รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับตาสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด พร้อมดึงมือเกษตรกรฝ่าวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203956

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัจจุบันแม้ว่าสถาบันพยากรณ์สภาพภูมิอากาศทั้งระดับนานาชาติและในประเทศหลายสำนัก ต่างพยากรณ์ว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มเบาบางลง เนื่องจากอิทธิพลเอลนีโญ่ลดลงโดยคาดการณ์ว่ากลางเดือนพฤษภาคม 2559 จะเข้าสู่ฤดูฝนตามปกติ

แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งระดับชาติ ปี 2558/59 ก็ยังไม่นิ่งนอนใจ ยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้ง 8 มาตรการ รวมถึงวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง เพราะหากฝนไม่ตกในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ สถานการณ์ภัยแล้งอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปี 2559 พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปกติอยู่ในระดับ 15,487 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำใช้การได้ของประเทศมีอยู่ประมาณ 20,733 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ ที่มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณ ร้อยละ 75 ของความต้องการทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมบูรณาการงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำที่มีจำกัด โดยให้ทุกคนตระหนักและใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด

โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวสถานการณ์ภัยแล้ง สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Command เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่ส่วนใหญ่จะเริ่มปลูกข้าวนาปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม รวมทั้ง ต้องมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปัญหาของเกษตรกร ว่ามาตรการหรือโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งที่ดำเนินการอยู่นี้ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงต้องปรับให้เข้ากับความต้องการของเกษตรกรและสภาพความเป็นจริงด้วย เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้รายงานกลับมาที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และจากการเก็บตัวอย่างและประเมินผลแบบเร่งด่วน RRA (Rapid RuralAppraisal) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง มีความพึงพอใจมาตรการที่ 4 มากที่สุดคือ มาตรการเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของหมู่บ้าน ชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง เนื่องจากเป็นความต้องการของเกษตรกรโดยตรงที่ต้องการให้กระทรวงเกษตรฯหรือภาครัฐช่วยแก้ปัญหา ส่วนความพึงพอใจลำดับถัดมา มาตรการที่ 2 คือ มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินเกษตรกรเห็นว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระในการชำระหนี้คืนให้ยืดระยะเวลาออกไปได้ รองลงมาเป็นมาตรการที่ 1 คือ มาตรการส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ที่มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ไม่สามารถปลูกได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มหรือทุกคนในประเทศไทย สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งหมดให้ลดลงและประหยัด รวมถึงยับยั้งการรั่วไหลของน้ำ ได้เพียง ร้อยละ 5-10 ก็จะทำให้ได้น้ำคืนมาถึง ร้อยละ 7.5 ซึ่งมากกว่าน้ำที่ต้องการอุปโภคบริโภคทั้งปีเสียอีก……หากทำได้เช่นนี้“ภัยแล้ง” ก็จะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความคืบหน้าการโซนนิ่งภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203481

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เป็น 1 ใน 6 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และถือเป็นภารกิจหลักอีกภารกิจหนึ่งที่ กรมพัฒนาที่ดิน มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ประมง และปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ ให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านปฏิบัติการ ในฐานะโฆษกกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายฯ ดังกล่าว ว่า กรมมีแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 5 มาตรการด้วยกัน คือ 1)การเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ 2)การกำหนดแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตร 3)การกำหนดเขตพื้นที่เหมาะสม การผลิตสินค้าเกษตร 4)การขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ และ 5)การติดตามและประเมินผล ซึ่งจากการดำเนินงานในระยะหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งในส่วนการสื่อสารนั้นได้ดำเนินการสื่อสารหลายช่องทาง เช่น การสื่อสารผ่านบุคคล ได้แก่ เกษตรตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร หมอดินอาสา ผู้รวบรวมสินค้าเกษตร นักเรียน เป็นต้น การสื่อสารผ่านองค์กร ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ สหกรณ์การเกษตร สถานศึกษาแหล่งกระจายสินค้า ร้านค้าชุมชน เป็นต้น และผ่านทางอุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ ได้แก่ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น รวมทั้งสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ เป็นต้น

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า การกำหนดพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตร ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในระดับประเทศ เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคกำลังเร่งเตรียมข้อมูลแผนที่เป็นรายอำเภอ และรายตำบลที่มีศูนย์เรียนรู้ตั้งอยู่ และนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แล้วเสร็จทั้ง 76 จังหวัด หรือ 76 แปลงต้นแบบ และในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินประจำสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ได้จัดเตรียมข้อมูลเขตความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในจังหวัดนั้นๆ สำหรับการประชุมชี้แจงให้คณะทำงานประจำจังหวัดหรือเกษตรกรไว้แล้ว

ส่วนการขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้นโยบายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ
Single Command ได้ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศแล้ว แต่ในระยะเริ่มต้นนี้เจ้าหน้าที่ผู้ลงมือปฏิบัติในพื้นที่ อาจยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในบางประเด็น กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีการชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าใจตรงกันแล้ว

“อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าการสร้างความเข้าใจและนำหลักการการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ไปประยุกต์ใช้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและเกษตรกร จะทำให้เกิดความสมดุลของการผลิตและความต้องการของตลาด มีผลให้ปัญหาทางการเกษตรที่ผ่านมาสามารถลดลงหรือหมดไปในอนาคตได้” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองกระบี่ก้าวจากแปลงGAPสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ เน้นความยั่งยืนตามวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/203064

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากตัวเราเองก่อน เมื่อเราต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยจากสารเคมี ต้องการให้พ่อ แม่ พี่ น้อง ได้กินของที่ปลอดภัย จึงได้วางแผนปลูกพืชผัก ไม้ผลทุกชนิดที่ตัวเราและครอบครัวชอบไว้กินเอง รวมถึงปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราร่วมกับไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ เพื่อเป็นรายได้ ปลูกพืชสมุนไพร ปลูกไม้หายากที่คนอื่นไม่ค่อยปลูกหรือที่เราไม่รู้จักเพื่อไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ โดยตั้งใจว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเลย”

นี่เป็นแนวความคิดของ นางสาวสุชัญญานมาศ สุขาพันธ์ เกษตรกรและประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขาดิน ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ในการพลิกฟื้นผืนดินมรดกตกทอดของพ่อแม่ให้เป็นแปลงเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน ระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร ในพืชทุกชนิดที่ปลูกในแปลงรวมพื้นที่กว่า 15 ไร่ และกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการผลิตพืชอินทรีย์ เพื่อเข้ารับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตรต่อไป

นางสาวสุชัญญานมาศ กล่าวว่า ตนมีความคิดว่าถ้าทุกอย่างปลอดภัยจากสารเคมีแล้วชีวิตน่าจะมีค่ามากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้คนเราหาเงินมาได้มากแต่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพ สุดท้ายแล้วก็ต้องนำเงินมารักษาตัวเองเมื่อยามแก่ชรา ตนไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเราเองและครอบครัวเป็นหลักก่อนที่จะขยายผลสู่ชุมชนต่อไป แม้ว่าตนจะมาจากครอบครัวเกษตรกรแต่ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย แต่มีความตั้งใจว่าจะไม่ใช้สารเคมี จึงศึกษาเรียนรู้หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไปเข้ารับการฝึกอบรมรวมถึงได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร มาตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อประมาณปี 2551 ก็ได้นำความรู้มาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่ของตนเอง

กว่าจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ก็ต้องใช้ระยะเวลากว่า 6 ปี เพราะเดิมพื้นที่นี้รุ่นพ่อก็ทำการเกษตรโดยพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาอย่างต่อเนื่อง พอส่งต่อมายังรุ่นของตนต้องการหักดิบไม่ใช้เคมีเลยก็ต้องปรับปรุงฟื้นฟูโดยใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพจากพืชสมุนไพรที่ทำใช้เอง แม้ต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะเห็นผล แต่เมื่อนำตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์แล้วไม่พบสารพิษตกค้างในดินก็ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้น ซึ่งการปลูกพืชโดยไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี แม้ผลผลิตอาจจะได้น้อยกว่าแปลงที่ใช้เคมีบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาอย่างชัดเจนคือ สภาพดินมีความนุ่มไม่แข็งกระด้างมีไส้เดือนจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าดินดี ส่วนเรื่องผลผลิตพืชมีขนาดผลใหญ่ขึ้นหรือสามารถขยายระยะเวลาการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานขึ้น ที่สำคัญผลผลิตที่ได้การรับรองแปลง GAP ก็เป็นเครื่องการันตีคุณภาพอย่างดี ทำให้จำหน่ายได้ราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป เช่น ยางพารา ตามค่าวิเคราะห์ของกรมวิชาการระบุว่าผลผลิตยางพาราที่กรีดได้ใน 1 ปี จะเฉลี่ยอยู่ที่ 120 วัน แต่ที่แปลงนี้จะกรีดได้ 180 วัน ปริมาณน้ำยางก็เพิ่มขึ้นด้วย หรือสละพันธุ์อินโดนีเซีย ทั่วไปขายได้ 80 บาท/กก. แต่สละอินโดฯ ที่มาจากแปลง GAP ของตนขายได้ 120-150 บาท/กก. เนื่องจากผลใหญ่ รสชาติหวานและกรอบเป็นที่ต้องการของตลาด

จากการเก็บข้อมูลฟาร์มพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเกิดจากอายุพืชที่เพิ่มขึ้น การปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการจัดการแปลงที่ดีทำให้ทุกอย่างเอื้ออำนวยส่งผลเกื้อกูลกัน เพราะตนจัดการพื้นที่ 15 ไร่ โดยใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่ามีการปลูกไม้ยืนต้นร่วมกับพืชเศรษฐกิจคือยางพารา ปลูกไม้ผล ปลูกผัก สามารถหมุนเวียนผลผลิตออกมาสร้างรายได้ตลอดทั้งปี โดยแบ่งเป็นรายได้รายวัน คือเห็ดฟาง รายสัปดาห์คือ ผักเหลียงที่สามารถตัดขายได้ทุกๆ 3 วัน รายได้ประจำฤดูกาลคือไม้ผลทั้งทุเรียน ลองกอง เงาะ สละอินโดฯ รายได้รายปี คือยางพาราซึ่งในปี 2557 มีรายได้หลักจากยางพาราประมาณ 100,000 บาท ขณะที่พืชร่วมสวนยางสามารถขายสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300,000-400,000 บาท ก็นับเป็นรายได้ที่ตนเองพอใจแล้ว

ทุกวันนี้เน้นขายผลผลิตในชุมชน เหลือก็แบ่งปันสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่บ้าง พร้อมกันนี้ได้เปิดพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขาดิน เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรให้กับนักเรียนหรือผู้สนใจ เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีแห่งความพอเพียงตามรอยพ่อหลวง นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและสร้างอาชีพ เพราะตนไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จแต่เน้นสุขภาพที่ดี มีความสุข ทำให้ตัวเองอยู่ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ และช่วยเหลือแบ่งปันตอบแทนให้กับชุมชนและสังคมได้ก็เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางที่ยึดถือมาก็มั่นใจว่าสามารถก้าวเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ได้ ตนจึงปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้เป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับการผลิตขึ้นไปอีก สามารถเป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนเกษตรกรในเครือข่ายที่ได้รับการรับรองแปลง GAP หลายรายให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภค รวมถึงรองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้นด้วย

ท่านที่ต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีการทำเกษตรปลอดภัยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สามารถติดต่อ คุณสุชัญญานมาศสุขาพันธ์ ได้โดยตรงที่ 08-1781-4808, 09-8016-2379

รายงานพิเศษ : เปิดตัว‘เศรษฐกิจการเกษตรอาสา’ เสริมแนวรุกศูนย์เรียนรู้ของกระทรวงเกษตรฯ 882 ศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/201405

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เกษตรกรส่วนใหญ่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมีจุดอ่อนด้านการตลาด ส่งผลให้การผลิตสินค้าอาจไม่ตรงกับความต้องการหรือผลิตออกมามากจนล้นตลาด กระทบต่อราคาจำหน่ายผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอยู่เป็นประจำ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรที่สำคัญหลายด้าน เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของเกษตรกร โดยเฉพาะการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศจำนวน 882 ศูนย์ ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือเรื่องการตลาด เพราะถ้าเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมาแต่ไม่มีตลาด ไม่รู้ว่าจะขายที่ไหน หรือขายราคาเท่าไร ก็ไม่สามารถตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม

ดังนั้น สศก. ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ดูแลด้านเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ จึงได้วางแนวทางขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านเศรษฐกิจการเกษตร ขึ้นมา โดยริเริ่มจัดตั้ง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. ขึ้นมาประจำศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ซึ่ง ศกอ.ที่คัดเลือกมานี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ที่ตั้งศูนย์เรียนรู้ (ศพก.) มีความรู้ด้านการเกษตรรวมถึงด้านเศรษฐกิจการเกษตรขั้นพื้นฐาน มีจิตอาสาที่สละเวลาให้กับส่วนร่วมได้ และสามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสื่อสารได้ ซึ่งขณะนี้คัดเลือกเกษตรกรที่จะมาเป็นเศรษฐกิจการเกษตรอาสา ได้ครบทั้ง 882 รายแล้ว

สำหรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาความรู้ ศกอ. เน้นเรื่องการได้มาของข้อมูล การใช้ประโยชน์ข้อมูล การรายงานราคาสินค้าเกษตร การรายงานสถานการณ์การผลิตในท้องถิ่น การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต วิเคราะห์ราคาสินค้าและการตลาด รวมถึงวิเคราะห์อุปสงค์-อุปทานสินค้าเกษตร ทั้งนี้ สศก.มีความคาดหวังว่า ศกอ. จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือสนับสนุนงานตามภารกิจของสศก.

ตลอดจนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ในฐานะเป็นผู้ช่วยถ่ายทอดความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ได้เรียนรู้ในเรื่องราคาสินค้าเกษตรในท้องถิ่นของตน สำหรับประกอบการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าชนิดไหนเมื่อไร ขายที่ไหน หรือขายเท่าไร คือจะเน้นการตลาดนำการผลิต สามารถสนองนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ศกอ.จะมีความพร้อมสามารถเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนงานศูนย์เรียนรู้ ทั้ง 882 ศูนย์ได้ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ดี สศก.จะส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 คอยติดตามและให้คำปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง พร้อมกันนี้ก็จะมีการประเมินผลงานทั้งระหว่างการทำงานและหลังเสร็จสิ้นการทำงานคือสิ้นสุดปีงบประมาณ เพื่อคัดเลือก ศกอ.ดีเด่นระดับต่างๆ เพื่อมอบเหรียญ/โล่เชิดชูเกียรติและอาจมีแนวทางในการคัดเลือก ศกอ.ดีเด่นเพื่อไปศึกษาดูงาน
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรของต่างประเทศกลับมาปรับใช้พัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในโอกาสต่อไป

“การฝึกอบรมเกษตรกรที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะได้รับความรู้เรื่องการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง หรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ แต่ยังไม่เคยมีการอบรมด้านเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหลัก ฉะนั้น การริเริ่มโครงการเศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ.ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือต้องการให้เกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเป็น ศกอ. มีความรู้ที่มุ่งเน้นไปการตลาดเป็นสำคัญ สามารถมองสภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่นถึงระดับภาคว่ามีทิศทางเป็นแบบใด และ ศกอ.เองก็จะได้ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรในการถ่ายทอดความรู้นั้นผ่านศูนย์เรียนรู้ทั้ง 882 ศูนย์ ถ้าเกษตรกรทั้งหมดสามารถมองภาพการผลิตโดยดูที่การตลาด จนมาสู่การผลิตและการขายได้ ก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้า สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ” นายคมสัน กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : พัฒนาโปรแกรมวัดความยาวสัตว์น้ำ ‘Smart Fish Smart Kits’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/201239

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สามารถวิจัยและพัฒนาโปรแกรม “Smart Fish Smart Kits” ซึ่งเป็นโปรแกรมวัดความยาวและประเมินน้ำหนักสัตว์น้ำ บนโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์ได้

โดยในเรื่องนี้ รศ.ดร.วราห์ เทพาหุดี อาจารย์ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้วิจัยและพัฒนาโปรแกรมดังกล่าวเล่าว่า ปกติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีต้องชั่งน้ำหนักและวัดความยาวของสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบถึงอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำภายในบ่อหรือกระชัง และจะได้จัดการอาหารได้อย่างถูกต้อง แต่วิธีที่ทำกันอยู่ คือ การใช้แหหรือสวิงสุ่มจับสัตว์น้ำมาจำนวนหนึ่ง แล้ววัดความยาวและชั่งน้ำหนัก อาจทำให้สัตว์น้ำที่จับขึ้นมาบอบช้ำหรือตายได้ และสัตว์น้ำที่อยู่ในบ่อหรือกระชังเกิดความเครียดและหยุดการกินอาหารในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้กระทบทั้งการเจริญเติบโตและผลผลิต ใช้แรงงาน และเวลามาก

ดังนั้นจึงมีการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมวัดความยาวและประเมินน้ำหนักสัตว์น้ำ ด้วยโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์ เพื่อลดปัญหาดังกล่าว โดยการถ่ายรูปสัตว์น้ำที่ต้องการจะวัด แต่ที่สำคัญต้องมีวัตถุที่ลอยน้ำได้เพื่อทำเป็นเครื่องหมาย (Marker) เพื่อทราบความยาวที่แน่นอน เช่น แผ่นโฟม หรือขันน้ำ อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับสัตว์น้ำที่ต้องการวัด และรูปสัตว์น้ำควรเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วนำรูปเข้าสู่โปรแกรมเพื่อทำการวัดต่อไป วิธีการวัดจะใช้การลากเส้นด้วยนิ้วมือบนรูปตัวสัตว์น้ำที่ต้องการวัด (ตามรูป) เพื่อเปรียบเทียบกรณีที่ต้องการวัดให้ถูกต้องควรใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นที่มีปากกาจะให้ผลที่แม่นยำมากกว่า ค่าความยาว และน้ำหนักของสัตว์น้ำตัวนั้นจะปรากฏขึ้นมา

นอกจากนี้ โปรแกรมดังกล่าวยังสามารถใช้ในการคำนวณสูตรอาหาร ให้ทราบได้ด้วยว่าควรเพิ่มหรือลดอาหารประเภทไหน ให้เหมาะกับสัตว์น้ำของเกษตรกร เพิ่มการเจริญเติบโตอัตราการรอด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เกษตรกรต้องการทราบอยู่แล้ว

ปัจจุบันโปรแกรมนี้สามารถประเมินน้ำหนักของกุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และปลานิลแดง ซึ่งความถูกต้องแม่นยำจะขึ้นอยู่กับฐานข้อมูล ความชัดเจนของรูปถ่าย และการลากเส้น นับว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเกษตรกรได้อย่างมาก ลดการเกิดความเสียหาย ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าในการเลี้ยงของเกษตรกรได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา กุ้ง หรือสัตว์น้ำอื่นๆ สามารถใช้โปรแกรม “Smart Fish Smart Kits” ในการวัดความยาวหรือชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำได้ ซึ่งสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ รศ.ดร.วราห์ เทพาหุดี ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 08-6699-5458

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416129

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

จากข้อมูลเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ว่างงานมากถึง 3.8 แสนคน จากผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งอัตราผู้ว่างงานเป็นแต่ละประเภทตามระดับการศึกษาเป็นตัวเลขสะสมตามลำดับ คือ ระดับอุดมศึกษาหรือจบจากมหาวิทยาลัย 1.57 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.6 หมื่นคน

ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เคยออกมาระบุตัวเลขประมาณการจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีปีละ 5 แสนคน และในช่วงเดียวกันมีบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนกว่าคน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีมีผู้สำเร็จการศึกษาประมาณ 1.5 แสนคน ปริญญาโท 2.2 หมื่นคน และปริญญาเอก 244 คน

ตัวเลขคาดการณ์แรงงานในปี 2555-2559 ระบุว่า มีความต้องการแรงงานระดับอุดมศึกษาประมาณ 1.45 แสนคน/ปี โดยนักศึกษาที่กำลังจะพ้นรั้วมหาวิทยาลัยออกมา ไม่สามารถที่จะเลี่ยงการแข่งขันในตลาดแรงงาน ที่หากพ่ายแพ้ก็ต้องก้มหน้ารับสภาพตกงานไปได้

ไกรยศ ภัทราวาส ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ทิศทางการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานโลก ชัดเจนว่าทุกประเทศกำลังเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

การปฏิวัติดังกล่าวเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5 ด้านที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางตลาดแรงงานในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ พันธุวิศวกรรม นาโนเทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติ และไบโอเทคโนโลยี ส่งผลต่อการผลิตและการจ้างงานในอัตราเร่งที่น่ากังวลอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า อาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะหายไปถึง 65%

ไกรยศ กล่าวว่า รายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยสัมภาษณ์นายจ้างที่มีลูกจ้างรวม 13.5 ล้านคน พบว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่จะมีทั้งคุณและโทษต่อตลาดแรงงาน เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังเปลี่ยนวิธีทำงานและทำลายตำแหน่งงานจำนวนมาก

“ที่เห็นชัดที่สุด คือ บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกามากกว่าครึ่งหายไปจากการจัดอันดับภายในทศวรรษเดียว เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีใหม่แทนที่มนุษย์ ทำให้เลิกจ้างงาน รวมทั้งผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก” ไกรยศ กล่าว

ส่วนสาขาที่มีโอกาสตกงานสูง รวมถึงอัตราจ้างงานจะถดถอยลงในอีก 4 ปีข้างหน้า คือ พนักงานออฟฟิศและแอดมิน เนื่องจากการทดแทนของเทคโนโลยี รวมถึงงานภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนภาคการก่อสร้าง งานขุดเจาะ เนื่องจากเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากกว่า

ขณะเดียวกัน สาขาที่มีอนาคตสดใส คือ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และนักวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากการเติบโตของเมืองขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีการคิดคำนวณรองรับ

นอกจากนี้ ตลาดแรงงานของผู้ที่เรียนจบอุดมศึกษาในอนาคตยังมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการว่างงานชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากความต่างกันระหว่าง “การผลิตบัณฑิตของระบบการศึกษา” และ “ความต้องการของตลาดแรงงาน”

ไกรยศ กล่าวว่า หลายสถาบันไม่กล้าปิดสาขาที่เรียนไปแล้วไม่มีงานทำ ขณะที่บางสาขาที่ตอบโจทย์อนาคตกลับไม่มีบุคลากรสอน ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เด็กจบปริญญาตรีมีอัตราว่างงานมากที่สุด และจำนวนมากต้องยอมทำงานที่มีเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิการศึกษา

หากปรับตัวไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมา ก็เช่น แม้รัฐบาลจะเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ อัตราเก็บภาษีที่ดึงดูด แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาลงทุน เพราะไม่มีแรงงานตามที่ต้องการ และสามารถหาตลาดแรงงานที่ตอบโจทย์กว่า เพราะมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย มีแผนแม่บทผลิตกำลังคนที่ปรับตัวรองรับอนาคตมาแล้วนับสิบปี

วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า บุคลากรที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ นอกเหนือจากความรู้ ต้องมีคุณสมบัติด้านทักษะการแก้ไขปัญหาซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการบุคคล การทำงานร่วมกัน ความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักประเมินและการตัดสินใจ มีใจรักบริการ การเจรจาต่อรอง และความยืดหยุ่นทางความคิด ที่ไม่สามารถสอนได้ ต้องกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่นักศึกษาทำร่วมกัน

“มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังถ่ายทอดทักษะที่กล่าวมาด้วยวิธีการสอนอยู่ ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ การสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการสอนให้นำไปสู่การปฏิบัติแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เด็กที่จบมาจึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้” วรากรณ์ กล่าว

 

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416106

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

โดย…สมาน สุดโต

วัดพระธรรมกายเป็นวัดในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2513 สังกัดมหานิกายแห่งคณะสงฆ์ไทย ตั้งอยู่ ณ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ปัจจุบันมีพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งก็เป็นผู้ริเริ่มการก่อตั้งร่วมกับท่านทัตตชีโว ภิกขุ (เผด็จ) หรือพระราชภาวนาจารย์ รองเจ้าอาวาส

ตั้งแต่เริ่มเป็นวัดก็มีเรื่องให้พูดตามหน้าสื่อมวลชนทั้งทางบวกและลบ ขณะที่มวลสาวกก็เพิ่มขึ้นสวนทางกับปัญหาที่ปรากฏตามสื่อทั่วไป

ปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือ ลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ พระธัมมชโย ว่าต้องอาบัติปาราชิก เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบันก็มีมวลชนนำเรื่องนี้มาให้เป็นภาระมหาเถรสมาคม (มส.) จนกระทั่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ชยพล พงษ์สีดา บอกว่า เรื่องจบไปตั้งแต่ปี 2549 มส.จะไม่หยิบยกมารื้อฟื้นอีก และที่จบตอนนั้น พระธัมมชโย ยังบริสุทธิ์ (ยกประโยชน์ให้จำเลย)

เมื่อ มส.ไม่ชี้ขาดว่าเป็นปาราชิกตามพระลิขิต สังคมก็ตราหน้าองค์กรสงฆ์นี้ว่าอุ้มพระธัมมชโย และชี้ว่าองค์กรและกรรมการมีความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

มส.ไม่เป็นนิติบุคคล

ผู้ที่ต่อต้านจะคิดหาวิธีจัดการ มส.อย่างไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงมีว่า มส.ไม่ใช่นิติบุคคล และกรรมการ มส.ก็ไม่ใช่พระสังฆาธิการ การที่จะเอากฎหมายข้อไหนมาเล่นงานให้สะใจได้คงใช้เวลา แต่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงคนจ้องทำร้าย ต้องพยายามหาช่องโหว่ให้ได้ก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อมองให้เห็นภาพว่าเหตุเกิดกับวัดพระธรรมกายที่กลายเป็นเรื่องระดับชาติ (หรือระดับโลก) มาอย่างไรไปอย่างไร ผมจึงประมวลเหตุการณ์ที่ แสวง อุดมศรี เขียนไว้ในรื้อฟื้นนิคหกรรมเพื่อใคร (พิมพ์เมื่อเดือน ก.ค. 2543) และข้อมูลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงวันที่ 20 ก.ค. 2558 แจ้งผลวินิจฉัยของผู้ตรวจเงินแผ่นดินให้ วิรังรอง ทัพพะรังสี ที่มีหนังสือร้องเรียนวันที่ 25 ก.พ. 2558 และวันที่ 18 มี.ค. 2558 มาสรุปแบบกาลานุกรม (ตามประสาของผม) ดังนี้

กาลานุกรม

วันที่ 30 พ.ย. 2541 พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะเลขาธิการ มส. ประมวลเรื่องวัดพระธรรมกาย เสนอที่ประชุม มส.ครั้งที่ 32/2541 ในประเด็นหารือ 4 เรื่อง

1.การก่อสร้างศาสนสถานใหญ่โต

2.การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง

3.การกล่าวอวดอ้างถึงอภินิหารของหลวงพ่อสด

4.การรวบรวมเงินบริจาคจำนวนมาก

มติ มส.427/2541 เรื่องวัดพระธรรมกาย ให้เจ้าคณะภาค 1 พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ไปดำเนินการตามที่เห็นสมควรแล้วเสนอ มส.ผ่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม)

เจ้าคณะภาค 1 เข้าวัดพระธรรมกายเพื่อดูข้อเท็จจริงโดยมิได้นัดหมายก่อน จากนั้นจึงสอบข้อเท็จจริงกับพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ใช้เวลาประมาณครึ่งวันและจัดเตรียมข้อมูลเสนอ มส.

ในขณะนั้นมีเรื่องวัดพระธรรมกายเข้ามาอีก 2 เรื่อง คือ

1.อาคม เอ่งฉ้วน (รมช.ศึกษาฯ) แต่งตั้งคณะกรรมการการศึกษากรณีวัดพระธรรมกายและให้กรมการศาสนาเสนอต่อที่ประชุม มส.

มส.ให้นำเรื่องกระทรวงศึกษาธิการรวมกับการศึกษาของเจ้าคณะภาค 1 เพื่อสะดวกในการพิจารณา

2.สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาให้กรมการศาสนาสรุปประเด็นวัดพระธรรมกายที่คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎร เสนอ ผ่านพระองค์ (สมเด็จพระสังฆราช) เข้าสู่ที่ประชุม มส.9/2542 ในวันที่ 5 มี.ค. 2542

มส.ให้นำไปรวมกับเอกสารของเจ้าคณะภาค 1 และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาร่วมกัน

วันที่ 9 มี.ค. 2542 เจ้าคณะภาค 1 จึงเสนอรายงานวัดพระธรรมกายต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์) เพื่อพิจารณา

เจ้าคณะใหญ่หนกลางให้อธิบดีกรมการศาสนาเสนอ มส.เพื่อพิจารณาวันที่  10 มี.ค. 2542

รายงานของพระพรหมโมลี สรุปให้วัดพระธรรมกายดำเนินการ 4 ประเด็น

1.ให้วัดพระธรรมกายเปิดการสอนพระอภิธรรม เพื่อให้มีศักยภาพในด้านการศึกษาขั้นสูงสุดทางด้านปริยัติและคันถธุระ

2.แนะให้ปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

3.แนะให้สำรวมระวังในพระธรรมวินัย

4.ให้วัดพระธรรมกายปฏิบัติตามกฎ มส. ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช อย่างเคร่งครัด

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 มี มส.14 รูปประชุม เลขาธิการ มส.แจ้งว่า เรื่องวัดพระธรรมกายเข้า มส.4 ครั้งแล้ว คือ

(1) 30 พ.ย. 2541 (2) 24 ก.พ. 2542  (3) 5 มี.ค. 2542 และ (4) 11 มี.ค. 2542

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่เจ้าคณะภาค 1 (พระพรหมโมลี) ดำเนินการเรื่องวัดพระธรรมกาย

ที่ประชุมมีมติว่า ที่เจ้าคณะภาค 1 ดำเนินการนั้นชอบแล้ว เป็นอันว่าเรื่องวัดพระธรรมกายจบตามมติ มส.101/1/2542

อนึ่ง ในขณะที่ประชุม มส. พิจารณาเรื่องวัดพระธรรมกาย ในวันที่ 12 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง มีข้อความยาว 6 บรรทัด ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) อ่านในที่ประชุม มส.

เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์อ่านจบก็มอบให้ พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา

พระราชรัตนมงคล ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช มีหนังสือที่ พ.258/2542 ลงวันที่ 29 เม.ย. 2542 ให้กรมการศาสนาเผยแผ่พระดำริของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งลงพระนามวันที่ 26 เม.ย. 2542

อธิบดีกรมการศาสนา นำพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช 6 ฉบับเสนอ มส. การประชุมครั้งที่ 16/2542 วันที่ 10 พ.ค. 2542

ที่ประชุม มส.มีมติ 193/2542 เรื่องพระดำริสมเด็จพระสังฆราช โดย มส.มีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด แต่ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎ มส.

วันที่ 25 พ.ค. 2542 มาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา สมพร เทพสิทธา นายกยุวพุทธิกสมาคมฯ ยื่นเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัด (จจ.) ปทุมธานี กล่าวหาพระธัมมชโย 3 ประเด็น

1.สอนผิด บิดเบือน ลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

2.อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน

3.ทำความผิดลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชน

วันที่ 26 ก.ค. 2542 พระสุเมธาภรณ์ จจ.ปทุมธานี ในฐานะพระภิกษุผู้พิจารณา (ผู้พิพากษาเวรชี้) มีคำสั่งรับคำกล่าวหาของ มาณพ และ สมพร และแจ้งพระธัมมชโยให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 6 ส.ค. 2542 เวลา 14.00 น. ณ วัดมูลจินดาราม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

แต่พระธัมมชโยและพระทัตตชีโว มีหนังสือทัดทานคำสั่งรับคำกล่าวหานิคหกรรมของมาณพ และสมพร ว่าไม่ชอบตามความในข้อ 15 วรรค 2 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม

เมื่อได้รับหนังสือทัดทาน พระสุเมธาภรณ์ จึงนำความปรึกษาพระพรหมโมลี (วิลาส) เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2542

ที่ประชุม (เจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาค 1) จึงลงมติว่าคำทัดทานของพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ฟังขึ้น จึงมีหนังสือวันที่ 13 ส.ค. 2542 ขอยกเลิกคำสั่งรับคำกล่าวหา ของ มาณพ ลงวันที่ 26 ก.ค. 2542 เพราะต้องปฏิบัติตามกฎ มส.โดยเคร่งครัด

แต่มาณพและสมพรปฏิเสธที่จะรับทราบคำสั่งดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าคฤหัสถ์มีสิทธิกล่าวหาพระได้

ต่อมามีการฟ้องพระธัมมชโยในคดีอาญา ไพบูลย์ เสียงก้อง รักษาการอธิบดีกรมการศาสนา ทำหนังสือถึงเจ้าคณะตำบล (จต.) คลองหนึ่ง (พระครูปทุมกิจโกศล) ให้สั่งพัก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่วัด เพราะพระราชภาวนาวิสุทธิ์ถูกฟ้องคดีอาญา

ในความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2542

แต่พระครูปทุมกิจโกศลไม่ยอมทำตาม จึงมีการกดดันโดยวิธีต่างๆ ในที่สุด วันที่ 12 พ.ย. 2542 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จึงมีคำสั่งปลดพระครูปทุมกิจโกศล ออกจาก จต.คลองหนึ่ง และได้ตั้งพระปริยัติวโรปการ (สมศักดิ์) วัดเขียนเขต เป็นผู้รักษาการ จต.คลองหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2542

ระเบิดลงวัดชนะสงคราม

การปลดพระครูปทุมกิจโกศล จาก จต.คลองหนึ่ง ทำให้ประชาชน 1,000 คน ไม่พอใจจึงมาชุมนุมในวัดชนะสงคราม เรียกร้องให้คืนตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2542 แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยืนยันว่าคำสั่งให้เจ้าคณะตำบลออกจากตำแหน่งถูกแล้ว

ผู้ที่มาชุมนุมยังชุมนุมต่อเนื่องถึงวันที่ 17 พ.ย.จึงกลับ หลังจากได้รับคำมั่นสัญญาจากกรมการศาสนาว่าจะทำตามข้อเรียกร้อง

หลังจากนั้นเวลา 20.30 น. ในวันที่ 17 พ.ย. เกิดระเบิดที่บริเวณวัดชนะสงคราม ลูกหมาตาย 1 ตัว รถยนต์ได้รับความเสียหายเล็กน้อย 1 คัน

ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นห่วงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เดินทางไปเยี่ยมไม่ขาดสาย รวมถึงสมเด็จพระสังฆราชก็เสด็จไปเยี่ยมและมอบพระไพรีพินาศให้ 1 องค์

วันที่ 8 ธ.ค. 2542 พระปริยัติวโรปการ รักษาการ จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

พระธัมมชโย

รื้อฟื้นนิคหกรรม

วันที่ 13 ส.ค. 2542 ทุกอย่างจบแล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นอีกฉากหนึ่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2542 กรมการศาสนาเชิญ มีชัย ฤชุพันธุ์ จรวย หนูคง ไพบูลย์ เสียงก้อง ประนัย วณิชชานนท์ (นิติกร กระทรวงศึกษาธิการ) ล้วนแต่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาให้คำปรึกษา

มีชัย สรุปว่า พระภิกษุผู้พิจารณา (พระสุเมธาภรณ์) จจ.ปทุมธานี ต้องดำเนินการตามข้อ 15 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2520 มส.จึงให้ดำเนินการใหม่ให้สอดคล้องกันกับมติ มส.345/2542

มติ มส. วันที่ 16 ส.ค. 2542 ยืนยันว่า คฤหัสถ์เป็นผู้กล่าวหาได้

พระสุเมธาภรณ์จึงมีหนังสือถึงพระธัมมชโยและพระทัตตชีโวให้ไปพบ วันที่ 10 พ.ย. 2542 เพื่อรับทราบและแก้ข้อกล่าวหา แต่ทั้งสองปฏิเสธ

พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ทำหน้าสือชี้แจงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) ลงวันที่ 7 ม.ค. 2543 เรื่องปฏิบัติตามมติ มส.อย่างละเอียดตามขั้นตอนตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับคำกล่าวหาและตั้งนิคหกรรม

แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์กลับเห็นว่าคณะผู้พิจารณาชั้นต้นดำเนินการขัดกับกฎหมาย มติ มส. เพราะเรื่องที่กล่าวหาพระภิกษุ มาหยุดที่ผู้พิจารณาได้รับคำกล่าวหาไว้ และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ บันทึกว่า อาตมาเห็นว่าการดำเนินการของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นและผู้พิจารณา ขัดต่อกฎ มส. ฝ่าฝืนมติ มส.ชัดแจ้ง จึงทำให้การดำเนินการเกี่ยวกับการลงนิคหกรรมกรณีวัดพระธรรมกายไม่สิ้นสุดจึงเห็นสมควรให้มีการดำเนินการตามกฎ มส.ต่อไป

ผลจากความเห็นนี้ พระพรหมโมลี (วิลาส) ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และกรรมการ มส.

ผู้ที่ขึ้นมาแทนคือรองเจ้าคณะภาค 1 คือ พระเทพสุธี (ปัจจุบันคือพระพรหมดิลก (เอื้อน) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา )

สรุปว่า อำนาจบริหารแทรกแซงอำนาจตุลาการได้และยืดเยื้อต่อมาถึงปี 2549

ข้อมูล สตง.ว่า ต่อมา มาณพ มีหนังสือลงวันที่ 15 พ.ค. 2549 ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทุกเรื่อง ทุกกรณี

วันที่ 22 ส.ค. 2549 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้โจทย์ คือ พนักงานอัยการ ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และจำหน่ายคดีจากสารบบ เพราะมอบทรัพย์คืนวัดพระธรรมกายแล้ว

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในฐานะผู้พิจารณา ได้ตรวจลักษณะผู้กล่าวหาที่เหลือ คือ สมพร เห็นว่ามีความบกพร่อง จึงมีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหา ทั้งนี้ โดยความเห็นของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549

จากนั้น จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระธัมมชโยกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2549

วันที่ 5 ธ.ค. 2554 พระธัมมชโยได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นราชเป็นชั้นเทพ ที่พระเทพญาณมหามุนี

วันที่ 10 ก.พ. 2559 มส.ไม่รื้อฟื้นเรื่องพระธัมมชโยขึ้นมาอีก เพราะถือว่าจบแล้วตั้งแต่ปี 2549

แต่ปาราชิกหรือไม่ ให้สาธุชนพิจารณาเอาเอง

 

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416096

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

โดย…ทีมข่าวธุรกิจตลาดโพสต์ทูเดย์

เทศกาลวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ในยุคดิจิทัลปี 2016 นอกจากธุรกิจที่เกาะกระแสวันแห่งความรักจะต่อยอดออกไปให้มีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร สถานบันเทิง ศูนย์การค้า ธุรกิจจัดหาคู่ การหาคู่ออนไลน์ หาคู่ผ่านโซเชียลต่างๆ

หากมองถึงธุรกิจในเทศกาลวาเลนไทน์ที่ต่างประเทศ ที่ผ่านมาฮือฮาจากธุรกิจให้เช่าคู่รัก มาปีนี้อีกกระแสที่มาแรง คือการพิสูจน์คู่รักด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์หรือผจญภัย หากทั้งคู่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันไปได้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งจะครองชีวิตคู่ร่วมกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่คู่รักชาวไทย จะพาคู่รักไปปีนภูกระดึง เพื่อพิสูจน์น้ำอดน้ำทนที่จะอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จาก “โอลา” แอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ชีวิตคู่วันวาเลนไทน์เปลี่ยนจากความโรแมนติกเป็นการผจญภัยเพื่อพิสูจน์รัก ซึ่งให้บริการแล้วในกรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ เมืองเชนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองไฮเดอ ราบัด และเมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย ด้วยกิจกรรมผจญภัยที่หลากหลายและท้าทายคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดร่ม โต้คลื่น โรยตัว ดำน้ำ ขี่ม้า พารามอเตอร์ และพายเรือคายัก ซึ่งการใช้บริการก็เพียงแค่กดจองเหมือนเรียกรถแท็กซี่เท่านั้น สักครู่รถบริการของโอลาจะไปรับและพาไปส่งยังที่หมาย

กิรัน บราฮ์มา หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของโอลา ระบุว่า เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคงหนีไม่พ้นช็อกโกแลต ดอกไม้ และการทานอาหารค่ำแบบโรแมนติก สิ่งที่โอลาต้องการคือ การจัดสรรกิจกรรมใหม่ๆ ที่ลูกค้านึกไม่ถึง และสร้างประสบการณ์ท้าทายและน่าจดจำใหม่ๆ สำหรับคู่รัก ซึ่งโอลามั่นใจว่า ลูกค้าทุกคู่ที่ใช้บริการจะระลึกถึงความทรงจำนี้ทุกๆ วาเลนไทน์

นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นหลีกเลี่ยงคนรักเก่า ซึ่งให้บริการตลอดแต่กลับพบว่ายอดใช้บริการสูงมากในวันวาเลนไทน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอไม่ให้กระทบแผลรักที่ใกล้หาย โดยโคลคจะแจ้งเตือนตำแหน่งแฟนเก่าด้วยการจับสัญญาณจากการใช้สังคมออนไลน์

หันมามองในเมืองไทย จากผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ปี 2559 จาก 1,207 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-7 ก.พ. 2559 พบว่ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์เป็นวัยรุ่นถึง 64.5% วัยทำงาน 22.3% คู่สมรส 13% และอื่น 0.2%

ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในวันวาเลนไทน์ในปี 2559 เทียบปี 2558 เห็นว่ามีความคึกคักมากกว่า 42.9% น้อยกว่า 33.8% และไม่เปลี่ยนแปลง 23.3% โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีความคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และเมื่อถามถึงการฉลองและแสดงความรักกับใครนั้น ส่วนใหญ่จะตอบว่าคนรักทั้งสองหัวข้อ รวมทั้งคาดหวังว่าจะได้ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์มากถึง 66.2%

เมื่อมองถึงกำลังซื้อพบว่า จะเลือกซื้อของขวัญมากสุด 66.5% ประมาณค่าใช้จ่าย 1,991 บาท เพิ่มขึ้น 61.1% รองลงมา ซื้อดอกไม้ 46.4% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 491 บาท เพิ่มขึ้น 33.8% ไปทานข้าวนอกบ้าน 39.5% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,586 บาท เพิ่มขึ้น 61.7% ที่เหลือเป็นการใช้จ่ายเพื่อเดินห้าง ดูภาพยนตร์ ซื้อช็อกโกแลต และซื้อการ์ด ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่หรือ 55.5% จะใช้เงินเดือนในการจับจ่ายเทศกาลนี้

ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่ 80.9% ยังมีทัศนคติต่อวันวาเลนไทน์ว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และ 70.3% มองว่าวันวาเลนไทน์ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของธุรกิจนั้น เจ้าพ่อวงการอีเวนต์ เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ให้ความเห็นว่า การจัดงานอีเวนต์ในช่วงวันวาเลนไทน์ส่วนใหญ่จะเป็นงานอีเวนต์ขนาดเล็กที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายของห้างค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร หรือ สถานที่สำคัญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภาพรวมการจัดงานวันวาเลนไทน์ปีนี้มีความคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ธุรกิจอีเวนต์ต้องปรับตัวสำหรับวันวาเลนไทน์ คือ อาจจัดงานคอนเสิร์ตสำหรับคู่รักขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ส่วนงานอีเวนต์ในรูปแบบอื่นๆ ยังไม่มีแนวคิดในขณะนี้ เนื่องจากวันสำคัญดังกล่าวผู้บริโภคที่เป็นคู่รักส่วนใหญ่อยากอยู่ด้วยกัน 2 คน เช่น รับประทานอาหาร ดูคอนเสิร์ต หรือดูหนัง เป็นต้น

ห้างค้าปลีกถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความคึกคักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เพราะนอกจากจะมีการตกแต่งสถานที่ให้มีความสวยงามในธีมของความรักแล้ว ยังมีการนำสินค้าที่เกี่ยวกับความรักออกมาจำหน่ายกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะช็อกโกแลตและดอกกุหลาบ

แหล่งข่าวจากบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์และสยามพารากอน กล่าวว่า ขณะนี้นักช็อปเข้ามาใช้บริการกันอย่างคึกคักทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวจากจีน เพราะวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มลูกค้าคนไทยก็เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา และในวันที่ 14 ก.พ.นี้คาดว่าจะมีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของร้านอาหาร

เอนก บุญธรรม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟ แอนด์ บี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในเครือบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แนวโน้มการจัดงานแต่งงานของคู่รักเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ต้องเน้นจัดในโรงแรมหรูๆ ก็เริ่มหันมาจัดที่บ้าน หรือจัดนอกสถานที่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ จากเดิมเคยจัดงานแบบโต๊ะจีน ก็เริ่มจัดแบบค็อกเทลมากขึ้น ส่วนขนาดการจัดงานก็เล็กลง โดยระดับที่มาแรงที่สุดคือ 200-300 คน แต่แม้ขนาดงานจะเล็กลงกลับพบว่า คู่รักนิยมเพิ่มการจัดงานสังสรรค์หลังพิธีการแต่งงาน (อาฟเตอร์ ปาร์ตี้) มากขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคาจัดเลี้ยงงานแต่งงานสูงมาก ปีที่ผ่านมามีคู่แข่งบางรายตัดราคา 20-30% ซึ่งทำให้การเติบโตของรายได้รับจัดงานแต่งงานไม่มาก โดยปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จากการจัดงานแต่งงานจะโต 10% จากจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แพ็กเกจงานแต่งงานคงราคาไม่เติบโตจากปีก่อน

อีกธุรกิจที่เผชิญกับภาวะซบเซาคือ บริการจัดดอกไม้ โดย เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ฟลาวเวอร์ กล่าวว่า ปีนี้เทศกาลวาเลนไทน์ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา คาดว่าตลาดจะหดลบ 50% จากปีที่ผ่านมาติดลบ 20-30% เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้ทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลวาเลนไทน์ในปีนี้ ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตลาดนี้เป็นวัยเริ่มทำงานหรือกลุ่มวัยรุ่นที่ชะลอการซื้อดอกไม้เพื่อแสดงความรัก เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ประกอบกับวาเลนไทน์ตรงกับวันอาทิตย์ จึงนิยมไปดินเนอร์หรือชมภาพยนตร์แทน

เมื่อเห็นถึงภาพรวมตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจจึงควรปรับเปลี่ยนตามเพื่อเป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้าและยินดีควักกระเป๋าซื้อในที่สุด

ธุรกิจปรับรับกำลังซื้อ

เทศกาลวาเลนไทน์ที่ถือเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดขายช่วงสั้นของธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก ในปีนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว จนกระทั่งเกิดคำพูดเปรียบเปรยว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง เห็นได้จากการประหยัดมากขึ้นของผู้บริโภค ซื้อสินค้าอย่างไตร่ตรองมากขึ้น และเลือกจับจ่ายสินค้าจำเป็น ล้วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจาก เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ ฟลาวเวอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจบริการจัดดอกไม้มิสลิลลี่ เปิดเผยว่า เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้มอบให้คนรักทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ขณะที่ผู้นำเข้าดอกไม้ย่านปากคลองตลาด ก็ได้ปรับตัวด้วยการนำเข้าดอกกุหลาบจากประเทศจีนแทนการนำเข้าจากฮอลแลนด์ เพราะดอกกุหลาบจากจีน ราคาในช่วงวาเลนไทน์ 20-25 บาท/ดอก ถูกกว่าดอกไม้จากฮอลแลนด์จำหน่าย 60-70 บาท/ดอก ทั้งนี้เพื่อรองรับกับกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลงและหันมามอบดอกไม้ในราคาถูกลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อน้อยเมื่อเทียบกับวัยทำงาน

“กระแสธุรกิจจัดดอกไม้ที่ซบเซา ทำให้พ่อค้าแม่ค้าย่านปากคลองตลาด ลดการสั่งดอกกุหลาบเข้ามา อีกทั้งพ่อค้าคนกลางยังฉกฉวยโอกาสปรับราคา จากดอกกุหลาบจีนก่อนหน้าเทศกาลวาเลนไทน์ราคาต่ำกว่า 20 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 28 บาท/ดอก ส่วนดอกกุหลาบฮอลแลนด์จากดอก 40 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 80 บาท/ดอก” ผู้จำหน่ายดอกไม้ย่านปากคลองตลาดกล่าว

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร พิริยาพรรณ ไทยสุริโย รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารภายใต้แบรนด์โดมิโน พิซซ่า, เดอะคอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ, เคียวโชน และมิสเตอร์โจนส์ ออร์ฟาเนจ กล่าวว่า ยังคาดหวังว่าภาพรวมเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้จะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนคือ ร้านอาหารที่แต่ละร้านจะจัดโปรโมชั่นเยอะมาก เพราะต่างก็มองว่าเป็นโอกาสในการทำรายได้ โดยโปรโมชั่นที่เห็นจะมีทั้งอาหารเมนูพิเศษ หรือรายการส่งเสริมการขาย ลดราคา หรือทานครบแล้วได้อะไร เป็นต้น

ขณะที่ธุรกิจในเครือเอฟโวลูชั่นฯ ก็ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษและเมนูใหม่ๆ เพื่อร่วมฉลองวันแห่งความสุขให้กับลูกค้า เช่น ร้านเดอะ คอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ ร้านกาแฟพรีเมียมได้ออกเมนูเครื่องดื่มปั่นสูตรเฉพาะที่ให้ทั้งความหอมหวานของสตรอเบอร์รี่ ขณะที่ร้านเคียวโชน ไก่ทอดสัญชาติเกาหลี จัดสองรายการส่งเสริมการขาย รายการแรก “แชร์รักแท้ที่เคียวโชน” เพียงทานอาหาร 550 บาทขึ้นไป แลกซื้อสวีท โปเตโต้ เพียง 59 บาท จากราคาปกติ 119 บาท ฯลฯ

สำหรับอีกธุรกิจที่มองโอกาสจากเทศกาลแห่งความรักคือธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาจองเพื่อแต่งงาน โดย สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมเอส 31 ซึ่งเป็นโรงแรมย่านสุขุมวิทระดับ 5 ดาว ที่ให้น้ำหนักกับตลาดจัดงานแต่งงานมาก ระบุว่า คู่รักยุคนี้จะให้ความสำคัญเรื่องการใช้จ่ายกับงานแต่งงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้เบ็ดเสร็จอยู่ในก้อนเดียวไม่บานปลาย ซึ่งโรงแรมก็ตอบสนองโดยจัดทำแพ็กเกจรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และมีให้เลือกตั้งแต่ประหยัดที่สุดด้วยงบจัดงาน 900 บาทต่อแขก 1 คน ไปจนถึงสูงๆ 1,300 บาทขึ้นไปต่อคน

 

“โรแมนซ์สแกม” เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416010

"โรแมนซ์สแกม" เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

วิวัฒนาการการหาคู่ระหว่างชายหญิงผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ไล่ตั้งแต่เขียนจดหมายรักฝากไปรษณีย์ โทรศัพท์หยอดเหรียญ ส่งข้อความเอสเอ็มเอส จนถึงแชทผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น แคมฟรอก และเฟซบุ๊ก จากคนแปลกหน้าพัฒนาเป็นคนรัก ทั้งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันสักครั้ง

​ตรงนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพกระโจนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผู้หญิงหลายคนแทนที่จะได้สามี กลับต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า สิ้นเนื้อประดาตัว แสนเจ็บช้ำและอับอาย

“โรแมนซ์สแกม” หลอกรักออนไลน์

คำว่า “โรแมนซ์สแกม” หรือ “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หมายถึง พฤติการณ์ของมิจฉาชีพที่หลอกเอาเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นชายชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา สร้างเรื่องราวดูดีมีชาติตระกูล ปรนเปรอคำหวานให้หลงรักและไว้ใจ ก่อนจะล่อลวงให้ส่งเงินไปให้ด้วยการยกสารพัดเหตุผลมาอ้าง

​จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ปอท.) ระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา เฉพาะคดีเกี่ยวกับโรแมนซ์สแกมถูกร้องเรียนเข้ามาถึง 80 คดี มูลค่าความเสียหาย 150 ล้านบาท ยังไม่นับคดีที่ถูกร้องเรียนไปยังสถานีตำรวจท้องที่และเหยื่อที่ไม่กล้าเข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก

​”มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้รูปโปรไฟล์ชาวต่างชาติผิวขาว หล่อเหลา แต่งตัวดี ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร หมอ สถาปนิก นักธุรกิจ อ้างว่าโสด หย่าร้าง ภรรยาเสียชีวิต แล้วโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา จิบแชมเปญ ล่องเรือยอร์ช กินอาหารร้านแพงๆ แต่ความจริงคือ ผู้ต้องหาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นชายผิวดำมาจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย วันๆนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ มีเงินหน่อยก็ซื้อแลปท็อปคอยจ้องหาเหยื่อตามเว็บไซต์หาคู่ นัดเดท รวมถึงโปรแกรมแชทต่างๆ เช่น ยาฮูแมสเซนเจอร์ สไกป์ เฟซบุ๊ก

เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงโสดอายุ 40-60 ปี การศึกษาดี หน้าที่การงานมั่นคง ที่สำคัญคือมีสตางค์ แก๊งโรแมนซ์สแกมเมอร์จะป้อนคำหวาน ชวนคุยเอาอกเอาใจให้ความหวังสารพัด จนผ่านไปสักพักจะเริ่มออกอุบายล่อลวง ถ้าเหยื่อตายใจก็เสร็จโจร”

ข้อมูลอันน่าตกใจของบก.ปอท.ยังพบอีกว่า ที่ผ่านมาพบเหยื่อที่สูญเสียมากสุดอยู่ที่ 33 ล้านบาท โดยโอนเงินไปให้คนรักออนไลน์ถึง 26 ครั้ง ภายในเวลา 2 ปี ทั้งที่ไม่เคยพบเจอหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถูกคนร้ายใช้จิตวิทยาหว่านล้อมจนหลงเชื่อยอมโอนเงินไปให้มากกว่า 83 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13 ล้านบาท

ผู้ต้องหาชาวไนจีเรีย ที่กองปราบปรามจับกุมได้ หลังแชทหลอกเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

5 สัญญาณเข้าข่าย”ถูกหลอก”

สาวน้อยสาวใหญ่ที่โสดมานาน อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว อยากได้เพื่อนคลายเหงา หากชายหนุ่มชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา พูดจาหวานนุ่มหู ฐานะร่ำรวย เข้ามาทักทายชวนคุยพัฒนาความสัมพันธ์ คงยากที่จะไม่หวั่นไหว

​พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 2 กองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.2 บก.ปอท.) เผยว่า สัญญาณเริ่มต้นบ่งบอกว่ากำลังจะถูกหลอกจากคนรักออนไลน์ มี 5 ข้อที่ควรฉุกคิด

​หนุ่มคนนั้นแสดงออกว่าตกหลุมรักอย่างรวดเร็ว หลังรู้จักกันไม่นานก็ใช้คำเรียกว่า Honey, Baby, My love, My wife ทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน สาเหตุที่ใช้คำเหล่านี้เพราะมิจฉาชีพมักคุยกับเหยื่อพร้อมกันหลายคน จึงคัดลอกข้อความเดิมๆไปใช้คุยกับเหยื่อรายต่อไป เพื่อป้องกันการเรียกชื่อผิด

​ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอนัดเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปตัวเอง แต่เอารูปของคนอื่นที่หน้าตาดีมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก

​รักกันไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆชวนให้เสียเงิน หนุ่มคนนั้นจะอ้างเหตุผลร้อยแปดให้หญิงสาวโอนเงินให้ เช่น ป่วยหนักต้องใช้เงินรักษา ชวนลงทุนทำธุรกิจ บอกว่าจะส่งของขวัญแสนแพงมาให้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนก่อนถึงจะได้รับของ ผ่านการปลอมแปลงเอกสารราชการอย่างแนบเนียน และการสมรู้ร่วมคิดกับมิจฉาชีพคนไทย

เขียนภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวไนจีเรีย แต่แอบอ้างโปรไฟล์ว่าเป็นฝรั่งผิวขาว การสื่อสารจึงกระท่อนกระแท่น แปร่งๆ และผิดเพี้ยน

คุยกันได้แป๊บเดียวแต่ชวนเปิดกล้องทำกิจกรรม Sex online กรณีนี้เหยื่อส่วนมากจะเป็นผู้ชายที่นึกสนุกทำตามคำชวนของสาวแปลกหน้า เช่น ให้ช่วยตัวเองโชว์ คุยเซ็กซ์โฟน หารู้ไม่ว่าขณะกำลังเมามันก็ถูกบันทึกบทสนทนาและภาพเคลื่อนไหว ก่อนจะนำวีดีโอมาขู่แบล็คเมล์เรียกเอาเงินภายหลัง

“เหยื่อส่วนมากเข้ามาแจ้งความหลังถูกหลอกจนแทบหมดตัวแล้ว วันที่มาแจ้งความ บางคนยังปักใจเชื่อด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้ถูกหลอก ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ เดี๋ยวนี้มีถึงขนาดนัดมาเจอตัวแล้วจับเรียกค่าไถ่

ผมเคยเปิดสมุดไดอารี่ของผู้ต้องหาบางคนดูพบว่า มีการจดไว้อย่างละเอียดว่าใครโอนมาแล้วเท่าไหร่ ใครหลอกง่ายหลอกยาก คนไหนชอบอะไร มีรสนิยมยังไง มีข้อความระบุว่าเคยฆ่าทิ้งไปแล้วก็มี

ยกตัวอย่างเหยื่อผู้น่าสงสารที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากการหลงรักชายแปลกหน้าในโลกออนไลน์

สุรีรัตน์ (นามสมมติ) อายุ 69  ปี อดีตอาจารย์วิทยาลัยชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.นครราชสีมา จับกุม หลังพยายามนำธนบัตรดอลลาร์ปลอมใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 20 ใบไปแลกที่ธนาคาร เธอสารภาพว่าคุยกับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลามาได้ 1 ปีเศษอ้างว่าเป็นหมอชาวสหรัฐทำงานอยู่ประเทศซีเรีย ต้องการเดินทางมาพบเธอที่เมืองไทย แต่ติดขัดเรื่องเงินที่ต้องใช้ในการจัดทำเอกสาร

ด้วยความหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ เธอตัดสินใจโอนเงินไปให้ชายคนรักเป็นเงินกว่า 1 แสนบาท สุดท้ายเขาส่งเงินมาชดใช้ให้เป็นธนบัตรปลอมสกุลดอลลาร์ ต้นทางจากประเทศกาน่า

ความฝันพังทลายในวัยบั้นปลายของชีวิต หนำซ้ำยังอาจถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางอีกด้วย

รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

​เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 40,000 คน แนะนำวิธีการสังเกตพฤติกรรมของบรรดามิจฉาชีพโรแมนซ์สแกมเมอร์ไว้อย่างน่าสนใจ

​เมื่อเห็นข้อความจากชายชาวต่างชาติส่งเข้ามาทำทีอยากรู้จัก หรือสนใจเรา

​1.ให้เข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของคนนั้นว่า มีรูปส่วนตัวน้อยเกินกว่าคนเล่นเฟซบุ๊กปกติพึงมีหรือไม่ มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เฟซบุ๊กไม่มีการอัพเดตเท่าที่ควร

​2.ดูรูปภาพว่าหล่อเกินจริง ดูดีมีฐานะเกินกว่าคนปกติจะพึงมีเวลาเล่นเฟซบุ๊กหรือเปล่า ลองนำภาพนั้นไปค้นหาใน google หากเป็นรูปนักการเมือง ดารา นายแบบ ก็จะโชว์ลิงค์และชื่อจริงของรูปนี้ขึ้นมา

​3.โจรเหล่านี้ใช้คำหวาน เช่น Honey, Baby, My love, My wife ตลอดเวลา

​4.ชอบให้ความหวังสวยงามราวคัดลอกมาจากนิยาย เช่น ‘รักคุณมากมายเหลือเกิน’ ‘แต่งงานกับผมนะ’ ‘สักวันนึงเราจะได้เจอกันและอยู่ด้วยกัน’

​5.คุยสักพักจู่ๆก็อยากเห็นหน้าคุณใจจะขาด ชวนให้เปิดกล้องเว็บแคม พยายามพูดจาส่อเสียดไปทางกามอารมณ์ เพื่อให้คุณเผยสรีระร่างกาย สุดท้ายจะอัดคลิปไว้แบล็คเมล์

​6.ชายคนนั้นจะขอเบอร์คุณ แล้วโทรมาหาเพื่อสร้างความประทับใจว่าโทรข้ามทวีป เช่น จากอเมริกา แคนาดา อังกฤษ จงอย่าเชื่อ เพราะเบอร์โทรเหล่านั้นสามารถเช่าได้ไม่ยาก อาจโทรมาจากใกล้บ้าน หรือประเทศเพื่อนบ้าน

7.อยากจะส่งของ จึงขอที่อยู่เพื่อส่งเงินสด เครื่องประดับสุดหรูมาให้ แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีนำเข้า โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะติดต่อคนกลางซึ่งเป็นคนไทยอ้างตัวว่ามาจากบริษัทส่งของ

​8.นอกจากส่งของ ยังมีการสร้างเรื่องราว สร้างสถานการณ์คับขัน เช่น ลูกป่วย โดนคดี ได้รับมรดก ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เพื่อให้คุณเห็นใจ และโอนเงินให้

9.ถ้าคุณบอกว่าได้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ครั้งนี้ให้ครอบครัว หรือเพื่อนฟัง ชายคนนั้นจะออกอาการฉุนเฉียว และน้อยใจ อ้างว่าโตแล้วทำไมต้องไปเล่าให้คนอื่นฟัง

​10.หากชายคนนั้นเปิดกล้องเว็บแคมให้เห็น แล้วนั่งนิ่งๆ หรือเห็นเพียงแวบๆ อย่ามั่นใจว่าคนที่เห็นเป็นพ่อเทพบุตรของคุณจริงๆ อาจอัดคลิปมาจากเหยื่ออื่นแล้วมาหลอกให้คุณตายใจก็เป็นได้

“วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นคือ ตระหนักรู้ด้วยการติดตามข่าวสารเพื่อรู้เท่าทันพฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ไม่แชทคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะเรื่องความรัก ถ้าจะคุยควรคุยผ่านวีดีโอคอลล์หรือเฟซไทม์ และอย่าลืมสังเกตสำเนียงการพูด สุดท้ายขอเรียนให้ทราบว่าราชการไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อโอนเงิน”พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อความรัก หลงใหล เชื่อใจ ทำให้ผู้หญิงหลายคนหน้ามืดตามัว ยอมทำตามชายหนุ่มแปลกหน้าคนรักออนไลน์แทบถวายชีวิต รู้ตัวอีกทีรักครั้งนี้อาจมอบบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืม

ตัวอย่างแชทหลอกลวงของมิจฉาชีพ ที่เฟซบุ๊ก Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) นำมาเผยแพร่เพื่อเตือนประชาชน

 

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415910

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง เห็นชอบให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 15 ก.พ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 17 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ที่มา สส. ควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็น สส.แบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพราะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้มาระยะหนึ่งจนกระทั่งประชาชนเริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแล้ว อีกทั้งทำให้การทุ่มซื้อเสียงของพรรคการเมืองทำได้ยากขึ้น และควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ (สส. 3 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง) เพราะจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นไปได้ยาก

2.ที่มา สว. ควรให้มี สว. 200 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง6 ปี มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลายส่วนอำนาจหน้าที่ควรมีบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไว้ เพราะการกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง อาจทำให้ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของศาลได้

3.การกำหนดที่มานายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พรรคละไม่เกิน
3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภา และถ้าบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวแพ้การเลือกตั้งก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะสม และถ้าพรรคใดเสนอบุคคลซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

4.มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเอาไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้ ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยใช้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภา

ในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้ว ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ

5.ให้นำมาตรา 4 ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ส่วนการนำมาตรา 7 มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการนำมาตรา 7 เดิมไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำมาตราดังกล่าวไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงตามกรอบของมาตรา 205 เท่านั้น และองค์กรอื่นก็ไม่สามารถนำหลักดังกล่าวไปใช้ได้เช่นนั้น

6.ควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ 7.ควรให้คงหลักการตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กรณีบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น 2 แนวทาง คือ 1 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ 2 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

8.ควรเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อให้การรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 9.ควรนำแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 78(2) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นด้วยมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย 10.ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐของประชาชน โดยเห็นว่าในมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญควรมีเนื้อหาดังนี้ “มาตรา 60 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน”

11.กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่ต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นการบังคับทิศทางให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลในอนาคต 12.เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นควรนำรายละเอียดของความหมายของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในมาตารา 73 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแทน

13.ควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาล เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน 14.ควรกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป โดยแยกออกมาจากบท เฉพาะกาลมาเป็นอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้

15.การห้าม คสช. ครม. สนช. และ สปท.สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือเป็น สว. เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับนั้นถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง 16.การกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้ง 10 ฉบับ ภายในเวลาที่กำหนด

17.ควรนำเนื้อหามาตรา 283 ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การไม่ดำเนินการตรากฎหมายภายในเวลาที่กำหนดของ ครม. สส. หรือ สว.ถือเป็นการจงจำไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเว้น แต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสดวิสัย หรือเป็นเหตุที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย