รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417779

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสหกรณ์ นับเป็นจุดด่างพร้อยของวงการสหกรณ์ไทย ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้มวลสมาชิก สั่นคลอนความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์จะช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่กลับมีบางคนหรือบางกลุ่มใช้ช่องทางนี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องซึ่งขาดจริยธรรมในการดำเนินการเพื่อส่วนรวมส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบสหกรณ์

สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด เป็นหนึ่งในกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ สร้างความเสียหายให้สหกรณ์เป็นมูลค่าถึง 390 ล้านบาท แต่สหกรณ์แห่งนี้กู้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และบริหารจัดการสหกรณ์จนเกิดความโปร่งใส เรียกความเชื่อมั่นศรัทธาคืนสู่มวลสมาชิกมาได้ถึงปัจจุบัน การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้สหกรณ์ฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้ ตามหลักการสหกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยใช้บัญชีบริหารจัดการ

โดยนางสาวดวงพร ลิ้มพันธ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครราชสีมา หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ว่า สหกรณ์ดังกล่าวเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มาก มีการปิดบัญชีวันที่ 30 กันยายนของทุกปี ดำเนินการสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จนกระทั่งในปีบัญชี 2553 สหกรณ์เกิดการทุจริตขึ้นจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีขณะนั้น ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางการเงินและปรับแต่งยอดบัญชี รวมไปถึงปล่อยเงินกู้นอกระบบ ทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาขาดทุน ปิดบัญชีไม่ได้งบการเงินคลาดเคลื่อน ส่งผลให้สมาชิกเดือดร้อนเกิดความไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อมั่นในสหกรณ์ สหกรณ์จึงทำหนังสือขอความช่วยเหลือมายังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมมีคำสั่งให้ข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ามาช่วยเหลือแนะนำการจัดทำบัญชี จัดทำงบการเงินและรายละเอียด เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลและเก็บข้อมูล เบื้องต้นให้สหกรณ์นำไปฟ้องผู้ทำความผิดได้ รวมทั้งให้สหกรณ์ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้มีความชัดเจนและโปร่งใสขึ้น

ด้านสหกรณ์ได้มีการปรับแผนการบริหารงานตามคำแนะนำของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งผู้บริหารของสหกรณ์ในชุดปัจจุบัน พ.ต.อ.ชนัตถ์ กวีขาวฉลาด กรรมการ/เหรัญญิกสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงปัญหาการทุจริตในขณะนั้นว่า นอกจากการทุจริตที่เกิดจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีในอดีตซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการคัดสรรคณะกรรมการสหกรณ์แต่เดิมซึ่งเลือกตั้งมาจากสมาชิกที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินการบัญชี ทำให้รู้ไม่เท่าทันส่งผลให้การบริหารจัดการภายในไม่รัดกุม ไม่สามารถตรวจสอบระบบทางการเงินการบัญชีได้ กระทั่งเกิดความเสียหายกับสหกรณ์ หลังเกิดปัญหาสหกรณ์จึงตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับผู้บังคับการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการสหกรณ์ จนกู้วิกฤติในสหกรณ์ได้ รวมใช้เวลา 7 ปี ในส่วนของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้ปรับปรุงแก้ระบบการทำงานภายในให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ป้องกันเหตุทุจริตซ้ำรอยเดิม

โดย พ.ต.ท.หญิง อัจฉรา ประชากิจผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวว่า การทำงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้จัดหาผู้จัดการสหกรณ์ที่มีความรู้ความสามารถมาวางระบบการทำงานให้สมาชิกเชื่อมั่นมีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายการเงินและการบัญชีออกจากกันชัดเจน นำโปรแกรมบัญชีมาใช้แทนการเขียนด้วยมือและตรวจสอบยอดเงินคงเหลือทุกวัน โดยจัดประชุมทุกเดือนเพื่อนำเสนอข้อมูลทางการเงินการบัญชีให้กับที่ประชุมคณะกรรมการได้รับทราบ อีกทั้งเพิ่มความอำนวยสะดวกให้สมาชิกชำระหนี้ สามารถโอนเงินได้ผ่านระบบธนาคาร ไม่ต้องเดินทางมาที่สหกรณ์ และสมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์และของตนเองผ่านเว็บไซต์ของสหกรณ์

จึงเป็นแบบอย่างของสหกรณ์ที่กอบกู้สถานการณ์ พลิกฟื้นสหกรณ์ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยปรับระบบการควบคุมภายใน ใช้บัญชีบริหารจัดการธุรกิจ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันทุจริตและการสูญหายของสินทรัพย์ และเป็นแหล่งข้อมูลการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโต ซึ่งแนวทางลดจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในสหกรณ์ที่สำคัญอีกทางหนึ่งคือ ความพยายามสร้างความเข้าใจให้สมาชิกใส่ใจสิทธิประโยชน์ของตนเอง คอยตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายจัดการของสหกรณ์ ทั้งด้านการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อลดปัญหาการทุจริตและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416844

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่  ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แสดงผลสำเร็จของการดำเนินการแปลงใหญ่ พร้อมเปิดดาวดวงใหม่  ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์ ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม โชว์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มตลาดส่งออกดี ในต่างประเทศ แนะเกษตรกรรวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลก่อนการผลิต แนะเกษตรกร ทำแผนการผลิตครบวงจร

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังการจัดงาน Meet the Press  ครั้งที่ 1 “เปิดดาวดวงใหม่ ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 เข้าสู่ปีที่ 4 ปัจจุบันมีสินค้ากว่า 70 ชนิดสินค้า จำนวน 5,518 แปลง พื้นที่ 5,542,805 ไร่ เกษตรกร 334,969 ครัวเรือน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้าแปลงใหญ่ กว่า 22,000 ล้านบาท เกิดเครือข่ายการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้เกษตรกร สามารถดำเนินการผลิต มีแผนการผลิต ปัจจุบันทุกสินค้ามีตลาดรองรับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งต้องผ่านโรงงานแปรรูป ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง โดยผลผลิตจากแปลงใหญ่ จะได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรรายย่อยทั่วไป เนื่องจากคุณภาพและปริมาณที่ภาคอุตสาหกรรมมั่นใจได้ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ ยังมีการเชื่อมโยงกับ modern trade ต่างๆ เช่น Tesco Lotus, Tops โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ นอกจากขายตลาดในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีผลไม้ดาวเด่นอีกหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น สับปะรดผลสด มะพร้าวน้ำหอม และมะขามหวาน ที่มีศักยภาพสูงที่จะส่งออก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานฯ ในวันนี้ ยังแสดงให้เห็นถึง การส่งเสริมการเกษตรของสินค้าดาวเด่น 3 ชนิด ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน และมะพร้าว ว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ที่มาช่วยแนะนำในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาตลาดอย่างไร นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คุณปภาวี  สุทธาวิวัฒน์ ผู้แทนจากภาคเอกชนในการส่งออกผลไม้ และว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์  พึ่งพเดช เจ้าของแบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เกษตรกรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมที่มาร่วมให้ข้อแนะนำในการผลิตสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เข้าใจและตระหนักถึงการรักษาคุณภาพ ให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งแนะวิธีการในการผลิตเพื่อการส่งออก ทำอย่างไรสินค้าเกษตรถึงจะไปสู่ตลาดโลกได้

ปัจจุบัน สับปะรดผลสด เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 35 แปลง เกษตรกร เข้าร่วม 1,622 ครัวเรือน พื้นที่ 32,729 ไร่ มีจังหวัดที่ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มะขามหวาน เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 901 ราย พื้นที่ 16,791 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา น่าน อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ มะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

 

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416592

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ  จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจับมือกลุ่มอนุรักษ์สัตว์น้ำ ร่วมจัดทำเขตอนุรักษ์และบ้านปลา เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนในการช่วยกันดูแลทรัพยากรในพื้นที่

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการอนุมัติ งบประมาณในปี 2562 จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ให้ดำเนินการจัดตั้ง “โครงการสร้างที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำโดยเน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น”โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ในการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรประมง อาทิ การเพิ่มแหล่งประมงที่มีคุณภาพใกล้ชายฝั่งทะเล การฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง การพัฒนาศักยภาพของแหล่งประมงให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อเพิ่มรายได้รวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านให้ดีขึ้นทั้งด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟู การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ และการควบคุมการนำทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

นายพรศักดิ์ ศักดิ์ธานี ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าวปัจจุบันทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการสร้างซั้งเชือกและกระโจมบ้านปลา ในเขตพื้นที่การอนุรักษ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปแล้วประมาณ 1,000 ชุด โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้

1.สร้างซั้งเชือกในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จำนวน 135 ชุด (วันที่ 29 เม.ย.2562)2.สร้างกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จำนวน 400 ชุด (วันที่ 26 เม.ย. 2562)3.สร้างทำกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 2, 4 ต.ปากพูน อ.เมือง จำนวน 300 ชุด (วันที่ 3 พ.ค.2562) 4.สร้างกระโจมบ้านปลาบ้านปากนคร หมู่ที่ 1 ต.ปากนคร อ.เมือง จำนวน 200 ชุด (วันที่ 13 พ.ค. 2562)

และเนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับความพึงพอใจและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มอนุรักษ์ล่าสุดทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการขยายพื้นที่โครงการบ้านปลาเพิ่มเติมในหมู่ที่ 6 7 และ 9 ในพื้นที่บ้านปากพญา ต.ท่าซัก อ.เมือง เพิ่มเติมอีกจำนวน 400 ชุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562ที่ผ่านมา และกำลังพิจารณาพื้นที่อื่นที่ชุมชนมีความพร้อมเพื่อดำเนินการสร้างบ้านปลาเพิ่มอีกต่อไป

อธิบดีกรมประมงกล่าวปิดท้ายว่า ขอบคุณทุกความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง การสร้างบ้านให้สัตว์น้ำนั้นเป็นอีกหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งเมื่อสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้นชาวประมงก็จะสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงต่างชนิดกัน สุดท้ายเมื่อชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น สามารถส่งต่ออาชีพประมงไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราต่อไปได้

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416191

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ  ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายด้านการส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพออกสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นช่องทางเชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้ซื้อ กระจายผลผลิตของเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตในพื้นที่ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นนโยบายสำคัญอีกนโยบายหนึ่งของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตผลไม้เกรดพรีเมียมให้คนไทยได้รับประทาน โดยเน้นการระบายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งมังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ส้มสายน้ำผึ้ง จากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือ โดยให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นตัวกลางเชื่อมโยงและประสานงานกับสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้กับสหกรณ์ผู้ซื้อ และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ผลิตทุเรียน กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตส้มสายน้ำผึ้ง และชุมนุมสหกรณ์จังหวัดยะลา จำกัด ผลิตลองกอง

โดยล่าสุด สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ระดับจังหวัดและระดับภาคร่วมกับ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดช่องทางจำหน่ายทุเรียนหมอนทองคุณภาพ เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP เพื่อนำผลผลิตทุเรียนจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายในจังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นการช่วยระบายผลผลิตทุเรียนในพื้นที่แหล่งผลิตในช่วงที่มีการกระจุกตัวของผลผลิต เพื่อไม่ให้เกิดการล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งผลผลิตทุเรียนที่นำมาจำหน่ายนี้ เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายคือต้องการให้ผู้บริโภคคนไทยได้กินทุเรียนคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้

ด้านดร.ประภาส งามสงวน ประธานคณะกรรมการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตทุเรียนหมอนทอง จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ มีปริมาณ 3,000 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาประกัน กิโลกรัมละ 130 บาท ลักษณะเด่นของทุเรียนเหล่านี้ ก็คือ เปลือกบาง เนื้อมาก รสชาติ หอม หวาน อร่อย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลายคนติดใจในรสชาติจึงกลับมาซื้อใหม่เป็นรอบที่สอง ทำให้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถขายจนหมด

“ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการร่วมมือกันลักษณะนี้ ซึ่งสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตทุเรียนครั้งนี้ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตผลไม้ชนิดอื่น ต่อไป”ดร.ประภาส กล่าว

โครงการดังกล่าว ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านกลไกสหกรณ์ ที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรสมาชิก และทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415999

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น  แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิต ผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของผลไม้ทั้ง 4 ชนิด จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยผลไม้บางส่วนที่พร้อมจำหน่าย เกษตรกรบางรายเลือกที่จะขายผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือล้งผลไม้ และก็มีอีกหลายรายที่เลือกขายให้กับสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากเชื่อมั่นในราคาที่มีความยุติธรรม และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเมื่อถึงสิ้นปีสมาชิกยังได้รับเงินปันผลอีกด้วย

 

นายวิฑูรย์ สังข์สุวรรณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ เป็นหนึ่งในสหกรณ์แถบภาคตะวันออกที่มีการรวบรวมผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดมาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 50 ตัน จากสมาชิกที่มีสวนมังคุด จำนวน 110 ราย คิดเป็นมูลค่า 2,200,000 บาท ส่วนในรอบปี 2560 สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 45 ตัน มูลค่า 1,200,000 บาท ทั้งนี้ราคาการรับซื้อ/ขายมังคุดจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดเป็นหลัก โดยในแต่ละวันราคาสามารถปรับขึ้นลงได้หลายครั้งตามรอบที่เปิดรับซื้อขายมังคุด แต่สหกรณ์ฯ รับรองว่าสมาชิกจะได้ราคาที่เป็นธรรมและไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน

ดังนั้น เพื่อให้สหกรณ์ฯ เกิดสภาพคล่องและมีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตมังคุดจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป สหกรณ์ฯ จึงได้เสนอโครงการรวบรวมผลไม้ (มังคุด) จังหวัดระยอง เพื่อขอสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง จำนวน 5,000,000 บาท ภายใต้โครงการบริหารจัดการรวบรวมผลไม้ธุรกิจในสถาบันเกษตรกร ปี 2562

 

 

 

 

นายวิฑูรย์บอกอีกว่า ในการรับซื้อมังคุดของสหกรณ์ฯนั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การรับซื้อแบบคัดเกรดและการซื้อแบบยกลัง โดยการรับซื้อแบบคัดเกรดจะแบ่งมังคุดออกเป็น 3 เกรด คือ ผิวมัน ผิวลายและ ผิวดำ โดยเกรดผิวมันจะมีราคาสูงและส่วนใหญ่จะคัดเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งสหกรณ์ฯ จะจำหน่ายผลผลิตมังคุดให้กับบริษัท จ.เจริญทรัพย์เป็นหลัก โดยแต่ละวันจะมารับมังคุดจากสหกรณ์ฯเฉลี่ยวันละ 1 ตัน ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้มีการทำตลาดส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังจำหน่ายให้กับผู้ค้าปลีกทั่วไป เช่น พ่อค้าจากตลาด อ.ต.ก. และพ่อค้าจากตลาดแหล่งท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ๆ

ด้านนายบัณทูล ศรีชูเปี่ยม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด บอกว่า ตนเองมีอาชีพทำสวนผลไม้เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น มังคุด 3 ไร่ และทุเรียน 4 ไร่ ซึ่งเฉพาะมังคุดเพียงอย่างเดียวสามารถสร้างรายได้ต่อปีได้กว่า 100,000 บาท โดยล่าสุดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ได้ประมาณ 1 ตัน และยังเหลือมังคุดที่รอการเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 20% ซึ่งผลผลิตทั้งหมดตนเลือกที่จะขายให้กับสหกรณ์ฯ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในระบบ และราคารับซื้อที่ยุติธรรม ไม่กดราคา ประกอบกับแต่ละปีสหกรณ์ฯ จะมีการปันผลคืนให้กับสมาชิก รวมถึงยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตจากสหกรณ์ฯได้ในราคาถูกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์ที่ตนได้รับจากการเป็นสมาชิก
สหกรณ์ฯ

จะเห็นได้ว่าสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เป็นอีกสหกรณ์หนึ่งที่ดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเห็นแก่ประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ จนสามารถเรียกแรงศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ต่อสมาชิกได้อย่างมากเลยทีเดียว

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415387

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ระดับประเทศครั้งที่ 3/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแก้ปัญหาการดำเนินงานร่วมกันในรอบ 3 เดือน รวมทั้งให้ศพก. และแปลงใหญ่ ช่วยประชาสัมพันธ์เกษตรกรในพื้นที่ ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เกษตรกร โดยเฉพาะ มีสิทธิเข้ารับการอบรม ซื้อ 3 สาร การช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือสิทธิได้รับการรับรอง GAP นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ (Logo) สินค้าแปลงใหญ่ และ ศพก. พร้อมหลักเกณฑ์การใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อสร้าง Brand สินค้า เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าจากแปลงใหญ่และศพก. เป็นสินค้าที่ได้คุณภาพและการรับรองมาตรฐาน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และแปลงใหญ่ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นนโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร โดยให้ภาครัฐและเกษตรกรได้มาหารือร่วมกัน เพื่อแก้ไขและขับเคลื่อนภาคเกษตรให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง การประชุมเครือข่ายจึงเป็นการหารือร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรเน้นไปที่สร้างความเข้มแข็งในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ และการใช้แนวทางตลาดนำการผลิต การสร้างความเข้มแข็งของตลาดภายใน รวมทั้งจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่ต่อเนื่องซึ่งเกษตรกรร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาและหาบทสรุป เพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อไปถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจในกลุ่มของตัวเองตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา อย่างเช่น ในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนนโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร ตั้งแต่ผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้น ประธานเครือข่ายก็ต้องทำความเข้าใจว่านโยบายเป็นอย่างไร มีและแนวทางขับเคลื่อนในทิศทางไหน เป็นสิ่งที่เราต้องมาสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน หากการขับเคลื่อนระดับพื้นที่มีปัญหาอะไรจะได้นำมาสะท้อนในเวทีนี้ เพื่อร่วมแก้ปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในต่างประเทศของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ระดับประเทศ รวมทั้งการดำเนินงานโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อเกิดประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง โครงการดังกล่าวฯเป็นการให้ความรู้ในจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิต และพลังงานชีวมวล โดยมีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร 26,460 ราย ในพื้นที่ศพก. 882 ศูนย์และศดปช. 882 ศูนย์ นอกจากนี้ ยังฝากถึงความสำคัญในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพราะในอนาคตหลังประกาศกระทรวงเกษตรฯมีผลบังคับใช้ จะทำให้เริ่มจำกัดและควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อีกด้วย ซึ่งเกษตรกรที่ต้องการใช้ยังใช้ได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ต้องมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เข้าอบรม ผ่านการทดสอบ และนำสิทธิ์ที่ได้ไปซื้อสารเคมี 3 ชนิด ตามเงื่อนไข”อธิบดีกล่าว

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415152

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต  ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทำการตลาด e –market ขายสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมี่ยมทั้งผลผลิตสดและแปรรูป บนเว็บไซต์ Thailandpostmart.com โดยไปรษณีย์ไทยจะเป็นสื่อกลางในการขนส่งสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภคภายใน 24 ชั่วโมง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต”  ซึ่งส่งเสริมการตลาดด้วยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ เพื่อผลักดันสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพภายใต้การปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ของกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยในปี 2562 จะมีการนำร่องผลไม้เกรดพรีเมี่ยมจากระบบส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่  อาทิเช่น ชมพู่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลองกอง ลิ้นจี่ ส้มโอ และสับปะรด มาจำหน่ายออนไลน์ บนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ต (e-Market) THAILANDPOSTMART.COM ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

สำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพจากระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในขณะนี้ มีจำหน่ายแล้วจำนวน 2 รายการ คือ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมพู่เพชรสายรุ้ง จังหวัดเพชรบุรี และทุเรียนหมอนทอง ของสมาชิกแปลงใหญ่ทุเรียน จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีแผนการนำสินค้าคุณภาพชนิดอื่นมาจำหน่ายต่อไป ได้แก่ มังคุด ของแปลงใหญ่มังคุดเขาคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี ลำไย ของแปลงใหญ่ลำไยจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ลิ้นจี่ จากแปลงใหญ่ จังหวัดพะเยา รวมถึง ลองกอง ส้มโอ และสับปะรด ซึ่งคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีสินค้าแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากกว่า 10 วิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีสินค้าเกษตรมากกว่า 40 รายการ ผู้สนใจซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ ที่ได้รับการส่งเสริมโดยกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ในเว็บไซต์ THAILANDPOSTMART.COM โดยค้นหาด้วยคำว่า ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

กรมฯ มุ่งเป้านโยบายตลาดนำการผลิต ตอบรับตลาดออนไลน์ เชื่อมไปรษณีย์ไทย เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ผ่านไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีกลุ่มแปลงใหญ่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรสู่การจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์ กว่า 30 กลุ่มแปลงใหญ่ มีสินค้าทั้งผลผลิตสดและแปรรูป เช่น กล้วยไม้ ทุเรียน แคนตาลูป มะม่วง ทุเรียนป่าละอู มะพร้าวแปรรูป กาแฟ ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย หัตถกรรม ข้าว ส้มโอบรรจุ ผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง มะม่วงกวน ฝรั่ง อโวคาโด ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ ส่วนในเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ออกผลผลิต กรมฯจึงได้ส่งเสริมในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมของแปลงใหญ่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 4 แปลงใหญ่ ที่มีการควบคุมคุณภาพด้วยการ “ห่อช่อผลลิ้นจี่” และทำการตรวจสอบคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค

สำหรับ “ลิ้นจี่ห่อ” เป็นการนำนวัตกรรม “ห่อช่อผลลิ้นจี่” ด้วยกระดาษคาร์บอนสีขาว สามารถช่วยป้องกันโรคแมลงและหนอนเจาะขั้วผล ลดการใช้สารเคมี ป้องกันผลแตกร่วง ทำให้สีสวย รสชาติอร่อยหอมหวาน และที่สำคัญลิ้นจี่ห่อผลจะทำให้ผลผลิตโตสม่ำเสมอ รสชาติดี  มีกลิ่นหอม เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ผู้บริโภคมั่นใจ และปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ผลิต ขณะที่ ไปรษณีย์ไทย แจ้งว่าได้มีการนำรถควบคุมอุณหภูมิในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับลิ้นจี่ที่สด ใหม่ และมีคุณภาพ ประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมได้แล้ว ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414581

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’  แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังกรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยดำเนินโครงการปรับการเพาะปลูกข้าวทุ่งบางระกำ หรือโครงการบางระกำโมเดล ประสบผลสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้น สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ถึง 382,000 ไร่ รองรับน้ำหลากได้ 550 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งขยายโครงการมาดำเนินการในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาใต้ จ.นครสวรรค์ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ รับน้ำหลากได้ถึง 1,533 ล้าน ลบ.ม.

ผลดีจากการดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรองรับน้ำหลากไม่ให้ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนเกิดน้ำท่วมน้ำหลาก ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่งยังทำอาชีพประมงเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ การพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ข้าวที่ปลูกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสั่งการให้กรมชลประทานนำ “บางระกำโมเดล”ไปขยายผลดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นที่ประสบปัญหาลักษณะใกล้เคียงกัน และมีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอ ซึ่งกรมชลประทานพิจารณาเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่มีลักษณะที่จะขยายผลได้คือ พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่ทุ่งบางพลวง จ.ปราจีนบุรี

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าในส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว กรมศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมไว้ 2 กรณีคือ เปิดพื้นที่ให้รับน้ำนองเช่นเดียวกับบางระกำโมเดล โดยปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนน้ำหลาก เมื่อถึงเดือนกันยายนจึงปล่อยให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ล้านลบ.ม. แต่แนวทางนี้ยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่พร้อมดำเนินการ จึงเสนออีกแนวทางหนึ่งคือ การขุดลอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำได้ภายใน 2 อาทิตย์ หรือทำพนังกั้นน้ำโอบป้องกันน้ำเข้าท่วมเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประกอบกับหลังเพิ่มความจุให้เขื่อนลำปาว ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมไปถึงการคาดการณ์ที่แม่นยำของกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าได้

นอกจากนี้ ในอนาคตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว มีแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระจายน้ำให้ได้รวดเร็วและทั่วถึงเต็มพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่มากกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งระบบกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้มีต้นทุนน้ำสมบูรณ์พอแม้ในฤดูแล้ง และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ส่วนพื้นที่ทุ่งบางพลวง กลับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะขยายผลบางระกำโมเดลได้ ล่าสุดกรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง นำโครงการบางระกำโมเดลมาขยายผลดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย หรือ“บางพลวงโมเดล” โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มหน่วยงานฝ่ายปกครอง และกลุ่มหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ

“ทุ่งบางพลวง”เป็นพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องถึงแม่น้ำบางปะกง เนื้อที่ประมาณ 499,000 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำครอบคลุม 4 อำเภอ ของจ.ปราจีนบุรี ได้แก่ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และอ.บ้านสร้าง รวมถึง 3 อำเภอของจ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น และอ.พนมสารคาม

ในอดีตพื้นที่ทุ่งบางพลวงจะประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย
กรมแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงพื้นที่โครงการ สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องแม่น้ำบางปะกง และสร้างประตูระบายน้ำบริเวณคลองสายหลักที่เชื่อมต่อแม่น้ำ ช่วยเกษตรกรให้ทำกิจกรรมการเกษตรในทุ่งบางพลวงได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวพบว่าช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปีเป็นช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว เมื่อปิดประตูระบายน้ำ ปริมาณน้ำจะไม่ไหลบ่าเข้าทุ่งได้ จึงไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรอื่น รวมไปถึงชุมชนริมแม่น้ำในอ.ศรีมหาโพธิ์ อ.บ้านสร้าง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในอ.เมืองปราจีนบุรี ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

 

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาระยะยาว กรมมีแนวคิดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวงเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรี หรือ“บางพลวงโมเดล”ลักษณะที่คล้ายโครงการบางระกำโมเดล เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนน้ำหลาก จากนั้นจะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก โดยต้องปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืช (crop pattern)ใหม่ เป็นเริ่มเตรียมแปลงภายในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวให้เสร็จกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลากจะมา

“ช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานส่งน้ำสนับสนุนการเตรียมแปลงปลูกข้าวให้เกษตรกรพื้นที่นำร่อง เขตอ.ศรีมหาโพธิ 3 ตำบลคือ ต.หาดยาง ต.กระทงยาม ต.บางกุ้ง โดยการ สนับสนุนน้ำประมาณ 6.4 ล้านลบ.ม. ในพื้นที่การเกษตรปลูกข้าวประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งแนวทางนี้ เป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรและชุมชนไม่เกิดความเสียหายทั้งสองกลุ่ม (win-win) ตลอดจนช่วยลดความขัดแย้ง ลดความเสียหายต่อผลผลิต และช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรีอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

หากการดำเนินโครงการบางพลวงโมเดลในพื้นที่นำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะขยายผลไปพื้นที่อื่นของทุ่งบางพลวง ซึ่งมีพื้นที่ที่มีศักยภาพดำเนินโครงการได้ 200,000 ไร่ ต้องใช้น้ำสำหรับเตรียมแปลงประมาณ 64 ล้าน ลบ.ม.

ในอนาคตเพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพยั่งยืน กรมชลประทานมีแผนที่ดำเนิน“โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านวังชัน”เป็นอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วยผันน้ำเข้าทุ่งบางพลวง เพื่อสนับสนุนการเกษตรและแก้ปัญหาอุทกภัยในจ.ปราจีนบุรี

“บางพลวงโมเดล” จะประสบสำเร็จเหมือน “บางระกำโมเดล” หรือไม่….สิ้นฤดูฝนปีนี้มีคำตอบ

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414086

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้  เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกร ศพก. แปลงใหญ่ รวมพลังสร้างมูลค่า เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากไร่นา ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผา ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในทุกมิติ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นายสําราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลยิ่งของแผ่นดินไทย และพสกนิกรชาวไทย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” และเชิญชวนเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทุกหมู่เหล่า รวมพลังเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเรามีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมากถึง 43 ล้านตันต่อปี และยังใช้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย ที่เหลือถูกปล่อยทิ้ง หรือเผาทิ้ง รวมทั้งปัญหาวิกฤติหมอกควันปกคลุม ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผานอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งการเผาเป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม

สําราญ สาราบรรณ์

การดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ภายใต้โครงการนี้ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ใช้กลไกการดำเนินการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการร่วมกับ ศพก. ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่อง การส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรและการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การนำวัสดุมาจำหน่ายเป็นพลังงานชีวมวลผ่านการเชื่อมโยงตลาด เป็นการสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้การเกษตรให้เกิดมูลค่า โดยมีทางเลือกในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ 1.การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน ได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.เปลี่ยนเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 3.เปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค 4.เปลี่ยนวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือใช้ทำอาหารในครัวเรือน 5.เปลี่ยนวัสดุในการเพาะเห็ด 6.เปลี่ยนเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้านำมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย” 7. เปลี่ยนเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก โดยได้เริ่มนำร่องโครงการทดลองในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท (ราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท) และการจำหน่ายวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้กากปาล์ม กากมัน ซังข้าวโพด เศษไม้ ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล

“กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมทั้งช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และมีส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413808

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม  ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชทางเลือกที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวให้เป็นพื้นที่การปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิตข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น

สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ตลาดในประเทศยังคงมีความต้องการสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยการประสานความร่วมมือกันของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีการสร้างแรงจูงใจต่างๆ ให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนซื้อหาปัจจัยการผลิตและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด การประกันภัยผลผลิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงหากได้พื้นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และประสานกับบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดผ่านสหกรณ์

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2561 มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 229 ราย พื้นที่การเพาะปลูก 5,123 ไร่ ซึ่งขณะนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้นำผลผลิตข้าวโพดมาขายให้กับสหกรณ์แล้ว

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เล่าว่า หลังจากที่สหกรณ์ฯ ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยสหกรณ์ฯ จะดูแลสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และจัดหาตลาดมารับซื้อ ปีนี้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 1,200–2,000 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดทั้งหมดจากสมาชิกแล้ว จำนวน 11,588.865 ตัน มูลค่า 70,478,840 บาท โดยสหกรณ์ฯสร้างแรงจูงใจสมาชิกเพื่อให้นำข้าวโพดมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯ ด้วยการรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท ทำให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายมากขึ้น หากเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่สหกรณ์ฯ รวบรวมได้ระหว่างปีนี้กับปีที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตที่รวบรวมได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ราคารับซื้อในปีนี้ยังสูงขึ้นจากเดิมอีกกิโลกรัมละ 1 บาท ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด มีความพร้อมด้านอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง และลานตาก เนื่องจากได้รับงบอุดหนุนจากจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน 15,100,000 บาท ในการสร้างลานตาก ขนาด 3,200 ตารางเมตร และฉาง ขนาด 10,000 ตัน เพื่อรองรับผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิก และนำข้าวโพดเหล่านั้นมาอบลดความชื้น แยกสิ่งเจือปน แล้วจึงส่งขายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท ซีพีต่อไป

“เมื่อสหกรณ์ฯ มีอุปกรณ์ทางการตลาดครบครัน ทำให้รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือข้าว ในราคาที่เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงศรัทธาให้กับสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์ว่ายังเป็นที่พึ่งของเขาได้” นายธีระยุทธ กล่าว

ด้านนางกำไร อิ่มใจ เลขานุการ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด กล่าวเสริมว่า จากการประเมินผลการดำเนินโครงการฯ สมาชิกส่วนใหญ่พึงพอใจในรายได้ที่เพิ่มขึ้นและดีกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวรวมทั้งเห็นถึงประโยชน์ของการปลูกข้าวโพดทดแทนการทำนาปรัง จึงวางแผนปลูกปีต่อไปและสหกรณ์ฯ เริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 75 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ และจำหน่ายแบบสดไม่ต้องสี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกอีกทางหนึ่ง

โครงการสานพลังประชารัฐ สร้างรายได้เสริมให้สมาชิก จากการเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ตลาดกำลังต้องการช่วงหลังฤดูทำนาแล้ว ดินก็ยังได้รับการพักฟื้นฟูแร่ธาตุสารอาหารด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาปีอีกครั้ง จะทำให้ข้าวที่ได้มีคุณภาพ มาตรฐาน และยังช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศได้อีกด้วย