ปิดจุดอ่อนสกัดแรงปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816157


ติดเครื่องทำงานทันที ไม่ต้องรำมวยไหว้ครูให้เสียเวลา

ตามโปรแกรมที่ “ครม.ประยุทธ์ 4” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ฤกษ์เข้าร่วมประชุม ครม.ทันที ภายหลังเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนในการปฏิบัติหน้าที่

ไม่จำเป็นต้องฮันนีมูนปรับตัวในการทำงาน เพราะโฉมหน้าทีมงานใหม่ส่วนใหญ่ล้วนแต่คนหน้าเดิม แค่ถูกรีไซเคิล สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งกันเท่านั้น

มีสภาพไม่ต่างจาก “เหล้าเก่าเขย่าขวดใหม่”

จะผิดคาดก็ตรงที่ไม่มี “บิ๊กเนม” อย่าง “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. ติดโผรัฐมนตรีใหม่

หรือกระทั่ง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ยังนั่งเก้าอี้ตัวเดิม ไม่ได้ข้ามชั้นจาก รมช.กลาโหม ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตามกระแสที่ออกมาหนาหู

ไร้ชื่อระดับบิ๊กกองทัพมานั่งสลับฉากรอบใหม่ เลี่ยงเสียงติเตียน ถูกครหาหมุนเวียนตำแหน่งให้คนในรั้วสีเขียวเชยชม

ผู้นำ คสช.ตั้งการ์ดสูง ไม่นำคนสีเดียวกันมาเป็นรัฐมนตรีเพิ่มเสียงวิพากษ์วิจารณ์

แต่ที่ถูกกลั่นกรอง เฟ้นหามือดีมาเป็นการเฉพาะคือ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แม้จะไม่เปลี่ยนหัวขบวนระดับเจ้ากระทรวง แต่ก็เสริมทีมงานมืออาชีพมาเป็นรัฐมนตรีช่วย

แก้เกมในภาวะที่พิษเศรษฐกิจกำลัง “จ่อคอหอย” รัฐบาลอยู่ในเวลานี้

ขนอดีตข้าราชการมือดีผสมผสานหัวกะทิภาคเอกชนมาช่วยงานในกระทรวงหัวใจทางเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศ แบ่งเบาภารกิจเจ้ากระทรวง

ดึง น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ข้ามห้วยเป็น รมช.เกษตรฯ มาช่วยปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร ดูเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น

ควบคู่กับการใช้บริการคนภาคธุรกิจอย่าง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมช.พาณิชย์ ช่วยเรื่องการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ และ นายพิชิต อัคราทิตย์ เป็น รมช.คมนาคม มาช่วยดูแลวางแผนด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เข็นโครงการรถไฟฟ้า

ตั้งแท่นรับมือแนวโน้มสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าในปี 2560 กับปัญหาซ้ำซากเดิมๆ อย่างเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว หรือการส่งออกสินค้า

หัวหน้า คสช.วางช็อตปรับโหมดการบริหารงาน เร่งอุดจุดบอดรัฐบาลทหารเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ให้ตัวเองแบกภาระหลังแอ่นอยู่เพียงคนเดียว

ดูโฉมหน้าและชื่อชั้นทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของ “บิ๊กตู่” ไม่ถึงขั้นขี้เหร่ เป็นการปรับ ครม.ชุดใหญ่เตรียมกรุยทางสู่โรดแม็ปเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความราบรื่น

ในรูปการณ์ที่ผู้นำ คสช.ต้องเร่งไขลานทีมงาน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นคืนชีพหลังปีใหม่ โดยมีอนาคตของรัฐบาลเป็นเดิมพัน

โจทย์เศรษฐกิจกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาล คสช.ต้องแก้เกมให้ขาด ไม่ให้ฝ่ายการเมืองฉวยจังหวะสร้างแรงกระเพื่อม

ตามจังหวะแท็กทีมที่ 3 อดีตนายกรัฐมนตรี นำโดย ทักษิณ ชินวัตร กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมกัน “มอบข้าวจากชาวนาเป็นของขวัญปีใหม่ 2560”

เครือข่ายตระกูลชินฯ เล่นเกมตามน้ำ อาศัยช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หย่อนทุ่นเรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เช็กเรตติ้งแฟนคลับ แหย่หนวด คสช.

ตบมุกตอกย้ำปมราคาข้าวตกต่ำที่เป็นปัญหาเล่นงานท็อปบูตสะบักสะบอมช่วงที่ผ่านมา มาสะกิดใจชาวนาตอนปลายปี เป็นการสั่งสมหัวเชื้อรอวันปะทุ

แม้ในสถานการณ์ปัจจุบัน คสช.ยังกำกระบองยักษ์แน่น สะกดนักการเมือง มิให้ออกนอกลู่นอกทาง

ฝ่ายกองทัพยังคอนโทรลฝ่ายการเมืองได้อยู่หมัด ไม่ปล่อยผีให้นักการเมืองทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ

แต่ถ้าพลาดพลั้ง ฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ปล่อยปัญหาปากท้องชาวบ้านลุกลามขยายวง ได้เจอคลื่นแทรกจากฝ่ายการเมืองรบกวนแน่

เปิดช่องเพิ่มแรงปะทุ รัฐบาลก็อาจหงายหลังได้ทุกเวลา.

ทีมข่าวการเมือง

 

เปิดแผนภารกิจกองทัพพระราชา : เทิดเกล้า-ป้องราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814566


“กองทัพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตลอด สามารถตอบสนองงานของรัฐบาลได้”

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 รู้จักกันดีในนาม “บิ๊กแดง” เน้นน้ำเสียงระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เพื่อต้องการตอกย้ำภาพภายในกองทัพว่า ไม่มีการแบ่งสายระหว่าง “วงศ์เทวัญกับบูรภาพยัคฆ์” ตามที่สื่อมวลชนตั้งให้

กองทัพทำงานเป็นหลักให้ประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้

การดูแลความมั่นคงของประเทศ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทั้งปกป้องและการพัฒนา กองทัพมีแผนอยู่ในมือทั้งหมด แต่ละปีจะต้องมองภาพรวมของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล วัตถุประสงค์หลักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ให้ไว้กับกองทัพบกว่า ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนในทุกรูปแบบ

ในช่วงแรกที่ คสช.เข้ามาได้เดินหน้าจัดระเบียบสังคม อาทิ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์และรถตู้ การปราบปรามยาเสพติด การแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้ามาควบคุม กำกับดูแลและให้นโยบาย

เช่น การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการที่แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี เดิมเป็นพื้นที่สาธารณะประมาณ 10 ไร่ มีเรือสปีดโบ๊ตจอดรุกล้ำพื้นที่มาเป็นเวลานาน เราได้เข้าไปขอความร่วมมือ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เป็นตัวอย่างหนึ่งชี้ให้เห็นว่าทหารเข้าไป ไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ คสช.ให้ไว้ในการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเดินหน้าจัดระเบียบสังคม บางครั้งต้องเข้าใจว่าหน่วยงานพลเรือนหรือราชการยังติดขัด มีผู้มีอิทธิพลหรือมีผลประโยชน์บางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เราเข้าไปเป็นผู้ประสานงานทำให้มันถูกต้อง และผู้ประกอบการที่รู้ว่าทำผิดกฎหมายก็ให้ความร่วมมือ เมื่อให้ความร่วมมือ รัฐต้องเยียวยาหาทางออกให้ พล.อ.ประวิตรยกให้กรณีแหลมบาลีฮายเป็นโมเดลแก้ปัญหาพื้นที่จ.ภูเก็ตและหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

การปราบปรามผู้มีอิทธิพลก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเดินหน้าเข้าไปตรวจค้นอาวุธ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ดำเนินการอะไรที่รุนแรง

สมัยก่อนบางพื้นที่ไม่พอใจก็ใช้ซุ้มมือปืนไปยิงไปฆ่ากัน ภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐก็เกิดความกลัว ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ตอนนี้เบาบางไปเยอะ ผู้มีอิทธิพลบางคนก็ปรับตัว ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกหลายโครงการที่ได้เข้าไปจัดระเบียบสังคม บทบาททหารที่เข้าไป นายกรัฐมนตรีมักย้ำอยู่เสมอว่า จะต้องทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแข็งแรงและส่งมอบให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ

แต่ประชาชนเข้าใจว่าทหารเข้าไปมีบทบาทและทำทุกเรื่อง ทหารทุกคนไม่มีเจตนาใดๆที่จะมาทำอะไรกับประชาชน เรามีหน้าที่ดูแลประชาชน และทหารคือประชาชนคนหนึ่ง เพียงแต่ขอให้เข้าใจถึงบทบาทการทำงาน อาจจะดูหนักไปบ้าง เบาไปบ้าง ขอให้เห็นใจทหารที่เข้ามาดูแลตามจุดต่างๆ ความจริงไม่ใช่หน้าที่ของทหารโดยตรง

โดยเฉพาะขณะนี้ภาวะของประเทศมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ยังไม่รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดีย่อมสะเทือนถึงกันหมด

การทำมาหากินของประชาชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังปล่อยให้บางคนเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยไม่มีใครเข้ามาดูแล ประชาชนก็เดือดร้อน คนที่ได้ประโยชน์เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้น ทหารถึงต้องเข้าไปจัดการแก้ไข

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็เช่นเดียวกันที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นการสะสมของอิทธิพลท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับประเทศมาเป็นเวลานาน สะสมจนเกิดความเคยชิน มีการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ แต่วันนี้ลดน้อยถอยลง เพราะกฎหมายที่ออกมาใหม่ มีอัตราโทษรุนแรงขึ้น

ส่วนการโยกย้ายข้าราชการ ที่ผ่านมาในระบบการเมืองใครไม่ให้ความร่วมมือจะถูกย้าย จนข้าราชการเกิดความกลัว เมื่อกลัวก็ยอมทำตาม ข้าราชการที่แต่งตั้งไปตั้งแต่ระดับเด็กๆ ลองคิดดูมาถึงวันนี้มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน

ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมอว่า เราไม่สามารถจะย้ายข้าราชการที่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับการเมืองได้ทั้งหมด แต่ต้องทำให้เขาเห็นในสิ่งที่ถูกที่ควร ไปกล่อมเกลาจิตใจเขา ยกเว้นข้าราชการที่ไม่ไหวจริงๆถึงจะปรับย้ายออกจากหน่วยงานนั้นไป

ถึงเชื่อว่านายกรัฐมนตรี มีจิตใจดี มีคุณธรรมสูง ปกครองด้วยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง

การทำหน้าที่ดูแลประชาชนและต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล ภารกิจ 2 ด้านนี้บางทีลงมือปฏิบัติอาจจะขัดแย้งกัน จะทำอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า หลักการทำงานเมื่อได้รับงานมา บางอย่างมีความคาบเกี่ยวระหว่างการดูแลประชาชนและการใช้อำนาจ จะต้องมองว่าเมื่อจะให้งานสำเร็จผลไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะได้ผลสัก 70 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องอะลุ่มอล่วยกัน

ในฐานะที่ถืออำนาจรัฐจะต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ ขอให้พบกันคนละครึ่งทาง ถ้าจะประหัตประหารกัน มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทหารก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เมื่อเกิดวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพภาคที่ 1 จะถูกจับตาตลอดว่ามีบทบาทอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า ขอบเขตอำนาจของกองทัพภาคที่ 1 ดูแลพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด 26 จังหวัด และมีหน่วยงานทหารหลักอยู่ในกองทัพภาคที่ 1

บทบาทของกองทัพกับการเมือง เราเป็นทหารของทุกรัฐบาล เป็นทหารในพระมหากษัตริย์

การดำเนินการอะไรไม่สามารถบิดเบือนความจริงได้ เพราะทหารมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 1 มีผู้บังคับบัญชา ประกอบไปด้วย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เราเดินไปในทิศทางและจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือกองทัพจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสุขในทุกรูปแบบ ตามภารกิจที่ต้องดูแล “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน”

ฉะนั้นที่บอกว่ากองทัพภาคที่ 1 ถูกจับตามอง อาจเกิดจากพื้นที่ที่รับผิดชอบ ภารกิจและพันธกิจอยู่ในภาคกลาง บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ตามจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย

มีกองพลรบหลัก 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มีภารกิจรับผิดชอบในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ลพบุรี สิงห์บุรี และอยุธยา กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ นอกเหนือจากกองพลทหารราบหลัก เป็นกองพลยานเกราะ มีกองกำลังบูรพา ดูแลตามชายแดนตะวันออกประเทศกัมพูชา

กองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งมีกองกำลังสุรสีห์ ดูแลด้านทิศตะวันตก ในส่วนของมณฑลทหารบก ก็บังคับบัญชาดูแลในจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย ทำงานพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ทำให้มีบทบาท เมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองก็ต้องเข้าไปดูแลทุกครั้งไป กองทัพก็มีประสบการณ์ ได้เห็นท่าทีต่างๆของนักการเมืองและรัฐบาล

ขณะที่การพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยทหารทุกหน่วย ที่สำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ชาวไทยเคารพและเทิดทูน

ทหารเทิดพระเกียรติและถวายความปลอดภัยในทุกโอกาสทุกเมื่ออยู่แล้ว

ในฐานะที่รับราชการในหน่วยรักษาพระองค์เป็นเวลานาน ตั้งแต่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาถึงผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ที่จะต้องถวายงานต่อพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทำแบบที่เรียกว่า พร้อมถวายชีวิต

แต่ในปัจจุบันสื่อมวลชนทราบดีว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ที่พยายามต่อต้าน บิดเบือนความจริงผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

การที่เป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย แล้วยังทำลายประเทศชาติด้วยการก้าวล่วง ถือว่าไม่ถูกต้อง

ฉะนั้นหน้าที่ปกป้องสถาบันไม่ใช่เพียงทหารเท่านั้น

แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยต้องช่วยกัน.

ทีมการเมือง

 

ปรับ ครม. “ประยุทธ์” ติดข้อจำกัดวัฒนธรรมทหาร : ประชาชนกล้ำกลืน รอคืนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813836


ย่างเข้ากลางเดือนธันวาคม บรรยากาศเทศกาลปีใหม่ก็เร้าเข้ามา

โดยเฉพาะรายการแจก “ของขวัญชิ้นใหญ่” ของรัฐบาล ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ระหว่างวันที่ 14–31 ธันวาคม รวม 18 วัน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการช่วงเวลาดังกล่าว มาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท

หรือที่เรียกกัน โปรโมชั่น “ช็อปช่วยชาติ”

ต่อยอดกับมาตรการ “อัดฉีด” แจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,300–1,500 บาท โอนเงินใส่บัญชีให้ไปใช้จ่ายกันแบบไม่มีเงื่อนไข

ได้รับโบนัสกันถ้วนหน้าทั้งคนจน คนชั้นกลาง

เป็นการใช้โอกาสมอบของขวัญให้ประชาชน แฝงไปกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวลง หวังผลให้เศรษฐกิจขยายได้ตามเป้าหมายที่ 3.3 เปอร์เซ็นต์

เร่งเข็นตัวเลขเศรษฐกิจกันแบบสุดกำลัง

นั่นเพราะตามประเพณีมาถึงช่วงสิ้นปี ก็ถือเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลจะต้องสรุปผลงานในรอบปี โชว์ให้ประชาชนได้เห็นว่ามีอะไรจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

ท่ามกลางเสียงบ่นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน

สถานการณ์สะท้อน “จุดบอด” เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ ตามฟอร์มรัฐบาลทหาร

ยิ่งเป็นอะไรที่ตอกย้ำด้วยวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ที่มีการเปรียบเทียบชั้นเชิงในการแก้ปัญหา ตามจังหวะที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงเหลี่ยมปาดหน้า

ในการเล่นเป็นตัวกลางออกช่วยซื้อขายข้าวให้ชาวนา แก้ปัญหาฉุกเฉินได้ตรงจุดตรงเวลา

ขณะที่รัฐบาล คสช.มะงุมมะงาหรา วิ่งไล่ตามปัญหาไม่ทัน

ภาพมันชัดเจนแบบที่ชาวบ้านมองออกด้วยสายตาเปล่า

นั่นเท่ากับกดดันให้รัฐบาลทหารต้องปรับโหมดการบริหารเพื่อกู้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองนักการเมือง

ประกอบกับความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีตามไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องดึงคนมานั่งตำแหน่งที่ว่างอย่างน้อย 4 เก้าอี้ คือตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ รมว. ยุติธรรม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รมช.เกษตรและสหกรณ์

จังหวะเปิดล็อก บรรยากาศเข้าสู่ห้วงของการวัดใจ

เดาทาง พล.อ.ประยุทธ์ จะเอายังไง ในมุมถ้าปรับเล็ก แค่ไม่กี่ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ก็มองว่า สถานการณ์มันก็จะวนอยู่กับที่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่มุ่งไปที่เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ หรือถ้ายกเครื่องปรับใหญ่แบบล้างไพ่ ก็ต้องเสี่ยงแลกกับภาวะกระเพื่อมภายในขุมอำนาจ คสช.

ออกมุมไหนก็ป่วน ทำให้ตัดสินใจยากพอสมควร

นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องดึงเวลาด้วยการตั้งคนรักษาการในตำแหน่งที่ว่างไปก่อน โดยให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการ รมว.ยุติธรรม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ รักษาการตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ

ทอดจังหวะในการชั่งใจไปอีกพักใหญ่

ตามรูปการณ์เลยทำให้ประเมินได้ว่า โอกาสปรับ ครม.แบบยกเครื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะถ้าปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งคงทำได้เลยไม่ต้องตัดสินใจนาน

ยิ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีว่า หากใคร คนไหนที่ต้องการ อยากกลับไปพักก็สามารถทำได้ ไม่ขัดขวาง

สัญญาณเหมือนการเปิดทางพร้อมล้างไพ่

แนวโน้มเหมือนจะฝืนกระแสไม่ไหว พล.อ.ประยุทธ์ต้องเปิดทางมือบริหารอาชีพมาสลับฉากรัฐมนตรีทหารที่นั่งเกินครึ่ง ครม. ปรับโทนภาพรัฐบาลท็อปบูต

ลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่ตั้งแง่ “แบน” ยาว

กดดันภาวการณ์ทางเศรษฐกิจให้ยิ่งติดล็อกทั้งเงื่อนไขภายนอกภายใน ชนวนอันตรายจากความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้องชาวบ้าน ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า กับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำซ้ำวิกฤติราคาข้าว ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ

โหมดงานหนักๆ สถานการณ์โคตรหินรออยู่ข้างหน้า

ถ้ายังเป็นรัฐบาลทหารฟอร์มเดิม เชิงบริหารสู้มืออาชีพไม่ได้ ผลงานไม่เข้าตาประชาชน อาศัยลำพังแค่ “นายกฯ ลุงตู่” ที่เรตติ้งติดลมบนคนเดียว

มันก็เหนื่อยที่ “นายกฯลุงตู่” จะอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการปรับ ครม.อีกรอบ ในมุมที่มองได้ในลักษณะเป็นการ “ออกตัว” เป็นนัย

สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์บริหารราชการแผ่นดินด้วยนักการเมือง การบริหารงานภายในกรอบของรัฐบาล คสช.เรามีอำนาจในการกำกับดูแล การปฏิบัติงานที่ลงลึกไปถึงทุกกระทรวง โดยเฉพาะอย่างตนเองมีอำนาจที่จะสั่งการทุกกระทรวงด้วยตัวเอง

ทั้งในส่วนความคิดริเริ่ม การมองวิสัยทัศน์ การมองยุทธศาสตร์ชาติ และกำหนดแนวทางปฏิบัติกว้างๆลงไป กระทรวงมีหน้าที่ในการนำไปสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนคิดแผนงานโครงการต่างๆขึ้นมา

ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีมันมีค่าเท่ากัน

ไม่เหมือนกับรัฐบาลอื่นที่ผ่านมาที่เป็นคนละพรรค การเมือง คนละกระทรวง จึงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคแต่ละพรรค ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจึงต่างกัน

อย่าให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก คอยดูแล้วกัน เมื่อปรับ ครม.แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้าง ทุกวันนี้หลายอย่างเกิดผลสัมฤทธิ์มามากพอสมควร

แปลไทยเป็นไทย สรุปใจความสั้นๆ

ใครเป็นรัฐมนตรีไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ “นายกฯ ลุงตู่” บัญชาการเกมเองทั้งหมด

หรืออีกนัยก็คือการปฏิเสธ ไม่จำเป็นต้องดึงมือบริหารอาชีพมาสลับฉาก ที่ผ่านมารัฐมนตรีทหารที่นั่งเต็ม ครม.ก็ทำงานตามยุทธศาสตร์รัฐบาลอำนาจพิเศษ

เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานพอสมควร แต่ประชาชนมองไม่เห็นเอง

ฟันธงตามนี้ การปรับ ครม.ก็คงแค่ขยับกันเล็กๆแทนตำแหน่งว่างเท่านั้น

“นายกฯลุงตู่” ไม่พร้อมเสี่ยงยกเครื่องรัฐบาลให้เกิดแรงกระเพื่อม

แน่นอนในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องพูดให้เห็นภาพทหารกับมือบริหารอาชีพไม่ต่างกัน เน้นจุดสำคัญที่ตัวผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษล้วงได้ทุกกระทรวง

พยายามใช้ “ต้นทุนหน้าตักส่วนตัว” ของนายกฯ ลุงตู่ “ขายพ่วง” ครม.ท็อปบูต

แต่ว่ากันในสายตาของประชาชนทั่วไป โดยต้นทุนเวลาที่ผ่านมา 2 ปีครึ่งของรัฐบาล คสช.มาถึงจุดนี้มันมีคำตอบอยู่ในตัวแล้วกับการใช้บริการทหารมานั่งบริหารเป็นรัฐมนตรี

ตามเงื่อนไขที่เน้นเฉพาะงานด้านความมั่นคง ตรงกันข้ามกับจุดบอดในเชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ

ทั้งๆที่ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 มีอำนาจพิเศษเต็มไม้เต็มมือ

มีทางลัดในการบริหารมากกว่ารัฐบาลนักการเมืองปกติ สะดวกกว่าหลายเท่า

แต่เทียบเนื้องานของรัฐบาลทหาร คสช.กับความคาดหวังอันล้นปรี่ของประชาชนที่รอคอยสัญญาการคืนความสุขแล้ว ถ้าบอกว่าสมน้ำสมเนื้อ

มันก็จะเป็นการโกหกสังคมจนเกินธรรมชาติไป

เชื่อว่า คนฉลาดอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ก็คงเข้าใจได้ถึงสถานการณ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องโดยวัฒนธรรมทหาร อาการ

เกรงอกเกรงใจในหมู่พี่น้องผองเพื่อน

มันสลัดยังไงก็ไม่หลุด

ตามสภาพการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตร “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และทีมงาน คสช. ร่วมเหนื่อยร่วมเสี่ยงยึดอำนาจกันมาก็ต้องตอบแทนกันไป

ทิ้งกันไม่ได้ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน

ถึงจะปั่นผลงานไม่ออก ติดเงื่อนไขในเชิงบริหาร หนีฟอร์มของรัฐบาลทหารไม่ออก

ก็ต้องอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อ

และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จำใจต้องฝืนกระแส เลือกยึดเพื่อนพ้องน้องพี่ในหมู่ทหาร เน้นสถานการณ์ความมั่นคงทางอำนาจ มาก่อนความจำเป็นทางการเมือง

สุดท้ายเลย การปรับ ครม.ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ประชาชนที่ยังหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด

ในสถานการณ์ที่ยังไม่มี “ฮีโร่” คนใหม่มาทดแทน

ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน รอจนกว่าจะครบโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

เลือกตั้ง คืนอำนาจประชาชน.

“ทีมการเมือง”

 

เป้าใหญ่กระแสข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813626


ส่งสัญญาณผ่อนคันเร่งลางๆ

กับท่าทีล่าสุดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่

แบะท่าพร้อมทบทวนเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เปิดช่องให้พรรคการเมืองหายใจโล่งปอดมากขึ้น

อาทิ การยืดหยุ่นกรอบเวลาการหาสมาชิกพรรค จากเดิมต้องให้ครบ 5,000 คน ในปีแรก และครบ 20,000 คน ภายใน 4 ปี เป็นให้มีสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งในช่วงแรกก่อนการเลือกตั้ง

หรือเรื่องทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมืองจำนวน 1 ล้านบาท จากเดิมผู้ก่อตั้งพรรคต้องร่วมลงขันคนละ 2,000 บาท เป็นใครมีมากจ่ายมาก มีน้อยจ่ายน้อย แต่ยังคงทุนประเดิม 1 ล้านบาท เช่นเดิม

“ซือแป๋มีชัย” ยอมอะลุ้มอล่วย ลดโทนความเข้มข้นกฎเหล็กร่างกฎหมายลูกลง ไม่ให้เป็นสายล่อฟ้า เรียกแขกจากฝ่ายการเมือง

รอปรับจูนรายละเอียดรอบใหม่ ส่งให้ กรธ.พิจารณาทบทวนอีกครั้ง

ภายหลังถูกท้วงติง รุมถล่มอย่างหนักจากพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กต่างส่ายหน้า จับมือบอยคอตหลักการร่างกฎหมายพรรคการเมือง

ยังไม่นับรวมพิมพ์เขียวฉบับล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เพิ่งคลี่เนื้อหาให้ยลโฉมสดๆร้อนๆ จำนวน 72 มาตรา โดยเสริมเขี้ยวเล็บ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเชิงรุก สลัดภาพ “เสือกระดาษ” ในอดีต

ติดดาบให้ กกต.มีอำนาจเพียบทั้งการสอบสวน การออกหมายเรียกคดีทุจริตเลือกตั้ง พร้อมดึง ปปง. และ สตง.ร่วมทีมตรวจสอบเส้นทางท่อน้ำเลี้ยงซื้อเสียง

แต่ยังมีปัญหาคาใจเรื่องการกำหนดคุณสมบัติ กกต.ใหม่ ตามเงื่อนไขร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันบางคนหมิ่นเหม่กระเด็นตกเก้าอี้ ภายหลังที่ร่างกฎหมายลูกฉบับนี้ประกาศใช้

รวมถึงการไม่สบอารมณ์ที่ กรธ.ดีไซน์ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” มาทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งในพื้นที่แทน “กกต.จังหวัด”

ตามอารมณ์ขุ่นมัวที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ตัวจี๊ด ติดใจถึงขั้นออกมาวีน “ซือแป๋มีชัย” ก่อนหน้านี้

ก็น่าห่วงว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมจาก กกต.มาร่วมเขย่า กรธ.เพิ่มขึ้นอีกทางหรือไม่

ทิศทางร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถูกตั้งแง่ขวางลำจากฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ และอาจขยายวงไปถึงเครือข่ายแม่น้ำสายต่างๆ ทั้ง ครม.-สนช.ที่ส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาหลายส่วนในร่างกฎหมายลูก เวอร์ชั่น กรธ.

แนวโน้มหนีไม่พ้น กรธ.ต้องไปปรับจูนเนื้อหาร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ ให้เหมาะสม ประสานความพอใจทุกฝ่ายให้ลงตัว ไม่ให้มีปัญหาผูกโยงไปกระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง

กรธ.ยังต้องฝ่าแรงเสียดทานอีกหลายด่าน กว่าจะประคองตัวไปถึงสนามเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับสถานการณ์รัฐบาล คสช.ที่ถูกทดสอบฝีมือแก้ปัญหาหลายเรื่อง อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ คดีวัดพระธรรมกาย รวมถึงคิวแทรกเรื่องร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เปิดศึกคุกรุ่นกับ “สังคมชาวเน็ต” ยื่นรายชื่อประชาชน 3 แสนชื่อ คัดค้านหัวชนฝาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีเนื้อหากระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน

สวนทางสัญญาณทุบโต๊ะของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ยืนยันความจำเป็นต้องมีร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้ได้

กลายเป็นอีกหนึ่งคลื่นแทรกที่รุกไล่เล่นงานรัฐบาลทหาร

แต่ที่ดูหนักหนาสาหัสที่สุด และกำลังกระเพื่อมหนักอยู่ตอนนี้คือ สัญญาณปรับ ครม.ที่ทำท่าลุกลามจากการปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งขยับไปสู่กระแสยกเครื่อง ฟอร์มทีมงานรัฐบาลใหม่

โฉมหน้า “ครม.ประยุทธ์ 4” อาจไม่หยุดอยู่แค่ 3-4 เก้าอี้ตามโควตาที่ว่างลง แต่สั่นคลอนไปถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่มีข่าวกระฉ่อนหนาหูไขก๊อกทิ้งเก้าอี้รัฐมนตรี

จนเจ้าตัวฉุน ออกลูกโหวกเหวกใส่สื่อ ชี้แจงร่ายยาวยืนยันไม่ได้ยื่นใบลาออก และพร้อมนั่งเก้าอี้ทำงานต่อไป

รีบดับกระแสข่าวลือไม่ให้ลามทุ่่ง หลังถูกลากลงมาละเลงในสนามข่าวลวงเป็นระยะๆ

แม้จะเชื่อมั่นในตัว “บิ๊กตู่” น้องเล็กบูรพาพยัคฆ์จะไม่หักหน้าพี่ใหญ่ ตามวิสัยพี่น้องชายชาติทหารที่กอดคอร่วมลงเรือลำเดียวกันมา

แต่ในยามต้นทุนอำนาจของพี่ใหญ่ คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา บารมีไม่แข็งแกร่งแน่นปึ้กเหมือนระยะแรก

มิหนำซ้ำยังตกที่นั่งตำบลกระสุนตกบ่อยครั้ง เป็นเป้าล่อถูกวิจารณ์บั่นทอนภาพลักษณ์รัฐบาลช่วงที่ผ่านมา

จึงหนีไม่พ้นโดนกระแสข่าวลือถล่ม.

ทีมข่าวการเมือง

 

อ่านโผจากสัญญาณผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812711


มหามงคลชีวิต

สำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตามที่ได้กล่าวในช่วงหนึ่งระหว่างร่วมประชุมมอบนโยบายการจัดทำงบฯ ปี 2561

โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงรับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านว่า ขอให้ทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน โดยใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่ได้ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา

“พระองค์ท่านทรงให้สืบสานต่อในสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เสื่อมถอยหรือน้อยลงไปกว่าเดิมที่มีอยู่ ทรงรับสั่งด้วยความห่วงใยในสิ่งสำคัญหลักๆ คือ การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุข การเสริมสร้างอาชีพรายได้ และคุณภาพชีวิต”

“สิ่งสำคัญจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติ ไม่มีความขัดแย้ง”

“บิ๊กตู่” รับใส่เกล้า เป็นเข็มทิศมุ่งในการทำงาน

และแน่นอน คิวนี้ผู้นำได้กำชับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดที่ร่วมประชุมในการสนองพระราชปณิธาน ตามแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยใช้ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ สนองสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่ง

เช่นเดียวกับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นเรื่องที่ “บิ๊กตู่” ย้ำมาตลอด

และที่เป็นช็อตร้อนๆในเวทีนี้ “บิ๊กตู่” เอ่ยถึงปัญหาการทำงาน โดยยกตัวอย่างปมการเชื่อมเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ขาดตอนช่วงสถานีบางซื่อ

“วันนี้หนึ่งกิโลเมตรยังต่อไม่ได้ แต่จะต้องต่อให้ได้ในรัฐบาลนี้ ถ้าต่อไม่ได้จะเล่นงานคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวจะทำเอง 2-3 ปีแล้วติดอยู่นั่น ไม่รู้ติดอะไรนักหนา”

รับก้อนอิฐกันไป ทั้งกระทรวงคมนาคม บอร์ด รฟม.ที่กำกับดูแล

และแน่นอน โฟกัสที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เจ้ากระทรวงคมนาคม มาเจอช็อตไฮไลต์จากผู้นำในช่วงไคลแม็กซ์ เลยต้องอ่านสัญญาณกันให้ดี

เพราะต้องมีคนไปโยงกับการคาดการณ์โผ ครม.คิวใหญ่ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจ เป้าหมายที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ

ถึงแม้เป็นข่าวที่ยังไม่พิสูจน์ทราบเป้าประสงค์ ปล่อยขย่มเขย่าหรือไม่อย่างไร

แต่คิวโพล่งจากปากผู้นำ “รมต.อาคม” สะดุ้งแน่

ประกอบกับประเมินจากการทำงานระหว่างกระทรวงคมนาคม กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ จังหวะของ 2 บิ๊กเนม ยังขาดๆเกินๆ ไม่เข้าขา

ตัวอย่างปมดีลเรื่องรถไฟ รถไฟทางคู่กับประเทศจีน เหมือนคนละทีม ทำคนละทาง

รวมทั้งอีกหลายจุดกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่หากไม่รื้อไม่โละ ผู้นำก็ต้องจูนเครื่อง

ต่างจากอีกช็อตไฮไลต์ของ “บิ๊กตู่” ในคิวเอ่ยในที่ประชุม ครม. ชื่นชมกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในเรื่องการทำงาน ยกเป็นโมเดลตัวอย่างให้กระทรวงอื่นๆ

ทำเอา “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เจ้ากระทรวงหน้าบานไปเลย

กับเรื่องที่คาดการณ์กันได้ถึง “ตั๋วยาว” บนเก้าอี้เสนาบดี

เผลอๆมีพาสชั้น ยกระดับไปอีกขั้น

ล้อไปกับอีกกระแสข่าวที่ปลิวว่อนต่อเนื่องในช่วงนี้ ลือกันหนักถึงการปรับเปลี่ยนในระดับเก้าอี้ของบิ๊ก “คนสำคัญ” ด้านความมั่นคงในรัฐบาลอำนาจพิเศษ มีทั้งข่าวถูกลดอำนาจ โดนถอดงานให้เหลือน้อยลง

ไปจนกระทั่งไขก๊อก “ลาออก” ไปเลย

แต่อย่างที่ว่า ถึงเป็นรัฐบาลท็อปบูต แต่ก็ไม่แพ้ในยุคนักการเมืองในเรื่องของวิชาใต้ดิน ทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย แฝงกลยุทธ์ซ่อนเร้น และมีเป้าหมาย เริ่มมากันถี่

จึงยังฟันธงไปเลยไม่ได้ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

แต่ถ้าสรุปออกมาเป็นข้อเท็จจริง แม้แค่จริงบางส่วนในกรณีนี้ก็น่าจะมีแรงสั่นสะเทือนตามมา

ในระดับ “อาฟเตอร์ช็อก” ของวงอำนาจพิเศษกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไล่กลบแรงกระเพื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811552


อัดแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจมือเป็นระวิง

ตามช็อตต่อเนื่องล่าสุดของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ปล่อยแพ็กเกจ “ช็อปช่วยชาติ” ล่อใจประชาชนควักเงินจากกระเป๋าซื้อสินค้าและบริการ ช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.2559

โดยสามารถนำใบกำกับภาษีรายจ่ายการซื้อสินค้าและบริการในช่วงดังกล่าว มาใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน

โปรโมชั่นการตลาดเดิมๆที่เคยนำมาใช้ได้ผลเมื่อช่วง 7 วันส่งท้ายปี 2558 จนเกิดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบ 9,000 ล้านบาท ถูกนำมาปัดฝุ่นใช้รอบใหม่

มาเที่ยวนี้ ขยายเวลาเพิ่มเป็นทวีคูณ 18 วัน

เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศช่วงปลายปี 2559 ให้คึกคัก ตั้งเป้ามีคนใช้สิทธิ 2 ล้านคน ปั่นให้เกิดเงินสะพัด 20,000 ล้านบาท หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนกว่าเท่าตัว

โมเดลแฮปปี้นิวเยียร์ เอาใจชนชั้นกลาง ต่อยอดจากมาตรการช่วยเหลือคนจนก่อนหน้านี้ที่ให้เงินช่วยเหลือฟรีๆแก่คนมีรายได้น้อยคนละ 1,500-3,000 บาท

ในภาวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กำลังขันนอตสารพัดมาตรการให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในไตรมาสสุดท้าย มาปั๊มชีพจรเศรษฐกิจ เร่งแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ตามผลโพลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่สำรวจความเห็นสิ่งที่ประชาชนอยากได้ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลอันดับแรกคือ การเร่งแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง และการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน

กลายเป็นเดิมพันพิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจ จะลบคำปรามาสทหารแก้เศรษฐกิจไม่เป็น ฉุดเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในต้นปีหน้าได้หรือไม่

บนพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่อยู่ในภาวะทรงๆทรุดๆ โดยมีแรงเสี้ยมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคอยแหย่ให้ “บิ๊กตู่” รีเซ็ตทีมเศรษฐกิจยกลอต

ในคิวที่ยังต้องลุ้นระทึกการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 4” ที่ผู้นำ คสช.ยังเด้งเชือก ไม่มี

คำตอบชัดเจนว่า จะเป็นการปรับเล็ก ไม่กี่ตำแหน่ง หรือยกเครื่องครั้งใหญ่ ปรับหลายกระทรวง

“บิ๊กตู่” อุบไต๋เงียบจนถึงนาทีสุดท้าย ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น เสี่ยงให้เกิดแรงเสียดทานในรัฐบาล ในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านโดยไม่จำเป็น

ควบคู่กับการบล็อกแรงกระเพื่อมที่อาจส่งตรงมาถึงรัฐบาล

ในกรณีข้าราชการประจำตั้งป้อมคัดค้านกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่มีข้อเสนอให้บริษัทประกันเอกชนมารับช่วงทำประกันสุขภาพในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวแทนรัฐบาล

เรียกแขกจากข้าราชการ ส่ายหน้าข้อเสนอกระทรวงการคลังที่ให้เอกชนมาดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแทนสวัสดิการภาครัฐที่ข้าราชการมีอยู่เดิม

จน “บิ๊กตู่” ต้องขยับออกโรงชี้แจงว่า รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องดังกล่าว

ถนอมน้ำใจข้าราชการที่เป็นมือไม้สำคัญ คอยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลทหารมาตลอด

หรือกรณีการปรามเจ้าหน้าที่หยุดออฟไซด์ ประโคมข่าวการเตรียมดำเนินคดี “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมากจนเกินเหตุ

คอนโทรลคดีธรรมกายให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ห้ามกระพือข่าวขยายความ เกรงทำให้สถานการณ์ลุกลามยากแก่การควบคุม

เบรกเกมเปิดศึกเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ-สาวกธรรมกาย

แต่ที่เสียงแข็งหนักแน่นเป็นพิเศษคือ การไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ตามคำขอ

ยังกำดาบมาตรา 44 แน่น ห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหวจัดกิจกรรม

ตามทิศทางที่เบอร์หนึ่ง คสช.ส่งสัญญาณสดๆร้อนๆ ปฏิเสธปล่อยผีนักเลือกตั้งอาชีพ และหากยังไม่ร่วมมือ ไม่ฟัง จะใส่ล็อกเพิ่มขึ้นอีกชั้นด้วย

แสดงจุดยืนชัดเจน ใส่กลอนล็อกประตูให้นักการเมืองถูกพันธนาการต่อไป ไม่กล้าผลีผลามปลดโซ่ตรวนการเมืองให้สุ่มเสี่ยงเกิดคลื่นใต้น้ำ สร้างความวุ่นวายในอนาคต

ผู้นำ คสช.เร่งดับหัวเชื้อความขัดแย้ง สะกดวงจรเสี่ยงทุกช็อตให้นิ่งอยู่กับที่ ในช่วงปลายปีที่รัฐบาลกำลังอวดผลงานสู่สายตาประชาชน

เคลียร์จุดเปราะบาง ไม่เสี่ยงยกระดับแรงกระเพื่อมทุกกรณี.

ทีมข่าวการเมือง

 

บทบังคับให้ต้องเล่น?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810452


เป็นไปตามที่ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ระบุ การเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อเชิญตัวพระเทพญานมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินการตามหมายจับ

ข้อหาฟอกเงิน ฉ้อโกง รับของโจร และคดีบุกรุกพื้นที่ป่า

แต่ยังไม่กำหนดดีเดย์ “บุกธรรมกาย” ชัด ถึงแม้ตามหมายค้นจากศาล จะกำหนดไว้วันที่ 13–16 ธ.ค. แต่รอง ผบ.ตร.ขาบู๊ประกาศจะต้องทำอย่างรอบคอบรัดกุม เล่นไปตามจังหวะ และโอกาส รอ “ปิดเกม”

แต่ยิ่งวาง “เส้นตาย” ก็ยิ่งไปปลุก “แรงต้าน”

เอาเป็นว่า ณ วันนี้ ปม “เจ้าสำนักธรรมกาย” กลายเป็นจุดโฟกัสของผู้คนในสังคม

คิวร้อนฉ่าที่กระทบบ้านเมือง ไม่เฉพาะแวดวงดงขมิ้น เพราะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย กับแรงต้านจากกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อ ออกในเชิงยึดมั่นถือมั่นใน “ลัทธิ”

แต่ไม่ว่าอย่างไร บ้านต้องมีกฎบ้าน เมืองต้องมีกฎเมือง

ถึงจุดที่ต้องพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

อีกทางหนึ่งที่ยังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่เช่นกัน กับกระบวนการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่นำร่องเปิดโฉมฉบับเบื้องต้นออกมาก่อนแล้ว คือร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง

แค่เผยโฉมแรก กฎกติกาใหม่ก็ปลุกกระแสต้านถาโถมทั่วทิศ

เห็นชัด 2 ขั้วค่ายการเมือง เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์ สมานฉันท์ต้านแหลก

และร้องคีย์เดียวกัน ขอ “ปลดล็อก” พรรคการเมืองขยับแข้งขา

ในปมสำคัญของแรงต้าน ว่าด้วยเงื่อนไขกติกาที่วางไว้สำหรับการจดจัดตั้งพรรค ทั้งจำนวนสมาชิกพรรค สาขาพรรค ค่าบำรุงพรรค ทั้ง 2 ค่ายมองว่า สวนทางประชาธิปไตย เป็นกติกาเงื่อนไขที่ทำยาก

ที่ต้องฟังคือ ปิดโอกาสพรรคทางเลือก

ยิ่งกว่านั้น นักการเมืองค่ายเพื่อไทย มองว่ากฎกติกาที่มีเงื่อนไขหนัก ระบุโทษประเภท “ยาแรง” โดยเฉพาะบทลงโทษในเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ถึงขั้นจำคุกและ “ประหารชีวิต”

มองนักการเมืองเป็นอาชญากร

มีเป้าหมายชัดที่ค่ายเพื่อไทย จนทำให้ “อยู่ยาก”

เครือข่ายนายใหญ่ประกาศท่าทีชัด บอยคอตร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

นั่นยังไม่เท่าไหร่ หันมาที่ค่ายประชาธิปัตย์ ตัวจี๊ด ปชป.อย่างนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรค ออกมาทิ่มแรงถึง กรธ. โดยเฉพาะหัวขบวนใหญ่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์”

อัดแรงเป็นแค่ “ช่างไม้รับใบสั่ง” มาวาง “กับดัก”

ที่ร้อนสุด “ตัวจี๊ด ปชป.” โยนของหนักออกมา ระบุถึงกรณีมี สนช.บางรายรับใช้ท็อปบูตบางราย ล็อบบี้ให้คนค่ายประชาธิปัตย์ไปร่วมใน กมธ.พิจารณากฎหมายลูก

เตรียมสะกิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อย่ายอมเป็นเครื่องมือ เช่นเดียวกับการประสานร่วมแผนลับอื่น

“ใครที่ดูถูกนักการเมืองชั่วหมด เลวหมด แล้วยังมีคนมาล็อบบี้ให้ไปยกมือในสภาฯให้เขาเป็นนายกฯอีกหรือ”

แฉโพย “ดีลลับ” โยงเก้าอี้ “ผู้นำ”

ลีลาหนักๆจาก ปชป.ที่ต้องจับตา เลิกติดลูกเกรงใจท็อปบูต ไม่หวั่นสะเทือนเกมเกาะเกี่ยววงโคจรอำนาจ เพราะเล่นไปตามน้ำไหลไปตามกระแส หรืออ่านทางแล้ว ในฐานะอีกขั้วใหญ่ที่เคยเป็นแนวร่วมชนิด “คนกันเอง”

มั่นใจ ยังไงก็ไม่หลุดจาก “แผนการทำทีม”

ถึงแม้ดีลเมกเกอร์ระดับ “เทพ” อย่าง “ลุงกำนัน” เตรียมถอยจากค่ายไปสร้างที่สร้างทางเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงกระเพื่อมเริ่มก่อหวอด ก็ถือเป็นงานหนักของผู้คุมเกมประเทศ หากคุมแรงต้าน 2 ขั้วพร้อมกันไม่ไหว เดินหมากอัดยาแรงกันผิดจังหวะ

โอกาสที่ฝ่าย “การเมือง” จะผสมโรงพลิกเกมได้ทุกเมื่อ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ค่อยๆล็อกเข้าเหลี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809387


โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกของการขึ้นทรงราชย์ เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้กลับตัว ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์กับประเทศชาติสืบไป

โดยนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า กรมราชทัณฑ์จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการ เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ต้องขังได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประมาณ 1 แสนราย และได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำประมาณ 30,000 ราย

แน่นอน จุดสนใจของสังคมก็คงจะอยู่ที่คนดังในแวดวงการเมืองและธุรกิจที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำหลายราย

เบื้องต้นเลย หนึ่งในชื่อที่อยู่ในข่ายพ้นโทษก็คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย “จอมโวยฝีปากกล้า” ที่โดนศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีสั่งรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท ชดใช้ความผิดในเรือนจำมาเกือบปีแล้ว

ยังมีอีกหลายคนที่เป็นอดีตรัฐมนตรี นักการเมืองใหญ่ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่แนวโน้มได้สิทธิตามเงื่อนไข ถ้าไม่ได้รับการปล่อยตัวก็ได้ลดโทษลดจำนวนเวลาจองจำลง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อานิสงส์นี้ไม่ได้ส่งถึงพวกติดคดีที่ยังไม่ได้รับโทษคุมขังแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับพวกที่จ่อรอเข้ารับการชำระโทษในระยะเวลาอันใกล้

ตามฉากเร้าสถานการณ์ “เส้นตาย”

ทีมงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประชุมร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจ วางแผนปฏิบัติเข้าล็อกตัว “ธัมมชโย” เจ้าสำนักธรรมกาย มาดำเนินคดีจากที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงินและรุกป่า

ตั้งท่าบุกปิดเกมในไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

ในขณะที่ฝั่งธรรมกายก็มีการเรียกระดมลูกศิษย์ร่วมพิธีสวดมนต์ “ล้านจบ” วางหมากใช้คนเป็นกำแพงมนุษย์ในการอารักขาเจ้าสำนัก วางกำลังคุ้มกันเต็มอัตราศึก

ขู่กันโต้งๆเลยว่า อาจมีเจ็บตายจำนวนมาก

แน่นอน จากอาการตั้งป้อม “สู้ตาย” มันกระตุกอาการพะว้าพะวังของเจ้าหน้าที่ได้ผลทุกครั้ง

เพราะมันเสี่ยงกับการเกิดเหตุสูญเสียที่ประเมินไม่ได้

หากมีการบุกเข้าไปแบบบุ่มบ่าม โดยไม่รู้ใครเป็นใคร ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ในสถานการณ์ที่อ่านไต๋ฝ่ายธรรมกายเองก็ดึงจังหวะวัดใจ พร้อมลากเกมเข้าสู่จุดปะทะ

แถมไม่มีหลักประกันอารมณ์ของพวกคลั่ง “ลัทธิ”

และถ้าเกิดเหตุนองเลือดสูญเสีย ฝ่ายที่รับผิดชอบหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ทางการ

รัฐบาล คสช.คงต้องตกเป็นจำเลยสังคม

และโดยแนวโน้มสถานการณ์ก็หนีไม่พ้นลามไปผสมหัวเชื้อไฟสะสมชนวนความขัดแย้งระหว่างขั้ว ความเกลียดชังระหว่างสีที่สุมอยู่ใต้อำนาจพิเศษ

อาจลุกพรึบพรับ ลามจนยากแก่การควบคุม

เป็นสถานการณ์ที่ไม่ส่งผลดีต่อช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน และโดยเฉพาะในบรรยากาศช่วงพระราชพิธีสำคัญ

ได้แค่แหย่เท่านั้น เดาทางรัฐบาล คสช.คงไม่เสี่ยงหักดิบ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ยุทธการเช็กบิล “ธัมมชโย” จะจนแต้ม

ว่ากันตามยุทธศาสตร์ “ค่อยๆนวด” แบบที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้คุมเกมนำร่อง ลากมาจนเกือบถึงปลายทาง

เน้นเดินตามเหลี่ยมกฎหมาย จนล็อกเจ้าสำนักธรรมกายเข้าเหลี่ยมเงื่อนตาย ถึงวันนี้ยังไม่มอบตัว แต่ก็เหมือนติดคุก เพราะกักบริเวณอยู่แค่ภายในวัด

และถ้าโดนดำเนินคดีอาญา ไม่ได้ประกันตัวก็ต้องสึกจากความเป็นพระตามกฎหมาย

ตามรูปการณ์ยุทธการปิดประตูตีแมวจะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ นับจากการ “ถอดปลั๊ก” ช่องสถานีโทรทัศน์ DMC TV ของสำนักธรรมกาย จอดำตามคำสั่ง กสทช. ปิดช่องทางการติดต่อกับสาวก

ช็อตต่อไปก็น่าจะอยู่ที่ยุทธการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง”

ศิษย์เอกอย่าง “เจ้าสัวสามีดารา” หรือเสี่ยยักษ์อสังหาริมทรัพย์ ก็คงไม่อยากเสี่ยงกับมาตรการไล่บี้ไล่ต้อนให้กระเทือนอาณาจักรธุรกิจส่วนตัว

แค่ขู่เช็กบิล ไล่บี้ภาษีก็กลัวกันตัวสั่นแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

เริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปพรรคการเมือง : เซ็ตอัพอุดมการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807882


ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องเปลือยเปล่าให้เห็นเนื้อหา

นั่นคือสภาพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกบรรดานักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ถูกกระทบชิ่งไปด้วย กลับชิงเปิดให้เห็นเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไปก่อน

เพื่อให้บรรยากาศการเมืองผ่อนคลายขึ้นและประกอบการรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อยพรรคการเมืองจะได้รู้ดำรู้แดงกันเสียทีว่า ถูกตีกรอบจับเซ็ตซีโร่หรือไม่ แม้ กรธ.ทิ้งท้ายถ้อยคำเอาไว้ทุกหน้ากระดาษของร่างกฎหมายว่า “อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม”

ขั้นตอนนับจากนี้ไป กรธ.จะต้องยกร่างกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ให้แล้วเสร็จภายใน 280 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ทันในกรอบเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับ

ถ้า สนช.พิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่า สนช.เห็นชอบตามที่ กรธ.เสนอ

เมื่อที่ประชุม สนช.พิจารณาเสร็จให้ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือ กรธ.พิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.เห็นกฎหมายลูกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกนั้น

และให้ สนช.ตั้ง กมธ.วิสามัญคณะหนึ่ง 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ สนช.และ กรธ.ที่คณะ กรธ.มอบหมาย ฝ่ายละ 5 คน

พิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างเพื่อให้ความเห็นชอบถ้า สนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่าเห็นชอบตามร่างที่ กรธ.เสนอ กรณี สนช.มี “มติไม่เห็นชอบ” ด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ให้ “ร่างเป็นอันตกไป”

ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับนี้ กมธ.ยกร่างเพื่อตอบโจทย์การยกระดับพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองจริงๆ ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค

การดำเนินกิจกรรมของพรรคเป็นไปโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

และออกแบบมาตรการกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เนื้อหาในภาพรวมสร้างเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ทุกพรรคการเมืองต้องจัดประชุม เพื่อเปลี่ยนตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกาศใช้ จนถูกนักการเมืองบางคนระบุว่าพรรคการเมืองจะถูกรีเซ็ตหลังจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองประกาศใช้

และในหมวดการจัดตั้งพรรคการเมืองยังกำหนดเอาไว้ว่า การตั้งชื่อพรรคการเมือง ชื่อย่อและภาพเครื่องหมายของพรรคต้องไม่มีลักษณะต้องตามของพรรคการเมืองที่ถูกยุบและยังไม่พ้น 20 ปี นับตั้งแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ

“แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันที่ กรธ.ส่งร่างกฎหมายให้ สนช.ก็จะเปิดรับฟังและยังแก้ไขได้อยู่เสมอ” นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. และในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน กรธ.เกริ่นให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เปิดประตูให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสนอความเห็น เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง จรรโลงประชาธิปไตย

ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จะเปิดเวทีรับฟังจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง
ประเด็นไหนปรับได้ก็ปรับ แต่หากปรับไม่ได้ก็จะแนบท้ายส่งให้ สนช.ไปประกอบการพิจารณา

ที่ผ่านมา กรธ.ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเลือกที่รักมักที่ชังพรรคใดพรรคหนึ่ง เราดูจุดเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกับผู้ใช้อำนาจ อิงสถานการณ์ของทั่วโลกและดูอนาคตด้วยว่าจะเป็นอย่างไร

เพราะการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน เข้ามาใช้อำนาจบริหารประเทศ โดยกำหนดนโยบายออกมาเป็นแพ็กเกจ ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ที่ต้องสอดคล้องเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันหมด

โดยเริ่มจากผู้มีอุดมการณ์เดียวกันและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด จำนวนไม่น้อยกว่า 500 คนร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมาย ก่อนยืนคำขอจดทะเบียนตั้งพรรค ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคต้องประชุมกันก่อนโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 250 คน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมือง คนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

สมาชิกพรรคต้องเสียค่าสมาชิกปีละ 100 บาท จะมากกว่านี้ก็ได้ เก็บค่าสมาชิกได้เท่าไหร่ กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองจะเติมเต็มให้เท่านั้นตามเพดานที่กำหนดไว้ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อกระตุ้นให้หาสมาชิก และอีก 50 เปอร์เซ็นต์ กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองจะสมทบตามจำนวน ส.ส.

การจ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมือง และเป็นทุนรอนสำหรับทำกิจกรรม ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายของพรรค

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองขนาดเล็กมักมีปัญหา เพราะไม่มีเงินจากค่าสมาชิก ก็ไปจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ทำให้บางพรรคตั้งขึ้นมาเพื่อรับเงินก้อนนี้ แต่ไม่ได้หวังที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

แต่เราต้องการให้พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ พรรคขนาดเล็กมีโอกาสเติบโต ตั้งพรรคง่ายขึ้น แล้วค่อยๆหาเสียงสะสมหาสมาชิกไปเรื่อยๆ ภายใน 4 ปีต้องมีสมาชิกพรรคขั้นต่ำ 2 หมื่นคน

ถึงอย่างไรก็ต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาลงสมัครแล้วได้คะแนนเสียงไม่ถึง 2 หมื่น จะเอา ส.ส.ที่ไหนล่ะ

มองอีกมุมหนึ่งเหมือนพรรคใหญ่จะได้เปรียบ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งพรรคเล็กๆก็มีโอกาสแจ้งเกิด เพราะเราต้องการให้พรรคเก่าปรับปรุงตัวเองและมีพรรคใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมืองถูกบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อต่อการเกิดพรรคการเมืองที่จะสืบทอดอำนาจต่อจาก คสช. นายชาติชาย บอกว่า ขณะนี้พรรค
การเมืองที่สืบทอดอำนาจจาก คสช.ยังไม่มี

หลักการตั้งพรรคการเมือง เมื่อตั้งแล้วจะไปมีความสัมพันธ์กับกลุ่มไหนถือเป็นเรื่องของเขา แต่ขอยืนยันในตัวกฎหมายไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร

ฉะนั้นขอยืนยันอีกครั้งว่า กรธ.ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง จรรโลงประชาธิปไตย จะได้นักการเมืองที่เข้าไปทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์โลกและเดินตามยุทธศาสตร์ชาติตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังร่างออกมาเป็นกฎหมาย

ขอให้พรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า เข้ามาร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศจะเดินไปทางไหน ไม่ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะมีขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง ควรมาช่วยกันทำ ไม่ใช่มาก่นด่าหลังจากยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้วว่า เป็นการบังคับให้ทำตามกรอบที่กำหนดไว้ ทั้งที่ยุทธศาสตร์ชาติสามารถปรับได้ตามสถานการณ์โลก

แต่ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกมันไม่ดี หลายประเทศมีปัญหา อาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยรัฐบาลต้องหาวิธีการให้ประชาชนยอมรับสภาพความเป็นจริงถึงปัญหาดังกล่าว

เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ย่อมมีผลต่อการเมืองที่จะทะเลาะกัน ยิ่งในระยะนี้เรามีการเปลี่ยนผ่านในช่วงสำคัญ จะทำอย่างไรให้ประเทศ ไทยปลอดภัยไว้ก่อน ประคับประคองให้การเมืองนิ่ง

พรรคการเมืองต้องยึดผลประโยชน์รวมของประเทศ ประคับ ประคองกันไปก่อน นี่คือข้อกังวล

เพราะเวลาเขียนกฎหมายก็กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนตอนทำรัฐธรรมนูญปี 2540 วาดฝันเอาไว้สวยหรู แต่พอเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ทุกคนต้องเอาปากท้องเอาตัวเองให้รอดก่อน

จนลืมหลักการที่ดีๆของรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายเป็นชนวนเหตุหนึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้.

ทีมการเมือง

 

โฉมหน้าครม. วัดดุลอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807176


ภาคบังคับ “ประยุทธ์” ยกเครื่องคณะรัฐมนตรี

บรรยากาศในห้วงเปลี่ยนผ่านฤดู

ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เข้าสู่หน้าหนาว แม้แต่กรุงเทพมหานครก็อากาศเย็นลงจนรู้สึกได้ ในขณะที่ภาคใต้ฝนตกอย่างหนัก หลายจังหวัดต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมใหญ่

สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง อยู่ในภาวะวิกฤติหนักในรอบหลายปี

โดยที่ความเดือดร้อนของราษฎรอยู่ในสายพระเนตร พระกรรณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “รัชกาลที่ 10” พระราชทานถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย

พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย ก็ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์นำชุดธารน้ำใจจากสภากาชาดและน้ำดื่มมอบให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อน
ด้วยน้ำพระทัยช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทั้งทหาร คสช. กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย

มีการมอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนด้วยตนเอง

ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ก็เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนคร-ศรีธรรมราช เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน พร้อมสั่งการกำลังพลของกองทัพในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน
รัฐบาล กองทัพ ต้องระดมการช่วยเหลือเต็มอัตรา

สะท้อนภาวะซีเรียสของสถานการณ์

และโดยปรากฏการณ์ต่อเนื่อง จากเหตุฉุกเฉินน้ำท่วมภาคใต้ ภาวะความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวบ้าน มันก็มาเพิ่มโจทย์ทดสอบเชิงบริหารของรัฐบาลทหาร คสช.

ที่กำลังมะงุมมะงาหลากับโจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจ

“ติดหล่ม” เข็นไม่ขึ้น จากแรงกดทับสารพัดด้าน

อีกทั้งโดยจังหวะก็เดินมาถึงจุดสำคัญ ตามเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังจาก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม ลาออกจากตำแหน่งไปเป็นองคมนตรี

ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงอีก 2 ที่นั่ง

ประกอบกับตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไอซีทีเดิม ที่ว่างมาระยะหนึ่งหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม

รวมไปถึงสถานการณ์ก่อนหน้าที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ แสดงท่าทีชัดเจนในการขอให้มี รมช.เกษตรฯมาช่วยทำงานในกระทรวงที่มีภารกิจจำนวนมาก

จากเงื่อนไขอย่างน้อยก็ต้องมีการตั้งรัฐมนตรีเพิ่มใหม่อีก 4 ตำแหน่ง

คิวขยับปรับเปลี่ยน ครม. “ประยุทธ์ 4” ต้องมีขึ้นในไม่ช้า

แม้ ณ ห้วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังดึงจังหวะ ทอดเวลาออกไป โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายก- รัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม และนายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ทำหน้าที่รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ

รอเวลาดำเนินการปรับ ครม.ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ซึ่งเบื้องต้นเลยก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ในมุมของการหาคนมาแทนทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์และ พล.อ.ไพบูลย์ ที่ถือเป็นรัฐมนตรีระดับ “มืองาน” คนสำคัญของรัฐบาล

การหามือระดับเดียวกันมาแทนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องใช้เวลาสักระยะในการพิจารณารัฐมนตรีที่รู้มือรู้ใจ

แต่นั่นก็เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ กับเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่จุดที่ตอบโจทย์ปัญหา เมื่อเทียบน้ำหนักกับปมใหญ่ของรัฐบาล คสช.

มันอยู่ที่การตอบโจทย์ในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ

ประเมินจากทิศทางกระแส มาถึงตรงนี้เป็นการเดาใจ พล.อ.ประยุทธ์จะปรับเล็กแค่ไม่กี่ตำแหน่งหรือปรับใหญ่แบบยกเครื่องไปเลย

แน่นอน ถ้าออกแนวปรับเล็ก ทดแทนเก้าอี้ที่ว่าง

ตามแนวทางหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อม ไม่กล้าเสี่ยงวงแตก

จำเป็นต้องประคองฐานอำนาจ คสช.ไว้

มันก็หนีไม่พ้นถูกวิจารณ์ในเรื่องของอาการเกรงใจพี่ๆน้องๆเพื่อนๆ พล.อ.ประยุทธ์ผู้กล้าท้าชนสิบทิศ แต่ไม่กล้าแตะต้องคนแวดล้อมใกล้ชิดตามฟอร์ม

โดยสถานการณ์ก็ยังคงวนอยู่กับที่ไม่ไปไหน

ปรับ ครม.ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ในขณะที่แรงกดดันก็ยกระดับขึ้นทุกวันตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจติดหล่มลึกลงทุกขณะ ปัญหาความ เดือดร้อนปากท้องชาวบ้านก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

สถานการณ์หากินฝืดเคืองสวนทางกับภาวะข้าวยากหมากแพง

แรงกดดันจากความไม่พอใจรัฐบาลทหารจะแปรผันตามความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน

ไหนจะปมความไม่โปร่งใสจากกรณีคนในเครือข่ายอำนาจ คสช.ที่มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายตัวเอง ถูกตั้งแง่สงสัยในพฤติกรรมที่เริ่มไม่แตกต่างจากนักการเมืองที่เคยด่าไว้

ชนวนอันตราย เชื้อไฟพร้อมลามสุมพรึบได้ทุกเมื่อ

เชื่อว่า ประเด็นนี้ต่างหากที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์คิดหนัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินจากการดึงจังหวะ ทอดเวลาออกไป โดยที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่รีบปรับครม.แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งๆที่ทำได้เลย ถ้าตัดสินใจจะปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่ง

นั่นย่อมแสดงถึงการชั่งใจ แนวโน้มจ่อรื้อใหญ่ครม.ก็เป็นไปได้สูง

ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ยังพูดเป็นนัย รัฐมนตรีใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร แต่ต้องทำงานได้

มันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างสอดรับไปในทิศทางเดียวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เสียงเรียกร้องให้มีการปรับโทน ลดภาพของคณะรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยทหาร

เพื่อคลายสถานการณ์ ผ่อนแรงต่อต้านจากทั้งในและต่างประเทศ

เพราะมันปฏิเสธไม่ออก ในเมื่อสถานการณ์อย่างที่เห็นๆกัน ผ่านมากว่า2 ปีครึ่ง ตามเงื่อนเวลาเข้าสู่ห้วงปลายเทอมโรดแม็ป คสช.

โดยสภาพรัฐบาลที่เลือกใช้บริการทหารนั่งเป็นรัฐมนตรีเกินครึ่ง ครม. มีดีเฉพาะสถานการณ์ด้านความมั่นคง แต่ปั่นเนื้องานด้านอื่นไม่ออก

ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่ไม่เชี่ยวเชิงบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ยิ่งต้องเจอกับมาตรการแซงก์ชั่นจากต่างประเทศที่ไม่ยอมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตย

มันก็เลยยิ่งหืดขึ้นคอไปกันใหญ่

และก็เป็นอะไรที่เลยโหมดสถานการณ์หลังยึดอำนาจไปแล้ว รัฐบาลไม่ต้องเน้นปัจจัยด้านความมั่นคง

เมื่อเทียบภาวะความจำเป็นในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์เร่งด่วนเฉพาะหน้าในการกู้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว

เหตุผลที่ต้องใช้บริการทหารน้ำหนักเหลือน้อยเต็มที

พล.อ.ประยุทธ์ก็คงประเมินออก ถ้าการปรับครม.ยังออกมารูปเดิม แค่ขยับเล็กๆแทนตำแหน่งว่าง รัฐมนตรียังเต็มไปด้วยท็อปบูต แรงเสียดทานทั้งในและต่างประเทศไม่ลดดีกรีลง

สถานการณ์ปัญหาก็ยังวนซ้ำซาก

ผลงานการคืนความสุขให้ประชาชนตามสัญญา ยังจับต้องไม่ได้

นั่นไม่อันตรายเท่ากับว่า ด้วยปัญหาสะสมของรัฐบาลทหาร นับวันจะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะเป็นแรงฉุดการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

นี่แหละประเด็นที่มีน้ำหนักมากสุดต่อการตัดสินใจ

เอาเป็นว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นจุดชี้วัดครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ผู้มีฐานต้นทุนสนับสนุนทางสังคมสูงที่สุดในรัฐบาล ตามผลโพลที่สะท้อนมาตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

จะเป็นการพิสูจน์ว่า พล.อ.ประยุทธ์คือผู้ถือดุลอำนาจตัวจริงหรือไม่

เหนืออื่นใด มันจะเป็นจุดที่ประชาชนคนไทยประเมินสถานการณ์ดุลอำนาจภายใต้มือของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

ทิศทางการเดินไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

มีโอกาสถึงเป้าหมายปลายทางในการนำประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์หรือไม่

สำคัญที่สุด มันจะเป็นคำตอบถึงสถานภาพของพล.อ.ประยุทธ์

ยังอยู่ในจุดที่พร้อมจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านอยู่หรือเปล่า.

“ทีมการเมือง”