รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453466

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านต๊ำเมืองพะเยา..แหล่งผลิตปลานิลคุณภาพ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา เป็นสหกรณ์ประเภทประมง ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ในบ่อดินเพื่อแก้ไขปัญหาด้านราคา และสร้างอำนาจการต่อรองทำให้สามารถจำหน่ายปลานิลได้ในราคายุติธรรม

สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 151 ราย มีพื้นที่เลี้ยงปลานิลกว่า 300 ไร่ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวม ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจรับฝากเงิน

นางสาวรัชฎาพร หงษ์หิน ผู้จัดการสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรมีการดูแลสมาชิกทั้ง 151 รายอย่างทั่วถึงโดยมีเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เข้าไปดูแลสมาชิกอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิก จำนวนบ่อปลา การวางแผนรอบการเลี้ยงปลานิลให้แก่สมาชิก เพื่อให้สหกรณ์ฯ สามารถบริหารจัดการด้านปริมาณของปลานิลให้ออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม และดูแลเรื่องคุณภาพของปลานิลให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของสมาชิก ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป อาทิ ลูกพันธุ์ปลา โดยสหกรณ์ฯ จะสั่งซื้อพันธุ์ปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดตัวละ 3 สตางค์ รวมไปถึงอาหารปลา สหกรณ์ฯก็จำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ประมาณ 5-10 บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิกลงได้มาก และเมื่อปลาสามารถจับขายได้ ทางสหกรณ์ฯ ก็จะเข้าไปจับถึงบ่อสมาชิกเพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายให้กับพ่อค้า ซึ่งปัจจุบันสามารถนำผลผลิตปลานิลจากสมาชิกออกสู่ตลาดเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ประมาณวันละ2-2.5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 147,500 บาท

สำหรับจุดเด่นของปลานิลที่สมาชิกสหกรณ์ฯ ผลิตได้นั้น จะเป็นปลาที่สุขภาพดีมีความสด ไม่มีกลิ่นสาปโคลน เนื่องจากใช้แหล่งน้ำจากธรรมชาติในการเลี้ยงปลานิลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดพะเยา มีการบริหารจัดการน้ำ และบ่ออย่างเป็นระบบ สามารถผลิตปลานิลที่มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่พ่อค้าที่มารับซื้อปลานิลได้ในราคาที่เป็นธรรม และรวบรวมปลานิลออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งสหกรณ์ฯยังดูแลเรื่องการคัดเกรดปลานิลได้อย่างดี เพื่อเพิ่มอำนาตการต่อรองให้แก่สมาชิก ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมาธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในสหกรณ์ฯรวมถึงสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาด ตามโครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจสินค้าเกษตรในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (งบกลาง) ปี 2560 จำนวน1,293,000 บาท สหกรณ์สมทบ 400,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,693,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการตลาดต่างๆ ประกอบด้วยตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็น อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส และรถบรรทุกพร้อมห้องเย็นขนาด 4 ล้อ ซึ่งสหกรณ์ฯนำไปใช้ประโยชน์ในการขนส่งปลานิล และลูกปลา ให้แก่สมาชิก ส่วนตู้เย็นสำเร็จรูปพร้อมเครื่องทำความเย็นสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการแปรรูปลูกชื้นปลาและข้าวเกรียบปลา เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น” นางสาวรัชฎาพร กล่าว

จากการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรของสหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด ทำให้สหกรณ์ฯสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อสหกรณ์ฯ ที่สหกรณ์สามารถเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้ ส่งผลให้สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี และมีสันติสุขในสังคม

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453210

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดผู้บริโภคโคขุน ภายใต้แบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบครบวงจร

นายประวิทย์ นามเหลา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า สหกรณ์ฯตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาการประกอบอาชีพ จึงรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อร่วมแก้ปัญหาด้านเงินทุน โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่และสวนยางพารา ต่อมาในปี 2543 สหกรณ์ฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาเลี้ยงโคขุนคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยแบ่งกลุ่มตามห่วงโซ่การผลิตได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนและด้านการตลาด ซึ่งแต่เดิมโคขุนจะส่งไปชำแหละที่สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อมาเกษตรกรได้หันมาเลี้ยงโคขุนมากขึ้น สหกรณ์ฯจึงสร้างโรงชำแหละของสหกรณ์ฯเอง เมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงโคขุน 1,030 ราย จำนวนโคที่ขึ้นทะเบียนขุน 4,900 ตัวซึ่งนับว่าจำนวนการเลี้ยงโคขุนของสหกรณ์ฯ มีปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน15 จังหวัด

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนลูกผสมพันธุ์ชาโลเล่แองกัส และวากิล มีกลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกกลุ่มเลี้ยงโคก่อนขุน และกลุ่มโคขุนที่ใช้ระยะเวลาการขุนถึง12-18 เดือน และในช่วงขุนโคนี้ ทางสหกรณ์ฯก็จะผลิตอาหารสำหรับใช้ขุนโคจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 5% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก พร้อมกับส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชอาหารสัตว์ส่งขายสหกรณ์ฯเพื่อนำมาผลิตอาหารโค โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อโคที่ขุนเต็มแล้วและที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสหกรณ์เท่านั้นเพื่อนำเข้าโรงชำแหละแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ รับซื้อตามคุณภาพของไขมันแทรกเนื้อ โดยแบ่งออกเป็นเกรดต่ำสุด 2.5 ไปจนถึงเกรด 5 สูงสุด ส่งจำหน่ายด้วยระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานไปยังตลาดหลักกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 และตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 30 ในรูปแบบยกซาก แยกชิ้นส่วน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย อาทิ เนื้อสเต๊ก เนื้อบด เนื้อกระจก ไส้กรอก เนื้อแดดเดียว เนื้อทุบ และลูกชิ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขายทั้งหมด 276 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและพัฒนาโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศได้ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดในประเทศปีละ 3,000 ตัว และตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัวต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคขุนพันธุ์ชาโลเล่ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิลลูกผสม ตลอดจนส่งเสริมให้เลี้ยงโคสีดำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ดี และมีไขมันแทรกอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ที่ผ่านมาการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสหกรณ์ฯไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป และการตลาด จำกัด จะได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจโคขุนของสหกรณ์ฯจนเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัดมีอยู่ครอบคลุมเกือบทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ เพื่อยกระดับแบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ให้ติดตลาดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสายพันธุ์ อาหาร และการจัดการให้ได้คุณภาพ พร้อมกับมีโรงชำแหละมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยความสะอาดแก่ผู้บริโภค เป็นการกระตุ้นยอดจำหน่ายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะต่อยอดขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ เป็นการนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของสมาชิกและสหกรณ์ต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452240

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวมรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยโครงการดังกล่าวได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจยางพารา 62 แห่ง จากทั่วประเทศ โดยสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการรวบรวมยางพารา อุปกรณ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อุปกรณ์การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา

นางสุพรทิพย์ ภักดีศรี ผู้จัดการสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า สหกรณ์นิคมดงมูลสอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 มีสมาชิกเริ่มต้น 678 คน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,870 คน สมาชิก
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่สมาชิกต้องพบเจอมากที่สุดคือ ราคายางพาราตกต่ำไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหกรณ์นิคมดงมูลสองจึงเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ 4.4 ล้านบาท สร้างปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บ รวบรวม แปรรูปยางพารา 3 รายการ ประกอบด้วย 1.ก่อสร้างโกดังขนาด 450 ตร.ม. 2.รถโฟคลิฟต์ ขนาด 2.5 ตัน และ 3.รถตักล้อยาง ขนาด 82 แรงม้า ซึ่งงบดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของของสหกรณ์ในการรวบรวมยางก้อนถ้วยและโรงงานผลิตยางเครป โดยสหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อรองรับผลผลิตยางก้อนถ้วยของเกษตรกรสมาชิก ได้มากถึง 8,500 ตัน/ต่อปีอีกทั้ง สหกรณ์ได้กำหนดแผนธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนโรงงานผลิตยางเครป ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 6,500 ตัน/ปี

เดิมสหกรณ์ฯมีโรงงานแปรรูปยางพาราและรวบรวมยางอยู่แล้ว แต่ยังขาดโกดังและอุปกรณ์ดังกล่าวพอได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรวบรวมและแปรรูปยางได้ดีขึ้น ซึ่งการรับซื้อยางก้อนถ้วย เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครป สหกรณ์ฯ จะรับซื้อจากสมาชิกโดยตรง ในราคาสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 50 สตางค์ – 1 บาท/กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้อยู่ได้และสหกรณ์ก็อยู่ได้ด้วยเนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง สำหรับยางเครปที่สหกรณ์ผลิตได้จะจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง
ส่งออกต่อไป

ในอนาคตสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด ได้วางแผนการจัดทำไลน์ผลิตยางแท่งเพื่อส่งออกเอง เพื่อขยายฐานการรองรับยางก้อนถ้วยจากเกษตรสมาชิกและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย เป็นการต่อยอดอาชีพการทำสวนยางพาราให้สามารถเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรสมาชิกอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451724

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น  ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดเชียงราย เป็นอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงสุดในการผลิตข้าว ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก ทางจังหวัดจึงผลักดันเรื่องข้าวให้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด

สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นสหกรณ์ที่สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และพื้นที่อำเภอเชียงแสน มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายพื้นที่ภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้ดี ดังนั้น ธุรกิจแปรรูปและผลิตภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์ จึงเป็นธุรกิจที่โดดเด่น ได้รับรางวัลข้าวตราคุณภาพดีเด่นแห่งประเทศไทย ประเภทข้าวหอมมะลิ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้าวเปลือกที่สหกรณ์นำมาผลิตเป็นข้าวสารจนได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นข้าวเปลือกที่ผลิตโดยสมาชิกของสหกรณ์ฯ

 

 

นางแสงสุนีย์ นุชัย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด ก่อตั้งเมื่อ 2515 มีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 6 ตำบล ใน อ.เชียงแสน ได้แก่ ตำบลป่าสัก ตำบลศรีดอนมูล ตำบลเวียง ตำบลโยนก ตำบลบ้านแซว และตำบลแม่เงิน ปัจจุบันมีสมาชิก 3,512 ราย มีทุนดำเนินงาน 680 ล้านบาท มีทุนเรือนหุ้น 110 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ รับฝากเงิน สินเชื่อ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย (ปัจจัยการผลิต, สินค้าอุปโภคบริโภค, น้ำมัน, สินค้าเกษตร) และแปรรูปผลผลิต (ข้าวเปลือก-ข้าวสาร, เมล็ดพันธุ์ข้าว, น้ำดื่ม)

ปัจจุบันธุรกิจที่โดดเด่นของสหกรณ์ฯคือ ผลิตข้าวครบวงจร โดยสหกรณ์ฯร่วมกับกรมการข้าว ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวเปลือกที่มีคุณภาพมาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการผลิตข้าวคุณภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 235 ราย พื้นที่ 3,600 ไร่ ซึ่งสมาชิกต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่สหกรณ์ฯผลิตขึ้นเอง รวมถึงวัสดุทางการเกษตรต่างๆ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สมาชิก พร้อมรับซื้อข้าวเปลือกที่ได้รับมาตรฐาน GAP คืนจากสมาชิก โดยจะรับซื้อข้าวเปลือกสดคืนในราคาเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ณ วันที่สมาชิกนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายตันละ 500 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้งจะรับซื้อในราคาเพิ่มขึ้นตันละ 1,000 บาท หลังจากนั้นจะนำข้าวเปลือกที่ได้ไปแปรรูปในโรงสีของสหกรณ์ฯที่ได้รับมาตรฐานการผลิต GMP เพื่อผลิตเป็นข้าวสารขาย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปีนี้คาดว่าจะรวบรวมผลผลิตข้าวคุณภาพจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 4,000 ตัน

 

 

นอกเหนือจากนั้น สหกรณ์ฯยังดูแล ช่วยเหลือสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เริ่มผลิต จนถึงการตลาด มีการส่ง
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกไปดูแลตรวจแปลงฤดูกาลละ 2 รอบ มีการให้ความรู้ทำการเกษตรที่มีคุณภาพ ซึ่งลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากสหกรณ์ฯจะให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในการผลิตว่าข้าวเปลือกที่ปลูกต้องการอาหารเวลาใดจึงเหมาะสม จากบันทึกของสมาชิกสามารถลดต้นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิตได้ประมาณร้อยละ 10 เลยทีเดียว

ล่าสุดสหกรณ์ฯเปิดจุดรวบรวมผลผลิตข้าวของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปขึ้น ที่สาขาเวียงโยนกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง
ได้รับเงินอุดหนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณปี 2561 (งบกลางปี) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการก่อสร้างฉางขนาด 2,000 ตัน และเครื่องชั่งขนาด 80 ตัน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 6,750,000 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,500,000 บาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวคุณภาพและข้าวเปลือกทั่วไปจากสมาชิกและเกษตรกรที่อยู่ในแถบนั้น เป็นการช่วยลดต้นทุนขนส่งลงได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ส่งผลให้รวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ทั่วถึงมากขึ้น ธุรกิจของสหกรณ์ฯ เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สาขาเวียงโยนกแห่งนี้จะเปิดรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นับได้ว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม พัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจเข้มแข็ง นำพาคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่สมาชิกได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451563

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก  สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น้ำเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญของการทำการเกษตรแต่ด้วยสภาพภูมิอากาศแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง หรือเกิดฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากขึ้นทุกขณะ ประกอบกับพื้นที่ชลประทานยังไม่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติในการเพาะปลูก ในช่วงฤดูแล้งน้ำขาดแคลน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เกษตรกรสูญเสียรายได้ กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม

รัฐบาลจึงมีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในระดับไร่นาแบบใหม่ คือ เน้นให้เกษตรกรแต่ละราย พัฒนาพื้นที่ของตนเองให้มีระบบสำรองน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยการขุดสระกักเก็บน้ำในไร่นา หรือขุดเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ทดแทนน้ำชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดทำโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิก สถาบันเกษตรกร โดยให้สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร) เป็นแหล่งรับเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินกู้แก่สมาชิกในการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในแปลงไร่นาของตนเองอย่างเป็นระบบ สร้างโอกาสในการผลิตเกษตรกรรม ลดความเสี่ยงจากใช้น้ำชลประทาน และแหล่งน้ำจากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว

 

นางมะลิฉัตร หว่างวิวัฒน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรคูเมือง ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสถาบันเกษตรกรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ได้รับจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก ในปี 2559 วงเงิน 2.8 ล้านบาท ให้เกษตรกรสมาชิกกู้ยืมรวม 56 ราย รายละ 50,000 บาท สำหรับนำไปขุดเจาะบ่อบาดาล จัดซื้ออุปกรณ์วางระบบน้ำ โดยเกษตรกรสมาชิกจะต้องชำระเงินกู้ปีละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 3% รวมระยะเวลา 5 ปี และในปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบเพิ่มเติมอีกจำนวน 2.1 ล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนให้สมาชิกพัฒนาระบบน้ำในไร่นา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้นำไปจัดสรรให้กับสมาชิกที่ได้มีการสำรวจความต้องการไว้ ทั้งต่อยอดรายเก่าและรายใหม่

การสนับสนุนเงินกู้เพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมืองอย่างมาก เนื่องจากสมาชิก
ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง พอมีเงินไปขุดเจาะบ่อบาดาล ไปพัฒนาระบบสำรองน้ำไว้ใช้ในไร่นาของตนเอง จนกระทั่งมีน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ สามารถปลูกข้าว ปลูกพืชหลังนา พืชผัก ทำเกษตรผสมผสาน มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสหกรณ์ฯ จะรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งขายให้กับบริษัทเอกชน และจัดส่งไปขายยังตลาดชุมชนในอำเภอคูเมือง

ด้านนายสุเมค ลิอ่อนรัมย์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด กล่าวว่า ตนได้กู้เงินจากสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 56,000 บาท เพื่อนำมาปรับปรุงพื้นที่การเกษตรและวางระบบน้ำ ซื้อเครื่องปั๊มน้ำบาดาล แท็งก์น้ำขนาด 2,000 ลิตร ท่อ pvc วางระบบน้ำ ในพื้นที่ 24 ไร่ ปัจจุบันได้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผักสวนครัวอาทิ มะเขือ ข้าวโพด พริก แตงกวา ฟัก กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่ทำระบบน้ำในไร่นา ทำให้มีน้ำเพียงพอสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิดหมุนเวียนตลอดทั้งปี มีไว้บริโภคเองในครัวเรือน และเหลือขายมีรายได้เฉลี่ยวันละ 200-400 บาท ก็ทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขแบบพอเพียง เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่ยังไม่ได้ทำระบบน้ำ ต้องอาศัยน้ำจากบ่อน้ำธรรมชาติในช่วงแล้งก็ต้องตักน้ำไปรดผัก ปลูกได้ไม่กี่ชนิดผลผลิตก็น้อยแต่ตอนนี้ปลูกพืชผักได้หลากหลายเพราะมีน้ำเพียงพอ ทั้งยังใช้ระบบน้ำหยดเข้ามาช่วยลดภาระด้านแรงงาน ต่อไปวางแผนจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450710

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด  เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” จังหวัดสกลนคร เป็น 1 ในโครงการพระราชดำริ ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนม และแปรรูปผลิตภัณฑ์นมภายใต้ตรา“นมวาริช” นมโคแท้ 100% คุณภาพตามมาตรฐานสากล

นายชิณณวรรธน์ ภูเวียนวงศ์ ประธานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด กล่าวว่า เมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับจังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในจังหวัดสกลนคร จึงเกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ค้อเขียว และมีการดำเนินกิจการเรื่อยมาจนกลายมาเป็น “สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ แล้วทรงเห็นว่าสหกรณ์ฯแห่งนี้ ยังขาดถังเก็บน้ำนมดิบ ซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะจะช่วยเก็บรักษาน้ำนมดิบที่รวบรวมมาทั้งหมด เพื่อรอการจำหน่ายเป็นน้ำนมดิบ หรือนำไปผลิตเป็นนมพร้อมดื่มต่อไป จึงทรงมีพระราชดำริ ให้พิจารณาหาถังเก็บน้ำนมดิบให้กับสหกรณ์ จึงได้มีการจัดหาถังเก็บน้ำนมดิบ จำนวน 1 ถัง ขนาดจุ 10,000 ลิตรช่วยแก้ไขปัญหาการรับน้ำนมดิบจากสมาชิกและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่รับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ อยู่ในโครงการพระราชดำริ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดจนมีผลิตภัณฑ์เป็นสินค้า OTOP จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ่านมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์มของสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกฟาร์ม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูป ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (Codex) HACCP Q และ Halal นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในด้านเงินกู้เพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำนมดิบและให้งบจัดซื้ออุปกรณ์ใช้ในกิจการสหกรณ์ เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพ รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นมติด ทำให้เชื่อมั่นได้ว่านมวาริช เป็นนมโคแท้ 100% ที่มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามสโลแกนคุณภาพทุกหยดสดจากฟาร์ม

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของนมวาริชคือ มีรสจืด เพียงรสชาติเดียว ทำให้ขาดความหลากหลาย ดังนั้น สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนคร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ศึกษาวิจัยพัฒนานมรสชาติใหม่ โดยขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุน FTA เพื่อมาดำเนินการพัฒนาภายใต้ โครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์วาริชภูมิ จำกัด” ผลการดำเนินโครงการ ได้มีรสชาติใหม่ออกมา ซึ่งเป็นรสชาติที่เป็นอัตลักษณ์ และรสชาติที่ชื่นชอบของตลาด ได้แก่ นมรสหมากเม่า เป็นนมที่มีสีม่วง ผลิตจากส่วนผสมของหมากเม่า ซึ่งผลไม้ท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นมรสแคนตาลูป ที่มีความหอม หวาน จากฟาร์มของชาวสกลนครนมรสหวาน และรสช็อกโกแลต ซึ่งเป็นรสชาติยอดนิยมที่ได้จากการสำรวจตลาดในโมเดิร์นเทรด

ทั้ง 4 รสชาติ ยังอยู่ระหว่างการทดสอบตลาด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถผลิตนมยูเอชที รสหวาน ออกมาวางจำหน่ายได้เป็นรสชาติแรก และรสชาติอื่นจะทยอยผลิตตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าแผนการขยายการผลิตนมรสชาติหลากหลาย ควบคู่กับแผนการตลาด ที่เจาะกลุ่มตลาดโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดสกลนคร อีกทั้งการร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัดที่นำสินค้าไปจำหน่ายในร้านธงฟ้า จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับนมวาริชมากขึ้น โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการตลาดนมจากเดิมที่จำหน่ายได้ประมาณ 700,000-800,000 กล่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 กล่องต่อเดือน

“ถ้าสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกในปริมาณและราคาที่เพิ่มขึ้น สมาชิกเองก็มีรายได้ที่ดี ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ สามารถยกระดับคุณภาพนมโคแท้ตรา นมวาริช สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 140 ครอบครัวก็ถือว่าสหกรณ์ฯ เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แล้ว” นายชิณณวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450484

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์  จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอแคนดง และอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 38,668 ไร่ ซึ่งในอดีตมีราษฎรเข้าอาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งนี้จำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้คืนสู่สภาพป่าเหมือนเดิมได้ รัฐบาลจึงนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลองให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ให้ถูกต้องตามกฎหมายป่าไม้ โดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13สิงหาคม 2517 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรโดยวิธีการสหกรณ์ในรูปสหกรณ์การเช่าที่ดิน

นายภูมิสิทธิ์ แก้วแจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ กล่าวว่า นิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ เป็นหน่วยจัดที่ดินให้เกษตรสมาชิกตามกฎหมาย ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยวิธีการสหกรณ์ เป็นการจัดประเภทสหกรณ์นิคม โดยมุ่งหวังให้ราษฎรมีที่ทำกิน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์จัดหาเงินทุนให้สมาชิกกู้ยืมไปปรับปรุงขยายอาชีพ ส่งเสริมจัดหาอาชีพหลักให้สมาชิกและราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สมาชิก พร้อมรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ได้ราคาที่ยุติธรรม หรือแปรรูปเพื่อจำหน่าย

ดังนั้น เพื่อให้กิจกรรมทั้งหมดดำเนินการไปได้ จึงต้องมีตัวกลางคือ“สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด” เป็นหน่วยงานสนับสนุนขับเคลื่อนพัฒนาระบบสหกรณ์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกัน นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพตามหลักการสหกรณ์

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง 38,667 ไร่ อยู่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.แคนดง และอ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ทางนิคมสหกรณ์สตึก
ได้สำรวจรางวัดรอบแปลงมีพื้นที่จัดสรรได้ 1,513 แปลงเนื้อที่รวม 30,010 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์แล้วทั้งหมด โดยส่วนใหญ่กว่า 80% ปลูกยางพารา ที่เหลือปลูกยูคาลิปตัสและอ้อยเป็นหลัก

ด้านนายสุระชัย ปะรุนรัมย์ เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส นิคมสหกรณ์สตึก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากงานจัดที่ดิน งาน
ส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ยังมีภารกิจเสริมอาชีพในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ ซึ่งนิคมสหกรณ์สตึก มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคม 140 ไร่ ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วน 40 ไร่ ให้เป็นแปลงปลูกผักผสมผสาน ซึ่งมีสมาชิกสหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด ที่ไม่มีที่ทำกินเข้ามาใช้ประโยชน์ปลูกพืชผักในพื้นที่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้รายละ 2 งาน รวม 20 ราย โดยพืชที่ปลูกเป็นหลักคือ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว

แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีระบบน้ำ ไม่เอื้อทำเกษตร เดิมมีสระน้ำ 23 ไร่ เกษตรกรยังต้องปั๊มน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อใช้ปลูกพืชผัก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดสรรงบปี 2562 จำนวน 493,000 บาท ปรับปรุงพัฒนาระบบน้ำ สร้างถังน้ำขนาด 20,000 ลิตร ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 10 แผง และระบบซับเมอร์ส เพื่อสูบน้ำจากถังน้ำใหญ่ และจ่ายน้ำให้เกษตรกรสมาชิก ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกได้ร่วมกันนำโอ่งน้ำใหญ่ขนาด 500 ลิตร 13 ใบ มาตั้งจุดต่างๆ ในแปลงเกษตรกร เพื่อรองรับน้ำจากถังใหญ่ เป็นแนวทางจัดการน้ำให้ทั่วถึงทั้งแปลง

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการส่งเสริมระบบน้ำ โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่นิคมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้มีน้ำใช้โดยไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนระบบน้ำให้เกษตรกร มีน้ำใช้ฤดูแล้งวางแผนผลิตเป็นระบบ เกษตรกรสมาชิกปลูกพืชผักไว้ขายผ่านระบบสหกรณ์ได้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าผลิตพืชผักให้ได้วันละ 100 กิโลกรัม

นอกจากนี้ สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด สามารถเพิ่มปริมาณธุรกิจ จากการจำหน่ายวัสดุการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพ และลดต้นทุนดำเนินงาน จากการกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 900,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 สหกรณ์ฯจัดการด้านการตลาดโดยรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้สมาชิก ลดต้นทุนการผลิต โดยรวมกันซื้อวัสดุการเกษตร สมาชิกปลูกพืชผักแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ของนิคมสหกรณ์สตึกให้คำปรึกษาติดตามผลใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มอาชีพในพื้นที่นิคมสหกรณ์สตึกได้นำแนวทางส่งเสริมการเกษตรแบบ
“ระบบตลาดนำการเกษตร” และแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นระบบเป็นต้นแบบแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืน

จากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสมาชิกได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนิคมฯ ในพื้นที่ 40 ไร่ เบื้องต้นเกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวโพดโดยใช้ระยะเวลา 70 วันต่อรอบการผลิต ทำให้มีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย8,000 บาท ขณะนี้ทดลองปลูกข้าวโพดแล้ว 3 รอบ สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 24,000 บาท ทั้งนี้ นิคมสหกรณ์สตึก มีแนวทางพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแบ่งให้เกษตรกรสมาชิกใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินทำเกษตร สร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง ที่สำคัญยังมีแนวทางพัฒนาอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ ด้วยการปลูกข้าวโพดให้มีลักษณะเด่น โดยวางแผนจะนำหินภูเขาไฟมาผสมกับดินในพื้นที่ เพื่อให้เป็น“ข้าวโพดดินภูเขาไฟ”สร้างเอกลักษณ์จำเพาะ และวางแผนต่อยอดแปรรูปเป็นน้ำข้าวโพดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหลายหน่วยงานสนใจ เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ พร้อมกันนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเข้ามาศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449970

x

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning  by Agri – Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม(S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก โดย สละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า
30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน

 

 

ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 กก./ไร่  เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร

 

 

มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 กก./ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน

 

 

หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 – 5 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 กก./ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40 – 45 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

ด้านนายบรรจบ ซุ้นสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่า สำหรับข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนพืชทางเลือกข้างต้น เป็นข้อมูลที่ สศท.8 ศึกษาในปีเพาะปลูก 2560/61 นอกจากนี้ สศท.8 ยังลงพื้นที่ศึกษาเกษตรกรตัวอย่างที่ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่นทดแทนหรือทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา พบว่า ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปลูกไผ่กิมซุง พริกไทย ผักเหมียง เห็ดนางฟ้า และเลี้ยงแพะพื้นเมือง ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง อีกทั้ง เกษตรกรยังแปรรูปผลผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย สำหรับผู้สนใจพืชทางเลือกในภาคใต้ตอนบน ขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 โทร. 07-731-1373 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449381

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“การทำงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตั้งปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำประเทศไปสู่การมีภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เน้นทำงานเชิงรุกส่งเสริมศักยภาพบุคลากร พร้อมนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงหลักการทำงานในโอกาสที่ สทนช.ครบรอบ 2 ปีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และกำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3

สทนช. เป็นหน่วยงานบริหารทรัพยากรน้ำ ตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 46/2560 อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนติดตามประเมินผลและควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาวางรากฐานงานด้าน“น้ำ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนทุกมิติ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา แนวทางตามพระราชดำริที่เกี่ยวข้อง หลักการทรงงานมาใช้ปฏิบัติงานภายใต้บทบาทเสนาธิการด้านน้ำของประเทศ สทนช.ให้คุณค่ากับการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับและทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันเต็มประสิทธิภาพ

สมเกียรติ ประจำวงษ์

สทนช.ขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ประกอบด้วย แผนแม่บทด้านที่ 1 จัดการน้ำอุปโภคบริโภค ให้ทุกหมู่บ้านและชุนชนเมืองมีน้ำสะอาดใช้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2573 ขณะนี้จัดทำประปาหมู่บ้านแล้วเสร็จ 7,320 หมู่บ้าน เหลืออีก 170 หมู่บ้าน จะดำเนินการให้เสร็จปี 2562 เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 1,837 หมู่บ้าน จากเป้าหมาย14,534 หมู่บ้าน ส่วนการขยายเขตประปาเมืองดำเนินการไปแล้ว 453 แห่ง จากเป้าหมาย 10,070 แห่ง

แผนแม่บทด้านที่ 2 สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตในปี 2562 สร้างแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตชลประทานเพิ่มขึ้น 166 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น
150,793 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนเพิ่มขึ้น 233 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 22,920 ไร่ แผนแม่บทด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ในปี 2562 ได้ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 8 แห่ง เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ 12 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง

แผนแม่บทด้านที่ 4 จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ผ่านมาได้พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 100 แห่ง คงเหลือ 641 แห่งแผนแม่บทด้านที่ 5 อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ปัจจุบันได้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นทุนที่เสื่อมโทรมคิดเป็นพื้นที่ 60,000 ไร่ จากเป้าหมาย 3.52 ล้านไร่ แผนแม่บทด้านที่ 6 การบริหารจัดการ ปัจจุบันออกกฎหมายแล้วหลายฉบับ สำหรับใช้กำหนดขอบเขตบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มีเจตนารมณ์บูรณาการจัดสรร การใช้ พัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำเพื่อบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นเอกภาพทุกมิติอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 พร้อมจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำ(ใหม่) สำเร็จอีกด้วย

นอกจากนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ยังปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ล่าสุด กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 สาระสำคัญคือ ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค ทำหน้าที่กำกับดูแลครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำใหม่ รวมทั้งยังเเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากส่วนกลางและภูมิภาคเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น ตลอดจนเป็นศูนย์กลางบูรณาการเรื่องน้ำในภูมิภาค ประกอบด้วย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 (ภาคเหนือ) จ.ลำปาง ดูแลลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำน่าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 (ภาคกลาง) จ.สระบุรี ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จ.ขอนแก่น ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชีลุ่มน้ำมูล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 4 (ภาคใต้) จ.สุราษฎร์ธานีดูแลลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449230

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยพายุโพดุล ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม –3 กันยายน 2562 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ข้อมูล ณ 21 ตุลาคม 2562 มีพื้นที่เสียหาย 23 อำเภอ โดยด้านพืชได้รับความเสียหายรวม 371,853 ไร่ ด้านปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย 25,425 ตัว และด้านประมง บ่อปลาและกระชัง ได้รับความเสียหาย 5,569.80 ไร่ 5,854 ตรม.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดอุบลราชธานี ภาพรวมคิดเป็นมูลค่า 2,027.20 ล้านบาท จำแนกเป็น ด้านพืช ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว มันสำปะหลัง ยางพารา และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่า 1,885.53 ล้านบาท ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ สุกร ไก่ เป็ดและอื่นๆ 2.04 ล้านบาท และ ด้านประมง ได้แก่ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดินและสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง คิดเป็นมูลค่า 139.63 ล้านบาท

รัฐบาลได้เร่งให้ความช่วยเหลือ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ตามพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริงไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท และดำเนินกิจกรรม “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่สำรวจความเสียหาย ช่วยเหลือให้คำแนะนำ การฟื้นฟู แจกเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 576.287 ล้านบาท ให้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก ขณะที่ ครม. ได้อนุมัติงบให้กระทรวงมหาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 29 จังหวัดวงเงิน 7,642 ล้านบาทครัวเรือนละ 5,000 บาท รวมทั้งดำเนินการปรับปรุงอัตราการชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว โดยสนับสนุนให้ปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระหว่างรอทำนาในฤดูนาปรังที่จะถึงในอีกประมาณ 2 เดือน พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้นประมาณ 45 วัน ที่ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) /ไร่/รอบการผลิต ค่อนข้างดีและมีตลาดรองรับแน่นอน คือ ขึ้นฉ่าย ผลตอบแทนสุทธิ 33,670 บาท/ไร่คะน้า ผลตอบแทนสุทธิ 23,249 บาท/ไร่ และ ผักบุ้ง ผลตอบแทนสุทธิ 6,711 บาท/ไร่ สำหรับพืชทางเลือกอื่นที่ต้องใช้ระยะเวลาเพาะปลูกยาวขึ้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกก่อนฤดูทำนาปี (พฤษภาคม) และให้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อรอบดีคือ ถั่วฝักยาว 41,641 บาท/ไร่ แตงกวา 8,958 บาท/ไร่พริก 117,549 บาท/ไร่ ผักชีฝรั่ง 10,883 บาท/ไร่ และ แคนตาลูป36,030 บาท/ไร่ เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้กับพ่อค้าในท้องถิ่นรับซื้อที่สวน หรือที่ตลาดวารินเจริญศรี (แหล่งขายส่งพืชผัก) และตลาดเทศบาลวารินชำราบ และสามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำในการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้หลังน้ำลด ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของพืชทางเลือก เพื่อเป็นข้อมูล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เช่น มันสำปะหลังอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังสามารถใช้พื้นที่ทำนาปลูกได้ด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจ พบว่า ภาคเอกชนต้องการรับซื้อผลผลิตจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยภายในปี 2565 ภาคเอกชนต้องการขยายพื้นที่ปลูก มันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้ประมาณ 80,000 ไร่ แต่ปัจจุบัน ปี 2562 เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพียง 2,000 ไร่ เท่านั้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน เช่น สร้างพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก และการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนน้ำจะท่วม