เข้าห้วงฝุ่นตลบกันอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/645872

 

ไม่มีคอแห้ง ไม่กลัวน้ำลายเหนียว

เรียกว่า 3 ชั่วโมงเต็มๆ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นำทีม ครม.ชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ต่อที่ประชุม สนช.

นอกจากยกเหตุความจำเป็นในการใช้จ่ายงบฯตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน การจัดเก็บรายได้ไม่ทันรายจ่าย จนต้องเตรียมแผนลดข้าราชการ ปรับโครงสร้างหน่วยงาน รวมทั้งฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทย ยังมีคิวแทรก

เกริ่นนำยาวตามสไตล์ผู้นำอำนาจพิเศษ

เอ่ยแฉลบถึงการทำงานของรัฐบาล-คสช. และสถานการณ์วุ่นๆคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ความเคลื่อนไหวการเมือง ไปจนกระทั่งปมทุจริต

เบ็ดเสร็จคิวยาวของ “บิ๊กตู่” รอบนี้ ไม่มียกแก้วขึ้นจิบน้ำสักนิด

ระดับผู้นำ ท.ทหารอดทนอยู่แล้ว

เป็นอย่าง “บิ๊กตู่” บอกเอง ที่ต้องอธิบายยาว แม้พยายามเตือนตัวเอง แต่พอออกจากบ้านก็เหมือนเดิม มีปัญหาเข้ามาตลอด ต้องสู้ทุกอย่าง

ในทำนอง เรื่องเยอะเลยต้องขอบ่นเสียหน่อย

แล้วแน่นอนก็ต้องโฟกัสไปที่คิวแทรกที่บ่น ในเรื่องการเคลื่อนไหวของฝ่ายต้านในห้วงใกล้เข้าสู่วันประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. กรณีกลุ่ม นปช.กระตุกยูเอ็นให้เข้ามาจับตาปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพ

ปมซีเรียสที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งต่อสายเคลียร์บิ๊กยูเอ็น หนนี้เลยเอ่ยกระแทก

“ที่ไปร้องเรียน เป็นคนไทยหรือไม่”

ล้อไปกับสถานการณ์ คิวประชามติเริ่มระอุ หลังจากพนักงานสอบสวน ตำรวจกองปราบ ออกหมายเรียก 19 แกนนำ นปช. ไปรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศ คสช. ห้ามชุมนุมทางการเมือง

ตามที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ ในฐานะฝ่ายกฎหมายของ คสช. เข้าแจ้งความ กรณีแกนนำ นปช.รวมตัวเปิดแถลงจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

งัดไม้แข็งไล่บล็อกกันแล้ว

แต่อีกมุมก็มีคนมอง “อำนาจท็อปบูต” หลงเดินเข้าเหลี่ยมฝ่ายต้าน โดยเฉพาะการเปิดศูนย์ปราบโกงทั่วประเทศ ที่เอาเข้าจริงก็แค่ตั้งเป้าชิงพื้นที่ข่าว เมื่อถูกติดเบรก นปช.ก็ไม่ต้องเหนื่อยระดมคน ระดมทุน

เบาตัวเบาแรงกันไป

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องร้อนที่แทรกเข้ามาได้จังหวะ กับปมเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 หลังจากศาลประเทศอังกฤษตัดสินยึดทรัพย์บริษัทผู้ผลิต คดีร้อนจากอังกฤษแต่สั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย

เครื่องตรวจระเบิด “ไม้ล้างป่าช้า” ทำเอา “งานเข้า” กันถ้วนหน้า

นอกจากหน่วยงานที่สั่งซื้อเครื่องดังกล่าวมาใช้ ยังมีการโฟกัสไปถึงชื่ออีกหลายบิ๊กเนมท็อปบูต ระดับห้องเครื่อง คสช. มีช็อตแก้ไขกันวุ่น

และเป็นอีกปมที่ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้นำอำนาจพิเศษ โยนเรื่องให้รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) “ทีมปราบโกงรัฐบาล” ที่มี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม นำทีมเช็กข้อมูล

ส่วนรองนายกฯเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ

ขณะที่องค์กรตรวจสอบอย่าง สตง.-ป.ป.ช.-ปปท.เริ่มขยับเข้าตรวจสอบ

จังหวะวุ่นๆในโจทย์ร้อน ที่ไม่วายถูกจับโยงไปถึงเรื่องเกม “ได้ทีเขย่า” ทั้งภายในเครือข่าย และแรงขย่มระหว่าง “ขั้ว” ที่เคยเป็น “แนวร่วมโค่น” ขอแชร์อำนาจ

วนเวียนมาโฟกัสที่ “ศึกมหาอำมาตย์” กันอีก

บวกกับสถานการณ์ ใกล้วันประชามติ 7 ส.ค. เข้ามาเท่าไหร่ ดูเหมือนหลายขั้วฝ่ายจะช่วยกันเตะฝุ่นฟุ้ง

นอกจากฝ่ายต้านเคลื่อนยกแผง ปมขบเหลี่ยมปีนเกลียวภายใน มวลชนฝ่ายเคยหนุนเริ่มมีบิ๊กเนมแกนนำออกโรงมาต้านอำนาจพิเศษกันหลายปมผิดสังเกต

วัดอุณหภูมิบ้านเมืองเริ่มจะไต่ดีกรีองศาร้อน ชนิดที่ถึงเวลานี้ก็ยังมีคนจับตา

จะส่งผลให้คิวประชามติต้องเดินสะดุดหรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง

 

บังเอิญโผล่ได้จังหวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/644867

 

“ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี ประเทศก็เดินไปไม่ได้”

ไม่แน่ใจว่าสะท้อนอะไรลึกๆในใจ กับจังหวะระบายอารมณ์เครียดๆของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ทุบโพเดียมเสียงดัง ภายหลังโดนซักปมทุจริตเครื่องตรวจระเบิดจีที 200 ก่อนยุติการแถลงข่าวเดินหนีสื่อมวลชนไปดื้อๆ

แต่เบื้องต้นเลยมันน่าจะเป็นอาการหงุดหงิดสะสม

อารมณ์ของคนที่ “ไม่ได้ดั่งใจ”

แถมสถานการณ์ยังไม่เป็นใจ อยู่ๆปมร้อนเครื่องตรวจระเบิด “จีที 200” ก็บังเอิญโผล่กลับมาในจังหวะที่รัฐบาลทหาร คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานจากฝ่ายต้าน ต้องออกแรงเหนื่อยในการคุมเกมป่วนประชามติ เข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ที่สำคัญยังเป็นใบเสร็จยืนยันอย่างเป็นทางการ เมื่อศาลของประเทศอังกฤษพิพากษาให้ยึดทรัพย์เจ้าของบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก

ประทับตรา “ของเก๊” ตบหน้าคนซื้อในหลายประเทศ

เผือกร้อนกลับมาอยู่ในเมืองไทย เพราะการจัดซื้อเกิดขึ้นในยุคคาบเกี่ยวหลายรัฐบาล

โดยเฉพาะคนที่หนีไม่พ้นโดนลากโยงไปเอี่ยวด้วยก็คือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในยุคนั่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก

เจอจ่อไมค์ถามหนักกว่าใคร

แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมหลุดให้ “เข้าเนื้อ” พยายามบอกปัดคำถามนักข่าวที่ให้ตอบว่าที่ผ่านมาเครื่องจีที 200 ใช้งานได้หรือไม่
ระบุไม่อยากตอบเพราะกลัวมีผลต่อการเรียกร้องเงินเยียวยา

“บิ๊กป๊อก” ยืนยันว่า ถ้าซื้อด้วยกลไกปกติของกองทัพไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด แต่ครั้งนี้เป็นการซื้อพิเศษ เป็นความต้องการของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางส่วนก็เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในภาคเหนือ เป็นการร้องขอจากข้างล่างขึ้นมาตามความต้องการ

เน้นเคลียร์ไปที่เจตนา ไม่พูดถึงเรื่องของเก๊ของจริง

แต่ที่แน่ๆในสถานการณ์ตามน้ำ ตามทิศทางข่าวสื่อกระแสหลัก มีการติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตจัดซื้อเครื่องจีที 200 ไปที่สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไล่ต่อเนื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เตรียมรื้อคดีการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ส่งให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตรวจสอบ

ตามจังหวะ “เรื่องแดง” ขึ้นมาอีกรอบ

จีที 200 ตรวจหาระเบิดไม่ได้ แต่จะใช้ตรวจจับคนทุจริตคอร์รัปชันแทน

เอาเป็นว่า รัฐบาลทหาร คสช.ต้องมาเสียจังหวะ เคลียร์กับ “คดีตกค้าง” ปมจีที 200 ซึ่งนั่นก็เข้าทางฝั่งพรรคเพื่อไทย เครือข่าย “ทักษิณ” ที่ได้เหลี่ยมเบิ้ลบลัฟขยายผลปมทุจริตในมือคนของกองทัพ

ดิสเครดิตฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.

ในสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ ไปยันพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องเรียงแถวหน้ากระดานมา

ตอบคำถามสังคม ช่วยกันเคลียร์ปมเผือกร้อนมือเป็นระวิง

และน่าจะเป็นการเคลียร์รันเวย์ให้ลงกันนิ่มๆ

กับหน้าที่ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบการเรียกเงินเยียวยาจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม จีที 200

ในจังหวะเริ่มออกตัวด้วยลีลาเนียนๆ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นค่าโง่

แต่เป็นค่าซื้อความรู้ที่แพงไปหน่อย

อาศัยมุกฮามากลบปมซีเรียส เบรกอารมณ์เครียดๆไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

 

เร่งเครื่องทันหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/643884

 

คนหนักแผ่นดินทำประเทศต่ำ น้ำท่วม

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งด่าลอยๆออกอากาศ

และก็ทันทีทันควัน ปรากฏค่ำคืนเดียวกันสายฝนถล่มกรุงเทพมหานครอย่างหนัก น้ำท่วมถนนหลักหลายสายจนแทบกลายเป็นทะเล

วิภาวดีรังสิต รัชดา ลาดพร้าว รถติดวินาศสันตะโร

กว่าน้ำขังจะรอการระบาย ตามการอธิบายของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ที่ออกตัวไม่ใช่สถานการณ์น้ำท่วม คนเมืองกรุงก็ต้องไปเรียน

ไปทำงานสายตามๆกัน

งานนี้ไม่รู้จะโทษใครที่เป็นตัวหนักแผ่นดิน

แต่ที่แน่ๆในอารมณ์เดือดร้อนของคนที่เจอสภาพน้ำท่วมรถติด เบื้องต้นเลยอาการหงุดหงิดมันพาลถึงการเมือง กลายเป็นเรื่องโยงหมั่นไส้ผู้ว่าฯ กทม.สะเทือนถึงรัฐบาลได้ง่ายๆ

ฝนตก น้ำท่วม กระตุกอารมณ์เบื่อ เซ็ง ของประชาชน

ถือเป็นเงื่อนสถานการณ์ที่อาจเป็นปัจจัยแทรกมาในสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารคสช.ต้องรับมือกับบรรยากาศปั่นป่วนวุ่นวาย

ฝ่ายจ้องท้าทายเดินหมากให้ตามแก้กันแบบรายวัน

ในเกมแบบที่ต้องชิงจังหวะ “ปาดหน้า” กันทันทีทันควัน

ตามเหลี่ยมสถานการณ์ล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อสายตรงถึงนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คุยกันยาวเกือบครึ่งชั่วโมง

เคลียร์ความจำเป็นในการใช้ไม้แข็งควบคุมสถานการณ์ป่วนประชามติ เพราะมีนักการเมืองบางพรรคป่วนไม่ให้รัฐบาลเดินไปตามโรดแม็ป

ในจังหวะเดียวกับที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.พร้อมทีมงาน ได้เข้าหารือกับข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ฟ้องโลก กรณีรัฐบาลทหาร คสช.ไม่ให้เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ถือเป็นการคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชน
“บิ๊กตู่” รีบเบรกเกมเสื้อแดงดึงโลกล้อมประเทศไทย

ไม่รู้นานาชาติจะให้น้ำหนักรัฐบาลทหาร คสช.แค่ไหน แต่อย่างน้อยก็เป็นการดักคอ “ยูเอ็น” ไม่ให้ฟังความฝ่าย “ทักษิณ” ข้างเดียว

ท็อปบูตเริ่มยกระดับยุทธศาสตร์การต่อสู้กับแรงเสียดทานภายนอก

แก้เหลี่ยมความได้เปรียบของเครือข่าย “ทักษิณ”

แต่อีกมุมหนึ่ง ในจังหวะที่ “บิ๊กตู่” และทีมงาน คสช.มัวแต่มะรุมมะตุ้มอยู่กับเกมขุดบ่อล่อให้ทหารหลงเข้าเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาด

พลาดเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเกมชิงกระแส

ไม่ว่าจะฟัดกับกลุ่มเสื้อแดง นปช.หน้าดำหน้าเขียวกับการขัดขวางการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ หรือไล่บี้แกนนำพรรคเพื่อไทยที่โพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ คสช.ต้องไล่ตามสกัดเกมป่วนของเครือข่าย “ทักษิณ”

ล่าสุดได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทำท่าจะจนปัญญาสู้รบกับนักการเมืองที่จ้องทำลายเกมเข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ออกปากขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันออกแรง “ขายตรง” ให้ถึงชาวบ้าน

เพราะล่าสุดทีมงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ทำการประเมินประสิทธิภาพ ผลการดำเนินงานของวิทยากร ครู ก ครู ข

โดยเฉพาะในส่วนของครู ค พบว่า ทำงานไม่เข้าเป้า ไม่สามารถอธิบายแก่นแท้เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญให้ชาวบ้านได้ งบประมาณไม่เพียงพอต่อบุคลากรที่ต้องใช้จำนวนมาก

ที่สำคัญทำงานกันแบบเกร็งๆเพราะส่วนใหญ่กลัวผิดกฎหมาย หมิ่นเหม่เข้าข่ายชี้นำชาวบ้านให้โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ

“เสียศูนย์” กันไปหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนจะถึงวันดีเดย์ลงประชามติ

ถึงตรงนี้ คสช.จะเร่งเครื่องเข็นกันยังไง ดูแล้วยังเหนื่อยแทน.

ทีมข่าวการเมือง

 

เมื่อเงื่อนไขไหลรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/642877

 

กลายเป็นชนวนให้แนวร่วมม็อบ “คนดี” เปิดศึกกันเอง

จากคิวที่ “เจ้าสัว” บุญชัย เบญจรงคกุล มหาเศรษฐีหมื่นล้าน สามีของนางเอก “ตั๊ก บงกช” ผู้เคยมีจุดยืนร่วมม็อบ กปปส. ออกมาปลุกลูกศิษย์วัดพระธรรมกายให้ระดมกันออกมานั่งขัดสมาธิที่วัด เพื่อปกป้องพระเดชพระคุณหลวงพ่อ “ธัมมชโย” เจ้าอาวาส
ให้ได้รับความยุติธรรม พ้นจากมลทินจากที่ถูกใส่ร้าย

แล้วก็โดนนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท” ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย อีกหนึ่งแนวร่วมคนสำคัญของเวทีม็อบ กปปส. โพสต์เฟซบุ๊กซัดข้ามรุ่น อัดแบบไม่สนเด็กหรือแก่

ด่ากันแรงๆ “แก่แล้วอย่าหัดตอแหล”

และนั่นก็โดนใจเต็มๆ “พุทธะอิสระ” แกนนำม็อบ กปปส.รีบโพสต์เฟซบุ๊กเชียร์

“ลูกนัท” ขอบคุณ ขอบใจ ที่แผ่นดินนี้ยังมีคนไทยผู้มีหัวใจรักความเป็นธรรม

ถือโอกาสปลุกผู้มีหัวใจรักชาติช่วยกันออกมาประณามพวกที่ใช้กฎหมู่ข่มขู่กฎหมาย ไม่ยอมรับกติกาสังคม ไม่ละอาย ไม่ให้มีที่เหยียบยืนในแผ่นดินไทย

ยุให้ประณาม สาปแช่ง ไม่คบค้าสมาคมด้วย จะได้รู้สำนึกเสียบ้าง

ถึงจังหวะสลับข้าง “เจ้าสัวบุญชัย” หลุดจากแนวร่วม “คนดี” ไปแล้ว

ก่อนอื่นเลย นี่คือ “หลักฐาน” ที่หักมุมกับกระแสที่ว่าลัทธิธรรมกายเป็นทีมงานเดียวกับฝ่ายเสื้อแดง เป็นฐานสนับสนุนกลุ่ม นปช. เป็นแนวร่วมของเครือข่าย “ทักษิณ”

แต่ของจริงมีทุกเฉดสี ระดับเจ้าสัว มหาเศรษฐีกระจายอยู่ทุกขั้วทุกค่าย

นั่นก็ไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใด “ธัมมชโย” ถึงโค่นยาก

อย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่เห็นได้จากยุทธการ “ขุดรากถอนโคน” โดนล็อกด้วยคดีอาญา โอกาสที่เจ้าลัทธิธรรมกายจะยื้อชะตากรรมคงยากแล้ว

สุดท้ายเลยแกะรอยจากแถลงการณ์ของบรรดาลูกศิษย์ ที่รอให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยแล้วค่อยให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ “ธัมมชโย” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

มาแบบฟอร์มเดียวกับเครือข่ายฝ่าย “ทักษิณ”

สคริปต์เหมือนที่ได้ยินนักวิชาการ คนเสื้อแดงและทีมงานพรรคเพื่อไทย ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ ส่งเสียงตอบโต้กับฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยที่บอกให้กลับมามอบตัวสู้คดี

หนีเพราะไม่มั่นใจในกระบวนการกฎหมายภายใต้รัฐบาลทหาร คสช.

อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีท่าทีจากเครือข่ายลูกศิษย์วัดพระธรรมกายตั้งแท่นจะนำเรื่องของ “ธัมมชโย” ไปร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

ตามเหลี่ยมลากประเด็นศาสนาโยงกับปัญหาการเมืองภายในของไทย

เป้าหมายสุดท้ายของเจ้าสำนักธรรมกายก็น่าจะอยู่ที่การเคลียร์เส้นทางไปลี้ภัยในต่างประเทศ เหมือนกรณีของ “ยันตระ” หรือ “เณรคำ” ที่หลบไปปักหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สถานการณ์ปมธรรมกายก็คงจะนัวเนียๆ กับประเด็นป่วนการเมือง เรื่องประชามติ อย่างแยกกันไม่ออก
เป็นเงื่อนไขไหลรวมที่ คสช.ต้องประคองเกมรับมือตีคู่กันไป

ตามจังหวะแบบที่เล่นบทดุดัน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประสานเสียง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ขู่เสียงเขียวไม่อนุญาตให้ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติในทุกกรณี ฝ่าฝืนเป็นโดนเล่นแน่

ส่งทหาร ตำรวจ ไปบล็อกแกนนำเสื้อแดงไม่ให้เปิดป้ายที่รังใหญ่ห้างดังย่านลาดพร้าว พร้อมๆกับสั่งหน่วยทหารไล่รื้อ ไม่ให้เครือข่ายเสื้อแดง นปช.ขึ้นป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

คสช.เล่นแรง โดยไม่สนจะหลงเข้าเหลี่ยมเซียนการตลาด

พลาดตีปี๊บให้เกมชิงกระแสของทีมงาน “ทักษิณ” แบบไม่รู้ตัว

ไม่เท่านั้น ยังมีการงัดโทษ “ยุบพรรค” มากำราบแกนนำพรรคเพื่อไทยที่โพสต์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในโซเชียลฯ ใช้เหลี่ยมปลุกกระแสโหวตคว่ำกันแบบซึ่งๆหน้า

แบไต๋แผนสุดท้ายที่ซ่อนไว้ มาใช้ก่อนกำหนด.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปราบโกงติดจรวด : คลอด“ศาลทุจริต”ล้างบางคอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641883

 

ปัญหาคอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินประเทศไทยมายาวนาน

มีผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของแผ่นดินเป็นจำนวนมาก

รัฐบาลประกาศนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง สอดรับกับการขับเคลื่อนของแม่น้ำสายต่างๆที่เฟ้นหากลไกปราบปรามการคอร์รัปชันให้อยู่หมัด ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือ “ศาลทุจริต” หรือ “ศาลปราบคอร์รัปชัน”

ซึ่งเป็นศาลในลักษณะเดียวกับศาลเหล่านี้ อาทิ ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว แต่ไม่ใช่เป็นลักษณะของศาลที่มีอำนาจแยกต่างหากเหมือนศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่จะตั้งขึ้นมีทั้งศาลส่วนกลาง และอยู่ตามภาคต่างๆอีก 9 แห่ง

นับจากนี้เป็นต้นไปการบริหารจัดการคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะเป็นอย่างไร นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ต่อไปจะต้องออกกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายแฝดในการนำไปบังคับใช้คดี ขณะนี้อยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สนช. รัฐบาลคาดหมายจะให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.2559

แต่จะต้องให้เวลากับศาลยุติธรรมในการดำเนินกระบวนการต่อ อาทิ หาสถานที่จัดตั้งศาล เพราะลำพังแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาที่ตั้งอยู่ อาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอรองรับคดีทั้งประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และจะต้องคำนึงถึงแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ในการเปิดทำการศาล เบื้องต้นจะเปิดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบส่วนกลาง จะทำให้บรรดาคดีที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมดทั่วประเทศอยู่ในอำนาจของศาลนี้ จากนั้นเมื่อเปิดศาลภาคแล้วก็ไปยื่นฟ้องที่ศาลภาค

ขณะที่ปัญหาภายในจะต้องมองในช่วงระยะเวลาเปิดศาล โดยคำนึงถึงบุคลากรที่จะเป็นผู้พิพากษาพิจารณาคดีมาจากที่ใดบ้าง คุณลักษณะของผู้พิพากษาที่ขึ้นเป็นองค์คณะต้องเป็นผู้พิพากษามาแล้ว 10 ปี เพราะต้องการประสบการณ์ ความรู้

มาชี้ขาดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามฐานความผิดตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มแรกเป็นบรรดาคดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

กลุ่มสอง ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลธรรมดา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ การให้เอกชนร่วมทุนในกิจกรรมของรัฐหรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

กลุ่มสาม ความผิดที่บุคคลธรรมดาเรียกรับหรือให้สินบน ถ้าเกิดการเรียกรับหรือให้สินบนโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็จะเข้ากลุ่มที่หนึ่ง ซึ่งศาลนี้ไม่ใช่จะลงโทษเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

กลุ่มสี่ เป็นกรณีที่คดีอาญากำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลธรรมดาต้องรับผิดในความผิดเกี่ยวกับคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และอีกกลุ่มเป็นบรรดาตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ลักษณะตามประมวลกฎหมายอาญา

กลุ่มห้า คดีเกี่ยวกับการไม่ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน จงใจยื่นเอกสารดังกล่าวเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง เดิมจะขึ้นอยู่กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีคดีจำนวนมาก

คดีเหล่านี้เข้าไปขวางการพิจารณาคดีที่เป็นเนื้อหาหลักๆของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะมีนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองระดับท้องถิ่นกระทำความผิดกันเยอะมาก

จึงเอาความผิดฐานจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองระดับชาติและนักการเมืองระดับท้องถิ่นมาอยู่ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเวลาพิจารณาคดีที่เป็นเนื้อหามากขึ้น

ขณะเดียวกันศาลชั้นต้นที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่กำลังจะจัดตั้งใหม่ ก็ต้องจัดผู้พิพากษาให้มีปริมาณรองรับกับคดีเหล่านี้ ซึ่งทำได้ง่ายกว่าและรวดเร็วกว่า แม้จะมีคดีจำนวนมาก

และกลุ่มหก ให้เอาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ก็เอามาไว้ที่ศาลนี้

ที่สำคัญได้พยายามแยกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ

ถ้าเป็นนักการเมืองระดับชาติก็ไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนก็ไปศาลเยาวชน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไปกระทำความผิดร่วมกับนักการเมือง ไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่เฉพาะผู้กินเงินเดือนจากรัฐเท่านั้น กมธ.ได้ขยายหลักการกำหนดเอาบุคคลบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้ากระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบก็อยู่ในความหมายของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

การกำหนดเนื้อหาของกลุ่มประเภทคดีค่อนข้างกว้างขวาง ครอบคลุมมากขึ้น ถ้ามีปัญหาขัดกัน เช่น คดีนี้จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็มีช่องทางให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

เมื่อคดีเข้าสู่ศาล การพิจารณาพิพากษาจะรวดเร็ว เพราะใช้ระบบไต่สวนทำนองเดียวกับศาลปกครอง ที่พิจารณาติดต่ออย่างต่อเนื่องจนเสร็จการพิจารณา

การพิจารณาคดีประเภทเดียวโดยไม่มีคดีอื่นเกี่ยวข้อง มีผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์สูง ยิ่งทำให้การพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพ ระงับยับยั้งการทุจริตได้มากขึ้น และมีผลดีต่อประเทศ

เมื่อระบบศาลเร็วแล้ว จะต้องดูระบบต้นทางยุติธรรมให้รวดเร็วด้วย เพราะต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งระบบ

หัวใจของการพิจารณาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นอย่างไร ถึงทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายสืบพงษ์ บอกว่า หลักการพิจารณาคดีที่สำคัญใช้ระบบไต่สวน ดูสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหลัก

มีการเตรียมหลักฐาน พยานให้ครบถ้วนก่อนสืบพยาน จะเกิดความแม่นยำในการสืบพยานและสืบในประเด็นสำคัญ มีระบบแก้ปัญหาการหลบหนีของจำเลย ซึ่งกรณีที่จำเลยหลบหนีไประหว่างสอบสวน จะไม่นับอายุความหรือหลบหนีระหว่างพิจารณาคดีก็ไม่นับอายุความ

และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบยังมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไปได้ ในลักษณะที่จำเลยสละสิทธิในการพิจารณาต่อหน้า และเมื่อพิพากษาคดีแล้วจะมีการแถลงอุทธรณ์เกิดขึ้นในศาลอุทธรณ์ทีเดียว

หรือกรณีจำเลยจะอุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว แต่จำเลยหลบหนีก็จะเสียสิทธิในการอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ถือเป็นมาตรการที่แข็งแรงและเข้มข้นมาก ปิดช่องว่างกรณีจำเลยหลบหนี

แตกต่างจากระบบคดีอาญาตามปกติที่เมื่อจำเลยหลบหนี ไม่สามารถทำคดีต่อไปได้ ศาลจะต้องรอจนกว่าจับจำเลยได้

ขณะที่ระบบการอุทธรณ์เป็นระบบปิด จะให้อุทธรณ์ไปยังแผนกศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้หรือไม่ กฎหมายกำหนดเอาไว้เรียบร้อยว่ากรณีใดบ้างที่อุทธรณ์ได้

แต่การฎีกาเป็นระบบอนุญาต ตามกฎหมายกำหนดให้มีผู้พิพากษาขึ้นมาคณะหนึ่งพิจารณาว่า คดีนี้สามารถให้ฎีกาได้หรือไม่

ซึ่งคดีที่จะอนุญาตให้ฎีกามีกำหนดขอบเขตไว้ในกฎหมายแล้ว ทำให้แต่ละคดีมีโอกาสจบในชั้นอุทธรณ์

เมื่อคดีทุจริตชี้ขาดรวดเร็วขึ้น ย่อมส่งผลทางจิตวิทยาทางสังคมให้เกรงกลัวการกระทำผิด

เท่ากับยับยั้งป้องกันการโกงได้ในอนาคต.

ทีมการเมือง

 

ติดกับการเมือง อำนาจขัดลำกล้อง : ผ่าปัจจัยเหตุ2ปี คสช. “ความเชื่อมั่น”ถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641352

 

ทั่วโลกกำลังอยู่ในห้วงลุ้นเกมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016

ขณะที่เมืองไทยก็มีสถานการณ์ให้ลุ้นฉากระทึก ตามข่าวพาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์และการรายงานของสื่อทุกสำนักที่เกาะติดกระแสกันทุกระยะ

กับปฏิบัติการ “กบิล 59” ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ร่วมวางแผนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จ่อนำกำลังบุกเข้าค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อควบคุมตัวพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาส ตามหมายศาล

ฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

ภายหลังการ “ล้มโต๊ะ” เจรจา 3 ฝ่ายครั้งสุดท้าย ระหว่างดีเอสไอ วัดพระธรรมกาย และตัวแทนคณะสงฆ์ ไม่ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน ทางดีเอสไอจึงได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดตามขั้นตอนกฎหมาย

โดยเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้ “ธัมมชโย” คือ มอบตัว กับถูกจับกุมตัว

และแน่นอน เมื่อปฏิบัติการบุกล็อกตัวเจ้าสำนักหลุดออกมาเป็นข่าวใหญ่โตให้รู้ตัวล่วงหน้า นั่นก็ทำให้กองทัพ “ธรรมกาย” ถูกปลุกให้พร้อมรบอีกครั้ง

อย่างที่มีพวกประกาศพร้อมสู้ตายเพื่อปกป้องหลวงพ่อ

ตามฉากสถานการณ์วันดีเดย์ มีศิษย์ธรรมกายในชุดขาวนั่งสมาธิท่ามกลางสายฝนโปรยปราย โดยมีการประกาศให้ทำใจนิ่งๆตามหลักวิชาธรรมกาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้นั่งนิ่งๆ

ขวางทางเข้าวัดไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปได้

ส่วนบริเวณภายนอกได้มีศิษย์ธรรมกายนับ 100 คนมายืนเข้าแถวเพื่อให้กำลังใจพระธัมมชโย

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ และ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้คุมกำลังวางแผนปฏิบัติการตามมาตรการจากเบาไปหาหนัก ปักหลักคุมเชิงอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ตำรวจภูธรปทุมธานี

แนวรบด้าน “ธรรมกาย” เข้าสู่ภาวะตึงเครียด

โดยมีการเจรจาต่อรองยื้อกันไปยื้อกันมา และถึงที่สุดเลยก็เป็นฝ่ายดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยอมถอยกลับออกมาเพราะไม่สามารถฝ่าด่านแนวต้านของศิษย์ธรรมกายได้

ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ระบุว่า การปฏิบัติการเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องมีราว

เจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว ถ้านำกำลังเข้าไปได้ไม่คุ้มเสีย

ชัดเจนว่า คสช.ยังไม่เสี่ยง “หักดิบ” ให้สถานการณ์บานปลาย

ตามยุทธศาสตร์แค่ยกระดับการกดดัน สถานการณ์ทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีพฤติการณ์ละเมิดกฎหมาย โดยมีการเก็บหลักฐานที่กลุ่มศิษย์ธรรมกายขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไว้ดำเนินคดี

โดยเฉพาะในส่วนของ “ธัมมชโย” ดูจะเกินเงื่อนไขมอบตัวแล้ว

ถ้าโดนจับก็ต้องสึก

คสช.กระชับพื้นที่ไป แต่ก็ต้องคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นอะไรที่แบไต๋กันชัดๆ ล่าสุดคณะศิษย์วัดพระธรรมกายได้ออกหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนโดยสาระสำคัญระบุว่า ขณะนี้พระธัมมชโยมีอาการอาพาธรุนแรง

และพระธัมมชโยควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ และเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

เพราะหากบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมขาดสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม และข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอแจ้งต่อพระธัมมชโย มีอายุความ 15 ปี

การที่รอให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ จึงไม่ได้เป็นการล่าช้าต่อรูปคดีและการดำเนินคดี อีกทั้งอยากให้มีการเร่งรัดเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชโดยเร็ว

ตั้งเงื่อนไขให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

แบบฟอร์มเดียวกันเป๊ะเลย

เพราะมันเป็นข้อต่อรองของเครือข่าย “ทักษิณ” ทั้งคนของพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่กำลังหนีคดี โดยตั้งเงื่อนไขสู้กระบวนการยุติธรรม จะมอบตัวและสู้คดีก็ต่อเมื่อประเทศไทยกลับคืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น

มันจึงเป็นอะไรที่โยงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

“ธรรมกาย” กับเครือข่าย “ทักษิณ” เป็นแนวร่วมที่ผนึกกำลังกันต่อสู้กับอำนาจ คสช.

พร้อมเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ถึงวันนี้แยกไม่ออกระหว่างปมวิกฤติการเมืองเรื่องการล้างระบอบ “ทักษิณ” การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การขุดรากถอนโคน “ธัมมชโย” และรวมไปถึงการตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่

มีการลากโยงเป็นชนวน พร้อมจุดไฟได้ทุกขณะ

ณ ห้วงเวลานี้ คสช.จึงต้องแตะเบรก ไม่ต้องการให้สถานการณ์วุ่นวาย อันจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในห้วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ในจังหวะที่เชื้อไฟความขัดแย้งซึ่งถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษเริ่มคุกลับมา

สะท้อนจากปรากฏการณ์กรณีผู้ช่วยนักบิน “นกแอร์” และ “แอร์เอเชีย” แชตไลน์ด้วยอารมณ์ “หมั่นไส้” ใช้ภาษาเรียกอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าเป็น “เหยื่อ” จะพาโหม่งโลก

กลายเป็นปมซีเรียส พรรคเพื่อไทย กองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” กดดันหนัก จนสายการบินต้องขอโทษและสั่งพักงานนักบินที่พฤติกรรมมีปัญหา

แต่ในอารมณ์ของพวกเกลียด “ยิ่งลักษณ์” สุดโต่ง ก็ยุให้ “นกแอร์” ขึ้นแบล็กลิสต์อดีตนายกฯหญิงไม่ให้ใช้บริการไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับนักบิน

หรือประเด็นร้อนที่อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาฯโพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัว “ตั้งแง่รังเกียจ” หน้าตาของแกนนำเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ที่กำลังเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นนัยว่า “หนังหน้า” จะทำให้สถาบันเสียอัตลักษณ์

โดนวิพากษ์วิจารณ์ แนวร่วมฝ่ายต้าน คสช.ด่าหนักจนต้องปิดเฟซบุ๊กหนี

ตามรูปการณ์ทั้งกรณี “นักบินนกแอร์” และ “อาจารย์จุฬา” ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนมาจากอารมณ์เกลียดชังทางการเมืองที่ฝังรากลึก

ถ้ามีอะไรกระตุกอารมณ์ก็ลุกพรึบได้ทันที

ภายใต้บรรยากาศแบบที่เริ่มมีม็อบเชียร์ ม็อบต้าน โคจรมาเผชิญหน้า ในสถานการณ์ที่ม็อบหนุน คสช.ไปดักขัดขวางกลุ่มพลเมืองโต้กลับไม่ให้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “เต้นอย่างนี้ต้องตีเข่า” หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ตะโกนชี้หน้าด่ากันหยาบๆคายๆเสียงดัง

สถานการณ์ยุ่งอีนุงตุงนัง กำลังเข้าทางฝ่ายจ้องป่วนคสช. หวังผลคว่ำประชามติ

ที่แน่ๆมาถึงตรงนี้ มันเป็นคำตอบแล้วว่า ผ่านมา 2 ปีหลัง คสช.ยึดอำนาจ วิกฤติความขัดแย้งไม่ได้หายไปไหน ตรงกันข้ามมีแต่เพิ่มเงื่อนไขซับซ้อนไปกันใหญ่

ตามเงื่อนไขภายในประเทศที่ผูกโยงกับเกมโลกล้อมประเทศไทย ถ้าการเมืองปั่นป่วนรุนแรงอีกรอบ ก็เท่ากับเปิดช่องให้องค์กรนานาชาติเข้าแทรกแซงกิจการภายใน

น่าจะเป็นอะไรที่โยงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้า คสช.หลุดคำพูด “รู้แล้วจะหนาว” นั่นแหละ

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารกำลังเผชิญแรงกดดันจากปมขัดแย้งที่สางไม่ออก

มันก็มีจุดน่าสนใจ กับช็อตพลิกมุมเชิงบริหาร

ทั้งการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลขับเคลื่อนการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค

โดย พล.อ.ประยุทธ์นั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง

เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาติดขัดในการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล มาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ไม่เดินไปตามเป้าหมาย แม้จะมีมาตรการอัดฉีดหลายระลอก

หรือกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

เบื้องต้นเลย น่าจะเป็นการกู้กระแส แก้สถานการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ซึ่งเปลี่ยนระบบการสนับสนุนของรัฐบาลให้เรียนฟรี 12 ปี จากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาเป็นชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ทำให้ถูกโจมตีหนัก ฝ่ายต่อต้าน คสช.ได้ทีไปขยายผลปมการตัดสิทธิ์เรียนฟรีชั้น ม.6 ซึ่งง่ายต่อการชักจูงความรู้สึกชาวบ้านที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน

เป็นแรงเสียดทานที่อาจถึงขั้นทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติได้เลย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมของการพยายามออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมก็มองได้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษรวบรัดเชิงบริหารให้เกิดมุมบวก ในการสร้างสรรค์เนื้องานที่เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกได้ถึงประโยชน์ที่ได้รับ

เพื่อกู้สถานการณ์รัฐบาลปั่นผลงานไม่ออก อาการ “อำนาจติดลำกล้อง” จากบรรดารัฐมนตรีที่ส่วนใหญ่เป็นทหารไม่ถนัดเชิงบริหาร โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ

แต่นั่นยังไม่เท่ากับสถานการณ์หลง “ติดกับ” การเมืองมา 2 ปี

แบบที่ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์เอง รวมถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เปิดฉากปะฉะดะกับฝ่ายต่อต้านแบบไม่ลดละ

โดยมี “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ รับไม้โซ้ยต่อ เท่านั้นไม่พอยังมี พ.อ.ปิยะพงศ์ กลิ่นพันธุ์ มาร่วมทีมกระบอกเสียง คสช.โซ้ยกับนักการเมือง ทีมเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย

เก็บตกกันทุกช็อต โต้กันแบบไม่ลดละ

สไตล์ไม่แตกต่างกับที่ชาวบ้านเบื่อพรรคการเมือง หายใจเข้าออกมีแต่เรื่องการเมือง

จนกระแสความนิยมตามโพลหดหาย เริ่มรู้สึกได้ว่าความเชื่อมั่นถดถอย

ปล่อยไปจะยิ่งทำให้ คสช.เผชิญสถานการณ์ลำบากขึ้น.

“ทีมการเมือง”

 

ส่งสัญญาณรับโหมดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641238

 

สบโอกาสเบี่ยงมรสุมร้อนในประเทศ บินไปเจรจาการค้าที่ประเทศอินเดีย

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ได้รับเทียบเชิญจากนายนเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย ยกคณะไปเชื่อมสัมพันธไมตรี หารือส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศ

พ่วงไปกับการลงนามความตกลง 5 ฉบับ อาทิ โครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ความร่วมมือด้านวิชาการ และบันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคาร

เสริมด้วยโปรแกรมพิเศษ สักการะศาสนสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ ณ เมืองคยา รัฐพิหาร พร้อมร่วมเป็นประธานพิธีสวดมนต์เจริญจิตภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ได้โอกาสเติมแรงศรัทธา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาเป็นกำลังใจ ในห้วงที่สถานการณ์หลายเรื่องในประเทศไทยกำลังไต่ดีกรีร้อนระอุขึ้นไปเรื่อยๆ

ทั้งกรณีศึกธรรมกายที่ถูกเติมหัวเชื้อให้ระอุขึ้นอีกระลอก ภายหลังหน่วยปฏิบัติการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องถอยทัพ พับ “แผนกบิล 59” หลังถูกสาวกธรรมกายตั้งด่านโล่มนุษย์สกัดเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไปตะครุบตัว “ธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

วืดได้ตัวเจ้าสำนักธรรมกายมาดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

กองทัพธรรมกายประกาศแถลงการณ์แสดงจุดยืน จะให้หลวงพ่อเข้ามอบตัว เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แนวรบธรรมกาย-ดีเอสไอยังตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายต่างตรึงกำลังรอดูท่าที ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน

ที่สำคัญประเด็น “ธัมมชโย” ถูกโยงเป็นประเด็นการเมืองโดยสมบูรณ์แบบ

ไล่เลี่ยไปกับสถานการณ์คุกรุ่นเรื่องความสงบเรียบร้อยช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไต่ระดับความร้อนแรงขึ้นเช่นกัน หวิดเกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มแนวร่วมพลเมืองโต้กลับกับ

เครือข่ายคนไทยหัวใจเกินร้อย

ระหว่างการจัดกิจกรรมมินิคอนเสิร์ต “พลเมืองตีเข่า” ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่หน้าสำนักงาน กกต.มีการไล่ล่าหาตัวแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ

สร้างความแตกตื่นแก่ข้าราชการและประชาชนภายในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

สงครามความแตกแยกของคนในสังคมยังไม่จบ และมีทีท่าจะลุกโชนรอบใหม่

ในภาวะที่ขุมข่ายอำนาจพิเศษพยายามควบคุมสถานการณ์ให้นิ่ง เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญ

ฝ่าด่านประชามติ

ยอมผ่อนปรนลดแรงต้านทุกทาง ไล่ตั้งแต่ยอมเปลี่ยนเวทีอบรมประชามติของ กกต.จากในค่ายทหาร เป็นพื้นที่ส่วนราชการ ล้างภาพลักษณ์แข็งกร้าวให้ดูนุ่มนวลขึ้น

ขณะที่ กกต.ก็เตรียมเปิดตัวเพลงรณรงค์ประชามติ เวอร์ชั่นสอง แก้ไขข้อผิดพลาดจากรอบแรก ไม่ให้มีเนื้อหากินแหนงแคลงใจ ถูกนำไปตีความในทำนองดูถูกคนภาคเหนือและอีสาน

หรือกระทั่งการที่หัวหน้า คสช.ลงนามคำสั่งมาตรา 44 ให้เรียนฟรี 15 ปีตั้งแต่อนุบาลถึง ม.6

แหวกเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เรียนฟรี 12 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.3

คสช.งัดแคมเปญเรียนฟรี 15 ปี ดับประเด็นเรื่องเรียนฟรีในร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งป้อมวิจารณ์อย่างหนัก

จูงใจให้ชาวบ้านเห็นผลงาน ในช่วงที่กำลังขับเคี่ยวประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถึงคราวท็อปบูตต้องงัดกลยุทธ์การตลาดมาสร้างคะแนนนิยม ลดแรงเสียดทาน ไม่ให้โรดแม็ปประชามติถูกเจาะยางกลางทาง

สวนทางกับฝ่ายตรงข้ามที่พยายามเร้ากระแสเดินเกมยั่ว คสช.

ถี่และหนักขึ้นในช่วงนี้

ในรูปแบบการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศของ นปช. คอยจับผิดการทำประชามติ เดินเกมกวักมือชวนยูเอ็นและสถานทูตต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์ที่ศูนย์ปราบโกงฯ

งัดลูกเล่นตามสไตล์ถนัด ยืมมือนานาชาติมาจับตาการใช้อำนาจฝ่ายกองทัพ

ตามรูปการณ์ที่เจ้าหน้าที่ไล่ปลดป้ายศูนย์ปราบโกงฯในจังหวัดต่างๆ อาทิ ลำปาง กาญจนบุรี หลังจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ส่งเสียงขึงขังห้ามตั้งศูนย์ปราบโกงฯ

รับจังหวะกับยุทธการปูพรมในโลกออนไลน์ ตามคิวที่มือวางเกมและมือกฎหมายของพรรคเพื่อไทยอย่าง นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย นำทีมงาน 17 อดีต ส.ส.โพสต์เฟซบุ๊กแสดงเจตนารมณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกัน

โน้มน้าวอารมณ์กองเชียร์ให้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ

เครือข่ายนายใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและ นปช.ออกแพ็กเกจเลี้ยงกระแส สั่งสมหัวเชื้อ เร้าปฏิกิริยามวลชน

ส่งสัญญาณเตรียมเข้าโหมดร้อนแรงช่วงประชามติ.

ทีมข่าวการเมือง

 

เห็น ‘ไต๋’ ยิ่งต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640506

 

“การมอบตัวก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คือ เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น”

คำตอบสุดท้ายจากแนวรบ “ธรรมกาย”

เป็นเนื้อหาสรุปจากแถลงการณ์จากคณะศิษย์พระเทพญาณมหามุนี หรือหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ออกมาภายหลังจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นำหมายค้นและหมายจับกุมในคดีฟอกเงิน และรับของโจร ต่อเนื่องจากการฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

และสุดท้ายต้องถอนทัพกลับไป เนื่องจากศิษยานุศิษย์ ญาติโยมธรรมกายรวมตัวนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมขวางเส้นทางเจ้าหน้าที่ ไม่ให้ผ่านเข้าไปตรวจค้นภายใน

แต่คิวรุกฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐรอบนี้ก็ไม่ได้เสียของเสียทีเดียว อย่างน้อยก็เห็นอะไรชัดจากแถลงการณ์คณะศิษย์ธรรมกายที่ออกมาระบุเงื่อนไข หลวงพ่อธัมมชโยจะมอบตัวก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า คดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี จึงควรรอให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ล่าช้าและเกิดความเสียหายต่อรูปคดี

หนำซ้ำเนื้อหายังโยงไปถึงคดีบุกยึดสถานที่ราชการ ที่มีหมายจับพระชื่อดังที่ร่วมการเคลื่อนไหวเมื่อช่วงม็อบ กปปส.ชัตดาวน์กรุงเทพฯ

สรุปว่า “ชาวธรรมกาย” วางเงื่อนไข ชู “ประชาธิปไตย” สู้ “อำนาจพิเศษ” ของทหาร

เปิดไต๋สู้ด้วยปม “การเมือง” และวกเข้าเรื่อง “ขั้วฝ่าย” จนได้

แต่ก็เป็นอะไรที่ถูกคาดการณ์จากบางฝ่ายไว้เหมือนกัน กับคอนเนกชั่นสายสัมพันธ์บิ๊กเนมขั้วการเมือง กับเจ้าอาวาสวัดดัง ที่เคยถูกจับตาว่าเป็นอีกฐานมวลชนใหญ่

ประเด็นคดีความเกี่ยวกับพระสงฆ์ ที่มีฐานประชาชนกลุ่มใหญ่คอยหนุนหลัง

มีทั้งเรื่องศรัทธา ความเชื่อ และการเมืองเกี่ยวข้อง

ยิ่งละเอียดอ่อนเกินกว่าจะผลีผลามเข้าไปใหญ่

แล้วก็ส่งสัญญาณมาทั้งห้องเครื่องอำนาจพิเศษ ไล่ตั้งแต่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่รับผิดชอบงานความมั่นคงไปจนผู้ถืออำนาจสูงสุดอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

ประสานเสียง ต้องละมุนละม่อม อย่าให้เกิดเหตุรุนแรงจนลุกลามบานปลาย

ใช้ไม้นวม-ไม้แข็ง อย่างระมัดระวัง

เพราะถึงอย่างไรสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย “กบิลเมือง”

ตามชื่อแผน “กบิล 59” ในการเข้าตรวจค้นจับกุมของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ ที่เตรียมใช้ในการจัดการปม “ธรรมกาย”

ในห้วงรอจังหวะเหมาะ ค่อยรุกกันใหม่

นั่นก็คงไม่แตกต่างจากปมการเมืองว่าด้วยเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐผ่อนคลายสถานการณ์ ลดแรงกดดันมาพักใหญ่ ฝ่ายต้านก็ได้ช่องเคลื่อนไหวแบบแปรรูปขบวนกันมา

ทั้งคนพรรคเพื่อไทย แนวร่วมกลุ่ม นปช. และนักศึกษา นักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งมีโพสต์ข้อความบนสื่อ

โซเชียลมีเดีย แสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงทั่วประเทศของกลุ่ม นปช. ทั้งการจัดกิจกรรม มินิคอนเสิร์ต ปล่อยคลิปเพลงต้านร่างรัฐธรรมนูญ

ขยับแรงและพร้อมเพรียงในคิวประชามติ “ยั่วตบะ” แหย่ ท็อปบูต

แล้วก็ดูเหมือนจะได้ผล อำนาจพิเศษเริ่มกลับมาขึงตึง คุมเข้มกันอีกครั้ง หลังจากเปิดกาเจาะฝารูระบายแรงกดดันให้เวทีคนการเมืองได้มีปากมีเสียง

ล่าสุดเริ่มไล่บล็อกไล่สกัดการเคลื่อนไหว กิจกรรม ขู่ใช้กฎเหล็กข้อกฎหมายจัดการ

ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นแนวรบ “ธรรมกาย” ทั้งสมรภูมิ “ประชามติ” เป็น 2 ประเด็นร้อนที่ “อำนาจพิเศษ” ต้องผ่อนสั้นผ่อนยาว เลือกจังหวะผ่อนหนัก-ผ่อนเบาจัดการ

เพราะเห็นชัดว่า 2 ปมเริ่มลากเข้ามาสู่สถานการณ์ยุ่งๆ

ชู “ขั้วประชาธิปไตย” ชนกับ “ฝ่ายท็อปบูต” กันแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

สวนโหมดประชามติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/639788

 

กลับมาเป็นข่าวพาดหัวตัวไม้หนังสือพิมพ์อีกรอบ

กับปฏิบัติการ “กบิล 59” ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.รุดเข้าร่วมวางแผนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

จ่อนำกำลังบุกจับกุมตัว “ธัมมชโย” เจ้าสำนักธรรมกาย

ภายหลัง “ล้มโต๊ะ” เจรจา 3 ฝ่ายครั้งสุดท้าย ระหว่างดีเอสไอ วัดพระธรรมกาย และตัวแทนคณะสงฆ์ โดยดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดตามขั้นตอนกฎหมาย

ถวายข้อหาหนัก “ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร”

เหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้พระเดชพระคุณเจ้า คือ มอบตัว กับถูกจับกุมตัว

นั่นก็ทำให้กองทัพ “ธรรมกาย” ถูกปลุกให้พร้อมรบอีกครั้ง หลังมีข่าวบรรดาลูกศิษย์ก็คงต้องระดมพลคุ้มกันเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

อย่างที่มีพวกประกาศพร้อมสู้ตายเพื่อปกป้องหลวงพ่อ

แนวรบด้าน “ธรรมกาย” เข้าสู่ภาวะตึงเครียด

ตามสถานการณ์ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับยุทธศาสตร์ “ยั่วตบะ”

กับมุกที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.นำขบวนบุก “ถ้ำเสือ” กระทรวงกลาโหม เพื่อยื่นหนังสือให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

ยืนยันการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่ได้มีเจตนาร้าย

ในจังหวะตั้งใจท้าทาย กระตุกหนวดยั่วอารมณ์ของ “พี่ใหญ่” บูรพาพยัคฆ์ ที่ประกาศกร้าวเสียงแข็งไม่ให้กลุ่มเสื้อแดง นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติอย่างเด็ดขาด

ถ้าตั้งจะนำทีมไปไล่รื้อด้วยตัวเอง

และก็รับมุกกับเสียงดุๆของ “บิ๊กป้อม” ทันควัน สารวัตรทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จังหวัดลำปาง ได้บุกเข้าทำการรื้อป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงกลางเมืองลำปางหลังขึ้นป้ายได้แค่ 2 วัน

แนวปะทะด้านกลุ่มเสื้อแดง นปช.ก็ส่อยกระดับขึ้นทุกขณะ

และก็เป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก “เสื้อแดง–ธรรมกาย” เงื่อนไขไหลรวมได้ตลอดเวลา

โดยจังหวะที่เร้าไปกับบรรยากาศกรุ่นๆปมร้อนๆ

ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ช่วยนักบิน “นกแอร์” และ “แอร์เอเชีย” แชตไลน์ด้วยอารมณ์ “หมั่นไส้” ใช้ภาษาเรียกอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าเป็น “เหยื่อ” จะพาโหม่งโลก

กลายเป็นปมซีเรียส พรรคเพื่อไทย กองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” กดดันหนัก จนสายการบินต้องขอโทษและสั่งพักงานนักบินที่พฤติกรรมมีปัญหา

แต่ในอารมณ์ของพวกเกลียด “ยิ่งลักษณ์” สุดโต่ง ก็ยุให้ “นกแอร์” ขึ้นแบล็กลิสต์อดีตนายกฯหญิงไม่ให้ใช้บริการไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับนักบิน

หรือกรณีที่อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาฯโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ตั้งแง่รังเกียจ” หน้าตาของแกนนำเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.ที่กำลังเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นนัยว่า “หนังหน้า” จะทำให้สถาบันเสียอัตลักษณ์

โดนวิพากษ์วิจารณ์ ด่าหนักจนต้องปิดเฟซบุ๊กหนี

ที่แน่ๆทั้งกรณี “นักบินนกแอร์” และ “อาจารย์จุฬาฯ” ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนมาจากอารมณ์เกลียดชังทางการเมืองที่ฝังลึก

จนแยกไม่ออกกับสถานะหน้าที่การงาน

ที่สำคัญมันเป็นหัวเชื้อที่จุดไฟเกลียดชังระหว่างกองเชียร์ขั้วขัดแย้งให้แรงขึ้นมา

ตามสถานการณ์ที่ขัดกับบรรยากาศของประเทศที่กำลังอยู่ในโหมดการเดินหน้าเข้าสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

แบบที่มีการยืนยันว่า ถ้าไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ก็ไม่เลื่อนแน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452743

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นบนโลกใบนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าปัจจุบันการใช้พลังงานหลักอย่าง พลังงานฟอสซิล น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ที่นิยมใช้อยู่มีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากประเทศไทยขณะนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศมากกว่าครึ่งที่ผลิตในประเทศ และยิ่งนับวันพลังงานในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมายาวนาน กำลังจะหมดลงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล ภาคเอกชน กำลังเร่งระดมศึกษา วิจัยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนอื่น อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวมวล ฯลฯ ทั้งนี้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทยกับทิศทางพลังงานภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อเป็นเวทีพูดคุยถึงทิศทางพลังงาน และแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตว่าจะไปในทิศทางใดต่อไป

ศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เริ่มฉายภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงในประเทศไทยว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีการซื้อขายได้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าแล้ว เห็นได้จากข้อมูลราคาพลังงานทดแทนใน 16 ประเทศ จาก 6 ทวีปทั่วโลก ปัจจุบันราคาพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.70-3.30 บาท/หน่วย ส่วนพลังงานลมราคาอยู่ที่ 1.10-3.50 บาท/หน่วย หากเทียบกับพลังงานหลักที่ใช้ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกกว่า

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552-2556 มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการขายพลังงานเข้าสู่ระบบของไทยที่มีมากสุดในภาคกลาง รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันนโยบายแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลปี 2558-2579 ที่รัฐบาลอนุมัติเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ได้กำหนดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพิ่ม อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในอนาคต โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากที่ผ่านมาไทยทำลายสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าเลยจุดสูงสุดหลายครั้ง เห็นได้จากเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 29,619 เมกะวัตต์ แต่หากเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่สามารถรองรับได้ถึง 40,932 เมกะวัตต์ ซึ่งตรงนี้มีค่าส่วนต่าง 11,313 เมกะวัตต์ ฉะนั้นจึงมองว่าตรงนี้ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพียงพออยู่

“อีก 10 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2558-2568 รัฐบาลจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 25 แห่ง ซึ่งจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75 บาท/หน่วย เพิ่มเป็น 5.26 บาท/หน่วย โดยราคานี้ไม่นับรวมภาษีอื่นเพิ่มเติม แต่ผมมองว่าศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนของไทยยังเพียงพอต่อจุดพีกการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่การดำเนินการขึ้นอยู่ที่ว่าส่วนราชการจะทำหรือไม่นั้น” ผู้จัดการนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ระบุ

ปัญหา 10 ปีที่ผ่านมาของไทยกับนโยบายการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายการคอร์รัปชั่น รูปแบบหนึ่ง คือ 1.การรับซื้อมีการกำหนดปริมาณเฉพาะและเปิดเป็นรอบๆ โดยไม่ยอมให้เปิดแบบรับซื้อเสรี จึงทำจำนวนการรับซื้อพลังงานทดแทนไม่มีความแน่นอน  2.ราคารับซื้อถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมือง และไม่ยอมเปิดให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาราคากลาง จึงทำให้การปรับราคาไม่โปร่งใส 3.การอนุมัติโครงการต่างๆ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาทางธุรกิจ จึงทำให้ภาพรวม 3 นโยบายดังกล่าวเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น

ศุภกิจ เสนอแนะว่า การใช้พลังงานทดแทนในอนาคตไทยยังติดอยู่กับรูปแบบการทำอุตสาหกรรมแบบเดิม ดังนั้นควรต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทัน เช่น กลางวันใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนใช้พลังงานชีวมวล ถ้าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาพลังงานฟอสซิลในอนาคตได้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิพากษ์ว่า ประเด็นพลังงานที่ผ่านมาในไทยมีการถกเถียงเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะถึงแม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะโตเร็วมากในอาเซียน แต่พลังงานฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนการใช้ที่มีอยู่มาก เห็นได้จากประเทศในแถบยุโรป จีน อินเดีย ยังคงใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักในการผลิตพลังงานอยู่

ทั้งนี้ จากแผนความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน ที่มีแนวโน้มการประหยัดพลังงานในทางที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นเสาหลักในการดำเนินการเรื่องนี้มาพอสมควร ดังนั้นคิดว่าหน่วยงานองค์กรต่างๆ ของไทยควรพัฒนาเรื่องพลังงานหมุนเวียนให้เกิดการขยายตัวในอาเซียน

วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการบริษัท เอสพีซีจี ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายแรกในประเทศไทย อธิบายว่า พลังงานเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคน ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีการประกาศรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางด้านพลังงานของประเทศ

ขณะที่การเติบโตทางด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ วันดี มองว่า ขณะนี้การผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้ปีละ 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ และไทยยังติด 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีการพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุด จนถูกยกให้เป็นผู้นำด้านโซลาร์เซลล์ในอาเซียน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าไทยจะสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ถึงปีละกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ เพราะอนาคตไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพราะจะต้องเป็นโจทย์การใช้พลังงานของประเทศอย่างเห็นได้ชัด