กะเทาะกติกาบอนไซประชาธิปไตย : ชนวนคว่ำร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573963

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ก.พ. 2559 05:01

 

คร่ำหวอดในวงการเมือง ออกโรงเตือน คสช.และรัฐบาลเป็นระยะๆ คำเตือนแต่ละครั้งเปรียบเสมือนเป็นเข็มทิศชี้ทิศทางลมให้ คสช.และรัฐบาลเดิน

เขาคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังส่งสัญญาณสะกิด คสช.และรัฐบาลอีกครั้ง ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยกะเทาะเปลือกให้เห็นถึงแก่นของร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ขอเริ่มจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อร่าง รธน.กันก่อน เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแทงกั๊ก ไม่เหมือนบางพรรคที่ประกาศคว่ำกันล่วงหน้าไปแล้ว

ก็เข้าใจได้ เพราะบางพรรคเป็นคู่กรณีโดยตรงที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร แต่เราทำเช่นนั้นทันทีไม่ได้ เพราะยังเป็นแค่ร่างแรก กรธ.ยังสามารถปรับแก้ไขได้อีก

และตอนนี้บรรยากาศบ้านเมืองสับสน ถ้าไปประกาศคว่ำร่าง รธน. ประชาชนคงใจหายใจคว่ำเช่นกัน บรรยากาศแบบนี้ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ทำให้สังคมแตกตื่น

หาก กรธ.ปรับแก้เนื้อหาสาระทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังจนน่าเป็นห่วงก็ยากที่จะรับได้ แต่วันนี้ขอดูร่าง รธน.ฉบับสุดท้าย แล้วจะหารือกันก่อนประกาศท่าทีที่ชัดเจนต่อไป ขอให้เข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีวันทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ทรยศต่อประชาชนและไม่ปลุกระดมประชาชนแน่นอน

ตอนนี้เนื้อหาในร่าง รธน.มีจุดแข็งและจุดอ่อน โดยจุดแข็งมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน อาทิ การเปลี่ยนสิทธิเสรีภาพมาเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการ จะทำให้เห็นผลชัดเจน มาตรการป้องกันการโกงถือว่าใช้ได้

ทั้งหมดเริ่มจาก กรธ.ได้นำเอาสภาพรวมปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้งในการยกร่าง รธน. โดยเฉพาะคิดว่านักการเมืองเลวเป็นตัวตั้ง ไม่คิดว่านักการเมืองมีทั้งคนดี คนเลว น่าเสียดายที่ กรธ.อยู่ในวิสัยที่น่าจะแหวกกรอบเหล่านี้ให้ได้และควรที่จะกระทำด้วย

หากเป็นการยกร่างกฎหมายธรรมดาก็ไม่มีปัญหา เพราะต้องการเขียนไว้ไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นมาเกิดซ้ำอีก และเขียนป้องกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาอีก

ต่างจากการร่าง รธน.ที่เป็นกติกาสูงสุด เป็นโครงร่างใหญ่ของประเทศไทย คนทำรัฐธรรมนูญต้องคิดถึงการพัฒนาไปข้างหน้าด้วยว่า สิ่งใดจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนา

เปรียบให้เห็นภาพมีลูกหลานที่ซุกซน ชอบเดินสะดุดนั่นสะดุดนี่ ทำข้าวของแตกเป็นประจำ เรานึกรำคาญก็จับมามัดแข้งมัดขาไม่ให้เดิน ซึ่งทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง

เพราะธรรมชาติของเด็กต้องเดินเหิน ให้ร่างกายมีการพัฒนาการ ยิ่งพ่อแม่เป็นคนชอบกีฬาจะคิดให้ลูกเป็นนักกีฬาระดับชาติในอนาคต เมื่อลูกถูกกระทำแบบนั้น โอกาสที่ลูกจะพัฒนาเป็นนักกีฬาระดับชาติก็ยาก

เฉกเช่นการพัฒนาประชาธิปไตยที่กลับถอยหลัง ไประงับยับยั้งทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทั้งที่ต้นเหตุทำให้ประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆ ถอยหลังซ้ำซาก ไม่จบสิ้น เกิดจากพรรคการเมืองยังไม่เป็นสถาบันการเมือง

ทางหนึ่งที่จะแก้ไขจะต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองและความพร้อมของบุคลากร ถือเป็นจุดเริ่มต้นแบ่ง ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ซึ่งผูกพันกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง แต่ไม่มีเวลามาทำนโยบายรวมของประเทศ

เป็นที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเข้ามาเป็นคลังสมองของพรรค จึงเกิด ส.ส. 2 ประเภทในรัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

ถ้ายึดหลักพรรคการเมืองเข้มแข็งประชาธิปไตยเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญปี 40-50 เดินมาถูกทางแล้ว

แต่มาถึงร่าง รธน.ฉบับนี้มีจุดอ่อน ทั้งระบบเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้พรรค การเมืองลดความเข้มแข็งลงเรื่อยๆ ไปให้ความสำคัญผู้สมัคร ส.ส.เขต

จะเกิดปรากฏการณ์ประมูลตัวผู้สมัคร ส.ส.ประเภทดี เด่น ดังเหมือนสมัย 30-40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการซื้อรอบแรกและขั้นต่อไปยังจะต้องใช้เงินซื้อเสียงแพงขึ้น เพราะต้องซื้อให้ตัวบุคคลและพรรคไปด้วย

หรือว่าวันนี้ต้องการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งรัฐบาลผสมหลายพรรค จะทำให้นโยบายหลักดีๆคลอดได้ยาก

ส่วนจุดอ่อนในปมที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่เปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นได้ แม้จะปรับเปลี่ยนให้พรรคการเมืองจะต้องประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯก่อน

ถือว่าเป็นประเด็นที่ถอยหลัง เพราะญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้ต่อสู้ให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. และการเปิดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯได้หลายคน จะเป็นการหลอกหาเสียงมากกว่าว่าจะเอาคนนั้นคนนี้เป็นนายกฯ

จะเกิดความสับสน เกิดปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก โจมตีระหว่างกันทันทีที่พรรคการเมืองเอาชื่อคนนอกไปแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเปิดฉากละเลงประวัติในอดีตก่อนลงเลือกตั้ง ฝุ่นตลบแน่ แทนที่พรรคการเมืองจะสู้เรื่องนโยบายก็กลายเป็นโจมตีทำลายตัวแคนดิเดตนายกฯ

และประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญก้าวหน้าก็จะโจมตีพรรคการเมืองนั้นๆทันทีเช่นกันว่าเป็นพรรคการเมืองที่ถอยหลัง

ส่วนจุดอ่อนในเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งเปิดให้กลุ่มอาชีพเลือกกันเองทางอ้อม เห็นด้วยที่จับกลุ่มอาชีพมาเป็นกลุ่มเบื้องต้น จะได้คนละฐานกับ ส.ส. ทำให้ช่วยตรวจสอบกลั่นกรองตามอำนาจของวุฒิสภาแล้ว ยังมีประโยชน์ที่คนเหล่านี้จะกลับไปดูแลประโยชน์ให้กลุ่มอาชีพของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับกลุ่มอาชีพอื่น

แต่การเลือกตั้งระหว่างกลุ่มอาชีพเดียวกันเองจะมีการฮั้ว และที่สำคัญเคยมี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วจะถอยหลังกลับไปไม่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ประเด็นนี้ล่อแหลมต่อการจะผ่านประชามติหรือไม่ เพราะ กรธ.อย่าลืมว่าขณะนี้มีอดีต ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ทั่วประเทศ และหลายฝ่ายยืนยันว่า ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้ง

ฉะนั้นขอเสนอ กรธ.ว่าเมื่อเริ่มต้นกลุ่มอาชีพให้เลือกตั้งกันเองแล้ว จะขอให้เลือกเกินมาเป็น 3 เท่าของจำนวนแต่ละสาขาอาชีพ และนำมาทำเป็นบัญชีรายชื่อเหมือนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง

เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกให้เหลือแค่ 10 คน ในแต่ละกลุ่มอาชีพ วิธีนี้จะตอบโจทย์ในคราวเดียวกัน ได้ ส.ว.จากกลุ่มอาชีพและยึดโยงกับประชาชน

จุดอ่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพในร่าง รธน.ก็ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะมีผลต่อการทำประชามติไม่ผ่านด้วย

ขณะที่ประเด็นอำนาจขององค์กรอิสระ ไม่กังวลเท่าไหร่ อำนาจและหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็สมเหตุผล เพียงแต่อยากให้รัดกุมการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระและการตรวจสอบถ่วงดุล

ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมาก ถือเป็นจุดที่อันตราย มีผลต่อการทำประชามติมากที่สุด แม้หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไม่ได้จนต้องกำหนดให้แก้ยากเกินไป

การใช้เสียงข้างน้อยแค่ 25 คนที่มาจากพรรคที่มี ส.ส.ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบด้วย มากำหนดทิศทางแทนเสียงข้างมากอีก 675 คนจากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 700 คน ซึ่งเห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อแก้ยากเกินไปสุดท้ายจะเกิดวิกฤติ รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกอีก

จุดอ่อนเหล่านี้เป็นชนวนหลักที่จะทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติได้ ซึ่งจะเกิดวิกฤติตามมา

ร่าง รธน.ไม่ผ่านจะเกิดวิกฤติอย่างไร นายบัญญัติ บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจจะแย่ไปกว่านี้อีก

คสช.และ กรธ.ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้บรรยากาศการเมืองอยู่บนความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน

ในช่วงร่าง รธน.ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำ มีคนบางกลุ่มระบุว่าเพราะ คสช.ต้องการต่ออายุ

ถ้าร่าง รธน.ฉบับนี้ถูกคว่ำโดยประชามติอีก ความเสียหายจะมากกว่านั้น อาทิ จะมีการนำไปพูดว่าร่าง รธน.ฉบับนี้ออกมาอย่างนี้เพื่อให้คว่ำ แม้มองในทางร้าย แต่ไปห้ามไม่ได้

ถือเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้อย่างหนึ่ง ภาพเช่นนี้สะท้อนไปถึงความรู้สึกของประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในบ้านเมืองและต่างชาติเกิดความไม่เชื่อมั่น

ฉะนั้นขอวิงวอน คสช.และ กรธ. อะไรที่สามารถโอนอ่อนผ่อนตาม ขอให้แก้ไขไม่ให้เป็นอุปสรรคการปฏิรูป

และนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า.

ทีมการเมือง

จับอาการ “ประยุทธ์” สะท้อนห้องเครื่องขบเหลี่ยม อำนาจปีนเกลียว ผู้นำว้าเหว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573587

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2559 05:01

 

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

จากปีใหม่สากลล่วงเลยมาถึงเทศกาลตรุษจีน วันเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวก็เข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์แล้ว

โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่กระชั้นเข้าไปทุกขณะ มันก็โยงเป็นเงื่อนไขเร้าความคืบหน้าตามโรดแม็ป คสช.ที่มาถึงขั้นตอนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดโชว์โฉมร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกอย่างเป็นทางการไปแล้ว

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นมีคนประกาศคว่ำประชามติล่วงหน้า

ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่อต้านที่สะท้อนสัญญาณผ่านพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.เท่านั้น แม้แต่แนวร่วมฝั่งเดียวกันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือเครือข่ายฝ่ายที่ร่วมต่อต้านระบอบทักษิณด้วยกันมา ก็ยังออกอาการแทงกั๊กเป็นส่วนใหญ่

ยักท่าใส่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่อ้างกันว่ายังตอบไม่ตรงโจทย์

แต่ประเภทที่เสียผลประโยชน์ ไม่ยอมเสียพื้นที่ยืนในหมากกระดานอำนาจก็เยอะ

ล่าสุดนายมีชัยได้นำทีมเข้าชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

เพื่อนำข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงไปพิจารณาทบทวน

และนอกจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีประเด็นต่อเนื่องว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาในการเลือกตั้ง ตามจังหวะที่นายมีชัยได้เปิดสูตรตัวเลขใหม่ 6–4–8–5 โดยขอเพิ่มระยะเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกและจัดเตรียมการเลือกตั้ง ทำให้ต้องเลื่อนโปรแกรมการเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงปลายปี 2560

ซึ่งนั่นก็ขัดกันกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมไว้ก่อนหน้า ยืนยันชัดไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านประชามติหรือไม่

ก็ต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้ได้ตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

“บิ๊กตู่–มีชัย” ไปกันคนละทาง ไม่ได้เตี๊ยมกันไว้

ล่าสุดนายมีชัยต้องยอมปรับขั้นตอนการร่างกฎหมายลูก กลับมาใช้โรดแม็ปเดิมคือ 6–4–6–4 เลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศย้ำหลายรอบ

ตอบคำถามผู้นำนานาชาติแบบนี้มาตลอด

ที่แน่ๆโดยปมวุ่นๆของร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นของการเลือกตั้งนี่แหละ ที่กลายเป็นปัจจัยเหตุทำให้ท่านผู้นำรัฐบาลทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการนอตหลุด

“ต่อมฉุนอักเสบ” ฟาดงวงฟาดงาใส่นักข่าวกระเจิงไปตามๆกัน

ถึงขั้นที่ข้าราชการกระทรวงต่างๆ ดารานักร้องดังที่ไปร่วมงานอีเวนต์ในวันประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลยังสะดุ้งโหยง ตกอกตกใจกับอาการฟิวส์ขาดของนายกรัฐมนตรี

แบบที่หงุดหงิดงุ่นง่านตลอดทั้งวัน ก่อนจะถึงบทดราม่าในช่วงแถลงข่าวหลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ตบโพเดียมจนแว่นตากระเด็น กระชากกระดาษสคริปต์พูดทิ้งท้ายเป็นทำนอง ตั้งใจทำงานมาตลอดปีกว่าเกือบ 2 ปีไม่มีความหมาย

“ผมน่ะไร้ค่า”

แปรตามอาการที่สะท้อนออกมา ณ เบื้องหน้า มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจสื่อมวลชน พล.อ.ประยุทธ์โดนกดดันเรื่องความคืบหน้าตามโรดแม็ป จี้ถามเรื่องเลือกตั้งรายวัน

โดยไม่มองเนื้องานที่รัฐบาล คสช.ตั้งใจสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามอาการต่อมฉุนอักเสบขั้นรุนแรง แอ็กชั่นที่ “บิ๊กตู่” แสดงต่อหน้าสาธารณชน ถึงขั้นที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาแถลงขอโทษประ-ชาชนและสื่อมวลชนแทนนายกรัฐมนตรี

มันมีจุดที่ทำให้สังเกตได้ถึงระดับที่ผิดปกติไปมาก

หากเทียบจากฟอร์มที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็แสดงอาการหงุดหงิดใส่นักข่าวเป็นประจำอยู่แล้ว อีกทั้งปมร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นการเลือกตั้งก็เป็นหัวข้อใหญ่ที่สื่อกระแสหลักเสนอมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่เหนือการคาดการณ์แต่อย่างใด

แรงกดดันภายในจิตใจที่สะท้อนออกมา มันมากกว่าการระบายใส่นักข่าวที่เป็นกระโถนท้องพระโรง

เหมือนหงุดหงิดคนวงในกันเอง แต่ทำอะไรมากไม่ได้มากกว่า

แกะรอยจากถ้อยแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ ที่บอกว่า นายกฯคงมีแรงกดดันมากพอสมควรกับความคาดหวังของประชาชนว่าจะเป็นหัวหอกนำพาประเทศไปในทิศทางส่วนใหญ่ที่สังคมต้องการ

“ผมคิดเอาเองว่า นายกฯอาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่จะนิ่ง รอรับฟัง ทำให้คนตั้งใจแก้ไขปัญหารู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย”

ลูกน้องถ่ายทอดความรู้สึกของ “นาย” ได้ค่อนข้างลึกถึงก้นบึ้งทีเดียว

ซึ่งก็แน่นอน โดยภาพรวมที่สะท้อนผ่าน พล.ต.สรรเสริญ กับความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายของ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนถูกปล่อยให้เดินคนเดียวในหมู่ของประชาชนไทย

มันก็น่าจะหมายรวมถึงคนวงในทีมอำนาจ คสช.กันเองด้วย

ในเครื่องหมายคำถาม “ห้องเครื่อง” เรือแป๊ะ ยังแน่นอยู่หรือเปล่า

มีรายการขบเหลี่ยม ปีนเกลียวกันหรือไม่

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์มันก็ล้อกับปรากฏการณ์แปร่งๆ สัญญาณแปลกๆ อย่างที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดถึงกระแส “ปฏิวัติซ้อน” ขึ้นมาเองดื้อๆ ในท่ามกลางเหล่าขุนทหารน้อยใหญ่ ในงานสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร

ถามกันซึ่งๆหน้าเลยว่า ใครจะกล้าปฏิวัติ

หรือล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เกิดอาการต่อมฉุนอักเสบ นอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งแล้ว อีกปมหนึ่งก็เพราะไม่พอใจประเด็นวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

อารมณ์ “เกร็ง” กับภาวะ “โรคแทรก”

จับอาการ “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในจุดอ่อนไหวกับปมปฏิวัติซ้อน

แน่นอน ว่ากันตามสถานะมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ตามสภาพของคน “ขาลอย” จากกองทัพ

โดยวันเวลาผ่านไป นับแต่หลังการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ควบเก้าอี้เบอร์หนึ่ง คสช. อำนาจแน่นปึ้ก

ก่อนถึงคิวเกษียณเปลี่ยนให้ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร สืบทอดเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก โดยสายสัมพันธ์พี่ๆน้องๆ รองรับสถานะผู้นำ คสช.ก็ยังควบแน่นอำนาจไว้ได้

แต่มาถึงวันนี้เก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก ตกมาถึง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่แม้จะอยู่ในทีมบูรพาพยัคฆ์ ก็ไม่ใช่น้องรักสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตามระดับความสัมพันธ์ก็แปรผันตามระยะห่างระหว่างรอยต่อของกองทัพกับหัวหน้า คสช.

ย่อมไม่ปึ้กเหมือนยุคของ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กโด่ง” เป็นธรรมดา

ประเมินได้จากปรากฏการณ์ร้อนๆแรงๆในห้วงที่มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.จาก พล.อ.อุดมเดชมาเป็น พล.อ. ธีรชัย ที่มีการสั่งโละของคนเก่าหมด ไม่เว้นแม้แต่ฉากฮวงจุ้ยในกองบัญชาการกองทัพบก

แสดงความเป็นตัวตนของ พล.อ.ธีรชัยได้เป็นอย่างดี

และนั่นก็โยงเป็นเงื่อนไขเดียวกันกับความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ สถานภาพของเพื่อนพ้องในทีมงานอำนาจ คสช.ที่จับมือยึดอำนาจการปกครองประเทศร่วมกันมา

ย่อมต้องแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ยิ่งเป็นอะไรที่มีเรื่องของผลประโยชน์จากเกมอำนาจเข้ามาโยงใยอีกต่าง หาก

ตามจังหวะเดียวกันกับการพูดเรื่องการปฏิวัติซ้อนที่โรงเรียนเตรียมทหาร พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดปมแฉขบวนการคนระดับด็อกเตอร์ที่อ้างชื่อตัวเองและ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในการแอบอ้างหาผลประโยชน์ในโครงการของกระทรวงต่างๆ

กลายเป็นข่าวใหญ่ ไฟร้อนๆที่ พล.อ.ประวิตร ต้องรีบบอกปัด ซัดคนพยายามเตะตัดขาตัวเอง โยงกับเรื่องไม่โปร่งใส ยืนยันตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน 2 รัฐบาล ไม่เคยแตะต้องเงินสักบาท

อีกคนก็คือ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ต้องเคลียร์ข้อมูลที่ขบวนการแอบอ้างดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับทีมงานที่ปรึกษาของตัวเอง โดยปฏิเสธไม่ได้ร่วมรับรู้ด้วยแต่อย่างใด

พี่ น้อง เพื่อน ต้องเคลียร์ตัวเองเป็นพัลวัน

ภาพออกมาในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ “หัวไม่ส่าย” แต่ต้องเสี่ยงกับลำตัวและส่วนหางที่โดนขบวนการทุจริตคอร์รัปชันแฝงตัวหาผลประโยชน์กับทีมงานอำนาจพิเศษ

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ที่ถูกปล่อยให้ลอยเดี่ยว

ตามภาพในมโนแบบที่ พล.ต.สรรเสริญคิดแทนนายว่า เหมือนถูกปล่อยให้เดินอยู่คนเดียว จนเริ่มรู้สึกถึงความอ้างว้างเดียวดาย ชักจะไม่มั่นใจกับการที่ต้องแบกภาระของคนทั้งชาติไว้บนบ่าโดยลำพัง

แน่นอน ด้วยภาวะเยี่ยงนี้ เป็นใครก็ต้องหวั่นไหว

เพราะการตัดสินใจของผู้นำที่ไร้ปัจจัยรองรับอำนาจ โดยเฉพาะระยะห่างจากกองทัพที่ไกลออกไป

มันเป็นอะไรที่ขาดความเชื่อมั่น

นั่นก็เพราะความหมายมันต่างกันเยอะระหว่างคำ 2 คำ

“ผู้นำอำนาจ” กับ “ผู้คุมอำนาจ”.

“ทีมการเมือง”

ปรับโหมดลดแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573450

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ก.พ. 2559 05:01

 

เหยียบเบรกกันตัวโก่งกับคิวปรับโรดแม็ปเลือกตั้งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตามสูตรใหม่ 6-4-8-5 ยืดเวลาหย่อนบัตรคืนประชาธิปไตยเป็นปลายปี 2560

จุดพลุอยู่ได้ไม่กี่วัน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ต้องเสียงอ่อย วกกลับสู่ปฏิทินเดิม ตามสูตรเก่า 6-4-6-4 ร่นวันเลือกตั้งกลับมาอยู่เดือน ก.ค.ปีหน้า ตามธงที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัญญาประชาคมกับชาวโลกไว้

หลังจากสูตรใหม่ของ “ซือแป๋มีชัย” กลายเป็นเป้าล่อ ลาก “บิ๊กตู่” เข้าสู่โซนตำบลกระสุนตก โดนถล่มเละเทะ ถูกมองมีเป้าหมายแฝง ขอต่อเวลาสืบทอดอำนาจ

ปลุกอารมณ์เดือดของหัวหน้า คสช.ให้เล่นบทบู๊กับสื่อมวลชนต่อเนื่องกลายเป็นช็อตออนแอร์ผ่านหน้าจอโชว์ให้คนเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ต้องหันมาใช้ตัวช่วย พึ่งบทเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ของ “ธีร์ ไชยเดช” ฟังเพลงซอฟต์ๆนุ่มๆ ปลอบประโลมเติมกำลังใจให้ตัวเอง ดับอารมณ์เกรี้ยวกราดที่กำลังพลุ่งพล่าน

ลดโทนอารมณ์เดือดลง ก่อนฝากคำขอโทษผ่านโทรโข่งรัฐบาล “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มายังสื่อมวลชน

ในท่วงทำนองที่ “เสธ.ไก่อู” แอ่นอกให้เหตุผลปกป้องลูกพี่ว่า เป็นผลมาจากต้องแบกรับภาระปัญหาไว้บนบ่า จึงถูกกดดันด้วยความคาดหวังของประชาชนอยู่คนเดียว ทำให้รู้สึกอ้างว้างและเดียวดายกับการแก้ไขปัญหา

สะท้อนสถานการณ์เบอร์หนึ่ง คสช.เจอไฟต์บังคับให้กัดฟันสู้อยู่ในสนามต่อ ในภาวะที่ไม่สามารถลงจากหลังเสือกลางทางได้ บีบให้อยู่บู๊เผชิญกับแรงกดดันต่อไป โดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การใส่เกียร์ถอย หันกลับมาใช้โรดแม็ปเดิมเข้าสู่โหมดเลือกตั้งของ กรธ.เที่ยวนี้ เป็นเพียงการผ่อนคลายแรงเสียดทานเบื้องต้นที่พุ่งใส่ “บิ๊กตู่”

เพราะปมร้อนของจริงอยู่ที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายดาหน้าอยากล้มกระดาน

ไม่ใช่แค่พวกขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทย และหัวโจก นปช. ที่จองกฐินผูกขาด ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตั้งแต่ไก่โห่ในฐานะไม้เบื่อไม้เมากับเครือข่าย คสช.

แต่รวมไปถึงคิวก๊วนพันธมิตรดั้งเดิมก็ยังส่ายหน้า ไม่อยากใช้กติกาฉบับปราบโกงในรอบนี้

ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จ่อขยับต้านกันยกแผง

โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว. ที่จัดอยู่ในประเภทมิตรรักแฟนคลับของฝ่ายอำนาจพิเศษ เคยเชียร์กันออกหน้าออกหน้า ก็ยังมีท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์กับพิมพ์เขียวลอตแรก

ต่างออกมาทักท้วงประเด็นเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม 20 กลุ่มอาชีพ ตามโมเดลใหม่ของ กรธ.

เนื่องจากมีปมให้ต้องลุ้น หายใจหายคอไม่สะดวกในการคัมแบ็กนั่งเก้าอี้ ส.ว.สมัยหน้า เพราะมีกลไกกลั่นกรองเฟ้นหา ให้เลือกไขว้กันไปมาระหว่างกลุ่มอาชีพถึง 3 ชั้นตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และส่วนกลาง

กว่าจะกรุยทางกลับเข้าสภาสูงได้ ต้องหืดจับฝ่า 3 ด่าน ซึ่งไม่แน่ว่า ขาประจำกลุ่ม 40 ส.ว. จะเล็ดลอดกลับมาครองอำนาจได้ครบเซตหรือไม่

ก๊วนอดีต 40 ส.ว.ได้แหยงกันทั่วหน้า เพราะระบบเลือกตั้งทางอ้อม มันไม่ชัวร์เหมือนระบบลากตั้ง

ตลอดจนยังมีคิวต้านแรงๆจากผู้แทนองค์กรชุมชน และเอ็นจีโอ ก๊วนคนคุ้นเคย ก็เริ่มออกมาโหวกเหวกที่ไม่มีมาตราเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อยู่ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังไม่มีหลักประกันชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายประชาชนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนในสายตาเอ็นจีโอ

ยังไม่รวมถึงเสียงคัดค้านหนักๆจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กล่าวในเวทีสัมมนาของ สนช. ท้วงติงความมีอิสระมากเกินไปขององค์กรอิสระต่างๆ เสี่ยงต่อการควบคุมไม่ได้ พุ่งเป้าเน้นๆไปที่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่มีมากเกินเหตุ

ดีกรีระดับอดีตผู้นำเบอร์หนึ่ง สปช. ออกโรงมาวิจารณ์เอง ถือว่ามีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ยังไงต้องเงี่ยหูฟังไว้บ้าง

เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากฝั่งขาประจำ และฝั่งคนกันเอง ชักส่งสัญญาณเซ็งแซ่ถี่ขึ้น ไม่รับมุกกติกาฉบับ “มีชัย” ในลอตแรก

เรียกร้องให้รื้อประเด็นล่อแหลม ในโมเดลรัฐธรรมนูญเรือแป๊ะ

ที่ยังมีรูรั่วให้ต้องปะอีกเยอะ ก่อนลากเข้าสู่โหมดทำประชามติ

ขืนดันทุรังเดินหน้าต่อ ก็วิ่งชนปังตอสถานเดียว.
ทีมข่าวการเมือง

ในจุดที่ต้องประคองตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572965

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ก.พ. 2559 05:01

 

น่าเป็นฤทธิ์ของ “ดนตรีบำบัด” ที่ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ลดโทนอารมณ์เย็นลงแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน

ร้อนแทบปรอทแตก

ออกอาการฉุนเฉียวใส่นักข่าว ชนิดมีเขวี้ยงมีโยนข้าวของกันเลย

ล่าสุดคงได้บทเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ของ “ธีร์ ไชยเดช” ปลอบประโลม ด้วยเนื้อหาเพลงที่ระบุ การทำความดี ถึงไม่มีใครเห็น ฟ้าดินไม่รู้ แต่ก็ยังภูมิใจในการทำคุณงามความดี

“วันนี้ต้องเดินหน้าประเทศ วันหน้าเราก็จะได้ภูมิใจ ตายไปแล้วคนก็พูดถึง”

เคยฟังเพลงไหม “คนดีไม่มีวันตาย”

“บิ๊กตู่” กลับมาฮึดสู้แล้ว

ถึงคิวลูบหลังสื่อรอบนี้ จะไม่ออกมาชี้แจงกับนักข่าวที่ตัวเองแสดงอารมณ์

พลุ่งพล่านใส่ แต่ “บิ๊กตู่” ก็ฝากบอกผ่าน “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ขอโทษขอโพยน้องๆนักข่าว

ล่าสุดก็ได้โอกาสชี้แจง ที่โมโหและหงุดหงิดไม่ใช่เรื่องอะไร อารมณ์พุ่งปรี๊ดเพราะมีคนมาสวนกลับ เมื่อสอบถามเรื่องเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นที่มีอินโฟกราฟฟิก ภาพประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลแล้วหรือยัง

“มีคนตอบว่าเห็นแล้วจะให้ทำอย่างไร ไม่รู้ส่งมาทำไม รกโทรศัพท์ ตรงนี้ควรโมโหมั้ย”

ไม่รู้ใครหาญกล้ากระตุกต่อมฉุนทั่นนายกฯ

แต่นั่นก็น่าจะเป็นอีกเหตุหนึ่ง เพราะจุดสำคัญจริงๆก็เป็นไปตามที่ “โฆษกไก่อู” ระบุ นายกฯมีแรงกดดันมาก เพราะความคาดหวังจากประชาชน

“นายกฯอาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่จะนิ่ง รอรับฟัง ทำให้คนตั้งใจแก้ไขปัญหารู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย”

ผู้นำต้องแบกปัญหาไว้บนบ่าคนเดียว

นั่นก็พอเข้าใจได้ กับสถานการณ์ในห้วงการถือดุล “อำนาจพิเศษ” ของ “บิ๊กตู่” ในห้วงใกล้ขวบปีที่ 2 ที่เคยมองว่า “ไม่ยาก” อะไรๆชักจะแปรเปลี่ยน

ไม่เพียงเสียงทวงถามกำหนดการเลือกตั้ง ชนิดซักเช้าถามเย็น ทั้งๆที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ปั๊มออกมาก็แค่โฉมแรก แต่ก็ยังโดนซักไซ้เรื่องคิวยื้อโรดแม็ปเลือกตั้งไปปลายปี 2560

ใครเป็น “บิ๊กตู่” ก็คงอดท้อไม่ได้

เหมือนจะเร่งวันเร่งคืนให้ไปกันแล้ว

และแน่นอนต้องมาคอยตอบคำถาม ถึงร่างแรก รธน.ในแต่ละประเด็นร้อน นอกจาก “ซือแป๋มีชัย” แล้ว ก็ “บิ๊กตู่” นี่แหละ ต้องรับเละ

แต่อีกเรื่องที่ทำ “บิ๊กตู่” ซีเรียสหนัก ก็มีคนจ้องไปในปมระหองระแหงในเครือข่ายอำนาจพิเศษกันเอง เรื่องราวของเพื่อนพ้อง–น้อง–พี่ในรัฐนาวา “เรือแป๊ะ” ชักจะมีรายการ “สร้างดาวคนละดวง”

เริ่มมองต่างมุม มองมุมต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

จับอาการของผู้นำ จากปรากฏการณ์เอ่ยปมหวาดเสียว “ปฏิวัติซ้อน–รัฐประหารซ้ำ” ในหมู่บิ๊กท็อปบูตเมื่อวันครบรอบก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหาร ตีคู่ไปกับการออกมาเปิดปม “ด็อกเตอร์แอบอ้างโกง”

นอกจากถูกมองเรื่องเบรกเพื่อน–ปรามพี่ ดักทางสูตรพิเศษ

รวมสาย “พี่ใหญ่–เพื่อนรัก” ที่เคยอยู่ต่างขั้ว ถ่วงอำนาจกันภายใต้ผู้ถือดุลอย่าง “บิ๊กตู่”

เริ่มมีการจูนสายเป็น “บูรพา–เทวัญ” ภาคพิเศษ

โหมดร่วมด้วยช่วยกัน แต่ออกนอกบทนอกสคริปต์ของผู้นำ

ผู้ถือดุลอำนาจอย่าง “บิ๊กตู่” จึงต้องติดเบรก

โดยเฉพาะคิวเปิดโพย “ด็อกเตอร์อ้างโกง” นอกจากผิดโจทย์หลักอำนาจพิเศษ ที่สำคัญรายการนี้ เนื้อไม่ได้กิน­–หนังไม่ได้รองนั่ง “บิ๊กตู่” ก็ไม่อยากเอา “กระดูก” มาแขวนคอ

เรื่องของเรื่อง เพราะจะกระทบปัจจัยสำคัญในแผน “ลงหลังเสือ” หลังเสร็จภารกิจ ต้องเป็นไปอย่างนุ่มนวลแบบซอฟต์แลนดิ้ง

มี “ที่ปลอดภัย” เซฟตี้โซนให้อยู่ให้ยืน

ในเงื่อนไขสำคัญ จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไม่ได้.

ทีมข่าวการเมือง

ลุ้นเกมยึดประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572406

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ก.พ. 2559 05:01

 

“ผมน่ะไร้ค่า”

ประโยคทิ้งท้ายก่อนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. จะกระชากสคริปต์กระดาษ ตบโพเดียมจนแว่นตากระเด็น

เป็นอารมณ์ต่อเนื่องจากอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” ตลอดทั้งวัน

มันบ่งบอกเบื้องลึกของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์กำลังเกิดอาการ “น้อยใจ” อย่างแรง

แน่นอนถ้าเป็นอย่างบทสรุปเบื้องต้นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์โมโหแกมน้อยใจสื่อที่ถามแต่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เร่งวันเร่งคืนให้เลือกตั้ง เหมือนอยากให้รัฐบาลทหารคสช.พ้นไปไวๆ

มันก็ไม่น่าจะออกแอ็กชั่นแรงอะไรมากมายแบบที่คนตะลึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง ในเมื่อปมรัฐธรรมนูญกับเลือกตั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักข่าวก็ตั้งคำถามรูทีนประจำทุกวัน

มันน่าจะชินเป็นปกติอยู่แล้ว

เรื่องของเรื่อง สังเกตแววตา อากัปกิริยา ด้วยอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” ขนาดนี้ มันน่าจะมีปมที่กดดันภายในจิตใจมากกว่าการน้อยใจนักข่าวที่เป็นแค่กระโถนให้ระบายอารมณ์ “กระฉอก” น่าจะเก็บกดจากปมคนวงในใกล้ชิดด้วยกันมากกว่า

ตามสูตรทำอะไรไม่ได้ ก็มาลงกับสื่อมวลชน

ที่แน่ๆโดยปรากฏการณ์ที่เห็นกัน ณ วันนี้ โดยอาการมันชัดเจนเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์มาถึงจุดที่ชักจะทนต่อแรงกดดันต่อไปไม่ไหว

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ตอกย้ำกระแสการเลือกตั้งที่เป็นทางออกตามฟอร์มทางการเมืองทั่วไป

อีกทั้งจากการยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือการที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขอปรับสูตรใหม่จาก 6–4–6–4 เป็น 6–4–8–5 ยืดเวลาออกไป

การเลือกตั้งก็ยังอยู่ในกรอบโรดแม็ปคือปี 2560

และนั่นก็ไม่แปลกที่นักเลือกอาชีพจะขยับเตรียมพร้อมลงสนามกันตั้งแต่ตอนนี้

อย่างล่าสุดที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. เปิดปฏิบัติการปูด “ทฤษฎีกองผ้าป่า” อ้างเลยว่าตลอดปีที่ผ่านมามีการดึงนักเลือกตั้ง อดีต ส.ส.กลุ่มละ 10 คน หลายกลุ่ม เพื่อให้ได้พรรคขนาดเล็กหลายพรรคในการเลือกตั้ง นำไปสู่การตั้งรัฐบาลหลายพรรค

เพื่อทำให้เป็นอุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ดักคอการวางหมากอำนาจของฝ่ายต้าน “ทักษิณ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ล้อกับข่าววงในที่เช็กไปในหมู่บิ๊กท็อปบูตที่แรกๆมีข่าวต่อสายกับนักเลือกตั้งอาชีพระดับขาใหญ่ ต่างบอกปัดการตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ใช้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

ถึงตอนนี้พรรคนอมินีทหาร พรรคขั้วที่สาม พับแผนกันหมด

และที่ชัดเจนที่สุด ก็คือปฏิบัติการกลับไป “ยึดที่มั่นเดิม”

ตามจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่แตะมือกับ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่เริ่มต้นในการจุดพลุไปตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อรองรับโครงสร้างอำนาจตามสูตรท็อปบูต

แต่ภายหลังกระแสพลิกกลับไปที่การตั้งธงยึดพรรคประชาธิปัตย์แรงกว่า อย่างที่ชื่อของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะถูกดันเสียบแทน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แต่เข็นไม่ขึ้น ก็มีชื่อของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โผล่มาเป็นแคนดิเดต

ตอกย้ำธงของสาย “ลุงกำนัน” มุ่งไปที่การลุยยึดประชาธิปัตย์

“รีโนเวต” พรรคเก่าแทนแผนไปตั้งป้อมค่ายใหม่

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มาถึงตรงนี้เก้าอี้หัวหน้าประชาธิปัตย์ไม่ได้เซ้งกันง่ายๆ

ตามปรากฏการณ์อย่างที่ทีมงาน “อภิสิทธิ์” กล้าเดินหน้าหักดิบ เปิดแถลงข่าวตัดหาง “คุณชายสุขุมพันธุ์” สวนหมัดเกมยึดเก้าอี้ทันที

ไม่สนบารมี “ลุงกำนัน” จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน

นั่นก็เพราะเบื้องหลังของหัวหน้า “แก๊งไอติม” ได้มวยรุ่นใหญ่อย่างนายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา กับ “น้าหยัด” บัญญัติ บรรทัดฐาน แท็กทีมกันถือหาง “อภิสิทธิ์” บล็อกการบุกยึดพรรคของกองทัพ กปปส.

“รุ่นเดอะ” ซัดกัน ประชาธิปัตย์ไม่เคยผิดหวังเรื่องความมัน.
ทีมข่าวการเมือง

‘ต่อมฉุน’ อักเสบเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571887

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ก.พ. 2559 05:01

 

ว่ากันไปมันก็เหมือนจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

จากกระแสคลั่ง “ตุ๊กตาเทพ” ที่เป็นข่าวแปลกดังไปทั่วโลก ต่อเนื่องด้วยปรากฏการณ์รุมทึ้งคิวซื้อรองเท้ารุ่นใหม่ยี่ห้อดังไม่ต่างจากฉากของซอมบี้รุมแย่งเหยื่อในหนังฝรั่ง และล่าสุดประเด็นร้อนแรงกรณีการเบี้ยวทุนการศึกษาของคนระดับด็อกเตอร์ “ฮาวาร์ด”

ภาพสะท้อนคุณภาพสังคมของเมืองไทย

โดยมาตรฐานความนึกคิดในการดำรงชีวิตประจำวัน ต่อมสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมยังบกพร่อง ซึ่งต้องใช้เวลาปลูกฝังกันอีกนานอาจต้องรอให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

เรื่องของเรื่องมันก็โยงไปถึงสถานการณ์การปฏิรูปประเทศที่เป็นโจทย์ใหญ่ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับ “ซือแป๋มีชัย” หรือฉบับโคตรเซียนกฎหมายยี่ห้อไหน เนื้อหาโหด เข้ม กติกาจะถูกออกแบบมาเลิศหรูอลังการสักปานใด

มันก็ยากจะประสบความสำเร็จในวิถีปฏิบัติจริง

ในเมื่อคนที่ใช้กติกายังไม่พร้อมจะรองรับกติกากฎหมายแบบนานาอารยประเทศ

เอาเป็นว่า ณ เบื้องนี้ มันก็แค่ปมหัวเชื้อเกมยื้อยุดฉุดกระชากอำนาจ

ตามท้องเรื่องที่ยังวนไปวนมา ล่าสุดปมร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวโยงปมเลือกตั้งไปกระตุกต่อมฉุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.อารมณ์บูดต่อเนื่อง

พานให้บรรยากาศงานอีเวนต์ก่อนประชุม ครม.กร่อยไปถนัดตา

ถึงขั้นที่นักร้องดังอย่าง “บี้ สุกฤษฏิ์” ที่มารณรงค์การป้องกันโรคมะเร็ง ยังตกอกตกใจกับบทดุดันของท่านผู้นำ แบบที่ชี้หน้าด่านักข่าวว่าเป็นไอ้พวกดื้อยา ไอ้พวกดื้อตาใส เจตนาดื้อ ดื้อแบบไม่บริสุทธิ์ พาลไปถึงนักวิชาการก็ต้องรีบพัฒนา เพราะหลังจากรัฐบาลนี้ ก็คงไม่มีใครกล้าทำแล้ว

“บิ๊กตู่” เครียด เสียงดังตลอดเวลา

ในอารมณ์หงุดหงิดที่ติดพันกับกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นไปตามสากล โดนตั้งแง่กดดันในการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภายใต้น้ำเสียงดุๆ อาการฉุนเฉียวของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังยืนยันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแม็ปเดิมในปี 2560 ส่วนจะเดือนไหนไม่รู้

ขึ้นอยู่กับกระบวนการร่างกฎหมายลูกเป็นสำคัญ ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โยนสูตรตัวเลขใหม่ 6-4-8-5 ขอต่อเวลาพิเศษออกไปปลายปี 2560

“บิ๊กตู่” ยังไม่หลุดกรอบโรดแม็ป หลบแรงเสียดทานจากนานาชาติที่จับตาไม่กะพริบ

แบบที่นายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา รีบเดินทางเข้าพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในทันทีที่มีข่าวนายมีชัยขอเวลาร่างกฎหมายลูก เลื่อนการเลือกตั้งออกไปปลายปี 2560 โดยย้ำเป็นเชิงมัดคอ หวังให้ประเทศไทยเลือกตั้งตามโรดแม็ป

แต่นั่นก็หนังคนละม้วนกับการเคลียร์แรงต้านภายใน

ตามจังหวะล้อกับบทดุดันของท่านผู้นำ ล่าสุด คสช.เรียก “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. เข้าค่ายกองทัพภาคที่ 1 เพื่อปรับทัศนคติ

แน่นอน ปมเหตุต้องโยงกับกระบวนท่าในการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ถึงขั้นประกาศคว่ำประชามติล่วงหน้า บวกกับการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในการนำกลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดงล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา

คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยชักจะย่ามใจ ไม่กลัวกระบองยักษ์

งานนี้เลยต้อง “หักดิบ” ให้รู้ว่ายังมีฤทธิ์

และที่ลึกไปกว่านั้น โดยปมเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์หงุดหงิด ไม่ใช่แค่ปมร่างรัฐธรรมนูญหรือเลือกตั้งเท่านั้น มันยังมีประเด็นที่แหล่งข่าววงในท็อปบูตได้แจ้งกับนักข่าวเลยว่า นายกฯได้ใช้เวลาอ่านหนังสือหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นข่าวเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

รวมทั้งปมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารที่มีการเช็กผ่านไลน์ส่วนตัวของนายกฯ

จึงมีการมอบหมายให้ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ส่งข้อความข่าวมายังไลน์กลุ่มสื่อทำเนียบ ขอให้สื่อมวลชนยกระดับการทำหน้าที่

ตามรูปการณ์ พล.อ.ประยุทธ์คงไม่อยากตามน้ำ ปมร้อนๆที่กำลังลือกันให้เซ็งแซ่กับกระแสปฏิวัติซ้อน รัฐประหารซ้ำ.

ทีมข่าวการเมือง

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/416065

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสียงท้วงติงออกมารุนแรงมากพอสมควร โดยนอกเหนือไปจากเรื่องโครงสร้างของสถาบันการเมืองแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ.จะถูกวิจารณ์หนักหน่วงไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีการระบุว่าพาประเทศถอยหลังกลับไปก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเคยผ่านตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองอย่างโชกโชนอย่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ. 2540 สว.กทม. และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็เป็นอีกคนที่แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านพื้นที่ของโพสต์ทูเดย์

โดยมองว่า กรธ.เขียนร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหา แต่กลับไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีในสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัญหา เหมือนกับการเขียนร่างรัฐธรรมนูญด้วยความมือบอน พร้อมกับไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

อาจารย์แก้วสรร เกริ่นว่า “การร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นการแต่งขึ้นมาใหม่ตามจินตนาการของตัวเอง ต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งและมาวางว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้กำหนดมาแล้ว ผมก็ตั้งความหวังว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะยึดตามแนวทางนี้ อะไรที่มันไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ได้เป็นต้นเหตุก็อย่าไปมือบอน หรืออย่าไปแต่งใหม่ด้วยความคันไม้คันมือ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อแรกคือ ใช้คำว่ามือบอนก็แล้วกัน คือเรื่องที่มันไม่ใช่ปัญหา คุณจะไปยุ่งกับมันทำไม สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ตรงนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาเลย ปัญหา 10 ปีที่่ผ่านมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เป็นเรื่องของอำนาจมันเฟ้อ มันไม่ใช่สิทธิมันเฟ้อ แล้วคุณจะไปยุ่งกับมันทำไม ผมไม่เข้าใจ”

กรธ.พยายามอธิบายเป็นการเขียนให้กะทัดรัดมากขึ้น แต่เนื้อความก็ยังครอบคลุมไว้ทั้งหมด? อาจารย์แก้วสรร ตอบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่จริง ตอนผมร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กับเพื่อนที่เป็น ส.ส.ร. สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก่อนหน้านั้นมันมีเฉพาะสิทธิมนุษยชน สิทธิในเนื้อตัว ร่างกาย การเดินทาง การนับถือศาสนา ความเป็นส่วนบุคคล อะไรก็ว่าไป แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพิ่มขึ้นมา คือ โลกปัจจุบันการดำรงอยู่ซึ่งความเป็นมนุษย์มันไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องทางการเมือง มันมีเรื่องสิทธิทางสังคมด้วย มีการศึกษา การสาธารณสุข ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สิทธิชุมชน สิ่งที่เห็นอีกคือสิทธิในความโปร่งใสของระบบราชการ ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ต้องรับฟังความคิดเห็นและให้เหตุผล”

“เรื่องเหล่านี้ไม่ควรเป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ควรเขียนให้เป็นสิทธิเลย ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยได้เอาเรื่องเหล่านี้ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพหมดเลย เอาไปอยู่หมวดใหม่ที่เรียกว่าหน้าที่ของรัฐ เดิมทีรัฐธรรมนูญจะมีหมวดสิทธิเสรีภาพและไปที่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเป็นแค่แนวทางที่รัฐพึงปฏิบัติโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้อง แต่พอสร้างหมวดหน้าที่ของรัฐขึ้นมา ก็มีคำถามว่าเมื่อเป็นหน้าที่ของรัฐขึ้นมาแล้วหมายความว่าอย่างไร มันเป็นสิทธิหรือเปล่า

“ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ  2550 เขาบอกให้มีสิทธิในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สมมติถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ปิดเหมืองแร่ที่ปล่อยน้ำเสียใส่ที่นาของชาวบ้าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บอกให้เป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถฟ้องบังคับให้กรมทรัพยากรธรณีสั่งปิดเหมืองนี้ แต่พอคุณยกไปเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐก็มีคำถามว่าจะฟ้องได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้”

“คุณมีชัยบอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไปร้อง ป.ป.ช. คำตอบของผมคือ ไม่ต้องให้ใครติดคุกหรือปลดใครออกจากตำแหน่ง มันเป็นเรื่องของพวกคุณ แต่ผมต้องการให้น้ำสะอาดและคุณมีหน้าที่ ผมต้องการบังคับตามสิทธิของผม ไอ้ความเป็นสิทธิที่จะบังคับโดยเจาะจงมันหายไป ตัวนี้ผมเห็นว่าคุณมีชัยยังอธิบายไม่ได้”

“การเอาสิทธิหลายตัวไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเสียหมด ผมอธิบายว่ามันเหมือนกับเราเคยเอาแกะหลายตัวและเอารั้วมาล้อมเพื่อคุ้มครองไม่ให้หมาป่าเข้ามา แต่กลับเอาแกะหลายตัวออกจากรั้วนี้ มันเป็นการถอยกลับไป”

อาจารย์แก้วสรร มองอีกว่า “ที่สำคัญการเอาแกะออกไปจากรั้ว ปัญหาที่มีต่อไปอีกว่ารั้วที่มีอยู่และมั่นคงอยู่แล้วที่เรียกว่าหลักประกัน คุณก็ทำให้มันอ่อนแอลงไปอีก เดิมทีสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะลอยอยู่สูงๆ คอยควบคุมไม่ให้สภาตรากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญแค่นั้น แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เราให้สิทธิเสรีภาพทั้งหมดผูกพันทุกหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่โรงพักยันไปถึงรัฐสภาและรัฐบาล ควบคุมทุกกิจกรรมทั้งการตีความ การใช้ และการตรากฎหมาย พร้อมกับให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปฟ้องศาลได้”

“แต่มาตอนนี้ความผูกพันเหล่านี้หายไปหมด เพียงแต่เขียนว่าถ้าไปเจออะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นการทำให้สิทธิพิการและที่น่าห่วงคือ ปกติการใช้สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีการเอาออกและไปเติมมาใหม่ว่าจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบไอ้ตรงนี้แหมมันเป็นสิทธิที่มีต่อรัฐ คุณใช้มันเมื่อไหร่มันกระทบรัฐแน่นอน ตรงนี้ทำให้สิทธิมันพิการมากเข้าไปอีก”

“ผมไม่เข้าใจว่าความก้าวหน้าที่เขาทำกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เดินมาตลอด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง และทำให้คนมีสิทธิเกินกว่ารั้วบ้านเนี่ย คุณเอามันออกทำไม ทำไมคุณดึงประเทศกลับมาสู่ยุคระบบของอำนาจนิยมโดยระบบราชการ ให้ประชาชนมีสิทธิเฉพาะในรั้วบ้าน ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง และผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ถ้าอันนี้ยังอยู่”

“เรื่องสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เรื่อง รายละเอียดนะ มันเป็นเรื่องของวิธีคิดเลยนะ มันเป็นการดึงวิธีของผู้คนกลับมาว่าต่อไปนี้คุณจะมีสิทธิเฉพาะอยู่ในบ้านและเนื้อตัวของคุณ แทนที่ประชาชนจะเป็นมนุษย์ที่เป็นประธานที่ยอมเสียสิทธิเท่าที่จำเป็นและเอาประโยชน์ส่วนรวมไปให้ดูแล ตัวนี้มันหายไป ถ้าพูดในแง่หลักวิชาการเท่ากับว่าสัญญาประชาคมที่มีกับเราว่าเรามีรัฐเพื่ออะไรมันหายไปเลย มันหมายความว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งโลกสมัยนี้คนไม่ได้มีสิทธิแค่ในรั้วบ้าน”

แสดงว่าเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญยังน้อยไปในความคิดของอาจารย์? อดีต ส.ส.ร. ตอบว่า “ไม่ใช่น้อยไป มันเป็นเรื่องวิธีคิดเลย มันไม่ใช่แขนสั้น หรือเดินกะเผลกไป มันจากคนกลายเป็นหมาเลยสำหรับผมนะ ดังนั้น ผมไม่รับ ผมไม่เข้าใจด้วย มันไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมืองและใช้มาเป็น 10 ปี และคนก็เริ่มเคยชิน เริ่มเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว”

ในเมื่ออาจารย์ก็มองออกและคิดว่า กรธ.ก็น่าจะมองออกเช่นกัน แต่ทำไม กรธ.ถึงยังดำเนินการในลักษณะนี้? อาจารย์แก้วสรรคิดว่า “อาจารย์มีชัยท่านคงเอาชีวิตสมัย 40 ปีก่อนของท่านมาใส่ในนี้ ทั้งที่สังคมนี้มันไม่ใช่สมัยนั้น ควรจะให้ประชาชนเป็นประธานมากขึ้น ที่สำคัญรัฐสมัยนี้พึ่งไม่ได้ ประชาชนควรลุกขึ้นและดูแลประโยชน์ตัวเองได้ แบบนี้จะช่วยให้การทุจริตลดลงได้ ไม่ใช่มีอะไรก็ไปให้ ป.ป.ช. ผมไม่เชื่อเปาบุ้นจิ้น”

แก้การเมืองไม่ตรงจุด เสียสมดุล-สร้างปัญหา

ในมุมมองของอาจารย์แก้วสรร นอกเหนือไปจากเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ที่เป็นปัญหาแล้ว ยังมีบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองเช่น พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. การได้มา ซึ่ง สว. และที่มาของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งกรธ.กำลังดำเนินการปรับปรุงไม่ถูกจุด เพราะไม่ได้มีการนำปัญหามาตั้งเป็นโจทย์ที่นำไปสู่การหาคำตอบและลงมือแก้ไขปัญหา

“ปัญหาเสรีภาพในพรรคการเมืองมีหรือไม่ทุกวันนี้กลายเป็นการสวามิภักดิ์กันหมดเพราะกลัวเจ๊ไม่เลือก ทำไมเข้าพรรคการเมืองแล้วกลายเป็นควายวะ กระบวนการเลือกผู้สมัคร สส.จะต้องทำให้สมาชิกหรือพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้นกฎหมายพรรคการเมืองเดิมบอกให้สาขาพรรคการเมืองเสนอชื่อผู้สมัครขึ้นมาหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าไม่มีใครทำ คิดว่าในร่างรัฐธรรมนูญควรทำให้ชัด

“เสรีภาพในสภาเนี่ย สิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้คุณก็ไม่ทำ คุณจะต้องไปทำ หรืออย่างเรื่องคณะกรรมาธิการที่สำคัญในสภาอย่างคณะกรรมาธิการปราบการทุจริตและงบประมาณต้องระบุลงไปว่าให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเท่าๆ กัน ดังนั้นกลไกอะไรที่นักการเมืองเขาตรวจทานกันได้ ก็ควรสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ไปให้เปาบุ้นจิ้นอย่างเดียว คุณทิ้งการเมืองและไปพึ่งเปาบุ้นจิ้นหมด มันไม่สำเร็จหรอก คุณต้องสร้างระบบการตรวจสอบขึ้นมาในนี้ ลองดูสิแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะกล้าบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่”

อาจารย์แก้วสรร วิพากษ์ระบบการเลือกตั้งสส.ที่ กรธ.ออกแบบว่า “ผมก็ยังไม่เข้าใจ เขาเคยมีบัตรเลือกตั้งอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกพรรค อีกใบเลือกคน พอมาเหลือใบเดียวแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการเลือกพรรค พรรคก็ได้โควตาตามใบเลือกตั้งนี้ มันทำให้ต้นตอของพรรคการเมืองกลายเป็นการลงทุนและบ้าอำนาจขึ้นมา สามารถเอาเงินลงทุนเป็นพันล้านบาท สร้างสินค้าประชานิยมขึ้นมาและเปิดเป็นร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศคุณเสียงดีใช่ไหม คุณเอาเสื้อสีนี้ไปใส่ เอาสินค้านี้ไปขาย”

“บรรดาคนในพื้นที่ที่เป็นที่พึ่งพาอยู่ก็เหมือนตึกแถวที่มีทำเล ก็ถูกเปลี่ยนจากร้านโชห่วยมาเป็นร้านสะดวกซื้อและอยู่ใต้อิทธิพลของร้านสะดวกซื้อ ในทำนองเดียวกัน สส.เขตที่ลงสมัครเป็นผู้มีเสียงและบารมีพอสมควรก็ถูกจับเข้าพรรคพ่อค้า พรรคลงทุนหมด คุณสร้างระบบเลือกตั้ง คุณทำให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้นไปและถูกอิ๊บไปอีกว่าเสียงที่เลือกเป็นเสียงที่เลือกพรรคการเมือง ผมยังไม่เห็นคำอธิบายว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้จะทำลายเสรีภาพในพรรคการเมืองหรือไม่”

“คุณต้องออกแบบให้เกิดความสมดุลเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นการออกแบบให้สมดุลพรรคการเมืองมีความจำเป็นจริง แต่ถึงขนาดที่ สส.ในพรรคกลายเป็นควายในคอกแบบนี้ไม่สมดุลแล้ว จุดสมดุลอยู่ตรงไหนที่เขาจะพอมีเสรีภาพในการท้วงติงอะไรได้บ้าง”

ต่อด้วยเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.ให้เป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจำนวน 3 คนที่พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนการเลือกตั้ง โดยอาจารย์แก้วสรรติงว่า ทำไมต้องมีการประกาศชื่อก่อนโดยจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ อยากถามที่ผ่านมาการเลือกนายกฯ ปัญหาอยู่ตรงไหน

“อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ควรไปยุ่ง ที่มานายกฯ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพ.ศ. 2550 แบบเดียวกันมาตลอด ไม่เคยก่อปัญหาอะไร ด้วยสภาพของมันก็ควรให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว วิกฤตเรื่องนายกฯที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่การรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้มีนายกฯ คนนอก เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า”

ที่สำคัญในฐานะอดีต สว.กทม.ก็มองถึงการได้มาซึ่ง สว.ในรูปแบบที่ กรธ.กำหนดว่า “ไม่เห็นด้วยกับการให้ สว.มาจากการสรรหา ระบบนี้โอเคถ้าใช้กับการสรรหาศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช.จะมาสรรหาบุคคลเป็นร้อยสองร้อยไม่ได้ บอกตรงๆ ตั้งแต่ปี 2550 มา มีพวกรอการสรรหาเยอะมาก หน้าเก่าเยอะแยะ เคยชินไม่ยอมไปไหนแล้วไม่เอา ต้องเอาออกไป จะมาแบบนี้ไม่ได้”

“ส่วนจะให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก็ต้องแบ่งให้ชัดลงไปว่า ถ้าเป็นชาวนาก็ให้กลุ่มชาวนาเลือกกันเอง ไหนบอกมีอำนาจแค่ให้ตรวจกฎหมายและอภิปรายนโยบายทั่วไป ก็แค่นั้นเอง ปัญหาของเราเป็นเรื่องระบบผู้แทนว่าแทนอะไรไม่ครบบ้าง แทนความเห็นของเกษตรกร แทนปัญหาท้องถิ่นไม่ได้ แทนปัญหาข้าราชการไม่ได้ แทนปัญหาพ่อค้าไม่ได้ แบบนี้ก็ให้คนในกลุ่มเดียวกันเลือกกันเข้ามาสิ ถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมีเงินเดือนก็ได้ ให้เฉพาะเบี้ยเลี้ยงเวลามาประชุมพอ ให้หายบ้าไปเลย เราต้องการฟังเสียงที่ระบบผู้แทนมันหายไป”แก้วสรรทิ้งท้าย

ประชามติ ไม่ผ่าน เผชิญวิกฤต 14 ตุลา

หลังจากมองไปที่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ เล็งเห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นไปในลักษณะนี้ และไม่ได้มีการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้นจนนำไปสู่การยอมรับ อาจส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านประชามตินั้นจะนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอีกมากให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชามติไม่ผ่านมาจะเกิดปัญหาแน่นอน จะมาคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือหยิบอะไรมาใช้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่นะ” แก้วสรร เริ่มต้นการวิเคราะห์

“ถ้าไม่ผ่านประชามติขึ้นมา คสช.เท้าลอยเลย ทุกวันนี้คุณก็ไม่เอาพลังประชาชนมาร่วมในการปฏิรูปประเทศ และไม่ได้รับการสื่อสารให้เห็นว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะไปทางนี้เอาหรือไม่ คุณไม่มีอะไรหนุนอยู่เลย แต่พอคุณแพ้ในการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ คุณจะอยู่ต่อเหรอ ในภาวะอย่างนั้นพวกป่วนเมืองดันไม่เท่าไหรก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้ง่ายๆ เพราะเศรษฐกิจผมก็ยังไม่เห็นแววว่าจะแก้ไขได้ อัดเงินเข้าไปมันไม่หมุนนะเดี๋ยวนี้ คนเก็บหมด ไม่เอามาใช้หนี้ ไม่เอามาใช้จ่าย ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไร หมุนเท่าไหร่มันก็ไม่ไปหรอก

“ความน่าเชื่อถือคุณก็เจ๊งอีก ตอนนี้ถ้าพูดอย่างหวังดี คือ รู้เถอะว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เวลาที่เหมาะเจาะมันผ่านไปหมดแล้ว ตอนนี้มีแต่เพียงว่าอย่าให้เศรษฐกิจสะเทือนและสมูทแลนดิ้ง (Smooth landing : ทำให้ราบรื่น) ให้ได้”

สมูทแลนดิ้ง คือ ต้องไปเลือกตั้ง? อาจารย์แก้วสรร ตอบว่า “ต้องไปเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญต้องทำให้ผ่านโดยอะไรที่ไม่ใช่ปัญหาให้เอากลับไปที่เดิมให้หมด และแก้ไขเฉพาะที่เป็นปัญหาเท่านั้น พร้อมกับอธิบายกับสังคมถึงความจำเป็น แบบนี้ยังมีสิทธิผ่านประชามติ

“เวลาที่เหลือก็เอาไปออกกฎหมายที่ควรจะออก โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลางที่เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการทำกฎหมายหลักทรัพย์ที่ให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหุ้นในตลาดไทยที่ดูแลโดยต่างประเทศ เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหุ้น ต้องกำหนดลงไปในสัญญาระหว่างเจ้าของหุ้นและผู้ดูแลว่าถ้า ก.ล.ต.
ไทยเรียกตรวจสอบจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของไทย โลกอื่นเขาทำกันหมดแล้ว การแก้ไขปัญหาแบบนี้ทำไมไม่ตั้งขึ้นมาแล้วดำเนินการแก้ไขปัญหา”

อาจารย์แก้วสรร ขยายถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ได้ผลว่า “การป้องกันการทุจริต ไม่ใช่ทำแต่การปราบปราม มันต้องทำตั้งแต่ต้น ถ้าเราไปเทอยู่แต่การปราบปราม ป.ป.ช.ก็ไปไม่ไหว งานเยอะ คดีมาก แต่ทำไมเราไม่ป้องกันตั้งแต่ต้น เช่น ถ้าอยากแก้ปัญหาที่เอางบประมาณแผ่นดินไปทำเป็นงบประมาณของ สส. ก็ควรคุมตรงการออกงบประมาณ จะไปถอดถอนทำไม คุณปล่อยให้อำนาจมันเฟ้อทำอะไรก็ได้ แต่มาคุมตอนท้ายโดยมีเปาบุ้นจิ้น ทำไมไม่ไปคุมตั้งแต่ต้นไม่ให้อำนาจเฟ้อ”

มีพลังที่มากพอที่จะออกมาต่อต้าน คสช.หลังจากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ? อาจารย์แก้วสรร ประเมินว่า “ทุกวันเขาให้โอกาส คสช. คนจำนวนส่วนหนึ่งเลยนะเขาก็อดทนได้ แต่เมื่อไหร่ที่คุณพาประเทศไปไหนไม่ได้ แล้วก็นึกว่าคุณใหญ่ แต่จริงๆ ไม่ได้ใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญคุณเจ๊งไปแล้ว และถึงตรงนั้นเศรษฐกิจไม่ไหวจริงๆ ถ้าคุณเป็นฝ่ายตรงข้ามคุณจะทำอะไร ผมคิดเลยว่าพวกเขากำลังเตรียม 14 ตุลา”

จริงๆ ก็มีบางกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่แล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร? ได้รับคำตอบจากอาจารย์แก้วสรรว่า “ปัจจัยไม่เหมือนกัน สถานการณ์ไม่เหมือนกัน คนจะหาเรื่องมันมีอยู่แล้ว เขาถึงอ่อยให้คุณจับ คุณจับเขา ก่อหวอดตรงนั้นตรงนี้ วันหนึ่งประกาศกฎอัยการศึกเข้าไปจับ เละไหมล่ะ เขาอาจจะไล่ คสช.ไม่ได้ แต่ประเทศเละไปเลย เศรษฐกิจไม่เหลือ ผมไม่ได้ห่วง คสช.แต่ผมห่วงประเทศ คุณให้ไปถึงจุดนั้นเกิดปัญหาแน่

“ถ้าตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาเขาและเขาถามผมนะ ผมจะบอกว่าให้สมูทแลนดิ้งดันร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านให้ได้ อะไรที่เป็นปัญหามากก็เอาออกให้หมด แก้ไขปัญหาเฉพาะที่เป็นปัญหาจริงๆ และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ พูดถึงปัญหา พูดถึงการแก้ไข ไม่ใช่มาประกวดว่าผมแต่งรัฐธรรมนูญดีไหม ทุกวันนี้เขาเป็นนักแต่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แก้ไขปัญหา อยากได้รางวัลกันหรืออย่างไร”

ขณะนี้ถือว่า คสช.เสียของแล้ว? อาจารย์แก้วสรร ตอบทันทีว่า “เสียแล้ว เพราะเขามาจมกับอำนาจในฐานะรัฐบาล ส่วนอำนาจของ คสช.ที่ต้องใช้เพื่อการปฏิรูป ความมั่นคง และขุดความชั่วที่มันแทรกอยู่ ปรากฏว่ากลับไม่ได้ใช้ เพราะเอามาตรา 44 ไปใช้ไม่เหมาะ อย่างเช่น การแก้ระเบียบตำรวจ อันนั้นมันเรื่องรัฐบาล เป็นเรื่องราชการปกติ

“จริงๆ แล้วคุณไม่ควรลงมาเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำไป คุณยืนเป็น คสช.และใช้อำนาจในการปฏิรูป ขุดรากที่ไม่ดีออกมา แต่พอคุณโดดลงมาเป็นรัฐบาล และคุณเพลินอยู่กับอำนาจตรงนี้ ทำให้เรื่องดังกล่าวมันไม่เดิน คุณมาตั้ง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) และ สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) เพื่อปกปิดการไม่ทำหน้าที่ของคุณเท่านั้น เรื่องปฏิรูปกับการจัดปัญหาความชั่วร้ายในสังคม มันต้องใช้อำนาจ คสช.เท่านั้น จะมาใช้อำนาจ สปท.หรือ สนช.ไม่ได้”

“การปฏิรูปต้องมีการนำประชาชน มีความเข้าใจ มีการเดินตาม มีความต่อเนื่อง และต้องถึงรากถึงโคนถึงจะเรียกว่าการปฏิรูป มันไม่มีหรอกการปฏิรูปโดยสภาอะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีในโลก คุณต้องปฏิรูปความคิดในสังคม” แก้วสรรสรุป

 

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง “สมเกียรติ-เจเคซีไบค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415645

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง "สมเกียรติ-เจเคซีไบค์"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

เปิดตำนาน “เจเคซี ไบค์” ผู้ผลิตจักรยานรายแรกในประเทศไทย เจ้าของสมญา “เจ้าพ่อซาเล้ง” ซึ่งในเวลานี้ สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานภายใต้แบรนด์ “ไอโคนิค” (Iconic) ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เข้ามารับช่วงต่อกิจการผลิตรถจักรยานของครอบครัว โดยใครเลยจะคิดว่ากว่าจะเป็น “เจเคซี” ผู้ผลิตจักรยานที่แข็งแกร่งได้อย่างทุกวันนี้ ครอบครัวอนันต์สรรักษ์จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากเพียงใด

สมเกียรติ ทายาทรุ่นสองของ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า รุ่นคุณพ่อเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจจักรยาน โดยคุณพ่อเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ตอนนั้นยากจนมาก อาศัยนอนในโบสถ์คริสต์ จนได้พบรักกับสาวชาวเวียดนาม ซึ่งได้นำจักรยานสามล้อจากเวียดนามเข้ามา คุณพ่อก็เริ่มเรียนรู้วิธีผลิต จนพัฒนาสู่จักรยานรุ่นท่าเรือ ซึ่งได้กลายเป็นขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ขนบรรทุกสินค้าและน้ำแข็ง หลังจากนั้นได้ต่อยอดพัฒนาเป็นรถจักรยานเพื่อการบรรทุกหรือ “รถซาเล้ง” ไว้ขนน้ำแข็งและเตาถ่านหุงต้ม ฯลฯ เร่ขายได้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย และเข้ามาทำมาค้าขาย คุณพ่อทำรถซาเล้งมายาวนานมาก

จนกระทั่งราวปี 2502 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 1 (ในยุคเริ่มแรกเรียกว่ากีฬาแหลมทอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อซีเกมส์ในปี 2520) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องการให้บ้านเมืองมีภาพลักษณ์ที่มีความเจริญต่อสายตานานาชาติ จึงได้สั่งห้ามผลิตรถจักรยานซาเล้งอีก

เวลานั้นเรียกว่าครอบครัวล้มละลายเลย เพราะเท่ากับว่าต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย หลังจากซวนเซอยู่นานถึง 2-3 ปี คุณพ่อก็เริ่มกลับมาตั้งตัวได้ใหม่ หยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องได้ ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่หันไปผลิตรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้น

“เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าบ้านไหนมีรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ถือว่าเท่มาก หรูหรา เพราะราคากว่า 1,000 บาทในยุคนั้นถือว่าแพงมาก แต่ก็ขายดิบขายดี ผลิตไม่ทัน ตอนนั้นคุณพ่อก็บังคับให้ช่วยผลิตด้วย เลยรู้สึกไม่ชอบ เพราะผลิตยากมาก แต่ทุกวันนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อที่สอนให้มีวิชา และอดทนทำในสิ่งยากๆ ได้สำเร็จ ทำให้รู้สึกรักในสิ่งที่ทำและทำให้เติบโตจนถึงวันนี้”

ในช่วงที่เริ่มพัฒนารถจักรยานทั้งรุ่น 26 นิ้ว 27 นิ้ว และ 28 นิ้วมาต่อเนื่อง ซึ่งยุคนั้นยังไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยจักรยานเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สแตนดาร์ด สปอร์ต” แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มใช้แบรนด์ “นิว ไลอ้อน” โดยคุณพ่อทำตลาดรถจักรยานสแตนดาร์ด สปอร์ต มาได้ราว 15 ปี ก็เริ่มมีคู่แข่งทั้งแบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือจากผู้ผลิตในไทย ซึ่งช่วงเวลานั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะยังมองไม่เห็นว่าสำคัญ แต่ก็ต้องปรับตัวรับการเข้ามาของคู่แข่ง

จังหวะนั้น เจนสองอย่าง “สมเกียรติ” ก็เริ่มเข้ามาสานต่อ หลังจากช่วยงานด้านการผลิตจักรยานจากคุณพ่อมายาวนาน โดยได้แตกไลน์มาทำจักรยานเสือภูเขาหรือเอ็มทีบี และจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่จักรยานทั้งสองประเภทเป็นกระแสที่มาแรงมาก และได้รับความนิยมในหมู่คนไทย โดยในช่วงเวลานั้นใช้แบรนด์จากัวร์ และอีเกิ้ล ซึ่งพอจะทำตลาดจริงจังและอยากจดลิขสิทธิ์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแบรนด์ดังกล่าวถูกจดลิขสิทธิ์ในสินค้าประเภทอื่นไปแล้ว

หลังจากนั้นก็เริ่มหันมาปั้นแบรนด์อื่น โดยจักรยานผู้ใหญ่ ภายใต้ชื่อเพรสซิเด้นท์ และทอร์นาโด และจักรยานเด็ก ภายใต้แบรนด์ โกสท์ และไดโนเสาร์ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เพรสซิเด้นท์ไม่ค่อยได้ทำตลาดแล้ว ส่วนแบรนด์ทอร์นาโด เน้นแถบอีสาน และฝั่งชายแดน เช่น ลาว เวียดนาม โดยตลาดจักรยานที่ใหญ่ในไทยจะอยู่แถบอีสาน ส่วนล่าสุดก็มีแบรนด์หลัก คือ ไอโคนิค ทำตลาดในวงกว้าง เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,500 บาท จนถึงหลักหมื่นบาท

ธุรกิจเจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ยุคเจน 2 สมเกียรติ เล่าว่า เจเคซี ไบค์ ยังคงดำเนินธุรกิจด้านผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานในประเทศไทย และรับจ้างผลิตโออีเอ็ม เพื่อรองรับกระแสความนิยมทั้งด้านสุขภาพ และรักษ์โลก โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ศาลายา บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนร่วม 100 ล้านบาท เป็นค่าที่ดิน เครื่องจักร-อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยการผลิตเต็มที่แบ่งเป็นจักรยานทั้งคัน 1.8 แสนคัน/ปี ส่วนจักรยานซีเคดี 2.4 แสนคัน/ปี

โรงงานแห่งนี้ทำการผลิตตัวถังจักรยาน และชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวถัง ตะเกียบ บังโคลน บังโซ่ ปลอกมือ แฮนด์ อานนั่ง ฯลฯ และสามารถผลิตรถจักรยานได้ทุกขนาด และทุกประเภท ตั้งแต่วงล้อขนาด 12 นิ้ว ไปจนถึง 28 นิ้ว ควบคู่ไปกับการผลิตทั้งแบรนด์ของตัวเอง คือ แบรนด์ “ไอโคนิค” รวมไปถึงการรับจ้างผลิตโออีเอ็ม และผลิตจักรยานนวัตกรรมตามแบบที่ลูกค้ากำหนดด้วยการคัดสรรทุกชิ้นส่วน เน้นควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ดูแลด้านการส่งมอบสินค้าที่สมบูรณ์ถึงมือลูกค้าทุกชิ้น

ในด้านการตลาดนั้น สมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการใช้จักรยาน ตลอดจนรองรับสภาวะการแข่งขัน เจเคซี ไบค์ จึงใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยมีแบรนด์ไอโคนิคเป็นเรือธง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย พัฒนาจักรยานรุ่นใหม่ๆ ตามสมัยนิยม เช่น จักรยานเสือหมอบ และเสือภูเขา จักรยานพรีเมียมที่เจาะตลาดองค์กรที่เน้นนโยบายด้านซีเอสอาร์ และจักรยานแบบโมดิฟาย (Modify) เพื่องานด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ที่มีความต้องการมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนารุ่นพิเศษ สำหรับคนที่มีปัญหาทางร่างกายให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยได้นำเข้าจากประเทศไต้หวัน มีจุดเด่น คือ เป็นระบบไฟฟ้า มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท จัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรง และช่องทางโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ปัจจุบันภาพรวมตลาดรถจักรยานทุกประเภทมีจำนวนกว่า 2 ล้านคัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ มีอัตราการเติบโต 25% ต่อเนื่อง เป็นผลจากกระแสความนิยมในการขับขี่จักรยาน และยิ่งในปีที่ผ่านมามี 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ตลาดรถจักรยานโดยภาพรวมในปีที่ผ่านมาคึกคักอย่างยิ่ง และความนิยมในรถจักรยานที่มากขึ้น การเลือกรถจักรยานที่ได้มาตรฐาน ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้จักรยานมีแนวโน้มสูงขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมนี้ที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสำคัญ

สมเกียรติ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนให้ผู้มีบทบาทด้านนี้ เช่น สมาคมส่งเสริมจักรยานทั้งภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ให้การสนับสนุน ด้วยการออกเครื่องหมาย มอก. ในรูปแบบสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับสินค้า และโรงงานผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานผลิตสินค้าคุณภาพ ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และชิ้นส่วนนำเข้า เพื่อรับประกันคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมองว่าสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ มอก. ช่วยยกระดับ และพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยานในประเทศไทยให้เทียบชั้นระดับสากลได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต คือ สภาวะการแข่งขัน การถูกบีบเรื่องราคาจากพ่อค้าปลีกรายใหญ่ ลูกค้าที่สั่งสินค้าจำนวนมากกดราคา ทำให้หลายโรงงานลดสเปกให้อยู่ในระดับราคาที่พอรับได้ สินค้าจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า จากต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า การดัมพ์ราคากันในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และไม่สามารถทำราคาได้ดีเท่าที่ควรในช่วงปลายปีและเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ วันเด็ก ตรุษจีน และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูการขาย จึงทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตเท่าที่ควร

ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นเจ้าพ่อซาเล้งได้ ต้องผ่านหลุมบ่ออุปสรรคต่างๆ มากมาย เพราะเส้นทางนี้ไม่โด้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีหนามซ่อนไว้ให้เจ็บๆ คันๆ ตลอด

น้อมรำลึกปั่นเพื่อพ่อ

แม้ว่ากระแสรักสุขภาพด้วยการปั่นจักรยานจะเกิดขึ้นมาได้ประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่กระแสปั่นจักรยานมาแรงสุดๆ ด้วย 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ความต้องการจักรยานใหม่เพิ่มขึ้น หรือจักรยานเก่าก็ถูกปัดฝุ่นนำมาซ่อม และนำมาปั่นใหม่อีกครั้ง ซึ่งกลุ่มเจเคซีฯ ก็มีโอกาสร่วมในทั้งสองกิจกรรม

สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า ในกิจกรรม BIKE FOR DAD ช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ได้เริ่มโครงการ “ซ่อมเพื่อพ่อ” เป็นโครงการจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มจักรยานจิตอาสา 10 กว่าท่าน และ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ด้วยความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเห็นว่าผู้คนจำนวนมากที่ต้องการร่วมโครงการ “ปั่นเพื่อพ่อ” แต่ด้วยความไม่พร้อมในด้านตัวจักรยาน เช่น เก่า เสียหาย ไม่รู้ว่าจะซ่อมที่ไหน รวมถึงไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ทำให้ไม่สามารถร่วมถวายความจงรักภักดีในการร่วมโครงการนี้ได้

ทั้งนี้ โครงการซ่อมเพื่อพ่อในช่วงเวลานั้น จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการซ่อมฟรี ไม่คิดค่าแรง คิดเฉพาะค่าอะไหล่ในราคาต้นทุน พร้อมทั้งเชิญชวนนักปั่นจิตอาสาร่วมซ่อมและแนะนำการดูแลปรับแต่งจักรยานด้วยตนเอง โดยในระยะแรกเน้นให้บริการชุมชนตลอดแนวเส้นทางปั่นเพื่อพ่อ แต่ก็มีการวางแผนขยายบริการต่อไปยังชุมชนใกล้เคียง อีกทั้งยังมีแผนการตั้งกลุ่มจักรยานชุมชน สำรวจข้อมูลชุมชน หากยังมีความต้องการใช้บริการดูแลและซ่อมแซมจักรยานก็จะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำให้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาวในภายหลัง เช่น การดึงจักรยานเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม ที่รวมชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ที่ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนด้วย

นอกจากนี้ หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงที่กลุ่มเจเคซีฯ กำลังแนะนำเข้าสู่ตลาด นั่นคือ จักรยานโมดิฟาย จับกระแสการใช้จักรยานเพื่อการตลาดด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์เฉพาะพื้นที่นั้นๆ ที่เป็นระยะใกล้ๆ โดยเฉพาะโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ๆ และคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ที่ต้องการโปรโมทให้ผู้สนใจเยี่ยมชมโครงการได้เห็น หรือสร้างสีสันด้วยขบวนรถจักรยานโปรโมทโครงการ ซึ่งเจเคซีฯ ได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ผลิตรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ล็อตใหญ่แล้ว

“ก่อนหน้านี้ โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะใช้คนในการโบกธงเข้าโครงการ แต่เมื่อหาคนในการโบกธงยากขึ้น และค่าใช้จ่ายสูง โครงการที่อยู่อาศัยใหญ่ๆ บางแห่งก็เริ่มนำแนวคิดรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์โครงการหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมมาใช้ ซึ่งช่วยสร้างสีสันในการประชาสัมพันธ์โครงการได้มากขึ้น รวมถึงการที่องค์กรชั้นนำหลายองค์กรมีโครงการเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ในลักษณะบริจาคจักรยานให้กับเด็กๆ ในต่างจังหวัด ยิ่งทำให้การผลิตจักรยานเพิ่มขึ้น”

กลุ่มเจเคซีฯ ยังมีโครงการพิเศษ รับจ้างผลิตจักรยานนวัตกรรมได้ตามต้นแบบ เช่น มีผู้สั่งผลิตจักรยานจากเฟรมไม้ไผ่ ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบ แต่คู่แข่งใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาด ทำให้การแข่งขันสูง จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางไปดูงานที่จีน ไต้หวัน ดูสเปก ดรอวิ่งที่ผู้ผลิตเหล่านั้นทำส่งออก เช่น ท่อแป๊บ ฯลฯ พัฒนาบุคลากร ปลูกจิตสำนึกให้ “รัก” ให้ทำงานด้วยใจ รักสินค้า ถนอมสินค้า จนถึงมือลูกค้าในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ภายใต้แนวคิด งานไม่ดี ไม่มีออร์เดอร์ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน รวมถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ รับประกันสินค้าสำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง เช่น เฟรม และตะเกียบรับประกัน 3 ปี ชิ้นส่วนที่ชำรุด จะทำการซ่อม และเปลี่ยนคืนให้ภายใน 1 เดือน

 

“รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415329

"รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

โดย…สิทธิณี  ห่วงนาค

หลายพื้นที่ในไทยกำลังจะเผชิญภัยแล้งอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในหลายเขื่อนเหลือน้อยจนอยู่ในระดับที่น่าห่วง ขณะที่รัฐบาลเองก็มีนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่จะเดินหน้าหลายโครงการเพื่อที่จะรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น

ในฐานะที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการน้ำมานาน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล  เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือน้ำท่วม จะไม่ได้รับความสำเร็จหากไม่ได้ความร่วมมือจากประชาชนและแผนงานโครงการต้องมาจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า หลาย10 ปีที่ทำงานตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่โครงการหลวง โครงการพระราชดำริ   ทำให้มองเห็นว่า  เป็นตัวอย่างของการบูรณาการหน่วยงานที่แท้จริง เพราะพระองค์ทรงพาทำงาน รับฟัง พิเคราะห์  สังเคราะห์ก่อนออกมาเป็นงาน และหากเรายึดแนวทางของพระองค์ บูรณาการกัน ฟังความเห็นทุกภาคส่วนและยึดประโยชน์ประชาชนและชาติเป็นใหญ่ ทุกอย่างจะสำเร็จ

“คนทั่วไปมักมองว่า เพราะเป็นในหลวง งานถึงสำเร็จ อันนี้ผมขอยกตัวอย่างว่า ที่มูลนิธิไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาองค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ไปทำ ทั้งเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ก็ประสบความสำเร็จทั้งที่เมียนมา อัฟกานิสถาน ทั้งหมดสำเร็จเพราะแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ เข้าใจ เข้าถึงและไปพัฒนา ตามที่ท้องถิ่นต้องการ ซึ่งหากรัฐบาลทุกรัฐบาลยึดเอาแนวทางนี้งานทุกอย่างสำเร็จ”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า โครงการยุทธศาสตร์น้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา เริ่มต้นไม่ได้บูรณาการ แต่เป็นการวางโครงการมาจากภาครัฐบาล โดยเหตุผลว่า ผ่านการศึกษาและหน่วยราชการแล้ว แต่ปัญหาคือ ประชาชนต้องการหรือไม่ และที่สำคัญคือ เมื่อทำแล้วโครงการสามารถเก็บน้ำได้จริงหรือบรรเทาอุทกภัยได้หรือไม่

ปัญหาจึงเกิดว่า สร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว เก็บน้ำไม่ได้หรือ ไม่มีน้ำเก็บ บ่อบาดาลขุดแล้วแห้งเพราะพื้นที่ไม่เหมาะสม   ซึ่งเกิดก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะมา แต่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ก็พบว่า ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำที่ผ่านมา จากที่ได้ติดตามพบว่า ในหลายโครงการไม่ตรงกับความต้องการจริงของพื้นที่ เพราะหน่วยราชการให้ข้อมูล ไม่หมด  ให้ข้อมูลไม่จริง ทำให้การตัดสินที่ออกมาอาจไม่ได้ประโยชน์ 100% จึงจะเห็นว่าหลายปัญหาที่รัฐบาลนี้พยายามแก้ทำไม ถึงติดๆขัดๆ

“ในคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติที่นายกฯเป็นประธาน ผมติดตามดูหลายเรื่องแล้ว โคตรสงสารนายกฯเลย ท่านตั้งใจทำงาน ลุยเต็มที่ แต่ มือไม้ที่ท่านใช้หลายคนต้องปรับปรุง โดยเฉพาะระบบราชการ  ไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หลายโครงการยังเป็นผลการศึกษาเก่า ที่มาถึงปัจจุบันใช้ไม่ได้ ต้องปรับปรุง โครงการแหล่งน้ำหลายโครงการไม่จำเป็น  เพราะขาดระบบส่งน้ำ  เป็นต้น ในขณะที่แหล่งน้ำที่จำเป็นต้องเร่งทำ กลับผิดที่ผิดทาง“ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังไล่เลียงถึงการวางแนวทางแก้ปัญหาน้ำว่า การแก้ไขปัญหาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในระดับต้นๆ เพราะคนในภาคนี้มีจำนวนมากและยากจนกว่าภาคอื่น  ในขณะที่มีปริมาณฝนตกมากถึง  7 แสนล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม. ) แต่มีแหล่งน้ำเก็บได้เพียง 10 %  ทำให้เกษตรกรในพื้นที่นี้ทำการเกษตรได้น้อย ปลูกข้าวโดยน้ำฝนปีละ  1 ครั้งหลังจากนั้นไม่มีอะไรทำ จึงต้องเข้าเมืองหางานทำ หากมีน้ำประชาชนจะอยู่ในพื้นที่ทำมาหากิน ไม่ทิ้งครอบครัว และลดปัญหาสังคม แต่ด้วยสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำโครงการขนาดใหญ่ได้   ต้องปรับมาเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก กระจายให้ทั่วทั้งแก้มลิงและเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง)

“ไม่ต้องเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เน้นการกระจายให้ทั่วถึง หากเราสร้างแหล่งน้ำให้เขาได้ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มทุกครัวเรือน เศรษฐกิจก็หมุนไปเอง เพราะทุกคนมีเงินในมือเพิ่ม ซึ่งรูปแบบแหล่งน้ำที่ผมหมายถึงคือ การสร้างแก้มลิง และอ่างพวงให้กระจาย ในพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แม่น้ำสายหลักที่เมื่อน้ำมากก็ล้นอ่าง  ล้นบ่อ และลามไปท่วม หลังจากนั้นลงแม่น้ำโขง น่าเสียดาย พื้นที่ลักษณะนี้ท้องถิ่นคือจังหวัดต้องเข้าไปทำร่วมกรมชลประทานว่าเราจะทำแหล่งเก็บน้ำเพิ่มตรงไหนได้บ้าง ไม่ใช่รอให้ส่วนกลางคิดลงมาเพียงฝ่ายเดียว  คนในท้องถิ่นต้องช่วยตัวเองกันด้วย ซึ่งหากผู้ว่าราชการจังหวัดไหนไม่สนใจดูแล ผมว่า ไม่ควรจะเป็นผู้ว่าฯต่อไป”

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา แหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ แต่การใช้น้ำสิ้นเปลือง ควรต้องมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช การบริหารจัดการน้ำ  ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้ต้องยกเป็นวาระสำคัญของชาติ ชวนคนทั้งหมด ทุกภาคส่วนมาคุยกันว่า ต่อไปเราจะร่วมกันใช้น้ำอย่างไร  และวางเป็นแผนงานไว้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำ

“ตั้งแต่การปลูกข้าว เราจะปลูกกันแบบไม่สนใจตลาด ไม่สนใจเพื่อนบ้าน และไม่สนใจต่อน้ำต้นทุนต่อไปคงไม่ได้แล้ว เพราะสุดท้ายน้ำมีไว้เพื่อทุกคน แต่จะบริหารอย่างไรให้ วินวินทุกฝ่าย ผมเห็นว่าต่อไป ต้องมีแผนใช้น้ำที่ประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำต้องมามีส่วนร่วมด้วย  และสังคมช่วยกันคุมไม่ใช่ให้รัฐกำชะตาชีวิตไว้ทั้งหมด”ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

 

“ประยุทธ์” สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด “บิ๊ก คสช.” ถลุง 9,000 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414892

"ประยุทธ์" สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด "บิ๊ก คสช." ถลุง 9,000 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นการ “ปฏิรูปพลังงาน” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง

ทว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และดูเหมือนว่าจะไม่มีอนาคต

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และหนึ่งในกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า คสช.สอบตก

“นับตั้งแต่ คสช.เข้ามา ไม่มีการปฏิรูปพลังงานด้านใดเลย” รสนา สรุปความชัด

ในฐานะที่ติดตามประเด็นพลังงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “รสนา” บอกว่า หัวใจของการปฏิรูปพลังงานคือ “ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ” โดยปล่อยลอยตัวราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรี

“ไม่ใช่มาใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ อุ้มกลุ่มทุนพลังงานเหมือนทุกวันนี้ นโยบายประชารัฐน่าจะเป็นธนารัฐ คือรัฐที่อุ้มกลุ่มทุนเสียมากกว่า” อดีต สปช.รายนี้ ระบุ

รสนา อธิบายว่า รัฐบาลเก็บเงินภาษีสรรพสามิตได้สูงสุด 7 บาท ตอนนี้เก็บอยู่ที่ 5.60 บาท แต่กลับไปเก็บเงินเข้าไปในกองทุนน้ำมันฯ สูงถึงลิตรละ 6.75 บาท สูงกว่าภาษีสรรพสามิตเสียอีก ขณะที่ต้นทุนราคาน้ำมันอยู่เพียง 12 บาทกว่าๆ/ลิตร

มากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง รัฐบาลกลับประกาศว่าจะไม่ลดราคาน้ำมัน และให้เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มอีก 40 สตางค์ คำถามคือเหตุใดยังเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อยู่ และทำไมไม่นำเงินเข้าภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินประชาชนทุกคนได้ประโยชน์

สำหรับสาเหตุของการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือการอุ้ม อี85 หรือ อี20 ด้วยการชดเชยราคาพลังงานเอทานอล ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงการนี้ริเริ่มเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริต้องการให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง จึงริเริ่มโครงการเอทานอล แต่เวลานี้ผ่านมา 15 ปี น้ำมันจากเอทานอลยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ

“ราคาน้ำมัน 95 เนื้อแท้จริงๆ ณ ขณะนี้อยู่ที่ 12 บาท/ลิตร แต่น้ำมัน อี85 ราคา 20 บาท/ลิตร เพราะต้องไปเติมเอทานอลที่มีต้นทุนลิตรละ 23 บาท จึงทำให้ราคาแพงกว่าน้ำมันปกติ ตรงนี้ก็เอาเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนเพื่อให้ราคาถูกลง และโครงสร้างการผลิตเอทานอลทั้งระบบถูกผูกขาดโดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ผูกขาดจากการรับซื้อเอทานอล” รสนา กล่าว

เธอกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปพลังงานดูเหมือนจะมืดมนเข้าไปอีก เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายกองทุนน้ำมันฯ ขึ้นใหม่ หลักการเดิมเป็นการนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาพลังงานข้ามสายพันธุ์เท่านั้น แต่ในอนาคตจะนำเงินกองทุนน้ำมันฯ มาลงทุนจัดตั้งคลังก๊าซและคลังน้ำมัน เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ชาติ

คำถามคือ แล้วเหตุใดรัฐบาลจะนำเงินของประชาชนไปสำรองพลังงานแทนบริษัทเอกชนด้วย ดังนั้นแนวคิดนี้ต้องย้อนถามถึงหลักการให้สัมปทานรอบใหม่หลุมก๊าซรอบที่ 21 และอยากเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบการให้สัมปทานเป็นการแบ่งปันผลผลิต หรือแบ่งปันน้ำมันและก๊าซแทนการแบ่งปันเป็นเงิน

อีกประเด็นที่ “รสนา” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล คสช. คือนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการตรวจสอบหน่วยงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะมีเงินกว่า 1.69 หมื่นล้านบาทหายไปจากบัญชี

“ตอนนี้เกิดกระแสข่าวจากภายในกองทุนอนุรักษ์พลังงานเองว่ามี บิ๊ก คสช.บางคนเข้าไปใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จริงเท็จประการใดทาง คสช.ต้องเข้าไปตรวจสอบเหมือนกับที่ คสช.ตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”

“ถามว่าเหตุใดรัฐบาล คสช.ไม่ตรวจสอบการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งๆ ที่ 2 กองทุนนี้เก็บเงินโดยตรงจากกระเป๋าประชาชนรวมแล้ว 8 หมื่นล้านบาท ทำแบบนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่” รสนา ตั้งคำถาม

รสนา ปิดท้ายว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจต้องเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ หรือถ้าจะเก็บต้องอยู่ในรูปแบบภาษีสรรพสามิต เพราะอย่างน้อยเมื่อเข้าระบบภาษีย่อมไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เอาไปเป็นกำไรให้กับบริษัทเอกชนไม่กี่ราย

“นี่หรือคือการใช้เงินตามวัตถุประสงค์” อดีต สปช.รายนี้ ตั้งคำถามกับ คสช.