รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลือกกินอาหารปลอดภัย สุขภาพดี ชีวีปลอดโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635235

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลือกกินอาหารปลอดภัย สุขภาพดี ชีวีปลอดโรค

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คนจำนวนไม่น้อยอยากมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว แต่ทว่ากลับกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน กินของไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ถ้าเป็นแบบนี้ รับรองว่าสุขภาพไม่มีวันดีอย่างแน่นอน แต่คนที่ดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดี ออกกำลังกายพอเหมาะพอสมเป็นประจำ พักผ่อนเพียงพอ รักษาสุขภาพใจให้ดีเสมอ คนกลุ่มนี้จะมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง 

อาทิตย์ที่ผ่าน เราคงเห็นข่าวการผลิตลูกชิ้นและไส้กรอกที่ไม่ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย เพราะมีวัตถุกันเสียเกินปริมาณกำหนด ตามปกติการผลิตอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูป ผู้ประกอบการอาจใส่สารวัตถุกันเสียจำพวกไนไตรท์ลงไปได้ เพราะกฎหมายอนุญาต แต่ต้องใส่ในปริมาณไม่เกินกฎหมายกำหนด ปริมาณที่กำหนดจะสัมพันธ์กับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตนั้น ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรฐานทั่วไปสำหรับวัตถุเจือปนอาหารของโคเด็กซ์ (General Standard for Food Additives; GSFA) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล กำหนดให้ใส่ไนไตรท์ในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม แหนม ในปริมาณไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แต่จากข่าวที่เห็นพบว่าผลิตภัณฑ์มีปริมาณไนไตรท์สูงถึง 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกับเด็กน้อย

ปัญหานี้เกิดจากผู้ประกอบไร้จรรยาบรรณและจริยธรรมของการประกอบสัมมาชีพ และอาจขาดความรู้ จึงไม่คำนึงถึงมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ ขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ไม่คำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตของลูกค้า เปรียบเสมือนแม่มดใจร้ายที่จงใจยื่นแอปเปิ้ลอาบยาพิษให้สโนว์ไวท์ 

การใช้สารกันเสียไนไตรท์หรือไนเตรทในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในปริมาณสูงมาก จะทำให้ผู้กินอาหารนั้นๆ เข้าไปแล้วเกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือเกิดภาวะเมธฮีโมโกลบินนีเมีย ซึ่งมีผลทำให้ความสามารถในการจับและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดมีปัญหา เกิดภาวะขาดออกซิเจน และเสียชีวิตในที่สุด 

นอกจากนี้ เมื่อสารไนเตรทและไนไตรท์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดสารประเภทไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้

จริงๆ แล้วสารปรุงแต่ง หรือสารเจือปนในอาหารนั้น มักพบว่ามีอยู่ในอาหารหลายประเภท ผู้เขียนเองเคยตั้งคำถามว่าทำไมอาหารหลายประเภทที่วางขายในตลาดจึงสามารถเก็บไว้ได้นานจนผิดสังเกตโดยระบุว่าไม่ต้องใส่ในตู้เย็น ทั้งๆ ที่อากาศของบ้านเราร้อนมาก เช่น เส้นขนมจีนสด แป้งโรตีสายไหม และน้ำพริกหนุ่ม เป็นต้น 

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยรายงานว่า ผลการสุ่มตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ในบางยี่ห้อใส่สารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิก (benzoic acid) และกรดซอร์บิค (sorbic acid)เกินปริมาณกฎหมายกำหนด แม้บางยี่ห้อจะระบุที่ฉลากว่า “ปราศจากสารกันบูด” แต่ก็ว่ามีปริมาณสารกันบูด ซึ่งเท่ากับจงใจให้ข้อความเท็จกับผู้ซื้อ

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าชีวิตประจำวันของคนไทยนั้นค่อนข้างเสี่ยงอันตรายมาก แม้กระทั่งจะรับประทานอาหาร (หรือดื่มเครื่องดื่ม) ก็ไม่ปลอดภัยเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ อันตรายที่เกิดจากอาหาร (และเครื่องดื่ม) จะไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ถ้าหากผู้ผลิตมีความรู้ในด้านโภชนาการ และยึดมั่นในคุณธรรมการผลิต ถึงแม้อาหารบางชนิดอาจมีโอกาสเสียหรือหมดอายุเร็ว ผู้ประกอบการก็ไม่ควรใส่วัตถุกันเสียเกินปริมาณที่กำหนด เพื่อให้อาหารมีอายุยาวนานขึ้น เพราะจะเกิดอันตรายร้ายแรงกับผู้บริโภค 

ส่วนหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารต้องทำงานให้เข้มงวดมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภคเองก็ต้องใส่ใจก่อนจะซื้อหาสิ่งใดไปรับประทาน ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดทุกครั้ง และต้องตรวจสอบแหล่งผลิตว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ส่วนผู้ค้าก็ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้ผู้บริโภคด้วย ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา

ในส่วนของผู้บริโภคเองก็ต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินของตน รวมถึงผู้ค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาขาย ก็ต้องพิถีพิถันเลือกสินค้ามีคุณภาพด้วย อย่างน้อยต้องเลือกสินค้าที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ส่วนผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้มาตรฐานอย. หรือไม่ โดยตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของอย. 

แต่หากใครรับประทานอาหารที่มีไนไตรท์สูงเกินมาตรฐานแล้วเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ หรือเกิดภาวะขาดออกซิเจน ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าพยายามดูแลรักษาตัวเอง หรือทำให้อาเจียนเพื่อหวังเอาสารพิษออก เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้

ส่วนผู้ปกครองต้องสร้างลักษณะนิสัยเลือกรับประทานอาหารสะอาด ปลอดภัยให้บุตรหลาน โดยให้ความรู้ และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จะทำให้ลูกหลานเลือกรับประทานอาหารมีคุณภาพได้เหมาะสม รวมถึงลดการรับประทานอาหารแปรรูป แต่ให้รับประทานเนื้อไก่ หมู ปลา แทนอาหารประเภทลูกชิ้น ไส้กรอก แฮม แหนม หมูยอ เป็นต้น เพื่อลดการได้รับสารปรุงแต่งและวัตถุกันเสียจำพวกไนเตรทและไนไตรท์ แค่เราเลือกรับประทานให้ถูกสุขลักษณะ เราก็ลดความเสี่ยงจากสารพิษและสารก่อมะเร็งร้าย

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กน้อยควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633680

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กน้อยควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ใครๆ ก็กลัว ไม่อยากติดโรค ยกเว้นคนมีอาการผิดปรกติทางจิตที่ต้องการป่วยเป็นโรคนี้ เพื่อหวังผลบางประการ แต่เราจะไม่กล่าวถึงคนกลุ่มนี้ แต่ต้องอยู่ให้ห่างคนพวกนี้ให้มากที่สุด

หลายคนที่มีบุตรหลานพยายามระวังป้องกันลูกหลานไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามป้องกันโรคนี้ในกลุ่มเด็กน้อยเช่นกัน ปัจจุบัน รัฐบาลไทยอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดของโรค อนุญาตให้ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ ในเด็กอายุ 5-11 ปี โดยอนุมัติตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม2565 และอนุมัติให้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยให้เด็กช่วงอายุนี้ปลอดภัยจากการป่วยโรคโควิด-19 และป้องกันการป่วยหนัก จนเสียชีวิต

ในความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่าเด็กในช่วงอายุนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ควรจะเป็นมาสองปีกว่าแล้ว เพราะไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรืออาจจะออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในละแวกบ้านได้เท่านั้น ทำให้พัฒนาการของเด็กเสียไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นว่าการฉีดวัคซีนให้เด็กจะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ให้พวกเขาได้ดีขึ้น

วัคซีนชนิด mRNA สำหรับเด็กของบริษัทไฟเซอร์ได้รับการอนุมัติใช้แบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น วัคซีนนี้ผลิตขึ้นเพื่อเด็กโดยเฉพาะ โดยผลิตให้มีขนาดการใช้ต่ำกว่าของผู้ใหญ่ จำนวน 10 ไมโครกรัมต่อขนาดการใช้หรือใช้เพียง 1 ใน 3 ของขนาดการใช้ในผู้ใหญ่ หนึ่งคอร์สวัคซีนประกอบด้วย 2 เข็ม ฉีดห่างกันในช่วง 3-12 สัปดาห์ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่สองแล้วเป็นเวลา 7 วัน

วัคซีนสำหรับเด็กมีฝาและฉลากสีส้ม แตกต่างจากวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อสะดวกต่อการบริหารจัดการของศูนย์ให้บริการวัคซีน เนื่องจากวัคซีนในประเทศมีหลากหลายชนิด จึงต้องทำให้ขวดบรรจุวัคซีนสำหรับเด็กมีความแตกต่างชัดเจน

วัคซีนสำหรับเด็กในระยะแรกยังมีจำนวนไม่มากนัก เด็กกลุ่มแรกที่ควรได้รับคือกลุ่มมีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคระบบทางการเดินหายและปอด โรคเบาหวาน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการช้า หรือโรคทางพันธุกรรมต่างๆ เพราะเด็กเหล่านี้ หากได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วมีโอกาสป่วยหนัก ถึงขั้นเสียชีวิตได้

วัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของการเกิดโรค และการป่วยหนัก รวมถึงลดการเสียชีวิตได้ แม้ว่าโดยทั่วไป เราอาจเข้าใจว่า เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนมากอาจมีอาการไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม เด็กที่ติดเชื้ออาจเกิดภาวะlong covid หรืออาการหลังติดเชื้อโควิด-19 ที่จะส่งผลได้ทั้งในระยะสั้นและยาว รวมถึงภาวะ MIS-C (Multi-system Inflammatory Syndromein Children) ซึ่งเป็นอาการอักเสบหลายระบบทั่วร่างกายของเด็ก

ดังนั้น เราสามารถลดอัตราความเสี่ยงของการติดเชื้อและการป่วยหนักในเด็กได้ โดยการให้เขามีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กยังมีความกังวลกับผลข้างเคียงของวัคซีน เพราะมีข้อมูลจากบางแห่งระบุว่าวัคซีนจะส่งผลเสียต่อเด็กในอนาคต ซึ่งก็ต้องบอกว่าข้อมูลเหล่านั้นยังเป็นเพียงความเห็นที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

แต่สิ่งที่ผู้ปกครองเด็กต้องพิจารณามากกว่าคือความเสี่ยงขั้นร้ายแรงที่จะเกิดกับเด็ก หากได้รับเชื้อโควิด-19 โดยที่ตัวเด็กไม่มีภูมิต่อสู้กับโรค จึงมีคำแนะนำว่าควรจะให้เด็กน้อยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 (แต่ก็ขึ้นกับความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก) เพราะเมื่อฉีดแล้วจะช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น เมื่อมีภูมิคุ้มกันโรคก็สามารถใช้ชีวิตตามปรกติได้มากขึ้น (แต่ยังต้องระมัดระวังการติดเชื้ออยู่เหมือนเดิม) เด็กสามารถไปโรงเรียนได้ เล่นกับเพื่อนๆ ได้ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยได้ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตไปตามวัยของเขา

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกหลานในเรื่องการฉีดวัคซีนให้ดี ไม่ใช่บังคับให้เขาต้องฉีดโดยที่เขาไม่เข้าใจความจำเป็น ส่วนการเตรียมตัวสำหรับเด็กที่จะไปรับวัคซีนก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ คือ พักผ่อนให้มาก รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำให้มากตามความต้องการของร่างกาย ส่วนหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ถูกสุขลักษณะ ซึ่งส่วนมากอาการที่เกิดขึ้นหลังฉีดจะมีอาการไม่ได้รุนแรง และอาจหายเองได้ภายใน 1-2 วัน เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย แนะนำให้งดออกกำลังกายและกิจกรรมการเล่นอย่างหนักเป็นเวลา 7 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหากเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะเหล่านี้พบได้น้อยมาก และส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ชายวัยรุ่นหลังฉีดเข็มสองมากกว่า ฉะนั้นหากพบว่ามีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หอบ เหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที 

ขอย้ำว่า การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จนป่วยหนัก จำเป็นต้องได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และลดการกลายพันธ์ุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งโรคร้ายที่รักษาได้ หากรู้ทันโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/632097

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งโรคร้ายที่รักษาได้ หากรู้ทันโรค

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นอกจากตรุษจีนแล้ว สัปดาห์นี้มีวันที่สำคัญทางสุขภาพวันหนึ่งคือ 4 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็น วันมะเร็งโลก หรือ world cancer day ในบรรดาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ “มะเร็ง” คงเป็นโรคที่ผู้คนไม่อยากประสบพบเจอมากที่สุด เพราะมะเร็งดูเหมือนจะเข้าใกล้กับความตายมากกว่าโรคอื่นๆ ข่าวร้ายก็คือ ถึงไม่อยากเจอ มะเร็งก็เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประชากรโลกรวมถึงในชาวไทยด้วย ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งด้านการวินิจฉัยที่ทำให้พบโรคได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงมีการพัฒนายาใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงพบผู้หายป่วยจากโรคมะเร็งในจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

ภาพจำของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาทั้งจากในซีรี่ส์ต่างประเทศหรือละครไทยก็ดี คงจะเป็นผู้ป่วยที่ผอมแห้งซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำ สวมหมวกไหมพรมปิดบังศีรษะที่ไม่มีผม เวลาให้ยาก็จะคลื่นไส้อาเจียน ระยะท้ายๆ อาจจะมีอาการเจ็บปวดทรมานต่างๆ นานา ทำให้ทุกคนรู้สึกสงสารตัวละครรวมถึงหวาดกลัวหากวันนึงเราเกิดโชคร้ายต้องเป็นผู้ป่วยเสียเอง แต่ภาพจำเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นจริงและเกินจริง ในเมื่อเราพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคได้ เราก็ย่อมต้องพัฒนายาดีๆ ที่ใช้เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาได้เช่นกัน ผู้ป่วยที่ต้องรับยาเคมีบำบัดที่คาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ก็จะได้รับยาต้านอาเจียนประสิทธิภาพสูงเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนก่อนและหลังรับยา ซึ่งหากผู้ป่วยกินยาถูกต้องตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร ก็จะแทบจะไม่มีอาการทุกข์ทรมานจากอาการคลื่นไส้อาเจียนเลย เช่นเดียวกับอาการข้างเคียงจากการเคมีบำบัดอีกประการหนึ่งคือเม็ดเลือดขาวต่ำ กรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อ แพทย์ก็จะให้ยาฉีดเพื่อกระตุ้นเม็ดเลือดขาวหรือยากินเพื่อป้องกันการติดเชื้ออยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ป่วยเองก็ต้องตระหนักว่าตนเองมีภูมิต้านทานที่ลดลงและระมัดระวังไม่ไปรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในช่วงที่ได้รับการรักษา

อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการรักษา เช่น เบื่ออาหาร การรับรสชาติ เปลี่ยนแปลงไป
อาการอ่อนเพลียไม่มีแรง อาจจะไม่มียาสำหรับใช้ในการรักษาโดยตรง ผู้ป่วยที่กินอาหารไม่ค่อยได้ อาจจะไม่มียากระตุ้นให้อยากอาหาร แนวทางการแก้ไขคือ การกินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ โดยไม่ต้องบังคับกะเกณฑ์ให้กินแต่ละครั้งได้มากๆ แต่ควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และกรณีที่ผู้ป่วยกินได้น้อยมากจนน้ำหนักลดลง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกอาหารทางการแพทย์กินเสริมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดอาหารขณะรักษา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งคือ การต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทโปรตีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์เพราะการกินโปรตีนจะไปเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง ความจริงก็คือ ระหว่างการรักษาไม่ว่าจะหลังการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกหรือช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งนอกจากมุ่งทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายแล้ว เซลล์เม็ดเลือดหรือเซลล์เยื่อบุต่างๆ ก็ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน การฟื้นฟูเซลล์เหล่านั้นให้กลับมาใกล้เคียงสภาวะปกติ ก็คือการกินสารอาหารโปรตีนให้เพียงพอ อีกหนึ่งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องโปรตีนก็คือ ต้องเลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์และรับโปรตีนจากพืชเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว โปรตีนจากเนื้อสัตว์ยังคงเป็นโปรตีนที่คุณภาพดีกว่าซึ่งดีต่อผู้ป่วยมากกว่า สรุปก็คือ เรายังคงแนะนำให้ผู้ป่วยกิน เนื้อ นม ไข่ ตามปกติ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ ก็คือ อาหารประเภทปิ้งย่างหมักดอง ของทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำซึ่งอุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งที่แท้จริงต่างหาก

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือผลไม้หนึ่งในของเยี่ยมยอดนิยมที่ผู้ป่วยมักได้รับ ซึ่งผลไม้บางอย่างนั้นผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงในช่วงที่ภูมิต้านทานต่ำ ผลไม้ที่สุ่มเสี่ยงคือผลไม้เปลือกบาง เช่น องุ่น สตรอว์เบอร์รี่ ลางสาด เป็นต้น เพราะการล้างทำความสะอาดให้หมดจดปลอดเชื้อโรคทำได้ยาก ยิ่งการปั่นผักหญ้ากินสดๆ ยิ่งน่ากลัวเพราะต้องล้างแล้วล้างอีกให้สะอาดจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำกินเข้าไป

กลับกลายเป็นว่า ผลไม้ที่ทุกคนคิดว่าเป็นของดีกลับต้องเพิ่มความระมัดระวัง ขณะที่เนื้อสัตว์ที่หลายคนมองว่าเป็นผู้ร้ายกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของผู้ป่วย นอกจากเรื่องนี้แล้ว อาจจะมีความเชื่อที่ยังไม่ได้เช็คก่อนแชร์อีกหลายเรื่อง (เช่น มะนาวโซดาฆ่าเซลล์มะเร็งได้) ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ดูแลจึงควรฟังคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตัว เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา และหากท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็ง หรือคำถามเกี่ยวกับยาและสุขภาพอื่น สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ซึ่งเป็น line official โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาซึ่งพร้อมให้บริการตอบคำถามแก่ประชาชนแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้จักโรคซึมเศร้า รู้วิธีรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630643

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้จักโรคซึมเศร้า รู้วิธีรับมือ

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

ปัจจุบันโรคซึมเศร้าหรือ depression น่าจะเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนทั่วไป เนื่องจากมีข่าวการสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รู้จักจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้านี้เนืองๆ แต่ที่จริงโรคนี้มีความซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจอยู่ไม่น้อย ผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องมีแต่อาการเศร้าสร้อยดำดิ่งคิดถึงการสิ้นสุดชีวิตตนเองเท่านั้น แต่มีอาการอื่นด้วย เช่น ระยะแรกเริ่มของโรคซึมเศร้าอาจจะแค่หมดความสนใจต่อสิ่งที่เคยเพลิดเพลินมาก่อน ซึ่งถ้าหากเจ้าตัวรู้ตัวช้าหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นช้า ปล่อยให้ภาวะดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น การจัดการก็จะยากขึ้น ดังนั้นการรู้จักโรคและวิธีรักษาให้ดีขึ้น น่าจะทำให้เราสามารถจัดการกับภาวะซึมเศร้าได้ดีขึ้น 

โรคซึมเศร้าที่จริงแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายแบบการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมบางอย่างเช่นจู่ๆก็ลุกขึ้นมาจับจ่ายใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่มีเหตุมีผล ก็เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในโรคซึมเศร้าแบบอารมณ์ 2 ขั้ว หรือที่สังคมรู้จักในนามโรค bipolar แต่การวินิจฉัยไม่ได้ง่ายขนาดที่เราจะไปชี้นิ้วว่าคนที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนั้น เป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ เพราะการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยคนใดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้าต้องทำโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญ เราไม่ควรเอาชื่อโรคหรืออาการต่างๆ ไปใช้ล้อเลียนคนอื่น เพราะยิ่งจะทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการรักษา เพราะความอับอาย ทั้งที่การเจ็บป่วยแบบนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และเมื่อเป็นแล้วก็รักษาให้หาย หรืออาการดีขึ้นได้ โดยไม่ต่างจากโรคอื่นๆ 

สาเหตุของโรคซึมเศร้ามีหลากหลาย ทั้งสาเหตุทางกายเช่น พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น กรณีซึมเศร้าหลังคลอด) แน่นอนว่า ความเครียด ความกดดัน ความโศกเศร้าจากการสูญเสียก็เป็นสาเหตุของโรคได้เช่นกัน 

การรักษาโรคซึมเศร้า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นความผิดปกติของจิตใจอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วอาการแสดงของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมดุลของสารสื่อประสาท หรือที่หลายคนอาจเรียกว่าสารเคมีในสมอง อันได้แก่ ซีโรโตนิน โดพามีน และ นอร์อีพิเนฟรีน ซึ่งการจะทำให้สารเหล่านี้กลับสู่สมดุลจะต้องใช้ยาช่วย แต่การสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือการทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานด้วยตัวผู้ป่วยเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นการรักษาหลักได้ ผู้ป่วยซึมเศร้าจะต้องรักษา
ด้วยยา ซึ่งอาจจะทำร่วมกับการรักษาด้วยวิธีการอื่น อาทิ จิตบำบัด การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 

สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าก็มีหลายกลุ่ม เช่น selective serotonin reuptake inhibitors (SSRI) กลุ่ม tricyclic กลุ่ม serotonin and norepinephrine reuptake inhibitor (SNRI) เป็นต้น ยาเหล่านี้ผู้ป่วยไม่สามารถซื้อใช้ด้วยตนเองจากร้านยา เนื่องจากแพทย์ผู้สั่งจะต้องประเมินความเหมาะสมของยาที่ใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย และยังต้องนัดตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจนัดถี่ในช่วงแรก และเพิ่มระยะห่างระหว่างการนัดแต่ละครั้งเมื่ออาการดีขึ้น ที่สำคัญก็คือผู้ป่วยจะต้องร่วมมือในการรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาที่พบบ่อยคือ ในช่วงแรกของการใช้ยา อาการซึมเศร้าอาจจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ ภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน แต่อาจจะไม่ทันใจของผู้ป่วย เมื่อใช้ยาแล้วรู้สึกไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยก็อาจจะคิดว่ายาไม่ได้ผลแล้วเลิกใช้ยาไป อีกประเด็นที่พบบ่อยคือ เมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการดีขึ้นมาก แต่ที่จริงแล้วยังไม่หายขาด หรืออยู่ในเกณฑ์ที่หยุดรับประทานยาได้ พอยาหมดก็ไม่กลับไปพบแพทย์ตามนัด แล้วต่อมาโรคก็กลับมาอีก ซึ่งการรักษาในกรณีเช่นนี้ จะยากยิ่งขึ้น 

กล่าวโดยสรุป การใช้ยาเป็นวิธีการหลักในการรักษาโรคซึมเศร้า อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีการอื่น ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะรู้สึกว่ายาไม่ได้ผลหรือตนเองหายแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม 

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถทำแบบประเมินทำได้ทางออนไลน์ https://www.rama.mahidol.ac.th/th/depression_risk 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต้องถามเภสัชกรก่อนหัก บด หรือแบ่งเม็ดยา มิฉะนั้น การรักษาโรคอาจไม่เป็นผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/629044

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต้องถามเภสัชกรก่อนหัก บด หรือแบ่งเม็ดยา มิฉะนั้น การรักษาโรคอาจไม่เป็นผล

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เวลาที่เราได้รับยามาจากการสั่งโดยแพทย์ หรือจากการจ่ายโดยเภสัชกร ขอให้เราเคร่งครัดกับการรับประทานยาตามคำสั่ง เพื่อให้การรักษาอาการเจ็บป่วยของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ยาที่เราได้รับในปัจจุบันส่วนมากมักอยู่ในรูปเม็ดและแคปซูล เพราะสะดวกในการใช้มากที่สุด ช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่แม่นยำเหมาะสมกับอาการของโรค โดยยาเม็ดนั้นสามารถออกแบบรูปร่างหน้าตาให้แตกต่างกันได้ เช่น เป็นเม็ดเหลี่ยม เม็ดกลม หรือรูปหัวใจ อีกทั้งมีสีสันหลากหลาย บางชนิดมีการเคลือบเม็ดยาให้มีความมันวาว หรือพิมพ์และสลักสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ช่วยให้ผู้ป่วยจดจำยาได้ง่าย รวมทั้งสามารถกำหนดระยะเวลาการออกฤทธิ์ และตำแหน่งของการออกฤทธิ์ในการรักษาได้อย่างแม่นยำ แล้วที่สำคัญคือช่วยหลบรสและกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยของยาได้  

ในกรณีของแคปซูล มีทั้งแคปซูลเปลือกแข็ง และแคปซูลนิ่ม (เรียกว่าซอฟเจล) แคปซูลแบบแข็งที่เราคุ้นเคยมักอยู่ในรูปแบบยาปฏิชีวนะบรรจุผงยาอยู่ในปลอกแคปซูล ส่วนแคปซูลแบบนิ่ม ก็จะพบได้จากผลิตภัณฑ์น้ำมันตับปลา หรือวิตามินอี เป็นต้น 

โดยทั่วไป ยาเม็ดและยาแคปซูลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้กลืนยาทั้งเม็ดพร้อมน้ำสะอาดในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดยาไม่ค้างที่หลอดอาหาร อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้ แต่ในบางกรณีผู้ป่วยบางรายอาจ
ไม่สามารถกลืนยาทั้งเม็ดได้ เนื่องจากเม็ดยามีขนาดใหญ่บางกรณีผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องรับอาหารทางสายยาง ทำให้อาจมีความจำเป็นต้องหักเม็ดยา หรือบดยาเพื่อลดขนาดในการกลืน หรือแกะผงยาออกมาจากเปลือกแคปซูล เพื่อผสมกับอาหารเหลวแล้วให้อาหารทางสายยาง แต่ต้องเรียนให้ทราบว่ายาบางชนิด เมื่อเราหัก แบ่ง บดเม็ดยา หรือแกะยาออกจากเปลือกแคปซูลอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น 

ยาจะถูกหัก แบ่ง หรือบดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการผลิตที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้น เช่น ยาที่ผลิตมาในรูปแบบยาเม็ดเคลือบน้ำตาล มีลักษณะเป็นมันวาว ดูน่าใช้ มีขอบมน มีรสหวานเมื่อสัมผัสลิ้น มีคุณสมบัติในการกลบรสและกลิ่นที่ไม่ดีของตัว ช่วยให้สะดวก และกลืนง่าย ยาชนิดนี้เป็นเม็ดค่อนข้างแข็ง จึงไม่เหมาะกับการหัก แบ่ง หรือบด  

แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องบดยาให้ผู้ป่วย ต้องสอบถามเภสัชกรก่อนว่าทำได้หรือไม่ เพราะการบดอาจทำให้เกิดการ
ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้ หรือในกรณีของยาเม็ดเคลือบฟิล์มนอกจากผลิตเพื่อให้ดูน่าใช้แล้ว ฟิล์มที่เคลือบบางชนิดยังช่วยป้องกันตัวยาจากการเสื่อมสลายด้วยอากาศและความชื้น แผ่นฟิล์มที่เคลือบเม็ดยาอาจมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษา เช่น ยาบางชนิดออกแบบให้ยาแตกตัวออกให้หมดในคราวเดียวแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่ฟิล์มบางชนิดออกแบบมาเพื่อให้ปลดปล่อยตัวยาทีละน้อย เพื่อทำให้ยาออกฤทธิ์นานขึ้น เพื่อให้ไม่ต้องรับประทานยาวันละหลายมื้อ  

ดังนั้น หากเราหัก แบ่ง หรือบดยา ฟิล์มหรือกลไกที่สร้างไว้จะถูกทำลาย แทนที่ยาจะค่อยๆ ปล่อยฤทธิ์ยาทีละน้อย
แต่กลายเป็นว่าตัวยาทั้งหมดถูกปล่อยออกมาในครั้งเดียวในปริมาณมากเกินไป ทำให้ได้รับยาเกินขนาด หรือมีผลข้างเคียง และอาจได้รับพิษจากยาได้ ในขณะที่ฟิล์มบางชนิดออกแบบมาเพื่อให้ปล่อยตัวยาสำคัญในอวัยวะที่จำเพาะเจาะจงของร่างกาย เช่น ลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารทำลายยา ยาบางชนิดเมื่อสัมผัสกระเพาะอาหารจะทำให้เกิดการระคายเคือง จึงต้องออกแบบให้ยาแตกตัวและละลายที่ลำไส้เล็กแทน หากเราหัก แบ่ง หรือบดยา ก็จะทำให้ฟิล์มเสียสภาพ ยาจะไม่ถูกปลดปล่อยในอวัยวะที่ต้องการ ในกรณีนี้จึงห้ามหัก แบ่ง หรือบด แต่ต้องกลืนยาทั้งเม็ด  

นอกจากนี้ ยังมียาในลักษณะเดียวกันที่ควบคุมการปล่อยตัวยาสำคัญ แต่มีวิธีการผลิตแตกต่างกัน โดยการปั้นตัวยา
สำคัญเป็นรูปทรงกลมเล็กๆ แล้วเคลือบด้วยแผ่นฟิล์มบางๆ เพื่อป้องกันตัวยาสำคัญละลายในกระเพาะอาหาร จากนั้นก็เอารูปทรงกลมที่เคลือบฟิล์มมาตอกรวมเป็นหนึ่งเม็ด หรือเอาเม็ดทรงกลมนี้ไปบรรจุในปลอกแคปซูล ยากลุ่มนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สะดวก จึงสามารถหักเม็ดยา แบ่งครึ่งได้ หรือในกรณียาแคปซูลก็สามารถถอดเปลือกแคปซูลแล้วผสมน้ำเชื่อมหรือน้ำหวานได้ เนื่องจากการหักเม็ด หรือการแกะแคปซูลไม่ได้ทำลายฟิล์มของเม็ดทรงกลม แต่ห้ามบดยาชนิดนี้ เนื่องจากการบดทำให้ฟิล์มที่เคลือบเม็ดทรงกลมแตกเสียหาย ส่งผลทำให้ฤทธิ์ยาลดลง หรือก่อผลข้างเคียงของยามากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ยาบางชนิดสามารถหัก แบ่ง และบดได้แต่ยาบางชนิด หักได้ แบ่งได้ แต่บดไม่ได้ ส่วนยาบางชนิดหักไม่ได้ แบ่งไม่ได้ บดไม่ได้ ซึ่งแต่ละชนิดของยามีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น หากผู้ป่วยมีปัญหายาที่ต้องรับประทานมีขนาดเม็ดใหญ่เกินไป กลืนลำบาก ก็ต้องบอกว่าอย่าหัก บดหรือแบ่งยาโดยไม่ได้ถามเภสัชกร เพราะการรับประทานยาที่ใช้ผิดวิธีจะไม่ช่วยให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627448

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเวลานานแสนนานมาแล้วที่เราเห็นการโฆษณา (แต่บางครั้งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ) ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมดีวิเศษจนน่าอัศจรรย์ใจ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีการโหมโฆษณาขายสินค้าเหล่านี้ในสื่อมวลชน ทั้งสื่อฯ หลัก และสื่อฯ ออนไลน์ โดยเห็นว่ามีรูปแบบและชนิดต่างๆ เช่น เม็ด แคปซูล ผง และน้ำ โดยบางรายก็บอกว่าให้นำไปผสมกับเครื่องดื่ม ขออนุญาตเรียนตรงๆ ว่าก่อนจะกินนั้นผู้กินต้องรู้อะไรก่อนบ้าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อ และเพื่อให้ได้ประโยชน์จากอาหารเสริม (ที่มีคุณภาพ) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้กิน และที่สำคัญคือเพื่อไม่ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) หรืออาหารเสริมคือสิ่งที่เรากินเข้าไป นอกเหนืออาหารปกติประจำวันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจใส่สารอาหาร เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน หรือกรดอะมิโน หรือสารอื่นๆ อาทิ สารจากสมุนไพรสารสกัด หรือสารสังเคราะห์ เราต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกัน หรือรักษาโรค และที่สำคัญคือเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และขอย้ำว่าเราทุกคนต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ในแต่ละวันโดยกินในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ 

ผลิตภัณฑ์บางชนิดประกอบด้วยสารสำคัญเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่บางอย่างอาจประกอบด้วยสารสำคัญมากถึง 20 ชนิด ดังนั้นก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงต้องพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ก่อน  

ประเด็นแรก ถ้าเรากินวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะทำให้มีผลต่อสภาวะของวิตามินอีกชนิดหนึ่งในร่างกาย เช่น ถ้าเรา
เสริมวิตามินอีมากเกินไป เพื่อหวังผลต้านออกซิเดชัน (antioxidant)อาจทำให้วิตามินเคต่ำ จะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด กรณีที่เรามีบาดแผลเลือดอาจจะไม่หยุดไหล หรือถ้าเราเสริมแร่ธาตุสังกะสี (zinc) มากเกินไป ก็จะรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุตัวอื่นๆ เช่น เหล็ก (iron) และ ทองแดง (copper) 

ประเด็นที่สอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจตีกับยาที่เรากินอยู่ เช่น วิตามินอี วิตามินเค หรือน้ำมันปลา มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด คนที่กินผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นเวลานาน อาจทำให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ถ้าต้องผ่าตัด หรือต้องทำหัตถการต่างๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน หรือยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน หากรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจมีผลต่อประสิทธิผลการรักษา อาจเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้ และเมื่อมีบาดแผลก็อาจมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด และอาจเกิด stroke ได้ 

ส่วนผู้กินแร่ธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม ทำให้ขัดขวางการดูดซึมของยาเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลต่อประสิทธิผลการรักษา เช่น ยา tetracycline, doxycycline, norfloxacin, ciprofloxacin เป็นต้น หรือผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินบี 6 สูง ก็อาจตีกับยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ก็จะมีผลต่อการใช้ยารักษาโรคลมชักบางชนิด 

ยารักษาโรคหัวใจบางอย่าง และยาต้านโรคซึมเศร้าบางชนิดหรือยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้กับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ มีโอกาสที่ประสิทธิผลในการรักษาจะลดลง เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพรที่ชื่อว่า เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) 

นอกจากนี้ เวลารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เราอาจไม่ทราบว่ามันมีผลต่อกระบวนการดูดซึม หรือมีปัญหากับการขจัดยาออกจากร่างกาย จนอาจมีผลต่อระดับของยาในร่างกาย ทำให้ระดับยาต่ำเกินไป ทำให้ไม่เกิดผลในการรักษา หรืออาจเกิดปัญหาระดับยาในร่างกายสูงเกินไป ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมักโฆษณาว่ามาจากสารธรรมชาติ หรือไม่มีสารสังเคราะห์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเอาเองว่า สารธรรมชาติต้องปลอดภัยเสมอ ซึ่งจริงๆ แล้วของธรรมชาติหรือสมุนไพรก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้ หรืออาจมีผลกับผู้ป่วยบางโรคได้ แล้วในที่สุดก็อาจตายจากสารธรรมชาติก็ได้ สำหรับในกรณีของเด็ก กระบวนการทำงานของตับไตไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ การที่เด็กรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับยา ก็อาจเกิดอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ 

ปัจจุบัน คนบ้านเราสนใจและบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น และพบว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดผิดกฎหมาย แต่ของผิดกฎหมายกลับถูกโหมโฆษณาบนสื่อฯ ออนไลน์ และสื่อฯ หลักบางชนิดอย่างบ้าระห่ำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคต้องมีความรู้ก่อนกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น โดยสามารถค้นหาคำว่า “ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของ อย. เพื่อตรวจสอบชื่อและเลขผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต ผู้รับอนุญาตว่าถูกต้องตรงตามฉลากหรือไม่ และสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ายังคงอยู่หรือไม่ ถ้าข้อมูลไม่ตรงหรือค้นไม่พบ แสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผิดกฎหมาย 

ขอย้ำด้วยว่า เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมีรายการยาที่รับประทานประจำ รวมถึงสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ไปแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่จะสั่งจ่ายให้ ไม่ไปตีกับยาเดิม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานอยู่ จนทำให้เกิดอันตรายหรือรักษาไม่ได้ผล  

ขอฝากทิ้งท้ายว่า การกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์มีภูมิต้านทานต่อโรค ต้องกินอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ต้องครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงอายุ แล้วถ้าจะกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นแค่ตัวช่วยส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น อย่าหวังผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.สุญาณี พงษ์ธนานิกร 

ภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานสุขภาพดี เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสุขในวันหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/625984

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานสุขภาพดี เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสุขในวันหน้า

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2565  ครับคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์

แนวหน้าทุกท่าน ปีใหม่ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมตั้งปณิธานด้วยการดูแลสุขภาพตนเอง เพื่อให้มีความสุขในการดำรงชีวิตตลอดปีนี้ และปีต่อๆ ไป เมื่อตั้งปณิธานแล้ว ขอให้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับ 

อันดับแรก สำหรับท่านที่มีโรคประจำตัว แล้วไม่ได้ไปพบแพทย์มาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ก็ตาม เช่น วิตกเรื่องโควิด-19 หรือคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เนื่องจากไม่มีการแสดงอาการของโรค หรือบางคนคิดว่าไปหาหมอทีไร ก็ได้แต่ยาเดิมๆ มาทุกครั้ง ขออนุญาตเตือนสติว่า ท่านต้องไม่ลืมว่าวันแรกที่เจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวต่างๆ อาทิ เบาหวาน ไทรอยด์ ความดันสูง ไขมันสูง ท่านต้องกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพ และตรวจภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จะได้ปรับยาให้ตรงกับสภาวะของโรคในปัจจุบัน  

หรืออีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ แต่ก็รับประทานบ้าง ไม่รับประทานบ้าง ซึ่งทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ไม่ดี ปีใหม่นี้ ท่านต้องตั้งใจเพิ่มวินัยในการรับประทานยา เพื่อชะลอการดำเนินไปของโรค หรือบางคนที่ไม่ชอบการรับประทานยา ห่วงว่ากินยาแล้วตับไตจะไม่ดี แต่ปรากฏว่าโรคหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานในกรณีที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ก็จะควบคุมอาการของโรคไม่ได้ การดำเนินไปของโรคที่แย่ลง จะทำให้ไตของท่านพังได้เร็วกว่า และเมื่อท่านเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เมื่อใช้ยาจนทำให้ต้องหยุดยาเอง และไม่อยากรับประทานยา ขอให้ท่านทำความเข้าใจเสียใหม่เกี่ยวกับยาที่ท่านรับประทาน โดยถามคำถามหรือข้อกังวลต่างๆ กับแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อจะได้เข้าใจ หรือหาทางแก้ไข เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางประเภท อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคืออาการไอเรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ หรือยาในกลุ่ม statins บางชนิดที่ใช้ลดระดับคอเลสเตอรอลเช่น ยา simvastatin อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนเกิดผลข้างเคียง คือปวดขาโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าท่านสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกร รับรองว่าแพทย์ผู้รักษาจะปรับเปลี่ยนยาที่เหมาะสมกับท่านได้อย่างแน่นอน 

นอกจากนี้โรคหลายโรค นอกจากการรับประทานยาแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลดีขึ้น เช่น การควบคุมอาหาร การลดหรือรับประทานอาหารบางประเภทให้พอเหมาะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องลดอาหารหวาน แต่ท่านต้องเข้าใจว่า คำว่าหวาน ไม่ได้หมายถึงแค่น้ำตาล เพราะอาหารที่มีแป้งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันหรือขนมที่ทำจากแป้งต่างๆ เช่น แพนเค้ก ขนมปัง เหล่านี้มีผลต่อระดับน้ำตาลทั้งสิ้น ถ้าจะเลือกรับประทานแป้งก็ควรรับประทานแป้งที่มีกากใยสูง หรือรับประทานแป้งที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น ข้าวที่ไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนการรับประทานผลไม้ในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรรับประทานผลที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณมาก เช่น องุ่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ ควรเปลี่ยนเป็นรับประทานผลไม้ที่มีกากใยสูง และน้ำตาลน้อย เช่น มะละกอ แอปเปิ้ล แก้วมังกร เป็นต้น และถ้าต้องเลือกระหว่างน้ำผลไม้ กับผลไม้สด ก็แนะนำให้รับประทานผลไม้สดทั้งผลมากกว่า ส่วนผู้ป่วยที่จำกัดอาหารรสเค็ม เช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เวลาเราพูดถึงอาหารเค็ม หลายท่านก็จะนึกถึงแต่ของที่มีรสเค็ม แต่ที่เรากังวลคือเรื่องของปริมาณโซเดียม ในรูปของเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) และน้ำปลา แต่ต้องเข้าใจว่าถึงแม้บางครั้งเราเวลาเรารับประทานอาหารโดยไม่รู้สึกว่าอาหารเค็ม แต่กลับมีปริมาณโซเดียมสูง เช่น น้ำซุปที่ถูกปรุงรส หรือเนื้อสัตว์ตากแห้ง เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้งที่มีเกลือสูงมาก 

และที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูตาเมท) ถึงแม้จะไม่ให้รสเค็มจัด แต่มีปริมาณโซเดียมอยู่ค่อนข้างมาก สำหรับคนที่จำเป็นต้องเคร่งในการจำกัดโซเดียม อาหารอีกชนิดที่ต้องนึกถึงคือเบเกอร์รีต่างๆ เค้ก ขนมปัง ปาท่องโก๋ เหล่านี้จะใส่ผงฟูเข้าซึ่งส่วนประกอบของโซเดียมไบคาร์บอเนตอยู่  

เรื่องอาหารการกินกับความอร่อยเป็นเรื่องใหญ่ของหลายๆ ท่าน แต่ปีใหม่ก็ขอให้ทุกท่านเพิ่มความตั้งใจในการดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีกว่าเดิม เพื่อการมีสุขภาวะที่ดี จะได้มีความสุขกับการดำรงชีวิตในปีต่อๆ ไป 

นอกจากการกิน การอยู่ การนอนแล้ว ยังต้องออกกำลังกายให้พอเหมาะ และทำจิตใจให้เบิกบานทุกวัน การออกกำลังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยควบคุมโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานโรคไขมัน หรือโรคความดันสูง ภาวะเครียดเป็นปัจจัยของหลายโรคหลายอย่าง ตั้งแต่โรคหวัดจนกระทั่งถึงมะเร็ง  

ฉะนั้น ปีใหม่นี้ ขอให้ท่านเริ่มลองทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นสิ่งดีกับสุขภาพกายและใจของท่าน ตั้งใจแล้วลงมือทำทันทีนะครับ สวัสดีปีใหม่ 2565 ครับ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Paxlovid ความหวังใหม่ที่มาฆ่าเชื้อโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624737

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Paxlovid ความหวังใหม่ที่มาฆ่าเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มีความหวังที่เราจะสามารถเอาชนะเชื้อโควิด-19 ได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากปรากฏข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 สหรัฐอเมริกาอนุมัติใช้ยา Paxlovid แบบฉุกเฉินเป็นประเทศแรก นี่คือก้าวใหญ่ที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงการรักษาผู้ติดเชื้อ COVID-19 ยาตัวนี้เป็นเม็ด ประกอบด้วยยา 2 ชนิด คือยา nirmatrelvir และยา ritronavir เป็นยาที่บริษัทไฟเซอร์ออกแบบสำหรับรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ  

ยาตัวแรกคือ nirmatrelvir ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ protease ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญของเชื้อโควิด-19 ถ้าเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง เชื้อไวรัสก็ไม่สามารถแบ่งตัวได้ ส่วนยาอีกตัวหนึ่งคือ ritronavir เป็นตัวบูสที่ทำให้ยา nirmatrelvir มีระดับยาที่สูงและทำงานได้ดีขึ้น  

ยา Paxlovid นี้ ในหนึ่งการรับประทานจะประกอบด้วยยา 3 เม็ด คือ nirmatrelvir 2 เม็ด และ ritronavir 1 เม็ด รับประทานพร้อมกัน ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เช้าและเย็น ติดต่อกัน 5 วัน ยานี้ได้ผลต่อเมื่อได้รับยาเร็วไม่เกิน 5 วันหลังจากมีอาการ และพบว่าผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยหนัก เช่น มีโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคภูมิคุ้มกันต่ำเป็นต้น หากได้รับยานี้ภายใน 5 วัน จะทำให้ลดการเจ็บป่วยหนักหรือตายได้ถึง 88% แต่หากได้รับยาช้ากว่านี้ยาอาจจะมีประสิทธิภาพที่ไม่ดีมากเท่าที่ควร  

สำหรับการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” ที่เป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศในขณะนี้ รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น จากผลการวิจัยในหลอดทดลองพบว่า Paxlovid สามารถยับยั้งเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ 

จากข้อมูลเบื้องต้นไม่พบผลข้างเคียงที่น่ากังวลมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือปัญหาเรื่องการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่น หรือที่เราเรียกว่ายาตีกัน หากผู้ป่วยมีความเจ็บป่วยของโรคอื่นที่ต้องรับประทานยาชนิดอื่น เช่น คนที่รับประทานยาแก้ปวดบางชนิด ยาไมเกรนบางชนิด ยาลดคลอเรสเตอรอลบางชนิด หรือยารักษาโรคหัวใจบางชนิด เป็นต้น ก็อาจจะมีโอกาสเกิดอันตรายจากยาตีกัน หรือประสิทธิภาพการรักษาลดลง ซึ่งก็อาจเป็นข้อจำกัดในการใช้ยานี้กับผู้ป่วยบางรายได้ 

หนึ่งวันถัดมาหลังจาก Paxlovid ได้รับอนุมัติ สหรัฐอเมริกาก็อนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์แบบฉุกเฉินเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลทางคลินิก พบกว่าประสิทธิภาพ และข้อจำกัดในการใช้ยายังเป็นรอง Paxlovid แต่สหรัฐอเมริกาก็เปิดทางเลือกนี้ไว้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงยา Paxlovid หรือยาชนิดอื่นได้ หรือไม่สามารถใช้ยาอื่นได้ด้วยข้อจำกัดของตัวผู้ป่วยเอง นอกจากนี้ บริษัท Shionogi ของประเทศญี่ปุ่น ได้วิจัยยา s-217622 ที่มีการออกฤทธิ์ลักษณะเดียวกันกับ Paxlovid ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 โดยยังต้องติดตามผลต่อไป 

จะเห็นว่ายารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีหลากหลาย แต่ประสิทธิภาพและข้อจำกัดในการใช้ก็ต่างกัน เช่นเดียวกับ
กรณีของวัคซีน ในขณะที่ยังมีการแพร่เชื้ออยู่ ยารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ก็ยังคงเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังมีการแพร่ระบาดสูงอยู่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา และต้องหาข้อมูลเพื่อคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน โดยต้องพิจารณาความเสี่ยง และตัวเลือกที่หลากหลายก่อนตัดสินใจซื้อหายามาใช้ และต้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงคำนวณปริมาณที่เหมาะสมต่อประชากร หากตัดสินใจล่าช้า ก็จะแก้ปัญหาไม่ทันการณ์ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำคัญของการเร่งฉีดวัคซีนก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการฉีดเข็มบูสเตอร์ด้วย ซึ่งปัจจุบันในเกือบทุกภาคส่วนมีการรณรงค์การฉีดเข็มกระตุ้น เนื่องจากเมื่อระยะเวลาผ่านไป ภูมิคุ้มกันของเราเริ่มลดลง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอน หรือสายพันธุ์อื่นๆ ที่จะตามมาเข็มกระตุ้นจึงสำคัญมาก รวมไปถึงการรักษามาตรการต่างๆ เช่น การรักษาระยะห่างทางกายภาพ การใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ และอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี เป็นต้น  

เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันมากๆ แนะนำให้ตรวจ Antigen test kit (ATK) ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดคลัสเตอร์  

หวังว่าปีใหม่นี้ พวกเราคงไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และขอให้ทุกคนเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ให้มีความสุข แต่อย่าลืมระมัดระวังตัวเอง พร้อมกับมีสติตลอดเวลา สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่ 2565 

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ   

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้แพ้ ยาที่คุณอาจแพ้ (ก็ได้)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623179

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้แพ้ ยาที่คุณอาจแพ้ (ก็ได้)

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หน้าหนาวมาแล้ว หลายคนอาจดีใจ เพราะจะได้สวมเสื้อกันหนาวสวยๆ กับเขาสักที แต่อย่าลืมว่าหน้าหนาวในบ้านเรา โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในภาคเหนือมักจะมาพร้อมกับฝุ่นละออง โดยเฉพาะPM2.5 ดังนั้นหน้าหนาวจึงอาจจะทำให้คนหลายคนมีอาการโรคภูมิแพ้กำเริบได้ เพราะทั้งความเย็นของอากาศผสมกับฝุ่นขนาดเล็กจิ๋ว ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เป็นต้น 

อาการเหล่านี้เกิดจากร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน (histamine) มากเกินไป แต่ทั้งนี้คนแต่ละคนก็จะมีปัจจัยกระตุ้นอาการแพ้ไม่เหมือนกัน บางคนแพ้อากาศ บางคนแพ้ฝุ่น บางคนแพ้อาหารบางชนิด คนที่มีอาการแพ้บ่อยๆ ควรสังเกตว่าตนเองถูกกระตุ้นจากปัจจัยอะไร เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงปัจจัยนั้นให้ได้ 

เมื่อมีอาการแพ้ ก็ต้องกินยาแก้แพ้ (anti-histamine) ที่จริงยาแก้แพ้ดูเหมือนเป็นยาที่เราทุกคนรู้จักดีและมีโอกาสได้ใช้บ่อยๆ รองจากยาลดไข้แก้ปวด เพราะทุกคนคงจะเคยแพ้อะไรสักอย่างมาก่อน ยาแก้แพ้ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine) หรือบางคนเรียกชื่อย่อว่ายา CPM เป็นเม็ดกลมสีเหลืองขนาดเล็ก วิธีใช้ยาคือ กินครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการแพ้ ยานี้ถูกใช้มายาวนานหลายสิบปี เพราะมีประสิทธิภาพช่วยบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ดีลดอาการน้ำมูกไหล จาม ผื่นคันที่เกิดขึ้นจากการแพ้ต่างๆ  

แต่อาการข้างเคียงที่สำคัญหลังกินยานี้คือ ง่วงนอนมาก บางคนถึงกับหลับหลังกินยา จนบางคนประยุกต์เอายาแก้แพ้มากินเพื่อให้หลับ (ซึ่งเภสัชกรไม่แนะนำเด็ดขาด) นอกจากง่วงแล้ว ยา CPM ยังทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่าได้ด้วย จึงมีคำเตือนว่า หลังกินยานี้ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ ควบคุมเครื่องจักร หรือทำงานในที่สูง เพราะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 

ยา CPM เป็นยาแก้แพ้รุ่นเก่าดั่งเดิม ซึ่งผลข้างเคียงจากยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งความง่วงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในรายที่ภูมิแพ้กำเริบรุนแรงและต่อเนื่องจึงต้องกินยาตลอด ผู้ใช้ยาอาจไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ นักวิจัยจึงพยายามค้นคิดยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลข้างเคียงเรื่องง่วงซึมน้อยลง จนแทบไม่ง่วง และออกฤทธิ์ได้นานขึ้น ทำให้ความถี่ของการกินยาลดลงจากวันละหลายครั้ง เป็นวันละครั้ง หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ครั้ง เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ป่วย ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่นิยมใช้คือ ลอราทาดีน (loratadine) เซทิริซีน (cetirizine) ส่วนราคายาแก้แพ้รุ่นแรกมีราคาถูกมาก กระปุกบรรจุ 100 เม็ดอาจมีราคาเพียง 25-30 บาทเท่านั้น แต่ยาแก้แพ้รุ่นใหม่มีราคาแพงขึ้น  

ยาแก้แพ้ทั้งสองชนิดข้างต้นมีหลากหลายยี่ห้อและราคาต่างกัน ตั้งแต่เม็ดละประมาณ 1-2 บาท จนถึงเกือบ 20 บาท ผู้ใช้ยาเลือกใช้ได้ตามเศรษฐานะของตน 

แต่อย่าลืมว่า แม้ยาแก้แพ้ดูเหมือนจะเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ขึ้นชื่อว่ายาแล้ว ย่อมต้องมีแง่มุมให้ต้องระมัดระวังเสมอ ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ยาแก้แพ้ได้ทุกตัว ผู้สูงอายุไม่ควรใช้ยาแก้แพ้กลุ่มเก่า เนื่องจากอาจเพิ่มปัญหาเกี่ยวกับต้อหินและต่อม
ลูกหมาก เพราะยามีผลเพิ่มความดันในลูกตาและทำให้ปัสสาวะคั่งได้ อีกทั้งอาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต  

ส่วนผู้ใช้ยาที่แม้ว่าจะยังไม่สูงวัย แต่มีโรคประจำตัวหรือมีการใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยาคลายเครียด ยาต้านซึมเศร้า ก็ต้องระวังการใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยารักษาโรคประจำตัวด้วย  

นอกจากนั้นยาแก้แพ้กลุ่มใหม่ก็ต้องปรับขนาดยาในรายที่มีอาการไตบกพร่องรุนแรง ขอย้ำว่าผู้มีภูมิแพ้ที่ต้องใช้ยา โปรดปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาสุขภาพซึ่งต้องใช้ยาอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ยิ่งต้องระวังการใช้ยาแก้แพ้ ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยาแก้แพ้มากินเองเป็นอันขาด

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่ให้ปลอดภัย ไกลโควิด-19 ด้วยการดูแลตัวเองจริงจัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621655

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่ให้ปลอดภัย ไกลโควิด-19 ด้วยการดูแลตัวเองจริงจัง

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงใกล้สิ้นปี เป็นช่วงแห่งการเฉลิมฉลองของผู้คนหลายคนตั้งใจท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยใจเบิกบาน หลังจากยอมทนเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้านมานานนับปี เพราะไม่ต้องการนำตัวไปเสี่ยงกับเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายในที่ต่างๆ หลายคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบสองเข็มแล้ว บางคนก็ฉีดสามเข็มแล้ว หลายคนจึงมั่นใจว่าตนเองน่าจะมีภูมิคุ้มกันโรคได้ระดับหนึ่งดังนั้นจึงตั้งใจหาที่ท่องเที่ยวเฉลิมฉลองรับเทศกาลปีใหม่กันอย่างครื้นเครง 

เดือนธันวาคมจึงเป็นช่วงแห่งความผ่อนคลายของมนุษยชาติเพราะมีหลายองค์ประกอบ เช่น มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวันมีเทศกาลคริสต์มาส แล้วต่อเนื่องด้วยเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และที่สำคัญคือช่วงนี้วิกฤตโควิด-19 ในบ้านเราลดน้อยลงมาก เพราะฉะนั้นจึงพบเห็นการรวมตัวท่องเที่ยว และจัดกิจกรรมรื่นเริงตามที่ต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า อย่าการ์ดตกเป็นอันขาด เพราะสังคมของเรายังมีความเสี่ยงกับเชื้อโควิด-19 แต่ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าห้ามไปไหนมาไหน และห้ามจัดงานเริงรื่น เพียงแค่ต้องการเตือนสติว่าอย่าการ์ดตกเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องนำไปสู่การ lock down รอบใหม่ เพราะหากต้อง lock down รอบใหม่แล้ว ปัญหานานาชนิดจะตามมาอีกมากมาย 

ดังนั้นก่อนคุณจะไปท่องเที่ยว ไปสังสรรค์สรวลเสเฮฮาปาร์ตี้ คุณถามตัวเองด้วยว่า ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้วหรือยังถ้ายังก็ต้องเร่งฉีดให้ครบโดยด่วน ปัจจุบันการหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในบ้านเราหาได้ง่ายดายกว่าครึ่งปีที่ผ่านมามาก ประเด็นต่อมาคือต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเองในแต่ละช่วงเวลาให้ดี เพราะหลายคนอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่างกัน เช่น คนที่อยู่บ้านเป็นประจำ ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ต้องออกไปพบปะผู้คนมากมายนอกบ้าน คนที่อยู่ในบริเวณอากาศถ่ายเทสะดวก ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าคนที่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา บางคนรับประทานอาหารคนเดียว ก็น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าการรับประทานอาหารกับคนหมู่มาก ยิ่งกินไปคุยไปนานๆก็ยิ่งเสี่ยงมาก เพราะต้องถอดหน้ากากอนามัยเป็นเวลานานหลายคนเลือกจัดกิจกรรมในพื้นที่เปิดโล่งหรือกลางแจ้งมากกว่าจัดในห้องแอร์ หลายที่มีการจัดเตรียมชุด ATK ไว้สำหรับตรวจเชื้อเบื้องต้นสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้อีกระดับหนึ่ง แต่หลายคนอาจมองว่าเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงมองข้ามเรื่องสำคัญนี้ไปซึ่งต้องบอกว่าอย่าเสียดายกับการรักษาความปลอดภัยของสุขภาพของเราทุกคน  

การตรวจร่างกายด้วย ATK ก่อนเข้าไปร่วมกิจกรรมสังคมทุกชนิด นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมประการหนึ่งที่เราทุกคนควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง แต่เราต้องมั่นใจว่า ATK ที่เราใช้ได้มาตรฐานสากล ผ่านการอนุญาตจากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเราสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ antigen test kit”และดูชนิดและยี่ห้อที่ได้มาตรฐานได้จากเว็บไซต์ของ อย. และต้องดูวิธีการใช้ให้ดีก่อนใช้ ATK เพราะแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันบ้าง ขอย้ำว่าการใช้ ATK ที่ไม่ได้มาตรฐานก็คือการไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้ แต่ที่สำคัญคือหากใช้ของได้มาตรฐาน แต่ใช้ผิดวิธีก็ไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึง ATK ได้ในราคาเหมาะสม เพื่อช่วยคัดกรองและลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อ 

สำหรับกลุ่มผู้ทำอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บุคลากร ด้านสาธารณสุข ผู้ให้บริการด้านต่างๆ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า ครู อาจารย์ คนขับรถโดยสารที่ต้องพบปะคนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้เสี่ยงกับการใกล้ชิดและสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นคนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเองตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อด้วย ATK เป็นระยะๆ ในกรณีนี้ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนทางใดทางหนึ่งกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เข้าถึง ATK ที่ได้มาตรฐาน 

มีอีกสิ่งที่อยากจะขอเตือนก็คือ บางธุรกิจมีการกำหนดให้ผู้ให้บริการสวมถุงมือระหว่างการให้บริการลูกค้า แต่ก็เห็นเป็นประจำว่าผู้ให้บริการสวมถุงมือจริง แต่ไม่เปลี่ยนถุงมือหลังจากทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็ใช้ถุงมือคู่เดิมเสิร์ฟอาหาร หรือให้บริการอื่นๆ กับลูกค้า ซึ่งต้องขอเตือนว่านี่คือการกระทำที่ไม่น่าจะถูกสุขลักษณะ เพราะเชื้อโรคจะอยู่ที่ถุงมือ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนถุงมือทุกครั้งเมื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องให้บริการลูกค้า 

หวังว่าทุกคนคงเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสังสรรค์ช่วงปีใหม่นี้ ขอให้เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่หยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ และอย่าลืมว่าเชื้อนี้สามารถกลายพันธุ์ได้เสมอ ดังนั้นต้องรักษาการ์ดให้สูงตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของเราทุกคน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย