ด่านสุดท้ายอยู่ที่สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806952


แขวนโจทย์ร้อนไว้ชั่วคราว

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่เร่งปิดจ๊อบ ปรับ ครม. เรือแป๊ะรอบใหม่ แทนที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม และ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นองคมนตรี

“บิ๊กตู่” ยังนิ่งเงียบ ไม่บุ่มบ่ามเซ็ตทีมงานใหม่ ขอตีกรรเชียงประคองตัว ใช้วิธีแต่งตั้งผู้มีหน้าที่รักษาการทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีเดิมไปพลางก่อน

เช่นเดียวกับคนที่เป็นแคนดิเดตว่าที่รัฐมนตรีใหม่ ยังเก็บปิดปากเงียบ ไม่ตีปีกออกนอกหน้า เต้นไปตามโผที่แพร่สะพัดอยู่ในเวลานี้ ต้องรอดูท่าทีจากหัวหน้า คสช.

โฉมหน้า ครม. “ประยุทธ์ 4” คงต้องทอดยาวออกไปอีกระยะ โดยยังไม่รู้แนวโน้มว่า เป็นการปรับเล็ก เฉพาะตำแหน่งที่ว่างลงไม่กี่เก้าอี้ หรือปรับใหญ่ เพื่อยกเครื่องการทำงานใหม่ทั้งคณะ

ในบริบทที่หัวหน้า คสช.เอ่ยถามกันตรงๆกลางวง ครม.ว่า มีรัฐมนตรีคนใดทำงานไม่ไหว อยากพักหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การปรับ ครม.เที่ยวนี้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ “บิ๊กตู่” ต้องคิดหนักและรอบคอบในการวางตัวมือทำงานชุดใหม่ให้เข้าขากันมากที่สุด ไม่ให้ขบเหลี่ยมขัดขากัน จนกระทบต่อการทำงานรัฐบาล

บนสถานการณ์ที่มีอนาคตรัฐบาลเป็นเดิมพันหลังจากนี้ ท็อปบูตเตรียมฮึดก๊อกสองปั่นผลงาน เร่งสร้างแรงศรัทธา และความเชื่อมั่นต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

ไม่ให้เป้าหมายที่วางไว้ต้องสะดุด เพื่อขับเคลื่อนโรดแม็ปให้เป็นไปตามปฏิทินที่วางไว้

ในสถานการณ์ล่าสุดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพิ่งปล่อยของลอตใหม่ออกมาให้ยลโฉม

พิมพ์เขียวร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เวอร์ชั่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ยังคงคอนเซปต์ยาขมสำหรับพรรคการเมือง เป็นช็อตต่อเนื่องจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับ “ประชามติ” ที่เล่นงานนักการเมืองเบ้หน้าไปก่อนหน้านี้

ตั้งป้อมคุมเข้มพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ทั้งเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง การจ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง การตรวจสอบกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคอย่างเข้มงวด

กำหนดสเปกสูงลิบ พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคภายใน 4 ปี ไม่น้อยกว่า 20,000 คน ต้องมีการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำทุกจังหวัด และการตั้งสาขาพรรคให้ครบทุกภาค

พรรคการเมืองขนาดเล็ก ขนาดกลาง ส่อแววเหนื่อยรากเลือด ทรงตัวอยู่ยากในอนาคต

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็ถูกตีกรอบให้คณะกรรมการบริหารพรรคคอยควบคุมสมาชิกพรรคไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

หากเข้าเกียร์ว่าง ปล่อยให้ลูกทีมทำผิด มีสิทธิกระเด็นตกเก้าอี้ทั้งคณะ และถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นของแถมอีก 20 ปี

กรธ.ยัดไส้ยาแรงหลายขนาน เนื้อหาสร้างความสาหัสให้นักเลือกตั้งอาชีพ ผิดธรรมชาติจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองในหลายยุคที่ผ่านมา

ร่างกฎหมายลูกฉบับแรกถูกส่งสัญญาณเขย่านักการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กต่างดิ้นพล่าน ส่ายหน้ารับไม่ได้กับกติกาฉบับให้โทษพรรคการเมือง

กระตุกแรงกระเพื่อมจากฝ่ายการเมืองทุกค่าย เรียกร้องให้กรธ.แก้ไขเนื้อหาแต่เนิ่นๆ

ยังไม่รวมร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 3 ฉบับ ที่ กรธ.ยังไม่ปล่อยของออกมาเขย่าขวัญนักการเมือง

อย่างไรก็ตามแม้ฝ่ายการเมืองจะโหวกเหวกเสียงดังแค่ไหนก็หนีไม่พ้น ต้องทำใจรับสภาพ ปรับตัวให้เข้ากับกติกาฉบับใหม่

แต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ ขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะรับไม้ร่างกฎหมายลูกจาก กรธ.ไปปรับปรุงแก้ไขเป็นด่านสุดท้าย เพื่อไฟเขียวให้กฎหมายมีผลบังคับใช้

ยังไม่รู้ว่า จะรีเซ็ตเนื้อหาของ กรธ.ให้รุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ ตามอารมณ์ลึกๆของ สนช.บางส่วน ที่อยากสังคายนาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ขอให้ล้างไพ่ จดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

ฝ่ายการเมืองยังได้ลุ้นหนาวๆร้อนๆกันอีกหลายยก

กรธ.ยังแค่ด่านเริ่มต้น ด่านสุดท้ายของ สนช.น่ากลัวกว่าเยอะ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ติดเดิมพันพ่วงกันไป?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805941


อ่านทาง คิวปรับ ครม.หลังจาก 2 รัฐมนตรี “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อำลาตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.ยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

มีคิวพ่วงอีก 1 เก้าอี้แน่ๆ ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เก้าอี้ยังว่างอยู่

ยังไม่รวมจากข่าวโยกสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้ ต้องนำคนเข้ามาเสริมแทน

นับรวมแล้วแค่เบื้องต้นก็ปาเข้าไป 4–5 กระทรวง

แถมล่าสุด ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า สัปดาห์หน้าถึงจะได้เวลาเข้ากระทรวง เพื่อพูดคุยเรื่องงาน

จบข่าว “เกมไว” อาจต้องปรับรื้อกันหลายจุด

สรุปรวม ข่าวโผ ครม. “สื่อตั้ง” ที่มาหลากหลาย ทั้งมีข้อมูลข้อเท็จจริงบางส่วนเสี้ยว ข่าวจากกระแส ไปกระทั่งข่าวลอยลม “หวังผล” เรื่องแรงลุ้นแรงดัน กระทั่งโยนชื่อออกมาล่อสหบาทา

“ปล่อยของ” ฝุ่นตลบ ไม่แพ้โผ ครม.ยุคนักการเมือง

ทั้งนี้โปรแกรมใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่าน โฉมหน้า ครม.จะชี้วัดหลายอย่างสำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

ตรวจดีกรีอำนาจ “คนคู่แห่ง คสช.”

ยังมีอีกจุดที่ต้องจับตา คือ “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล”

ในภาวะที่ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” อย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ เข็นทุกมาตรการ อัดฉีดกันทุกระดับ แต่ก็ยังฉุดเศรษฐกิจให้ฟื้นยาก

นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และต้องตามแก้มาตรการแซงก์ชั่นจากโลกตะวันตก

อยู่ในภาวะติดหล่ม “รัฐบาลท็อปบูต”

ทำให้ภาพรวมเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินเครื่องฝืดแทบทุกตัว

ตัวเลขส่งออกมีโอกาสพลาดเป้าจากที่ตั้งใจเข็นให้เป็นบวก กระทบราคาพืชผลการเกษตร ตัวเลขจีดีพี เข็นเต็มที่ได้แค่ไม่ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์

ถึงได้ภาคท่องเที่ยวและบริการมาอุ้มภาพรวม และหวังผลภาคหน้า กับการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ ฯลฯ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการจับจ่ายใช้สอยในภาคประชาชน

โดยจุดสำคัญอยู่ที่ดัชนีชี้วัด “ปากท้องชาวบ้าน”

ขณะที่คิวปรับเปลี่ยนเสริมทัพทีมเศรษฐกิจในห้วงที่ยังหามืองานมาเสริมไม่ง่าย

แต่อย่างไรก็ตาม รอบนี้ “บิ๊กตู่” ก็คงถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โดยเฉพาะรายการแก้ปมขบเหลี่ยมปีนเกลียวระหว่างกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

ต้อง “จูน” หลายจุดเหมือนกัน

ขณะที่ “ดร.สมคิด” เอง กับโจทย์เศรษฐกิจนอกจากเป็นเดิมพันสำคัญกับภาวะความเป็นไปของรัฐบาลอำนาจพิเศษแล้ว

ยังจะส่งผลบวกหรือลบ ต่อแผนอนาคตของ “สมคิด”

เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะประกาศไม่คัมแบ็กการเมืองและเก้าอี้ในรัฐบาลรอบที่สาม แต่อีกทางก็มีกระแสข่าวเครือข่ายคนใกล้ชิด “สมคิดกรุ๊ป” เคลื่อนไหวคึกคัก

มีดีลเมกเกอร์ใน สปท. ระดับเพื่อนซี้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเคลื่อนไหว ทาบทามผู้คนมาร่วมทัพ

นัยว่าเตรียมเปิดค่ายตั้งพรรคการเมือง ลุยสนามเลือกตั้ง

อีกค่ายการเมืองแห่งใหม่ที่ยังไม่รู้เป้าหมายชัด และอยู่เครือข่ายขั้วใดระหว่าง “คนคู่ คสช.” หรือไม่

หรือจะแผนส่วนตัวของผู้คนในเครือข่าย “ดร.สมคิด”

แต่ที่แน่ๆ ถึงจุดถึงเวลาที่ “ดร.สมคิด” ต้องเร่งปั่นงาน โชว์ฝีมือด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เห็นผล ในระยะเวลาที่กระชั้นเข้ามา

นอกจากเพื่อปั่นแต้มให้รัฐบาลอำนาจพิเศษ และถ้าทำได้เข้าเป้าก็จะเข้าแผน ช่วยเป็นแต้มหนุน

ผลักดันแบรนด์ใหม่ ค่ายในเครือ “สมคิดกรุ๊ป” อีกทาง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรับตอบโจทย์หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804962


เคร่งขรึม ไร้ปฏิกิริยากับคำถามนักข่าว

ในอารมณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ในฐานะผู้เฉลยคำตอบสุดท้ายในการปรับคณะรัฐมนตรี

ปรับเล็ก ปรับใหญ่ ใครเข้า ใครออก

ตามอาการไม่บอกก็เดาได้ ผู้นำ คสช.กำลังอยู่ในโหมดใช้ความคิดอย่างหนักในการหาคนทดแทน “มืองาน” สำคัญของรัฐบาล ภายหลัง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม ลาออกไปรับตำแหน่งองคมนตรี

ถึงจังหวะต้องขยับปรับเปลี่ยนตามเงื่อนสถานการณ์

ผนวกกับความจำเป็นในการปรับแก้ปัญหาเชิงบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

สารพัดปัจจัย ทำให้อั้นไว้ไม่ไหว ถึงแม้ “บิ๊กตู่” จะไม่อยากให้เกิดแรงกระเพื่อมก็ตาม

และก็เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อมีสัญญาณของการขยับปรับ ครม.

บรรยากาศก็เร้ากระแส แบบที่ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ต้องปฏิเสธกระแสข่าวที่มีชื่อไปเป็น รมว.ยุติธรรม รวมทั้ง รมว.ศึกษาธิการ

อาการเดียวกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่บอกปัดคำถามนำนักข่าวที่เจ้าตัวจะไปนั่งในตำแหน่ง รมว.คมนาคมแทนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

ในอารมณ์ที่ต่างคนต่างนิ่ง รักษาฟอร์ม สงวนท่าที

ขณะที่อีกด้านก็มีโผสะพัดในหน้าหนังสือพิมพ์ ชื่อของแคนดิเดตที่คั่วเก้าอี้ ถูกเก็งว่าจะมานั่งเป็นรัฐมนตรี ในบัญชี ครม. “ประยุทธ์ 4”

ส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักไปที่การปรับเล็กแทนโควตาเก้าอี้ว่าง

ที่แน่ๆในส่วนกระทรวงด้านความมั่นคง ดูเหมือน “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะตีกันไว้แล้วว่าไม่น่าจะปรับเปลี่ยนอะไร

บอกเป็นนัย ไม่ต้องแตะโควตากลาโหม มหาดไทย

ส่วนที่เป็นไฮไลต์ จุดโฟกัสอยู่ที่เก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ที่จะต้องมาสานต่อภารกิจเดิมพันในการจัดการเคลียร์คดี “ธัมมชโย” แห่งสำนักธรรมกาย

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ไพบูลย์ลากคดีมาจนเกือบปลายทางแล้ว

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับตำรวจจ่อลุยปิดเกมในไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

แนวโน้มจึงต้องได้มือ “ทุบ” ที่ดุดันในระดับไม่แพ้กัน ไม่เช่นนั้น ถ้ารัฐมนตรีคนใหม่มาแล้วทำฟาวล์ คว้าน้ำเหลว มันยิ่งเสี่ยงถูกมองเป็นมวยล้มต้มคนดู

อีกจุดก็คือกระทรวงสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นเลยตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไอซีทีเดิม ที่ว่างมาระยะหนึ่งหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยโควตาเดิมเป็นของทีมงานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ตามรูปการณ์ก็น่าจะต้องได้คนที่เล่นเข้าขากับกัปตันทีมเศรษฐกิจ เพื่อความลงตัวในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.

ก็เลยมีชื่อของนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.ไอซีที ถูกส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

แต่อีกมุมก็ต้องชั่งน้ำหนักปมของความมั่นคงที่ทหารมองกระทรวงดิจิทัลฯเป็นด่านสกัดอาชญากรไซเบอร์ การแทรกซึมของพวกจ้องป่วนกิจการภายใน

ตำแหน่งนี้ก็เป็นอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ตัดสินใจยากพอสมควร

อะไรไม่เท่ากับว่ามีคนบลัฟดักคอล่วงหน้าแล้ว นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ตีปี๊บดังๆไม่คาดหวังว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้วการบริหารงานของรัฐบาลทหารจะดีขึ้น เพราะรัฐมนตรีที่ออกไปก็ไม่ได้อยู่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแต่อย่างใด

พร้อมยุให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอาคนมีฝีมือด้านเศรษฐกิจมาเป็นรองนายกฯดูแลด้านเศรษฐกิจแทนนายสมคิด เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีพาณิชย์ น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
จี้จุดบอดไปที่การบริหารด้านเศรษฐกิจ

ตอกย้ำสภาพที่รัฐบาลทหาร “ติดหล่ม” เข็นไม่ขึ้น.

ทีมข่าวการเมือง

 

ล็อก ‘ลายแทง’ ไว้ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803787


จังหวะต้องเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนสถานการณ์

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี โดยมีรายชื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

คงจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี

โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยรูปการณ์ก็ดำเนินสอดคล้องไปกับกระแสข่าวการขยับปรับ ครม.เพื่อปรับภาพของรัฐบาลทหาร ลดแรงเสียดทานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ที่ยกระดับอาการวิกฤติหนักหนาสาหัสขึ้นทุกขณะ

เป็นสถานการณ์ที่ต้อง “สลับฉาก” กู้ปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้า ในภาวะที่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปชัวร์หรือไม่

ขึ้นอยู่กับปัจจัย “ตัวแปร” ที่แทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา

“นายกฯลุงตู่” จำเป็นต้องดึงมือบริหารอาชีพเข้ามาช่วยงาน เพราะลำพังมืออาชีพระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีม ออกแรงยังไงก็เข็นไม่ขึ้น

เพราะ “ติดหล่ม” ภาพรัฐบาลทหาร

ต้องเผชิญสถานการณ์ด้านต่างประเทศที่ตั้งแง่ใส่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ เดินมาตรการแซงก์ชั่นกดดันให้ประเทศไทยรีบเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชน

เพิ่มโจทย์ยากๆทางเศรษฐกิจให้หนักขึ้นไปใหญ่

ทั้งปัจจัยภายใน ภายนอกประเทศ วนไปวนมาติดล็อกหมด ประกอบกับห้วงเวลาที่ผ่านมากว่า 2 ปีครึ่ง ตามธรรมชาติของรัฐบาลทหารต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในเชิงบริหาร ลดโทนโหมดความมั่นคงลงไป ต้องดึง “มือบริหาร” เก่งๆมาช่วยกู้สถานการณ์ปากท้องประชาชน

ก่อนโดนกระแสต่อต้าน เพราะอารมณ์ชาวบ้านเดือดร้อนไล่ตะเพิดรัฐบาล

ตามโจทย์ของ “นายกฯลุงตู่” หนีไม่พ้นปรับ ครม. สลับฉากหลบแรงเสียดทานเฉพาะหน้า

ในสถานการณ์ต่อเนื่องกับเสียงของนักการเมืองที่ร้องขอไฟเขียว เสนอ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็กให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม

จะได้มีเวลาแต่งตัว เตรียมลงสนามเลือกตั้งได้ทันเวลา

ตามปรากฏการณ์แบบที่พรรคเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์เริ่มพูดในโทนเดียวกัน

ด้านหนึ่งนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 นิรโทษกรรมให้ผู้ได้รับโทษจากความขัดแย้งและเห็นต่างทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง เพราะเป็นแนวทางที่มีความหวังในการสร้างความปรองดองได้

ในมุมเดียวกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นว่า การสร้างความปรองดองควรจะมาก่อนการเลือกตั้ง เรื่องอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็เปิดเวทีเปิดอกพูดคุยให้ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมและประชาธิปไตย และผู้ที่เป็นเจ้าภาพหลักต้องทำหน้าที่ของผู้มีอำนาจ คือรัฐบาล เพราะมีอำนาจใช้มาตรา 44 อยู่ในมือแล้ว

แนวโน้มพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ช่วยกันเร้ากระแส เร่งสถานการณ์ให้ทหารเปิดพื้นที่ให้ขยับแข้งขยับขา

แต่ถึงจะไม่ปลดล็อก ทุกป้อมก็ต้องขยับวางหมากทางลึกกันอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน มันก็มีสัญญาณให้จับทางได้จากการเร่งปั่นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกประชุมคสช.เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และก็เป็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่รับงานในนามทีมกฤษฎีกา ในการหารือร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญนายมีชัยขู่ล่วงหน้า หากรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ถือว่าทำผิด ย่อมมีโทษจากการกระทำอันขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

ล็อกหลักประกันความชัวร์ ถึงที่สุดถ้า คสช.ทนสถานการณ์บีบไม่ไหว ต้องเปลี่ยนทีมใหม่

ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องเดินตาม “ลายแทง” ไปสู่การปฏิรูป.

ทีมข่าวการเมือง

 

ช็อตแรกสลับฉากก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802836


“5 ธันวาคม” ในอารมณ์ใจหาย คนไทยยังคิดถึง “พ่อ” ทุกลมหายใจ

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบ 70 ปี ยังดำเนินไปตามกระบวนการ ล่าสุด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าฯกราบพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณในโอกาสที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี

ตามสถานะอันเป็นมงคลสูงสุด ในฐานะประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับสถาบันมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ โดยสถานการณ์ต่อเนื่องไปกับความคืบหน้าตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.

ก็ถูกกระแสเร้า เร่งให้เกิดความชัดเจนเป็นรายวัน

ตามบรรยากาศแบบที่โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องออกมาบอกปัดเสียงวิจารณ์เป็นเชิง “ดักทาง” คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจ้องลากเกมทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ
เพื่อยื้อโปรแกรมการเลือกตั้งออกไป

มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จี้ให้ทีมงานของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รีบเปิดโฉมโชว์ร่างกฎหมายลูก

โดยเฉพาะในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อย่าทำเป็นกั๊กไว้เหมือนมีวาระแฝงเร้น

และก็เป็นอะไรที่มีที่มาที่ไป สังเกตว่ากระแสเร่งกระบวนการทำกฎหมายลูกที่แรงขึ้นมา ในจังหวะล้อกับมุกที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกตัวเป็นนัยปูทางหนีทีไล่ ขอความเป็นธรรมให้รัฐบาล คสช.

หากมี “ตัวแปร” แทรกซ้อนให้โรดแม็ปต้องเปลี่ยนไป

ในอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็เริ่มตีกรรเชียงชิ่ง ไม่ยอมตอบคำถามนักข่าวที่ขอให้ยืนยันโรดแม็ปเลือกตั้งยังเหมือนเดิม

อ้ำๆอึ้งๆแบไต๋ อยู่ที่เงื่อนไขในประเทศและนอกประเทศ

ไม่ปฏิเสธแบบเต็มปากเต็มคำ ยืนกรานเสียงแข็งเหมือนแรกๆ

สรุปถึงชั่วโมงนี้ “ชักไม่ชัวร์” จะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป

เรื่องของเรื่อง ก็อย่างที่รู้กัน โดยเงื่อนสถานการณ์ที่โยงกันระหว่างการดำเนินการตามโรดแม็ปที่ต้องทำคู่ขนานกันไปกับพระราชพิธีสำคัญ มีการปรับตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ด้านหนึ่งยึดตามที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯระบุการจัดสร้างพระเมรุมาศที่จะเริ่มลงเสาเข็ม ในวันที่ 10 มกราคมต้นปีหน้า คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560

แน่นอน โดยเงื่อนเวลาก็คาบเกี่ยวปลายโรดแม็ปพอดี

ถ้าจะมีการจัดเลือกตั้งตามโปรแกรม ก็เป็นอะไรที่ขัดกับบรรยากาศการหาเสียง

แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ประเทศไทยรีบกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย ต้องลดแรงเสียดทานจากนานาชาติ เลี่ยงมาตรการแซงก์ชั่น

ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้ง ก็รังแต่จะทรุดกับทรุด ตามแรงกดทับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกขณะ แบบที่มีเสียงขู่เป็นระยะ ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีเรื่องของความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมารับผู้นำต่างชาติที่จะเดินทางเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญ

โดยเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกัน มันก็ไม่แปลกที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเองก็ไม่กล้าฟันธง

แต่ครั้นจะอยู่ในอาการงงๆ ปล่อยไปตามดวงเลยก็ไม่ได้

ตามข่าววงใน จะมีคิว “สลับฉาก” แก้กระแสไปพลางๆ โดยความจำเป็นต้องล้างภาพรัฐบาลทหาร ลดแรงต้านนานาชาติ พร้อมกับลดแรงเสียดทานภายใน เคลียร์ปมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนือการตรวจสอบ ที่แฝงเหลี่ยมเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เริ่มไม่แตกต่างจากนักการเมือง

จับตารายการปรับ ครม.จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

แต่ถ้ายังเอาไม่อยู่ กู้สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้

ช็อตต่อไปค่อยว่ากันถึงตัวนายกรัฐมนตรี.

ทีมข่าวการเมือง

 

รวมใจพสกนิกรชาวไทยเข้าสู่โหมดปรองดอง : ใต้ร่มพระบารมีรัชกาลที่10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/801611


นับเป็นวันมหามงคลสำหรับปวงชนชาวไทย

เมื่อราชอาณาจักรไทยมีพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีวงศ์

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่แล้ว ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์

ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณีทุกประการ

ขอย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของชาติไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยไม่มีช่วงใดว่างเว้นการปกครองในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ต่างจากระบอบกษัตริย์ในนานาชาติ” นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นผู้ที่ครบเครื่องทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

พร้อมขยายภาพให้เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศต่อเนื่องมาตลอด ช่วยทำให้คนในชาติมีจุดศูนย์รวมและรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน

ยิ่งดีเป็นพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์มีราชประศาสนศาสตร์ ผสมกับระบบการเมือง นักการเมือง นโยบายของนักการเมือง ผสมกับระบบราชการ ภาคเอกชนผสมกับประชาสังคม เป็นราชประศาสนศาสตร์ที่ไทยช่วยกันคิดช่วยกันทำ มีความต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาลปกติทำจะไม่ต่อเนื่อง

อาทิ ระบบชลประทาน ฝนเทียม การทำนุ บำรุงดูแลป่าไม้ ด้านการกีฬาก็เช่นเดียวกัน ที่ทรงเป็นกำลังใจให้นักกีฬา ที่สำคัญพระองค์ท่านสอนพวกเราว่า ต้องศึกษาด้วยตัวเองตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องเรียนสาขาใดแล้วรู้แค่สาขานั้น ทรงเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของการศึกษา

รัชสมัยที่ยาวนาน 70 ปี โครงการเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผลหมดถึงความสำเร็จออกมาเป็นความอยู่ดีกินดี ความมั่นคงร่มเย็นของชาติ และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ปวงชนชาวไทย

แต่ถ้าติดตามรัฐบาลแต่ละชุด ดูนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เกาะติดการทำงานของรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงต่างๆจะไม่พานพบเห็นสิ่งเหล่านี้เลย นึกไม่ออกว่าประเทศไทยก้าวหน้ามาได้อย่างไร ความเจริญของบ้านเมืองไม่ได้ไปดูว่ารัฐบาลทำอะไรได้มาก ไม่ได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนไหนเก่ง หากพูดถึงแต่ละคนเหล่านี้ คนอาจจะเฉยๆ

พอพูดถึงพระเจ้าอยู่หัวปุ๊บที่รวมทุกอย่างไว้ได้ เป็นทั้งความยาวนานต่อเนื่อง คงเส้น คงวา 70 ปีมานี้ เปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนกลายมาเป็นรายได้ปานกลาง เปลี่ยนจากประเทศ ที่ไม่มีคนรู้จัก กลายเป็นประเทศที่มีคนมาเยี่ยมเยียน มาศึกษาดูงานมากที่สุดในโลก กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านทำให้สหประชาชาติยอมรับ

ฉะนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมอยู่คู่กับประเทศไทยและความเจริญขึ้นของบ้านเมือง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า

เมื่อประเทศมีปัญหาวิกฤติหลายอย่าง หาทางออกไม่ได้ ด้วยพระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณทำให้ประเทศไทยเดินออกจากวิกฤติได้

เมื่อเข้าสู่แผ่นดินรัชกาลที่ 10

พสกนิกรชาวไทยจะทำอย่างไรให้การเฉลิมฉลองรัชกาลใหม่ดีที่สุด สมพระเกียรติที่สุด

ทำให้คนทั้งโลกเห็นว่าคนไทยรัก เคารพ เทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ตลอดไป

ต่อไปอะไรที่พระองค์ท่านสอน และแนะ เรา จะตั้งใจรับฟังเอาไปปฏิบัติให้มากที่สุด เพื่อให้สังคม กลับมารักกัน เพราะ 10 ปีมาแล้วที่สังคมไทยแตกแยก ทางความคิดเป็นสองขั้ว

เราเสียเวลาและเหนื่อยกันมามากพอแล้ว สังคมไทยอ่อนแรงลงไป ทำให้ความ มั่นใจของคนในชาติลดลงไปหมด จะทำอย่างไรให้คนไทยกลับมา รวมกันเป็นหนึ่งเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา

ดูจากการแสดงออกของคนไทยกรณีสวรรคต งดงามมากในการแสดง ออกด้านความสามัคคี กลมเกลียว มาถึงวันนี้เชื่อมั่นคนไทยจะให้อภัยซึ่งกัน และกันมากยิ่งขึ้น

จะรวมเป็นพสกนิกรภายใต้ร่มพระบารมีโพธิสมภารอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในฐานะเป็นนักรัฐศาสตร์และศึกษาด้านการปรองดองของคนในชาติ สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะเตรียมรับเข้าสู่การปรองดองในอนาคตได้อย่างไร นายเอนก บอกว่า ขณะนี้เป็นโอกาสของบ้านเมืองต้องการความสงบสันติสุข ความปรองดอง และความรัก

เพราะตอนที่เราอยู่ในช่วงบรรยากาศแห่งความทุกข์โศก ปรากฏว่า เกิดความปรองดองกันมากอย่างคิดไม่ถึง ปรองดองของคนต่างวัย ปรองดองทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ คนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่ต้องตระเตรียม

คนไทยสมัครสมานสามัคคี เทิดทูนบูชา อาลัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่มาก ทำให้เกียรติภูมิของประเทศไทยสูงเด่นเป็นสง่ามากในสายตาโลก

ดูการถ่ายทอดจากเวที การประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นรัฐบุรุษสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก เราในฐานะคนไทยก็พลอยภาคภูมิใจไปด้วยว่า ประเทศไทยมีอะไรดีเหลือเกิน คนต่างชาติก็ยังรู้ และองค์การสหประชาชาติก็ยังรับรู้

ฉะนั้น ชาวไทยจะต้องปรองดองกันต่อไปอีก ต้องปรองดองกันเป็นพิเศษ อะไรที่โอนอ่อนยินยอมกันได้ก็พยายามทำ อะไรที่จะให้อภัยกัน ไม่ถือโทษโกรธกัน อะไรที่ลืมได้ต้องลืม จะต้องร่วมกันสร้างจิตใจของคนในชาติให้หันหน้าเข้าหากัน

เพื่อเฉลิมฉลองและต้อนรับรัชกาลที่ 10 จะทำให้รัชกาลที่ 10 ยิ่งสง่างาม และทำให้เราเชื่อมั่นสถาบันกษัตริย์จะนำพาผ่านวิกฤติ ความอับจน ความตีบตันต่างๆไปได้เสมอ สิ่งที่สำคัญคือเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ

ทีมข่าวการเมือง ถามถึงแนวทางความปรองดองที่เหมาะที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร นายเอนก ออกตัวก่อนถึงเรื่องที่ไม่มีความสามารถหรือคุณวุฒิพอที่จะไปชี้นำใครได้

แต่ถ้าการเมืองฝ่ายต่างๆ มาร่วมกันนำพาประเทศไทยในรัชสมัยใหม่ก้าวไปข้างหน้าได้ดี โดยลืมเรื่องเก่าๆ การทำการเมืองแบบที่เป็นปรปักษ์ห้ำหั่นขอให้ลดน้อยลง เกิดแรงบันดาลใจที่อยากปรองดองสามัคคี

หันมาทำเรื่องใหม่ๆที่ทำให้คนไทยรักสามัคคีก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ สิ่งที่บอกกล่าวไปไม่ได้เรียกร้องอะไรต่อบรรดานักการเมือง แต่ถ้าทำได้ก็จะอนุโมทนา

เชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้

เพราะที่ผ่านมาได้เห็นแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถรวมใจคนได้อย่างไม่เคยคิดมาก่อน เราสร้างระบอบประชาธิปไตย สร้างรัฐธรรมนูญ สร้างพรรคการเมือง สร้างการเลือกตั้งขึ้นมา เอาความคิดของฝรั่งด้านการเมือง
การปกครองมาเพื่อรวมคนไทยให้เป็นชาติเดียวกัน เพื่อพัฒนาประเทศในระบอบใหม่ได้ ปรากฏว่าที่ผ่านมา 86 ปี ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่

ในที่สุดแล้วเราพบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นระบอบที่เราคิดกันขึ้นมาเอง เมื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลังปี 2475 ได้ผลมากกว่าเยอะ สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติได้

มาถึงวันนี้เหนือกว่าระบอบประชาธิปไตยในแง่รวมใจคน เพราะระบอบประชาธิปไตยแยกคนออกเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เลยรวมกันได้ยาก

แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในคอนเซปต์นี้ เพราะเราต่างเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

แน่นอนไม่สามารถทำให้รวมกันได้ตลอด เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์สมัยใหม่ อาจมีความขัดแย้งกัน

แต่สถาบันพระมหากษัตริย์จะทำให้ความขัดแย้งต่างๆทุเลาลง

เพราะพระมหากษัตริย์ทำเพื่อชาติบ้านเมือง

ทำให้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย.

ทีมการเมือง

 

ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย “ปลื้มปีติ” ในหลวงพระองค์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800827


“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์

ณ เวลา 19.16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235 “มหาราชาฤกษ์” ราชอาณาจักรไทยมี “พระมหากษัตริย์” พระองค์ใหม่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงย่ำฆ้องกลองระฆังทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

เข้าสู่แผ่นดิน “รัชกาลที่ 10” โดยสมบูรณ์

ครบขั้นตอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

โดยฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมซึมซับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 70 ปี

อยู่ในบรรยากาศขลังๆการเปลี่ยนรัชกาลและปลื้มปีติกับ “ในหลวง รัชกาลที่ 10”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลา-นนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

“บุคคลสำคัญ” ที่ร่วมในพิธีการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

ตามสถานะ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ครบ 3 เสาหลักอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นั่นก็เป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

รัฐบาล สภา ศาล ภายใต้พระปรมาภิไธย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงชัดเจน ณ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงไว้ซึ่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

ส่วนการดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศแล้ว

นั่นก็พอจะคาดการณ์แนวโน้มปฏิทินงานล่วงหน้า

ตามเงื่อนเวลาที่ต้องเดินคู่ขนานกันไประหว่างพระราชพิธีกับกระบวนการตามโรดแม็ป

เบื้องต้นเลย พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงลง พระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามกำหนดที่ต้องประกาศบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 2560

เป็นจุดต่อเนื่องที่สำคัญของขั้นตอนโรดแม็ปที่เดินต่อไปสู่การเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน

ทั้งนี้ ตามกระบวนการ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะเป็นจุดเริ่มกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ตามความคืบหน้าล่าสุดที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดเผยเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้ถ้อยคำอีกเล็กน้อย แต่ยังมีเนื้อหาคงเดิม ไม่แตกต่างจากที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้

นั่นก็หมายถึง การคงยุทธศาสตร์ “ล้างหน้าไพ่”

แบบที่ค่ายการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแง่ต่อต้าน “การเซ็ตซีโร่” ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ทำให้พรรคเก่าไม่ได้เปรียบพรรคการเมืองตั้งใหม่

เพียงแต่ไม่เซ็ตซีโร่ด้วยการออกกฎหมายโดยตรง แต่ล้างกระดานกันด้วยการกำหนดเงื่อนคุณสมบัติ

เป้าหมายตอน “นักการเมืองพันธุ์เก่า”

และโดยแนวโน้มก็น่าจะสถานการณ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามสูตรของ “ซือแป๋มีชัย” ที่ยึดหลักการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม”

แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาโยนทุ่นเป็นเชิงวิเคราะห์ “ตัวแปร” ที่อาจแทรกให้โรดแม็ปเลื่อนไป ในมุมของความวุ่นวายในการเลือกตั้ง

ถ้าหากจัดเลือกตั้งทันทีหลังกฎหมายลูกเสร็จ อาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่

โดยเฉพาะการเลือกตั้งตามกติกาใหม่แบบที่ยังไม่เคยเจอ กับการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีวิธีนับคะแนนคิดสัดส่วนแตกต่างจากเดิม

ไม่ใช่ใครได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ พรรคที่ได้คะแนนไม่ใช่มากสุดอาจชนะก็ได้

อ่านทางยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย” ต้องเน้นดัดหลังเซียนเลือกตั้ง

สกัดไม่ให้รัฐบาลพรรคเดียวยึดสภาได้

เบื้องต้นนายมีชัยยืนยันจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นการภายในก่อน เพื่อให้มีเวลาศึกษารายละเอียด รวมถึงมีแนวคิดส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยองค์กรอิสระต่างๆให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปด้วย ตามรูปการณ์การจัดทำกฎหมายลูกไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า

เพราะทำพิมพ์เขียวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

โดยแนวโน้มขั้นตอนตามโรดแม็ปที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนรองรับพระราชพิธีสำคัญเพื่อความเหมาะสมของสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องชั่งน้ำหนัก วัดผลได้ ผลเสีย

เช่น ถ้าจะหดโปรแกรมการเลือกตั้งเข้ามาเร็วขึ้น เพื่อเป็นไปตามเงื่อนไขลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศ คืนบรรยากาศประชาธิปไตยเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันรัฐบาลทหาร มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางการทูต

และนั่นก็หมายรวมถึงความเป็นไปในการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับแขก ผู้นำชาติต่างๆที่ได้รับเชิญให้มาร่วมพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักไทย

แต่ตรงกันข้าม ถ้าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญ การเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

โดยบรรยากาศการหาเสียงมันก็ขัดกับกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นน้ำหนักของการดึงเวลาเลือกตั้งออกไป

โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง มันก็เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก อย่างที่แกนนำรัฐบาลทหาร คสช.ออกตัวไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวแปรชี้ขาดสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน

ไม่มีใครเสี่ยงฟันธงล่วงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ ณ วันนี้ ถือว่าประเทศไทยได้ผ่านก้าวจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีไปได้แล้ว

อย่างนิ่มนวลและราบเรียบ

ไร้แรงกระเพื่อมใดๆทั้งในมุมของเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

ในบรรยากาศความปลื้มปีติของไพร่ฟ้าประชาชนคนไทย “ในหลวง รัชกาลที่ 10” ทรงเป็น “ศูนย์รวมใจ”

โดยความตั้งพระทัยที่จะตามรอยพระบาทของพระราชบิดา

เปรียบเหมือนแสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย เป็นความหวังใหม่ในการนำประเทศไทยกลับสู่ความเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

อนาคตสดใส ในแผ่นดินของ “องค์มหาวชิราลงกรณ”

แต่ก่อนอื่นเลยทุกฝ่ายต้องมุ่งสำรวจตัวเองด้วย

นักการเมืองที่ถูกตั้งแง่มาตลอดว่า เป็นตัวการนำประเทศไทยติดหล่มวงจรอุบาทว์จนเกือบล่มสลาย เพราะพฤติกรรมน้ำเน่า แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์

ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง ทำงานเช้าชามเย็นชาม แต่มุ่งทุจริตคอร์รัปชันจนเป็นเรื่องชินชา

กลุ่มทุนใหญ่ที่จ้องแต่จะกอบโกยกำไร ผูกขาดธุรกิจ จนทำให้เกิดภาวะความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้นทุกวัน

แม้แต่ประชาชนไทยเองที่เริ่มเคยตัวกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ละเลยหน้าที่ ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างพฤติกรรมสะสมทำให้ประเทศไทยติดหล่มวิกฤติ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาปฏิรูปตัวเองให้พร้อมไปสู่อนาคตที่ดี

เพื่อประเทศไทยที่สดใสในอนาคต.

“ทีมการเมือง”

 

แสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย ‘มหากษัตริย์’ นักการทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800567


19.16 นาฬิกา ย่ำค่ำวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235

“มหาราชาฤกษ์” เข้าสู่แผ่นดินของรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี โดยสมบูรณ์

เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปพร้อมกับเสียงย่ำฆ้อง กลองระฆัง ทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

ฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยทรงโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โดยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาท เสด็จฯขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์

และมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นครองราชย์

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช

สันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

ครบขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

ราชอาณาจักรไทยมี “ในหลวงพระองค์ใหม่”

ท่ามกลางความปลื้มปีติของประชาชนคนไทยที่รวมพลังใจร่วมในเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ตามเสด็จพระราชบิดาเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร

ภาพที่คุ้นตาคือพระองค์ทรงชุดนายทหารแห่งกองทัพไทย

เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม เป็นที่ปลาบปลื้มของพสกนิกรที่ได้ชื่นชมพระบารมี

ที่สำคัญด้วยพระปรีชาสามารถในความเป็นทหารเป็นที่ประจักษ์ จากที่ทรงได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ

ขนานพระนาม “เจ้าฟ้านักบิน” เพราะทรงเชี่ยวชาญการขับเครื่องบินรบและเครื่องบินทั่วไป

โดยที่ทรงให้ความสนพระทัย ศึกษาวิวัฒนาการใหม่ๆของทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ และเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญอย่างมาก

และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ

ทั้งยังเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ของทหาร ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร ทรงดำรงตำแหน่งทางทหารทุกเหล่า

ทรงดำรงสถานะของ “นักการทหาร” สมบูรณ์แบบ

ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีของกองทัพ

แต่ในความเข้มแข็งตามแบบฉบับของทหาร อีกมุมหนึ่งสังเกตจากสายพระเนตรที่มองพสกนิกรผู้มาเฝ้ารับเสด็จฯ ก็แฝงไปด้วยพระเมตตาต่อประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านยากจน คนไร้โอกาส

ทรงดำเนินตามรอยพระบาทพระราชบิดาผู้ทรงธรรม ด้านความเมตตา

พระองค์ทรงใส่พระทัยในความเดือดร้อนของชาวบ้าน ในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยใหญ่ ภัยแล้ง หรือภัยจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ก็พระราชทานความช่วยเหลือ

ไม่เว้นแม้แต่ต่างประเทศ ที่มีการพระราชทานผ้าห่มช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2554

พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยผู้ประสบภัยอยู่เป็นนิจ

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอยู่ในสายพระเนตร พระกรรณตลอดเวลา

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มาจากพื้นฐานพระราชหฤทัยตั้งมั่นในธรรม

มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ดังที่สังเกตได้จากข่าวพระราชสำนัก พระองค์เสด็จฯแทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกิจทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวัน สำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวันมาฆบูชา วิสาขบูชาอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา ถวายผ้าพระกฐินหลวง ทุกปี ทุกเทศกาล ไม่เคยขาด

ด้วยพระจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจที่ประจักษ์ต่อสายตาไพร่ฟ้า สมกับการได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาทผู้สืบราชสันตติวงศ์

อีกทั้งยังทรงอยู่ในธรรมตามรอยพระราชบิดา ผู้ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ครองหัวใจเหล่าประชาราษฎร์มา 70 ปี

แน่นอนในสถานการณ์ที่พสกนิกรไทยกำลังเศร้าโศกเสียใจ เสียขวัญ เสียกำลังใจ จากการสูญเสีย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเปรียบประดุจพ่อของแผ่นดิน เหมือนขาดแสงไฟนำทาง อยู่ในภาวะมืดมนอนธการ

การเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” จึงเปรียบเสมือนแสงทองส่องฟ้า นำความสว่างไสวกลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทย

ไพร่ฟ้าประชาชนคนไทยรู้สึกอบอุ่นภายใต้พระบารมีที่มีพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่มาสืบสานพระราชปณิธานของพระราชบิดา

ที่แน่ๆโดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัชกาลเป็นไปอย่างสมบูรณ์

อย่างที่เห็นตลาดหุ้นผันผวนแค่ 1-2 วัน ก็กลับสู่สถานการณ์ปกติ ธุรกิจการค้าก็ดำเนินต่อเนื่องไปได้ เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก

การเมืองก็สงบนิ่ง ไร้แรงป่วน ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ รู้กาลเทศะ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงก็อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้

ไร้เหตุกระเพื่อม

ผ่านจังหวะก้าวสำคัญ ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบเรียบ

นั่นก็ด้วยเพราะพระบุญญาธิการของในหลวงรัชกาลใหม่ และพระบารมีของสถาบันกษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครองประเทศไทย

เหนืออื่นใด ด้วยความเป็น “มหากษัตริย์นักการทหาร”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องของการอยู่ในระเบียบวินัย เสียสละ และความรักประเทศชาติ

นี่คือโอกาสอันดียิ่งของเมืองไทย

โดยรูปการณ์น่าจะกระตุ้นให้สังคมกลับมาอยู่ในกฎระเบียบ รู้หน้าที่ ยึดถือความถูกต้อง

เคร่งครัดกับความซื่อสัตย์

กระตุกผู้คนต้องคำนึงถึงบ้านเมือง ต้องเลิกทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจากความไร้ซึ่งวินัย ไม่เคารพกฎหมาย ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา ขาดซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม

ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่

ถึงเวลาเลิกทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์

โดยเฉพาะพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชันที่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ข้าราชการ เอกชน เต็มไปด้วยคนที่มุ่งกอบโกยทรัพยากรของชาติ

เอารัดเอาเปรียบคนด้อยโอกาสกว่า มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง จนนำมาซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก่อปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

ลามเป็นวิกฤติความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งสี

ถึงเวลาต้องหยุดทำร้ายประเทศกันเสียที

“ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดึงสังคมไทยกลับสู่ความมีระเบียบวินัย รู้หน้าที่ อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา มีความซื่อสัตย์ และมีความรักประเทศชาติ

ทรงเป็นศูนย์รวมใจในอารมณ์ที่ปวงชนชาวไทยปลื้มปีติพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

พร้อมเดินหน้าประเทศไทยกลับสู่แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

เน้น ‘ภูมิคุ้มกัน’ ส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798451


บันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

ตาม “วาระพิเศษ” ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแจ้งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อรับทราบและนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์

สืบราชสันตติวงศ์เป็น “ในหลวงรัชกาลที่ 10”

สถานการณ์เปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของราชอาณาจักรไทยตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

ถึงตรงนี้มีความชัดเจน รับรู้กันทั่วโลกแล้ว

โดยแนวโน้มความเป็นไปในประเทศไทยที่สถานการณ์โยงเป็นเงื่อนไขกันระหว่างพระราชพิธีสำคัญกับปฏิทินงานทางการเมือง

ในอารมณ์ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เมินใส่นักข่าว บอกน้ำเสียงห้วนๆไม่ตอบ ขี้เกียจตอบ เบื่อคำถาม

เมื่อถูกถามย้ำถึงโรดแม็ปเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน

“ผมพูดกี่ครั้งแล้วโรดแม็ปคือโรดแม็ป ถ้าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน ขึ้นอยู่กับทุกคนไม่ใช่ที่ผม อยู่ที่สถานการณ์ภายในและต่างประเทศ ปัจจัยภายในภายนอก ความสงบสุข ความมีเสถียรภาพ เมื่อไรจะเข้าใจกัน”

มาถึงขั้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่การันตี มัดคอตัวเอง

เพราะสถานการณ์ข้างหน้ากำหนดเองไม่ได้ อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ปูทางนำร่องไว้ ณ วันนี้โรดแม็ปยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล กรณีที่มี “ตัวแปร” มาแทรก

อีกจุดที่น่าสังเกตในการประชุม ครม.นัดล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญ คสช.และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้าร่วมด้วย เพื่อแจ้งเรื่องสำคัญในการทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ให้การดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติสามารถปฏิบัติต่อไปได้ในช่วงรัฐบาลต่อไป

ภายใต้การตีกรอบ 6 ยุทธศาสตร์ ที่จะต้องทำต่อในเรื่องของแผนแม่บท

ขณะที่นายมีชัยก็รับไม้จะเข้าหารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในนามกฤษฎีกา ทั้งนี้ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้แล้ว กฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำการปฏิรูปนั้น ก็จะต้องออกมาภายในระยะเวลา 120 วัน

เพื่อนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี

พร้อมขู่ล่วงหน้าเป็นนัย หากรัฐบาลต่อไปไม่ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ อาจเข้าข่ายกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ

ตามรูปการณ์รัฐบาล คสช.เร่งปั่นแผนยุทธศาสตร์ชาติ

เครื่องมือหลักในการคุมเกมบริหารประเทศ ล็อกโปรแกรมรัฐบาลในอนาคต เป็นหลักประกันความชัวร์ในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย ตามธงการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย

แม้คนที่ถือธงนำจะไม่ใช่ “นายกฯลุงตู่” ก็ตาม

ในเครื่องหมายคำถามจะมีการเปลี่ยนโผผู้นำเปลี่ยนผ่านในช่วง 5 ปีอย่างนั้นหรือ

อีกทั้งเจ้าตัวก็เพิ่งบ่นเป็นเชิง วัยนี้แล้ว อยากพักไปเที่ยว แต่ทำไม่ได้

สะท้อนภาวะทางใจที่เริ่มอ่อนล้า

เสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทุกจังหวะ

เดาใจ ถ้าเลือกได้ “บิ๊กตู่” ก็คงอยากผ่องถ่ายภาระหนักอึ้ง ให้คนอื่นมาอุ้มเผือกร้อนบ้าง

แต่ปัญหาคนที่เหมาะมาเป็น “ผู้ถูกเลือก” แทน มันหาไม่ได้ง่ายๆ

มันจึงเป็นอะไรอย่างที่เห็นอาการตีกรรเชียงประคอง “นายกฯลุงตู่” ยังต้องเล่นบทนินจา ผลุบๆโผล่ๆไปไล่บี้ตรวจงาน ไล่เช็กการบ้านรายกระทรวงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า สลับกับเดินสายต่างจังหวัดไปรับปากแก้ปัญหาชาวบ้าน แม้แต่การนำข้าราชการออกกำลังกายในช่วงบ่ายวันพุธเรียกเสียงฮือฮา

เดินหมากการตลาดเลี้ยงกระแส ปล่อยช็อตกระตุ้นเรตติ้ง เลี้ยงคะแนนนิยม

รักษาระดับต้นทุนหน้าตักยี่ห้อ “นายกฯลุงตู่”

เน้น “ภูมิคุ้มกันส่วนตัว” ประคองปลอดภัยไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

 

เร่งเครื่องตุนแต้มนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796326


ในโหมดของการสแตนด์บาย

ตามหมายที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีคำสั่งนัดประชุม สนช. “วาระพิเศษ” ในวันที่ 29 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. โดยให้รอการประสานเรื่องสำคัญจากรัฐบาล

บรรยากาศเร้าความเข้มขลัง เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย

โดยสถานการณ์ล้อไปกับความชัดเจนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะ “กูรู” ผู้รอบรู้ของรัฐบาล ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี 2560 คือการเปลี่ยนรัชกาล ตามมาด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการจัดทำกฎหมายลูกที่สำคัญ 4 ฉบับ และการเลือกตั้งใหญ่

เสมือนหนึ่งเป็นการ “นำร่อง” การเปลี่ยนแปลงให้เป็นที่เข้าใจได้ในเรื่องละเอียดอ่อน

และโดยสถานการณ์ที่ผูกโยงกันอยู่อย่างแยกไม่ได้ อย่างที่นายวิษณุย้ำในเบื้องต้น ทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้

เว้นแต่จะมี “ตัวแปร” เข้ามาแทรกสถานการณ์

ซึ่ง ณ วันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ในมุมแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ออกมาสำทับไปในทิศทางเดียวกัน

ต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน

ขณะที่ล่าสุด พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการจัดสร้างพระเมรุมาศ ที่จะมีการตอกหมุดจุดกึ่งกลางของพระเมรุมาศ และในเดือนธันวาคมจะเริ่มก่อสร้างและปิดรั้วบริเวณพื้นที่สองในสามของสนามหลวง

ทั้งนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศทั้งหมดจะเสร็จไม่เกินเดือนกันยายน 2560

ตามปฏิทินงานพระราชพิธีที่จะเดินคู่ขนานไปกับโปรแกรมตามโรดแม็ป

โดยเฉพาะเงื่อนสถานการณ์ที่โยงไปคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหญ่ ในบรรยากาศที่นักการเมืองพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้จังหวะร้องขอไฟเขียวจาก คสช.เปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมจัดประชุมพรรคได้

เพื่อจะมีเวลาในการจัดหาสมาชิก วางตัวผู้สมัครลงเลือกตั้ง

โดยโยงเอากระบวนการร่างกฎหมายลูกว่าด้วยเรื่องพรรคการเมืองที่พอจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ส่อแววต้องเซ็ตซีโร่ ล้างหน้าไพ่กันใหม่

แต่ก็เป็น พล.อ.ประวิตร ในฐานะเบอร์หนึ่งในการคุมงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลทหาร คสช. ที่ตัดบท บอกปัดออกอากาศชัดถ้อยชัดคำ ยังไม่เปิดให้ประชุมพรรคตามที่นักการเมืองร้องขอไฟเขียวทำกิจกรรม เพราะยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาการเลือกตั้ง

ต้องรอกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับออกมาก่อน

ทหารยังไม่ปล่อยให้นักเลือกตั้งเพ่นพ่าน เสี่ยงให้อุณหภูมิการเมืองร้อน

แต่ในจังหวะเดียวกันก็เป็นสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เริ่มเดินสายออกต่างจังหวัดไปร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มภาคเหนือตอนบนที่จังหวัดเชียงราย

โชว์ลูกขยัน หยอดยาหอม รับปากแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

อีกด้านหนึ่ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็ตีปี๊บปีหน้า 2560 แนวโน้มเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้น จากนี้ไปรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เตรียมปล่อยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายชุด

ตั้งเป้าแผนงบประมาณปี 2561 เพิ่มจาก 20,000 ล้านบาทเป็น 40,000 ล้านบาท อัดฉีดเงินตรงลงกลุ่มจังหวัดเพื่อให้เป็นเครื่องกลทางเศรษฐกิจในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

เร่งเครื่องส่งท้ายเทอมรัฐบาล คสช.ที่เหลือเวลาอีก 1 ปี

แน่นอนในมุมของรัฐบาลนักการเมือง อารมณ์นี้หนีไม่พ้นถูกเคลมเป็นรายการทิ้งทวน

มัดจำคะแนนเสียงก่อนลงสนามเลือกตั้ง

คสช.ชิงจังหวะทำแต้มตุนไว้ก่อนหนึ่งช่วงตัว.

ทีมข่าวการเมือง