ชื่นชมพระบารมีทรงวินิจฉัยดับภัยประเทศ : หยั่งรู้วิกฤติในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794877


ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย เฉพาะที่มีหลักฐานยืนยันในช่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน

ประเทศของเราไม่มีช่วงใดว่างเว้นการปกครองในระบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประสบการณ์เหล่านี้ยืนยันให้ชาวโลกได้รู้ว่า ประเทศมีความเป็นหนึ่งเดียว แนบแน่นระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ต่อเนื่องยาวนานมา

ในท่ามกลางความสงบและวิกฤติในแต่ละช่วง แต่ละเหตุการณ์ แต่โครงสร้างการปกครองไม่ได้เปลี่ยน วิวัฒนาการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบางยุค บางสมัย เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์แต่ละองค์ก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองในแต่ละยุคของพระองค์ท่าน

ในสมัยก่อนเมื่อมีศึกสงคราม พระเจ้าแผ่นดินคือผู้ที่ต้องออกรบ พระเจ้าแผ่นดินรบชนะ ประเทศก็ชนะ ฉะนั้นความมั่นคงของชาติบ้านเมืองและบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ที่พระเจ้าแผ่นดินได้คู่บ้านคู่เมือง

ที่เท้าความมาเพื่อให้เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ว่า มีความเป็นมาอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่กับการปกครองบ้านเมือง มีความหมายอย่างไร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเราได้ตระหนักถึงอดีต เวลานี้เราจะคิดอะไร ในวันข้างหน้าเราจะได้เข้าใจถ่องแท้เข้าใจลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ไม่ผิวเผิน ไม่หลงไปกับกระแสเกินความจำเป็น

นี่คือใจความสำคัญบางตอนที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2550

ทีมข่าวการเมือง ได้นำเนื้อหาบางตอนมาเสนอให้เห็นถึงเรื่อง “พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในภาวะวิกฤติ”

ในฐานะที่ นายชวน มีโอกาสได้รับใช้ บ้านเมือง ได้มีโอกาสรับสนองพระบรมราชโองการ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในฐานะนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ประมาณ 6 ปีเศษๆได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ได้มีโอกาสได้ยินรับสั่ง ได้มีโอกาสได้กราบบังคมทูล ปรึกษาหารือในบางเรื่องที่ควรแก่การปรึกษาหารือ ได้มีโอกาสรับกระแสพระราชดำรัส ได้มีโอกาสติดตามพระองค์ไปในพื้นที่ชนบท ได้สนใจที่จะฟังพระองค์ท่านรับสั่งกับบุคคลต่างๆและสถาบันต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ไม่ขอลงละเอียด

ขอกล่าวถึงเฉพาะประเด็นรัฐบาลใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน้าที่ของรัฐบาลเป็นผู้บริหารในนามของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่านมายังคณะรัฐมนตรี

ภารกิจของฝ่ายบริหารกับพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

แต่ในทางปฏิบัติจริงในฐานะผู้บริหารนั้น สิ่งที่ต้องทำตั้งแต่เรื่องแรกคือการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดูเหมือนว่าจะเป็นพิธีการ

แต่ถ้าใครได้ระลึกถึงพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ก.พ.2544 จะเห็นได้ชัดว่าพระองค์ท่านทรงถือเรื่องการปฏิญาณสำคัญอย่างไร ทรงรับสั่งกับคณะรัฐมนตรีชุดนั้นว่า คราวนี้เป็นการตั้งรัฐบาลที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะเป็นรัฐบาลชุดแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กฎเกณฑ์ต่างๆที่ต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญนี้เป็นของประชาชน รัฐบาลถ้าทำดีก็เป็นความเจริญของประชาชนและประเทศชาติ

ถ้าผิดพลาดก็เป็นความผิดพลาดของประเทศชาติ ในสถานการณ์ปัจจุบันถ้ามีความผิดพลาดใดๆ ก็ถือว่าอันตรายต่อส่วนรวม เพราะการตัดสินใจที่ท่านได้ทำ การปฏิบัติในการปกครองของท่านจะมีผลกว้างไกล ฉะนั้นจึงขอให้ระลึกถึงคำปฏิญาณของท่าน

คำปฏิญาณคือ ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

สั้นๆ แต่พระองค์รับสั่งให้ระลึกถึงคำปฏิญาณของท่าน ถ้าผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติตามสัตย์ปฏิญาณ วิกฤติบ้านเมืองก็ไม่เกิด

คำปฏิญาณสั้นๆเพียงไม่กี่ประโยค ครอบคลุมการปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาล หลัก นิติธรรม

เราจะเห็นได้ชัดว่าในโอกาสต่างๆ นอกเหนือจากคณะรัฐมนตรีจะถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ยังได้รับพระราชทานคำแนะนำในการบริหารบ้านเมืองต่อเนื่องทุกรัฐบาล

ล้วนเป็นเรื่องที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

เพราะต้องยอมรับในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการเมือง ที่รัฐบาลเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่านั้น

มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ไม่ได้เปลี่ยนเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรงผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านรัฐบาลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ชุด ไม่นับรัฐมนตรีอีกสักกี่ร้อยกี่พันคน

ฉะนั้นทรงเห็นทรงประจักษ์ถึงความสำเร็จ ความผิดพลาด ความถูกต้อง ความไม่ถูกต้อง ความสุจริต ความไม่สุจริตของบุคคลที่ทำงานทางฝ่ายรัฐบาล

ประสบการณ์ที่พระองค์ท่านมีนั้น ต้องถือว่าไม่มีผู้ใดในประเทศที่จะเทียบได้

พระราชทานคำแนะนำแต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และหยั่งรู้วิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานในแต่ละครั้ง จึงเป็นการป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างมาก

ขณะที่เรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในภาวะวิกฤติ” ถ้าเราพูดถึงวิกฤติ จะนึกถึง “เหตุการณ์ 14 ต.ค.16 คิดถึง 6 ต.ค.19 คิดถึงพฤษภา 35”

และแน่นอนที่รับสั่งด้วยพระองค์เองว่า วิกฤติที่สุดในโลก ก็คือวิกฤติเมื่อปี 2549

วิกฤติต่อบ้านเมืองเราจะแบ่งได้เป็นวิกฤติภายในและวิกฤติที่มาจากภายนอก วิกฤติภายใน เช่น เหตุการณ์ 14 ต.ค.16 เหตุการณ์ 6 ต.ค.19 รวมถึงเหตุการณ์ปี 2549

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤติขึ้นในบ้านเมืองหลายครั้ง และทุกครั้งก็ต้องอาศัยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในการที่จะยุติวิกฤติเหล่านั้นลงไป

แต่วิกฤติที่มาจากข้างนอกที่รุนแรงมากถึงขั้นเสียบ้านเสียเมืองนั้น เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในอินโดจีน จนมีการประเมินเหตุการณ์ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้มไปตามทฤษฎีโดมิโน

เพราะในช่วงนั้นมันมีกระแสสังคมนิยมจากข้างนอกรุนแรงถึงความเปลี่ยนแปลงปี 2518 การเลือกตั้งพรรคสังคมนิยมคะแนนขึ้นมากเลย ได้รับเลือกตั้งอย่างมาก แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอินโดจีน

ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในประเทศอินโดจีน คนไทยถึงได้ตื่น ถึงได้เริ่มตระหนกและมองเห็นกระจ่างชัดได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อบ้านตัวเอง

คนไทยส่วนหนึ่งตั้งหลักทบทวนตัวเอง เราวัดได้จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2519 ผลการเลือกตั้งที่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจในปี 2518

นั้นกลับตรงกันข้ามทั้งหมด พูดง่ายๆจากแปดพันก็เหลือแค่แปดร้อย

ทั้งหมดนี้เพราะพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสังคมให้เกิดความจงรักภักดี เกิดความรู้สึกผูกพันหวงแหน ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นมาอยู่ในประเทศนี้ ในช่วงนั้นบ้านเมืองรอดพ้นเหตุการณ์ปี 2518

แม้ 6 ตุลา 19 เกิดเหตุรุนแรงสูญเสียมากมาย และเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการสู้รบกับคนไทยด้วยกันเอง เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เหตุการณ์นี้เป็นวิกฤติที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย

แน่นอนจากการแก้ปัญหาด้วยความเข้าอกเข้าใจ

เหตุร้ายก็ค่อยๆคลายมาเป็นดีขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

และเมื่อกลับมาทบทวนตัวเองว่าเราอยู่ได้อย่างปกติสุขทุกวันนี้

เพราะด้วยพระบารมีปกเกล้า ที่ทำให้บ้านเมืองนี้อยู่รอดอยู่ได้.

ทีมการเมือง

 

ผ่าเงื่อนไขโรดแม็ปคู่ขนาน“การเมือง”เริ่มขยับ : ปริศนาตัวแปร ชี้ขาดสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794291


กลิ่นอายแห่งความสุขเทศกาลปีใหม่เริ่มโชยมาแล้ว

กับสารพัดของขวัญที่รัฐบาลของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จัดให้ประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีสัปดาห์ล่าสุดที่อนุมัติมาตรการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้กับทางราชการ ตั้งแต่ 1,500–3,000 บาท

พ่วงด้วยการเห็นชอบให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 69 จังหวัดทั่วประเทศ ในอัตรา 5-10 บาท ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างภายใต้ระบบไตรภาคีเสนอ

ยังไม่นับมาตรการของกระทรวงการคลังที่เสนอช่วยจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ให้ผู้มีรายได้น้อยในเมืองช่วงปลายปี เพิ่มเติมจากการช่วยเหลือเรื่องรถเมล์ รถไฟฟรี

แถมด้วยแพ็กเกจกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ มาตรการช็อปช่วยชาติ มาตรการภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบในการเพิ่มวันหยุดชดเชยเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 2 และ 3 มกราคม 2560 เพื่อให้ประชาชนหยุดยาวเที่ยวเมืองไทยตามที่รัฐบาลรณรงค์

จัดโปรโมชั่นส่งความสุข แจกของขวัญกันแต่หัววัน

กระตุ้นบรรยากาศเข้าสู่ช่วงส่งท้ายปลายปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยห้วงของวันเวลาที่หมุนไป ในสถานการณ์ก็โยงเป็นเงื่อนไขกับความคืบหน้าตามโรดแม็ป คสช.ในการปฏิรูปประเทศ และยังเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีสำคัญ

อย่างที่รับรู้โดยทั่วกัน นี่คือการเปลี่ยนผ่านเมืองไทยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี

เป็นจังหวะที่ต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไป

ล่าสุดจุดที่เป็นไฮไลต์ ประเมินตามสัญญาณที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกมาพูดในเชิงให้ความกระจ่าง

สร้างความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆในสังคมอีกระดับหนึ่ง

ในมุมที่ระบุกันชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี 2560 คือการเปลี่ยนรัชกาล ตามมาด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการจัดทำกฎหมายลูกที่สำคัญ 4 ฉบับ

เสร็จแล้วจะจัดการเลือกตั้ง

เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้

แต่นายวิษณุไม่ลืมหมายเหตุทิ้งทุ่นไว้ อย่าลืมกรุณาให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล

เพราะอาจมี “ตัวแปร” ต่างๆเข้ามาแทรกได้

ทำให้การเลือกตั้งตามโรดแม็ปหดมาเร็วขึ้น หรือยืดเวลาออกไป

ซึ่งในเบื้องต้นเลยนายวิษณุยกตัวอย่างไว้ ในมุมของความวุ่นวายในการเลือกตั้ง ถ้าหากจัดเลือกตั้งทันทีหลังกฎหมายลูกเสร็จ อาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่

หากไม่มีการเซ็ตซีโร่ให้เริ่มนับหนึ่งพร้อมกัน

หรือในมุมของการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ในแบบที่ยังไม่เคยเจอ โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบสัดส่วนผสมที่มีวิธีนับคะแนน คิดสัดส่วนแตกต่างจากเดิม

ไม่ใช่ใครได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ พรรคที่ได้คะแนนไม่ใช่มากที่สุดอาจชนะก็ได้

จุดนี้อาจทำให้ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากสุดไม่พอใจ มีการเปรียบเทียบกับเหตุวุ่นวายในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่เกิดความวุ่นวาย

เรื่องของเรื่อง นายวิษณุเน้นเงื่อนไขไปที่ปัจจัยในการเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็สอดรับกับจังหวะการขยับตัวของบรรดานักการเมืองในโหมดที่เข้าสู่ห้วงท้ายเทอมรัฐบาล คสช.

ด้านหนึ่งนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็ก อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง สามารถจัดประชุมพรรคได้

เพื่อเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกตัวผู้สมัครลงเลือกตั้ง

ล้อไปกับข่าวเบื้องหลังที่มีความพยายามปรับเปลี่ยนการนำพรรคเพื่อไทย ตามกระแสข่าวต่อเนื่องชื่อของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงถูกชงขึ้นมาเป็นระยะ

รองรับยุทธศาสตร์การดีลกับขั้วอำนาจสีเขียว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกตัวเป็นเชิงมัดคอ คสช. ย้ำเลยว่าเท่าที่ดูทุกอย่างก็เป็นไปตามตารางเวลาการทำงาน

การเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแม็ปก็เป็นไปได้

ในจังหวะที่ภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังจูนคลื่นกันใหม่ ภายหลัง “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร โดนเด้งออกจากผู้ว่าฯกทม. คสช.สั่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองมานั่งเก้าอี้แทน

เชื่อมต่อท่อ กทม.กับทีม “อภิสิทธิ์” หลังขาดแคลนน้ำเลี้ยงมาพักใหญ่

ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ในอารมณ์นักเลือกตั้งอาชีพลุ้นลงสนามเร็วตามฟอร์ม

พร้อมๆกับกระแสการรีเซ็ตในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอาการดิ้นสู้ยุทธการ “เซ็ตซีโร่” ของทีมงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ที่สะท้อนผ่านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดัง เปิดหน้าปะทะทางความคิดกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

กกต.ก็ส่อแววต้องเริ่มต้นจากศูนย์ นับหนึ่งกันใหม่เหมือนกัน

โดยบรรยากาศไหลเข้าโหมดเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง

ตามรูปการณ์ที่พร้อมทั้งคนและกติกา แบบที่นักการเมืองก็ขยับตัวเร่งเกม ส่วนฝ่ายออกแบบกติกา นายมีชัยก็ไม่ได้แสดงออกถึงปัญหากฎหมายลูกล่าช้าแต่อย่างใด

ถึงตรงนี้ยังไม่มีอะไรเป็นลางบอกเหตุว่า การเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามโรดแม็ป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็อย่างที่นายวิษณุออกตัวไว้ การเลือกตั้งอาจจะหดเข้าหรือยืดออกไปได้

ขึ้นอยู่กับ “ตัวแปร” ที่อาจแทรกเข้ามา

และยังมี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่พูดไปในทำนองเดียวกันว่าต้องดูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเรื่องราวในแต่ละวัน แต่ละเดือนไป ถ้าเลือกตั้งได้เขาก็เลือก ถ้าเลือกไม่ได้จะไปเลือกทำไมให้เสียหาย แต่ยังไม่มีอะไรที่ คสช.จะเปลี่ยนแปลงโรดแม็ป

ออกตัวแบบแทงกั๊ก เผื่อปัจจัยพลิกผัน

ในเครื่องหมายคำถาม ปริศนาตัวแปรที่ว่าคืออะไร

เพราะเชื่อว่า มวยระดับนายวิษณุคงไม่ได้คาดการณ์กันลอยๆ อย่างน้อยมันก็ต้องมีทั้งข้อมูลดิบและข้อมูลจากประสบการณ์ ก่อนออกมาให้ความชัดเจนกับสังคม

ในฐานะ “กูรู” ผู้รอบรู้ในทีมงานรัฐบาลทหาร คสช.

ตามความสำคัญก็เสมือนหนึ่งการ “นำร่อง” ทิศทางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้า ประเมินจากปัจจัยตรงหน้าที่เห็นๆกัน โดยสถานการณ์ที่จะส่งผลตรงกับการยืดหรือหดโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

โดยเฉพาะกำหนดการเลือกตั้งใหญ่

มันมีทั้งปัจจัยภายในประเทศและเงื่อนไขภายนอกประเทศ

ว่ากันตามเหตุภายนอก ก็ยังเป็นเรื่องของกติกาประชาธิปไตยในโลกสากลที่มีแรงกดดันรัฐบาลทหาร คสช.มาต่อเนื่อง ประเทศไทยโดนลดระดับพิธีการทางการทูตและการเจรจาทางการค้า

ทำให้การแก้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจหนักหนาสากรรจ์

และนั่นก็ยังโยงมาถึงเงื่อนไข ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับแขก ผู้นำชาติต่างๆที่ได้รับเชิญให้เดินทางมาร่วมพระราชพิธีสำคัญ

ว่ากันตามนี้ ปัจจัยภายนอกกดดันให้ต้องหดโรดแม็ป เลือกตั้งเร็ว

ซึ่งนั่นก็ย้อนแย้งตรงกันข้ามกับเงื่อนไขภายในประเทศ ที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมพระราชพิธีสำคัญ การเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ตามสถานการณ์ก็ขัดกับบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้ง

ยังไม่รวมถึงเงื่อนไขตามโบราณราชประเพณี โปรแกรมเวลาต่างๆต้องปรับตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยที่รัฐบาล คสช.ก็ไม่สามารถกำหนดเองได้
รัฐบาล คสช.ต้องบริหารสถานการณ์ ตีคู่ขนานกันไป

ในบรรยากาศเกร็งๆกับการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี

แม้อีกมุมหนึ่งจะมีแรงเสียดทานรัฐบาลทหารหนักขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่อเค้าจะมีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย จากปัญหาข้าวและสินค้าเกษตรที่จะทยอยออกมาตามฤดูกาล ขณะที่สถานการณ์ตลาดโลกไม่เอื้ออำนวยกับราคา
ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

และนั่นก็แปรผันตามเสียงเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐบาลใหม่มากู้สถานการณ์

เป็นช่องให้นักการเมืองได้จังหวะโหนกระแสกดดัน คสช.

สถานการณ์ในประเทศก็อ่อนไหว เงื่อนไขนอกประเทศก็พัวพัน

ตามรูปการณ์ที่น่าจะเป็นคำตอบ นายวิษณุต้องออกมาปูทาง “นำร่อง” การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ก่อนออกตัวร้องขอความเป็นธรรมให้รัฐบาล หากมีปัจจัยแทรกเข้ามา

เพราะปริศนาตัวแปร จะชี้ขาดสถานการณ์.

“ทีมการเมือง”

 

“ตัวแปร” ที่เกิดขึ้นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793942


อีกหนึ่ง “บิ๊กเนม” ที่เซ่นดาบปราบโกง

ถึงคิว “สาธิต รังคสิริ” อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ถูก ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ

ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นต่อศาลพิจารณายึดทรัพย์ ทั้งรายการทองคำแท่ง 607 ล้านบาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รถยนต์ ที่ดิน จ.หนองคาย สมุทรปราการ และนครราชสีมา

เบ็ดเสร็จถูกจ่อยึดทรัพย์ 714,938,147 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ไล่เลี่ยกับจังหวะขึงขังของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้ดีเอสไอดำเนินการจับกุม “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ในจังหวะเดียวกันที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ประสานงานไปยังคนใกล้ชิดและเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ช่วยติดต่อให้อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมอบตัวต่อสู้คดีภายในสิ้นเดือนนี้

โดยพร้อมเข้าไปแจ้งข้อหาถึงในวัดพระธรรมกาย ไม่สนคำขู่ของลูกศิษย์ที่ระบุอาจจะขัดขวางเจ้าหน้าที่หากมีการจู่โจมเข้าชิงตัวเจ้าสำนัก

ส่งสัญญาณบังคับใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นกับ “ธัมมชโย” วัดเดิมพันความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่อยากให้คดีวัดพระธรรมกายยืดเยื้อยาวนานออกไป

เช่นเดียวกับการขยายผลเล่นงานขบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ตามที่ “บิ๊กต๊อก” เฮดใหญ่ปราบโกง ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตั้งแท่นไล่บี้เจ้าหน้าที่รัฐ 6,000 ราย ที่มีส่วนร่วมชดใช้ความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

ต่อยอดจากการเช็กบิล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้จ่ายค่าเสียหาย 35,000 ล้านบาท ที่ทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

องคาพยพอำนาจพิเศษร่วมขันนอตปราบโกงตามนโยบาย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

สร้างจุดแข็ง ทำแต้มต่อเนื่อง ช่วย “บิ๊กตู่” ตีปี๊บสร้างผลงานช่วงปลายปี

ในจังหวะที่รัฐบาลท็อปบูตเร่งเครื่องทำคะแนน จัดแคมเปญส่งความสุขท้ายปีช่วยผู้มีรายได้น้อย

แจกสะบัดเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน ตั้งแต่ 1,500-3,000 บาท มาตรการรถเมล์ รถไฟฟรี การช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด

ไปๆมาๆ ท็อปบูตก็หนีไม่พ้น โคลนนิ่งหลักการ “ประชานิยม” มากระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเป็นนโยบาย “ประชารัฐ” มาใช้แก้เขิน ไม่ให้ดูเหมือนลอกการบ้านของเก่ามาใช้ทั้งดุ้น

ท็อปบูตต้องพลิกตำราหันมาเอาใจช่วยรากหญ้า ในยามที่ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่

แม้จะถูกวิจารณ์จากนักธุรกิจว่า เป็นแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่อย่างน้อยก็ช่วยสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช. ผ่อนคลายแรงกดดันระดับหนึ่ง

แต่ที่กำลังเป็นปมกระเพื่อมคือ โรดแม็ปเลือกตั้ง ตามการจุดกระแสของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าโรดแม็ปที่วางไว้ปี 2560 อาจมีตัวแปรแทรกที่กระทบการเลือกตั้ง

แกะรอยอาการน่าห่วงอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 240 วัน หลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

โดยเฉพาะกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ที่เริ่มเห็นร่องรอยความไม่ลงรอยระหว่าง สนช.กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ตามเงื่อนไขชวนหวาดเสียว หาก สนช.แก้กฎหมายลูกไม่สอดคล้องเจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯระหว่าง สนช. และ กรธ.มาแก้ไข แต่หาก สนช.ยังยืนกรานลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ไม่ยอมรับร่างกฎหมายลูก จะต้องเริ่มต้น
กระบวนการร่างกฎหมายลูกใหม่ทันที โดยไม่มีเงื่อนเวลามาบังคับ

ดูแล้วหมิ่นเหม่อาจกระทบปฏิทินเลือกตั้งปลายปี 2560 ขยับออกจากโรดแม็ปเดิม

แม้แนวโน้มอาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องใช้เสียง สนช.เยอะในการคว่ำกฎหมายลูก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้

ระดับเซียนวงในอย่างนายวิษณุ ถ้าไม่มีข้อมูลเชิงลึกคงไม่บุ่มบ่ามพูดถึงตัวแปรแทรกให้รัฐบาลเสี่ยงเจ็บตัวได้

หาก คสช.ประเมินสถานการณ์ไม่เป็นใจต่อการเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มหาช่องทางดีเลย์การเลือกตั้งได้

เจอคลื่นแทรกเข้าไป อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น.

ทีมข่าวการเมือง

 

ขยับเขย่าคลาย ‘เกร็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/793002


อาการข้างเคียง ภาพคล้ายหน้ามืดจะเป็นลม สำหรับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.แค่นี้เรื่องจิ๊บๆ

ได้เท่านี้ก็ต้องถือว่าฟิตเปรี๊ยะแล้ว

จากคิวที่ท่านผู้นำนำร่องนโยบายให้ข้าราชการออกกำลังกายทุกวันพุธ เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการทำงาน ถึงมีเสียงชม แต่ก็ไม่วายถูกค่อนขอด ว่าตามรอย “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” สมัยเป็นผู้นำ เคยจัดบิ๊กอีเวนต์ กิจกรรมแอโรบิกหมู่สร้างสถิติโลกกลางสนามหลวง

แต่เรื่องดีๆก็เหมือนกันได้ ไม่มีผิด

ล่าสุด ศ.ดร.ฟิโอน่า บูล ประธานสมาพันธ์นานาชาติด้านส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กล่าวในที่ประชุมการส่งเสริมสุขภาพโลก ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ขอบคุณรัฐบาลและนายกฯไทย ที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้

เป็นความสำเร็จก้าวแรกของกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาวะโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ส่งเสียงชมคิวฟิตผู้นำไทยในฟลอร์โลก

เรียกว่า ถึงอยู่ในช่วง “เกร็ง” กับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่รอบ 70 ปี แต่ “บิ๊กตู่” ก็ไหลไปตามสถานการณ์ และเริ่มทำตามหน้าที่ของ “ผู้ถูกเลือก” ทั้งประคองสถานการณ์ และคุมการขับเคลื่อนการบริหารประเทศ

โดยเฉพาะปมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลเร่งแก้โจทย์

สารพัดมาตรการออกมา นอกจากอัดฉีดโครงการจำนำยุ้งฉางแก้ราคาข้าวตกต่ำ ทุ่มกว่าหมื่นล้านช่วยผู้มีรายได้น้อย รายละ 1,500-3,000 บาทตามเงื่อนไข ไม่รวมโปรโมชั่นพิเศษ ช่วยค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นของขวัญปลายปี

ล่าสุด นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ระบุ กระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อาทิ มาตรการช็อปช่วยชาติ ที่อาจจะขยายเวลาการใช้สิทธิให้นานขึ้น

รวมทั้งมีข่าวเตรียมมาตรการภาษีที่เคยใช้กระตุ้นท่องเที่ยว การซื้อสินค้าและบริการ

สวมบทรัฐบาล “ซานต้าตู่” ห่อของขวัญไว้แจกอื้อเลย

ถึงถูกค่อนแคะลอกนโยบายประชานิยม แต่ “ประชารัฐ” ประชานิยมตำรับท็อปบูตก็ต้องถือว่าเล่นเป็น และเล่นทีเดียวได้หลายเด้ง

ทั้งกระตุ้นกำลังซื้อ กระตุกเศรษฐกิจ ช่วยชาวบ้าน “ตุนแต้ม” ได้บาน

แค่ขยับงาน ก็น่าจะช่วยลดอาการ “เกร็ง” ได้พอสมควร

เลือกเล่นไปตามบทตามโปรแกรมกำหนด ยึดโรดแม็ปเลือกตั้งเป็นหลัก ล่าสุด “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯฝ่ายกฎหมายออกมายืนยัน กำหนดการทุกอย่างยังเป็นเช่นเดิม

คสช.จะคืนอำนาจ จัดเลือกตั้งภายในปี 2560

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี 2560 คือการเปลี่ยนรัชกาล ตามมาคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จากนั้นคือการร่างกฎหมายลูกที่สำคัญ 4 ฉบับ เสร็จแล้วจะจัดการเลือกตั้ง

คาดว่าจะเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ แต่อย่าลืมกรุณาให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล

เพราะมีตัวแปรต่างๆเข้ามาแทรกได้

“ดร.วิษณุ” ยกเงื่อนไขปัจจัยที่คาดไม่ได้ มีผลต่อโรดแม็ปอำนาจพิเศษ

แต่ที่น่าสนใจ ถึงแม้ “ดร.วิษณุ” ว่าไปตามเนื้อผ้า ประเมินล่วงหน้าถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการเลือกตั้งในแบบที่ยังไม่เคยเจอ

ยกกรณีตัวอย่างจากเหตุวุ่นวายหลังคิวเลือกตั้งผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกามาเปรียบเทียบกฎกติกาใหม่ของไทย มีการเลือก ส.ส.ในระบบสัดส่วนผสม

บัตรใบเดียว สมาชิกสองประเภท เฉลี่ยคะแนน วิธีนับคะแนนต่างจากเดิม

“ไม่ใช่ใครที่ได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ ใครที่ได้ไม่มากที่สุดก็อาจชนะได้”

ถึงแม้พูดตามหลักการกฎกติกา แต่อีกทางก็ยังสะท้อนโจทย์อำนาจพิเศษที่ชัดมาตั้งแต่ต้น

ถึงจังหวะ “เขย่าซ้ำ” เป้าหมายที่ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้กันดี

ประตูกลับสู่การครองอำนาจของค่ายใหญ่พรรคใดที่ตีบตัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ของฟรี’ไม่เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791966


กลิ่นอายของความสุขเทศกาลปีใหม่โชยมาแต่หัววันกับสารพัดของขวัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไล่ตั้งแต่การเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามที่ลงทะเบียนไว้ แบ่งเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท

ผู้มีรายได้เกิน 30,001 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท เริ่มจ่ายผ่านบัญชีตั้งแต่วันที่ 1–30 ธันวาคม

อัดฉีด 1.2 หมื่นล้าน แจกฟรีโดยไม่มีเงื่อนไข ยังไม่นับรวมโปรโมชั่นช่วยจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ที่กระทรวงการคลังจ่อแจกของขวัญให้ผู้มีรายได้น้อยในเมืองช่วงปลายปี เพิ่มเติมจากการช่วยเหลือเรื่องรถเมล์ รถไฟ จัดของฟรีกันโดยไม่สนถูกมองซ้ำรอยประชานิยม

แถมด้วยการเห็นชอบให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 69 จังหวัดทั่วประเทศ ในอัตรา 5–10 บาท ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างภายใต้ระบบไตรภาคีเสนอ

ขยับเรตรายได้ให้คนใช้แรงงาน

และในคราวเดียวกันที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบในการเพิ่มวันหยุดชดเชยเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 2 และ 3 มกราคม 2560 เพื่อให้ประชาชนหยุดยาวเที่ยวเมืองไทยตามที่รัฐบาลรณรงค์

เรื่องของเรื่อง มันก็โยงเป็นเงื่อนไขกับยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยมาตรการแจกของขวัญปีใหม่ของรัฐบาล ถือว่าได้หลายเด้ง มุมแรกเลยคือซื้อใจชาวบ้านรากหญ้า ประคองความนิยมรัฐบาลทหาร อีกมุมก็มีเป้าหมายอัดฉีดเงินเข้าระบบหมุนเวียน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

ถือเป็นการแก้ปัญหาเหตุจำเป็นเร่งด่วนไปพร้อมกัน

แถมอีกทางหนึ่งก็เป็นการปลุกเร้ากระแสความสุขปีใหม่ ได้จังหวะเบี่ยงสถานการณ์เครียดๆ เปลี่ยนบรรยากาศการเมืองที่อึมครึมๆ

ภาวะ “เกร็ง” จากการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองไทยรอบ 70 ปี

ในอารมณ์ต่อเนื่อง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.ยังสั่งการผ่านที่ประชุม ครม.ให้ข้าราชการทั่วประเทศ ออกกำลังกายทุกวันพุธ โดยเริ่มในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายของข้าราชการ

ไม่ใช่เอาแต่นั่งเล่นไลน์ ท่องโซเชียลฯผ่านโทรศัพท์มือถือ

เรียกเสียงฮือฮา กระตุกอาการตื่นตัวของข้าราชการ ต้องขานรับทุกหน่วยงาน

นั่นก็เพราะนายกรัฐมนตรีประเดิมออกกำลังกาย ใส่ชุด

วอร์มโชว์เล่นกีฬาที่ลานสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ในเวลา 15.00–16.30 น. ในวันถัดมา

“นำร่อง” กันทันทีทันใด ให้เห็นเลยว่าเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่แค่นั่งสั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง

ตามรูปการณ์ “นายกฯลุงตู่” จับเอาสถานการณ์ความจำเป็นเฉพาะหน้าในการบริหารเศรษฐกิจมาผสมผสานกับการเล่นกระแสได้แบบเนียนๆ

รู้เหลี่ยมเซียนการตลาดเหมือนกัน

ที่แน่ๆทำให้เจ้าตำรับประชานิยมอย่างพรรคเพื่อไทยนั่งไม่ติด

ตามอาการแบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง เปิดฉากซัดมาตรการแจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลทหาร คสช. เป็นแค่ประชานิยมสิ้นคิด ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจของ “นายใหญ่” ก็บลัฟซ้ำ มาตรการแจกเงินของขวัญปีใหม่เสี่ยงสูญเปล่า

ดักทาง ดิสเครดิตกันตามฟอร์ม

กลัวลูกค้าเก่าจะเผลอติดใจประชานิยมยี่ห้อรัฐบาลทหารคสช.เหมือนกัน

และก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลทหาร คสช.ก็กลัวประชาชนจะเผลอเคลิ้มว่าเป็นประชานิยมยี่ห้อ “ทักษิณ” ตามรอยอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แบบที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ต้องแถลงเคลียร์มาตรการแจกเงินช่วยผู้มีรายได้น้อยเป็นแค่มาตรการชั่วคราวในระหว่างรัฐบาลกำลังสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ จำเป็นต้องมีมาตรการหลายอย่างมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน

แต่ยืนยันไม่ใช่ประชานิยมที่แจกสะเปะสะปะเหมือนรัฐบาล

ที่ผ่านมาอาศัยการประดิษฐ์วาทกรรม เรียก “ของฟรี” ไม่เหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

โหมดเดียวกันทุกขั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791002


เข้มขลัง ทรงพลัง ยิ่งใหญ่

ในฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี

กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

พร้อมๆกันกับอีกหลายจุด หลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ประชาชนทั่วไปร่วมกันรำลึกถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชวงศ์จักรีจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ทำให้เห็นว่า “สถาบัน” คือจุดแข็งของแผ่นดินไทย

พลังอันแข็งแกร่งยากจะกร่อนสลายได้ง่ายๆ

ในขณะที่มีการเปิดเผยจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกลาโหมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ขอความร่วมมือในการสั่งปิดสถานีวิทยุที่มีการโจมตีสถาบันและรัฐบาลไทย โดยใช้ช่องทางผ่านสื่อในประเทศเพื่อนบ้าน

คสช.ไล่บล็อกขบวนการแฝงป่วนสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

จัดการเคลียร์แรงกระเพื่อมให้นิ่งมากสุดเท่าที่จะนิ่งได้

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์อ่อนไหว ภาวะธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ประเทศไทยในรอบ 70 ปี เป็นภารกิจที่หนักอึ้งสำหรับรัฐบาลทหาร คสช.

โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “ผู้ถูกเลือก” มาคุมงานสำคัญ

ในบรรยากาศที่ต่างฝ่ายต่าง “เกร็ง” ข่าวด้านหนึ่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แจ้งสมาชิก สนช.ให้ “สแตนด์บาย” พร้อมเรียกประชุมวาระสำคัญพิเศษระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายนถึงวันที่ 2 ธันวาคม

ก่อนออกตัวในภายหลังว่า ยังไม่มีการนัดประชุมพิเศษ

แค่เห็นว่าเดือนธันวาคมจะมีวันหยุดยาวเกรงจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม ประกอบกับได้รับสัญญาณจากรัฐบาลว่าอาจมีวาระเร่งด่วนเสนอเข้าที่ประชุม สนช. คาดว่าเกี่ยวกับสนธิสัญญาต่างๆ

สนช.ก็ยังทำได้แค่เตรียมพร้อม รอความชัดเจน

ขณะเดียวกันก็มีสายข่าวทางลึกจากแดนไกล แจ้งลูกข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร รอประกาศท่าทีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงต้นเดือนธันวาคม

“นายใหญ่” ก็หยั่งทิศทางลม ลุ้นจังหวะสำคัญ

ทุกขั้วอำนาจ ต่างฝ่ายต่างอยู่ในโหมดของการรอสัญญาณ

ในบรรยากาศอั้นๆ หัวเชื้อเก่ากลับมาคุกรุ่น รอปะทุ

สะท้อนจากปรากฏการณ์ ปมของนักพูดสาวคนดังที่ลุกลามเป็นการตอกย้ำรอยแตกแยกแบ่งภาค กระตุกอาการไม่พอใจของชาวอีสาน ลากโยงไปถึงทหารต้องออกมาเคลียร์ข้อหาอยู่เบื้องหลัง พาลมาปลุกอารมณ์กองเชียร์ คสช.ที่กระโดดถือหางนักพูดสาว

ด่ากันเรื่องโหนสถาบัน ล้มสถาบัน

วนไปวนมาก็พวกหน้าเก่า กปปส.แท็กทีมพันมิตรฯโซ้ยกับเสื้อแดง นปช.

ล้อไปกับการเร้าดีกรีร้อน กรณีการจ่อบุกชาร์จ “ธัมมชโย” เจ้าสำนักธรรมกาย หลังโดนหมายจับเป็นหมายที่ 3 ในคดีบุกรุกที่ป่าปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไล่หลัง “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ประกาศหากไม่สามารถถอดจีวร “ธัมมชโย” นอนคุกได้ จะถอดจีวรตัวเองไปอาศัยอยู่ป่าดังที่เคยลั่นวาจาเอาไว้

“เดิมพันผ้าเหลือง” เร้ากองเชียร์แดง เหลือง กปปส.

แถมพ่วงด้วยอัยการคดีพิเศษเดินหน้าฟ้องคดีรถเบนซ์โบราณของ “สมเด็จช่วง” ที่หนีไม่พ้นส่งผลต่อสถานะ “สังฆราช” องค์ใหม่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง สถานการณ์มันก็ย้อนไปที่ฉาก พล.อ.ประยุทธ์นำรวมพลังแห่งความภักดี

ไม่ว่าการเมืองวุ่นวายแค่ไหน บ้านเมืองจะอยู่ในวิกฤติอันตรายสักปานใด มันได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ไฟร้อน ดับได้ด้วยความแข็งแกร่งของสถาบัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ภาวะซ้ำอาการ‘เกร็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789911


ปรากฏการณ์บ่งชี้ว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

ถึงขั้นที่คนระดับโฆษกของกองทัพทั้ง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นจันทร์ ทีมงานโฆษก คสช.ต้องตบเท้าออกมาปฏิเสธ

บอกปัดเป็นพัลวันไม่ได้อยู่เบื้องหลังนักพูดสาวคนดัง

ภายหลังประเด็นลุกลามใหญ่โต เริ่มต้นจากประเด็น “ดราม่า” เรื่องวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาที่โดนปฏิเสธจนเกือบกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุที่พาดโยงกับประเด็นหมิ่นเหม่

กระแสลากยาวต่อเนื่อง มีการขุดปมการขึ้นเวทีพูดกระทบกระเทือนจิตใจคนอีสานจนโดนต่อต้านอย่างหนัก แล้วก็บานปลายถึงพฤติกรรมฝักใฝ่ คสช. ตามข้อมูลในโลกโซเชียลฯ ที่แฉหน่วยงานกองทัพจ้างนักพูดคนดังไปพูดในหน่วยทหารและเวทีโฆษณาชวนเชื่อของหน่วยงานด้านความมั่นคง ด้วยค่าตัวชั่วโมงละ 30,000 บาท ที่เกินเรตของหน่วยทหารจะจัดจ้างกัน

วนไปวนมาก็มาจบที่ปมความขัดแย้งของขั้วอำนาจ

มีการฟันธงชัดจากทีมโฆษก คสช.เป็นแผนของพวกจุดกระแสสร้างความแตกแยก

ขณะที่คนอีกจำนวนไม่น้อยก็พากันแปลกใจกับเครื่องหมายคำถาม จำเป็นอะไรที่ฝ่ายความมั่นคงถึงต้องใช้นักพูดสร้างแรงบันดาลใจไปกระตุ้นความรู้สึกกลุ่มเป้าหมาย

สร้างอารมณ์ร่วม ปรุงแต่งกระแส

ทั้งๆที่รู้กันอยู่แก่ใจดีว่า มันเป็นสัญชาตญาณโดยธรรมชาติของประชาชนคนไทยอยู่แล้วที่ต่างรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ต่างคนต่างสัมผัสมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ไปยันเด็กรุ่นใหม่

นี่ต่างหากที่น่าจะต้องทบทวนกันใหม่

ปล่อยตามธรรมชาติก็งดงามอยู่แล้ว ไม่ต้อง “โหน” กันจนเกินงาม

ที่แน่ๆโดยสถานการณ์มันก็ชัด หัวเชื้อไฟ “ขัดแย้ง” ยังคุอยู่ ปะทุได้ตลอดเวลา

ไม่รู้อีกกี่ชาติถึงจะจบสิ้น

มาถึงตรงนี้มันก็แค่หลบให้ช่วงเวลาพิเศษชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น แต่ของจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จับอุณหภูมิความขัดแย้งแฝงอยู่ทุกจุด

ไม่เฉพาะแค่ฝ่ายต่อต้านอำนาจพิเศษเท่านั้นที่รอจังหวะให้รัฐบาลทหารพลาดสะดุด

แต่ภาวะ “สนิมเนื้อใน” ก็ฉุดเครื่อง คสช.อย่างแรง

อย่างที่เห็นอาการดิ้นพล่านของคนในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายด้วยกันเอง ตั้งป้อมค้านยุทธการ “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ

นับหนึ่งจากศูนย์ ตั้งต้นกันใหม่พร้อมกติการัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋มีชัย”

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องกระโดดห้ามมวยออกอากาศ ปรามหย่าศึกรุ่นใหญ่อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดัง

ต่างคนต่างแรง แถมยังขุดเบื้องหลังประจานแผนการวางคนมาเสียบแทน

ภาพที่ออกมามันกระตุกอารมณ์แฟนๆ ทำลายความหวังกองเชียร์ คสช.ต่อการปฏิรูป

และนั่นก็ยิ่งเป็นภาวะกดทับ ซ้ำอาการ พล.อ.ประยุทธ์ที่ “เกร็ง” จนเหนื่อยล้า

ในฐานะผู้นำที่แบกภารกิจหนักอึ้งในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี

ต้องบริหารสถานการณ์ทุกอย่างไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าโรดแม็ปปฏิรูปประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน รวมถึงการควบคุมดูแลความเรียบร้อยของพระราชพิธี

ลึกๆในใจก็คงอยากถ่ายโอนภารกิจเต็มที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้โดยรูปการณ์สถานการณ์จะแฝงปมวุ่นวายไปทุกจุด แต่สุดท้ายเลยด้วยเงื่อนไขบังคับ ประเมินการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าไม่นานไปกว่ากำหนดการตามโรดแม็ป

เพราะต้องให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งรอต้อนรับผู้นำจากนานาประเทศที่จะเดินทางเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทย

ส่วนผู้นำจะเป็น “นายกฯลุงตู่” หรือไม่ ต้องลุ้นอีกที.

ทีมข่าวการเมือง

 

มองอนาคตการเมืองในกรอบรัฐธรรมนูญใหม่ : ติดหล่มจมปลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788206


ก้าวขึ้นทำเนียบผู้อาวุโสวงการเมือง ผ่านด่านการปั้นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 3 คน โดดเด่นอยู่ในถิ่นบูรพาพยัคฆ์ ถึงได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”

ขณะนี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีองค์ประกอบส่วนหนึ่ง

เป็นบรรดาบิ๊กสายบูรพาพยัคฆ์ เข้ามาบริหารประเทศผ่านมา 2 ปีกว่า ผู้ที่เคยสัมผัส “บิ๊กบูรพาพยัคฆ์” นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาล และ คสช.

เริ่มต้นก็เกริ่นถึงภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ สถานประกอบการผลิตอะไรมาขายไม่ค่อยได้ สุดท้ายรัฐจะเก็บภาษีจากที่ไหน

ที่สำคัญเกษตรกรชาวนามีต้นทุนการผลิตสูง แต่ขายข้าวเปลือกราคาต่ำ และซื้อข้าวสารราคาแพง

แรงงานแม้ค่าจ้างขั้นต่ำกำลังจะขยับขึ้น แต่ค่าครองชีพยังสูง เลี้ยงชีวิตได้แค่ตัวคนเดียว ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว

เมื่อประชาชนยากจนลงแล้วประเทศจะอยู่กันได้อย่างไร

ขณะที่ในด้านการเมือง เมื่อส่องดูเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รอการประกาศใช้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่าง

สุดท้ายเมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว ผลจะออกมาอย่างไรยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

แม้กระทั่งฝ่ายตั้งใจทำจะสำเร็จหรือไม่ที่จะสืบทอดอำนาจ

แต่ในภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ต้องการ “บล็อกคน-บล็อกประชาธิปไตย-บล็อกประเทศ” เพราะกำหนดให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งต้องไปดึงเสียงจากพรรคเล็ก พรรคน้อย จะเป็นตัวบล็อกไม่ให้รัฐบาลทำงานได้สะดวก

ยิ่งการกำหนดให้ ส.ส.ไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค จะถอยหลังกลับไปสู่การเมืองสมัยโบราณ โหวตลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแต่ละครั้ง จะต้องเดินเข้าห้องน้ำ มีการต่อรองกันเกิดขึ้น วุ่นวายไปหมด

ในอนาคตการเมืองไม่พัฒนาขึ้น แต่จะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม เพราะสมัยก่อนบ้านเมืองไม่ได้ตกอยู่ในสภาพที่แตกแยก ไม่มีอะไรร้อนคุกรุ่นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วจุดติดก็ลุกโชนขึ้นมาเลย

จำได้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ผมออกมาย้ำเตือนตลอดว่าจะทำให้การเมืองยุ่งเหยิง ที่ออกมาคัดค้านไม่ใช่ว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เรารับอยู่แล้ว แต่ขอให้ปรับแก้ไขเนื้อหากันหน่อย

โดยเฉพาะอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีมากจนเกินไป แจกใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา สุดท้ายเป็นไปอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมา

ทีมข่าวการเมือง ขอฉายภาพให้เห็นร่าง พ.ร.บ.กกต.ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสาระสำคัญหลายประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

อาทิ การกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็น กกต.เข้มข้นขึ้น ชนิดที่มี กกต.บางคนตอบโต้ กรธ.อย่างดุเดือด

เช่น ต้องดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เทียบเท่าระดับอธิการบดี อัยการ ผู้พิพากษาติดต่อกัน 10 ปี ในทางวิชาการต้องอยู่ในระดับศาสตราจารย์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับบริหารงานการเลือกตั้งมาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยประสบการณ์แต่ละด้านสามารถนับรวมเวลากันได้

อำนาจหน้าที่ที่ปรับใหม่ เช่น ให้ กกต.เพียง 1 คน สามารถสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งระงับการเลือกตั้งได้ทันที หากพบว่าไม่สุจริตยุติธรรม

ยกเลิก กกต.จังหวัดแล้วกำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัด จำนวน 5-7 คน ขึ้นอยู่ที่ความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้ง 2 คนมาจากคนในพื้นที่ และส่วนที่เหลือ กกต.จะสุ่มว่าใครจะต้องไปลงพื้นที่ใดบ้าง มีอำนาจเฉพาะช่วงมีการเลือกตั้ง มีเฉพาะเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง แต่ไม่มีเงินเดือน

กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระทำหน้าที่สรรหา กกต.เพิ่มอีก 2 คน ให้ครบ 7 คน และวินิจฉัยว่า กกต.ชุดเดิมมีใครขัดคุณสมบัติตามกติกาใหม่หรือไม่ ถ้าชี้ว่าขัดก็ทำหน้าที่จนกว่าจะสรรหา กกต.คนใหม่มาแทน

ส่วนร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 ยังคงสภาพอยู่ ภายใต้เงื่อนไขมีจำนวนสมาชิก จำนวนสาขาและตัวแทนสมาชิกประจำจังหวัดครบตามที่กฎหมายกำหนด

โดยต้องทำให้เสร็จภายใน 90 วันนับแต่กฎหมายบังคับใช้ หากไม่ดำเนินการหรือไม่ทัน มีโทษยุบพรรค

การตัดสิทธิทางการเมืองจากการยุบพรรค จะมีโทษเฉพาะผู้กระทำผิด ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีโทษสูงสุดคือตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

และหากทำผิดในฐานความผิดล้มล้างการปกครอง การซื้อขายตำแหน่ง มีอัตราโทษทางอาญาที่รุนแรงสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต เพราะเป็นการทำลายระบบการปกครอง

นี่คือเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในกฎหมายลูก โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้ กกต.คนเดียว สั่งให้นับคะแนนใหม่หรือสั่งระงับการเลือกตั้งได้ทันที หากพบว่าไม่สุจริตยุติธรรม นายเสนาะ บอกว่า แบบนี้จะก่อ ให้เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น

ถ้าประชาชนไม่ได้รับความชอบธรรม สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจะหนักกว่าเดิม เพราะขณะนี้ประชาชนประสบปัญหาปากท้อง ข้าวสารแพง ข้าวเปลือกถูก และปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย

จะเสนอทางออกหรือทางแก้ไขอย่างไรบ้าง นายเสนาะ บอกว่า ไม่ต้องไปทำอะไรมาก ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกติกาใหญ่ ถ้าเขียนกติกาไว้แบบนี้ ส.ส.ทำอะไรไม่ได้

ควรแก้กติกาการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่คิดถึงประชาชน

พอมีการเลือกตั้งทั้งหมดจะออโตเมติก รัฐบาลมาจากประชาชนจะต้องเอาใจประชาชน

หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาให้ประชาชน ส.ส.ในพื้นที่จะต้องเร่งให้รัฐบาลทำ เพราะประชาชนในพื้นที่ด่า ส.ส. ผู้แทนในพื้นที่ก็อยู่ไม่ได้

ทางออกของประเทศจะแก้ไขอย่างไร จะแก้ปัญหาปากท้องก่อนหรือมีการเลือกตั้งก่อน นายเสนาะ บอกว่า ขอพูดตรงๆน่าจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปัดฝุ่นใช้ ถ้าอยากจะให้สุดๆ นำคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แบบนี้ยังพอคุยกันได้

ถ้าอยากจะสืบทอดอำนาจก็ต้องมาคุยกัน

สมมติถ้าผมเป็นพรรคใหญ่ จะไม่ขอเป็นรัฐบาล อยากเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นต่อ แล้วดูสิว่าเมื่อมาเจอของจริงจะอยู่ได้หรือไม่

จากประสบการณ์ที่ผมอยู่กับการปฏิวัติมาหลายครั้ง ตั้งแต่สมัย 6 ตุลา 19 เอานายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลหอย สภาหอย ประกาศแบบท่องสูตรคูณจะอยู่ 8 ปี 12 ปี 16 ปี ถึงจะเป็นประชาธิปไตย

ผลสุดท้ายรัฐบาลอ่อนแอมาก

เฉกเช่นยุคนี้กติกาใหม่ที่เขียนบล็อกไว้ทั้งหมด ระบบบ้านเมืองเดินไปไม่ได้ มีแต่ล้าหลัง ในที่สุดจะเกิดความขัดแย้ง เอาเฉพาะแค่ประชาชนเลือกตั้งการเมืองใหญ่ได้เสียงข้างมาก แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล มันผิดวิสัยความจริง

รัฐบาลถือว่าปกครองประเทศได้ เพราะมีกองทัพสนับสนุน ดูแลด้านความมั่นคง ป้องกันเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ นายเสนาะ บอกว่า การปฏิวัติที่ผ่านมาไม่เคยมีการออกรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยกำหนดให้คนคนเดียว มีอำนาจตามมาตรา 44 ทำให้อยู่เหนือ
กฎหมาย ทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครกล้าทำ

แต่รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษมา 2 ปีกว่าแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาตามมา มากมาย อาทิ ปัญหาระบบข้าราชการ คนดีอยู่ไม่ดี คนทำงานโดนหมด ถูกย้ายตอนไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในสถานการณ์การเมืองแบบนี้จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาแน่ ควรเซ็ตซีโร่กันใหม่ทั้งหมด เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ นายเสนาะ บอกว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ดีๆหลายฉบับ ควรเอามาปัดฝุ่นและเพิ่มเติมสิ่งที่ดีๆเข้าไป ทำง่ายนิดเดียว

จะปล่อยให้กลุ่มคนที่เขียนกติกาแบบอคติต่อนักการเมือง ต่อไปไม่ได้

สุดท้ายก็มาทะเลาะแบ่งแยกกันอีก.

ทีมการเมือง

 

“ประยุทธ์”กระตุ้น“กลไก”เดินหน้าอนาคตใหม่ : ไทยสามัคคี ร่วมเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787632


ฝนซา อากาศเริ่มหนาว ย่างเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว

วันเวลาเดินไปพร้อมๆกับสถานการณ์ภายในประเทศที่เดินหน้าต่อเนื่องไม่มีการสะดุดหยุดนิ่ง หลังก้าวผ่านช่วงจังหวะยากลำบากจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

โฟกัสไปที่โปรแกรมหลักของประเทศ ความคืบหน้าตามโปรแกรมโรดแม็ปปฏิรูปของ คสช.ที่กำลังอยู่ในขั้นรอกระบวนการประกาศบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ตามกำหนดปฏิทินที่ล็อกไว้ไม่เกินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเงื่อนเวลาปฏิทินงานตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ก็ต้องล้อไปกับกำหนดการพระราชพิธีพระบรมศพฯ ที่อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ถือเอาโบราณราชประเพณีเป็นหลัก

รวมถึงประเพณีปฏิบัติที่ดำเนินสืบเนื่องกันมา ว่ากันตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ชี้แจงชัด ตอนนี้ทุกอย่างก็อยู่ในขั้นตอน ขอทุกคนอย่าใจร้อน แม้แต่กรณีปฏิทินและวันหยุดราชการปี พ.ศ.2560 ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่นั้นก็จะต้องรอสำนักพระราชวังเป็นฝ่ายกำหนดมา

ส่วนวันสำคัญของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องเรียกชื่อใหม่

เรื่องของเรื่องเป็นอะไรที่เข้าใจได้ ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของประเทศไทย

แบบที่ช่วงอายุคนในประเทศส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน

กระบวนการขั้นตอนต่างๆจึงไม่แน่นอน เป็นของธรรมดา

แต่ที่ชัดเจนก็คือภารกิจประจำของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน งานรูทีนต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะ หน้าของประชาชน ตามสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่เจอเงื่อนไขกลไกตลาดโลก

ชาวนา ชาวไร่ บักโกรกหนักตามๆกัน

กระแสกดดัน พล.อ.ประยุทธ์และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเข็นมาตรการเร่งด่วนในการรับจำนำยุ้งฉางทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี ข้าวเหนียว ดันราคาขึ้นไปตันละหมื่นกว่าบาท

หนีไม่พ้นยุทธศาสตร์การแทรกแซงราคาตลาด

วิถีธรรมชาติของประเทศเกษตรกรรมแบบเมืองไทยที่ยังขาดระบบการจัดการที่ดี

แน่นอนมันเป็นอะไรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในจังหวะที่รัฐบาลทหารกำลังเดินหน้าจัดการกับอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เช็กบิลค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ไปๆมาๆก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินย่ำรอยตามกัน

แค่เปลี่ยนจากโครงการ “จำนำทุกเมล็ด” เป็น “จำนำยุ้งฉาง”

ท็อปบูตก็ต้อง “อัดฉีด” ซื้อใจชาวนาเต็มที่เหมือนกัน

นั่นก็เพราะมันส่งผลถึงระดับแรงเสียดทานต่ออำนาจในการบริหารประเทศ

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์ที่ผ่าน 2 ปีกว่าเข้าสู่ช่วงท้ายเทอมตามโรดแม็ปที่รัฐบาล คสช.วางไว้ ก็เหมือนกับรัฐบาลทั่วไปที่จะถูกจับจ้องเรื่องผลงาน

โดยเฉพาะเทียบกับอำนาจพิเศษที่เหนือกว่ารัฐบาลปกติทั่วไป

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่แสดงให้เห็นจุดที่ “แตกต่าง”อย่างชัดเจน หรือทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงประสิทธิภาพที่ด้อยกว่ารัฐบาลนักการเมืองซึ่งโดนอัปเปหิไปอยู่ข้างสนาม

มีแต่ฟอร์มด่าฝ่ายตรงข้าม โยนกลองรัฐบาลเก่า

ผู้นำเก่งแต่ปาก ทำงานไม่ได้น้ำได้เนื้อ

มันก็อาจส่งผลต่อแรงสนับสนุนในการคุมเกมยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

นี่คือโจทย์การบ้านยากๆของ “นายกฯลุงตู่” ที่จะปล่อยให้เรตติ้งตกจากระดับลอยลมบนไม่ได้

และนั่นก็ล้อกันไปกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ งัดยุทธศาสตร์บุกจู่โจมกะทันหัน เดินสายไปตรวจงานตามกระทรวงต่างๆโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ทำเซอร์ไพรส์ไล่ตั้งแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้บริหารกระทรวงไม่ทันได้ตั้งตัว

ไม่เปิดโอกาสให้ “ผักชีโรยหน้า” กันเลย

ในเชิงการตลาด ภาพออกมากระตุกกระแสการเอาจริงเอาจังของผู้นำรัฐบาลทหาร

มุ่งปั่นเนื้องานตามภารกิจพิเศษ

แต่อีกมุมหนึ่งมันก็สะท้อนภาวะแรงเฉื่อยในเชิงบริหาร ถึงขั้นที่ผู้นำรัฐบาลต้องไล่ตรวจการบ้าน จ้ำจี้จ้ำไช เช็กเนื้องานรายกระทรวง

เพราะมีแต่รายงานในที่ประชุม ครม. แต่เนื้องานในพื้นจริงไม่ขยับ

แค่สร้างภาพ จัดอีเวนต์โชว์ก่อนประชุม ครม.ไปวันๆ

พล.อ.ประยุทธ์ต้องกระตุ้นข้าราชการไม่ให้แช่ “เกียร์ว่าง”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่นับปฏิบัติการ “เชือด” ที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปิดกรุประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกว่า 50 ตำแหน่ง เพื่อรองรับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานพิเศษของรัฐบาลที่มีปัญหา

ประเดิมด้วยคำสั่งเด้งผู้บริหารของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีปัญหาถูกตรวจสอบความไม่โปร่งใส

และเป็นปมให้เกิดปัญหาการขัดแย้งภายในทำให้การบริหารสะดุด

ทั้งๆที่ สสว.เป็นหน่วยงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

โดยนั่งเป็น “ประธานบอร์ดใหญ่” ด้วยตัวเอง

และเห็นได้ชัดเจน ภายหลังจากคำสั่งเด้งผู้บริหารที่มีปัญหาในการบริหารภายในของ สสว. ในการประชุมบอร์ดใหญ่คราวเดียวกันก็มีการอัดฉีดงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทให้ สสว.เดินหน้ามาตรการฟื้นฟู ส่งเสริมเอสเอ็มอีภาคการเกษตรและอีคอมเมิร์ซ

รัฐบาล คสช.หวังเดินเครื่องธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในจังหวะที่เครื่องยนต์อื่นทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวเดินได้ไม่เต็มกำลัง

ผู้นำรัฐบาลต้องโดดลงมา “คลุกฝุ่น” แก้ไขฟันเฟืองที่ขบเหลี่ยมใน สสว.

ไล่เบี้ยเนื้องานด้วยตัวเองทั้งระดับองค์กรพิเศษ ทั้งระดับกระทรวง

มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่า การที่ผู้นำขยันทำงานโดดเด่นอยู่คนเดียว แต่องคาพยพของรัฐบาลไม่เดินหน้าไปพร้อมกันทั้งแผง มันก็ไร้ความหมาย

งานไม่เดิน ผลงานภาพรวมไม่เด่นชัด

สลัดภาพความอ่อนเชิงบริหาร ตามฟอร์มเดิมๆของรัฐบาลทหารไม่หลุด

ในทางกลับกัน มันก็มีจุดให้นำมาซึ่งเครื่องหมายคำถาม ตามภารกิจของผู้ถืออำนาจพิเศษในการนำธงไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย

จะหวังผลสัมฤทธิ์ได้มากน้อยแค่ไหน

เพราะในเมื่อสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า มันคือการล่อกันเองในเครือข่ายอำนาจพิเศษที่แตกออกเป็นแม่น้ำ 5 สายของ คสช.

จากหัวเชื้อประเด็น “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ

ตามอารมณ์แบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนดัง เปิดหน้าซัดกับ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ต่างคนต่างแรง ไม่กลัวถูกมองว่าแฝงอาการยึดอำนาจและผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง

นั่นก็ทำให้ระดับความคาดหวังโมเดลการเมืองในฝันมันเลือนรางไป

กลายเป็นภาวะกดทับในภาวะความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเสริมฐานต้นทุนหน้าตักในการเดินหน้าคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านในเส้นทางที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน

สถานการณ์เดิมพันที่กระแสความนิยมต้องนิ่ง

ยิ่งในห้วงบรรยากาศ “เกร็ง” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีประเทศไทย

ต้องระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

แม้แต่จุดเล็กๆยังไม่มองข้าม ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เตือนข้าราชการและคณะบุคคลต่างๆให้สำรวมในระหว่างการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

หลังพบมีการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม

และยังมีเรื่องการเตือนข้าราชการ พวกที่ขอเข้าถวายสักการะพระบรมศพเป็นหมู่คณะ ที่มีการแทรกคิวประชาชนที่เข้าแถวรอปกติ แต่มีการเพิ่มจำนวนคนมากกว่าที่แจ้งไว้

กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควรในห้วงเวลาแสดงความอาลัย

ทั้งการเดินหน้าตามโรดแม็ป ทั้งการบริหารราชการ แผ่นดิน ทั้งการดูแลความเรียบร้อยในพระราชพิธี

เงื่อนสถานการณ์บังคับ ซีเรียสจริงจังไปทุกจุด

แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์คือคนที่แบกรับภารกิจเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

แต่ลำพังจะให้พระเอกขี่ม้าขาวคนเดียวก็เห็นแล้วว่าไปไม่ไหว

จำเป็นต้องพึ่งพาทีมงาน รัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องคาพยพของรัฐบาลต้องขยับทั้งแผง สำคัญที่สุดก็คือประชาชนต้องร่วมแรงร่วมใจ

ผนึกพลังความสามัคคีของคนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

เพราะมันคือเดิมพันอนาคตของประเทศชาติ

ทุกฝ่ายต้องแบกรับสถานการณ์ร่วมกัน.

“ทีมการเมือง”

 

ลามเข้าสู่ศึกคนกันเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787352


ปั่นผลงานมือเป็นระวิง ทำแต้มให้เข้าตาชาวบ้าน

กับบท “วันแมนโชว์” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ทั้งการย่องตรวจการบ้านตามกระทรวงต่างๆ โดยไม่แจ้งคิวให้ทราบล่วงหน้า สลับฉาก

กับการลงพื้นที่ตรวจราชการ เกาะติดปัญหาความทุกข์ของประชาชนในสไตล์ถึงลูกถึงคน อาทิ การติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร จ.ปทุมธานี

ตามติดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง ติวเข้มหน่วยงานต่างๆให้เตรียมรับปัญหาตลอดเวลา หรือการโชว์บทขึงขังทุบหน้าอกตัวเอง ให้สัญญาชายชาติทหาร แสดงความจริงใจ ไม่ทอดทิ้งชาวนาออกแอ็กชั่นเข้มๆ ซื้อใจกระดูกสันหลังของชาติ ในช่วงราคาข้าวดิ่งเหว

แข่งกับกลยุทธ์การตลาดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลี้ยงกระแสชาวนาจัดกิจกรรมต่อยอดแคมเปญเรื่องราคาข้าวไม่หยุดหย่อน

“บิ๊กตู่” หันมากระชับอำนาจบริหารงานเข้มข้น ไล่บี้เค้นผลงานทุกกระทรวงทบวงกรม เร่งโชว์ผลงานให้เห็นกันชัดๆในช่วงเข้าโค้งปลายปี

พร้อมๆกับกระชับอำนาจกระบองยักษ์ ใช้อำนาจพิเศษคอนโทรลการแต่งตั้งโยกย้ายต่างๆช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในคิวล่าสุดที่มีการออกคำสั่งมาตรา 44 เด้ง น.ส.ปณิตา ชินวัตร หลานสาว “อดีตนายกฯปู” และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

กระเด็นจากตำแหน่งรอง ผอ.สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ากรุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ขึ้นหิ้งแขวนไว้จนกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้

จนถูกตั้งแง่จากกองเชียร์เสื้อแดง ผูกปีจองกฐินเล่นงานคนตระกูล “ชินวัตร”

ต่อยอดการไล่บี้ทวงค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯปู” 35,000 ล้านบาท

ในอารมณ์ที่มวลชนเสื้อแดงได้แต่นิ่งเงียบ ขณะที่ฝ่ายการเมืองทำได้แค่โหวกเหวกพอเป็นพิธี ไม่กล้าออกแอ็กชั่นมากมายเกินเหตุ ในสถานการณ์ที่ฝ่ายอำนาจพิเศษยังสะกดแรงกระเพื่อมได้อยู่หมัด

แต่ที่ดูโหวกเหวกเสียงดังมากผิดปกติ กลับเป็นฝ่ายเดียวกันเอง ตามอาการขบเหลี่ยมระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับองค์กรอิสระ

ในประเด็นการกำหนดคุณสมบัติใหม่ขององค์กรอิสระแบบสูงลิบ อาจทำให้ “บิ๊กเนม” องค์กรอิสระหลายคนโดนหางเลขกระเด็นตกจากเก้าอี้ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผูกโยงกับกฎหมายลูก

ทั้ง กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ได้หนาวๆร้อนๆ ยังไม่ทราบชะตากรรมว่า จะเกาะเก้าอี้องค์กรอิสระในอนาคตไว้ได้หรือไม่

โดยเฉพาะตัวจี๊ด สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลางถึงขั้นหลุดคำ “ฟุ้งซ่าน” หรือ “เกิดนานกว่าไม่ใช่ว่าจะเก่งกว่า” ใส่ กรธ.

แบบไม่เกรงใจ “ซือแป๋กฎหมายมือหนึ่งของประเทศ” อย่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ใส่กันหนักๆถึงขั้นแฉว่า “มีบางฝ่ายกำลังเตรียมการโละองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยเอาคนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่แทน ถือเป็นการยึดพื้นที่ทางการเมืองขององค์กรอิสระ”

พวกเดียวกันออกมาแฉกันเองถึงแผนที่บางฝ่ายต้องการยึดพื้นที่ทุกภาคส่วนในสังคม โดยใช้เวทีรับฟังความเห็นของ กรธ.เป็นเพียงแค่พิธีกรรม

สะท้อนอารมณ์ขบเกลียวกันอย่างหนักในการทำงาน กลายเป็นวิวาทะตอบโต้ไปมาระหว่างสองฝ่าย

ปมร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ขยายรอยร้าวจากฝ่ายการเมืองมาสู่องค์กรอิสระ

และอาจขยายวงไปถึงเพื่อนแม่น้ำร่วมสาย ตามอารมณ์ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะต้องพิจารณาปรับแก้ร่างกฎหมายลูกสำคัญ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในรอบสุดท้าย

ซึ่งยังไม่รู้ว่า ร่างกฎหมายลูกของ กรธ.จะถูก สนช.แปลงโฉมมากน้อยเพียงใด

ในอารมณ์ที่ สนช.ก็เห็นสวนทางกับเนื้อหาร่างกฎหมายลูกของ กรธ.อยู่บางเรื่อง

รวมทั้งเคยกินแหนงแคลงใจกับ กรธ.ก่อนหน้านี้ ในประเด็นที่กรธ.เคยเบรกเจตนารมณ์ของ สนช.ไม่ให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในร่างรัฐธรรมนูญ

ได้ลุ้นกันอีกรอบ แม่น้ำร่วมสายจะไหลไปคนละทิศอีกหรือไม่.

ทีมข่าวการเมือง