกข้าวแบบใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมให้การยอมรับในเทคโนโลยีที่กรมการข้าว ได้เข้าไปส่งเสริมว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงและสามารถประหยัดน้ำได้กว่าวิธีการเดิมของเกษตรกรไม่ต่ำกว่า ไร่ละ 15-30% กรมการข้าวจึงได้ขยายผลโครงการ โดยครั้งนี้ดำเนินการเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ฤดูกาลผลิต 2558/59 ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด

อนันต์ สุวรรณรัตน์

ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้ชาวนาได้เห็นว่า เทคโนโลยีการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง สามารถดำเนินการได้ทุกพื้นที่ที่มีสภาพเหมาะสม และไม่เพียงแต่เฉพาะในช่วงวิกฤติภัยแล้งเท่านั้น สามารถนำวิธีการนี้ไปใช้ในการปลูกข้าวได้ทุกฤดู เนื่องจากทุกฝ่ายต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด อีกทั้งการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งยังสามารถตอบสนองนโยบายการลดต้นทุนการผลิต เพราะเมื่อชาวนาไม่ต้องสูบน้ำเข้านาตลอดเวลาก็ช่วยลดต้นทุนในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำเข้านาประมาณ 30% และการไม่มีน้ำขังในนาตลอดเวลายังช่วยลดปัญหาโรคและแมลง จึงลดต้นทุนค่าสารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลง ที่สำคัญการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเป็นการแกล้งข้าว ช่วยกระตุ้นการเพิ่มรากข้าวแตกใหม่และดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวจึงมีความแข็งแรงและได้ผลผลิตดีขึ้น

พันจ่าโท เฉลียว น้อยแสง ชาวนา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเล่าว่า การทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่กรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมนั้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดการใช้น้ำอย่างมาก โดยเมื่อก่อนทำนาจะใช้น้ำมากเพราะต้องขังน้ำไว้ในนาตลอดเวลา ทำให้พื้นที่นา 1 ไร่ จะต้องใช้น้ำประมาณ 1,200 ลบ.ม.ต่อฤดูกาลผลิต พอมาปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง จะใช้น้ำลดลงเหลือประมาณ 550-600 ลบ.ม./ไร่/ฤดูทำให้แม้ว่าช่วงไหนที่สถานการณ์น้ำน้อยชาวนาก็ยังสามารถปลูกข้าวได้ ประโยชน์อีกอย่างของการปล่อยให้นาเปียกสลับกับแห้งคือ เวลาที่ปล่อยให้น้ำแห้งจนดินแตกระแหง จะทำให้รากข้าวขาด เวลาใส่ปุ๋ยลงไปในดินที่แตกระแหงและเติมน้ำเข้านาปุ๋ยจะละลายอยู่ตรงบริเวณรากข้าว ข้าวที่ได้น้ำก็จะแตกรากใหม่สามารถดูดซับปุ๋ย ธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย

พันจ่าโท เฉลียว น้อยแสง

ข้อดีประการถัดมา คือ ถ้าไม่ต้องสูบน้ำเข้านาตลอดเวลาก็ช่วยลดค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำได้จากเดิมไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนค่าปุ๋ยก็ลดลงเพราะหว่านปุ๋ยตอนนาแห้งช่วยให้ต้นข้าวได้ปุ๋ยโดยตรง ปุ๋ยไม่ระเหยไปกับอากาศหรือละลายไปกับน้ำมากเหมือนแต่ก่อน สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก็ลดลงมากเช่นกัน เพราะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งนั้นนอกจากต้นข้าวแข็งแรงแล้ว ปัญหาโรคแมลงก็ไม่ค่อยพบ

จากงานวิชาการของกรมการข้าวสู่แปลงนาต้นแบบ สามารถยืนยันได้ว่าการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งนั้น สามารถช่วยลดการใช้น้ำในการปลูกข้าว อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ที่สำคัญสามารถรองรับกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี

รายงานพิเศษ : ภัยแล้งปี’59เรื่องจริงที่ภาครัฐต้องรับมือ ภาคเกษตรต้องปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/204160

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัญหาภัยแล้งยังคงเป็นปัญหาที่ทั้งภาครัฐและเอกชน นักธุรกิจ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ทั่วประเทศกำลังติตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ฉุดจีดีพีของประเทศให้ลดลง 0.52% และแนวโน้มส่อเค้าว่า ปี 2559 จะทวีความรุนแรง เพราะน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ เหลือน้อยมาก สาเหตุหลักมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ไหลเข้าเขื่อน

ที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้ง 8 มาตรการ ที่วางไว้อย่างเต็มกำลัง ทั้งอัดงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังเร่งเข้าไปสำรวจสรรหาแหล่งน้ำสำรอง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ การทุ่มงบประมาณในการสร้างแก้มลิงในหลายพื้นที่ การขุดเจาะน้ำบาดาล เพื่อดึงน้ำจากใต้ดินมาใช้น้ำยามวิกฤติ รวมถึงการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำเข้าเขื่อนที่สำคัญๆ นอกจากนี้รัฐบาลยังสั่งการให้ อบจ. อบต. ทุกพื้นที่ดูแลประชาชนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งผ่านมาจะมีรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้

ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีการประกาศขอความร่วมมือให้ชาวนาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา งดทำนาปรัง และมีการจัดสรรน้ำที่รัดกุมมากขึ้น อีกทั้งได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและส่งเสริมอาชีพในการปลูกพืชน้ำน้อยและพืชระยะสั้น เช่น ปลูกพืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือพืชผักสวนครัวที่ใช้น้ำน้อย เพื่อสร้างรายได้ในระยะสั้นทดแทน แต่ช่วงที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ก็ยังฝ่าฝืนลักลอบสูบน้ำเข้านาตัวเอง บางพื้นที่เปิดศึกแย่งน้ำกัน ส่วนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย บางพื้นที่ก็ยังไม่ปลูกพืชตามคำแนะนำ

แม้จะยังมีเกษตรกรบางส่วน ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือและยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับดำเนินการของภาครัฐอยู่บ้าง แต่ก็มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจและตอบรับนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรในหมู่ 18 ต.โพรงอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กว่า 30 ราย ได้งดการทำนา แล้วหันมารวมกลุ่มกัน กลุ่มละ 3-4 คน เพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน โดยได้รับการสนับสนุนก้อนเชื้อจากภาครัฐ รายละ 1,000 ก้อน สร้างรายได้ให้แต่ละกลุ่มไม่ต่ำกว่าวัน 2,000 บาท อีกทั้งยังมีเกษตรกรในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งกว่า 50 ราย เลือกที่จะพักการปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาสร้างรายได้ด้วยการเพาะเห็ดฟางขายโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ริม สอนวิธีเพาะเห็ดฟางในตะกร้า หรือเพาะเห็ดฟางแบบคอนโด
ให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 9 อำเภอสามง่าม  จังหวัดพิจิตร ประสบปัญหาภัยแล้งหนัก แม่น้ำลำคลองแห้งขอด เหลือเพียงน้ำในสระที่กักเก็บไว้ไม่เพียงพอต่อการทำนา จึงหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย อย่างพริกอ่อนแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ลงทุนต่ำ สร้างรายได้งาม โดยลงทุนเพียงไร่ละประมาณ  10,000 บาท ปลูกเพียง 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตไปขาย สร้างรายได้ประมาณ 30,000-50,000 บาทเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ครม. ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการภายใต้โครงการ
บูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตามมาตรการที่ 4 การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรนำไปพัฒนาเรื่องการเกษตร อาทิ การ
แปรรูปผลิตภัณฑ์ การถนอมอาหาร ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละชุมชน รวมทั้งการขุดลอกคูคลอง การกักเก็บน้ำ

ทั้งหมดนี้คือความพยายามของภาครัฐ ที่จะรับมือภัยแล้งและช่วยเหลือเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรเองด้วยว่าจะให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับตาสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด พร้อมดึงมือเกษตรกรฝ่าวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203956

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัจจุบันแม้ว่าสถาบันพยากรณ์สภาพภูมิอากาศทั้งระดับนานาชาติและในประเทศหลายสำนัก ต่างพยากรณ์ว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มเบาบางลง เนื่องจากอิทธิพลเอลนีโญ่ลดลงโดยคาดการณ์ว่ากลางเดือนพฤษภาคม 2559 จะเข้าสู่ฤดูฝนตามปกติ

แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งระดับชาติ ปี 2558/59 ก็ยังไม่นิ่งนอนใจ ยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้ง 8 มาตรการ รวมถึงวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง เพราะหากฝนไม่ตกในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ สถานการณ์ภัยแล้งอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปี 2559 พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปกติอยู่ในระดับ 15,487 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำใช้การได้ของประเทศมีอยู่ประมาณ 20,733 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ ที่มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณ ร้อยละ 75 ของความต้องการทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมบูรณาการงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำที่มีจำกัด โดยให้ทุกคนตระหนักและใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด

โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวสถานการณ์ภัยแล้ง สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Command เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่ส่วนใหญ่จะเริ่มปลูกข้าวนาปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม รวมทั้ง ต้องมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปัญหาของเกษตรกร ว่ามาตรการหรือโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งที่ดำเนินการอยู่นี้ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงต้องปรับให้เข้ากับความต้องการของเกษตรกรและสภาพความเป็นจริงด้วย เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้รายงานกลับมาที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และจากการเก็บตัวอย่างและประเมินผลแบบเร่งด่วน RRA (Rapid RuralAppraisal) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง มีความพึงพอใจมาตรการที่ 4 มากที่สุดคือ มาตรการเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของหมู่บ้าน ชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง เนื่องจากเป็นความต้องการของเกษตรกรโดยตรงที่ต้องการให้กระทรวงเกษตรฯหรือภาครัฐช่วยแก้ปัญหา ส่วนความพึงพอใจลำดับถัดมา มาตรการที่ 2 คือ มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินเกษตรกรเห็นว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระในการชำระหนี้คืนให้ยืดระยะเวลาออกไปได้ รองลงมาเป็นมาตรการที่ 1 คือ มาตรการส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ที่มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ไม่สามารถปลูกได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มหรือทุกคนในประเทศไทย สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งหมดให้ลดลงและประหยัด รวมถึงยับยั้งการรั่วไหลของน้ำ ได้เพียง ร้อยละ 5-10 ก็จะทำให้ได้น้ำคืนมาถึง ร้อยละ 7.5 ซึ่งมากกว่าน้ำที่ต้องการอุปโภคบริโภคทั้งปีเสียอีก……หากทำได้เช่นนี้“ภัยแล้ง” ก็จะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความคืบหน้าการโซนนิ่งภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203481

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เป็น 1 ใน 6 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถือเป็นภารกิจหลักอีกภารกิจหนึ่งที่ กรมพัฒนาที่ดิน มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ประมง และปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ ให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านปฏิบัติการ ในฐานะโฆษกกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายฯ ดังกล่าว ว่า กรมมีแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 5 มาตรการด้วยกัน คือ 1)การเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ 2)การกำหนดแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตร 3)การกำหนดเขตพื้นที่เหมาะสม การผลิตสินค้าเกษตร 4)การขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ และ 5)การติดตามและประเมินผล ซึ่งจากการดำเนินงานในระยะหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งในส่วนการสื่อสารนั้นได้ดำเนินการสื่อสารหลายช่องทาง เช่น การสื่อสารผ่านบุคคล ได้แก่ เกษตรตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร หมอดินอาสา ผู้รวบรวมสินค้าเกษตร นักเรียน เป็นต้น การสื่อสารผ่านองค์กร ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ สหกรณ์การเกษตร สถานศึกษาแหล่งกระจายสินค้า ร้านค้าชุมชน เป็นต้น และผ่านทางอุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ ได้แก่ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น รวมทั้งสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ เป็นต้น

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า การกำหนดพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตร ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในระดับประเทศ เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคกำลังเร่งเตรียมข้อมูลแผนที่เป็นรายอำเภอ และรายตำบลที่มีศูนย์เรียนรู้ตั้งอยู่ และนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แล้วเสร็จทั้ง 76 จังหวัด หรือ 76 แปลงต้นแบบ และในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินประจำสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ได้จัดเตรียมข้อมูลเขตความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในจังหวัดนั้นๆ สำหรับการประชุมชี้แจงให้คณะทำงานประจำจังหวัดหรือเกษตรกรไว้แล้ว

ส่วนการขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้นโยบายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ
Single Command ได้ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศแล้ว แต่ในระยะเริ่มต้นนี้เจ้าหน้าที่ผู้ลงมือปฏิบัติในพื้นที่ อาจยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในบางประเด็น กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีการชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าใจตรงกันแล้ว

“อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าการสร้างความเข้าใจและนำหลักการการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ไปประยุกต์ใช้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและเกษตรกร จะทำให้เกิดความสมดุลของการผลิตและความต้องการของตลาด มีผลให้ปัญหาทางการเกษตรที่ผ่านมาสามารถลดลงหรือหมดไปในอนาคตได้” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ กล่าวทิ้งท้าย