วิบากกรรมพท.-นปช. ติดบ่วงคดี-ตัดสิทธิการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453637

วิบากกรรมพท.-นปช. ติดบ่วงคดี-ตัดสิทธิการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ห้วงเวลากว่า 2 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาปฏิบัติภารกิจแก้ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง จึงไม่แปลกที่คดีความฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะคนที่อยู่ภายใต้ร่มเงาพรรคเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้งคดีการเมืองบ้าง คดีทุจริตคอร์รัปชั่นบ้าง แม้แต่คดีค้างเก่าก็ถูกเช็กบิล จำคุก ยึดทรัพย์ในยุคนี้

เริ่มจากคนตระกูลชิน ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ไล่ตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตรสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีของทักษิณถูกดำเนินการถอดยศ ด้วยประกาศคําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2558 เรื่องการ ดําเนินการเพื่อถอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากยศตํารวจ โดยผ่านการพิจารณาของ คสช. เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีกระทบต่อความมั่นคงของชาติและมีความจำเป็นต้องดำเนินการเป็นการด่วน

ตามด้วยน้องเขย สมชาย ศาลฎีกาแผนกอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 บริเวณหน้ารัฐสภา จนกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งรุนแรง คดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง สมชาย พร้อมกับพวกรวม 4 คน คาดว่าประมาณกลางปี 2560 คดี 7 ตุลาฯ จะต้องติดตามอีกครั้งว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไร

ส่วนน้องสาว ยิ่งลักษณ์ เวลานี้กำลังเผชิญมรสุมทางการเมืองจากการถูกฟ้องร้อง ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการทุจริตรับจำนำข้าว มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท เป็นความเสียหายจากการระบายข้าวในสต๊อกไม่ได้ ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ทำเอาเจ้าตัวหวาดหวั่นถึงขั้นต้องออกสื่อโซเชียลขออย่าใช้คำสั่งมาตรา 44 อายัดยึดทรัพย์

คดีสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เมื่อปลายสัปดาห์ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอดีต สส.พรรคเพื่อไทย เป็นแพ็ก ประกอบด้วย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ในฐานะประธานสภา นริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร กรณี อุดมเดช รัตนเสถียร จากพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจ ปลอมแปลงและเสียบบัตรแทนกันแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา พร้อมกับเสนอรายงานให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประชา ประสพดีอดีต รมช.มหาดไทย ยุคยิ่งลักษณ์ ก็ถูก สนช.ลงมติถอดถอนจากคดีความผิดใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด (อต.) ไปแล้ว และล่าสุด สนช.นัดลงมติถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือไม่ ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ จากคดีที่ ป.ป.ช.กล่าวหาใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือสนับสนุนแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในยุครัฐบาลทักษิณ ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญาในคดีตกเป็นจำเลยอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมภายในประเทศ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ รวมถึงคดีที่ศาลฎีกาสั่งพิพากษาจำคุก พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่คดีของ นปช. อาทิ ศาลพิพากษา จตุพร พรหมพันธุ์ ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท แต่รอลงอาญา 2 ปี โดยอยู่ระหว่างฎีกา เป็นคดีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจตุพรเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือน เม.ย. 2552

คดีของ “ทอม ดันดี” ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 15 ปี ที่ปราศรัยหมิ่นเบื้องสูงบนเวที นปช.เมื่อปี 2556 และนำคลิปไปเผยแพร่ทางยูทูบ แต่ด้วยรับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 7 ปี 6 เดือน และคดีของ “จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่รอลงอาญา

 

การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453451

การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง'60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านประชามติ ต่อเนื่องด้วยการเร่งจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่วางไว้เบื้องต้นประมาณเดือน ธ.ค. 2560

บรรยากาศทางการเมืองในเวลานี้จึงดูสงบ ไร้คลื่นลม มรสุม เมื่อทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ภายใต้กรอบกติกาตามระบบปกติ

เวลานี้ฝ่ายการเมืองเองต่างรู้ดีว่าการออกมาเคลื่อนไหว หรือการไปคัดง้างกับทางรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดี

ประการแรก ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ คสช. ที่แสดงศักยภาพให้เห็นหลายครั้งหลายคราผ่านคำสั่งต่างๆ ตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทั้งการพักงาน ปลด โยกย้าย ฯลฯ การไปสร้างประเด็นให้เกิดปัญหาและผลกระทบที่จะถูกเล่นงานได้ย่อมมีแต่เสียแต่เสีย

ด้วยคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้สกัดทุกการเคลื่อนไหวของฝั่งการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพรรคการเมืองที่ไม่อาจจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมได้ เรื่อยไปจนถึงกลุ่มการเมืองที่แม้แต่จะออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมายังถูกควบคุมตัวหลายหน จากเหตุผลเรื่องของความมั่นคง

ไม่เว้นแม้แต่บรรดาแกนนำพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ที่ถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติหลายรอบเพียงเพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.

กฎระเบียบเหล่านี้จึงสะกดให้พรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ไม่อยากเสี่ยงออกมาทำอะไรที่จะถูกเล่นงานได้ เมื่อหลายคนล้วนมีแผลที่กลัวว่าจะถูกหยิบยกมาไล่เช็กบิลเมื่อไหร่ก็ได้

ยิ่งวันนี้คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ขยับกลับมาสูงขึ้นจากช่วงหลังๆ ด้วยผลงานที่เด็ดขาดและโดนใจชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ทั้งการใช้มาตรา 44 พักงานบรรดาข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหลายรายที่เข้าไปพัวพันกรณีทุจริต

อีกทั้งเกิดกระแสไม่เอานักการเมืองและการเมืองระบบเก่า ที่ถูกตีตราว่าเป็นจำเลยของสังคมนำพาให้ติดหล่มจนไม่อาจก้าวพ้นวงจรปัญหาที่เป็นมาร่วมสิบปี

ตอกย้ำด้วยผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน หรือ 61.3% ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องคำถามพ่วงที่ว่ากันว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกเปิดทางสืบทอดอำนาจในอนาคต ที่ประชาชน 15.1 ล้านคน หรือ 58.07% ให้ความเห็นชอบ

นี่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักการเมืองอาจต้องมาพิจารณาตัวเอง แถมเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้ง ที่มีแต่จะฉุดคะแนนนิยมให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

เมื่ออีกด้านหนึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคการเมือง กำลังถูกจับตาว่าจะมีการเซตซีโร่ หรือคุมเข้มบรรดานักการเมืองมากขนาดไหน

ยังไม่รวมกับพรรคทางเลือกของไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคใหม่ ดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่จะทำให้สนามเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการพิสูจน์ความนิยมในตัวนักการเมืองรอบสำคัญ

สอดรับไปกับอดีตนักการเมืองหลายคนเริ่มเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีที่ทำเอาหลายคนต้องถูกกันพ้นสนามการเมืองรอบใหม่ และมีอีกหลายคนที่จ่อจะถูกฟัน ทำให้หลายคนพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สร้างปัญหา

บรรดานักการเมืองจึงอยู่ในสภาพบอบช้ำ ไร้แรงต้านทาน สิ่งที่ทำได้จึงการประคองตัวไปให้ถึงการเลือกตั้ง เพราะหากยิ่งดิ้นก็มีแต่จะยิ่งสร้างปัญหา

จากที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ตลอดจนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าระยะหลังบทบาทเหล่านี้เริ่มลดน้อยถอยลงไป

เพื่อไทยเองก็เริ่มหันไปทำพื้นที่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง มากกว่าการออกมาเปิดศึกกับทาง คสช. เมื่อไม่มีปมร้อนให้มาขยายแผล การไปแข่งขันในสนามเลือกตั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ไม่ต่างจากฝั่งประชาธิปัตย์ ที่เสียศูนย์จากจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จนขยายรอยร้าวในพรรคระหว่างฝั่งประชาธิปัตย์และ กปปส. ให้ห่างไกลกันออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ไม่อาจจัดกิจกรรมในนามพรรคได้ ก็หันไปทำกิจกรรมในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เดินสายลงพื้นที่แจกถุงยังชีพกับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ

สัญญาณต่างๆ ล้วนชี้ให้เห็นการเฝ้ารอการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะได้กลับสู่ถนนการเมืองตามระบบปกติอีกครั้ง

 

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453449

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นเรื่องให้ต้องจับตาต่อจากนี้ภายหลังศาลฎีกาตัดสินให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากกรณีทำเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยรวมกว่า 1,000 ล้านบาทก่อนส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนามกลุ่มพันธมิตรฯ จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ หรือจะหมดพลังลงไป หลังเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานตลอดเกือบ 10 ปี เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะเมื่อแกนนำคนสำคัญถูกคำพิพากษา

สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อธิบายว่า ต้องทำความเข้าใจก่อน แกนนำพันธมิตรฯ โดย 5 แกนนำได้ประกาศยุติบทบาทอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ทว่า การเคลื่อนไหวที่เห็นเป็นกระแสอยู่บ้าง เป็นเฉพาะแค่บางประเด็นบางกลุ่ม เป็นมวลชนที่สนและติดตามเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าเมื่อแกนนำจะอยู่หรือจะหยุดหรือพัก มวลชนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นทางการของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติไปหลังจากแกนนำประกาศ

อย่างไรก็ดี ในแง่อุดมการณ์การต่อสู้หรือสามัญสำนึกทางการเมืองได้ถูกจุดขึ้นจากการต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 2548 ทำให้คนเหล่านี้มีความตื่นตัวทางการเมือง เป็นมวลชนที่เอาการเอางาน ถามว่าแล้วจะพัฒนาต่อไปหรือไม่อย่างไร มันคาดการณ์ยาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยและสถานการณ์การเมืองข้างหน้าด้วย ทั้งนี้ จะกลับมารวมกันอีกได้หรือไม่หรือในเงื่อนไขอะไร เป็นเรื่องต้องทำความเข้าใจ

สุริยะใส ยกตัวอย่าง กรณีพันธมิตรฯ เมื่อยุติบทบาทลงไปแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. และไม่คิดว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ จะมาเป็นแกนนำ สถานการณ์อาจสร้างอะไรหลายๆ อย่างที่นอกเหนือจากการคาดการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ คาดการณ์แนวโน้มกัน

สุริยะใส ขยายความต่อว่า ขบวนการเคลื่อนไหวหลักๆ มันมีลักษณะกระจัดกระจาย ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อหลัก มากกว่าใช้การชุมนุมเหมือนแบบเดิม การชุมนุมจะใช้อีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เว้นแต่สถานการณ์เป็นเงื่อนไขให้เกิดเหมือนเช่น กปปส.

กรณีของสนธิแน่นอนมีพลังในการเปิดโปง เพราะได้รับการยอมรับสูงในเรื่องทำการบ้าน มีข้อมูลที่ดี และมีพลังในการเปิดโปง โดยเฉพาะระบอบทักษิณ ทำให้มีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมมหาศาล รวมทั้งเปิดโปงระบบการเมือง โครงสร้างทางสังคมไม่ชอบมาพากล

“คุณสนธิเป็นคนทำหน้าที่เป็นคนเปิดโปง ให้ข้อมูล ในฐานะสื่อมวลชน เมื่อขาดคุณสนธิไป ผมว่าก็อาจลดหายไปบ้าง ถามว่ากระทบกับพันธมิตรฯ ไหม ในแง่มวลชนคนที่ผูกพันกับคุณสนธิซึ่งเป็นแกนหลักพันธมิตรฯ เมื่อก่อนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันจนยุติบทบาท ยังรักใคร่ใกล้ชิดคุณสนธิแน่นอนย่อมใจหายเป็นธรรมดา แต่ถามว่าถึงขั้นท้อถอยหมดกำลังใจ ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อว่าพลังเคยต่อสู้ทางการเมืองตลอด 10 ปีอย่างเอาการเอางาน จะไม่ยอมแพ้หรือถดถอยง่ายๆ และพร้อมก้าวข้ามสถานการณ์แบบนี้ไปได้”

อย่างไรก็ตาม แม้แกนนำจะยุติบทบาท แต่มวลชนกลุ่มนี้ยังคงเฝ้าดูสถานการณ์ วันหนึ่งอาจจะมีแกนนำรุ่นใหม่กลุ่มอื่นมาก็ได้ ถ้าประชาชนหรือมวลชนรับได้ และส่วนตัวคิดว่าในฐานะทำงานมวลชน แกนนำไม่ได้มวลชนเป็นของใครคนไหน แต่มวลชนมีเสรีที่จะเลือก อาจจะใจหายบ้าง ระยะยาวเชื่อว่ามวลชนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อสู้มา จะเป็นพลังสำคัญในการปฏิรูปประเทศ สร้างบ้านแปลงเมืองในระยะยาวได้

ขณะที่ ประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่น 2 ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนซึ่งถูกหว่านไปทั่วประเทศ โดยมวลชนเหล่านี้มีความตื่นตัวเข้าใจการเมือง ปัญหาประเทศเป็นอย่างดี มีจิตสำนึก ในการเข้าร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง เพราะความพื้นฐานความรู้ทางการศึกษาเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ แน่นอนบทบาทพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา โดยสนธิ เป็น 1 ใน 5 ของแกนหลักในการจุดเทียนประกายไฟให้คนลุกขึ้นมาสู้ ถือเป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดในการทำให้การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง และก็ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เติบโตเข้มแข็งขึ้นมา

แต่เมื่อพันธมิตรฯ ต่อสู้ไปได้ระดับหนึ่งช่วงของการโค่นล้มขับไล่ระบอบทักษิณ เห็นว่าภาระหน้าที่ดูแลบ้านเมืองหรือการเมืองในภาคประชาชน มันไม่ควรถูกผูกขาดหรืออยู่ในบ่าของแกนนำ 5 คนเพียงอย่างเดียว จึงประกาศสลายตัวในวันที่ 23 ส.ค. 2556 เพื่อเปิดให้กลุ่มมวลชนต่างๆ มีอิสระในการเข้าร่วมต่อสู้การเมืองภาคประชาชน ทำให้เกิดการนำใหม่ๆ ขึ้นมา

จนกระทั่งเกิดเป็น กปปส. นำโดยสุเทพ แต่มวลชนที่เข้าร่วมในการต่อสู้ทั้งพันธมิตรฯ หรือ กปปส. แทบเป็นกลุ่มเดียวกัน อาจมีมวลชนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง แต่สะท้อนให้เห็นว่าแม้ไม่มีสนธิ มวลชนก็พร้อมต้อสู้ เคลื่อนไหว ถ้ามันมีประเด็นปัญหาบ้านเมืองไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม หรือผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจโดยไม่ชอบสร้างความเสียหายให้ประเทศ

“ในวันนี้ถึงแม้ว่าคุณสนธิถูกคำพิพากษาของศาลให้จำคุก ซึ่งมันเป็นเรื่องเก่า ไม่เกี่ยวกับขบวนการต่อสู้ ก็คงมีผลต่อจิตใจประชาชนบ้าง แต่ไม่ถึงจะหยุดขบวนการประชาชนได้ ซึ่งขบวนการประชาชนจะเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสำคัญ คือ การบริหารและการใช้อำนาจการปกครองของผู้บริหารบ้านเมืองเป็นสำคัญ

เมื่อผู้บริหารปกครองประเทศดำเนินการไม่ชอบ จะเกิดกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา เมล็ดพันธุ์พันธมิตรฯ ที่ปลูกหว่านไปทั่ว พร้อมรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ เข้าร่วมสนับสนุนใครก็ได้ที่คิดและเชื่อมั่นว่าผู้นำมีความเสียสละเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”

ประเด็นการเมืองภาคประชาชนมันจะห่อเหี่ยว จะฝ่อ หรือล่มสลายไปไหม รัฐบาลหรือใครก็ตามอย่าไปประเมินเช่นนั้น เพราะประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชนมันบอกอยู่แล้ว ซึ่งผู้นำเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของบ้านเมือง ไม่มีใครเป็นผู้นำภาคประชาชนตลอดไป

แต่เหตุสำคัญถ้าปัจจัยไม่มี ภาคการเมืองประชาชนก็กระจายตัวไป แต่ก็ยังดูแลติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าประชาชนหลับหูหลับตา ถ้าการปฏิรูปประเทศ การแก้ปัญหาด้านพลังงาน หรือการบริหารประเทศส่อไปในทางไม่สุจริต ก็อาจจะรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลไม่ควรดูแคลนพลังประชาชน การไม่มีผู้นำหรือผู้นำบางคนหมดบทบาทไป ไม่ได้หมายความว่าพลังของมวลชนจะหมดไปด้วย ดังนั้น แนวโน้มทิศทางการเมืองภาคประชาชนก็ยังควบคู่การเมืองกระแสหลักอยู่เสมอ

 

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453212

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เรียบร้อยแล้วสำหรับร่างแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาส่งให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีทั้งสิ้น 6 หมวด 147 มาตรา

หากเปิดเฉพาะสาระสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าว อาทิ หมวด 1 การจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง มาตรา 8 ต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปเพื่อขอจัดตั้งพรรค เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ขณะเดียวกัน มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ผู้ที่มาเป็นสมาชิกพรรคจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น และต้องมีสมาชิกร่วมกับผู้จัดตั้งพรรครวมแล้วไม่น้อยกว่า 5,000 คน

ส่วนที่ 2 การจดทะเบียนพรรคการเมือง มาตรา 18 ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคยื่นคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองภายในวันที่หนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งพรรคมีผลบังใช้อยู่ พร้อมทั้งส่งนโยบายของพรรคและข้อบังคับพรรค รายชื่อผู้สมัคร และสำเนารายงานการประชุมจัดตั้งพรรค

หมวด 2 การดำเนินกิจการ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการกำหนดนโยบายเพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ซึ่งมาตรา 21 ระบุว่า กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบร่วมกันในบรรดามติของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบตามวรรคดังกล่าว หากพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ร่วมกระทำการนั้น และได้คัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยได้ปรากฏในรายงานการประชุมหรือได้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานที่ประชุม ภายใน 7 วัน นับแต่สิ้นสุดการประชุมในกรณีที่ไม่ปรากฏในรายงานการประชุม

ขณะที่ มาตรา 22 คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกกระทำการฝ่าฝืนอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประกาศ กกต. ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ในการที่ปรากฏว่าคณะกรรมการบริหารพรรคฝ่าฝืนตามวรรคดังกล่าวให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง

นอกจากนี้ มาตรา 37 กรณีที่สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน เห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก

จะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับพรรคขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติข้อบังคับดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไป

มาตรา 40 การตั้งสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 คน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองนั้น และเมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคแล้วให้ออกหนังสือรับรองการจัดตั้งสาขาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

มาตรา 44 ห้ามมิให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ส่วนที่ 2 การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและการกำหนดนโยบาย เพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง มาตรา 50 การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของที่ประชุมสาขาพรรคและที่ประชุมสมาชิกพรรค

และ ก่อนประกาศนโยบายดังกล่าวพรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย (2) ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย (3) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (4) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ กรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกรอบ กกต.สามารถสั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบายดังกล่าว

หมวด 3 การเงินและการสนับสนุนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การเงินของพรรคการเมือง มาตรา 52 บัญชีของพรรคการเมืองและบัญชีสาขาพรรค (1) บัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย (2) บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคตามมาตรา 69 (3) บัญชีแยกประเภท (4) บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน มาตรา 55 รายได้และทรัพย์สินที่พรรคการเมืองได้รับตาม พ.ร.บ.ประกอบนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

หมวด 4 การสิ้นสภาพ การเลิก และการยุบพรรคการเมือง มาตรา 105 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใด เพราะเหตุตามมาตรา 101 และปรากฏหลักฐานอันควร เชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนร่วม รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้นั้นนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

 

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453211

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นประเด็นข่าวใหญ่ไม่น้อยสำหรับกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในคดีกระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จ ว่ามีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

ผลของคดีนี้ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว “สนธิ” ต้องเดินหน้ารับโทษตามคำพิพากษาของศาลจนครบกำหนด หรือครบเงื่อนไขที่สามารถขอลดและบรรเทาโทษได้

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ต้องให้ขบคิดกันต่อไป ว่าในวันที่พันธมิตรฯ ไม่มีคนที่ชื่อ “สนธิ” แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนธิ คือ หัวใจสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ก่อนการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ สนธิเป็นผู้นำคนเดียวและคนแรกที่จุดกระแสต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร จากนั้นจึงมีการตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ในเวลาต่อมา

สนธิ เป็นแกนกลางคนสำคัญในการรวบรวมภาคประชาชนเพื่อจัดรูปองค์กรต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ แม้การล้มลงของรัฐบาลทักษิณ จะไม่ได้มาจากผลของการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่ก็ทำให้เกิดยุคเฟื่องฟูของการเมืองนอกสภากลับมาอีกครั้ง

บทบาทการเป็นผู้นำม็อบเสื้อเหลืองของสนธิ โดดเด่นอย่างถึงที่สุดเมื่อครั้งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

เวลานั้นพันธมิตรฯ สามารถยกระดับการชุมนุมแบบที่ไม่เคยมีม็อบการเมืองกลุ่มไหนทำได้มาก่อน เช่น การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านสื่อของตัวเองทั้งวันทั้งคืน หรือการเข้ายึดสถานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

อาจเรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กคนสำคัญที่ช่วยดึงดูดให้มวลชนมาร่วมกับพันธมิตรฯ มากขึ้น และสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลสมัครและสมชาย

แต่งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติบทบาทตัวเอง ภายหลังสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุของการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งตามมาด้วยการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯ

การปิดฉากลงของรัฐบาลสมชาย ไม่ต่างอะไรกับการปิดตัวลงของกลุ่มพันธมิตรฯ และสนธิอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเวลานั้นพันธมิตรฯ เปลี่ยนรูปแบบของการเคลื่อนไหวไปเป็นการจัดเวทีอภิปรายแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลานั้นไม่ได้มีเงื่อนไขที่ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นมาได้

ทั้งนี้ มีเพียงอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุม โดยเป็นการชุมนุมในเรื่องปัญหาข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แต่การชุมนุมไม่ได้ยืดเยื้อและจบลงในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เงียบหาย บางส่วนสร้างพื้นที่แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องกิจการพลังงานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนตัวของสนธิเองยังคงทำหน้าที่ของสื่อมวลชนผ่านการจัดรายการในสื่อของตัวเอง

ยิ่งในช่วงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มุ่งหน้าสู่ท้องถนนเหมือนอย่างที่เคย ปล่อยให้กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นองค์กรในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฝ่ายเดียว โดยขออยู่นอกสนามรบเท่านั้น

ขณะเดียวกัน แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันสนธิจะสิ้นเสรีภาพ แต่ด้านหนึ่งก็คงไม่มีผลกระทบในเชิงโครงสร้างของกลุ่มพันธมิตรฯ มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าฐานของมวลชนที่สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ สร้างเอาไว้ตั้งแต่การสู้กับทักษิณถึงสองครั้งใหญ่นั้นมีความเข้มแข็งพอสมควร ดูได้จากเวลาที่เครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ จัดเวทีอภิปรายเรื่องต่างๆ พบว่ายังมีคนเข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก

หากจะให้บอกว่าในวันที่สนธิไม่อยู่จะไม่มีผลกระทบกลุ่มพันธมิตรฯ เลยก็คงเป็นการมองโลกสวยเกินไป

ต้องไม่ลืมว่าสนธิเป็นแม่ทัพของพันธมิตรฯ ทั้งในยามสงบและยามรบ ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามระดมความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็ยังต้องส่งตัวแทนเข้ามาพบกับสนธิโดยตรง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ คือ สนธิ และ สนธิ คือ พันธมิตรฯ

แต่กระนั้น พันธมิตรฯ ก็ไม่น่าจะสะเทือนมากนัก จนถึงขั้นล่มสลาย เพราะองค์กรพันธมิตรฯ ได้ทำการปรับตัวมาตลอด สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ให้ขึ้นมามีบทบาทในสาธารณะมากขึ้น ไม่ปล่อยให้การนำผูกขาดอยู่กับสนธิ หรือแกนนำรุ่นเก่าๆ เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น จังหวะก้าวของพันธมิตรฯ ในเวลาที่ไม่มีสนธิจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

นักเลือกตั้งรอเสี้ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658844

 

เร่งเครื่องโชว์ความเด็ดขาดปั่นแต้มถี่ยิบ

กับปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตวัดดาบอาญาสิทธิ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 ลงนามแก้ปัญหา 4 คำสั่งรวดภายในวันเดียว

ไล่เรียงตั้งแต่การสั่งเด้ง นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้ากรุไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ทันเกมกับสถานการณ์แก้ปัญหายาเสพติด

การแก้ปัญหาที่ดินป่าภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ ที่ถูกบุกรุกจากนายทุนมาสร้างเป็นโรงแรม รีสอร์ต และร้านค้า โดยให้รื้อถอนทำลายสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ป่าภูทับเบิกปรับคืนสู่สภาพเดิม

การแก้ปัญหาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรียกคืนที่ดิน ส.ป.ก.ที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
และการปลดล็อกการใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้เกิดความคล่องตัว ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน

แม้กระทั่งการปล่อยไอเดียดัดนิสัยนักเรียนนักเลงที่ชอบก่อปัญหาความรุนแรง ยกพวกไล่ตีกัน ด้วยการจับไปฝึกวินัยในค่ายทหาร 3-5 เดือน แทนการจับไปเป็นทหารเกณฑ์

กองทัพใส่เกียร์เดินหน้าโกยเรตติ้ง ใช้อำนาจเด็ดขาดแก้ปัญหาสังคมที่โดนใจชาวบ้าน เน้นหนักเรื่องปัญหายาเสพติด ระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหานักเรียนตีกัน และการบุกรุกทำลายป่า

ปั่นผลงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที เทียบให้เห็นความแตกต่างในการทำงานระหว่างรัฐบาลพิเศษกับรัฐบาลปกติ

หวังเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจของประชาชนในการหย่อนบัตรประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ที่นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน จะถึงเดดไลน์ 7 ส.ค.นี้

ในห้วงที่สถานการณ์การเมืองเพิ่มเติมดีกรีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ตามรูปการณ์ที่เครือข่ายขั้วอำนาจพิเศษผนึกกำลังตรึงเข้มกติกา จัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ระดมทีมงานจากทหาร กระทรวงมหาดไทย และ กกต. แบ่งโซนดูแลความเรียบร้อยคุมเข้มประชามติในทุกจังหวัดและอำเภอ
ท็อปบูตสั่งสแกนละเอียดยิบ ตรึงกำลังเต็มพื้นที่ ไม่ให้เล่นนอกกติกา

เข้าจังหวะการประโคมข่าวของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่ออกมาแฉการแจกเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่มีเนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริง ในดงเรดโซน จ.เชียงใหม่

กลิ่นวิชามารเริ่มแตะจมูกท้าทาย กรธ.และ คสช.ถี่ขึ้น

ในสภาวการณ์ที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่า ผลโหวตประชามติจะออกมาในแบบใด จากผลสำรวจโพลช่วงท้ายเดือน มิ.ย. 59 ของ “นิด้าโพล” พบว่า ชาวบ้านร้อยละ 66 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร

ยิ่งในสถานการณ์ไฟต์บังคับของขั้วอำนาจพิเศษที่ต้องเล่นบทเฮี้ยบ สะกดทุกฝ่ายอยู่ใต้กฎเหล็ก ย่อมส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ยังเก็บอาการ ไม่ประกาศจุดยืนร่างรัฐธรรมนูญล่วงหน้า

แนวโน้มผลการลงประชามติยังคลุมเครือ ยังไม่มีเสียงสะท้อนแว่วว่าจะออกในทิศทางใด

แต่ที่สะท้อนแน่ๆ คือ การประชาสัมพันธ์ของ กกต.ที่ยังไม่สามารถแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญถึงมือชาวบ้านได้

เหลืออีกแค่ 1 เดือนเศษๆ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญที่เสิร์ฟตรงถึงมือ

เช่นเดียวกับผลสำรวจความเห็น “กรุงเทพโพล” ที่ออกมาตรงกันว่า ประชาชนร้อยละ 66 ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างน้อย

กกต.และ กรธ.ยังทำงานไม่เข้าเป้า ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลร่างรัฐธรรมนูญแบบกะปริบกะปรอย

สุ่มเสี่ยงที่ปัจจัยชี้ขาดการลงประชามติไม่ได้วัดที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ส่อเค้าลงเอยอยู่ที่นักการเมืองจะชี้นำไปในทางใด

ตามมุมมองที่อ่านเกมขาดของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประเมินว่า “จะแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เดินตามหลังผู้นำแต่ละฝ่าย ฝ่ายใดกุมมวลชนได้มากกว่าเป็นผู้ชนะ”

ในบรรยากาศที่นักเลือกตั้งต่างโหมโรงกรอกหูแฟนคลับไว้ล่วงหน้าแล้ว

รอจังหวะเสี้ยมโค้งสุดท้ายชี้ขาดประชามติ!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

รุกรับที่ปม ‘มีส่วนร่วม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657919

 

เข้ม เคร่ง จนเริ่มตึงเครียด

ยิ่งใกล้ถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.เท่าไหร่ บรรยากาศก็เริ่มกรุ่นๆ

ฝ่ายต้านเริ่มขยับ-ขณะที่ฝ่ายคุมเกมเริ่มขึงตึงคิวคุมเข้ม

นอกจากสั่งเปิดศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยคุมเข้มประชามติในแต่ละจังหวัดแล้ว ล่าสุด เหมือนมีสัญญาณจากฝ่ายคุมเกม ถึงท็อปบูตที่คุมในพื้นที่ ออกเทียบเชิญนักการเมืองในเขตรับผิดชอบ

เรียกตัวไปร่วมวงจิบกาแฟ

แม้ไม่ถึงขั้นเรียกว่า “ปรับทัศนคติ” แต่ก็พอประเมินได้ว่า ใกล้ห้วงไคลแมกซ์ประชามติ

สั่งไล่บล็อกแรงกระเพื่อมแบบลงลึกกันเลย

ล้อไปกับสัญญาณขยับของฝ่ายต้าน เริ่มมีแรงต้านให้ต้องจับตากันบ้างแล้ว อาทิ ล่าสุด นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องออกโรงดักทาง

ระบุ พบการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในลักษณะของการแจกเอกสารที่มีการใช้หน้าปกเดียวกันกับเอกสารที่ กรธ.จัดทำแจกจ่าย

แต่เนื้อหาภายในกลับพบว่าไม่ใช่เนื้อหาที่ กรธ.จัดพิมพ์ จึงจะตรวจสอบว่ามีการบิดเบือนหรือไม่ รวมทั้งมีการพิมพ์เอกสารจำนวนมากน่าจะมีทุนสนับสนุน จึงจะหารือกับ คสช.และ กกต.ต่อไป

รีบขอวัคซีนกันโรคแทรก “ร่างรัฐธรรมนูญปลอม” เริ่มระบาด

แต่ที่น่าจะทำให้ดีกรีคุมเข้มพุ่งพรวด น่าจะเป็นการขยับของคนการเมือง โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้ “ปลดล็อก” เปิดให้พรรคต่างๆทำกิจกรรมทางการเมือง ขอเข้าสูตร “มีส่วนร่วม” ในร่างรัฐธรรมนูญ

โจทย์ยากอำนาจพิเศษจะปล่อยฟรีก็กลัวโรคแทรกซ้อน จะล็อกไว้เสียงเรียกร้องก็มาทั่วทิศ

ล่าสุด ถึงจะเคลียร์ระดับบิ๊กไปแล้ว แต่ทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ต้องยึดรูปแบบ บังคับในฟอร์แมตขององค์กรที่ดูแลพิทักษ์โลก ออกข่าวแถลงทางเว็บไซต์ยูเอ็น เนื้อหาเปิดเผยรายละเอียดการเข้าพบรองเลขาธิการยูเอ็นของนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศและคณะ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ระบุคิวนี้รองเลขาธิการยูเอ็นกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย การควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุม ก่อนจะถึงการจัดลงประชามติ

บีบ คสช.ไขกุญแจ ปลดล็อกเปิดเวทีแสดงความเห็น

จะบอกว่าไม่แคร์ก็คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เพิ่งยกหูต่อสายคุยบิ๊กยูเอ็นก็ยังไม่เคลียร์ไม่ลงล็อก

หนำซ้ำมาเจอภาพติดโซ่ตรวนนักศึกษาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

จนถูกมองเด็กแจกใบปลิวกลายเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ไปแล้ว

ภาพแรงกระทบ ชนิดที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เองก็ยอมรับ ฝ่ายที่รับผิดชอบต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคุมผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้

ไม่เช่นนั้นภาพปิดกั้นจะลุกลามขยายวงกันไปใหญ่

โดยเฉพาะในคิวขยับขอปลดล็อกของฝ่ายการเมือง จน

“บิ๊กตู่” ต้องติดเบรกแบบฮึ่มๆเข้มๆบังคับใช้กฎหมาย “อยากลองก็เอาสิ” ก็ทำเอาถอยกลับเข้าที่ตั้งกันแทบไม่ทัน

แม้แต่คณะกรรมการขับเคลื่อนด้านการเมือง สปท.ที่เสนอปลดล็อกพรรคการเมืองถอยกรูดไม่เป็นขบวน หลังผู้นำถามกลับ “สปท.มาจากไหน ใครตั้ง” เตือนกันแรงๆ จนหน้าม้าน ยอมรื้อข้อเสนอกันวุ่น

เอาที่ผู้นำสบายใจอะไรทำนองนั้น

สรุปว่า สถานการณ์ช่วงสำคัญชี้เป็นชี้ตายร่างรัฐธรรมนูญ

ชี้ทิศทางประเทศ อำนาจพิเศษต้องขึงอำนาจคุมเข้มในไฟต์สำคัญ ขณะที่ฝ่ายคนการเมืองถึงถอยไปตั้งหลัก

แต่ก็รอจังหวะกลับมา “แหย่”

ในห้วงสำคัญนับจากนี้ไป เมื่อมองคนละมุม ฝ่ายหนึ่งตั้งธง “คุมสถานการณ์” อีกฝ่ายก็ถึงจังหวะต้องเดินในโจทย์ “ขอมีส่วนร่วม”

จึงย่อมปะทุเป็นระยะๆ มีปะทะเป็นห้วงๆแน่นอน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ชักจะเริ่มไหลรวมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656732

 

อ้างอิงจากสถานการณ์จริง ชัวร์ยิ่งกว่าตัวเลขที่ลอยไปลอยมา

ล่าสุดข่าวใหญ่ในหน้าเศรษฐกิจ ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง “โตโยต้า” กระอักพิษเศรษฐกิจ ผลจากตลาดรถซึม ต้องเปิดโครงการสมัครใจลาออกสำหรับพนักงานที่เกินความจำเป็น

ถึงจุดเลิกจ้างงาน สัญญาณอันตรายที่สัมผัสได้

วิกฤติเศรษฐกิจกำลังไหลมากดทับบรรยากาศทางการเมือง ตามท้องเรื่องที่มีแต่ ข่าวความขัดแย้งจากหัวเชื้อชนวนเก่าที่ส่อเค้าจะปะทุขึ้นมาใหม่

ไม่เว้นแม้แต่ภายในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายด้วยกัน

จากคิวของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อย่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ นายวันชัย สอนศิริ ที่จัดอยู่ในทีมงาน “ลากตั้ง” สายตรงของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

ตั้งป้อมถล่ม “เดอะจ้อน” นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. โทษฐาน “ออฟไซด์” เดินสายโรดโชว์พรรคการเมืองทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

ถึงขั้นประจานมีการ “ยัดไส้” แผนตั้งป้อมค่ายการเมืองรองรับการเลือกตั้งสมัยหน้า

ในจังหวะต่อเนื่องกันกับท่าทีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และ พล.อ.ประวิตร ต่างออกอาการหงุดหงิด หมั่นไส้ สปท.ที่เล่น “ล้ำหน้า” ชง คสช.ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้หลังการทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม

อารมณ์ประมาณว่า สปท.ทำเกินหน้าที่

เบื้องต้นเลย โดยปรากฏการณ์มันก็สะท้อนยุทธศาสตร์ คสช. ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ยังไม่ลดระดับเกม “ล็อก” นักการเมืองอาชีพ

เบิ้ลกลับเกมบีบของนักเลือกตั้งที่ขยับขอคืนพื้นที่

แน่นอนตามเงื่อนสถานการณ์แบบนี้ มันก็น่าจะเป็นแรงส่งให้นักการเมืองอาชีพทุกป้อมค่ายไม่ว่าเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์หันมาแตะมือกันโดยอัตโนมัติ

ขยับรวมพลังเพื่อเล่นแต้มกดดันทหาร

ยกระดับแรงเสียดทานให้รัฐบาล คสช.ต้องเหนื่อยขึ้น จากสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับภาพการปล่อยตัว 7 นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่โดนข้อหาขัดคำสั่ง คสช. แจกใบปลิวรณรงค์โหวตโนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ภายหลังถูกจองจำมานานเกือบ 2 สัปดาห์ โดยไม่มีการขอประกันตัว

ในอารมณ์ที่ผู้ถูกปล่อยตัวตะโกน “รณรงค์เป็นสิทธิไม่ผิดกฎหมาย” เดินกอดคอกันร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ออกมารับดอกไม้จากประชาชน

โดยนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาแกนนำขบวนการประชา-ธิปไตยใหม่ ยืนยันจะเดินหน้าเรียกร้องสิทธิในการแสดงความเห็นและรณรงค์ประชามติต่อไป

คนรุ่นใหม่ไม่แสดงอาการแหยงท็อปบูต

ท่ามกลางการจับตาของนานาชาติ ตัวแทนสถานทูตกว่า 25 ประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และกลุ่มสหภาพยุโรปเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาลทหาร

แรงเสียดทานจากต่างประเทศล้อไปตามแรงกระเพื่อมจากคนรุ่นใหม่

เงื่อนสถานการณ์ชักจะไหลรวม

ในสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มไม่เสี่ยงทวนกระแสสังคม

ตามจังหวะที่เห็นได้จากการส่ง “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมาเคลียร์ความรู้สึกของประชาชนบางส่วนที่ต้องการให้ลงโทษประหารชีวิตฆาตกรฆ่าปาดคอ “ครูอิ๋ว”

ยืนยันนายกฯเข้าใจอารมณ์สังคมดี แต่การลงโทษผู้กระทำผิดต่อให้หนักแค่ไหน ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือการป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายกับผู้บริสุทธิ์เช่นนี้อีก ซึ่งต้องทำหลายมิติร่วมกัน

ปรับโทนวูบวาบกะทันหัน จากที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกปัดเสียงแข็ง ไม่รับมุกกระแสเรียกร้องให้ประหารฆาตกรโหด
อ้างหลักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหาร

อารมณ์ช่างขัดแย้งกับการตีตรวนนักศึกษาที่โดนแค่ข้อหาฝืนคำสั่ง คสช.

ทีมข่าวการเมือง

 

เบรกยั่วลุ้น‘เจ๊หน่อย’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/655742

 

คืนตั๋วกันแทบไม่ทัน

ตามข่าวที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้แจ้งยกเลิกการจัดงานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ฉลองวันเกิดครบรอบปีที่ 67 ในวันที่ 26 กรกฎาคม ซึ่งมีข่าวออกมาว่าจะจัดกันใหญ่โตที่ฮ่องกง

ถึงขั้นที่เรียกได้ว่า ประชุมพรรคเพื่อไทยสัญจรเลยทีเดียว

ตามโปรแกรมอดีต ส.ส. ทีมงานพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.

จองตั๋วเครื่องบิน เตรียมแห่ไปร่วมอวยพร “นายใหญ่” ถือโอกาสแสดงตัว “เช็กชื่อ” ในคิวสำคัญ

แต่สุดท้ายก็ถูกสั่งเบรกกะทันหัน

เช็กข่าววงใน ว่ากันว่า “นายใหญ่” ไม่ต้องการให้กระทบบรรยากาศในห้วงเวลาพิเศษ

ที่แน่ๆตามรูปการณ์คงไม่อยากเปิดเกมท้าทายในจังหวะติดๆกัน หลังจากก่อนหน้านี้ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย สวมเสื้อ “ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” บินไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณช่วงที่บินมาประเทศสิงคโปร์

โชว์ภาพลงเฟซบุ๊กหรา เจตนายั่วต่อมโมโห คสช.

ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตอบนักข่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เรื่องนี้ไม่มีผลอะไรกับตนเองหรือ คสช. สังคมดูเอาเองว่าคนเหล่านี้เป็นอย่างไร ในเมื่อเรียกร้องอยากไปต่างประเทศ ก็ผ่อนปรนให้ แต่พอให้แล้ว กลับมาถามว่ากรณีดังกล่าวจะเกิดผลกระทบอะไรกับตนเองหรือไม่

ซึ่งผลกระทบเกิดกับทุกคน คนที่ขอต้องรับไว้ด้วย

แปลความตามน้ำเสียง มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินเหตุไป ถ้าทีมงานฝ่ายความมั่นคงของ คสช.จะยกระดับการจัด “ของแข็ง” ให้พวกตั้งใจยั่วท้าทายอำนาจ

ในเมื่อให้โอกาสแล้วยังแว้งมา “ตบหน้า” กัน

งานนี้ฝั่งของ “นายใหญ่” เลยต้องเบรกกระบวนการยั่วท้าทายไว้ก่อน

ที่สำคัญตามท้องเรื่องเชื่อมโยงมันก็เข้าสถานการณ์พอดี ในจังหวะที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ได้ไฟเขียวจากฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ให้เดินยุทธศาสตร์ระดมนักการเมืองเก่าแก่เพื่อหาทางออกให้ประเทศ
ท็อปบูตไม่ปฏิเสธ “ดีล” เจรจาหาทางลงกันแบบนิ่มๆ

ในบรรยากาศล่าสุดที่แม้แต่ “หนุ่มโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ยังโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก หนุนให้ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาคุยกัน

อย่างน้อยก็ 3 ฝ่ายที่มีส่วนร่วมทำให้ทหารยกมาเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจอธิปไตยมาเป็นของตนเอง จนโดนนานาอารยประเทศกดดันทุกด้าน ถ้าทุกฝ่ายเดินสายกลาง ถอยหลังคนละก้าว ถ้าไม่พอก็ 2–3 ก้าว และหันหน้ามาพูดคุยกัน ประเทศไทยจะเจอทางออกที่เป็นประชาธิปไตย

“นายใหญ่” กำลังลุ้นดีลสำคัญ

มันจึงไม่จำเป็นต้องเปิดเกมท้าทาย กระตุกดีกรีร้อนๆในห้วงนี้

เอาเป็นว่า มองกันในทางยาวๆ ถ้าการเดินหมากของ “เจ๊หน่อย” ได้เนื้อได้หนัง เป็นความหวังของทั้งฝ่ายทักษิณและฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.

ดึงเช็ง ต่อรองจนตกลงพบกันที่ “ครึ่งทาง” ได้

มันก็คงได้เห็นการปรับโทนกันอีกรอบ เพื่อลดการเผชิญหน้า

เพราะถ้าสถานการณ์ยังอยู่ในจุดที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรตติ้งติดลมบน เดินสายลงพื้นที่พบแฟนคลับในต่างจังหวัดเลี้ยงกระแสได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

“น้องปู” จัดเป็น “หัวเชื้อที่อยู่ตรงข้าม” สำหรับ คสช.

ในขณะที่กองทัพเสื้อแดง นปช.ที่นำโดย “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ยังเป็นทีมงานเชียร์แขกที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

เกมมวลชนยังเสี่ยงเกิดเหตุม็อบป่วนเมือง

แถมยังมี “เสี่ยไก่” เป็นตัว “ล่อเป้า” ท็อปบูต กระตุกอารมณ์หงุดหงิดทหาร ยั่วของแข็ง

คสช.ก็ไม่มีทางลดระดับเกมแรง ตาต่อตาฟันต่อฟันกับ “ทักษิณ”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ก็แค่เหมาะกว่าคนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654827

 

“พุทธวิธีเชิงบูรณาการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยปัจจุบัน”

นี่คือหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่กำลังศึกษาสาขาวิชาพุทธศาสนา พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่ากันว่า นี่แหละต้นตอที่มาของอาการ “ร้อนวิชา”

ตามปรากฏการณ์ที่เจ้าแม่เมืองกรุงไปจุดพลุเสนอตัวเป็น “โต้โผ” ระดมนักการเมืองเก่าแก่ เพื่อหาทางออกให้ประเทศ บนเวทีวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

แต่ในจังหวะเหมือน “เจ๊หน่อย” จะเล่น “ผิดคิว”

สังเกตจากอาการเบื้องต้นที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ชักน้ำเสียงใส่สั้นๆแค่ “เหรอ” ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ให้น้ำหนักมุกการเคลื่อนไหวของคุณหญิงสุดารัตน์เอาซะเลย เช่นเดียวกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่รีบบอกปัดแค่รู้จักคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ไม่ได้สนิทแต่อย่างใด

2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งทีม “บูรพาพยัคฆ์” ไม่รับมุก ก็ส่อ “แป้ก” ไม่มีใครเอาด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินสัญญาณในอีก 1–2 วันถัดมา ตามอารมณ์ที่ “บิ๊กตู่” ออกตัวชิ่งนิ่มๆว่า ไม่ขอรับรู้ในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยห้าม แต่ขออย่าทำผิดกฎหมาย

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” ก็เปิดไฟเขียวเป็นเชิง คุณหญิงสุดารัตน์สามารถทำได้ แต่อย่าให้เกินเลย สร้างความขัดแย้ง และทำผิดกฎหมาย เพราะเชื่อว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติ

ยังเปิดโอกาสให้ลุ้น ไม่ได้ปิดประตูใส่หน้าเสียทีเดียว

โดยรูปการณ์มันก็คิดอีกมุมได้ ด้วยสถานการณ์เฉพาะหน้า แบบที่นักข่าวยื่นไมค์ถามทันควัน และเป็นการตอบหลังจาก “มอร์นิ่งบรีฟ” รับฟังสรุปประเด็นประจำวันจากทีมงานกรองข่าว

ทำให้ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ต้องปัดปมร้อนให้ไกลตัวไว้ก่อน

ประกอบกับอาการระแวงเกมป่วนสถานการณ์ในห้วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ไว้ใจพวกอ้างปรองดอง หวังนิรโทษเหมาเข่งมุกเก่า

ขืนรีบประกาศรับมุก แสดงท่าทีเอาด้วยก็โดนด่าเปิงแน่

แต่พอตั้งหลักได้ โฟกัสตัวละครเคลื่อนไหวอย่าง “เจ๊หน่อย” ที่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่บุคคลอันตรายสำหรับทหาร ไม่ใช่แนวร่วมฝ่ายต้าน คสช.ที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีบุคคลต้องห้าม

นั่นก็เลยทำให้อาการหวาดระแวงของทีม คสช.เปลี่ยนโทนไป

ไม่เปิดไฟเขียวชัดๆ แต่ก็ไม่ได้ขึ้นสัญญาณ “ไฟแดง” เช่นกัน

นั่นก็น่าจะเป็นเพราะรัฐบาลทหาร คสช. ฝ่ายคุมเกมอำนาจเข้าใจได้ถึงความจำเป็นในการ “ดำรงอยู่” ของนักการเมืองอาชีพ โดยเฉพาะมวยรุ่นใหญ่ที่ต้องประคองเกมในสนาม

ตามโปรแกรมเมื่อ คสช.ต้องปล่อยเลือกตั้งตามโรดแม็ป

เพราะไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กติกาจะเป็นอย่างไร ตัวผู้เล่นก็ยังเป็นพวกหน้าเดิมๆ ยังไม่สามารถล้างกระดานนักเลือกตั้งพันธุ์เก่าได้ทั้งหมด

โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “นายใหญ่” ที่ยังเป็น “หอกข้างแคร่” เต็มไปด้วย “ตัวอันตราย” ที่อยู่นอกเหนือวิสัยการควบคุม

แน่นอน ด้วยเงื่อนไขย้อนแย้ง แม้ชื่อของ “เจ๊หน่อย” จะไม่โป๊ะเชะ ไม่ใช่คนที่ฟังแล้วคลิกทันที แถมยังมีเหลี่ยมแฝงของการ
ชิงเกมการนำทางการเมือง แต่ด้วยคุณสมบัติของบิ๊กเนมที่มีแรงเหวี่ยงทางการเมือง เป็นคนฝั่ง “ทักษิณ” ที่ต่อสายคุยกับฝ่ายคุมเกมอำนาจได้รู้เรื่องกว่าใคร

มันก็เป็นอะไรที่เหมาะกับสถานการณ์จังหวะนี้มากกว่าคนอื่น

ทหาร คสช.คงมองถึงจุดนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่หรี่ไฟเขียวให้

ทีนี้ก็เหลือแค่ฝ่ายการเมืองด้วยกัน แน่นอน อ่านตามฟอร์มปกติของยี่ห้อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีทางกระโดดรับมุกทันทีทันใด

ตามสไตล์ต้องชิงกระแส ไม่ยอมให้เครดิตคู่แข่งง่ายๆ

แต่กับข้อเสนอให้เปิดเวทีอย่างเป็นทางการเพื่อให้นักการเมืองมาตั้งวงถกทางออกร่วมกัน มันก็สะท้อนว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ฝืนแนวทางของ “เจ๊หน่อย”

จะติดตรงที่วิธีของนายอภิสิทธิ์อาจจะ “ตื้นเขิน” ไปสักนิด เพราะที่ผ่านมาการเคลียร์ความขัดแย้งไม่มีทางจบบนเวทีพูดคุยอย่างเป็นทางการ แม้แต่สถานการณ์ภายในครอบครัว

เพราะ “อีโก้” ของแต่ละฝ่าย ไม่มีทางที่ใครจะยอมเสียฟอร์มออกอากาศ

ที่สำคัญไม่มีใครยอมเสี่ยงพลาดให้กองเชียร์ด่าแน่.

ทีมข่าวการเมือง