รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434340

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี  ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในปี พ.ศ. 2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโต ก้าวหน้า กลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน

ระยะเวลาเกือบ 50 ปี นับแต่ก่อตั้งสหกรณ์ฯ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่อง เป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นหลานและดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว

นายปฐมพร เม่งผ่อง นักวิชาการสัตวบาล แผนกส่งเสริมการเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคนม หนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เจ้าของ “ฟาร์มลุงหนวด” ในตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนม สมาชิกรุ่นแรกๆ ของสหกรณ์ฯ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กับย่าได้ตัดสินใจเลิกทำฟาร์ม เพราะอายุมาก ทำไม่ไหว ด้วยความที่ได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และช่วยปู่ย่าทำฟาร์มมาตั้งแต่เด็ก ตนจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน ต่อยอดอาชีพโคนมจากปู่กับย่า นับจากวันนั้นตนจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นต่อไป หลังจากเรียนจบตนก็ได้เข้าทำงานในโรงงานอาหารสัตว์ หนึ่งปีต่อมาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นนักวิชาการสัตวบาล ที่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ภารกิจหลัก คือ ออกผสมพันธุ์เทียมโค แนะนำ ส่งเสริม เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโค พัฒนาคุณภาพน้ำนม และมาตรฐานโรงเรือนให้แก่สมาชิก เมื่อได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว ตนจึงเริ่มสานฝันทำฟาร์มโคนมตามที่เคยบอกปู่กับย่าไว้ โดยทำการซื้อโครุ่นพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน (Holstein-Friesian) มาหนึ่งตัว ผสมเทียมเอง ด้วยน้ำเชื้อจากสหกรณ์ฯ เมื่อโคท้อง ก็รีดน้ำนมนำไปขายที่สหกรณ์ฯ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ซื้อโคเข้ามาเพิ่มเติมในฟาร์ม

การรีดน้ำนมดิบเพื่อจัดส่งไปยังสหกรณ์ฯ นั้น ตนจะรีดน้ำนมวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วง 04.00 น. และ 16.00 น. ได้น้ำนมดิบวันละประมาณ 180-190 กิโลกรัม ต้นทุนน้ำนมดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 บาท สหกรณ์ฯ มีราคากลางรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 18.50 บาท และจะบวกเพิ่มให้ตามคุณภาพน้ำนมและมาตรฐาน ต่างๆ ที่ฟาร์มทำได้ ถ้าสามารถผ่านมาตรฐานได้ทุกข้อ ก็จะสามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 21 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน

นอกจากการส่งน้ำนมดิบให้แก่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เป็นหลักแล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ยังได้แปรรูปน้ำนมดิบจากฟาร์มของตนเป็นผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “คีตะ มิลค์” บรรจุในขวดแก้ว 250 มิลลิลิตร ขายขวดละ 35 บาท (3 ขวด 100 บาท) ผลิตครั้งละ 100 กว่าขวด (เดือนหนึ่งผลิต 4 ครั้ง) วางขายที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกวันพุธ และยังรับทำตามออเดอร์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการแปรรูปนมเองสามารถขายได้ถึงราคากิโลกรัมละประมาณ 100 กว่าบาท สร้างรายได้ราวเดือนละ 15,000-16,000 บาท แม้จะเทียบเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าการขายน้ำนมโคดิบให้สหกรณ์ฯ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง

การเป็นสมาชิกและการขายน้ำนมดิบให้สหกรณ์ฯ ถือเป็นความมั่นคงของครอบครัว เพราะสหกรณ์ฯ เป็นตลาดรองรับน้ำนมดิบที่แน่นอน ทั้งยังได้โอกาสซื้อปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม สามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงพัฒนาฟาร์ม และได้รับความช่วยเหลือ แนะนำ ในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสหกรณ์ฯ ยังส่งเสริมให้สมาชิกได้เข้าอบรม เรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม การผลิตน้ำนมให้ได้มาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในอนาคตอาจมีการขยายกำลังผลิต ถ้าสามารถหาตลาดรองรับได้ และมีเวลามากพอ รวมถึงเล็งผลิตโยเกิร์ต ที่ได้หัวเชื้อมาจากการจัดการอบรมของสหกรณ์ฯ ด้วย

“สิ่งสำคัญที่อีกอย่างหนึ่ง คือ ผมและภรรยาได้ปลูกฝังให้ลูกได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับการทำฟาร์มโคนม เราเชื่อว่านี่เป็นอาชีพที่มั่นคง และไปต่อได้ เพราะเป็นอาชีพที่พ่อให้” นายปฐมพร เม่งผ่อง กล่าวทิ้งท้าย ในความตั้งใจจะส่งต่อมรดกอาชีพพระราชทานสู่รุ่นลูกต่อไป

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433528

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น  ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ของ ทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความช่วยเหลือ “มาเรียม” พะยูนน้อยหลงฝูง จนเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในหมู่คนไทยอย่างแพร่หลาย ขณะที่เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่ยังให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเช่น พะยูนหลงฝูง “ยามีล”เต่าทะเลบาดเจ็บ และ“โฮป” ลูกวาฬหัวทุยแคระ ซึ่งถูกพบเกยตื้นพื้นที่บริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตยอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ต่อเนื่อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงลงพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และความคืบหน้าการฟื้นฟูสัตว์ทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับลูกพะยูน “ยามีล” อายุประมาณ 3 เดือน ถูกพบพลัดหลงจากแม่มาเกยตื้นบริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ในสภาพอ่อนแรงและมีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกว่า 50% จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งไปอนุบาลในพื้นที่เปิดได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้าย “ยามีล”มาดูแลที่บ่อเลี้ยงในระบบปิดของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดูแลทั้งด้านโภชนาการด้วยการให้นม อาหารเสริม และหญ้าทะเลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาบาดแผลและตรวจวัดสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของทางเดินอาหาร และการขับถ่าย โดยปัจจุบันพบว่า สุขภาพทั่วไปแข็งแรงขึ้น ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ รอยด่างขาวบนร่างกายซึ่งเกิดจากภาวะความเครียดลดลง การขับถ่ายและการหายใจปกติ ว่ายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องได้รับการดูแลและสังเกตการณ์ในระบบปิดต่อไปอีกระยะ ก่อนพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีลูกวาฬหัวทุยแคระ “โฮป” เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังรับแจ้งพบวาฬหัวทุย 2 ตัวเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จึงเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัว เป็นวาฬเพศเมียความยาว 2.40 เมตร หนัก 150 กก. ส่วนอีกตัวคือ “โฮป” คาดว่าเป็นลูกของตัวที่เสียชีวิต เป็นวาฬเพศผู้ความยาว 110 ซม. หนัก 15 กก. จึงเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ ศวทม.ภูเก็ต

ล่าสุด เมื่อเวลา 23.23 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกวาฬหัวทุยแคระสิ้นใจตายจากภาวะ ช็อก ติดเชื้อในร่างกาย หลังถูกนำมารักษาเกือบ 10 วัน ที่ศูนย์วิจัยทางทะเลชายฝั่งอันดามันภูเก็ต ทช. สาเหตุจากการตรวจผลทางโลหิตวิทยา พบภาวะการติดเชื้อในร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำรุนแรง พบค่าการทำงานของตับและไตสูง และมีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบผลตรวจอัลตราซาวนด์ พบแก๊ส
ในกระเพาะอาหารและลำไส้จำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ และสาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากภาวะช็อก (Pain and Septic Shock) การติดเชื้อในร่างกาย (Sepsis) และภาวะการแห้งน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydrate)

“การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเสียใจให้พวกเราทุกคน ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวตลอด 2 แนว
ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักจิตสำนึกดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์ทะเล รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ไม่ทิ้งขยะพลาสติก หยุดคุกคาม งดล่าและไม่รุกล้ำเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่หวงห้าม หรือทำลายแหล่งอาหารของสัตว์ เพื่อที่สัตว์และธรรมชาติเหล่านี้อยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433286

x

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลุ่มน้ำชีเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมมากกว่า 49,000 ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่า 30 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 14 จังหวัด มีลำน้ำชีเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ และมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น ลำน้ำพรม ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำลำปาว และลำน้ำยัง

การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำชีนั้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แล้วหลายแห่ง แต่พื้นที่ที่พัฒนาดังกล่าวจะอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำในลุ่มน้ำชีไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร อีกทั้ง ยังประสบปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งเป็นประจำ โดยปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำนี้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คืออุทกภัยบริเวณลุ่มน้ำตอนบนและลำน้ำสาขาต่างๆ เกิดจากฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากจากต้นน้ำลงมามาก จนลำน้ำสายหลักระบายน้ำไม่ทัน ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางจากเส้นทางคมนาคมขวางลำน้ำ และมีอาคารระบายน้ำไม่เพียงพอ อีกลักษณะหนึ่ง เป็นอุทกภัยที่เกิดในพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสายหลักตื้นเขิน ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำชีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องแก้ไขเชิงพื้นที่เป็นระบบ หรือ Area basedทั้งลุ่มน้ำ โดยต้องก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ตอนบนของลำน้ำชี และลำน้ำสาขาที่สำคัญก่อสร้างระบบส่งน้ำและสูบน้ำ เพื่อกระจายน้ำใหัพื้นที่ประสบภัยแล้ง ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำ และกักเก็บน้ำในลำน้ำสายหลัก ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเขตตัวเมืองป้องกันการบุกรุกล้ำแนวลำน้ำสาธารณะ อนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ และขุดสระประจำไร่นาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แหล่งใช้น้ำหลักของประชาชนและเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร คือลำน้ำชีและหนองน้ำสาธารณะที่กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งช่วงน้ำหลาก และน้ำแห้งขอดช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น ที่ผ่านมากรมชลประทานพัฒนาปรับปรุงแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบเพื่อเพิ่มปริมาณเก็บน้ำไปแล้ว 138 แห่ง เก็บน้ำได้ 136 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ถึง 113,236 ไร่

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ยังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิงกระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่สามารถพัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพ โดยภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะเข้าพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากความพยายามพัฒนาแหล่งเก็บน้ำเดิมแล้ว กรมชลประทานยังมีการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ตามแผนงานที่วางไว้ควบคู่ไปด้วย โดยปี 2562 ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ใน
จ.ชัยภูมิทั้งหมดคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว กักเก็บน้ำได้รวม 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำในจ.ชัยภูมิ อีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง ความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

“สภาพลำน้ำชีตั้งแต่ต้นน้ำ จ.ชัยภูมิ ลงมามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงจนมาเข้าเขต จ.ขอนแก่น ไหลต่อลงไปที่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ไปจนถึงยโสธร และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ความยาวถึง 1,047 กิโลเมตร ตลอดลำน้ำมีแหล่งเก็บน้ำช่วยชะลอน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอและหลายแห่งตื้นเขิน จึงต้องวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มน้ำชี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431974

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวทีเสวนาร่วมกรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมการข้าว มุ่งเดินหน้าคุยเกษตรแปลงใหญ่ ในงาน Meet the Press “รวมพลังแปลงใหญ่ สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 พร้อมปรับกลยุทธ์รับแผนยุทธศาสตร์ มั่นใจสำเร็จ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเปิดตัวระบบฐานข้อมูลแปลงใหญ่ http://co-farm.doae.go.thร่วมพูดคุยถึงผลสำเร็จและถอดบทเรียนการทำงานร่วมกัน มุ่งเป้าการพัฒนาปรับกลยุทธ์มุ่งผลลัพธ์เดียวกัน

สำหรับการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตร“เกษตรแปลงใหญ่” จึงตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว เพราะส่งเสริมให้เกิดการรวมกันของพื้นที่เกษตรกรรายย่อย และมาบริหารจัดการการผลิตร่วมกัน มีแผนการผลิต แผนการแปรรูป ใช้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมือนกัน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัดคือ ทุกแปลงมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงมีสัดส่วนของผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จากสถิติการสนับสนุนระบบพัฒนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มข้าว มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 1,383 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 115 บาท/ไร่ ไม้ผล มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 34,491 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,091 บาท/ไร่ ประมง มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 8,028 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,138 บาท/ไร่ปศุสัตว์ มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 37,126 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 25,442 บาท/ไร่ นอกจากนี้ ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติสิงแวดล้อม สังคม สุขภาพ

การทำงานแปลงใหญ่จำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นเครือข่าย โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ปัจจุบันเครือข่ายแปลงใหญ่ ประกอบด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ 1. เครือข่ายเกษตรกร: มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพื่อให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนดังกล่าว โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ซึ่งได้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2. เครือข่ายบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้การสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเกษตรกร

3.เครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน-เกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกิดความยั่งยืน โดยหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาการผลิตสินค้า ภาคเอกชนเชื่อมโยงกับเกษตรกรในการซื้อขายสินค้า ส่วนเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิต การตลาด และกระบวนการกลุ่ม

เกษตรแปลงใหญ่ จะเดินหน้าไม่ได้ ถ้าเครือข่ายไม่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การเสวนาเพื่อร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการปรับแผนงานในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งการมีระบบฐานข้อมูล co-farm.doae.go.th เพื่อรองรับแผนการผลิตให้ผู้ประกอบการเข้ามาวางแผนและบริหารจัดการสินค้าเกษตร และติดต่อกลุ่มเกษตรกรได้เองในอนาคต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431176

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร ให้สามารถขายข้าวให้ได้ราคาที่เป็นธรรม อีกทั้ง สร้างความพึงพอใจให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงราคากันโดยตรง โดยมีสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เป็นศูนย์กลางตกลงราคา ให้บริการลานตาก เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายเป็นอย่างมาก

ร้อยตรีสนิท สุธาพจน์ ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น พวกปุ๋ย ยา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อปี 2560 เพื่อสร้างลานตาก 1,150,000 บาท หลังจากได้งบดังกล่าวมาแล้วได้พัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกเข้ามาขายข้าวที่สหกรณ์ฯ โดยสหกรณ์ฯจะเป็นศูนย์กลางระหว่างพ่อค้ากับสมาชิกผู้ขายข้าว ซื้อ-ขายในราคาที่เป็นธรรม และมีเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานตรวจสอบได้ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกพึงพอใจมาก การซื้อ – ขายข้าวของสหกรณ์ฯ นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพ่อค้ากับเกษตรสมาชิกแล้ว ยังสามารถถ่วงดุลราคาขายของโรงสีข้างเคียง ไม่ให้กดราคาข้าวเปลือกให้ต่ำลงได้อีกด้วย

“สหกรณ์ฯเปิดเป็นตลาดกลาง รับซื้อข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวแห้ง ข้าวเปียก เนื่องจากสถานที่กว้างขวางพอที่จะแยกกองข้าวแห้ง และกองข้าวเปียกได้ อีกทั้งยังสามารถรองรับการรับซื้อข้าวได้มากถึงกว่า 600 ตันต่อวัน ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการของบประมาณสร้างลานตากเพิ่ม เนื่องจากช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม จะมีการซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ลานตากเพิ่มขึ้น” ร้อยตรีสนิท กล่าว

ด้านนายพิเชษ รวมทรัพย์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนด้านการตลาดนั้น ปัจจุบันโครงการตลาดกลางซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ จะมีพ่อค้าและเกษตรกร ทำการตกลงราคากัน เพื่อให้ได้ราคาที่น่าพอใจทั้ง 2 ฝ่าย โดยจุดเด่นของโครงการ นี้ คือ สมาชิกจะได้ราคาที่สูงกว่าการนำข้าวเปลือกไปขายที่อื่น และเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรสมาชิกและพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อข้าวเปลือก อีกทั้งเมื่อสมาชิกนำข้าวเปลือกมาขายกับทางสหกรณ์แล้ว ยังได้รับเงินเฉลี่ยคืนทุกปีอีกด้วย ทำให้มีปริมาณการซื้อ-ขายข้าวเปลือกในปี 2561 อยู่ที่ ประมาณ 3 หมื่นกว่าตัน คิดเป็นมูลค่า 200 กว่าล้านบาท และได้รับเงินเฉลี่ยคืนตันละ 50 บาท ทั้งนี้สมาชิกจะได้เงินเฉลี่ยคืนมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณข้าวที่สมาชิกนำมาขาย

ขณะที่นางจำนง จันทร์ธรรม สมาชิกสหรกร์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เล่าถึงการเข้าร่วมโครงการซื้อ-ขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ฯ ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำการเกษตร ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยดีนัก มีปัญหาเรื่องเพลี้ย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อย อีกทั้งขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ต่ำ พอสหกรณ์ฯ เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ทำให้สามารถตกลงราคากับพ่อค้าโดยตรง ส่งผลให้ขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น อีกทั้งตนยังมั่นใจในเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานของสหกรณ์ฯอีกด้วย อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้อีกเรื่อยๆ

การเปิดตลาดกลาง ซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยให้เกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป และผู้ค้า ผู้รับซื้อข้าวเปลือก ได้รับประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำได้เป็นอย่างดี

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430256

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ศึกษาความต้องการใช้กระเทียมของผู้ประกอบการภาคเหนือ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสม ให้ผลผลิตและคุณภาพสอดคล้องความต้องการใช้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาเรื่อง “ความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน” โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 3 จังหวัด 16 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ 94% จะรับซื้อกระเทียมไทย และผู้ประกอบการ 6% รับซื้อกระเทียมจีน โดยการรับซื้อกระเทียมไทย จะรับซื้อเป็นกระเทียมแห้ง 55% เพื่อนำมาแกะกลีบ และส่งต่อไปยังผู้รวบรวมรายใหญ่ทางภาคกลาง ศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้า ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง สำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภค และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปต่อไป อีก 45%รับซื้อเป็นกระเทียมสดเพื่อจำหน่ายต่อ และบางส่วนนำไปทำพันธุ์รวมทั้งส่งอุตสาหกรรมกระเทียมดอง

ขณะที่กระเทียมจีน ผู้ประกอบการในภาคเหนือ จะรับซื้อและจำหน่ายเป็นกระเทียมแห้งอย่างเดียวทั้งหมด โดยผ่านตัวแทนผู้ค้าชาวจีนซึ่งจะส่งกระเทียมมาจากภาคกลาง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น ผู้ประกอบการภาคเหนือมีความเห็นว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเลือกซื้อกระเทียมจีนมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมจีนมีการนำเข้ามาในรูปแบบตัดลอน หรือหัวเดี่ยว แกะกลีบง่าย ส่วนกระเทียมไทยจะนำมาขายในลักษณะมัดจุกแบบไม่ได้ตัดแต่ง ผู้ใช้ต้องจ้างแรงงานตัดลอนและแกะกลีบ ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และก่อเกิดขยะในสถานประกอบการเพิ่ม

ด้านนายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถึงความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน โดยร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 40 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน ตัวแทนผู้ค้าและวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมกระเทียมในพื้นที่ ตัวแทนร้านอาหาร/ภัตตาคาร และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเทียมจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะวินเพลส จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลผลิตกระเทียมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย

ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรควรพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อแก้ปัญหากลีบฝ่อและให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยใช้ปุ๋ยเคมี ในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพกระเทียม ส่วนในระยะต่อไปควรปรับเปลี่ยนมาผลิตกระเทียม GAP และพัฒนาไปสู่กระเทียมอินทรีย์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและมีราคาสูงอีกทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ยินดีสนับสนุนเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระเทียมไทยมากขึ้น หากผลผลิตกระเทียมมีคุณภาพดี ด้านความต้องการ ควรสำรวจความต้องการใช้กระเทียมแต่ละประเภทของผู้ประกอบการ พร้อมกับสำรวจพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับการปลูกกระเทียมในแต่ละประเภท และอาจมีการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายพร้อมประชาสัมพันธ์ข้อดีกระเทียมไทยควบคู่กับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ และ ด้านการนำเข้าภาครัฐต้องควบคุมการนำเข้าทั้งกระเทียมพันธุ์และกระเทียมบริโภคอย่างจริงจัง และเข้มงวดการส่งออกกระเทียมพันธุ์ของไทยเพื่ออนุรักษ์กระเทียมไทยให้เป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กระเทียมไทย มีแหล่งปลูกสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยในปี 2561 พื้นที่เพาะปลูก 3 จังหวัด (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) รวม 61,183 ไร่ (71% ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ) ให้ผลผลิตรวม 71,547 ตัน (79% ของผลผลิตทั้งประเทศ)โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม นอกจากกระเทียมจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีคุณประโยชน์ด้านยารักษาโรคแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด ดังนั้น ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ นอกเหนือจากบทบาทผู้ปลูก เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยขายแบบมัดจุกตัดแต่งแทนการขายเหมายกสวน และสร้างความตระหนักให้แก่เกษตรกร ได้เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตการตลาดของกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5312-1318-19 หรือ อีเมล zone1@oae.go.th

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429380

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท.  เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 เพื่อสำรวจข้อมูลด้านปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ

 

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่สำรวจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดย สศก. จะเป็นผู้สนับสนุนงานด้านวิชาการ อาทิ การจัดทำกรอบบัญชีตัวอย่างเพื่อการสำรวจ กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ ตลอดจนการประมวลผลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิต ในขณะที่ กยท. จะสนับสนุนงานด้านกำลังพล เพื่อลงพื้นที่ โดยการสำรวจทาง กยท. จะรับผิดชอบตามพื้นที่ตั้งสาขาของการยางแห่งประเทศไทย
เพื่อสำรวจปริมาณการผลิตประมาณ 10,920 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,820 หมู่บ้าน) และ สศก. จะสำรวจอีกประมาณ 8,970 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,495 หมู่บ้าน) รวมทั้งสิ้นประมาณ 19,890 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 3,315 หมู่บ้าน) สำหรับการสำรวจต้นทุนการผลิตยางพาราจะดำเนินการทั้งหมดโดยการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสำรวจประมาณ 5,460 ครัวเรือนตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สำรวจ สศก. เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ให้เจ้าหน้าที่ของ สศก. และ กยท.ประมาณ 300 คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจก่อนสำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพารา โดยกำหนดแผนการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยสาขาต่างๆ ได้แก่ จังหวัดตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก ระยอง อุดรธานี และ บุรีรัมย์

“ภายหลังการสำรวจเสร็จสิ้น สศก. จะวิเคราะห์และประมวลข้อมูลตามหลักวิชาการทางสถิติและเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 และจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะทำงานจัดทำต้นทุนการผลิตยางฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งข้อมูลที่ได้จาการสำรวจร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทย เช่น การกำหนดราคารับซื้อยางพาราที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต หรือการช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ เป็นต้น” รองเลขาธิการ สศก.กล่าว

โอกาสนี้ สศก. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการสำรวจครั้งนี้ด้วย และหากเกษตรกร
หรือผู้สนใจรายละเอียดการดำเนินโครงการ หรือข้อมูลสถานการณ์ การผลิตและราคา สอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารสนเทศการผลิตพืชสวน ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5407 หรือ อีเมล cai-info1@oae.go.th

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428810

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้ยังจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอ่อนๆ ทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้เกิดสภาวะความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนจะน้อย ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ ขณะนี้ประเทศไทยเข้่าฤดูฝนเต็มตัว แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศค่อนข้างต่ำ เขื่อนขนาดใหญ่ 18 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้งานได้ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะน้ำใน 4 เขื่อนของลุ่มเจ้าพระยาอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศมีน้ำน้อยมาก

เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 807 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ ร้อยละ 8 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 473 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 7 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 93 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 10 ของปริมาณการกักเก็บ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 41 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 4 ของปริมาณการกักเก็บ รวมปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ของ 4 เขื่อนหลักดังกล่าวขณะนี้เหลือเพียง 1,414 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเหนือเขื่อนยังน้อย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณค่อนข้างน้อยนั้น จึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารตามแนวทางของกรมที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด โดยประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพและประหยัดน้ำสำหรับประโยชน์ของภาคส่วน โดยวางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

1.ให้ทุกโครงการชลประทานประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนส่งน้ำแต่ละรอบเวรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้น้ำไปทั่วถึงเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะรักษาพื้นที่เพาะปลูกคือนาข้าวที่ปลูกแล้วประมาณ 6.21 ล้านไร่ 2.กำชับให้สถานีสูบน้ำของ อปท.ทั้ง 339 แห่ง สูบน้ำตามรอบเวร ที่กรมชลประทานวางแผนไว้เพื่อป้องกันการสูบนอกแผนงาน อันจะกระทบกับพื้นที่อื่น

3.สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่นาดอน ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวไปจนกว่าจะมีฝนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหาย และ 4.โครงการบางระกำโมเดล ที่กรมชลประทานส่งเสริมให้ปลูกเดือนเมษายน เพื่อให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนน้ำหลาก ขณะนี้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน แจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่า จะเริ่มงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ 31 ก.ค. 2562 ตามที่ได้วางไว้ และประสบความสำเร็จด้วยดีเช่นปีที่ผ่านมา

ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งมีประมาณ 1,400 ล้านลบ.ม. ระบายออกวันละ 45 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษานิเวศดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลขึ้นสูง รักษาระบบประปา เพื่อการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม และอื่นๆ

หากระบายปริมาณนี้เท่ากันทุกวันอีก 40 วันน้ำก็จะหมดเขื่อนจริงหรือไม่?

อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ภายใน 40 วัน น้ำไม่หมดเขื่อนและยังไม่เกิดวิกฤติขาดน้ำตามที่วิตกกังวล เพราะความจริงจะมีฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนแต่ละพื้นที่ทุกวัน เมื่อเทียบกับสถานการณ์ฝนน้อยในปี 2558 ซึ่งระบายน้ำเพียงวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการบริโภคอุปโภคเท่านั้นและงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในปีนี้ยังระบายน้ำได้วันละ 45 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกันแล้วสถานการณ์น้ำในปีนี้ดีกว่าปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้การมากกว่าปี 2558 ก็ตาม แต่การประหยัดน้ำจะช่วยป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะอากาศที่ผันผวนเช่นปัจจุบันได้

สำหรับการปลูกพืชในเขตชลประทาน(นาปี)ปี 2562 ตามแผนกำหนดไว้ 16.21 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 11.23 ล้านไร่ (69%) ในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 7.65 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 6.21 ล้านไร่ (81.14%) ของแผน ทั้งนี้ กรมยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชลประทานยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ

อย่างไรก็ตาม แม้ในเขตชลประทานจะมีน้ำเพียงพอ แต่ต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ขอความร่วมมือการประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบตามระยะเวลาที่กำหนดและให้ลดระยะเวลาการสูบ พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 20-30%

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยในส่วนภาคเหนือนั้นเข้าดำเนินการก่อนฝนทิ้งช่วง ด้วยวิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย และส้ม ซึ่งปัญหาคลี่คลายลงเป็นลำดับ นอกจากนี้ กรมยังเตรียมเครื่องสูบน้ำทั้งประเทศ 1,935 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รวมทั้งเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีกกว่า 2,000 หน่วย เพื่อช่วยประชาชนและเกษตรกร

“การบริหารจัดการน้ำแต่ละปี กรมจะวางแผนให้สอดคล้องกับคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งคาดหมายฤดูฝนปี 2562 จะมีปริมาณฝนทั้งประเทศน้อยกว่าปี 2561 และจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 5-10% โดยจะมีฝนทิ้งช่วงปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค. จากนั้นจะมีฝนตกชุกหนาแน่นตั้งแต่ปลาย ก.ค.-ก.ย. 2562 และปลายปีคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้าไทย 1 ลูก” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428508

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกร อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กว่า 80 ชีวิต รวมกลุ่มกันปลูกกระชายเป็น เกษตรแปลงใหญ่ โดยการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนบริหารจัดการร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานและทำตลาดร่วมกัน สามารถรวบรวมผลผลิตส่งจำหน่ายตลาด ได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำถึง 3 เท่าตัว

นายคำรน ยศสมบัติ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า จ.กาญจนบุรี ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 39 แปลง เป็นแปลงใหญ่ด้านพืช 36 แปลงและแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ 3 แปลง สำหรับด้านพืชมีสมาชิกแปลงใหญ่ 2,270 ราย มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 31,429 ไร่ โดยหนึ่งในนั้นมีแปลงใหญ่กระชายอยู่ 1 แปลงที่อ.บ่อพลอย พื้นที่ดำเนินการ 488 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีความเข้มแข็งและมีรูปแบบบริหารจัดการที่เป็นระบบทั้งด้านลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร และการตลาด จนผลิตกระชายคุณภาพป้อนตลาดทั้งในพื้นที่และตลาดใหญ่อย่างตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

“การรวมตัวกันประกอบอาชีพในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ จะทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ภายใต้การสนับสนุน ส่งเสริมของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ด้านคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ/พัฒนาให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และด้านการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญยุคในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคต่างคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ หากเกษตรผลิตอาหารที่ดี ได้มาตรฐานและปลอดภัยตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) หรือผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นข้อดีของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีความมั่นคง ยั่งยืน ในอาชีพต่อไป”

ด้าน นายประยุทธ จำนงกุล ประธานกลุ่มแปลงใหญ่กระชาย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรที่นี่ปลูกกระชายกันมานาน แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ผลผลิตที่ได้มีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 12-25 บาทเท่านั้น แต่เมื่อรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ก็มีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอย เข้ามาให้คำแนะนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้คำแนะนำในการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุที่มีในท้องถิ่นไว้ใช้เอง ลดการใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรต่ำลง มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งหลังจากรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ย 85-90 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากกระชายมีคุณภาพ มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์

สำหรับกระชายที่ปลูกเป็นสายพันธุ์รากกล้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะรากยาว ตรงและอวบ เหมือนกับรากกล้วย ให้ผลผลิตค่อนข้างดี น้ำหนักมาก โดยผลผลิตที่ได้ ทางกลุ่มจะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีตลาดรับซื้อทั้งในจังหวัดราชบุรี นครปฐม รวมถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท โดยกระชายคุณภาพของกลุ่มจะมี 2 เกรดคือ กระชายร่วง ซึ่งเป็นกระชายที่เกิดจากแง่งที่อาจจะไม่สวยงามทั้งหมด แต่เรามาตัดแต่งคัดเลือกเฉพาะแง่งที่สมบูรณ์ออกมาเท่านั้น ซึ่งกระชายเกรดนี้จะจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากพ่อค้านำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปคัดเลือกใหม่ ส่วนอีกเกรดคือ กระชายติดกอ ซึ่งประเภทนี้หากจะทำไปใช้ประโยชน์จะต้องเสียเวลาแยกหัว และยังต้องสูญเสียน้ำหนักจากส่วนที่ตัดทิ้งไป กระชายประเภทนี้จึงจำหน่ายได้ราคาต่ำกว่า

นายประยุทธบอกว่า กว่าจะรวบรวมเกษตรกรให้มาดำเนินการในลักษณะแปลงใหญ่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและทำตัวอย่างให้เกษตรกรเห็น ซึ่งโชคดีที่ตนมีประสบการณ์จากที่เคยสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งออกประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมเกษตรกรผู้ปลูกกระชายให้เข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอยคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ซึ่งเมื่อได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428314

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรบูรณาการร่วมเครือข่ายแปลงใหญ่ ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว ต่อยอดพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์ ร่วมกันบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง

นายราชิตร์ แก่นทอง ผู้จัดการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (เลี้ยงปลานิลในกระชัง) จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า เดิมทีเกษตรกรรอบๆ พื้นที่บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีอาชีพทำไร่ ทำนา แต่เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลานิลในกระชัง จนกระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีต้นทุนการผลิตต่ำและผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จนสมาชิกเกิดความเข้มแข็ง มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพาอาศัยกัน ปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิก 58 ราย มีจำนวนกระชังของสมาชิกกว่า 2,000 กระชัง และได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและได้พัฒนามาเป็นสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายแปลงใหญ่ที่เข้ามาแนะนำ ส่งเสริม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการ การแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP ตลอดจนด้านการตลาด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เราเลี้ยงแบบต่างคนต่างเลี้ยง เพราะต้องประสบปัญหากับพ่อค้าคนกลางกดราคา

การบริหารจัดการของกลุ่มภายหลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้ผู้จัดการแปลงเข้าอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเข้าอบรมมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงให้มีความเข็มแข็งมากขึ้น มีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิกอย่างเป็นระบบตั้งแต่จัดหาพันธุ์ปลา การลงเลี้ยงลูกปลา การจัดหาอาหารปลาเพื่อลดต้นทุนการผลิต และจะบริหารลำดับการจับปลาเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกเป็นระยะทุกๆ 5 เดือน โดยสหกรณ์จะประกันราคารับซื้อจากสมาชิกกิโลกรัมละ 55 บาท ทำให้สมาชิกมีกำไรและลดความเสี่ยงเรื่องตลาด โดยใน 1 ปี มีผลผลิตออกสู่ตลาด 2 ครั้ง เกษตรกรมีกำไรไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อครั้ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“หลังจากเกษตรกรหันมารวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังในรูปแบบของสหกรณ์แล้ว ทำให้สมาชิกแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน จนกลายเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไปในที่สุด ซึ่งถือว่านโยบายเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายที่ดีที่เน้นการตลาดนำการผลิต และวางแผนการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตร่วมกัน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพมากขึ้น”นายราชิตร์ กล่าว