การเมืองประสานเสียงพิทักษ์ประชาธิปไตย : เน้นแก้ง่ายฉีกยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/653579

 

อีกแค่ 30 กว่าวันก็ถึงเวลาชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ทำให้บรรดานักการเมือง นักวิชาการเริ่มเคลื่อนไหว เปิดเวทีอภิปรายเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญกันถี่ขึ้น

หนึ่งในเวทีที่น่าสนใจ ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดถกแถลงสาธารณะ เรื่องรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลไว้อย่างไร โดยเชิญนักการเมืองระดับแนวหน้ามาร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

ทีมข่าวการเมือง เห็นถึงมุมมองที่น่าสนใจ จึงหยิบยกรายละเอียดมาฉายอีกรอบ

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ตรรกะในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยืนยันมาตลอดว่ามันผิด ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบปกครองด้วยเสียงข้างมาก แต่ผู้ร่างฯ ร่างขึ้นมาด้วยความกลัวเสียงข้างมาก กลัวพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาล

แล้วเอาความกลัวนั้นมาเป็นตัวตั้ง ดูเจตนาตรงคำถามพ่วง ชัดเจนว่า เขาไม่เจตนาจะให้เสียงข้างมากเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ว่าต้องการพลังส่วนหนึ่งมาจาก ส.ว.สลายความเข้มแข็งของเสียงข้างมาก เพื่อที่จะเอาใครก็แล้วแต่มาเป็นรัฐบาล ตรรกะนี้ผมคัดค้านมาตลอด

ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก ก็ไม่มีเหตุผลใดเลย ที่จะไม่ให้เขาเป็นรัฐบาล

ผมสนับสนุนทุกพรรคที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนมาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อไปไกลถึงขนาดกำลังจะคิดให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มาโหวตนายกฯได้ด้วย ผมรับไม่ได้ในจุดนั้น

ถ้าเรากลัวแล้วไม่ต้องการให้บ้านเมืองกลับไปเหมือนเดิมอีก เราจะมีวิธีโดยกฎหมายโดยรัฐธรรมนูญไม่ให้ทำอย่างเดิมอย่างนั้นก็ว่าไป

ถ้าถึงขนาดจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง แล้วพรรคเหล่านั้นขึ้นมาเป็นรัฐบาลเลือกนายกฯตามคำถามพ่วง แบบนั้นไม่เห็นด้วย

หลักที่สอง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญพยายามจะบอกประชาชนก็คือ หลักสังคมกระหายคนดี แล้วเลือกคนดีให้ประชาชนเพื่อไปตั้งรัฐบาล จะไปเลือกนายกฯคนดีให้ เลยเป็นที่มาของ ส.ว. 250 คน

แบบนี้ผมว่าประชาชนกำลังตกหลุม ตกบ่วงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย คนดีเป็นอย่างไร เข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยเขาเลือกคนดีด้วยเสียงข้างมากให้ประชาชนเลือก แต่รัฐธรรมนูญนี้มันบิดเบี้ยว

ตรรกะอีกประการที่ทำให้บิดเบี้ยวคือ ตรรกะความเลวร้ายของนักการเมือง คนชั้นกลาง คนชั้นบนส่วนหนึ่งรังเกียจนักการเมือง เพราะทัศนคติที่ท่านมองผม ต่างจากประชาชนมอง

ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำไมเรื่องสำคัญของประเทศต้องผูกพันไปถึง 20 ปี ทำไมไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขาไปพิจารณา

จึงสรุปว่าเมื่อมีตรรกะอย่างนี้ รัฐธรรมนูญแก้ยาก พูดเลยว่ามันแก้ไม่ได้ ครั้งหน้ามันฉีกง่ายกว่าแก้อีก ผมไม่อยากจะเดาให้ตกใจ หลังจากเลือกตั้งมีวาระการฉีกรัฐธรรมนูญภายในกี่ปี มันอยู่ในหัวสมองผมหมดแล้ว

ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้บ้านเมืองมันพลิกผันมาถึงจุดนี้ ถ้าทำสิ่งไหนได้ สร้างความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ให้เห็นโอกาสประเทศจะเดินต่อไป ต้องลดอัตตา มาเซ็ตซีโร่กันใหม่ ผมรับได้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย

มีคำถามมากมายเกิดขึ้น เราบาดเจ็บกับวิกฤติความขัดแย้ง การเมืองมานานพอสมควร ทุกคนหวังก้าวข้าม โดยการเขียนรัฐธรรมนูญ หรือหวังให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อเห็นร่างรัฐธรรมนูญ เห็นแบบดีไซน์การเดินหน้าประเทศไทย จะเดินไปสู่อะไรอย่างไร สิ่งที่อยู่ในหัวใจ และกังวลอย่างมากมายที่สุดคือ ท้ายที่สุดจะแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างไร จะไม่ได้จบที่แผนการพัฒนาประเทศ 20 ปีแน่นอน

อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากน้อยแค่ไหน ความเป็นผู้แทน เขามาจากประชาชนรู้ปัญหาประชาชนว่าจะแก้อย่างไร

คนต่างจังหวัดคิดว่าประชาธิปไตยกินได้ แต่คนในเขตเมืองรู้สึกว่าจะเป็นจะตายอะไรกับคำว่าประชาธิปไตย คนชนบทเห็นว่าถ้ามีการเลือกตั้ง เขาพึ่งรัฐบาลที่เขาเลือกมาได้

แต่การเขียนรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนตรรกะที่อยากจะควบคุมกำกับสิ่งที่เรียกว่าไม่เป็นธรรมาภิบาลของนักการเมืองของรัฐบาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า เหตุเกิดที่ใดก็ต้องดับที่นั่น

ตัวนักการเมืองเองก็ต้องชี้นิ้วใส่ตัวเองต้องปรับปรุง แก้ไข ปฏิรูปตัวเองด้วย เราควรต้องกลับมาดูตัวเองและควรจะต้องทำอะไรด้วยกัน

การพัฒนาประเทศที่อยากจะมีการสร้างนโยบาย แข่งกันสร้างนโยบายดีๆในการเลือกตั้งให้ประชาชน ระหว่างพรรคการเมือง

แต่ไม่รู้ว่าจะมีพรรคการเมืองอีกหรือไม่ เพราะได้ข่าวแว่วๆว่าจะมีการจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ ก็จะไม่สามารถแข่งขันเรื่องนโยบายได้เลย แข่งไปแล้วเสียคนแน่

เพราะรูปแบบจะมีซุปเปอร์บอร์ดบอกว่าทำไม่ได้ ลองนึกภาพการบริหาร วางแผนการพัฒนาประเทศไม่ต้องคิดถึงแค่แก้ไขปัญหาระยะสั้น ที่เกิดขึ้นก็ยังแก้ไม่ได้

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ศูนย์รวมอยู่ที่ระบบราชการ กองทัพ ตุลาการ และองค์กรอิสระทั้งหลาย การจัดสรรอำนาจใหม่ เพื่อพยายามควบคุม กำกับรัฐบาล เป็นระบบประชาธิปไตยแบบกำกับควบคุม

รัฐบาลภายใต้การเลือกตั้งครั้งหน้าแทบจะทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้

การออกแบบแบบนี้องค์กรเหล่านี้จะมีความเป็นกลางอย่างไร ในเมื่อมีที่มาอย่างนี้ จะการันตีได้อย่างไร คนเหล่านี้อาจพยายามทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งคือ คสช.เกิดความพอใจในการกำกับ ควบคุมรัฐบาล

ดังนั้นเราควรหันกลับมาดู สร้างประชาธิปไตยมีคุณภาพ คุณธรรม คิดว่าธรรมาธิปไตยจะเป็นทางรอด ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบยัดเยียดการกำกับควบคุม

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามองสถานการณ์ภายหลังการปฏิวัติที่เกิดขึ้น ถ้ามองด้วยสายตาเป็นธรรม มองเห็นการปฏิบัติ มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ทุกคนหวาดระแวงทั้งนั้น

รัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในวันนี้ กำลังจะไปสร้างปัญหายิ่งใหญ่ในอนาคต ที่สำคัญการเขียนรัฐธรรมนูญขาดจิตวิญญาณของการเป็นประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ตัดขาดจากภาคประชาชนไป ตั้งแต่การเริ่มต้นการเขียน

ทุกท่านที่อภิปรายมีความเห็นเหมือนกันทั้งนั้น ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนขึ้นบนความเคียดแค้นนักการเมือง เขียนขึ้นบนความต้องการทำลาย

ผมถอยหลังกลับไปว่า เมื่อปี 2540 การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาเป็นเจ้าของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ชื่อว่าดีที่สุด ยึดโยงประชาชนที่สุด

เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง คนที่เจตนาไม่สุจริต เริ่มมามองเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ว่าดีที่สุด มีจุดด้อยอย่างไร

พอไปปรับจุดนั้น และทำให้ตนเองเกิดความได้เปรียบในสังคม การเมือง

ระบบรัฐสภาที่เกิดจากเสียงข้างมาก ทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นในบางส่วน ใช้จุดโหว่ตรงนั้นเข้าไปแทรกแซง ทำให้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับนั้น ถูกเบี่ยงเบน ไปจากความเป็นจริง จนไปสู่รัฐประหารปี 2549

ผมคิดว่าเรากลับไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา น่าจะนำมาเป็นบทเรียนเพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคตใกล้ๆ

ข้อดีของรัฐธรรมนูญ 40 ถูกเบี่ยงเบนไป เกิดจากวาระขององค์กรอิสระสิ้นสุดลง มีคนเข้ามาแทรกแซงองค์กรอิสระได้ กลับไปสู่วิกฤติ วังวนแบบเดิมทำให้การเมืองกลายเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง เริ่มมีการไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ

จนกระทั่งวันนี้ จึงเกิดคำถามว่า แล้วเราจะควบคุมคนที่จะทำหน้าที่ควบคุมอย่างไร ถ้าเราได้ผู้ตรวจสอบแบบปี 40 จะได้ไม่ต้องหวาดระแวง

เอาบทสรุปที่เกิดขึ้นจริง มาช่วยกันหาทางออก.

ทีมการเมือง

 

“ประยุทธ์”แข็งโป๊ก “ชู”รัฏฐาธิปัตย์เปลี่ยนผ่าน : สถานการณ์ชี้ขาด เหนือประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652871

 

โลกยังคงอยู่ในภาวะอาฟเตอร์ช็อก จากผลประชามติประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)

สั่นสะเทือนตลาดเงินตลาดทุนไปทั่วทุกภูมิภาค

และในสถานการณ์ที่ยุโรปกำลังเป็นโซนที่อยู่ในภาวะอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ ล่าสุดก็ยังมาเจอกับเหตุก่อการร้ายที่ประเทศตุรกี โดยคนร้ายกราดยิงผู้คนบริเวณทางเข้าสนามบินอตาเติร์ก สนามบินนานาชาติหลักของกรุงอิสตันบูล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 กว่าราย

ซ้ำบรรยากาศให้ยิ่งปั่นป่วนวุ่นวายเข้าไปอีก

ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและการก่อการร้าย ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในโหมดของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม

สถานการณ์ยังเดินหน้าไปได้ตามโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

ตามจังหวะผ่านจุดลุ้น “สะดุด” ไปได้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4

จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2557

เป็นอันว่า กระบวนการประชามติไม่มีปัญหาในเชิงกฎหมาย แต่ในขณะที่การต่อสู้กับแรงเสียดทานของฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็ยังต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อไป

โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการคุมเชิง

ในสถานการณ์แบบที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.19 คน ได้ส่งทนายความเข้ายื่นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

หลังนายทหารพระธรรมนูญในฐานะฝ่ายกฎหมายของ คสช.เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับแกนนำ นปช.ในข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน ในวันเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

ถึงจุดนี้ คสช.บล็อกแกนนำเสื้อแดงไม่ให้ขยับขยายแนวรบป่วนได้

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ขู่น้ำเสียงเข้มๆ ตอบโต้กรณีเครือข่าย 292 นักวิชาการและองค์กรสิทธิมนุษยชน 6 องค์กร ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยนักกิจกรรม รวมทั้งเปิดพื้นที่การแสดงออกในช่วงการทำประชามติ

ตอนนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ต้องการความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก

ใครทำผิดกฎหมาย ใครออกมาเคลื่อนไหว จับหมด

ประเมินจากยุทธศาสตร์ก็ชัดเจน เมื่อ พ.ร.บ.ประชามติไม่มีปัญหาในการตีความเรื่องวิธีการปฏิบัติ ก็เป็นอะไรที่ คสช.ต้องยกระดับความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย

ล็อกฝ่ายต้าน เบรกแรงกระเพื่อมกันอย่างสุดกำลัง

ตามจังหวะที่ คสช.ยังสามารถคุมเกมป่วนภายในประเทศไทย ในขณะที่แรงเสียดทานจากภายนอกประเทศตามสถานการณ์โลกล้อมประเทศไทย

ก็อยู่ในวิสัยที่ผู้นำรัฐบาลทหารยังประคองเกมถ่วงดุลได้

ในเหลี่ยมแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ขยันต่อสายตรง ส่งทีมที่ปรึกษาไปขอเข้าชี้แจงสถานการณ์ความจำเป็นในการคุมเข้มความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติอีกรอบ ภายหลังการต่อโทรศัพท์เคลียร์ด้วยตัวเองไปก่อนหน้านี้

แม้จะเป็นอะไรที่รู้กันดีว่า น้ำหนักคำพูดของผู้นำรัฐบาลทหารจะเบากว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะกับตัวอย่างที่สะท้อน “ปมด้อย” ตามปรากฏการณ์กรณีไทยไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซี) หลังมีการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 69 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งๆที่ลงทุนค่ารณรงค์หาเสียงไปกว่า 600 ล้านบาท

ด้วยเหตุปัจจัยที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันภายใต้รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ไทยแพ้โหวตเก้าอี้ในยูเอ็นเอชซี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้มันก็มีจังหวะหักลบกลบกระแสกัน โดยบรรยากาศด้านต่างประเทศของเมืองไทยภายใต้รัฐบาลทหารไม่ได้ย่ำแย่ไปเสียทีเดียว

เมื่อมีการยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจปรับให้ไทยพ้นจากกลุ่มประเทศในระดับ “เทียร์ 3” ในการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ท) หรือกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ มาอยู่ในระดับ “เทียร์ 2”

สัญญาณด้านบวกต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทย

เบื้องต้นเลยนั่นหมายถึง “พี่เบิ้ม” สหรัฐอเมริกายังต้องให้คะแนนรัฐบาลทหาร คสช. ยอมรับเชิงบวกของ “อำนาจพิเศษ” ในการจัดการกับปมปัญหาที่คาราคาซังมานาน

ประทับใจผลงานโบแดงของรัฐบาลท็อปบูตในการลุยกู้ “ใบแดง” ปมค้ามนุษย์กันแบบสุดกำลัง

ลุยกันอย่างจริงๆจังๆไม่มีลูบหน้าปะจมูก

นี่คือจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาล คสช.ยกเอามาเคลมเป็นเครดิต ใช้ความตั้งใจในการใช้ “อำนาจพิเศษ” เชิงบวก กลบปมด้อยของรัฐบาลทหารได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ตามรูปการณ์ ทีมงาน คสช.ก็ยังประคองสถานการณ์สู้แรงกระเพื่อมภายในและแรงเสียดทานจากภายนอกประเทศได้อย่างไม่ลำบากเท่าไหร่

ยังไม่ถึงจุดที่จะต้องรีบคายอำนาจ เพื่อผ่องถ่ายแรงกดดันแต่อย่างใด

และนั่นก็เลยทำให้เหมือนกับว่าจะผิดคิวไปเยอะ

กับปรากฏการณ์ขยับของกลุ่ม “นักการเมืองเก่าแก่” โดยมีตัวชูโรงอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากค่ายเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา

นัดหารือเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามเหตุเงื่อนไขที่อ้างว่า เมื่อนักการเมืองเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ก็ต้องกลับไปแก้กันที่ต้นเหตุคือนักการเมือง

ตามท้องเรื่อง นักการเมืองเดินหมากข้ามช็อต

มองผ่านขั้นตอนการประชามติไปถึงการเคลียร์พื้นที่ เตรียมลงสนามเลือกตั้งกันแล้ว

ซึ่งตามแนวโน้มสถานการณ์ก็น่าจะโยงกับกระแสโลกบีบรัฐบาลทหารของไทย ในขณะที่กระแสความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักศึกษา นักวิชาการรุ่นใหม่ที่ตามเทรนด์กระแสโลก

แสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านรัฐบาลทหารหนักขึ้นทุกวัน

บรรยากาศ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ใกล้หมดโปรโมชั่น

ผู้นำรัฐบาลทหารไม่น่าจะทนกับแรงกดดันที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

ประกอบกับกระแสประชามติของประเทศอังกฤษ ที่นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีเมืองผู้ดี ได้ประกาศลาออก หลังเป็นฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป

เมื่อแพ้ประชามติก็โชว์สปิริตไม่ขออยู่ในเก้าอี้ต่อ

ซึ่งนั่นก็ทันทีทันควัน มีการโยงมาเป็นคำถามมัดคอ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแสดงความรับผิดชอบในระดับเดียวกันกับนายกฯอังกฤษหรือไม่

ในกรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านด่านประชามติ

อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินอารมณ์ผ่านประโยคน้ำเสียงเขียวๆของ พล.อ.ประยุทธ์ที่สวนหมัดทันควัน

“ทำไมจะให้ผมลาออกใช่ไหม ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา”

ชัดเจน ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย

ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่ กระแสจะไหลไปในทิศทางใด พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่มีทางปล่อยมือง่ายๆ

ในฐานะคนกำหนดกติกาเล่นเองไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

แน่นอนมันคือการชูอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” คุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย

ย้ำอย่างเป็นทางการอีกรอบ โปรดฟังอีกครั้ง

ได้ยินได้ฟังแบบนี้ “นัก
การเมืองเก่าแก่” คงหลบกันวูบวาบ อย่างมากก็แค่ชิงกระแสการนำ ทำตัวให้เด่นขึ้นมาเผื่อสถานการณ์เป็นตัวเลือกในดีลอำนาจ

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกันหรือไม่กับการขยับเคลื่อนไหวยั่วให้โดนทหารหมั่นไส้ เสี่ยงกับการโดน “ของแถม” ตามมาในภายหลัง

ฐานละเมิดคำสั่งให้นั่งพักข้างสนาม

ตามอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ให้น้ำหนักอะไร และยังถากถางเป็นนัย ทุกวันนี้นักการเมืองก็เดินสายคุยกันอยู่แล้วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

แต่ใครจะแสดงบทมือประสานก็ไม่มีผล เพราะเจรจากับคนผิดกฎหมายไม่ได้

เอาเป็นว่า คนกำหนดกติกาไม่รับมุกนักการเมืองสุมหัวหาทางออกให้บ้านเมือง เบื้องต้นเลยมันก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้งตามจังหวะที่นักการเมืองขยับกดดัน

ที่สำคัญกว่านั้น จับสัญญาณที่ พล.อ.ประยุทธ์เล่นบทแข็ง ชูรัฏฐาธิปัตย์ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ประเมินได้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจปล่อยมือจากอำนาจพิเศษ

คสช.ยึด “สถานการณ์” เหนือผลของประชามติ

ตามเงื่อนไขที่ท็อปบูตจะไม่ยอมเสี่ยงให้เสียของซ้ำซาก

ซึ่งอ่านเกมตามรูปการณ์ ระหว่างเส้นทางที่ยังไม่รู้จะยุติตรงไหน ต้องลากอำนาจพิเศษออกไปอีกนานเท่าไหร่ ผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ก็คงต้องชั่งน้ำหนัก ประคองเกมถ่วงดุลกันไป ระหว่างการรับมือแรงกระเพื่อมภายในประเทศ กับเคลียร์แรงเสียดทานภายนอกประเทศ

ในเมื่อเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องรักษาบ้านไว้ไม่ให้พัง

ที่สำคัญประเทศไทยแบกรับวิกฤติมากกว่านี้อีกไม่ไหวแล้ว.

“ทีมการเมือง”

 

ปั่นเกมในบท ‘คนสำคัญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652719

 

ถึงจุดที่ต้องขยับ แต่งตัวรอลงสนาม

นอกเหนือจากคิว “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯที่ประเทศสิงคโปร์ โพสต์ภาพโชว์หน้าโชว์ตาแสดงตัว

ช่วยเพิ่มความเป็น “คนสำคัญ” ให้ลูกข่ายนายใหญ่ได้เห็น ห้วง “ชิงการนำ” ในเพื่อไทย

หลังจากภาพ “คอนเน็กชั่น” กับ “นายใหญ่-พี่ใหญ่” เลือนลางไป

คิวนี้ยัง “ขายพ่วง” เพราะในภาพ “เสี่ยไก่” สวมเสื้อยืดสกรีนข้อความต้านร่างรัฐธรรมนูญ เย้ยกฎหมายประชามติ ยั่ว “อำนาจพิเศษ”

แต่ก็ไม่รู้จะ “ยั่ว” สำเร็จหรือไม่ เพราะถึง 2 คีย์แมน คสช.ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โยนให้สังคมพิจารณาว่าแอ็กนี้ของ “เสี่ยไก่” เหมาะสมหรือไม่

แต่ติดติ่งไว้ กำลังให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.จับตาดูอยู่

“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โยน กกต.ติดตาม

2 พยัคฆ์ คสช. “ตบะ” ยังไม่แตก

ดึงจังหวะ ผ่อนหนักผ่อนเบา ลดแรงกดดันในมุม “ปิดกั้น” ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

แล้วก็คงไม่ต่างจากการพุ่งสู่เป้าหมายของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. จากคิวร่วมเวทีเสวนาประเด็นประชามติร่างรัฐธรรมนูญกับ “คนการเมือง”

จังหวะดี หยิบปมหารือหลังฉากมา “จุดพลุ” เปรี้ยงปร้าง ขยายความกันหน้าเวที

ระบุเตรียมนัดหมาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และ “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ห้องเครื่องพรรคชาติไทยพัฒนา มาจับเข่าคุยสถานการณ์บ้านเมือง

เจ๊ชวนเปิดฟลอร์การเมือง ฮือฮาทั้งวงการ

ที่สำคัญมีหลาย “ตัวช่วย” มาเติมดีกรีร้อน ทั้งกระแสข่าวที่ว่า สปท.เดินสายยื่นเงื่อนไข “นิรโทษล้างผิด” แลกกับการหนุนชื่อ “บิ๊กตู่” หรือ “บิ๊กป้อม” เป็น “ผู้นำคนนอก”

เข้าสูตรรัฐบาลแห่งชาติ ตำรับอำนาจพิเศษ

ข่าวร้อนกระแทกจน “เสี่ยจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ต้องออกมาปฏิเสธ ปัดเป็นโบรกเกอร์ เดินสายล็อบบี้เสนอ “เงื่อนไขลับ”

หรือที่ “เจ๊หน่อย” เปิดประเด็นเอง แว่วได้ยินแผน “สลายพรรคการเมือง” จดทะเบียนจัดตั้งพรรคกันใหม่ หรือ “เซ็ตซีโร่” ก่อนการเลือกตั้ง และมีคณะกรรมการ “ซุปเปอร์บอร์ด” มาคุมการเมืองอีกชั้น

ปูด “สูตรลับ” พิมพ์เขียวขยายโรดแม็ปอำนาจพิเศษ

หลายช็อตของเจ้าแม่ กทม. เรียกสปอตไลต์หันมาฉายจับ จนชื่อครองหน้าสื่อ

ถึงแม้คิวนัดเปิดโต๊ะคุย “คนการเมือง” จะสะดุด คนค่ายประชาธิปัตย์ไล่ตั้งแต่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคจะติดเบรก เตือนอย่าโยนเรื่องสร้างปม “ระแวง”

ขณะที่ “นิพิฏฐ์” ที่ว่าเป็นเจ้าของไอเดีย แต่เจ๊หยิบมาขยายความ ขอเลื่อนคิวนัดจับเข่าคุย

แต่อ่านท่าที ผู้คุมอำนาจพิเศษก็ไม่ขึงขังกับช็อตแรงของเจ้าแม่ กทม. เพียงขอให้การพูดคุยกันของนักการเมืองอย่ากระทำอะไรผิดกฎหมายหรือคำสั่ง คสช.

โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” ยังยอมรับแนวทางปรองดอง“พูดคุย” แก้ปัญหา

เพียงแต่ยังไม่เข้า “เงื่อนเวลา”

ที่สำคัญจับอาการของผู้นำ ออกลูกอ้ำอึ้งกับปมแหลมๆ “เซ็ตซีโร่”

ถึงไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ “ข่าวแว่ว” จาก“เจ๊หน่อย”

ตามรูปเกม จังหวะก้าวแรงๆโยนปมแหลมๆที่เกี่ยวโยง รอบนี้ “เจ๊หน่อย” เดินได้สวย ทั้งชูธงนำขบวนนักการเมืองมาร่วมกันหาทางออกจากวิกฤติ เล่นบท“ เจ๊ใหญ่” ของวงการ

ที่สำคัญคือคัมแบ็กยี่ห้อ “ดีลเมกเกอร์หญิงเหล็ก” ในช่วงหา “ตัวกลาง” เชื่อมต่อได้ยาก

หลังถูกมองว่า ผู้คุมเกม 2 ขั้ว “หั่นเกรด” ถอยไปตั้งหลักมาพักใหญ่

คิวนี้ดึงตัวเองกลับมาเป็น “คนสำคัญ” ได้อีกครั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

 

“แป๊ะ” ผูกขาดคุมกติกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/651904

 

ปาดเหงื่อ โล่งอกไปหนึ่งด่าน

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 เสียง ตัดสินชี้ขาดมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557

กฎหมายประชามติไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ปิดเกมดราม่าที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายถกเถียงกัน เรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็นและการรับรู้ข้อมูลของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา

กฎเหล็กยังถูกตรึงแน่นหนา ขุมข่ายอำนาจพิเศษยังได้ติดดาบลุยหักด่านประชามติในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป

หมดห่วงเรื่องข้อกฎหมายที่กำกวม คาราคาซังมาพักใหญ่

เหลือลุ้นเพียงด่านสถานการณ์ภายในประเทศว่า จะสามารถกุมสภาพ รักษาความสงบเรียบร้อยก่อนไปถึงปลายทางในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ได้หรือไม่

ตามจังหวะโทนการเมืองที่ยังคุกรุ่น มีทีท่าไต่ดีกรีร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในฉากปลุกอารมณ์กองเชียร์สองฝ่าย ระหว่าง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เปิดศึกดวลน้ำลายวันต่อวันกับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กไลฟ์

ตัวพ่อ กปปส. ปะทะตัวจี๊ด นปช. โหมโรงเชียร์แขก กระตุ้นแฟนคลับแต่ละฝ่ายให้เห็นคล้อยการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในแนวทางที่ตัวเองต้องการ

เขี่ยหัวเชื้อความขัดแย้งรอรีเทิร์น สร้างความหวั่นไหวให้ฝ่ายความมั่นคงต้องกระทุ้ง กกต.เคลียร์ปมสองขาใหญ่การเมืองโชว์จุดยืนรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะขัดกฎหมายประชามติหรือไม่

ไล่เลี่ยกับจังหวะออกโรงของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ที่ประกอบด้วยคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ 292 คน ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ถึง คสช.

เรียกร้อง คสช.ให้เลิกคุกคาม จับกุมผู้เห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญ และปล่อยตัว 7 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่โดยไม่มีเงื่อนไข หลังถูกจับกุมฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

แรงต้าน คสช.ส่อแนวโน้มขยายวงจากนักการเมือง นักศึกษา ไหลเข้าสู่วงนักวิชาการ

ดูตามรูปการณ์ที่ยิ่งใกล้วันลงประชามติ คสช.ยิ่งมีความเสี่ยงเจอแรงปะทะจากฝ่ายต่อต้านถี่และหนักขึ้น

แต่ดูเหมือนอ่านทางกันออก จากท่าทีของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ประกาศเสียงเข้ม

“ตอนนี้เราต้องการความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก ขอย้ำว่าหากใครทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องมาถาม ผมจับหมด เอาอย่างนี้เลย ถ้าใครออกมาเคลื่อนไหวก็จับ หากมองว่า ภาพที่ไปจับนักเคลื่อนไหวและนักศึกษาเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน”

พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์เปิดไฟเขียวจับแหลกฝ่ายลองของกฎหมายประชามติท็อปบูตประเมินทิศทางแล้ว จำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม พร้อมยาแรงเต็มที่

ชูธงให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยประเทศเป็นหลัก เมินแรงเสียดทานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ติดดาบบู๊ รอประจัญบานฝ่าแรงเสียดทานเต็มอัตราศึก

สอดรับท่าทีของเบอร์หนึ่ง คสช. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่กระชับกระบองยักษ์แน่น

ประกาศเสียงแข็ง โชว์บทกร้าวสวนข้อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ โดยยืนยันไม่ไขก๊อก
ลาออก เพราะเป็นคนกำหนดกติกาเล่นเอง

ตามติดด้วยช็อตต่อเนื่อง “ไม่มีใครสั่งให้ผมยึดอำนาจ หรือปล่อยอำนาจได้”

สะท้อนภาพกองทัพยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จตามแบบฉบับรัฏฐาธิปัตย์ มีสิทธิกำหนดกติกาได้ทุกเรื่อง

แม้แต่ในคิวขอคั่นจังหวะของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เสนอโมเดลนัดหารือฝ่ายการเมือง หาทางออกให้ประเทศ ในฐานะที่นักเลือกตั้งเป็นสาเหตุหนึ่งให้บ้านเมืองเดินมาสู่จุดนี้

ยังเจอลูกหงุดหงิดสวนกลับจาก “บิ๊กตู่–บิ๊กป้อม” แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้สร้างเงื่อนไขเกิดความหวาดระแวงและความขัดแย้งขึ้นมาอีก

สองคีย์แมนใหญ่หักหน้ากันตรงๆ ไม่สนคอนเน็กชั่น “คุณหญิงหน่อย” ที่ขึ้นชื่อว่าปึ้กกับกองทัพ

ในสภาวการณ์ท็อปบูตคอนโทรลอำนาจอยู่ในมือ ย่อมมีอำนาจเหนือทุกฝ่าย สามารถกดปุ่มได้ทุกเรื่อง ทั้งการใช้อำนาจมาตรา 44 การเซตซีโร่พรรคการเมือง หรือการเลื่อนเลือกตั้ง

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะพาไป เพราะคือผู้คุมกติกาผูกขาดฝ่ายเดียว.

ทีมข่าวการเมือง

 

“โบแดง” กู้หน้าได้ทัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/651002

 

แทบจะปิดทำเนียบฯฉลองผลงานโบแดงกันได้เลย

ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจปรับให้ไทยพ้นจากกลุ่มประเทศในระดับ “เทียร์ 3” ในการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ท) หรือกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยเตรียมประกาศอย่างเป็นทางการวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

แน่นอน ถ้าข่าวดีดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เบื้องต้นเลยมันก็ต้องให้คะแนนรัฐบาลทหารคสช. ยอมรับเชิงบวกของ “อำนาจพิเศษ” ในการจัดการกับปมปัญหาที่คาราคาซังมานาน

ตามจังหวะฝีมาแตกเอาในยุครัฐบาล คสช.

ทำให้รัฐบาลท็อปบูตต้องเทกแอ็กชั่น เดินหน้าลุยกู้ “ใบแดง” กันแบบสุดตัวสุดกำลัง

ลุยกันอย่างจริงๆจังๆไม่มีลูบหน้าปะจมูก

โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้ข้าราชการซึ่งถูกร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยให้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้นในพื้นที่ของตน หรือมีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือดําเนินการหรือไม่ดําเนินการตามอำนาจหน้าที่ จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการและมีมูลอันสมควรตรวจสอบ ให้ระงับการปฏิบัติราชการโดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม และให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น

กระเด้งกระดอนกันระนาวในหลายจังหวัดหลายพื้นที่รวม 23 ราย

ตามฐานความผิดที่มีความเกี่ยวพันกับประเด็นการบังคับใช้แรงงานค้ามนุษย์ ภายในโรงแปรรูปสัตว์น้ำ จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี 2558 ที่กองทัพเรือและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้นำกำลังเข้าช่วยเหลือแรงงานชาวพม่า

รวมทั้งการที่กรมการปกครองได้นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานบริการ อาบ อบ นวด

นาตารี โดยพบมีชาวต่างด้าวมาค้าประเวณีในสถานบริการดังกล่าว และยังปรากฏรายชื่อการจ่ายเงินหรือส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนหลายหน่วยงาน

รัฐบาลทหารของไทยเดินหน้าล้างขบวนการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

เป็นข่าวใหญ่ได้รับรู้กันไปทั่วโลก เพราะสถานการณ์เกิดในช่วงพอดีที่นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของรัฐบาลพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย

เป้าหมายเพื่อเคลียร์สถานการณ์ปัญหาแรงงานร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

เอาเป็นว่า การหลุดบัญชี “เทียร์ 3” กู้เครดิตของรัฐบาลทหาร คสช.เต็มๆ

และในจังหวะหักลบกลบกระแสกันพอดี กับปรากฏการณ์กรณีไทยไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซี) หลังมีการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 69 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งๆที่ลงทุนค่ารณรงค์หาเสียงไปกว่า 600 ล้านบาท

ตามเหตุปัจจัยที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า สถานการณ์

การเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนส่งผลให้ไทยแพ้โหวตเก้าอี้ในยูเอ็นเอชซี

ที่แน่ๆในเหลี่ยมเข้าทางพรรคเพื่อไทยรีบเบิ้ลบลัฟ แบบที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ประจานการพ่ายแพ้ของไทยให้แก่ประเทศที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่อย่างคาซัคสถาน

สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมโลกไม่ให้การยอมรับประเทศไทยเรา

เช่นเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมด้านสิทธิมนุษยชนที่องค์การสหประชาชาติจัดขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์-แลนด์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาที่หลายๆประเทศได้ตำหนิและทักท้วงการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทยเรามาแล้ว
ส่งมุกกับนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย

ที่ไล่ให้รัฐบาลทหาร คสช.ไปทบทวนท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาลที่ประกาศกร้าว ไม่สนใจนานาอารยประเทศเขาจะคิดยังไงกับเรา
ทีนี้ล่ะจะได้อยู่คนเดียวสมใจ

ลูกกำลังไหลเข้าทางบาทาพรรคเพื่อไทยเต็มๆ

แต่รัฐบาลทหาร คสช.ก็ได้แต้ม “เทียร์ 3” มาช่วยกู้หน้าได้ทัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังไม่ปล่อยมือง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649919

 

“เหรอ”

สั้นๆห้วนๆตามอารมณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ตอบคำถามนักข่าวต่อจังหวะการขยับของกลุ่ม “นักการเมืองเก่าแก่”

โดยมีตัวชูโรงอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากค่ายเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา

ตัวแทนนักเลือกตั้งอาชีพของ 3 ค่ายหลัก ที่ยังกั๊กเป็นแค่ในนามส่วนตัว

นัดหารือเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามเงื่อนสถานการณ์ที่อ้างว่านักการเมืองเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ก็ต้องกลับไปแก้ที่ต้นเหตุคือนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง ผู้นำท็อปบูตก็ไม่ได้หือได้อือด้วยแต่อย่างใด

ตามสไตล์ทหารเข้าใจได้ ไม่ชอบให้ใครยุ่มย่าม ภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ นักการเมืองยังต้องอยู่ในสถานะผู้เล่นที่ถูกไล่ไปพักอยู่ข้างสนาม

ยังไม่ใช่เวลาที่ใครจะมาเล่น “ออฟไซด์”

อย่างที่สังเกตได้ มวยรุ่นใหญ่ ระดับบิ๊กเนมอย่าง “เสนาะ เทียนทอง–พินิจ จารุสมบัติ–สมศักดิ์ เทพสุทิน–ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ–เนวิน ชิดชอบ”

ยังซุ่มเก็บตัว หลบจำศีลอยู่ในถ้ำ

พวกเก๋าเกมอ่านขาด ขืนทำตัวเด่นให้เป็นเป้าหมั่นไส้จะเป็นภัยกับตัวมากกว่าเป็นผลดี

โดยเฉพาะกับอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ประกาศเสียงแข็งเลยว่า ถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกโหวตคว่ำ ไม่ผ่านด่านประชามติ ก็จะไม่ลาออกเหมือนนายเดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ

เพราะเป็นคนกำหนดกติกาเล่นเอง

รัฏฐาธิปัตย์ยืนยันพร้อมรับผิดชอบอนาคตของประเทศ แม้จะไม่มีใครร่วมรับผิดชอบด้วย

ตามรูปการณ์ “บิ๊กตู่” ยังไม่ปล่อยมือง่ายๆแน่

และน่าจะรู้เหลี่ยมกันดีในหมู่ทีมงานแม่น้ำ 5 สาย ตามจังหวะต้องรีบชิ่งปมร้อนเป็นพัลวัน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปฏิเสธกระแสข่าวการเดินทางไปพบ 2 พรรคการเมืองใหญ่

เพื่อล็อบบี้ให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง

เพื่อแลกกับการนิรโทษกรรม

โดยนายอลงกรณ์ยืนยันไม่เป็นความจริง เป็นข่าวโคมลอยกระทบต่อการทำงานของ สปท. และความเชื่อมั่นการทำงานด้านการปฏิรูปประเทศ

ย้ำ สปท.ไม่เคยออฟไซด์การทำหน้าที่ของตัวเองนอกจากเรื่องการปฏิรูปประเทศ

ชิงตัดไฟไม่ให้สถานการณ์เชื่อมโยงรัฐบาลแห่งชาติ

ขนาดนายอลงกรณ์ที่อยู่ในข่ายทำงานใกล้ชิดกับทหาร คสช.ยังต้องรีบชิ่งกระแสร้อนๆ ไม่กล้าเล่นบทออฟไซด์ มันก็สะท้อนวงในฝ่ายคุมเกมอำนาจท็อปบูต

ไม่ได้มีนโยบายส่ง “นายหน้า” เดินหมากเดินเกมทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง ณ วันนี้ มันก็น่าจะเป็นแค่นักเลือกตั้งอาชีพคิดเองเออเองกันไป

ในอารมณ์ของคนตกงานมานาน เริ่มทนอดอยากปากแห้งไม่ไหว

หรืออีกส่วนหนึ่งก็ต้องแสดงผลงาน เพื่อชิงภาวะการนำในเครือข่ายป้อมค่าย ลุ้นเป็นมือดีลอำนาจ ปลดล็อกปมวิกฤติประเทศไทย
เพราะถ้าฟลุกสำเร็จขึ้นมา นั่นหมายถึงโบนัสก้อนโตทางการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขของฝ่ายคุมเกมอำนาจ ธรรมชาติของรัฐบาลทหารที่ต้องเน้นปัจจัยของความมั่นคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ

การคืนเวทีให้นักเลือกตั้งอาชีพ มันไม่ได้มีแค่เงื่อนไขการเมืองเท่านั้น

แต่ยังต้องเผื่อสถานการณ์นอกเหนือการเมืองด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

หวังดีช่วยเชียร์แขก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648881

 

เซียนขยับเดินหมากแต่ละตา ถ้าอ่านชั้นเดียวอาจตามเหลี่ยมเกมไม่ทัน

เมื่อพรีเซ็นเตอร์อย่าง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.เล่นบท “เชียร์แขก” อวยร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์

ชี้เป็นร่างฯในสเปกที่ต้องโหวตให้ตรงกับการปฏิรูปประเทศตามแนวทาง กปปส.

ยกยอปอปั้นกันแบบไม่กลัวโดนหมั่นไส้

ซึ่งก็แน่นอน “ตัวพ่อ” ระดับ “ลุงกำนัน” ออกโรงเอง ก็ไม่ต้องพูดถึงอารมณ์ของโจทก์สำคัญอย่างแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช. กองเชียร์พรรคเพื่อไทย แทบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง

กาโหวตโนได้ล่วงหน้า ไม่มีทางเห็นดีเห็นงามกับคนชื่อ “สุเทพ” แน่

แต่มันสำคัญที่อารมณ์ของคนกลางๆเอง ก็อาจจะกระอักกระอ่วนไม่น้อยที่เห็นถึงสถานการณ์การเลือกปฏิบัติอย่างพิลึกพิลั่นชัดเจน

เพราะในขณะที่อีกฝั่งถูกปิดปาก คนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย นักวิชาการ นักศึกษา กลุ่มพลเมืองโต้กลับ โดนทหารตามสกัดตามล็อกไม่ให้เคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ห้ามไม่ให้แม้แต่ใส่เสื้อที่มีข้อความรับหรือไม่รับ

แต่พอถึงคิว “ลุงกำนัน” ขออาสาเชียร์แขกให้ชาวบ้านโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปรากฏคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รีบแบะท่าเปิดไฟเขียวให้ทันที

มันเป็นอะไรที่เลือกที่รักมักที่ชังยิ่งกว่าละครน้ำเน่า

ที่แน่ๆมันก็เป็นเงื่อนไขให้ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมเสื้อแดง นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ใช้เป็นข้ออ้างเปรียบเทียบ

เอาอย่างบ้าง กับการใช้เฟซบุ๊กไลฟ์เชียร์แขกฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ถึงจังหวะต่างฝ่ายต่างส่งเสียงเชียร์แขกให้มั่วไปหมด

นี่คือผลจากความหวังดีของ “ลุงกำนัน” ที่ส่งผลร้ายต่อ คสช.

งานนี้ได้มากกว่าเสียหรือเสียมากกว่าได้ ก็ประเมินได้จากอาการล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ส่งข้อความออกอากาศเตือนทั้งนายสุเทพและนายจตุพรกับมุกเชียร์แขก

ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องผิดด้วยกันทั้งคู่

ตามสถานการณ์ซีเรียสแบบที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาไล่จี้ให้ กกต.รีบเคลียร์ความชัดเจน กรณีฝ่ายการเมืองออกมาประกาศรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯหรือไม่

เพราะถ้าไม่มีคนออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าตรงไหนทำได้หรือทำไม่ได้ คนที่ทำอยู่จะทำต่อไปโดยไม่สนใจอะไร เกิดกรณีโต้เถียงกันไปมาว่าในเมื่ออีกฝ่ายทำได้ฝ่ายตนเองก็ทำได้เช่นกัน

ฝ่ายความมั่นคงต้องรีบตัดเกม เบรกสถานการณ์ปั่นป่วน

เบื้องต้นมันก็ชัด มุกของ “ลุงกำนัน” ไม่ส่งผลดีต่อสถานการณ์ลุ้นคะแนนประชามติของ คสช. ที่เหลืออีกแค่เดือนกว่าๆจะถึงวันดีเดย์ 7 สิงหาคมแล้ว

เรื่องของเรื่อง ตามกระแสมีการโยงปรากฏการณ์ประชามติของประเทศอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ทำให้นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อ ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบจากการเป็นฝ่ายแพ้โหวตประชามติ

ล่าสุดก็มีคำถามถึง พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแสดงความรับผิดชอบในระดับเดียวกันหรือไม่ ในกรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไม่ผ่านด่านประชามติ

ในอารมณ์แบบที่เจ้าตัวต้องบอกปัดเสียงเขียว

“ทำไมจะให้ผมลาออกใช่ไหม ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา”

นี่แค่ยังสมมติว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระแสยังมัดคอแบบนี้

ถ้าถึงเวลาผลประชามติออกมาไม่ผ่านจริงๆ แรงบีบคงยกระดับเพิ่มอีกหลายเท่า

เดาทางพวกจ้อง “เจาะยาง” คสช.น่าจะลุ้นสถานการณ์นั้นอยู่.

ทีมข่าวการเมือง

 

วิเคราะห์สถานการณ์ก่อนเกิดเดดล็อก : ชี้ทางรอดประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/647504

 

เป็นอีกคนหนึ่งที่ลงจากหลังเสือได้อย่างราบรื่น หลังจากเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้าทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ พอเปลี่ยนบทบาทมาเล่นการเมืองก็เดินหน้าผลักดันออก พ.ร.บ.ปรองดอง แต่สะดุดล้มลงไป เพราะถูกแรงเสียดทานต้าน

วันนี้การปรองดองยังจำเป็นต่อการเดินหน้าประเทศไทย ปัญหาคือจะปรองดองกันได้อย่างไร ในเมื่อฝ่ายต่างๆจุดพลุขึ้นมาล้วนถูกพับเข้าลิ้นชัก

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ฉายา “บิ๊กบัง” อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ จะเป็นผู้เฉลยคำตอบนั้นผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เริ่มจากมองการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยออกตัวก่อนว่าไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ คสช.

แต่ในเมื่อ คสช.คือทหาร ถามว่ารู้ทุกเรื่องหรือไม่ คงไม่รู้ อย่าเอาความเป็นทหารมองในการบริหาร อย่าเอาระบบอุปถัมภ์เข้ามา เดี๋ยวจะไปไม่ได้ ต้องเอาหลักการบริหารเข้าไปจัดการ หาคนเก่งมาทำและทำงานเป็นทีม

ดึงคนเก่งๆเข้ามาช่วยทำงานใน ครม.เหมือนอย่างกระทรวงการคลัง ถามว่าจะแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสำเร็จหรือไม่ ขอบอกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ว่าแน่ๆก็ยังแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจลำบาก

วันนี้ คสช.คงเดินไปสู่ความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ไม่ง่ายนัก แต่ควรรู้จักปรับ รู้จักมอง ที่สำคัญจะต้องมองไปที่เสียงของประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะบอกได้ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วดีหรือไม่ดีอย่างไรก็แก้ไข จะทำให้เสียงวิจารณ์น้อยลงและประชาชนจะหันมาชื่นชมมากขึ้น

หลักการบริหารในระบอบประชาธิปไตย แม้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบก็ต้องฟังประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ

เหมือนที่ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นชอบกับเจตนาของ คสช.มาแล้ว ถามว่าวันนี้ คสช.ทำงานตามผู้เห็นชอบสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ถ้าทำไม่ได้เลยตามเจตนาที่วางเอาไว้ แสดงว่าไม่สำเร็จ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เจตนาของ คสช.ที่ยึดอำนาจต้องการแก้ไขปัญหาหลายด้าน อาทิ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงที่หยั่งลึกจากระดับประเทศถึงระดับครอบครัว ปัญหาการคอร์รัปชัน พล.อ.สนธิ บอกว่า คสช.จะต้องให้ความสำคัญกับเจตนาที่เข้ามาทำรัฐประหาร

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาความแตกแยกของประชาชนในสังคม ทั้งหมดอยู่ในแผนตามโรดแม็ป คสช.ได้ทำงานตามโรดแม็ปไปมากน้อยแค่ไหน

การเลื่อนโรดแม็ปการเลือกตั้งออกไปจะเป็นอย่างไร พล.อ.สนธิ บอกว่า จะมีคนพอใจและไม่พอใจ เมื่อทำในสิ่งที่ประชาชนไม่พอใจก็จะเกิดเงื่อนไขและเพิ่มคนที่ไม่พอใจมากขึ้น การแบ่งฝักฝ่ายจะขยายตัวมากขึ้น ต้องไตร่ตรองเรื่องนี้ด้วย

เมื่อความไม่พอใจขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลจะอยู่ยากขึ้นอย่างไร พล.อ.สนธิ บอกว่า ผมเคยศึกษาการรัฐประหารในประเทศฟิลิปปินส์ในสมัยหนึ่งที่ถูกปฏิวัติโดยประชาชนหลังจากรัฐบาลคอร์รัปชัน

โอกาสของประเทศไทยจะเป็นแบบนั้นมีแค่ไหน พล.อ.สนธิ บอกว่า ประชาชนมีลักษณะนิสัยใกล้เคียงกัน ถ้าทนไม่ได้จะต้องระวัง เพราะวันนี้เกิดเงื่อนไขคิดต่าง ทำให้เกิดความไม่พอใจเยอะขึ้น ถ้าผมเป็นรัฐบาลจะทำให้บางเรื่องหายไป ไม่ให้เงื่อนไขกระจาย ต้องทำให้เชื้อปะทุทุกที่สลายลงไปให้ได้

ไปๆมาๆ คสช.ที่เข้ามาเป็นกรรมการห้ามทัพ แต่ขณะนี้กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปแล้วจะแก้ไขอย่างไร พล.อ.สนธิ บอกว่า ผู้ปกครองประเทศหรือ คสช.ต้องทำงานตามโรดแม็ป และวางตัวเป็นกลาง ถ้าเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไปสนับสนุนฝ่ายใดจะเกิดปัญหาตามมา แน่นอนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง

ขอย้ำว่าผู้นำต้องเป็นกลาง ถ้าไม่เป็นกลาง ปัญหาของประเทศจะไม่จบไม่สิ้น แม้มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็จะออกมาเคลื่อนไหวอีก เพราะเจตนาของ คสช.ที่วางไว้สวนทางกับอีกฝ่ายหนึ่ง

ทางออกที่ดี คสช.ต้องยึดแนวหลักตามเจตนาที่ต้องการตั้งแต่ตอนแรก เช่น แก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้ปัญหาความแตกแยก

ขอให้แก้ไข 2 ประเด็นนี้ให้ชัดเจนก่อน ถ้าแก้ได้ทุกอย่างจบ เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้งหลังปี 2560 ความขัดแย้งก็ไม่ควรมีแล้ว ทุกฝ่ายหันหน้าจับมือช่วยกันบริหารประเทศ

แต่ถ้าสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นวิกฤติของชาติ จะกลับมาสู่วงจรเดิมอีก แต่คราวหน้า อาจจะไม่มีการรัฐประหาร เพราะผู้นำประเทศจะมีวิธีป้องกันไม่ให้มีการยึดอำนาจ แต่เขาอาจจะยังไม่ใช่ ตรงนั้น

ปัญหาความแตกแยกยังไม่ลดลง แต่ คสช.ยังเดินหน้าทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความขัดแย้งอีก พล.อ.สนธิ บอกว่า คสช.ต้องตัดสินใจให้ดี ในอนาคตเมื่อพ้นจากการเป็น คสช.แล้วประชาชนจะได้ชื่นชมและขอบคุณ ควรคิดถึงตอนสุดท้ายด้วยว่าจะทำอย่างไร ทำให้ดีมีคุณภาพถ้าลอกเลียนแบบสมัยเก่ามาได้แป๊บเดียว

อาจจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่รองรับ คสช. พล.อ.สนธิ บอกว่า การตั้งพรรคเครือข่ายทหารขึ้นมาก็ไปไม่รอด เพราะปัญหาไม่จบ ไม่ได้บอกว่าการตั้งพรรคดีหรือไม่ดี แต่จะต้องทำอย่างไรที่สุดท้ายเมื่อ คสช.พ้นไปแล้ว ประชาชนต้องแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่ คสช.ทำ

โดยเฉพาะถ้าจะทำให้ประเทศเป็นประเทศที่แท้จริง ก็ต้องสร้างความปรองดองให้ได้ เหมือนนายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และเป็นนักเคลื่อนไหวในทางสันติ เคยถูกจำคุกยาวนานถึง 27 ปี

เมื่อออกจากคุกเขาลืมเรื่องในอดีตและเดินหน้านโยบายประสานไมตรี เพื่อให้ทุกฝ่ายมาร่วมพัฒนาประเทศ

สิ่งที่หนีไม่พ้นคือให้คู่ขัดแย้งมาคุยกันจนประสบผลสำเร็จ โดยเริ่มดูถึงรากเหง้าของความขัดแย้งอย่างแท้จริง และสิ่งไหนที่พูดคุยกันได้ก็คุย จากนั้นต้องให้อภัยแก่กัน และตกลงกันว่าจะเอาอย่างไรกับบ้านเมือง

การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ คู่ขัดแย้งต้องคุยกัน แม้ตามลักษณะนิสัยของคนไทยมีทิฐิ คุยกันยาก เอาสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่นมาพูด สร้างวาทกรรมในทางเลวร้าย

ทำให้ปัญหาความขัดแย้งไม่จบสิ้น ทางออกควรนำสิ่งที่ดีของแต่ละฝ่ายมาพูดเพื่อเริ่มต้นในการพูดคุย

ผ่านมาถึงวันนี้มีหลายฝ่ายเสนอสูตรการสร้างความปรองดอง สุดท้ายก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก รูปแบบที่เสนอจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในช่วงเวลาที่เหลือของ คสช. พล.อ.สนธิ บอกว่า ในเมื่อเราไม่ให้อภัยกันและกัน

ไม่นึกถึงชาติบ้านเมือง คิดเอาชนะคะคาน ขาดอุดมการณ์ของความรักชาติ นี้คือปัญหาสำคัญ

หลักประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก บ้านเรามองเสียงข้างมากสวนทางกับระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นเสียงข้างมากลากไป ไม่เคารพเสียงข้างน้อย ความขัดแย้งที่แบ่งฝ่าย คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องทำให้ความคิดสองขั้วกลับมาประนีประนอมหรือมาพบกันครึ่งทางให้ได้มากที่สุด

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า วันนี้เหลืออีกไม่กี่ช่องทางที่จะสร้างความปรองดอง หนึ่งในนั้น คสช.ไกล่เกลี่ยคู่ขัดแย้งบนโต๊ะเจรจา พล.อ.สนธิ บอกว่า ที่ผ่านมาคนที่ทำเรื่องนี้ไม่มีอำนาจจริง

เมื่อไม่มีอำนาจจริง การจะเชิญคนกลุ่มนี้มาเจรจาเขาก็ไม่มา หรือส่งส่งตัวแทนที่ไม่มีอำนาจเข้ามา

วันนี้นายกฯต้องเป็นประธานการสร้างความปรองดอง เพราะท่านมีอำนาจและบารมีอยู่ในมือ สามารถทำได้

ส่วนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่มีเหลือแล้ว ใครขึ้นมาก็โดนตีจนเละ คนไม่กล้าเข้ามา เปลืองตัว ขนาดผมเป็นคนที่ไม่มีแผลยังโดนเลย

ถ้านายกฯอยากสร้างความปรองดองต้องลงมือทำเอง ใครจะไปว่านายกฯก็ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 เอาไว้คอยประคบประหงมตัวเอง งานนี้สำคัญกว่างานอย่างอื่น เริ่มทำตอนนี้ก็ยังไม่สาย

อย่าไปใช้ให้ใครทำเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่วาระแห่งชาติธรรมดา แต่เป็นซุปเปอร์วาระแห่งชาติและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

ฉะนั้น ขอให้นายกฯต้องเดินหน้าเรื่องนี้ให้ได้.

ทีมการเมือง

 

สนิมเนื้อใน คสช.เกมตรวจสอบ “ต่อรอง”ขุมกำลัง : อำนาจขบเหลี่ยมใน กระทบภารกิจใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646922

 

โลกสั่นสะเทือนชั่วขณะ เมื่อสหราชอาณาจักร อันประกอบไปด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ แสดงประชามติออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

ส่งผลให้ตลาดหุ้น ตลาดเงิน ผันผวน คนหันมาตุนทองเพื่อความมั่นคง

ยุโรปกำลังเข้าสู่โซนโดนพายุความมั่นคงทางเศรษฐกิจพัดกระหน่ำครั้งใหญ่

ส่วนที่เมืองไทยก็เจอฝนกระหน่ำหนาเม็ดขึ้นตามเงื่อนเวลาที่อยู่ในห้วงวสันตฤดู

เป็นเหตุให้หลายพื้นที่ในเมืองกรุงจมอยู่ใต้บาดาล ตามฉากที่เห็นกันจนชินตา น้ำท่วมขังถนนสายหลัก รัชดา ลาดพร้าว วิภาวดีรังสิต กลายเป็นลำคลอง รถติดวินาศสันตะโร

ประชาชนคนทำงาน นักเรียนไปเรียนสาย ถึงขั้นหยุดเรียนหยุดสอนกันก็มี

หงุดหงิด หัวเสียกับชะตากรรมร่วมแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

และแน่นอน คนที่หนีไม่พ้นถูกถามหาในยามฝนตกน้ำท่วมกรุงเทพฯก็คือ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่นอนตาไม่หลับ

ล่าสุดมีภาพข่าวตื่นแต่เช้ามาบัญชาการกู้สถานการณ์ที่ถนนรัชดา

และที่ไม่พลาดกับวาทกรรมใหม่ๆปล่อยออกมาให้ฮือฮา โดยรอบนี้ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้อย่าเรียกสถานการณ์น้ำท่วม แต่ให้เรียกน้ำรอระบาย

เป็นโทนที่เบาลงกว่าเมื่อครั้งไล่คนหนีน้ำท่วมไปอยู่บนดอย

เอาเป็นว่า นาทีนี้ยังเป็นชะตากรรมร่วมที่หนีไม่พ้น ภายใต้บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯต้องคอยลุ้นกันวันต่อวัน

ในห้วงบรรยากาศทางการเมืองก็ขมุกขมัว อึมครึมเหมือนพายุตั้งเค้ายังไงยังงั้น

จากจุดเริ่มเกมชิงพื้นที่ข่าว เบียดแย่งพื้นที่ทางการเมือง ตามเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ปล่อยให้ทีมเสื้อแดง นปช.เดินยุทธศาสตร์ขอตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ตื๊อ เอาล่อเอาเถิดกับท็อปบูต

ซึ่งก็ได้ผล ตามจังหวะกระตุก “ต่อมฉุน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องตีหน้ายักษ์ ประสานเสียงขู่ออกอากาศ

ห้ามเด็ดขาด ปล่อยให้ตั้งศูนย์ป่วนไม่ได้

ซึ่งนั่นก็เข้าทางฝ่ายแกนนำเสื้อแดง นปช.ได้เดินแต้มช็อตต่อ ด้วยการยกคณะไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

อาศัยเกมโลกล้อมประเทศไทยบีบรัฐบาลทหาร คสช.ให้หยุดละเมิด

แต่นั่นก็ยังช้ากว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่ชิงต่อสายตรงถึงนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ชี้แจงความจำเป็นในการใช้มาตรการเข้มงวดในโหมดประชามติ เพราะมีกลุ่มการเมืองจ้องป่วนหวังให้กระทบโรดแม็ปที่คสช.ได้วางแนวปฏิรูปประเทศไทยไว้

ต่างฝ่ายต่างชิงตัดหน้า แย่งคิวกันฟ้องต่อนานาชาติ

ก่อนที่ คสช.จะงัดมาตรการเด็ดขาด โดยให้คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คสช.แจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. รวมทั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และพวกรวม 19 คน

ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว

โดยทั้งหมดจะต้องมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ที่กองบังคับการกองปราบปราม หากไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกไปอีก 1 ครั้ง และถ้าไม่มาพบอีก พนักงานสอบสวนจะออกหมายจับดำเนินคดีต่อไป

ไม้ตายฝ่ายคุมเกมอำนาจ ล็อกคอลูกทีม “ทักษิณ” เข้ากระบวนการตามกฎหมาย

แต่ในจังหวะที่ คสช.กำลังรุกกลับฝ่ายต้าน สวนหมัดเล่นงานพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแกนนำเสื้อแดง นปช.โทษฐานป่วนกระบวนการประชามติ

มันก็มีเหตุการณ์ให้สะดุด เหมือนโดนตัดกำลังอย่างจัง

ตามสถานการณ์บังเอิญพอดีที่ศาลประเทศอังกฤษ ได้ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือราว 395 ล้านบาท จากนายเจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 ปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวก

ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว จากที่ก่อนหน้านั้นศาลอังกฤษได้ตัดสินลงโทษจำคุก 10 ปีแก่นายแมคคอร์มิค ตั้งแต่ปี 2556

โดยคำสั่งยึดทรัพย์จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมนำเงินสด อสังหาริมทรัพย์ และเรือสำราญที่แมคคอร์มิคมีชื่อเป็นเจ้าของมาจำหน่ายและนำเงินไปชดเชยแก่ผู้เสียหายต่อไป

ฝนตกที่อังกฤษ หนาวมาถึงเมืองไทย

ในจังหวะแรกเลย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ต้องเจอกับคำถามร้อนๆ เผือกตกใส่มืออย่างจัง

ในฐานะผู้อยู่ร่วมในสถานการณ์ “คาบเกี่ยว”

โดยเฉพาะคนที่หนีไม่พ้นโดนลากโยงไปเอี่ยวด้วย

ก็คือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในยุคนั่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก

เจอจ่อไมค์ซักหนักกว่าใคร

แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมหลุดให้ “เข้าเนื้อ” พยายามบอกปัดคำถามนักข่าวที่ให้ตอบว่าที่ผ่านมาเครื่องจีที 200 ใช้งานได้หรือไม่ ระบุไม่อยากตอบเพราะกลัวมีผลต่อการเรียกร้องเงินเยียวยา

โดย “บิ๊กป๊อก” ยืนยันว่า ถ้าซื้อด้วยกลไกปกติของกองทัพไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด แต่ครั้งนี้เป็นการซื้อพิเศษเป็นความต้องการของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางส่วนก็เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในภาคเหนือ เป็นการร้องขอจากข้างล่างขึ้นมาตามความ ต้องการ

เน้นเคลียร์ไปที่เจตนา ไม่พูดถึงเรื่องของเก๊ของจริง

แต่ตามทิศทางข่าวสื่อกระแสหลัก ทุกหน่วยงานต่างออกอาการเด้งรับคำตัดสินของศาลอังกฤษ มีการติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องจีที 200 ไปที่สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไล่ต่อเนื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เตรียมรื้อคดีการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ส่งให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตรวจสอบ

ทุกหน่วยขยับเล่นลูกตามน้ำ ในจังหวะ “เรื่องแดง” ขึ้นมาอีกรอบ

จีที 200 ตรวจหาระเบิดไม่ได้ แต่จะใช้ตรวจจับคนทุจริตคอร์รัปชันแทน

และประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในข่ายได้รับเงินคืนอีกต่างหาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีการแสดงเจตนาในการขอคืนเงินจากการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดปลอม

อีกทั้งยังมีการแสดงท่าทีจากบางฝ่ายไปในทิศทางที่การันตีว่าเครื่องจีที 200 ใช้งานได้

นั่นก็เพราะในสถานการณ์ “แก้เกี้ยว” จากการถูกนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และหลายฝ่ายแฉว่ากองทัพไทยซื้อ “ไม้ล้างป่าช้า” ไม่ใช่เครื่องตรวจระเบิดที่ใช้ได้ผล

ทำให้ฝ่ายเกี่ยวข้องในการจัดซื้อต้องดาหน้ากันออกมายืนยันว่าใช้ได้จริง

งานนี้จึงยิ่งส่งน้ำหนักให้ยุทธการไล่บี้หาคนรับผิดชอบจากการซื้อเครื่องตรวจระเบิดปลอมจีที 200 จากราคาที่ขายกันในประเทศอื่นเครื่องละแสนกว่าบาท แต่เมืองไทยปั่นราคาขึ้นไปถึงเครื่องละกว่า 9 แสนบาท

ฟาดส่วนต่างหัวคิวกันสะดือปลิ้น

ตามเหลี่ยมเข้าทาง “ตีกิน” ฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลคสช.จะได้จังหวะโหนกระแส เล่นลูกตามน้ำในการขยายผลเปิดแผล “คอร์รัปชัน” ประจานปมจีที 200

ได้ทีดิสเครดิตทหารอย่างจัง

กระแทกเครดิตความโปร่งใส สั่นสะเทือนระดับความเชื่อมั่นคสช.

แต่มันยังมีจุดที่น่าจับตากว่านั้น ถ้าสังเกตจากหน่วยงานที่เด้งรับกระแสจีที 200 ก่อนเลยก็คือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ภายใต้การนำของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ที่สั่งให้รื้อข้อมูลการตรวจสอบเรื่องจีที 200 ขึ้นมาดูอีกครั้ง

พร้อมนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานใหญ่

แน่นอน โดยสถานะในขุมข่ายอำนาจทั้ง พล.อ.ไพบูลย์และนายพิศิษฐ์ไม่ได้ขึ้นตรงกับ “พี่ใหญ่”

รู้กันมานานว่าอยู่ในปีกของสายบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์

ฉะนั้นการตั้งข้อสังเกตในเหลี่ยมเกมอำนาจทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายวิเคราะห์เกมอำนาจจะมองได้ในกรณีการ “เจาะยาง” ทีมงานของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

ตอกย้ำอาการ “ขบเหลี่ยมอำนาจ” ในฝ่ายของกลุ่มถืออำนาจพิเศษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงที่สุดเลยแม้เกมนี้จะมีปมคอร์รัปชันเป็นเดิมพัน แต่ก็น่าจะยังไม่กล้าหักดิบกัน เพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์คาบเกี่ยว

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า “พี่ใหญ่” กับทีม “บ้านสี่เสาฯ” ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันในการบล็อก “ทักษิณ”

อย่างมากก็แค่กระตุกเกมต่อรองการแชร์อำนาจ ในจังหวะฤดูเกษียณอายุราชการใหญ่ ต้องมีการตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ และวางกำลังเหล่าขุนทัพนายกอง

มันก็ต้องเขย่ากันตามเหลี่ยมลูกเข้าทางบาทา

แต่ปัญหาใหญ่จริงๆมันอยู่ที่พลังศรัทธาของมหาชนที่วูบไปมากกว่า

เพราะว่ากันตามภารกิจทีมงาน คสช.ในการนำพาประเทศชาติและประชาชนไทยก้าวผ่านวิกฤติความขัดแย้งไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ

แต่ในสถานการณ์ที่โดนปมคอร์รัปชันตัดคะแนนความโปร่งใส แถมยังมีปัญหาขบเหลี่ยมในเป็นระยะ

ตัวเองยังแทบจะเอาตัวไม่รอด

แล้วกับการแบกภารกิจใหญ่ ดูแล้วน่าเหนื่อยแทน.

“ทีมการเมือง”

 

สัญญาณยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646689

 

กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ช็อกโลก”

ภายหลังผลการลงประชามติของชาวสหราชอาณาจักรลงมติเห็นชอบให้สหราชอาณาจักร (ยูเค) ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)

ได้คะแนนทะลุ 17 ล้านเสียง ทิ้งขาดฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ออกจากอียูมากกว่า 1 ล้านเสียง

พลิกความคาดหมายโพลก่อนหน้านี้ที่ยังเชื่อว่า สหราชอาณาจักรจะยังอยู่เป็นสมาชิกของอียูต่อไป

ส่งผลกระทบต่อภาวะความผันผวนในตลาดหุ้น ตลาดทองคำ และตลาดการเงินทั่วโลก

นั่นคือผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที ภายหลังการลงประชามติของชาวอาณาจักรแดนผู้ดี

แต่ที่ยังฝุ่นตลบ อบอวลไปด้วยบรรยากาศคุกรุ่นที่ไต่ดีกรีร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็หนีไม่พ้นสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยในเวลานี้

ตามสถานการณ์ต่อเนื่องเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านต่างเปิดยุทธการเปิดหน้าแลกหมัดกันอย่างเต็มที่

ในรูปแบบที่ต่างฝ่ายต่างดึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้ามาสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตัวเอง

ตามจังหวะที่ฝ่ายอำนาจพิเศษยังต้องหันมาดึงยูเอ็นเป็นพวก

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องต่อสายตรงถึง บัน คี มูน เลขาธิการยูเอ็น ตัดหน้า นปช. เพื่ออธิบายถึงความจำเป็นต้องคุมเข้มสถานการณ์ ป้องกันกลุ่มไม่หวังดีที่เคลื่อนไหวก่อกวนการทำประชามติ

ถึงคราวกองทัพต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มาผูกมิตรเวทีโลก ลืมประเด็น “ชักศึกเข้าบ้าน” ชั่วคราว ผ่อนคลายแรงกดดันการถูกจับจ้องจากนานาชาติ

ควบคู่ไปกับเล่นบทเฮี้ยบใส่ฝ่ายตรงข้ามหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญ

ฝ่าแรงต้านไปให้ได้

กับปรากฏการณ์ออกหมายเรียก 19 แกนนำเสื้อแดง นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2 หัวโจก นปช. ข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จากกรณีรวมตัวกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติในช่วงที่ผ่านมา

หวังผลเขี่ยลูกให้เข้าเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงถูกยื่นถอนประกันตัวในคดีก่อการร้ายที่เป็นชนักปักหลังแกนนำเสื้อแดงแต่ละคนอยู่ก่อนหน้านี้
ท็อปบูตเดินเกมข่มขวัญหัวโจก นปช. ชิงเหลี่ยมสร้างความได้เปรียบ บีบหัวขบวนเสื้อแดง

ไม่ให้เคลื่อนไหวปลุกอารมณ์กองเชียร์ได้ง่ายๆเหมือนที่ผ่านมา

ไม่เว้นแม้แต่การจัดกิจกรรมของนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จัดกิจกรรมส่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ถูกตำรวจไล่บล็อกจับกุมต่อเนื่อง

ชิงตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เสี่ยงต่อการขยายหัวเชื้อ

ไล่เลี่ยกับจังหวะการออกโรงเที่ยวล่าสุดของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ขอออนแอร์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กไลฟ์ทุกวัน เพื่อชี้แจงให้เห็นข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ

ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มสูบ ปลุกกระแสเชิญชวนแฟนคลับให้รับร่างรัฐธรรมนูญช่วย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โปรโมตร่างรัฐธรรมนูญอีกทาง

ในห้วงที่อาการของ “ซือแป๋มีชัย” ชักจะไม่นิ่ง หันมาตอบโต้แรงๆ ใส่ฝ่ายตรงข้าม ถึงขั้นหลุดคำ “อันธพาล” และ “ยังมีความเป็นมนุษย์หรือไม่” ตอกฝ่ายที่คิดจะตั้งกล้องวีดิโอจับผิดการทำหน้าที่ของครู ค.

ต้องเรียกร้องให้หัวหน้า คสช.เข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังกับพวกคอยจับผิดการทำงาน

เครือข่ายพันธมิตรทุกสายกลับมาผนึกกำลังแน่น สกัดแผนเจาะยางประชามติ

ตรึงฝั่ง นปช.ให้ทำได้แค่ยุทธศาสตร์แหย่ๆหยุดๆ ไม่กล้าลุยต่อโปรเจกต์การตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เมื่อเห็น คสช.กระชับกระบองยักษ์ทำท่าเอาจริง

ในช่วงเวลาที่ท่าทีจากนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะตีธงประชามติไปทางใด

ปล่อยเครือข่าย นปช.ทำได้แค่การเลี้ยงกระแส โร่ร้องยูเอ็นชิงพื้นที่ข่าวตีกินไปเรื่อยๆ สลับฉากกับเครือข่ายพรรคเพื่อไทยออกมาโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นระยะๆ

ไม่เว้นแม้แต่นางสิงห์อย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังต้องช่วยแบ่งบทตระเวนลงพื้นที่ เลี้ยงเรตติ้งช่วยอีกทาง

งัดกลยุทธ์การตลาดประคองกระแส ในช่วงที่สัญญาณนายใหญ่ยังคลุมเครือ.

ทีมข่าวการเมือง