รายงานพิเศษ : สหกรณ์กำแพงแสนฯส่งแบรนด์‘KU Beef’ บุกตลาดโคเนื้อคุณภาพรสชาติดีที่สุดในปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447632

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กำแพงแสนฯส่งแบรนด์‘KU Beef’ บุกตลาดโคเนื้อคุณภาพรสชาติดีที่สุดในปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

KU Beef  แบรนด์ของสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด นำโคเนื้อสายพันธุ์บราห์มัน โคพันธุ์พื้นเมือง และโคพันธุ์ชาโรเลส์มาปรับปรุงสายพันธุ์ จนได้โคลูกผสมพันธุ์กำแพงแสน หรือที่รู้จักกันในนาม “โคเนื้อกำแพงแสน” ที่เข้ากับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศไทย และได้นำมาส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์เลี้ยงเป็นอาชีพสร้างรายได้ พร้อมส่งแปรรูป จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

นายสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์ฯ เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม  2536 โดยเริ่มจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน โดยมีโครงการปรับปรุงพันธุกรรมและสมรรถภาพการผลิตโคพันธุ์กำแพงแสน เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการก็จะมีลูกโค ทั้งเพศผู้และเพศเมีย โคเพศเมียใช้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนโคเพศผู้ มีเพียงบางส่วนที่สามารถนำมาเป็นพ่อพันธุ์ได้โดยเฉลี่ยในเพศผู้ 100 ตัว สามารถทำเป็นพ่อพันธุ์ได้เพียง 20 ตัว เท่านั้นจึงเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรกับโคเพศผู้ที่เหลือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของเกษตรกร จัดตั้งสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนจำกัด ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและจัดการด้านการตลาดโคขุนเพื่อรองรับกำลังการผลิตของสมาชิก โดยสหกรณ์ดำเนินการเปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของโครงการปรับปรุงพันธุกรรมและสมรรถภาพการผลิตโคพันธุ์กำแพงแสน และสมาชิกผู้เลี้ยงโคเนื้อทั่วไปมีเครื่องหมายทางการค้าคือ KU Beef  (เคยูบีฟ) นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิก พร้อมกับแปรรูปเพิ่มช่องทางการตลาด โดยสหกรณ์ฯ ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 10,850,154 บาท โดยสหกรณ์สมทบ 10% เป็นเงิน 1,085,015.40 บาท เพื่อนำมาจัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปต่างๆ ประกอบด้วย เครื่องบรรจุสุญญากาศ ขนาดปั๊มป์ 21 ล.บ.ม./ชม. 4 เครื่อง,เครื่องบรรจุสุญญากาศ 2 ช่อง ขนาดปั๊ม 302 ลบ.ม./ชม.1 เครื่อง, เครื่องบรรจุสุญญากาศแบบ Skin Pack ขนาดปั๊ม 100 ลบ.ม./ชม.1 เครื่อง, เครื่องสไลด์เนื้อ ขนาด 0.5 แรงม้า 4 เครื่อง, เครื่องสไลด์เนื้ออัตโนมัติ ขนาด 1,500 วัตต์ 2 เครื่อง, ชุดมีดเลาะซากและตัดแต่งเนื้อโค1 ชุด, อุปกรณ์ล้างเครื่องมือ3 ชุด, เลื่อยสายพานตัดกระดูก ขนาด 2 แรงม้า 1 เครื่อง, ระบบน้ำร้อนทำความสะอาด ทำอุณหภูมิ 90 องศา1 ชุด, รถห้องเย็น 4 ล้อ พร้อมตู้และเครื่องทำความเย็น1 คัน, อุปกรณ์และระบบไฟฟ้าสำรอง1 ชุด, ห้องเย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิ -30 -25 องศาเซลเซียส ขนาด 3x3x4 เมตร 1 ห้อง และห้องเย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิ -5 -25 องศาเซลเซียสขนาด 5x8x5.5 เมตร 5 ห้อง

“จากการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ฯสามารถผลิตเนื้อแปรรูปที่มีมาตรฐาน คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม รวมถึงยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษา เพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุน และมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะจำหน่ายเนื้อโคขุนในรูปแบบของชิ้นส่วนใหญ่ (Wholesale cut) ชิ้นส่วนย่อย (Retail cut) และผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคขุน เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และเนื้อเสียบไม้ โดยสหกรณ์ฯได้เชื่อมโยงการตลาดผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในการเป็นศูนย์กลางการรวบรวมและส่งจำหน่าย นอกจากนี้ ยังส่งเนื้อโคไปจำหน่ายยังห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และแผงค้าเนื้อต่างๆรวมทั้ง ร้าน Ku Beef Butcher ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยปัจจุบันสหกรณ์มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,500 ตัวต่อปี” นายสุรชัย กล่าว

สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด มุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคเนื้อ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ-ปลายน้ำ ให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่มีลูกคอก(โคแม่พันธุ์ที่ลงทะเบียนไว้กับสหกรณ์แล้วให้ลูก) ส่วนสมาชิกผู้ขุนโค สหกรณ์ฯจะให้เงินสนับสนุนการขุนโค ตัวละ 3,500 บาท และให้เงินสนับสนุนลูกคอก ตัวละ 2,000 บาท เมื่อนำโคมาลงทะเบียนขุนหรือมาลงทะเบียนลูกคอก เพื่อให้ได้โคขุนที่มีคุณภาพและน้ำหนักดี

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์โคเนื้อของสหกรณ์กำแพงแสน จำกัด ได้รับการยอมว่าเป็นเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพที่มีรสชาติดีที่สุดในประเทศไทย และมีจุดขายโดดเด่นเหมาะสมกับสโลแกนที่ว่า “เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย”

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445501

news_default

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แบนสารเคมีเกษตรใครได้ใครเสีย

สารเคมีทางการเกษตรที่อยู่ในกระแสการเสนอยกเลิกการใช้มี 3 ชนิด ประเด็นของการเสนอแบนยาทั้ง 3 ชนิดคืออะไร “เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค” เรื่องนี้กลุ่มเสนอแบนเขาพูด ประเทศไทยใช้ยาเคมีการเกษตรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนมีวลี “แผ่นดินอาบสารพิษ” รวม 2 ประเด็นหลักที่ผู้เสนอให้ยกเลิกการใช้กล่าวกับสังคม ความจริงคืออะไร

เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค?

สารเคมี 3 ตัวเป็นยาฆ่าหญ้า 2 ชนิด และยาฆ่าแมลง 1 ชนิด พาราควอต และไกลโฟเซต เป็นยาฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอสเป็นยาฆ่าแมลง มันไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างไร อะไรที่ทำให้ไม่ปลอดภัย สารเคมีทั้ง 3 ชนิด กับสารเคมีอื่นๆ ที่ไม่ถูกเสนอยกเลิกการใช้มันปลอดภัยกว่ากันใช่หรือไม่นี่เป็นคำถามของเกษตรกรที่ถูกกระทำ

NGO บอกว่า พาราควอตต้องยกเลิกการใช้

ไกลโฟเซต ต้องจำกัดการใช้

คลอร์ไพริฟอสต้องยกเลิกการใช้

NGO เอาอะไรมาตัดสินให้สารเคมี 3 ชนิดนี้เป็นจำเลย ในเมื่อสารเคมีเกษตรทุกชนิดมีพิษต่อมนุษย์ สัตว์และพืช

สิ่งที่เกษตรกรคิด?

NGO ต้องการแบนพาราควอตเป็นหลัก ส่วนไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นแค่องค์ประกอบเพื่อไม่ให้เห็นเจตนาที่แท้จริง ที่ต้องการแบนพาราควอตตัวเดียวเท่านั้น เพื่อเอากลูโฟซิเนตเข้ามาขายแทน ตามที่ NGO เคยพูดเอาไว้ว่าจะนำกลูโฟซิเนตเข้ามาใช้ทดแทน

ถ้าการแบนพาราควอตเป็นผลสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปล้น มันเป็นการปล้นเกษตรกรชัดๆ

กลูโฟซิเนตเป็นยากำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลาย มีฤทธิ์แบบเผาไหม้ และดูดซึม ซึ่งเหมือนกับใช้พาราควอตผสมกับไกลโฟเซต นั่นหมายความว่าจะมีผลกับพืชหลัก เพราะมีการดูดซึมซึ่งต่างจากพาราควอตที่ไม่มีการดูดซึมจึงไม่มีผลกระทบต่อพืชหลัก

ปล้นอย่างไร?

พาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 370 – 400 บาท เมื่อปีพ.ศ. 2558 หลังการเสนอการแบนสารพาราควอต ราคาเริ่มปรับตัวแพงขึ้น จนถึงปัจจุบันพาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 800 – 850 บาท ตกลิตรละ 170 บาท ถ้าเอากลูโฟซิเนตมาใช้แทนพาราควอต (แบบบังคับเพราะไม่มีพาราควอต) จะเกิดอะไรขึ้นพาราควอต 170 บาทต่อลิตร อัตราการใช้ 300 ถึง 500 CC ต่อไร่ เท่ากับ 85 บาทต่อไร่กลูโฟซิเนต ราคาลิตรละ 480 – 500 บาทอัตราการใช้ 1,000 ถึง 1,200 CC ต่อไร่ เท่ากับ 600 บาทต่อไร่(มีผลกระทบต่อพืชหลัก) ราคาของกลูโฟซิเนตแพงกว่าพาราควอต 7 เท่า นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ผลิตกลูโฟซิเนตทั้งหลาย นี่คือการปล้น

อะไรจะเกิดขึ้น เกษตรกรก็จะยังไม่ใช้กลูโฟซิเนต แต่จะเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีในกลุ่มคุมฆ่าวัชพืชมากขึ้นเพื่อทำการป้องกันวัชพืชงอก และฆ่าหญ้าเล็กในแปลงให้มากที่สุด เพราะรู้ว่าไม่มี พาราควอตใช้นั้นก็หมายความว่าเคมีเกษตรตัวอื่นๆ ก็ได้อานิสงส์ไปด้วย กลุ่มธุรกิจเคมีเกษตรมีแต่ได้กับได้…..ดูแล้วไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มเคมีเกษตรไม่ออกมาสู้…….แต่คนที่ออกมาสู้คือเกษตรกร ชนะหรือแพ้…..ก็เตะหมูเข้าปากหมาอยู่ดี

ยาที่จะใช้ในพืชแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน

-พืชไร่ อ้อย ข้าวโพด พืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะใช้ อาร์ทราซีน อาร์มีทรีน อาร์ลาคลอร์ 2-4 D. มากขึ้น

พืชไร่ใบเลี้ยงคู่ มันสำปะหลัง ก็จะใช้ยาคุมฆ่าหญ้าเล็กในไร่มันในปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผลจะลำบากมาก เพราะเป็นหญ้าแก่ หญ้าข้ามปี อาจจะใช้ไกลโฟเซตหรือกลูโฟซิเนต ต้องฉีดอย่างระมัดระวังอย่างมาก มองไม่เห็นทางออกครับ………… เกษตรกรตายลูกเดียว

ระหว่างเขียนเรื่องนี้อยู่ ได้ฟังการแถลงข่าวของประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการควบคุมการ
ใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าคณะกรรมาธิการ 2 ท่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ถูกขู่ฆ่า…… จะบ้ากันใหญ่แล้ว…… ดูหนังมากไปรึเปล่า…..

เครือข่ายเกษตรกรไทย

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกร-ภาคเกษตรเป็นผู้ร้าย …ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444169

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกร-ภาคเกษตรเป็นผู้ร้าย …ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ท่ามกลางภารกิจที่สำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การช่วยเหลือประชาชน พี่น้องเกษตรกร ที่ประสบกับภัยแล้ง และตามมาด้วยอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบทุกจังหวัด ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ที่รัฐมนตรีของทุกกระทรวงต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน กระทบกับประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ

แต่ในสภาวะวิกฤติอย่างนี้กลับปรากฏว่า รัฐมนตรีบางกระทรวงและบางพรรคกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องของการแบนสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพรีฟอส และต้องดำเนินการโดยทันที โดยการสร้างนวัตกรรม เช่น แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ จะปล่อยให้มีคนตายทุกวันได้อย่างไร หรือรัฐมนตรีบางคนบุกไปถึงหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ทวงขอข้อมูลสต๊อกสารเคมี และยังไปตรวจสอบถึงโกดังที่เก็บสารเคมีที่นำเข้าของบริษัทต่างๆรวมทั้ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาก็ให้สัมภาษณ์แทบทุกวัน ว่าต้องแบนสารทั้ง 3 ชนิดนี้โดยทันทีโดยอ้างว่าเป็นมติของที่ประชุม ซึ่งสื่อมวลชนได้มีการเสนอข่าว โดยโพสต์คำพูดของบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะThai PBS ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่จัดตั้งขึ้นมาใช้ภาษีอากรของประชาชน รวมทั้ง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้แบนสาร 3 ชนิดนี้ทันที (ท่านถามชาวสวนยางพารา สวนปาล์ม สวนไม้ผลในแถวบ้านท่านบ้างหรือยัง)เสมือนว่าถ้าไม่ดำเนินการทันทีประเทศไทยจะต้องล่มสลายแน่นอน

จากสิ่งที่เสนาบดีของกระทรวงที่สำคัญ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการสายกระทรวงสาธารณสุข และ NGOs ต่างก็ออกมาให้มีการแบนสารทั้ง3 ชนิด โดยอ้างว่าเป็นพิษร้ายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน “แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ” ข่าวที่ตอกย้ำออกมาทุกวันจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เสมือนว่าเกษตรกรไทยกลายเป็นผู้ร้าย ภาคเกษตรไทยทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษโดยที่เกษตรกรผู้ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงไม่เคยมีโอกาสที่จะออกมาพูดให้ข้อมูล หรือช่องทางที่จะสื่อสารข้อเท็จจริงออกไปสู่สังคม เพราะกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเหล่านี้มองว่า เกษตรกรเป็นผู้ไม่รู้ เป็นผู้ไม่ตื่นเป็นผู้รับผลประโยชน์จากบริษัท ช่องทางสื่อสารของเกษตรกรยังถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็น โดยหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน หรือแม้แต่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 39 คน ไม่มีใครที่มาจากเกษตรกรหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีทั้ง3 ชนิด แต่กลับมีผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขBIOTHAI เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thia-PAN)ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ สส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และส่วนใหญ่เป็น สส.ต่างจังหวัดกับไม่เห็นหัวและความสำคัญของเกษตรกร ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกตั้ง สส.เหล่านี้เข้ามา ที่ควรจะเสนอ ให้มีผู้แทนเกษตรกรเข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยแม้แต่คนเดียว

ดังนั้น เครือข่ายเกษตรกรไทยจะเริ่มตีแผ่ความจริงของกระบวนการที่มองเกษตรกร และภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย “แผ่นดินของประเทศไทย อาบด้วยสารพิษ” “ภาคเกษตรไทย ไร้ประสิทธิภาพ ผลผลิตคุณภาพต่ำ ต้นทุนสูง”“ผลผลิตมีสารตกค้าง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค” “หยุดสารเคมี เกษตรสารพิษ ฆ่าทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ใช้การผลิตอินทรีย์” หรือ “ยาฆ่าแมลงปนเปื้อนในผัก หนึ่งในสารก่อมะเร็ง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตปีละ 45,000 คน”อันเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข ที่ 2383/2559 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ซึ่งที่ปรึกษาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ผู้แทนจากองค์กร NGOs เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thia-PAN) เป็นเลขานุการร่วม โดยกรรมการทั้งหมด 21 คน ประกอบด้วยบุคลากรของ สธ. เป็นส่วนใหญ่ และมีผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียง 2 คน แต่ไม่มีผู้แทนเกษตรกร และภาคเอกชนเลย แม้แต่คนเดียว และจากคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นที่มาของการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส ดังจะได้นำมาเสนอเป็นลำดับในโอกาสต่อไป

เครือข่ายเกษตรกรไทย

รายงานพิเศษ : จับตากยท.ก้าวเข้าสู่ปีที่5 ภายใต้รักษาการผู้ว่าฯคนใหม่ ‘สุนันท์ นวลพรหมสกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443952

news_default

รายงานพิเศษ : จับตากยท.ก้าวเข้าสู่ปีที่5 ภายใต้รักษาการผู้ว่าฯคนใหม่ ‘สุนันท์ นวลพรหมสกุล’

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องยางของประเทศครบวงจร ซึ่งขณะนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ภายใต้การนำของรักษาการผู้ว่าการ กยท.คนใหม่ คือนายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ซึ่งถือเป็นลูกหม้อของกยท. ที่มาจาก กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)เดิมหลังได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกยท.แล้ว นายสุนันท์เข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. วันที่ 16 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณแล้ว ดังนั้นมาดูว่า กยท.ตั้งแต่ปี 2563 จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างภายใต้รักษาการผู้ว่าฯ คนใหม่

นายสุนันท์กล่าวว่า จากนี้กยท.ต้องทำ ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในมาตรา 9 และ 10 ในการดูแลพี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ในปี 2563 จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของเกษตรกรจะสนับสนุนความรู้ เงินกู้ เงินสนับสนุน เพื่อให้เกษตรกรดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนกับกยท.ประมาณ 1.7 ล้านคน พื้นที่รวม 19 ล้านไร่ ส่วนสถาบันเกษตรกรก็สร้างความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกจังหวัดและทุกเขต รวมทั้งยกระดับสู่ตลาด เพื่อที่จะให้เกษตรกรเข้าใจราคายางว่า เป็นราคาตลาดโลก ไม่ใช่ราคาของประเทศไทยประเทศเดียว ราคายางขึ้นก็ขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกันกับราคายางลงก็ลงทั่วโลก ซึ่ง กยท.มีเงินกองทุนที่จะให้สถาบันเกษตรกรกู้ยืม เพื่อพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการที่แปรรูปเป็น โดย กยท.จะจัดการตลาดให้

ส่วนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาง กยท.จะเข้าไปช่วยเหลือให้สู้ต่างประเทศได้ เข้าไปเจรจาเรื่องที่มีปัญหาให้ เพื่อขยายตลาดเพิ่ม ซึ่งตลาดยางไม่ใช่ตลาดใหม่ เป็นตลาดที่มีอยู่ทุกวัน เพียงแค่ว่าเราไปเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยนำข้อได้เปรียบในเรื่องคุณภาพไปใช้ขยายตลาด ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องคุณภาพและปริมาณของยางพาราในโลก ปัจจุบันมีเพียงพอกับความต้องการ

ส่วนงานประจำอีกงานที่ต้องดำเนินการคือ ลดพื้นที่ปลูกยางลงปีละ 400,000 ไร่ในปี 2562 มีเกษตรกรขอโค่นยางมากกว่า 400,000 ไร่ เมื่อโค่นแล้วเกษตรกรส่วนหนึ่งจะปลูกพืชอื่น โดยขอรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อปลูกยางเหมือนเดิมประมาณ 250,000 ไร่ พืชอื่น 150,000 ไร่ โดยพืชอื่นที่นิยมคือ ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และไม้ยืนต้น ในปี 2563 ก็เช่นเดิมตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกยางลงอีก 400,000 ไร่

นอกจากนี้ กยท. จะปรับการดำเนินงานของตลาดกลางยางพาราใหม่ จะปิดตลาดพร้อมกับตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นตลาดสิงคโปร์(SICOM) ตลาดโตเกียว(TOCOM) ตลาดเซี่ยงไฮ้(SHFE) เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อค้าคาดการณ์ราคาปิดในประเทศไทยได้ รวมทั้งจะแบ่งเวลาเปิดตลาดเป็นช่วงๆเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นผู้ประกอบการรายเล็กเข้าซื้อขายสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้

รวมทั้งจะปรับปรุงตลาดให้เป็นตลาดที่เกษตรกรมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ต่างประเทศเข้ามาลงทะเบียนและประมูลได้เลย ถ้าให้ต่างประเทศเข้ามาประมูล เกษตรกรจะได้รู้ว่าราคายางต่างประเทศเป็นยังไง มีคู่แข่งมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นเพราะทั่วโลกสามารถซื้อได้ เกษตรกรจะได้รู้ว่าราคาต่างประเทศเป็นอย่างไร และรู้เลยว่าไม่มีใครกำหนดราคายางได้

นอกจากนี้ จะปรับปรุงการล็อกอินเข้าตลาดประมูลยาง ซึ่งจะกำหนดอายุการใช้งาน เช่น หากเกิน 2 เดือน ไม่มาประมูลล็อกอินนั้นจะหมดอายุทันที จะเข้าไปประมูลต้องขอใหม่ ป้องกันเข้ามาแอบดูราคาของคนอื่นๆ เวลาประมูล รวมทั้งเมื่อประมูลแล้วห้ามถอนออก ป้องกันการแกล้งตลาด หรือซื้อเก็งกำไร ซึ่งต่อไปการเสนอราคาประมูลต้องพิจารณาอย่างละเอียด ต้องเป็นราคาจริง รวมทั้งในอนาคตการซื้อขายยาง จากตลาดประมูลยางทั้ง 6 แห่งของ กยท.คือที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.บุรีรัมย์ จ.หนองคาย และจ.ยะลา จะปรับระบบใหม่ สหกรณ์ไม่ต้องขนยางไปที่ตลาด ประมูลยางในแอพพลิเคชั่นแทน แต่สหกรณ์ต้องผลิตยางได้ตามสเปคที่ลูกค้าต้องการ พอประมูลได้ก็นำมาส่งเลย ระบบนี้จะประหยัดค่าขนส่งได้ประมาณ 20 สตางค์ต่อกิโลกรัม

รักษาการผู้ว่าฯ กยท. กล่าวด้วยว่า บุคลากร กยท.เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง โดยพิจารณาจัดคนให้ตรงความสามารถ เน้นระบบคุณธรรม ลดระบบอุปถัมภ์ต้องปลุกขวัญกำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กร ต่อไปนี้คนทำงานต้องได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยใช้ระบบคุณธรรมพิจารณาบุคลากรที่จะก้าวเข้าสู่การบริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ต้องปรับปรุงการให้ผลตอบแทนใหม่ ต้องสร้างแรงจูงใจ เพื่อที่ได้คนทำงานเก่ง มีฝีมือ เชี่ยวชาญ และมีความสามารถ ซึ่งจะทำให้การทำงานของ กยท.มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมปรับปรุงให้ทุกหน่วยงานของ กยท.มีสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ปัจจุบัน กยท.มีอัตรากำลังที่ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อมีคนเกษียณแล้วจะไม่รับเพิ่ม ยกเว้นจำเป็นจะใช้วิธีจ้าง

“กยท. ต้องเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง มีประสิทธิภาพการทำงานสูง พนักงานทุกคนจะทำแผนรายบุคคล แผนแผนก แผนกอง แผนฝ่าย แผนเขต และแผนองค์กร ทุกคนจะมีตัวชี้วัด โดยเริ่มนำมาใช้่ในปี 2563 เพื่อกระตุ้นการทำงาน คนที่ทำงานดีจะได้รับผลตอบแทนที่ดีเอาตัวเลขเป็นตัวชี้วัด” นายสุนันท์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2563 กยท.ต้องการทำธุรกิจ ตามมาตรา 9 (2) ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย คือ ธุรกิจเกี่ยวกับยาง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 กยท.ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมาเพื่อหารายได้จากการบริหารงานด้านธุรกิจ โดยจะต้องเป็น Global player ตัวหนึ่งในตลาด เพื่อไปทำตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งหน่วยธุรกิจนี้ในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การเป็นบริษัทลูกของ กยท. โดยจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับยางทั้งหมดที่มีอยู่ ล่าสุดสั่งให้เปิดโรงงานของกยท.ทั้ง 6 โรงงาน ซึ่งมีทั้งโรงงานผลิตยางแท่ง โรงงานน้ำยางข้น โรงงานยางแผ่น โรงงานแปรรูปไม้ ซึ่งจะสอดรับกับหน่วยธุรกิจ ที่จะนำ กยท.เข้าสู่การเป็น Global player

หลังจากนี้ ต้องจับตาดู กยท.ในมิติใหม่ ภายในการบริหารงานของลูกหม้อ กยท. “สุนันท์ นวลพรหมสกุล” จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่?

รายงานพิเศษ : สกก.ศุภนิมิตหนองยายดา แหล่งรวบรวมผลผลิตข้าว-แปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442800

x

รายงานพิเศษ : สกก.ศุภนิมิตหนองยายดา แหล่งรวบรวมผลผลิตข้าว-แปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกที่สำคัญของสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่ อำเภอทัพทัน อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปต่างให้ความไว้วางใจในการซื้อ-ขายข้าวเปลือกด้วยดีตลอดมา เนื่องจากสหกรณ์มีตาชั่งที่ได้มาตรฐาน และรับซื้อในราคาที่ยุติธรรม

นายเสงี่ยม เกตกิจ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ในระยะเริ่มแรกสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา  จำกัด มีสมาชิกเพียง  50 คนมีทุนเรือนหุ้น จำนวน 1,400 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นเงิน14,000 บาท นายสมบูรณ์  ดิษประภัส ซึ่งในขณะนั้นเป็นประธานโครงการของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เขตอำเภอทัพทัน  เป็นแกนนำในการจัดตั้ง โดยมีมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ  เช่น  สนับสนุนจัดจ้างเจ้าหน้าที่บัญชี 1 ตำแหน่งจัดจ้างผู้จัดการสหกรณ์ 1 ตำแหน่ง และสนับสนุนอุปกรณ์ในการดำเนินงาน เช่น คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานจำนวน 1 ชุดสหกรณ์เริ่มดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตโดยเช่าตาชั่งใหญ่พร้อมลานตากจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองยายดา ดำเนินธุรกิจแปรรูปผลผลิตโดยเช่าโรงสีของกลุ่มทำนาหนองยายดา ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายโดยเช่าปั้มน้ำมันจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ทำให้สหกรณ์เริ่มมีกำไร ส่งผลให้การดำเนินงานของสหกรณ์เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ มีการขยายสถานที่ห้องตาชั่งใหญ่สำนักงานชั่วคราว และขยายโกดังเก็บสินค้าที่ได้จากการแปรรูป (ข้าวเปลือก) ต่อจากโรงสีข้าวไว้เพื่อรอจำหน่าย ในปี พ.ศ.2548 สหกรณ์ฯได้สร้างอาคารสำนักงาน ขนาดกว้าง 4×8 เมตร และได้ต่อเติมเพิ่มจากอาคารเดิมจนเป็นสำนักงานที่ใช้ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน และสหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ในปี พ.ศ. 2550 สหกรณ์ได้จัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 1 แปลง จำนวน 92 ไร่ เพื่อจัดพื้นที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” ในปี พ.ศ. 2552 จัดซื้อที่ดินเพิ่ม จำนวน 12 ไร่ ซึ่งติดกับ ถนนสายทัพทัน – สว่างอารมณ์ เพื่อจัดตั้งสำนักงาน ปั๊มน้ำมัน ลานตากพร้อมเครื่องชั่งใหญ่ และเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสมาชิก

ต่อมาเมื่อธุรกิจของสหกรณ์มีการเติบโตเพิ่มขึ้น สหกรณ์จึงได้ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการสร้างโรงสี เครื่องยิงสี ลานตาก เครื่องชั่ง พร้อมทั้งไซโลขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บข้าวได้กว่า 1 หมื่นตัน เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกในช่วงราคาข้าวตกต่ำ รวมทั้งโรงสีต่างๆ ชะลอการรับซื้อข้าวเปลือก สหกรณ์ก็จะรับซื้อข้าวเปลือกของสมาชิกและเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม นำมาสี-แปรรูปเป็นข้าวสารออกจำหน่ายและยังให้บริการสีข้าวให้เกษตรกร สมาชิกฟรี เพื่อนำไปบริโภคเองในครัวเรือน หรือนำไปขายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเป็นหลักมีสัดส่วนธุรกิจมากกว่าร้อยละ 86 ของธุรกิจทั้งหมด สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก 1,400 คน ได้กว่า 10,000 ตันต่อปี และสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาเพื่อการส่งออกข้าว เพื่อให้สามารถรองรับการรวมและแปรรูปผลผลิตของเกษตรกรสมาชิก พร้อมทั้งพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะด้านการเกษตรให้กับสมาชิก โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบให้เป็นองค์กรภาคเกษตร ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐได้ครบทั้งวงจร และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวเป็นผู้ส่งออกได้ ขณะเดียวกันสหกรณ์ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แลกเปลี่ยนแนวคิด การดำเนินธุรกิจ แนะนำแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล ระบบการจัดการข้าวรวมถึงความปลอดภัยกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ข้าวของสหกรณ์มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จากการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เชื่อมั่นว่านอกจากจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงสามารถขยายตลาดเชื่อมโยงกับผู้ซื้อได้โดยตรงแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวได้เองในอนาคตอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442300

x

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ทำการเกษตรมาก 1 ใน 3 ของประเทศ มีเนื้อที่เพาะปลูก 60 ล้านไร่ แต่ในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาดินเค็มถึง 17.5 ล้านไร่ คิดเป็น 29% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งปัญหาดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ผลผลิตต่ำ โดยพบว่าภาคอีสานมีอัตราการขยายตัวของผลผลิตด้านการเกษตรต่ำสุด จึงส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรภาคอีสานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้น้อยจะส่งผลเชื่อมโยงต่อรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาดินเค็ม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มในการเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้และยกระดับให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด

 

นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า
พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินเค็ม ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ดังนั้นการแก้ปัญหาดินเค็มจะต้องแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ เน้นการปรับปรุง พัฒนา และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของดินได้อย่างเต็มที่ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ที่ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จึงได้ทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานของโครงการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล (ทุ่งเมืองเพียโมเดล)มาเป็นต้นแบบขยายผลแก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด เน้นการบริหารจัดการพื้นที่ดินเค็มเชิงรุก เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับวิธีดำเนินการนั้นมีทั้งการปรับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยการจัดรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ให้มีความสม่ำเสมอทั้งแปลง ทำคันนาให้มีขนาดใหญ่ เพื่อกักเก็บน้ำในแปลงนาได้ดีขึ้น อีกทั้งสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา เช่น ยูคาลิปตัส กระถินออสเตรเลีย หรือพืชทนเค็ม เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร โดยพืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับความเค็มสะสมไว้ที่ต้น เมื่อถึงเวลาที่ตัดต้นไม้ออกไปความเค็มก็จะออกไปด้วย เป็นการลดปริมาณความเค็มในพื้นที่ลงได้ส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำระบบชะล้างเกลือร่วมกับทำคันคูเพื่อระบายน้ำ เป็นระบบระบายเกลือแบบคลองเปิด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน ช่วยลดการแพร่กระจายดินเค็มไปยังพื้นที่อื่น

 

 

นอกจากการปรับโครงสร้างพื้นฐานยังส่งเสริมการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ดินเค็มให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ทำการเกษตรได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนลดลง เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ยังได้ทำมาตรการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกิดดินเค็ม อย่างเช่น พื้นที่เชิงเนินซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการร่วมมือกับเกษตรกรและภาคเอกชนในการรณรงค์ปลูกป่าต้นน้ำ ปลูกพืชคลุมดินช่วยดูดซับเกลือไม่ให้แพร่กระจายลงมาสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมได้ในอนาคต

ผลจากการเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ของทั้ง 8 จังหวัดภาคอีสานเหนือ ซึ่งเน้นการทำเป็นตัวอย่างโดยคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการมุ่งไปในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับเกษตรกรในจังหวัดนั้น โดยพบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจอยากเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งด้านคุณสมบัติทางดินที่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง อีกทั้งเกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนา โดยเฉพาะยูคาลิปตัสทนเค็ม ซึ่งตัดขายได้ประมาณปีที่ 4 ได้ต้นยูคาลิปตัสขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 – 3.0 นิ้ว (ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 16 ตันต่อไร่ รายได้ 1,200 บาทต่อตัน) หรือมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 4,000 บาทต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรหลายรายมีการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลชนิดต่างๆ ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ยังมีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ สภาพแวดล้อมดีขึ้น สภาพภูมิอากาศโดยรวมดีขึ้น มีร่มเงาไม้ ดินดีขึ้น ปัญหาดินเค็มน้อยลง ที่สำคัญคือเกษตรกรมีความตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาดินเค็ม สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ดินเค็มให้กลับมาปลูกพืชได้ ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ลูกหลานกลับคืนถิ่นฐานมาช่วยทำการเกษตร ความสุขในครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441162

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ  ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด สหกรณ์ขนาดใหญ่ในอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ ที่นำพาเหล่าสมาชิกข้ามพ้นวิกฤติราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรผสมผสานที่ปลอดภัย ไร้สารเสริมจากการปลูกสับปะรดและข้าวโพดหวานที่ปลูกกันมานาน เพื่อเป็นทางเลือก ทางรอดจากปัญหาภัยแล้ง และปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ

คุณพนาพร ปิติสกุลสวัสดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรห้วยคตจำกัด เล่าให้ฟังว่าสหกรณ์ฯ ได้เริ่มสนับสนุนให้สมาชิกดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งผักสวนครัว ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ปีกเลี้ยงปลา ปลูกผักปลอดภัยในโรงเรือน เป็น “เกษตรอินทรีย์วิถีไทย”และเมื่อปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของสมาชิกแล้ว สิ่งสำคัญคือการให้องค์ความรู้แก่สมาชิก โดยภายในสหกรณ์ฯ ได้แบ่งพื้นที่23 ไร่ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำแปลงเรียนรู้การเกษตรแบบผสมผสาน ทดลองปลูกพืชทุกชนิดที่จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกโดยทำแบบปลอดสาร ปลอดภัย มีกิจกรรมสาธิตการทำปุ๋ยคอกทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มีแหล่งเรียนรู้เรื่องธนาคารน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

อีกทั้งในทุกเดือนจะจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้สมาชิกในเรื่องต่าง ๆ เช่น ในเดือนกันยายน เป็นการแนะนำส่งเสริมการปลูกโกโก้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่สหกรณ์ฯ กำลังสนับสนุนให้สมาชิกปลูก เพราะดูแลง่าย ไม่ค่อยมีศัตรูพืชรบกวน ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งมาก ต้นอายุ 3 ปี เริ่มเก็บเกี่ยวได้ และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุก 15 วัน ไปตลอดอายุประมาณ 50 ปียิ่งถ้ามีระบบน้ำในฤดูแล้ง ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจร ที่กำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทผลิตสมุนไพรแคปซูล ซึ่งสหกรณ์ฯหาตลาดรองรับไว้อย่างครบวงจรแล้วแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การซื้อขายล่วงหน้าและประกันราคา ขมิ้นชันกับฟ้าทะลายโจรสหกรณ์ฯ ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านไร่มอญพันธุ์ จังหวัดลพบุรี ที่จัดหาต้นพันธุ์ พร้อมส่งคนมาให้ความรู้ ติดตามดูแลการปลูกและรับซื้อสมุนไพรโดยการซื้อขายล่วงหน้า ขมิ้นชันซื้อขายกิโลกรัมละ 12 บาท ฟ้าทะลายโจร ซื้อขายที่กิโลกรัมละ10 บาท ส่วนโกโก้มีคู่ค้าคือบริษัทโกโก้ไทย 2017 จำกัด ทำการซื้อขายแบบประกันราคา ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ5 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาตลาดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องสินเชื่อโครงการจัดหาแหล่งน้ำให้สมาชิก โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมไปถึงการมีเครือข่ายกับโรงเรียนอนุบาลห้วยคต ในโครงการเด็กดีมีเงินออม และฝึกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้นักเรียนได้บริโภคผักปลอดภัยและมีรายได้จากการเก็บผลผลิตขายสหกรณ์ เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครอบคลุม

ขณะที่คุณสังวาลย์ ไม้ลา หรือป้าไข่ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด เล่าถึงการทำการเกษตรของตนเองให้ฟังว่า แต่เดิมตนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดทั้งข้าวโพดและสับปะรด แต่ก็ประสบปัญหาฝนแล้ง ราคาตกต่ำ ทำให้มีหนี้สินมาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้แนะนำให้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน จากพื้นที่ปลูกสับปะรด 25 ไร่ ก็แบ่งมาทำผสมผสาน 10 กว่าไร่ ปลูกมะเขือ พริก กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะยงชิด ทุเรียน มะละกอ พืชสวนครัว และข้าวไร่ โดยสหกรณ์ฯได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ 10 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวแล้วนำเข้าโรงสีชุมชน ทำให้มีข้าวเก็บไว้กิน เมื่อได้ผลผลิตก็นำคืนสหกรณ์ฯ พร้อมส่วนต่างให้เล็กน้อย เพื่อต่อยอดการทำธนาคารข้าวของสหกรณ์ฯ ต่อไป

นอกจากนี้ ตนยังได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ฯ ในเรื่องการทำแหล่งน้ำ กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ย ขุดแหล่งน้ำ 4 สระ ไว้เลี้ยงปลา ต่อมาขยายทำแท็งก์เก็บน้ำ และขุดเจาะบ่อบาดาล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดึงน้ำขึ้นมาใช้ ทำให้ที่ดินของป้าไข่ สามารถทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ผลดีตลอดปี

“เมื่อก่อนเคยมีรายได้จากการขายข้าวโพดและสับปะรดเท่านั้น แต่หลังจากหันมาทำการเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายจากการเก็บพืชผักต่างๆ ขายทุกวัน ตกเดือนละ2,000-5,000 บาท และที่สำคัญผลผลิตในพื้นที่ทั้งข้าวไร่ พืชผัก กล้วย ปลา สามารถเก็บไว้บริโภคเองเป็นอาหารประจำวัน ไม่ต้องซื้อหา ทำให้สามารถลดรายจ่าย พอกิน พอใช้ เมื่อสับปะรดได้เวลาเก็บเกี่ยวก็ปลดหนี้ได้ ไม่ลำบากเหมือนที่ผ่านมา” ป้าไข่ กล่าว

การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นทางเลือกที่นำไปสู่ทางรอดของสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้เป็นอย่างดี และเป็นบทสรุปของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440020

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระหฤทัยห่วงใยเกษตรกรในอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่ยากจนแร้นแค้น มีอาหารบริโภคไม่เพียงพอ ขาดความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร สภาพพื้นที่อาศัยแห้งแล้ง ชลประทานเข้าไม่ถึง ต้องอาศัยน้ำฝนทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นหลัก จึงทรงมีพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.2535 โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ด้วยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตรในไร่นา ให้กับเกษตรกร จำนวน 39 รายรายละ 1 สระ รวมทั้งสิ้น 39 สระ ใน 3 ตำบล คือ ตำบลโพธิไพศาล ตำบลกุสุมาลย์ และตำบลนาโพธิ์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สระน้ำให้เต็มศักยภาพ ทำการเกษตรผสมผสาน ผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ไว้บริโภคในครัวเรือน

นายกิตติ ไชยนิมิตร ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสกลนครกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า ปัจจุบันสระน้ำเพื่อการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าว มีอายุการใช้งานมายาวนานกว่า 27 ปี ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า ขณะนี้มีเกษตรกร 1 รายได้ถมสระน้ำเปลี่ยนเป็นคอกสัตว์ ทำให้เหลือสระน้ำที่มีอยู่เดิม 38 สระ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินทำการบูรณะขุดลอกสระน้ำ ให้สามารถใช้งานได้เต็มตามศักยภาพ พร้อมทั้งสำรวจพื้นที่เพื่อสนับสนุนสระน้ำเพิ่มเติมให้เกษตรกรที่ต้องการสร้างอาชีพจากสระน้ำ ตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือบ่อจิ๋ว ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการขุดสระให้กับเกษตรกรเจ้าของที่ดิน โดยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการขุดสระ จำนวน 2,500 บาท เพื่อเก็บน้ำในช่วงมีฝนตก สำรองน้ำใช้ยามฝนทิ้งช่วง รวมทั้งสนับสนุนการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง เป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้งตลอดจนช่วยเหลือการผลิตพืชและรายได้ให้แก่เกษตรกร

สำหรับในปีงบประมาณ 2562 สถานีพัฒนาที่ดินสกลนครได้ช่วยเหลือขุดสระน้ำในไร่นา ให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์แล้ว จำนวน 118 สระ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีความสมดุลกับน้ำที่มีอยู่ เลี้ยงปลาในสระ เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลูกผักสวนครัวบนคันสระ รอบสระปลูกไม้ผลเพื่อนำไปเป็นอาหารที่บริโภคในครัวเรือน และขายสร้างรายได้นอกเหนือจากนั้น ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยปุ๋ยพืชสดทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร จะเร่งดำเนินการขุดสระน้ำในไร่นา เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์อย่างต่อเนื่อง เพราะมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ชลประทานเข้าไม่ถึง พื้นที่แห้งแล้ง จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือโดยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อให้สามารถผลิตอาหารที่มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการ เลี้ยงครอบครัวได้อย่างเพียงพอและลดภาวะการขาดสารอาหารในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้สูงอายุ

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439776

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำระบบบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งของกระทรวงคือ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออมเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ซึ่งน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เน้นย้ำให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรม ร่วมบูรณาการนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และเน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชน ให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ นำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการสู่ความสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เน้นย้ำให้ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ตรวจแนะนำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติงานที่ถูกต้องทั้งทำบัญชีและงบการเงิน เพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจเยี่ยมสหกรณ์ให้มากขึ้น ปลูกฝังทัศนคติการไม่ทุจริต รวมถึงสร้างความเข้าใจระหว่างผู้สอบบัญชีด้วยกันเองและผู้สอบบัญชีกับสหกรณ์โดยสม่ำเสมอผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้เข้าใจแนวทางทำงาน พัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชี ให้เท่าทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและธุรกิจของสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ยังเน้นย้ำให้กรม สร้างความเข้าใจถึงนโยบาย คุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ รวมไปถึงวิธีการทำบัญชีว่าทำอย่างไร ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยวางระบบการทำบัญชีให้เป็นรูปแบบเดียวกันด้วย

“ตลอดระยะเวลา 67 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการส่งผู้สอบบัญชีจากส่วนกลางไปตรวจบัญชีให้กับสหกรณ์ต่างๆ จนถึงปัจจุบันที่พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเอาใจใส่ ซึ่งบุคลากรของกรม จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากทุจริต และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439552

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร  ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 02.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จัดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชีด้านต่างๆการบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์บันทึกบัญชี ตลอดจนประสานงานเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันเองและวิทยากร

ทั้งนี้ การจัดหลักสูตรอบรมผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของกรมที่ผ่านการรับราชการมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ให้มีความรู้ ความสามารถและความพร้อมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ยกระดับเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ถือเป็นบุคลากรสำคัญ ที่ทำหน้าที่ช่วยผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรอย่างละเอียด ตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกส่วนงานในสหกรณ์ และสอบทานเอกสารหลักฐานที่เป็นรายงานการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะรายงานการเงินว่าถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกมั่นใจว่างบการเงินและระบบบัญชีของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนั้นน่าเชื่อถือถูกต้อง

“กรมตั้งเป้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยสอบบัญชีสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 2 รุ่น เตรียมทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุขอย้าย หรือโอนไปหน่วยราชการอื่น หวังให้ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์เพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ทั้งเชิงวิชาการและเทคนิค ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการสอบบัญชี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว