รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413572

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ  ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ และนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นำคณะสื่อมวลชน ในโครงการสื่อมวลชนสัญจร Food Feed Farm ของกรมปศุสัตว์ เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเนื้อไก่ ของ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ณ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งทุกกระบวนการผลิตได้มาตรฐานระดับโลก ภายใต้หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สอดคล้องตามข้อกำหนดของอียู เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก เป็นสินค้าปศุสัตว์ที่นำเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี โดยมี นายภาณุวัตร เนียมเปรม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกและด้านความยั่งยืน ธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ ต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลผลการดำเนินกิจการให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413386

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการประชุมสัมมนา เรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม โดยมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีงานนโยบายสำคัญหลายประการและเน้นให้สร้างการรับรู้แก่ประชาชนด้านต่างๆ
โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรฯสอดรับ
แนวทางดำเนินงาน เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ในนิยาม“ชุมชนอยู่ดีมีสุข”ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้แก่ประชาชน ตลอดจนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯโดยกำหนดทิศทางปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2562 ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นองค์หนึ่งของศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายการส่งเสริมการทำบัญชีรายบุคคลที่เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการอย่างเป็นรูปธรรม นำระบบบัญชีไปวางรากฐานเปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบฐานรากพัฒนาสู่การขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมั่นคง ส่วนหนึ่งเกิดจากการร่วมผลักดันขับเคลื่อนงานผ่าน อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชี ซึ่งเป็นกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรทั่วประเทศ นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนช่วยผลักดันงานนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาภาคเกษตรและยกระดับเกษตรกรให้เข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันที่ดี พึ่งพาตนเองได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมมียุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทำบัญชี สู่ความพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานเสริมสร้างศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่ประชาชน ผ่านการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ และจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อการจัดการเศรษฐกิจระดับครัวเรือน เพื่อให้มีทักษะและความสามารถวางแผนชีวิตครอบครัวทั้งด้านการออม การใช้จ่าย การก่อหนี้และการจัดการความเสี่ยง พัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นรูปธรรม อยู่อย่างมีความสุขพอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชีครัวเรือน สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติด้านสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เป้าหมายหลักคือ ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสุข โดยสนับสนุนการรวมตัวของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพ พึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความคิด “บัญชี 3 มิติ ฐานรากของคำว่าพอ”ซึ่งประกอบด้วยมิติรู้ตนเอง มิติรู้สภาพแวดล้อม และมิติรู้อนาคต

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ผ่านโครงการต่างๆของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงงานบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการถ่ายทอดความรู้ทางบัญชี ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ 77 จังหวัด เพื่อให้ผู้รับบริการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น และใช้ข้อมูลทางบัญชีดำรงชีพและประกอบอาชีพ ทั้งการมีส่วนร่วมภาคประชาชน โดยสร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ให้เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชี เป็นเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีขยายผลในวงกว้างเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแต่ละปีกรม จะคัดเลือกครูบัญชีที่มีผลงานดีเด่นด้านทำบัญชี มีความคิดริเริ่มฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน เสียสละเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม เป็นผู้นำ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ระดับภาคและระดับจังหวัด และครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศ เพื่อเป็นเกียรติประวัติความภาคภูมิใจของครอบครัวและชุมชน สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูบัญชี

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”ประจำปี 2562 ขึ้น มุ่งหวังให้ผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงาน/โครงการสำคัญๆเร่งด่วน ของกระทรวงเกษตรฯ
และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในปี 2562 ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค
และระดับประเทศ ร่วมด้วยข้าราชการกรม เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 357 คน

โอกาสนี้ ได้จัดให้มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ/ระดับภาค/ระดับจังหวัด 77 รางวัล และรางวัลส่งเสริมการทำบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ 10 รางวัล โดยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาบัญชีฟาร์ม
ประจำปี 2562 ได้แก่ นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ เกษตรกรดีเด่นจากจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำเกษตรโดยปราศจากการใช้สารเคมี ตระหนัก
ถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้ชุมชน รวมถึงถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรและชุมชน ได้ใช้ข้อมูลทางบัญชี มาวิเคราะห์วางแผนการประกอบอาชีพ ปรับเปลี่ยนแนวทางทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้ก้าวหน้าขึ้น
และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 ได้แก่ นางสาวกาญจนา เชื้อบ่อคา ครูบัญชีดีเด่นจาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยใช้ข้อมูลบัญชีเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การวางแผน เน้นที่การวิเคราะห์ตนเอง การเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413170

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’  คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี-นครราชสีมา ดูผลการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรฐาน อาหารคน อาหารสัตว์ และมาตรฐานฟาร์ม ตามนโยบาย Food Feed Farm

นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าด้วยปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความใส่ใจในสุขภาพและความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ให้ผลิตออกมามีมาตรฐานถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน จำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนก็เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ก่อนที่จะได้เป็นวัตถุดิบจนนำมาสู่การแปรรูปไปเป็นอาหารอย่างถูกสุขอนามัยปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมได้มีการดำเนินการ (Food hazard) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food safety) จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคภายในประเทศ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารกับนานาประเทศโดยมาตรฐานในการผลิตสินค้าปศุสัตว์จะต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่มาตรฐานอาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์ม และมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์

โดยกรมปศุสัตว์มีนโยบายในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ให้สอดคล้องต่อระเบียบและข้อกำหนดของประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมติดตามข้อกำหนดที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เท่าทันและทัดเทียมตลาดโลก ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไปจนถึงแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยในด้านมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ กรมปศุสัตว์มีการดำเนินการจัดตั้งโครงการเนื้อสัตว์อนามัย โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ OK) เพื่อการพัฒนามาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตผู้ขาย และผู้บริโภคภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานในครั้งนี้ก็เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานดังกล่าวตามนโยบายของกรม โดย สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อจำกัด จ.ลพบุรี นับเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการอาหารสัตว์ (Feed Center) เพื่อผลิตอาหารผสมครบส่วนสำหรับโคนม (TMR) สำหรับการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมถึงระบบการผลิตโคทดแทนซึ่งดำเนินการโดยสหกรณ์ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งจากกรมปศุสัตว์และจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนผลการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมด่านขุนทด ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมขนาดเล็กแต่มีคุณภาพ มีสมาชิกเป็นผู้เลี้ยงโคนมเพียง 43 ราย แต่สมาชิกทั้งหมดได้รับการรับรองฟาร์มมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นตัวรับประกันได้ว่าน้ำนมที่ผลิตมาจากสหกรณ์แห่งนี้เป็นน้ำนมที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานและได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นกระบวนการผลิตไปจะถึงมือผู้บริโภค

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า “อย่างไรก็ดี กรมมุ่งหวังว่าการลงพื้นที่ดูงานในครั้งนี้ทั้งสองสหกรณ์ล้วนมีการดำเนินงานที่เกิดผลสำเร็จตามนโยบายของกรม ที่สามารถเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงโคนมให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมอื่นๆ ในประเทศต่อไปได้เป็นอย่างดี”

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412675

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกพืชชนิดเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการผลิต จำหน่าย และมีตลาดรองรับแน่นอน รวมถึงลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนผลผลิตได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

โครงการพัฒนาส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนโซนภาคตะวันออกเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP พืชอาหาร) ปี 2562 เป็นโครงการหนึ่งที่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)จัดทำขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด พัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคตะวันออก มีความรู้ความเข้าใจในหลักการปลูกทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) สามารถผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพ ปลอดภัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค อีกทั้งสามารถส่งวัตถุดิบให้โรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง เพื่อส่งออกตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560)

รวมทั้งส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q ระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (QR Trace) และระบบจับคู่ธุรกิจขยายตลาดสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ (DGT-Farm) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพปลอดภัย ตรงตามความต้องการของตลาด และผู้บริโภค นอกจากนี้ ได้ประสานกรมวิชาการเกษตรให้การรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร กับเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินเบื้องต้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด ถือเป็นกลุ่มต้นแบบที่ผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP พืชอาหารของจ.ตราด ปัจจุบันมีสมาชิก 40 ราย พื้นที่ปลูกทุเรียน 532 ไร่ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี และกระดุม เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ ปี 2561เพื่อผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด และตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งผลิตด้วย QR Code เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

ด้านนายเรือง ศรีนาราง ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม กล่าวว่า การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯร่วมให้ความรู้ ทั้งด้านวิชาการ การทำบัญชี การผลิตปุ๋ยใช้เอง และได้รับความรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อช่วยกันคิดช่วยกันทำจนประสบความสำเร็จ ซึ่งขณะนี้สมาชิกกลุ่ม 40 คน ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบทั้งหมดแล้ว

“การเข้าสู่กระบวนการผลิตทุนเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP ในช่วงแรก อาจติดขัดบ้าง แต่ทำจนชิน และติดเป็นนิสัย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้ผลผลิตทุเรียนของเรามีคุณภาพ เพื่อป้อนตลาดทั้งในประเทศ และตลาดส่งออก รวมทั้งช่วยยกระดับราคาที่สูงขึ้น” นายเรือง กล่าว

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412485

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตโคเนื้อและความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพระบบการผลิตโคเนื้อของประเทศ โดยการดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559 – 2565 และระยะที่ 2ดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 – 2567

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ในฐานะหน่วยงานที่ติดตามและประเมินผลโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามผลการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม จำนวน 397 ราย คิดเป็น 99% ของเป้าหมาย 400 ราย มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ
เข้าร่วม 23 แห่ง ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 115% ของเป้าหมายโครงการ สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 250,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่พันธุ์โคเนื้อรายละ ไม่เกิน 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 40,000 บาท และค่าก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือน/แปลงหญ้า รายละไม่เกิน 50,000 บาท จัดหาแม่พันธุ์โคเนื้อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,975 ตัว

อัญชนา ตราโช

จากการสอบถามเกษตรกรตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 358 ราย พบว่า เกษตรกร 67% ของเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อ ได้นำไปสร้างโรงเรือนใหม่ อีก 33% นำสินเชื่อไปปรับปรุงหรือต่อเติมโรงเรือนที่มีอยู่เดิมและหลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรเกือบทุกรายมีการปลูกพืชอาหารสัตว์เฉลี่ย 1 ไร่ ต่อโคเนื้อ 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการในการเลี้ยงโคเนื้อ นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกร 63% สามารถลดต้นทุนการผลิต จากการนำปุ๋ยคอกไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง โดยสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 47.89 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการลดการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยปีละ 934 บาทต่อไร่

สำหรับการติดตามตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) พบว่า สามารถผลิตลูกโคเนื้อได้รวม 2,035 ตัว และมีลูกโคเดินตามตั้งแต่แรกซื้อจำนวน 550 ตัว โดยคาดว่าเกษตรกร 78% สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ทันเวลาและครบตามจำนวนที่ต้องชำระคืน ส่วนที่เหลือ 22% ชำระได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ มีเกษตรกรจำนวน 3 ราย ที่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ เกษตรกร 84% ต้องการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป โดยมีการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรด้วยกันเฉลี่ยรายละ 4 เครือข่าย ส่วนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 21 แห่ง มีการสร้างเครือข่ายเฉลี่ยแห่งละ 3 เครือข่าย โดยเกษตรกรมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจหรือเพิ่มมูลค่าให้กับโคเนื้อด้วยวิธีการรวมกลุ่มกันพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ผลิตลูกโคเนื้อ และขุนลูกโคตัวผู้ที่เกิดจากแม่พันธุ์โคเนื้อในโครงการ เพื่อจำหน่าย รวมทั้งผลิตโคเนื้อแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการคัดเลือกแม่พันธุ์โคเนื้อ การผสมเทียม และการจับสัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลูกโคเนื้อได้ตามเป้าหมายที่โครงการ กำหนดไว้ นอกจากนี้ ควรร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการชำระคืนสินเชื่อของโครงการ และวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อล่าช้าและสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411996

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน...ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบส่งน้ำหรือกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานมีหลายรูปแบบแต่ที่นิยมมากที่สุดก็คือ การส่งน้ำด้วยคลอง ซึ่งเป็นระบบส่งน้ำที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบส่งน้ำอื่นๆและยังใช้ประโยชน์จากคันคลองชลประทานในการใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อีกด้วย

ในอดีตถนนคันคลองจะใช้ดินที่เกิดขึ้นจากการขุดหรือลอกคูคลอง นำมาถมเป็นคันคลองสำหรับสร้างเป็นถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงผลผลิต ซึ่งจะรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะคันคลองชลประทานในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และพื้นที่บางส่วนของจ.สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน ซึ่งชั้นตะกอนดินด้านบนเป็นดินเหนียวอ่อน จึงทำให้รับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำกว่าชั้นดินในพื้นที่อื่นๆของประเทศ

ดังนั้น คันคลองชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว จึงเสี่ยงทรุดตัว และยิ่งปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนเมืองมาก พื้นที่การเกษตรถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ ถนนคันคลองชลประทานจึงไม่ได้เป็นแค่ถนนที่ใช้ลำเลียงผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังใช้สัญจร ตลอดจนใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป จึงทำให้ถนนคันคลองชลประทานทรุดอย่างที่เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่น้ำในลำคลองค่อนข้างน้อย

จากการศึกษา ปัจจัยที่ทำให้เกิดการทรุดตัวของคันคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการกัดเซาะของน้ำทำเอาดินหลุดออกไป การเพิ่มปริมาณตะกอนในลำน้ำทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนไป การมีน้ำหนักบรรทุกเกินพิกัดบนคันคลอง การลดระดับของน้ำในลำน้ำกะทันหัน ทำชั้นดินที่ไม่แข็งแรง เช่น ดินเหนียวอ่อน หรือมีชั้นทรายบางๆ การแตกร้าว ทำให้ดินทรุดตัว ถนนบนคันคลองก็ทรุดตัวตามไปด้วย หาใช่ว่าการสร้างถนนบนคันคลองชลประทานของกรมชลประทานไม่ได้มาตรฐาน การสร้างถนนบนคันคลองชลประทานที่ผ่านมาเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่ด้วยปัจจัยกล่าวข้างต้น ถนนบนคันคลองชลประทานจึงเสี่ยงทรุดตัวมากกว่าถนนทั่วๆ ไป

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันถนนบนคันคลองชลประทานมีการพัฒนาให้เป็นเส้นทางคมนาคม โดยเสริมชั้นคันทางและทำผิวจราจร ตามการขยายตัวของชุมชน ทำให้คันคลองต้องแบกรับน้ำหนักบรรทุกที่เกิดจากโครงสร้างชั้นทาง และปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมทั้งเสริมความสูงถนนบนคันคลองชลประทาน ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระการแบกรับน้ำหนักบรรทุกให้คลองชลประทานมากขึ้นด้วย

“ระยะเริ่มต้นของการพัฒนาระบบชลประทาน คันคลองชลประทานไม่ได้ถูกออกแบบให้รับภาระน้ำหนักบรรทุกมากๆ เนื่องจากชั้นตะกอนดินด้านบนที่เป็นดินเหนียวอ่อนนั้นรับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำเมื่อระดับน้ำในคลองลดต่ำลง การทรุดตัวของคันคลองจึงเกิดขึ้นไม่มาก แต่ในปัจจุบันจากการพัฒนาประเทศ และการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้คันคลองชลประทานต้องแบกรับภาระน้ำหนักบรรทุกมากขึ้น เมื่อมีการลดระดับของน้ำในคลองลง ทำให้แรงดันน้ำที่ช่วยพยุงคันคลองชลประทานหายไป เป็นผลให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของถนนบนคันคลองตามมา โดยที่ขนาดของการทรุดตัวมีแนวโน้มใหญ่มากขึ้น” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการทรุดตัวของถนนคันคลองชลประทาน โดยเฉพาะคันคลองชลประทานที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จะต้องควบคุมแรงที่กระทำกับถนนไม่ให้มากเกินกว่าความสามารถของชั้นดินเหนียวอ่อนจะรับได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนักของรถที่สัญจรให้เป็นไปตาม ข้อกำหนดเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เมื่อระดับน้ำในคลองเริ่มลดลง หรือการรักษาระดับน้ำในคลองให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจนน้ำในคลองแห้ง

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงถนน และก่อสร้างอาคารบนคันคลอง ตลอดจนขุดลอกคลอง ต้องพิจารณา เสถียรภาพของลาดตลิ่งคลองให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนคันคลองไหนที่จะเป็นเส้นทางสัญจรหลัก มีปริมาณรถยนต์ที่จะใช้จำนวนมาก ต้องออกแบบก่อสร้างที่แตกต่างจากถนนคันคลองทั่วไป

รู้เท่าทัน ป้องกัน ถนนบนคันคลองทรุดได้…..

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411356

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’  สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับฐานะของราษฎรได้มั่นคงยั่งยืน ประกอบกับการที่ได้ทรงเรียนรู้การทรงงานด้านพัฒนาต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในการเสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแต่ละครั้งนั้น นอกจากสร้างขวัญกำลังใจ และนำความปลื้มปีติสู่ราษฎรแล้ว ทรงศึกษาและทอดพระเนตรโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยความสนพระราชหฤทัย และพระราชทานแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรผู้รับประโยชน์จากโครงการนั้นๆ อีกด้วย

พระองค์ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จฯไปทอดพระเนตรพื้นที่โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี และโครงการสวนป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 ราษฎรต.ยางหัก ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ความช่วยเหลือด้านแหล่งน้ำ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงนับว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกของพระองค์ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจัน 2 อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งดังกล่าว ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในตำบลยางหัก มากกว่า 7,300 ไร่ ได้ทั่วถึง ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะรายได้ที่ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปเพราะการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผล พากันกลับสู่บ้านเกิดด้วยความหวังในชีวิตที่เกิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัย

นับจากนั้นเป็นต้นมา เกือบทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ มักจะทรงแยกไปทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรและพระราชทานแนวพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือปัดเป่าความเดือดร้อนให้ราษฎรในพื้นที่นั้น

จากปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 100 โครงการ โดยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้พสกนิกร ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคง ความสงบสุข และประโยชน์กับสังคมโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ พระองค์พระราชทานพระราชกระแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขับเคลื่อน และผลักดันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยดำเนินการจัดลำดับความสำคัญพิจารณาแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่พร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสทนช.เสนอโครงการสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบ รวม 19 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย อ่างเก็บน้ำลำสะพุง จ.ชัยภูมิ และประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร นอกจากนี้ ยังร่วมกับ สำนักงาน กปร.ทำแผนการพัฒนาเพื่อให้ดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง

และที่สำคัญภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) รัฐบาลยังได้กำหนดให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการสำคัญเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการ พร้อมให้บูรณาการหน่วยงาน เร่งติดตามประสานการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่อยู่ระหว่างการขอใช้พื้นที่ โดยให้ สทนช. ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรายงานให้ สำนักงาน กปร.ทราบ

“สทนช. ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เรื่องบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่น กรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กว่า 100 โครงการทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีทั้งที่เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ และที่เกิดขึ้นจากขอพระราชทานโครงการจากราษฎรในพื้นที่ ซึ่งทุกโครงการล้วนสนับสนุนให้ประชาชนมีน้ำใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค การประกอบอาชีพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ภายหลังจากปี 2534 ที่ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรกถึงปัจจุบันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร ขณะเดียวกัน ด้วยพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตราบนานเท่านาน

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411021

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข81 ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การรับรองพันธุ์ข้าวทั้ง 5 พันธุ์ในครั้งนี้ จะมี 1 พันธุ์ที่เป็นข้าวเพื่อการค้าได้แก่ ข้าวพันธุ์ กข81 ส่วนอีก 4 พันธุ์เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวพันธุ์ กข81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กก.ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กก.ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสต่ำ 16.45% มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แต่พื้นที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการของผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงผลผลิตไปสู่การแปรรูป ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) หรือการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวพองอบกรอบ ไม่ควรนำไปปลูกในพื้นที่ทั่วไปที่ไม่มีตลาดรองรับ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กก.ต่อไร่ ศักยภาพในการให้ผลผลิต 864 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากมีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟาลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหมในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่มีความต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กก.ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง รวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82% เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพในผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป้าหมายหลักที่กรมการข้าวได้พัฒนาและรับรองข้าวพันธุ์นี้ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองก็เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงแถบภาคเหนือ ให้มีข้าวที่ให้ผลผลิตดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่สามารถปลูกเพื่อการบริโภคและนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า “ซิวา” หรือเหล้าขาวที่ชนเผ่าใช้สำหรับประกอบในพิธีกรรมต่างๆ

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง
ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มีปริมาณอมิโลสปานกลาง
20.9% ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44% เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อโดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกแซมพืชแซมยางและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าที่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็งแรง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 15.2% ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

“เนื่องในปี 2562 เป็นปีมหามงคล กรมการข้าวจึงได้เสนอโครงการ พันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรองพันธุ์เพื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กข79 (ชัยนาท62) ที่รับรองพันธุ์ข้าวไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดที่ผ่านการรับรองอีก 4 พันธุ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีชื่อต่อท้ายด้วยเลข 62 ขณะนี้กรมการข้าวดำเนินการครบถ้วนทั้ง 5 พันธุ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวย้ำ

สำหรับแผนการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวในระยะต่อไปนั้น จะมุ่งเน้นการรับรองพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเพื่อการค้า ควบคู่กับข้าวพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากข้าวพื้นเมืองมีหลายพันธุ์ที่มีความโดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องคุณค่าทางอาหาร กรมการข้าวจะพยายามคัดสรรเพื่อปรับปรุงพัฒนาและให้การรับรองพันธุ์ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพสามารถเชื่อมโยงตลาด มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีและเกิดความมั่นคงทางอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410791

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่  หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega farm enterprise) ต่อยอดระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ สู่วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ หรือ Mega Farm Enterprise (MFE) ให้เป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรของไทย ภายใต้แนวคิด ใช้ศักยภาพทุกภาคส่วนมาสนับสนุนการผลิตภาคการเกษตรให้สอดคล้องเชื่อมโยง เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรม

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อลดต้นทุน การผลิต เป้าหมายสำคัญคือ ให้เกิดแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ มีองค์ประกอบสำคัญคือ การวางแผนการผลิตทางการเกษตรทั้ง พืช ปศุสัตว์และประมงให้เป็นไปตามความต้องการตลาด ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการบริหารจัดการแปลงใหญ่ให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรจะลดต้นทุนเกิดผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน

“นโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เป้าหมายเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ มีเป้าหมายพื้นที่การเกษตรได้รับการพัฒนาสู่การเกษตร ในรูปแบบธุรกิจเกษตรแปลงใหญ่รวม 10 แปลง ในส่วนขั้นตอนดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางบริหารจัดการในรูปวิสาหกิจเกษตร พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม รวมกลุ่มเกษตรกรตั้งเป็นนิติบุคคลองค์กรเกษตรกรแปลงใหญ่ คัดเลือกผู้จัดการแปลงจากเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือบุตรหลานเกษตรกรเจ้าของที่ดิน รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ แผนการผลิต การลงทุน และการตลาดที่เหมาะสม พร้อมทำสัญญาร่วมทุน/สัญญาซื้อขาย เริ่มลงทุนและเตรียมการ ก่อน ระหว่างและหลังการผลิตสู่การบริหารจัดการตลาดแบบครบวงจร นอกจากนี้ พื้นที่รวมกัน 1,000 ไร่ขึ้นไป พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน สำหรับพืชผัก/สมุนไพร/ไม้ดอกไม้ประดับ ไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง

สำหรับพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาต้องมีพื้นที่ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร, พื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.), พื้นที่ซึ่งเกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน, พื้นที่ที่ทำเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วหลายแปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-MAP

สำหรับพื้นที่เป้าหมายพัฒนาทั้งหมด 10 แปลงได้แก่ พื้นที่ดำเนินการโครงการฯ 10 แปลง 9 จังหวัด ประกอบด้วย 1. แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขตจ.ฉะเชิงเทรา 2.แปลงอ้อยโรงงาน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี 3.แปลงสับปะรด อ.เมือง จ.ลำปาง 4.แปลงพืชอาหารสัตว์ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ 5. แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 6.แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 7.แปลงยางพารา กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 8. แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง 9.แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี 10. แปลงโคนม สหกรณ์การเกษตรไพรนกยูง จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท

“วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มพูนรายได้ จะช่วยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตรกรรมของประเทศไทยจากเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการเกษตรกรรม ร่วมกันแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนด้วยการประหยัดจากขนาด (Economy
of Scale) จากพื้นที่แปลงขนาดใหญ่ เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง ปลูกพืชสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เกษตรกรผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จากที่ดินทำกินว่างเปล่า เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต และเกษตรกรจะมีรายได้ 2 ทาง ที่มั่นคงกว่าเกษตรแปลงย่อยคือ ขายผลผลิตและค่าจ้าง (กรณีทำงานให้วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ที่เกษตรกรเป็นสมาชิก) ภายใต้การบริหารจัดการที่ดี สามารถเพิ่มศักยภาพแข่งขันสินค้าเกษตรและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และมีผลตอบแทนคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410110

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ถึงปัจจุบันรวมระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ สศก.ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร รายได้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพื่อนำไปวิเคราะห์ออกมาเป็นมาตรการหรือแนวทางเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร ที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา สศก.ทำหน้าที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศการเกษตรด้านต่างๆ จำนวนมาก เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ และหลากหลาย (Big Data) ทั้งข้อมูลเรื่องการผลิต จำนวนเกษตรกร ขนาดการถือครองที่ดิน ข้อมูลสินค้าต่างๆ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือน รายได้เกษตรกร ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้รับการพัฒนามาต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามตำบล หมู่บ้าน สอบถามเกษตรกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สุ่มตัวอย่างตามหลักวิชาการเศรษฐกิจ ได้ตัวอย่างมาตรวจสอบวิเคราะห์และจัดทำเป็นเอกสาร และเผยแพร่ข้อมูลผ่านหอกระจายข่าวในชุมชน หรือผ่านหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เช่น เกษตรตำบล รวมถึงสื่อสารผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นการเข้าถึงข้อมูลแบบเผชิญหน้า

ต่อมาพัฒนาเป็นระบบ ICT เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรทุกอย่างเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th ของสศก. ควบคู่กับช่องทางปกติคือ แนะนำให้ความรู้ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ และศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ สศก.รวบรวมไว้มีขนาดใหญ่และครอบคลุมรอบด้าน จึงจำเป็นต้องย่อยข้อมูลจาก Big Data โดยจำแนกและจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจง่ายนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงจากข้อมูลเหล่านี้ เช่น ข้อมูลการผลิตแยกเป็นระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ซึ่งในอนาคตจะพยายามลงข้อมูลให้ลึกไปถึงระดับอำเภอ

ที่สำคัญ สศก.ยังพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการจัดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาศักยภาพเกษตรกรไว้ในแอพพลิเคชั่น (Application) ที่เข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน ได้แก่ แอปฯ OAE RCMO กระดานเศรษฐี ใช้คำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และเปรียบเทียบต้นทุนจากการคำนวณกับต้นทุนเฉลี่ยเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยยังมีข้อมูลตลาด และความเหมาะสมของสินค้าในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเลือกลงทุนกับสินค้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนมากที่สุด และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ แอพฯ ฟาร์ม D เพื่อการออกแบบจัดการฟาร์มที่เหมาะสมด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะสม ไปสู่สินค้าเกษตรตัวใหม่ที่เหมาะสมกว่า โดยนำข้อมูลราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และผลตอบแทนสุทธิสินค้าเกษตรของพืช ปศุสัตว์ และประมง ในแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์แผนการผลิต ซึ่งแอพพลิเคชั่นจะกำหนดให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าเกษตรในรอบปีได้ไม่เกินที่ดินที่เกษตรกรมีอยู่ และแสดงผลออกมาเป็นปฏิทินการผลิต (Calendar) ที่มีรายละเอียดประกอบด้วย สินค้าที่เกษตรกรเลือก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตรวม และผลตอบแทนสุทธิรวม และในระยะต่อไปจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้นำข้อจำกัดของเกษตรกร ได้แก่ แรงงาน เงินทุน และน้ำ มาวิเคราะห์ได้เพิ่มเติมต่อไป

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรที่ สศก.จัดทำขึ้นและเผยแพร่สู่สาธารณชนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากเกษตรกรและผู้สนใจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มาต่อเนื่อง ทั้งด้านความถูกต้อง แม่นยำ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ ภูมิสังคม และการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล บุคคลากรของสศก.ต้องปรับตัว พัฒนาวิชาการผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะให้บริการเกษตรกรของประเทศเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากข้อมูลสำคัญมากที่สุด ถ้าเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะรู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว นำไปสู่การปรับตัวพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่ต้นทุนต่ำและให้ผลตอบแทนสูง สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สศก. กล่าวย้ำ

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 41 สศก.ยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศการเกษตรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความมั่นคงของภาคเกษตรไทยในที่สุด