รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427039

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์สับปะรดปีการผลิต 2562 มีแนวโน้มสดใส เกษตรกรปรับตัวแก้ปัญหาผลผลิตล้น ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสับปะรดผลสดมากขึ้น แทนการปลูกส่งโรงงานอย่างเดียว ที่สำคัญมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ส่งผลผลิตสับปะรด GAP และสับปะรด GI เจาะตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2557-2559 ผลผลิตสับปะรดออกมาน้อยมากจากปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการ ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อกก. ส่งผลให้ปี 2560-2561 เกษตรกรรายเดิมและรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในจังหวัดแหล่งปลูกและจังหวัดที่ไม่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน ทำให้ผลผลิตเกินความต้องการของตลาดโดยเฉพาะโรงงานแปรรูปสับปะรด ราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อกก. เกษตรกรจึงไม่ขยายเนื้อที่ปลูก และเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเช่น มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บางส่วนปล่อยทิ้งไม่ดูแล ยกเลิกพื้นที่เคยเช่าปลูกสับปะรดและลดการใช้ปุ๋ยฮอร์โมนต่างๆสารเร่งให้ออกผล รวมทั้งอากาศที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ต้นไม่สมบูรณ์ บางส่วนไม่ออกดอก ผลแคระแกร็นไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถใช้สารเร่งการออกดอกในช่วงปลายปีได้

สศก.คาดการณ์ว่าปี 2562 จะมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวสับปะรดอยู่ที่ 480,464 ไร่ ผลผลิต 1.78 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วผลผลิตอยู่ที่ 2.36 ล้านตัน ถือว่าผลผลิตลดลงประมาณ 5-6 แสนตัน
จากพื้นที่ที่ลดลงเกือบแสนไร่ ขณะที่ความต้องการของโรงงานมีประมาณ1.4-1.5 ล้านตัน โดยผลผลิตอีกประมาณ 3 แสนกว่าตันเป็นการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสด ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากราคาสับปะรดผลสดขายได้ราคาดีกว่าสับปะรดโรงงานโดยเฉลี่ยราคาประมาณ 10 บาทต่อกก. เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกสับปะรดโรงงานเป็นปลูกเพื่อบริโภคสดเพิ่มขึ้น เช่นพันธุ์ภูเก็ต ตราดสีทอง ภูแล ห้วยมุ่น สับปะรด GI บ้านคาราชบุรี หรือปลูกพันธุ์เดิมที่เคยส่งโรงงานแปรรูป ก็เปลี่ยนมาขายแบบบริโภคผลสดแทน นอกจากเปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนพันธุ์แล้ว ยังเปลี่ยนตลาดจากส่งโรงงานแปรรูปมาเป็นตลาดบริโภคสดในท้องถิ่น หรือส่งโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดีเกษตรกรรู้ช่องทางตลาดและเลือกช่องทางที่มีรายได้มากที่สุด

ทั้งนี้ สศก.จัดทำข้อมูล เช่น ปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต การบริหารจัดการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การตลาด อีกทั้ง มีแอพพลิเคชั่นฟาร์ม D จัดการฟาร์มของตนเอง เพื่อให้เกษตรกรถวางแผนตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตรได้เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งความรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยเฉพาะการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันสับปะรดผลสดเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 35 แปลงเกษตรกรเข้าร่วม 1,842 ราย พื้นที่ 32,555 ไร่ ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มุ่งเน้นการรวมกลุ่มและบริหารจัดการ ผลิตและจำหน่าย สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ผลการเข้าระบบสับปะรดผลสดแปลงใหญ่ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งแต่โรงงานทั้งหมด อย่างในอดีตสับปะรดที่ปลูกในประเทศส่งโรงงาน 100% ปัจจุบันสับปะรดบริโภคผลสดตลาดเติบโตต่อเนื่อง เป็นทางเลือกคู่ขนานกับปลูกเพื่อส่งโรงงาน สัดส่วนเปลี่ยนเป็นส่งโรงงาน 85% อีก 15% ส่งไปตลาดบริโภคผลสด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยเฉพาะพันธุ์ MD2 เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกขณะนี้ คาดว่าสับปะรดผลสดจากกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีมาตรฐาน GAP หรือได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI จะเติบโตในตลาดเฉพาะ (Niche Market)มากขึ้น แต่ต้องบริหารจัดการควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ดี โดยเฉพาะเรื่องห้ามใช้สารความหวาน เนื่องจากบางประเทศหากตรวจเจอผลผลิตที่ส่งออกไปใช้สารความหวานจะตีคืนสินค้ากลับทั้งหมด เกษตรกรต้องตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงข้อปฏิบัติในการส่งออกอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์และโอกาสของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหาการผลิตสับปะรด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายและแนวทางส่งเสริมการปลูกสับปะรดออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มจังหวัดที่ปลูกสับปะรดโรงงานรอบรัศมีกลุ่มโรงงาน 100 กิโลเมตร ส่งเสริมปลูกสับปะรดเน้นเข้าโรงงานแปรรูป 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราดส่งเสริมการผลิตสับปะรดโรงงานและบริโภคสดในพื้นที่ที่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารเชิงรุก (Agri – Map)กลุ่มที่ 2 จังหวัด ที่ปลูกสับปะรดโรงงานแต่อยู่ห่างไกลที่ตั้งโรงงานแปรรูปฯ นอกเหนือจาก 11 จังหวัด ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเน้นบริโภคผลสด ทั้งนี้ เพื่อจัดการอุปสงค์ อุปทานให้สมดุลจึงขอให้เกษตรกรเข้าร่วมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากขึ้นเพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426611

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว  สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการจุฬาภรณ์พัฒนา 6 ตั้งอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอนนา ที่กรมป่าไม้จัดถวายสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามพระดำริให้สร้างที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ให้เกษตรกรผู้ยากไร้ แต่เนื่องจากป่าเสม็ดมีน้ำท่วมขังประมาณ 3-4 เดือน ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนปนทราย ความเป็นกรดของดินและน้ำสูงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรได้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และกรมประมงได้พิจารณาคุณลักษณะทางกายภาพและพืชพรรณของพื้นที่มีความเป็นไปได้สูง ในการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงปลาสลิด อันเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ยากไร้

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทอดพระเนตรการจับปลาโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงปลาสลิดในป่าเสม็ด ทรงมีพระหัตถเลขาให้ชื่อปลาสลิดในโครงการนี้ว่า “ปลาสลิดดอนนา”

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปลาสลิด ลงสระน้ำหมู่บ้านในตำบลบ้านเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานีว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ทดลองเพาะเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่รับผิดชอบ 197 ไร่ ตั้งแต่ปี 2538 นำผลการทดลองไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงและแปรรูป แต่ผลงานยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ต่อมาในปี 2560 จังหวัดปัตตานี ได้สนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดส่งเสริมการเลี้ยงปลาสลิดดอนนาแบบพัฒนาเกษตรกร 40 ราย แต่ประสบปัญหาอุทกภัย มีเกษตรกรเพียง 1 ราย ที่สามารถผลิตปลาสลิดดอนนาครบวงจรได้ คือ เพาะพันธุ์ เลี้ยง แปรรูป และการตลาด นำไปสู่การตั้งกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย และเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพรูปแบบใหม่ มีการนำร่องทดลองเลี้ยงในนาข้าว รวมทั้งตั้งกลุ่มแปรรูปโดยใช้เครื่องอบแบบ Mobile dryer

สำหรับแผนการดำเนินงานของกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ในปี 2563-2565 นั้น ทางกลุ่มจะขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมง จำนวน 636,200 บาท เพื่อดำเนินงานวิจัย รวมทั้งขอรับงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัด จำนวน 497,600 บาท เพื่อขยายผลการเลี้ยงปลาสลิดในกระชัง จำนวน 40 กระชัง ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกับ มทร.วิทยาเขตสุรินทร์ ผลิตเครื่องอบแห้ง (Mobile dryer) เพื่อผลิตเครื่องต้นแบบในการแปรรูปปลาสลิด และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ พร้อมผลิตให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย จำนวน 60 ราย จากนั้นในปี 2564-2565 จะมุ่งเน้นการตรวจสอบรับรองฟาร์มให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และมาตรฐานอาหารฮาลาล จำนวน 90 ราย

ปัจจุบันตลาดในจังหวัดปัตตานี มีความต้องการปลาสลิดแดดเดียวปีละ 5,000 กิโลกรัม มูลค่า 1,500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 400 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท) ต้นทุนการผลิต 35-80 บาทต่อกิโลกรัม หากขายปลาสดได้มูลค่าเพียง 700,000 บาทต่อปี มูลค่าเพิ่มขึ้น 800,000 บาท หรือได้มูลค่าเพิ่มขึ้น 114.29 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ สามารถจับปลาสลิดได้ 645 กิโลกรัม ขายเป็นปลาสดได้ 51,600 บาท (กิโลกรัมละ 80 บาท) แปรรูปปลาตากแห้ง ได้เงิน 110,000 บาท (กิโลกรัมละ 300 บาท) ซึ่งใช้เวลาในการเลี้ยง 1 ปี พื้นที่ 1 งาน ต้นทุนค่าลูกปลา 2,500 บาท ค่าอาหาร 17,500 บาท รวมหากขายแบบแปรรูปจะได้กำไร 58,400 บาทเลยทีเดียว

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สามารถช่วยเกษตรกร กลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ลืมตาอ้าปากได้ มีอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426389

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่  ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงขับเคลื่อน“โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาจัดการผลผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดแนวทางพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่อง การลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต วัดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เพิ่มศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้

ในปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวม 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลงและกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง

สำหรับการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในจ.กาฬสินธุ์ ภายใต้การดำเนินโครงการของสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ ซึ่งเริ่มต้นโครงการในส่วนของปลานิลกระชังในปี 2559 ต่อมาปี 2560 ได้ดำเนินกาต่อในส่วนกุ้งก้ามกราม โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและพัฒนาเป็นสหกรณ์ ฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่ม การแปรรูป การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP และการตลาด ซึ่งจากผลการดำเนินตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ดำเนินการ 4 แปลง ประกอบด้วย ปี 2559 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 67 ไร่ เกษตรกร 230 ราย ปี 2560 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ตำบลลำคลอง พื้นที่ 318 ไร่ เกษตรกร 30 ราย ปี 2561 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 50 ราย และ ปี 2561 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 155 ราย

ในส่วนกุ้งก้ามกราม จ.กาฬสินธุ์ มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาตั้งแต่ปี 2520 และถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามแห่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีต้นทุนแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2560 กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอพื้นที่เพิ่มเติมในการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าระบบแบบแปลงใหญ่ โดยได้นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 เกษตรกร 30 ราย และ ในปี 2561 นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เข้าร่วมโครงการ 50 ราย ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ผลดำเนินการในปี 2561 ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29%

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เกษตรกรได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งและการขายกุ้ง รวมทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง จำหน่ายแก่สมาชิก รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรง และจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น และจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปแต่ละฟาร์ม การบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ พบว่าเกษตรกรได้รับราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น ขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP

ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอยางตลาด อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเมือง อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอ หนองกุงศรี โดยปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ในเขื่อนลำปาว ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงปลาในกระชังชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย และปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425540

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก  ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุรินทร์ จำกัด ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 เกมแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหากลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้มแข็งรวมกลุ่มปลูกข้าวอย่างมืออาชีพ เป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่นได้นำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยทั้งระบบ

นางสาวกมลทิพย์ พิมพ์เสน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด หรือ สกต.สุรินทร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2543 มีสมาชิกประมาณ 118,000 คน ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย จัดหาปัจจัยการผลิต ที่มีราคายุติธรรมให้กับสมาชิก ปัจจัยการผลิตก็จะมีตั้งแต่ ปุ๋ย เคมีเกษตร เมล็ดพันธุ์ จักรกลการเกษตร ธุรกิจรวบรวม เน้นรวบรวมข้าวเปลือกเป็นหลัก เพราะว่าจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวนมาก แต่ก็จะมีการรวบรวมมันสำปะหลัง ยางพารา รวมถึงข้าวโพดด้วย ธุรกิจแปรรูป แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร โดยซื้อข้าวเปลือก
คุณภาพจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เอ ไรซ์” รวมทั้งผลิตส่งให้กับเทสโก้โลตัสทั่วประเทศ ยังมีข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งที่รวบรวมจากสมาชิกส่งให้กับโรงสีข้าวส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อีกส่วนคือการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเรามีโครงการส่งเสริมการปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี เพื่อที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้แก่สมาชิกซื้อไปเพาะปลูก เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะประสบปัญหาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ปนเยอะจึงส่งเสริมให้มีกลุ่มเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ โดยเราจะหาเมล็ดพันธุ์ขยายจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์มาแจกจ่ายให้กับสมาชิกเอาไปเพาะปลูกโดยมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานที่กำหนด เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ทางสหกรณ์ก็จะรวบรวมและจำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป ธุรกิจที่ 4 คือ ธุรกิจบริการ สกต.สุรินทร์ มีศูนย์ฝึกอบรมให้บริการตั้งแต่ห้องพัก ฝึกอบรมโดยเฉพาะเน้นไปในด้านการอบรมอุดมการณ์ของสหกรณ์

สกต.สุรินทร์ มีจุดแข็งคือสมาชิกมีความศรัทธาต่อสหกรณ์ เมื่อสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อระบบสหกรณ์เขาก็จะกลับมาร่วมทำธุรกิจกับเรา ทุกส่วนที่สมาชิกเข้ามาร่วมทำให้วงจรของสหกรณ์วิ่งไปได้ ตั้งแต่ต้นน้ำถ้าสมาชิกไม่มาซื้อปัจจัยการผลิตกับเรา ไม่มาร่วมโครงการกับเรา ก็จะไม่มีการรวบรวมข้าวเกิดขึ้น เมื่อไม่มีการรวบรวมข้าวก็จะไม่มีโรงสี แต่เมื่อสมาชิกเข้มแข็งมาร่วมมือร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ สกต.สุรินทร์ มีความเข้มแข็งตามไปด้วย

นอกจากความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ ศึกษาอบรมเรื่องหลักการสหกรณ์ การดูแลให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมายต่างๆ ให้คำแนะนำเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามหลักการสหกรณ์อย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสนับสนุนงบประมาณในการสร้างลานตากข้าวและโกดัง เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิกได้อย่างเพียงพอ

หลักการของ สกต.สุรินทร์ คือมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็ง ดำเนินการงานตามหลัก Value Chain คือห่วงโซ่แห่งมูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ จัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคายุติธรรม กลางน้ำคือการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิก ปลายน้ำคือการแปรรูปทั้งเมล็ดพันธุ์และเมล็ดข้าวสารเพื่อจำหน่าย เท่ากับว่าการดำเนินการของสหกรณ์สามารถ support ได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการผลิต และด้วยความ
เข้มแข็งมีรูปแบบการดำเนินการอย่างชัดเจนทั้งระบบ

เมื่อมีโครงการ The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 ที่กรมการข้าวร่วมกับบริษัท โตโยต้า ทาง สกต.สุรินทร์จึงเข้าร่วมแข่งขันด้วย เนื่องจากเราทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในรูปของแปลงใหญ่อยู่แล้ว โดยในระยะเวลา 4 เดือน ต้องทำภารกิจ 12 ฐาน 12 ภารกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งในการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่ทางกลุ่มทำกันเป็นปกติ จึงไม่มีปัญหา เราไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการแข่งขัน เราทำกันมาตลอด มีโครงการ มีภารกิจครบถ้วน มีสมาชิกจริงๆ มีการลงมือทำจริง กระบวนการครบจริงๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คณะกรรมการจึงได้ตัดสินให้ สกต.สุรินทร์ชนะเลิศการประกวดในปีนี้

“ความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเกมเกษตรกรในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สมาชิกที่ให้ความร่วมมือที่มีความศรัทธากับสหกรณ์ จะทำให้มีสหกรณ์สามารถตอบสนองกับสิ่งที่สมาชิกต้องการได้ตามเจตนารมณ์ของสหกรณ์ คือ สมาชิกต้องสามารถช่วยตัวเองได้ ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหกรณ์ทำได้แบบนั้น นี้คือความภูมิใจที่พอเราได้รับรางวัลนี้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ สกต.สุรินทร์ ในจังหวัดสุรินทร์ คือสมาชิกที่มีคุณภาพ มีความศรัทธาและมีความเข้มแข็งที่สามารถทำให้เกิดสหกรณ์ในรูปแบบของสหกรณ์ที่แท้จริง” ผู้จัดการ สกต.สุรินทร์ กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425263

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน...สหกรณ์ มั่นคง  ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับตั้งแต่พ.ศ. 2505 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯไปทรงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมแห่งแรกในประเทศไทย ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ชาวไทยก็ได้เริ่มรู้จักกับอาชีพการเลี้ยงโคนม ในฐานะเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เกิดความต้องการบริโภคน้ำนมโคอย่างแพร่หลาย การทำฟาร์มโคนมขยายตัวไปหลายพื้นที่

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในสหกรณ์ของผู้เลี้ยงโคนมที่ดำเนินงานมานานถึง 28 ปี ปัจจุบันสหกรณ์มีบทบาทรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เพื่อนำส่งให้บริษัทคู่ค้า ดำเนินการแปรรูปอาหารโคนมจำหน่ายให้สมาชิกในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จัดหาสินค้า วัสดุ อุปกรณ์ ทำฟาร์ม ยาต่างๆ สำหรับโคนมมาจำหน่าย ให้บริการสินเชื่อส่งเสริมอาชีพ รวมถึงให้บริการดูแลสุขภาพโคนมแก่สมาชิก

นอกจากนั้น ยังทำ “ฟาร์มกลาง” ที่บริหารจัดการโดยสหกรณ์เอง มีการเลี้ยงโคนม รีดน้ำนมส่งเข้าสหกรณ์ และมีบริการให้สมาชิกนำโครุ่นมาขายฝาก ในรูปแบบธนาคารโคนมทดแทนฝูง โดยสหกรณ์จะนำโครุ่นจากสมาชิกมารวมกันที่ฟาร์มกลาง เลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ให้อาหารเหมาะสม เมื่อถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน สมาชิกจะได้แม่โคที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากมีคุณภาพกลับคืนสู่ฟาร์ม

สำหรับธุรกิจหลักของสหกรณ์คือ ธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบนั้น สหกรณ์เน้นควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบที่รับเข้ามา นางเกศรินทร์ นันทพิสิฐ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด เล่าให้ฟังว่า การควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือฟาร์มของสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม เกษตรกรจะได้รับการอบรมเรื่องการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ต้นน้ำผลิตน้ำนมดิบที่ได้มาตรฐานเรื่องไขมันและองค์ประกอบต่างๆ พอมาถึงกลางน้ำ สหกรณ์จะตรวจเข้มเรื่องคุณภาพ องค์ประกอบของน้ำนมให้เป็นไปตามระเบียบการรับซื้อน้ำนมของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยสหกรณ์จะให้ราคาน้ำนมดิบที่สมาชิกแต่ละคนนำมาขายตามคุณภาพ

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง สมาชิกสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ดูแลเรื่องความสะอาดของแม่โคที่ให้น้ำนมอย่างเข้มงวด และต้องตรวจสอบโรคเต้านมอักเสบเบื้องต้น ด้วยน้ำยา CMT จากตัวอย่างน้ำนมดิบทุกครั้ง เมื่อพบว่าน้ำนมสะอาด ปลอดภัย จึงเข้าสู่กระบวนการรีดและรวบรวมน้ำนมดิบส่งให้สหกรณ์ โดยฟาร์มของตนเองจะนำถังนมไปแช่น้ำ เพื่อป้องกันการเพิ่มขยายของจุลินทรีย์ ระหว่างรอการขนส่งจากฟาร์มสู่ศูนย์รับน้ำนมดิบที่สหกรณ์

ด้วยการดำเนินงานที่ใส่ใจเรื่องมาตรฐานคุณภาพของน้ำนมมาเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับสหกรณ์เปิดดำเนินการมานาน ทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้รวบรวมน้ำนมดิบซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ สหกรณ์จึงขอรับงบประมาณอุดหนุน จากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรัฐอุดหนุนให้สหกรณ์ 16,240,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 6,960,000 บาท งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 23,200,000 บาท

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จึงได้อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ขนาด 60 ตันต่อวัน ประกอบไปด้วยเครื่องจักรรวบรวมน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม อุปกรณ์ต่าง ๆสำหรับรับน้ำนมดิบจากสมาชิกให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน รวมถึงเครื่องล้างถังนมอัตโนมัติ ที่ช่วยลดเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในถังนม ก่อนนำมาบรรจุน้ำนมดิบส่งขายรอบต่อไป ซึ่งนับจากวันที่อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเริ่มดำเนินการมารองรับน้ำนมดิบได้ตามความต้องการของสมาชิก เครื่องมือทันสมัย น้ำนมที่ได้ผ่านศูนย์รวบรวมนี้ จึงมีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค

สำหรับการพัฒนา ต่อยอด การดำเนินงานของสหกรณ์ นายสมพร ช่างไม้ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกส่งน้ำนมให้สหกรณ์ 157 ราย ในอนาคตมีแผนรับสมาชิกเพิ่ม เพื่อขยายปริมาณน้ำนมดิบที่รับเข้ามาแต่ละวันให้อยู่ที่ 40 ตัน จากปัจจุบันที่ได้รับมาวันละประมาณ 37 ตันเศษ และมุ่งเน้นเรื่องยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่อง

“อยากให้สมาชิกทุกท่านตระหนักเรื่องคุณภาพ การจัดการในฟาร์มให้ดีที่สุด เพื่ออนาคต เพื่อความรุ่งเรืองของสมาชิกโคนมพิมาย”

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกครบวงจร ทำให้สมาชิกมีพร้อมทั้งความรู้ และเงินทุนประกอบอาชีพ เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าขึ้นแก่สหกรณ์ และอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้คนไทย

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425017

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งได้จัดตั้ง 3 เสาหลักขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บท

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้ง 4 เสาหลักขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความมั่นคงยั่งยืน ประกอบด้วย เสาหลักแรกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาหลักที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มีทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และ6. การบริหารจัดการ

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 พัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ541,894 แห่ง

ส่วนเสาหลักที่สาม รัฐบาลตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง และเสาหลักที่สี่ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทนั้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการนำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียว และจัดทำนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบ Nearly Real time Analytic ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานสะดวก รวดเร็วทันท่วงที การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำแม่นยำขึ้น เรียกนวัตกรรมนี้ว่า “One Map” และยังพัฒนา Application และงานวิจัยนำความรู้ใหม่ผสมผสานกับศาสตร์พระราชา และปราชญ์ชาวบ้านมาใช้บริหารจัดการน้ำในรูปแบบปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรบริหารจัดการน้ำของประเทศภายใต้ 4 เสาหลักดังกล่าว มีสทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ล่าสุด สทนช.ยังนำเสาหลักที่สี่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานต่างๆมาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการใช้รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2562 อีกด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือนและกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่

1. ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน “ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” ของ สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2. ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” จะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าภายในกลางเดือนกรกฏาคมนี้ และ3. ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อมีสถานการณ์รุนแรงและมีผลกระทบในวงกว้าง การดำเนินการจะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานข้อมูลต่อ สทนช. ทุก 3 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่วิกฤติต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมง โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน สามารถวางแผนพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และยั่งยืน

เสาหลักทั้ง 4 เสา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424798

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง  ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เป็นปัญหาหลักของภาคการเกษตรในบ้านเรา สหกรณ์การเกษตรหลายแห่ง ได้เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหานี้ให้สมาชิก และหลายแห่งก็มีผลการดำเนินงานน่าพอใจ หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

พื้นที่อำเภอเขาสวนกวาง เป็นที่ราบสูง เกษตรกรปลูกพืชไร่เป็นหลัก และประสบปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ขาดปัจจัยการผลิตและเงินทุน จึงรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2521 จวบจนวันนี้ กลายเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสมาชิกถึง 1,700 กว่าคน ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก โดยสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด มีบทบาทรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้แก่โรงงานในพื้นที่ ในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ประสบปัญหาการขนส่งไม่สะดวกให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากตัวสหกรณ์ (ตั้งอยู่ในตำบลคำม่วง) ห่างไกลจากพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้ง สหกรณ์มีพื้นที่ลานตากไม่เพียงพอ ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ เกษตรกรจำต้องนำผลผลิตขายให้ผู้รับซื้อเอกชนในพื้นที่ จึงขาดอำนาจต่อรอง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ สหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด จึงได้ขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนที่เป็นงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นางปริยากร ศิริพากุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เล่าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ว่า ได้รับการสนับสนุน 5,696,000 บาท นำมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บผลผลิตสินค้าเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก ขนาด 4,000 ตารางเมตร, ฉาง ขนาด 500 ตัน และเครื่องชั่งพร้อมโรงคลุม ขนาด 50 ตัน ในพื้นที่ตำบลนางิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ส่งขายให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมในจังหวัดขอนแก่น ที่ให้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเป็นหัวมันสดแบบที่ผ่านมา

“สำหรับการรวบรวมมันสำปะหลัง คิดว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของสหกรณ์ที่ดี เพราะว่าถ้าแปรรูปแล้ว เราสามารถกำหนดราคาได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา เราก็รวบรวมได้ประมาณพันกว่าตัน ผลการดำเนินงานปีบัญชีล่าสุด (31 มีนาคม พ.ศ. 2562) มีผลกำไรสุทธิประจำปี 9 ล้าน 6 แสนบาทเศษ ถือว่างบอุดหนุนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้น สามารถบริการสมาชิกเกือบครบวงจร เมื่อก่อนแค่ซื้อมาขายไป ปัจจุบันก็ทำแปรรูป คู่ค้ายืนยันได้ว่า มันเส้นเรามีคุณภาพ ไม่พอต่อความต้องการ”

นางนิตยา ไสววรรณ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด ได้สะท้อนถึงการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต แนะนำส่งเสริมการเพาะปลูกมาโดยตลอด จนเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อมาเมื่อได้ก่อสร้างลานตากผลผลิต พร้อมเครื่องชั่ง และฉาง ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สหกรณ์สามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น และให้ราคาสูงขึ้นเมื่อนำไปแปรรูป เธอและคนอื่นๆ ในชุมชนไม่ต้องขนไปขายไกล ทั้งยังสามารถไว้ใจในระบบบริหารจัดการ มั่นใจในตราชั่งที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำ ทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

“พอมีสหกรณ์มารองรับ เราขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เราก็พอใจ สหกรณ์เขาก็รองรับของเรา เกษตรกรทั่วไปก็มาใช้บริการได้ ไม่ใช่แต่สมาชิกอย่างเดียวค่ะ เขาก็ดีมากๆ อันนี้คือประโยชน์ที่ดีของสหกรณ์”

ด้านนางยุพดี สารทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ว่าในส่วนของสหกรณ์เอง เมื่อได้มีการเพิ่มธุรกิจแปรรูปผลผลิตขึ้นมา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์โคนม ที่มีความต้องการมันเส้นเพื่อการผลิตอาหารสัตว์ นอกเหนือจากเครือข่ายหรือโรงงานแป้งที่รับซื้อมันสำปะหลังสด ส่วนสมาชิกเอง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน และเป็นตลาดที่ให้ความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา เรื่องของตาชั่ง

“รวมทั้งการที่สหกรณ์ได้เป็นผู้รวบรวมผลผลิตนี้ ยังเป็นการชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ชะลอไว้เพื่อที่จะขายให้กับตลาดภายนอก หรือชะลอไว้เพื่อที่จะแปรรูปเป็นมันเส้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น” คุณยุพดี กล่าวทิ้งท้าย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากงบประมาณสนับสนุนของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่มีต่อการแก้ปัญหาหลักของภาคการเกษตร

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรและสหกรณ์ให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424205

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต...ก้าวตามศาสตร์พระราชา  นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักการดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามต้องการตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำเพื่อสร้างแหล่งน้ำ ดูการไหลของเส้นทางน้ำเป็น มีการขุดหนองน้ำให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพและใช้สอยในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ การดูดินและสร้างคุณภาพดิน“เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม มีการลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังของครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ โดยแบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย การรู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง การมีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น การมีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดีต่อตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีความรู้ พร้อมรับการเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ กระจายความรู้ในพื้นที่ตนเองและชุมชน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนการเพาะปลูก การสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423959

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและ
ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพได้มาตรฐาน
โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง
ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้าน
บัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี สามารถนำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

 

 

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมฯจะดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงโครงการอื่นๆ ทุกโครงการของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ด้วย” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423793

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University พร้อมกับพบปะหารือ Mr. John Wetenhall ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยและประชาสัมพันธ์ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานพร้อมเตรียมขยายผลผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ และเล็งแนวโน้มจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมสนองนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากการเดินทางไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงาน
ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันได้ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยในหัวข้อ “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University ซึ่งนิทรรศการของกรมหม่อนไหมก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

พร้อมกันนั้นก็ได้ร่วมบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาผ้าไหมไทย การส่งเสริมให้เกษตรกรไทยประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่จะอนุรักษ์เผยแพร่คุณค่าความงดงามของผ้าไหมไทยให้ชาวโลกได้รับรู้รวมถึงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ สีทองสีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทยที่แสดงว่าจะต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ย้อมสีเนื้อผ้าที่มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้า และสีไม่ตก เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพผ้าไหมไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่าผ้าไหมไทยที่ผ่านการับรองรองตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทานนั้น ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าผ้าไหมไทยชิ้นนั้นมีโครงสร้างผ้าที่ถูกต้อง ถูกชนิด และสีไม่ตก

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมและเจ้าหน้าที่สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมประชุมหารือกับ ดร.พอล ไมเคิลเทย์เลอร์ ผู้อำนวยการ โครงการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์วิทยาแห่งเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง สถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ เพื่อหาแนวทางความร่วมมือความเป็นไปได้ในการทำงานวิจัยร่วมกันในประเด็นวัฒนธรรมภูมิปัญญา เกี่ยวกับผ้าไหม ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยหอสมุดรัฐสภามีบันทึกรายการสิ่งของที่นำมาแสดงในงานแสดงสินค้า ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อปี ค.ศ. 1876 ซึ่งเป็นรายการของที่ระลึกและมีการแลกเปลี่ยนร่วมมือทางวัฒนธรรม ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่น ผ้าไหม อุปกรณ์การทอผ้า อุปกรณ์การสาวไหม และรังไหม

นอกจากนี้ทางคณะยังได้เข้าพบปะหารือ Mr. John Wetenhallผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยถึงความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยที่ได้รับรองตรานกยูงพระราชทานให้ต่างประเทศได้ทราบถึงที่มาที่ไป และความโดดเด่นในเรื่องของภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของคนไทยให้เป็นที่รู้จักและรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่น่าสนใจเพราะหากประเทศไทยจะเดินหน้าทำตลาดให้กับสินค้าสิ่งทอโดยเฉพาะผ้าไหม ตลาดต่างประเทศถือเป็นตลาดพรีเมียมที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งทอไหมไทยได้ และหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลผู้บริโภคที่ถูกต้องก็จะส่งผลให้ตลาดต่างประเทศเกิดการยอมรับ นับเป็นการเปิดตลาดที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง