“ชุมชนเดชาพัฒนา 87” เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414715

"ชุมชนเดชาพัฒนา 87" เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทันทีที่ชาวบ้านทราบข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า ความศิวิไลซ์กำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้

คนชานกรุงจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเข้าเมืองกับเขาเสียที

ทว่าด้วยการวางแผนอันไร้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การวางผังโดยขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่และวิถีท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนเดือดร้อนแสนสาหัส

หนึ่งในนั้นคือ “ชุมชนเดชาพัฒนา 87” ย่านรังสิต ปทุมธานี

ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย

ย้อนกลับไปช่วงบ่ายแก่ๆของวันที่ 1 ก.พ. ชาวบ้านกว่า 200 หลังคาเรือนในชุมชนเดชาพัฒนา 87 ริมทางรถไฟฝั่งทิศตะวันออก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต้องพบกับฝันร้ายกลางแดด จู่ๆมีวิศวกรและคนงานบริษัทอิตาเลียนไทย ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายแดง บางซื่อ-รังสิต เดินมาเคาะประตูบ้านพร้อมบอกว่า “อีก 3 เดือนข้างหน้า จะเริ่มกันรั้วปิดทางเข้าออกที่เชื่อมไปสู่ถนนเลียบทางรถไฟ กินระยะทาง 7 กิโลเมตร ตั้งแต่สถานีรถไฟหลักหกถึงประตูระบายน้ำคลองรังสิต”

นั่นหมายความว่า ชุมชน 4 แห่ง รวมทั้งชาวบ้านกว่าสองพันหลังคาเรือนจะได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ภิรมย์ เพียรเก็บ ประธานชุมชนเดชาพัฒนา อธิบายให้ฟังว่า เดิมทีถนนเลียบทางรถไฟ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง) เป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านหลักหกทั้งสองฝั่งใช้สัญจรมานานหลายสิบปีแล้ว

“สมัยก่อนถนนสายนี้เป็นคลอง รุ่นปู่ย่าตายายก็พายเรือไปมาหาสู่กัน ต่อมามีการถมคลองเป็นถนน ชาวบ้านก็ใช้เป็นเส้นทางเดินเท้าไปขึ้นรถไฟที่สถานีหลักหก ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไปวัด ไม่ก็ขับรถยนต์ไปทำงานในเมือง นอกจากนี้ยังใช้เป็นทางผ่านข้ามไปมาหาสู่กันระหว่างคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก พอมีข่าวว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงจะมา พวกเราก็ดีใจ จะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ออกจากชุมชนเข้าถนนเลียบทางรถไฟไปขึ้นรถไฟฟ้า แป๊บเดียวก็ถึง”

แต่เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศว่าจะทำรั้วกั้นระหว่างชุมชนฝั่งตะวันออกกับถนนเลียบทางรถไฟ ส่งผลให้ชุมชน 4 แห่งฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยชุมชนเดชาพัฒนา ชุมชนเดชาพัฒนา 87 ชุมชนสินสมุทร และชุมชนสุขเกษม ต่างออกมาคัดค้านอย่างหนัก

แผนที่จำลองผลกระทบที่ชุมชนเดชาพัฒนา 87 จะได้รับ หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออก

“ชุมชนทั้ง 4 แห่งได้รับผลกระทบในหลายระดับ ชุมชนเดชาพัฒนา และชุมชนสินสมุทร หากมีการปิดทางเข้าออก ยังสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นในการออกไปสู่ภายนอกได้ แต่จะไม่สามารถข้ามทางรถไฟไปฝั่งตะวันตกได้เหมือนแต่ก่อน ส่วนชุมชนเดชาพัฒนา 87 และชุมชนสุขเกษมนั้นเดือดร้อนที่สุด เพราะไม่มีทางเข้าออกอื่น ฝั่งด้านหลังก็ติดที่ดินรกร้าง ร่องสวน นั่นเท่ากับเป็นที่ดินตาบอด ถูกปิดตายไปไหนไม่ได้เลย

ที่ผ่านมา ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ตัวแทนบริษัทอิตาเลียนไทย เคยเข้าร่วมประชุมกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีทางออกให้ชาวบ้านอย่างไร ผ่านไปจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ให้วิศวกรเดินมาบอกว่าอีก 3 เดือนจะทำการปิดทางเข้าออก แบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน”วิจินต์ เปรมสมบัติ ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านการปิดกั้นทางเข้าออกชุมชน กล่าว

ธีรวุฒิ กลิ่นสุม นายกเทศมนตรีนครรังสิต เผยว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน และทำหนังสือประสานไปยังรฟท. เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เปิดทางเข้าออก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันได้ยื่นเรื่องไปยังศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล

“ผมไม่เห็นด้วยกับรฟท.ที่จะกั้นรั้วปิดทางเข้าออกชาวบ้าน หวังว่าเร็วๆนี้จะมีการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ ถ้าไม่สำเร็จ ทางสุดท้ายของชาวบ้านก็ต้องฟ้องศาลปกครอง”

ถนนฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วรถไฟฟ้าสายสีแดง

อย่าปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางเอง

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2554 หนึ่งในชาวชุมชนเดชาพัฒนา 87 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออกในอีก 3 เดือนข้างหน้า

“ผมตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่ง ทำไมการรถไฟไม่อนุญาตให้มีทางเข้าออก ทั้งที่ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่า จะมี ‘ถนนเลียบทางรถไฟ’ แต่ในความเป็นจริง เขาจะกั้นรั้วทางฝั่งตะวันออก ไม่ให้มีถนนเลียบทางรถไฟ แต่ฝั่งตะวันตกกลับมีทั้งถนนโลคัลโรด และจะมีการขยายถนนเพิ่มอีก ไม่มีปัญหาเหมือนฝั่งนี้ สอง พื้นที่ที่เขาจะกั้นโดยอ้างว่าไม่อยากให้ไปรบกวนการก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยจากไฟฟ้าแรงสูง พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ชาวบ้านเดาว่าน่าจะเป็นการปักเขตกั้นรั้วไว้สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะมาสร้างในอนาคต สาม ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผมคือ ทำไมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต บริเวณสถานีหลักหกถึงเอาลงมาวิ่งในระดับดินระดับเดียวกับรางรถไฟเดิม ทั้งที่ตรงนี้เป็นที่ต่ำ เคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว ทำไมไม่สร้างต่อม่อให้รถไฟขึ้นไปวิ่งข้างบนเหมือนเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ส่วนด้านล่างของตอม่อทำเป็นถนนเลียบทางรถไฟให้รถใช้สัญจรกัน “

สุชาติบอกว่า จนป่านนี้ทางกระทรวงคมนาคม รฟท. หรืออิตาเลียนไทยก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะกั้นรั้ว ประเภทไหน อย่างไร

“บ้านทุกหลังในชุมชนเป็นที่ดินมีโฉนดถูกกฎหมาย ถ้าปิดกั้นรั้วเข้าออกไปยังถนนเลียบทางรถไฟ บ้านผมก็เหมือนถูกปิดตาย เพราะด้านหลังก็ติดที่ดินของคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินรกร้าง และร่องสวน โดยเจ้าของก็อยู่ที่อื่นไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ไปใช้ที่ดินเหล่านั้นตัดถนนทำทางเข้าออกใหม่คงเป็นไปไม่ได้ วุ่นวายมาก 10 ปีก็ไม่เสร็จ ต่อจากนี้ไปจะมาบ้านผมได้ทางเดียวคือ กระโดดร่มลงมา”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ กำลังชี้ให้ดูแบบแปลนที่ตั้งของชุมชน

 

ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่ประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่าจะมีถนนเลียบทางรถไฟ

ในมุมมองของศิลปินแห่งชาติรายนี้ การทำเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใดๆก็ตาม ควรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะถนนเลียบทางรถไฟ อันเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับภายนอก แต่นี่กลับจะทำรั้วกั้นทางเข้าออก ปิดตายไม่ให้ประชาชนเข้าถึง

ข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำถนนเลียบทางรถไฟ ขนาด 6-8เมตร เพื่อสัญจรไปยังถนนเลียบคลองรังสิตประยูรศักดิ์  เปิดเส้นทางเข้าออกแก่ชุมชนไปยังสถานีรถไฟฟ้าหลักหก ทำสะพานข้ามระหว่างชุมชนกับวัดรังสิต โรงเรียน และสถานีอนามัย และจัดทำระบบลำรางระบายน้ำแบบเปิดป้องกันน้ำท่วม

“การกั้นรั้วปิดทางเข้าออกครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านโดยสิ้นเชิง เหมือนกำแพงเบอร์ลิน เหมือนกำแพงแบ่งเขตเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ คนสองฝั่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันจะไปมาหาสู่กันไม่ได้ ชาวบ้านจะไปทำงาน จ่ายตลาด หาหมอ เด็กๆจะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ ถามว่าจะให้เราบุกป่าฝ่าดงไปหรืออย่างไร ตอนนี้เหมือนรฟท.ปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางกันเอง ผมไม่อยากให้นักการเมืองหรือทหารเข้ามายุ่ง มันเป็นเรื่องจิตสำนึกของการรถไฟที่ต้องเอื้ออาทรให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าได้ และถนนเลียบทางรถไฟก็ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน”

ลัดดา อัมพร ชาวบ้านในชุมชนเดชาพัฒนา บอกว่า ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านเรื่องการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าสีแดง บางซื่อ-รังสิต เพียงแต่อยากได้ความชัดเจนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะกั้นรั้วแบบไหน อย่างไร

ถนนเลียบทางรถไฟฝั่งตะวันออกที่กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทางออกที่ยังไร้ข้อสรุป

เหตุผลหลักๆในการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) คือ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการก่อสร้าง และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สาธิต มาลัยธรรม วิศวกรที่ปรึกษาโครงการ  เปิดเผยระหว่างประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2558 ว่า รฟท.จำเป็นจะต้องสร้างรั้วกั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนข้ามไปมา เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

“ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีปัญหาทางเข้าออกชุมชนเกิดขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น ไม่มีข้อมูลแจ้งปัญหาในประเด็นนี้ แต่เมื่อรับทราบปัญหาทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะต้องมีการลงไปสำรวจพื้นที่เพื่อหาทางแก้ไข”

ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากชาวบ้านแล้ว

“เบื้องต้นเราคงทุเลาไปก่อนโดยให้เปิดทางเข้าออกได้ชั่วคราว ยังไม่ปิดแน่นอน ส่วนเรื่องแนวรั้วกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขยังไง สัปดาห์หน้าผมจะลงพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ขอยืนยันว่ารฟท.คำนึงถึงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังให้ทีมวิศวกรออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ได้ข้อสรุปแน่นอน

ทางออกของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ไม่เกินสัปดาห์หน้าคงรู้ผลว่า รฟท.จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้ง 4 ชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน

หนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

หมดยุค “เถ้าแก่” แจกอั่งเปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414631

หมดยุค "เถ้าแก่" แจกอั่งเปา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

แม้สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะคึกคัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามากว่า 1 ล้านคน แต่บรรยากาศการจับจ่ายภายในประเทศกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีลูกค้ามาซื้อทองคำเพื่อที่จะแจกเป็นอั่งเปาน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรมาก ก็ลดค่าใช้จ่าย และไม่นิยมแจกอั่งเปาเป็นทองคำ แต่จะจ่ายเป็นเงินสดแทน ส่วนใหญ่จะจ่ายโบนัสในช่วงปีใหม่แทน ซึ่งจะมีแต่คนจีนที่เป็นเถ้าแก่รุ่นอาวุโสเท่านั้นที่ยังแจกอั่งเปา แม้ว่าคนที่ได้รับอั่งเปาในช่วงตรุษจีนเป็นเงินสด จะมาซื้อทองเก็บไว้ก็น้อยลงมากเช่นกัน

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่าบริษัทห้างร้านที่ปกติจะซื้อทองคำแจกให้เป็นรางวัลลูกค้าก็ลดลงประมาณ 20-25% และลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทไม่มีกำไรมากเหมือนเมื่อก่อน

“เมื่อเปรียบเทียบราคาทองคำในช่วงปีใหม่กับช่วงตรุษจีนราคาทองคำก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยราคาทองคำในประเทศที่ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้ราคาทองคำลดลง ทั้งๆ ที่ราคาทองคำโลกยังคงทรงตัว อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้น-กลาง ประมาณไตรมาสแรก ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย” จิตติ กล่าว

วีรนาถ วัฒนศรี เจ้าของร้านขายขนมสำหรับไหว้ช่วงตรุษจีน ในย่านเยาวราช บอกว่า การซื้อสินค้าสำหรับไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นลดลงราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลเดียวกันในปีก่อน โดยลูกค้าจะหันมาซื้อสินค้าขนมไหว้ ในขนาดซองบรรจุที่ลดปริมาณลง ซึ่งแม้ว่าจะยังมีประชาชนเข้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องในย่านการค้าเยาวราชก็ตาม

“พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในช่วงตรุษจีนที่ตลาดเยาวราชในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจะยังมีลูกค้าหมุนเวียนตลอด แต่รูปแบบการซื้อของจะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยซื้อครั้งละจำนวนมากๆ หรือเป็นกิโลกรัม ตอนนี้ซื้อเฉลี่ย 2-5 ห่อ เพื่อเอาไปประกอบพิธีไหว้เท่านั้น ไม่ได้ซื้อขนมไปเพื่อแจกจ่ายเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา” วีรนาถ กล่าว

จากการสำรวจร้านค้ารายย่อยที่เปิดแผงจำหน่ายสินค้าทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคทั่วไป บริเวณริมทางเท้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเยาวราชในขณะนี้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติหายไป

ขณะเดียวกัน ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ยังพบว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เข้ามาหาซื้อสินค้าที่ร้านจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมเคยซื้อสินค้าหมวดอาหาร ขนม ที่มีปริมาณบรรจุกระป๋องขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้จะเลือกซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาได้พักใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าย่านการค้าตลาดเยาวราชในช่วงนี้อยู่ในภาวะทรงตัวมากกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตรุษจีนปีนี้จะมีการใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้มูลค่า 6,100-6,200 ล้านบาท เติบโต 2-3% ซึ่งจะมาจากกำลังซื้อของคนรุ่นเก่าวัยกลางคนถึงสูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากยังยึดมั่นกับการประกอบพิธีไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กลุ่มลูกหลานจีนรุ่นใหม่ พบว่า ค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่ายตามปัจจัยด้านกำลังซื้อ และคาดว่าเม็ดเงินจากลูกค้ากลุ่มนี้อาจไม่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลให้เทศกาลตรุษจีนในระยะข้างหน้าไม่คึกคักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สภาพเศรษฐกิจ สังคม และกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูกหลานคนจีนเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ มีการแยกครอบครัวไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังมีความเชื่อความศรัทธาเช่นคนรุ่นก่อน แต่อาจมีอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการไหว้ เช่น ข้อจำกัดของที่พักอาศัยอย่างอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม ทำให้ไม่สะดวกต่อการประกอบพิธีไหว้ หรือการที่ลูกหลานจีนรุ่นใหม่บางส่วนที่แม้จะยังคงมีความต้องการสืบทอดประเพณี แต่ก็ติดปัญหาความเข้าใจในการจัดของเซ่นไหว้ด้วยตัวเอง อีกทั้งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เป็นต้น”

ธเนศ ศิริกิจ นักวิชาการด้านการตลาดรุ่นใหม่ และที่ปรึกษากลยุทธ์การตลาดองค์กรหลายแห่ง กล่าวว่า กำลังซื้อผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านแนวโน้มการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ลดขนาดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านทฤษฎี PETS ประกอบด้วย 1.การเมือง (Political) จากบรรยากาศทางการเมืองต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้บริโภคส่วนหนึ่ง และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายสินค้าเหมือนในช่วงที่สถานการณ์ปกติ

2.เศรษฐกิจ (Economic) จากภาพรวมเศรษฐกิจถดถอย กระทบต่อกำลังซื้อสินค้าผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงด้านอารมณ์ที่ซื้อด้วยความน่าเชื่อถือหรือศรัทธาที่มีต่อสินค้า กิจกรรมต่างๆ ที่ลดลงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

3.เทคโนโลยี (Technology) ที่เข้ามาใกล้ชิดกับรูปแบบการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากการใช้อินเทอร์เน็ต มีดิจิทัลเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ในปัจจุบันมีการกราบไหว้หรือร่วมกิจกรรมประเพณีต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมากขึ้น

ปัจจัยสุดท้าย 4.สังคม (Social) อาจรวมถึงด้านวัฒนธรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คนยุคใหม่ ที่มีการศึกษามากขึ้น และมองต่อไปยังด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า อีโคโนมิก แมน (Economic Man) กล่าวคือ การจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ว่าจะมีผลกระทบ หรือสอดคล้องกับการทำงานที่มีอยู่หรือไม่

“หากเป็นกิจกรรมทางประเพณีที่มีผลกับการทำงาน เช่น เทศกาลตรุษจีนที่มีระยะเวลาหยุดยาว คนรุ่นใหม่ก็อาจให้ความสำคัญลดลง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มีอยู่ เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาทำกิจการส่วนตัวกันมากกว่าการเป็นพนักงานประจำ” ธเนศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ยุคของคนรุ่นเจนวาย ที่อาจมองว่าประเพณีเทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมที่ทำสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า ทำให้ขาดความลึกซึ้งต่อประเพณี ต่างกับคนรุ่นก่อนที่มีต่อเทศกาลนี้ ที่ทำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือระลึกถึงบรรพบุรุษ ไปจนถึงความเชื่อด้านกราบไหว้สถานที่ความเชื่อทางศาสนา เพื่อสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เป็นต้น

“กลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าต่อกิจกรรมประเพณีต่างๆ ที่มีปริมาณลดลง ด้วยต้องการซื้อของเพื่อไปกราบไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น เป็นการแสดงออกต่อเทศกาลเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น” ธเนศ กล่าว

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นนิวเจเนอเรชั่นกำลังจะเข้ามามีบทบาทสูงต่อกำลังซื้อในยุคนี้ ขณะที่กำลังซื้อกลุ่มคนรุ่นเก่าก็จะค่อยๆ ลดลง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น

 

“ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด” ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414270

"ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด" ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีสุดสะเทือนขวัญ กลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวและโยนลงเหวอย่างเหี้ยมโหด เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กฎหมายควรเพิ่มโทษคดีข่มขืนให้ประหารชีวิตสถานเดียวและไม่ควรให้มีการอภัยโทษคนกลุ่มนี้เด็ดขาด

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า หลายประเทศทั่วโลก เห็นตรงกันแล้วว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดคดีข่มขืน ด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง และอาจส่งผลเสียอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

“ถ้าโทษอย่างเดียวของการข่มขืน คือ ประหาร ผลที่ตามมาก็คือ หนึ่ง เหยื่อทุกรายจะตาย เนื่องจากเกิดการฆ่าปิดปากและอาจมีการอำพรางศพร่วมด้วย สอง หากกระบวนการยุติธรรมผิดพลาด อาจมีกรณีจับแพะหรือเกิดการใส่ร้ายขึ้น สาม อาจมีการติดสินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากผู้ต้องหาทราบล่วงหน้าแล้วว่า มีความตายรออยู่และจะพยายามวิ่งหาทางเอาตัวรอดทุกช่องทาง จนอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น จากการเปลี่ยนแปลงหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ กล่าวว่า ทุกครั้งเมื่อปรากฎคดีที่มีการกระทำความผิดรุนแรง ด้วยอารมณ์โกรธแค้นของสังคม หลายคนต้องการให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือ เรายังไม่ทราบสาเหตุ แรงจูงใจของการกระทำผิดที่รอบด้านเพียงพอ หลายเคสมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน บางเคสกระทำเพื่อล้างแค้นและข่มขืนเป็นพลพลอยได้ที่ตามมา  ประหารชีวิตได้ความสะใจและข่มขู่คนบางกลุ่มในสังคมได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

บทลงโทษของกฎหมายไม่ได้มีไว้แก้แค้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำความผิด การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่ไม่ให้โอกาสแก้ไขปรับตัวได้อีก สังคมอยากแก้แค้นหรือว่าข่มขวัญ  ขอให้เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเยาวชน

กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)  ที่บอกว่า กระบวนการยุติธรรม เชื่อในทฤษฎี “มนุษย์เราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้” เมื่อวันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์สภาพแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมและนิสัยก็เปลี่ยนได้ กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่ส่งคนเดิมหรือคนที่แย่กว่าเดิมกลับมา

รองปลัดยธ.ยืนยันว่า ที่ผ่านมาพบว่า ผู้กระทำความผิดซ้ำซากนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยเด็กและเยาวชน พบว่ามีเพียง 12 เปอร์เซนต์ ขณะที่ผู้ใหญ่มีประมาณ 14 เปอร์เซนต์ เพียงแต่ถูกนำไปเสนอเป็นข่าวบ่อยครั้ง

“คนที่กระทำอาชญากรรมนั้นจิตใจไม่ได้อยู่ในลักษณะปกติที่จะมีตรรกะความคิดถึงผลที่จะตามมา  การกระทำความผิดแต่ละครั้งมีองค์ประกอบร่วมมากมาย ทั้งภาวะในจิตใจของเขาเอง สภาพแวดล้อมและการเย้ายวนจากปัจจัยภายนอก ผมเองเคยสัมภาษณ์เยาวชน ผู้ต้องหาคดีข่มขืน พบว่า เด็กที่ก่อเหตุ บางรายมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ ช่วยเหลือตัวเองบ่อยครั้ง และเคยมีความสัมพันธ์กับสัตว์ วันดีคืนดี พบเจอเหยื่อแต่งตัวเย้ายวนในที่มืด ประกอบกับจังหวะและโอกาส ความเสี่ยงที่จะก่อเหตุก็เพิ่มมากขึ้น สังคมต้องดูปัจจัยต้นทางอย่างรอบด้าน

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ไม่มีใครสนับสนุนหรืออยากให้เกิดอาชญากรรม แต่โอกาสในการแก้ตัวคือสิ่งที่เขาควรได้รับ ซึ่งภายในคุกมีการจำแนกความผิดและแนวทางพัฒนาผู้ต้องหาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าหลายคนเรียนจบปริญญาตรี  การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ธรรมมะศึกษาและวิชาชีพ จนสามารถปรับตัวออกมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ในสังคม

ปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ในแง่จิตวิทยา จิตแพทย์ระบุว่า การปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ในประเด็นดังกล่าว โดยมีดังใจความสำคัญดังนี้

งานวิจัยและบทความมากมายทางด้านอาชญาวิทยา ระบุตรงกันว่า อสูรร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใน 1 วัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยนานนับปี คดีเล็กๆที่เคยก่อขึ้นถูกละเลยและพัฒนากลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ ทุกๆ คดีมักมีสัญญานนำมาก่อน สัญญานที่ล่องหนในสายตาของคนในสังคม และเมื่อนำฆาตกรคดีสะเทือนขวัญทั้งหลายมาสัมภาษณ์ เกือบทั้งหมด เคยผ่านชะตาชีวิตอันโหดร้ายเกินกว่าจินตนาการมาแล้วทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจถ่ายทอดบาดแผลของตัวเองไปให้ผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุด

“ผมเองก็เคยได้คุยกับคนกลุ่มนี้ครับ บอกได้คำเดียวว่าประวัติอดีตยาวพรืดเป็นหน้า แถมดราม่าแบบละครไทยชิดซ้ายเลย เราควรกลับมาถามตัวเองว่า ชุมชนแบบไหน สังคมแบบไหน ที่ผลิตฆาตกร 4 คนให้มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน  เราพลาดเรื่องราวอะไรไปก่อนหน้านี้รึเปล่า คนในชุมชน เคยรับรู้ปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร ครูที่โรงเรียน เคยเห็นพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ จัดการอย่างไร ตำรวจ เคยได้รับแจ้งคดีเล็กๆน้อยๆหรือไม่ ติดตามต่อเนื่องอย่างไร แพทย์ เคยได้ตรวจและสงสัยเรื่องยาเสพติดหรือไม่ ส่งต่อไปยังใคร สังคมสงเคราะห์ เคยได้มีบทบาทหรือไม่ เพราะอะไร หรือ คนกลุ่มนี้ เขาแค่ ‘Invisible’ ในขณะที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับการปรับบทลงโทษทั้งหลาย …เรากำลังจมอยู่กับปลายสุดของปัญหารึเปล่า เรากำลังมองข้ามเส้นทางสู่อสูรร้ายก่อนหน้านี้รึเปล่า หรือว่าเราเคยมองเห็น แต่คิดไปว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา…เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ”

นพ.วรตม์ระบุว่า “สังคมไทย อาจจะยังมีเด็กชายผู้ล่องหน อีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่ดันโชคร้ายเพราะยังต้องหายใจอยู่ ทนอยู่กับ ‘บาดแผลที่ไม่มีใครมองเห็น’ และรอวันที่จะส่งต่อบาดแผลนั้นให้ผู้บริสุทธิ์รายถัดไป”

 

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ “เยาวชนทำผิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413838

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ "เยาวชนทำผิด"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีกลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงหนุ่มคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวก่อนโยนลงเหว กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมโดยเฉพาะประเด็นการลงโทษ ที่ผู้คนบางส่วนมองว่าควรมีการพิจารณาคดีและลงโทษเยาวชนที่ก่อเหตุในครั้งนี้เช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่โหดร้ายทารุณ

ขณะที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้เปิดช่องให้มีการโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ตาม มาตรา97 ที่ระบุว่า “คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา เด็ก หรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อลองสืบค้นกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศต่างๆ ก็พบว่ามีหลักคิดและแนวทางการพิจารณาแตกต่างกัน ซึ่งใน วิทยานิพนธ์ ของ อโนทัน ศรีดาวเรือง คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เรื่อง “การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา : ศึกษากรณีอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวในการโอนคดี ตามมาตรา 97 วรรคสอง” ได้ศึกษากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนใน 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ แคนาดาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ฝรั่งเศส” กระทำผิดร้ายแรงไม่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กเเละเยาวชน เมืองน้ำหอม มีการกำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น หรือเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปี จะได้รับโทษอาญาเพียงบางส่วนรวมถึงการให้ความสำคัญด้านการศึกษาเเก่เด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิด มากกว่าการควบคุมเพื่อลงโทษ เป็นต้น

เเต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายเเรงมากๆ เด็กเเละเยาวชน นั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองที่เป็นพิเศษเเบบนี้ โดยการพิจารณาพิพากษาเเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุงเเรงต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้สำนึกในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ  ซึ่งเด็กเเละเยาวชนที่กระทำผิดอาญาในเเต่ละช่วงอายุ จะมีความรับผิดทางอาญา เเตกต่างกันออกไป โดยเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุตั้งเเต่ 16-18 ปี เมื่อต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกอาจถูกคุมขังในเรือนจำเเละอาจไม่สามารถอาศัยข้ออ้างในเรื่องความเด็กหรือเยาวชนมา เป็นข้อยกเว้นได้

และ เนื่องจากฝั่งเศส มีเเนวโน้มว่าผู้กระทำผิดอาญาเป็นผู้มีอายุน้อยมากขึ้น จึงได้มีการกำหนดโทษสำหรับเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 13 – 18 ปี โดยกำหนดอัตราโทษจำคุกไว้อย่างสูง 5 ปี เเละ มาตรการทางเลือกได้เเก่ การคุมประพฤติ การควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ การบำบัดโดยชุมชนเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายสำหรับเด็กเเละเยาวชน ของฝรั่งเศส กำหนดเกณฑ์อายุสูงสุดของความเป็นผู้เยาว์ ไว้ที่ อายุ 18 ปี ฉะนั้นหากบุคคลเหล่านี้เเม้จะได้กระทำผิดอาญาที่ร้ายเเรงเพียงใด ก็ไม่อาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของฝรั่งเศส จึงอยู่ภายใต้ ศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น จึงทำให้ศาลเยาวชนเเละครอบครัวไม่มีการโอนคดีไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

การกระทำผิดที่ร้ายเเรงมากๆ การพิจารณาพิพากษาคดี เเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุนเเรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้ สำนึกในการกระทำผิด โดยมาตราการสูงสุด อย่าง “การจำคุก” หากเยาวชนอายุ 16 ปี เเต่ไม่เกิน 18 ปี ได้กระทำผิดซ้ำสองครั้งหรือมากกว่า หรือกระทำผิดอาญาร้ายเเรงหรืออาจถูกศาลพิพากษาให้จำคุก โดนไม่มีอาจนำความเป็นเยาวชนมาอ้างต่อศาลได้

“เยอรมัน” จำคุกสูงสุด 10 ปี-ไม่มีการโอนคดีไปศาลธรรมดา

กฎหมายศาลคดีเด็กเเละเยาวชนของเยอรมนี ศาลจะใช้มาตรการการลงโทษจำคุกกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ต่อเมื่อศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่า การกระทำนั้นเเสดงให้เห็นว่าเด็กหรือเยาวชน มีเเนวโน้มที่จะกระทำผิดอีกหากไม่ถูกลงโทษเเละการใช้มาตรการควบคุมหรือมาตรการทางวินัยไม่เพียงพอ หรือในกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีลักษณะร้ายเเรง โดยมีโทษจำคุกอย่างต่ำ 6 เดือน เเต่ไม่เกิน 5 ปี

“หากเป็นการกระทำที่มีความผิดอาญาร้ายเเรง โทษจำคุกอย่างสูงจะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 10 ปี (โดยไม่นำโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นในกฎหมายอาญามาใช้บังคับกับเด็กเเละเยาวชน) เเต่ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกแบบใดก็ตาม ต้องมีการให้การศึกษาเเก่เด็กและเยาวชนควบคู่กันไปเสมอ”

โดยสรุปประเทศอินทรีเหล็ก ไม่มีการโอนคดีที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดร้ายแรงไปยังศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีธรรมดา

“เเคนาดา” ความผิดร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ประเทศแคนาดา ได้กำหนดความรับผิดทางอาญาของเด็กเเละเยาวชน โดยถือเกณฑ์อายุขณะกระทำความผิด คือมีอายุตั้งเเต่ 12 ปีขึ้นไปเเต่ไม่ถึง 18 ปี  เยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของเเคนาดา ได้รับการพิจารณาเเละพิพากษาคดี ในศาลเยาวชนเเละครอบครัวเท่านั้น ไม่ต้องมีการโอนคดีเยาวชนไปพิจาณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

โดยการกระทำความผิดอาญาร้ายเเรง ถูกกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเเละไตร่ตรองไว้ก่อน , ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น , ความผิดฐานพยายามฆ่า , ความผิดฐานมิได้มีเจตนาฆ่าเเต่ทำร้านผุ้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงเเก่ความตาย ,ความผิดฐานข่มขืนผู้อื่นจนเป็นผู้ถูกข่มขืนได้รับอันตรายสาหัส

“หากเยาวชนได้กระทำความผิดร้ายเเรง เเละพิจารณาพฤติการณ์ทั้งปวงเเล้ว เห็นว่า การลงโทษวิธีการสำหรับเด็กเเละเยาวชน ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเเก้ไขเเละบำบัดฟิ้นฟูผู้กระทำความผิดได้ ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา เเต่ก่อนนั้นจะมีการไต่สวนพิจารณาเเวดล้อมต่างๆ อย่างรอบคอบ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้อัยการ ที่ปรึกษากฎหมายของเยาวชนเเละครอบครัว เข้าร่วมในการพิจารณาด้วย”

อนึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา ต่อเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาร้ายเเรง อยู่ภายใต้หลักการ ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเยาวชนนั้น ต้องแยกเด็ดขาด จากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานของปรัชญาในการลงโทษเด็กเเละเยาวชน ว่าเป็นการค้นหาสาเหตุของการกระทำความผิด เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข ฟื้นฟูเเละให้เด็กกลับคืนสู่สังคม โดยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุขเเละสังคมมีความปลอดภัย

หากท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งให้ลงโทษทางอาญา จะมีโทษจำคุกดังนี้

1. ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 14-15 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder (การฆ่าคนโดยมีเจตนาร้ายและได้วางแผนการไว้ล่วงหน้า) , Second degree murder (ฆ่าโดยเกิดจากสิ่งเร้า ไม่ได้มีการเตรียมการหรือไตร่ตรองล่วงหน้า) หรือจำคุกตลอดชีวิต จะได้รับมาตรการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 5-7 ปี

2.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 10 ปี

3.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ Second degree murder  หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 7 ปี

ที่มา  http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/153990.pdf

 

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร “ซูชิ-ซาชิมิ” ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413606

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร "ซูชิ-ซาชิมิ" ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

โดย….วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากมีกระแสลูกค้าออกมาโวยว่ารับประทานอาหารประเภทปลาดิบ หรือ “ซาชิมิ” จากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง แล้วเกิดอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษ กลายเป็นเหตุให้กองสุขาภิบาลอาหาร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโรคจริง

เรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ถึงร้านอาหารญี่ปุุ่นทุกร้านว่า แท้จริงแล้วกรรมวิธีการคัดเลือกสรรและปรุง ก่อนเสิร์ฟลงจานให้แก่ผู้บริโภคมีมาตรฐานความปลอดภัยแค่ไหน

ขั้นตอนปรุง”ปลาดิบ”อย่างมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น เชฟเบนซ์-พงษ์พันธุ์ พลละคร จากร้าน The Crib – Japanese Sushi & Fusion Restaurant กล่าวว่า มาตรฐานชั้นสูงของการปรุงแต่งอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ  ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบโดยผู้เชี่ยวชาญ เลือกปลาที่สด สะอาด จากสถานที่ที่ได้รับการยอมรับ ก่อนนำมาแล่ด้วยกรรมวิธีที่สะอาด และห่อด้วยพลาสติกแรปถนอมอาหาร เก็บไว้ในช่องแช่แข็งภายใต้อุณหภูมิติดลบ 18 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้อาหารสด และปลอดจากเชื้อโรค

ขณะที่การแปรรูปพร้อมจำหน่ายในระหว่างวันนั้น ซาชิมิจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และไม่ทำให้ปลาแข็ง ทั้งหมดเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ร้านระดับมืออาชีพใช้กัน 

ทั้งนี้ การรับประทานเนื้อดิบ ต้องรับประทานภายในระยะเวลา 3 วัน หลังจากนั้นต้องนำไปปรุงสุก ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เชฟเบนซ์ บอกต่อว่า ร้านอาหารคุณภาพจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจวัดปริมาณค่าความปลอดภัย เชื้อโรค แบคทีเรียที่อยู่ในปลาดิบ ไม่ให้เกินค่ากำหนด อันเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค รวมทั้งถูกตรวจความสะอาดของสภาพแวดล้อมภายในร้านอย่างสม่ำเสมอจากทางกทม. ขณะเดียวกันเชฟทุกคน ยังต้องผ่านการสอบ “ผู้สัมผัสอาหารตามมาตรฐานกรมอนามัย” ทั้งหมดเหมือนเป็นใบรับรอง และตัวชี้วัดให้ลูกค้ามั่นใจ

สำหรับร้านอาหาร “ซูชิและซาชิมิ” ตามตลาดนัดหรือข้างทาง เนื้อดิบจากร้านเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทาน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

“ซูชิและซาชิมิ ราคาถูกที่วางขายกลางแดด ริมถนน หรือตามป้ายรถเมล์ ส่วนใหญ่อยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไม่มีตู้แช่ ยิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ โอกาสที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ร้านพวกนี้แล่ปลาตอนเช้า กว่าจะปั้นซูชิเสร็จก็ราว 2 ชั่วโมง ขนย้ายอีก 1 ชั่วโมง จากนั้นเป็นเวลาของการจัดเตรียมหน้าร้าน เบ็ดเสร็จ 5 ชั่วโมงตั้งแต่กระบวนการแร่ถึงจำหน่าย พ่อค้าแม่ค้าบางคนยังขาดความสะอาด หยิบเงินทอนให้ลูกค้า แล้วมาจับอาหารต่อ  แล่ปลาชนิดหนึ่งเสร็จ ตามหลักจำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดมีดก่อนกลับไปแล่ปลาชนิดอื่นต่อ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเชื้อโรคได้มาก”

เชฟเบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สุขลักษณะของพ่อครัวสำคัญไม่แพ้วัตถุดิบ บางคนพักเบรค เข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่ กลับเข้ามาทำอาหารไม่ล้างมือ บางคนเกาหัวเสร็จ จับมีด คว้าข้าวปั้นซูชิ ก็อาจจะนำมาซึ่งการปนเปื้อนของแบคทีเรียได้ ต้องยอมรับว่า คุณภาพของปลาดิบขึ้นอยู่ที่ความเป็นมืออาชีพของเชฟแต่ละคน

รัชพล ธนินโชติกร

คำแนะนำจากเชฟ วิธีเลือกกินปลาดิบคุณภาพ 

รัชพล ธนินโชติกร ผู้เป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้าน  “KOKEN Sushi & Dining Bar”  (โคเคน)  แนะนำถึงผู้บริโภคว่า การเลือกสรรร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ ให้เริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อมภายในร้าน ดูใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารที่ติดอยู่ภายใน ซึ่งการันตีได้จากสำนักงานเขต สุดท้ายการตรวจสอบที่ดีที่สุด คือการสัมผัสลิ้มรสด้วยตัวเอง

“เชื้อโรคมองด้วยตาเปล่านั้นยาก จะให้ผู้บริโภคเดินดู หาป้ายยืนยันความปลอดภัยด้วยตัวเองก็ดูยุ่งยากเกินไป พื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆคือ สังเกตความสะอาดเรียบร้อยก่อนเข้าใช้บริการ เมื่อลองทานแล้ว ให้ใช้สัมผัสที่เรามี อย่างเนื้อปลา ของดีต้องสีต้องสด ไม่ซีด ไม่ขุ่นมัว กลิ่นต้องไม่มี เนื้อต้องแน่น เคี้ยวแล้วรู้สึกเฟิร์ม ไม่เละ แบบนั้นคือคุณภาพดี”

รัชพล บอกว่า ปลาสดต้องเก็บอยู่ที่อุณหภูมิ 4- 10 องศา ไม่เช่นนั้น หากเกิน 2 ชั่วโมง นับว่าเสี่ยงที่จะถูกปนเปื้อนจากแบคทีเรียและเน่าเสีย อย่างไรก็ดี ทุกอย่างเป็นไปตามราคา จะเอามาตรฐานของมืออาชีพไปเทียบกับร้านค้าข้างทางนั้นเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ผู้บริโภค จะเลือกคุณภาพแบบไหน ราคาแบบใดให้เหมาะสมกับตัวเอง

“เนื้อปลาแซลมอนนำเข้า”ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

เมื่อเร็วๆนี้ จารุวรรณ ลิ้มสัจจะกุล ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างปี 2555-2558 เพื่อหาโลหะหนัก 3 ชนิดคือ ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พบว่า จากตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอน 78 ตัวอย่าง พบปนเปื้อน “สารปรอท” 46 ตัวอย่าง หรือมากกว่า 59 % ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ โดยปริมาณที่พบคือ 0.01-0.04 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารตะกั่ว” จากตัวอย่างทั้งหมด 62 ตัวอย่าง พบ 5 ตัวอย่างปนเปื้อน ปริมาณที่พบน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารแคดเมียม” จากตัวอย่างทั้งหมด 153 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนใน 3 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบ 0.02-0.12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

กล่าวโดยสรุปคือ จากการตรวจปริมาณโลหะหนัก 3 ตัว พบการปนเปื้อนในปริมาณต่ำ ไม่เกินจากประมาณที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด กรณีของแคดเมียมนั้นประเทศไทยไม่มีประกาศกำหนดปริมาณไว้ แต่ก็ได้นำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานโคเด็กซ์ และมาตรฐานของอียู ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ยังอยู่ในประมาณต่ำ ดังนั้นจึงถือว่าเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กล่าวว่า ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อโรค และพยาธิ แต่หากอยากรับประทานอาหารญี่ปุ่น ขอให้เลือกซื้อในร้านที่มีสุขลักษณะการผลิตที่ดี สุขอนามัยส่วนตัวของผู้ประกอบอาหารต้องดี ไม่เป็นพาหะของโรคติดต่อบางชนิด ขณะเดียวของสดที่เอามาทำซาชิมิต้องมีเกรด หากจะซื้อกลับมาทำรับประทานเองที่บ้าน ขอให้เลือกซื้อชนิดที่ใช้สำหรับการทำซาชิมิโดยเฉพาะ เลือกจากร้านที่เก็บไว้ในอุณหภูมิที่พอเหมาะและสะอาดอย่างแท้จริง

รู้อย่างนี้แล้ว คนไทยจำนวนมากที่หลงใหลความสด อร่อยเเบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น อย่าลืมเลือกสรรร้านที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพตัวเองด้วย

 

ผิดคิวสะท้อนร่องรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571377

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ก.พ. 2559 05:01

 

อย่างน้อยก็สะท้อนว่า ไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน

จากปรากฏการณ์ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โยนทุ่นสูตรใหม่ ขยายเวลาโรดแม็ปจาก 6-4-6-4 เป็น 6-4-8-5 ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นปลายปี 2560

ชิงล็อกคิวตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่

ซึ่งนั่นก็เป็นจังหวะการ “หักมุม” กับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินไปทั่วโลก ตั้งแต่ก่อนการเปิดโชว์โฉมร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ร่างแรกเรียงรายมาตรา

ยืนยันเลย ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะโดนคว่ำหรือไม่ ก็ต้องพยายามจัดเลือกตั้งให้ได้ในเดือนกรกฎาคม 2560 ตามโรดแม็ป

“ประยุทธ์-มีชัย” ไปกันคนละทิศ “ผิดคิว” กันอย่างจัง

เรื่องของเรื่อง มันก็ทำให้เกิดช่องโหว่ที่มองจากภายนอกเห็นร่องรอยของอาการ “จูนคลื่น” ไม่ตรงกัน หางเสือ “เรือแป๊ะ” เริ่มไปกันคนละทาง

จุดหมายปลายทางชักจะเคว้งคว้าง

ที่แน่ๆว่ากันตามบรรยากาศโดยรวมมันก็เริ่มไม่ขลัง ตามแนวโน้มอย่างที่นายมีชัยประกาศแกมขู่ฝ่ายต่อต้าน ถ้าคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ เจอร่างใหม่อาจจะโหดกว่าเดิม

แต่นักเลือกตั้งอาชีพไม่ได้แหยงกลัวเลย

และก็เป็นอะไรที่สังเกตว่า มวยเก๋าที่ซุ่มมานาน เริ่มออกจากมุมกันแล้ว

ตามจังหวะการออกมาของนักการเมืองรุ่นเดอะอย่างนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ที่พูดชัดเลยว่า ไม่มีประเทศใดในโลกสงบสุขร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ทุกประเทศแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้ง

เตือนนักรัฐประหารให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่เป็น “จุดจบ” ของนักรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นรุ่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นพลเอกเป็นจอมพลทั้งนั้น แต่อยู่รอดปลอดภัยกี่คน

จุดจบโดนประชาชนขับไล่ ไปไม่รอดสักราย

แน่นอน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมองข้ามหรือเอาหูทวนลมได้ แต่บังเอิญด้วยเกียรติประวัติครั้งอดีตของนายอุทัย เคยติดคุกเพราะเป็นหัวขบวน ส.ส.ยื่นฟ้องศาลให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารยุคจอมพลถนอม ในโทษฐานกบฏมาแล้ว

มีประกาศนียบัตรการันตีด้วยวีรกรรมห้าวๆกับท็อปบูต

คำเตือนของยี่ห้อ “อุทัย พิมพ์ใจชน” ถึงขุนทหาร ย่อมดังกว่าบุคคลอื่น

และที่ลืมไปไม่ได้ ในจังหวะที่กระแสคว่ำรัฐธรรมนูญ เร้าการเลือกตั้งตามโรดแม็ป หันไปอีกด้านก็ชิงพื้นที่ข่าว มีความเคลื่อนไหวบนสื่อตลอด กับฉากที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายทัวร์ ทำบุญ ในพื้นที่อีสาน ภาคกลาง เหนือ

ลากกระแสเลี้ยงเรตติ้งได้ต่อเนื่อง ไม่มีตก

ตามกระแสข่าวล่าสุดที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด ได้เคาะโต๊ะสรุปความผิดอดีตนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ส่งให้ขุนคลังเดินหน้าลุย

เช็กบิลหลักแสนล้านบาท

ล้อกับสัญญาณจากฝ่ายคุมเกมอำนาจที่ส่งผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ที่นั่ง “ทางใน” ส่อง “ทางนอก” บอกไว้ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ว่า ช่วงกลางปีนี้ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์จะบินหนี ตามรอยพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไประหกระเหินอยู่ต่างประเทศ

ถูกตราหน้าจากฝ่ายต่อต้านในเมืองไทยว่า “ขี้โกง” หนีคดี

แต่อย่างไรก็ดี จับลีลา ประเมินการเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำหญิงที่ยังนิ่ง เดินสายพบปะกองเชียร์แบบชิวๆเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนกับชะตาเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางที่รออยู่ข้างหน้าอันใกล้

ในมุมมองของนักเลือกตั้งอาชีพต่างก็ฟันธงตรงกัน เทียบกันพี่กับน้อง

“ยิ่งลักษณ์” ใจถึงกว่า “ทักษิณ” เยอะ.
ทีมข่าวการเมือง

การเมืองต้านร่างรัฐธรรมนูญ“มีชัย”สุดลิ่ม : ปล่อยผ่านชาติพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570706

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ก.พ. 2559 05:01

 

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะถูกคว่ำ”

ถ้อยคำสำนวนที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ย้ำหัวหมุดผ่าน ทีมข่าวการเมือง หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ยกร่างเสร็จมีทั้งหมด 270 มาตรา เปิดโฉมหน้าต่อสาธารณะ

สาเหตุที่จะต้องคว่ำในชั้นการทำประชามติ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.ค.59 เพราะขณะนี้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญมุ่งหวังให้ชนชั้นนำเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดของประเทศไทย โดยวางกลไกควบคุมการบริหารราชการในอนาคตให้ดำรงอยู่ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำหน้าที่เหมือนข้าราชการประจำ ทำตามกรอบที่กำหนดไว้อย่างเดียว

แต่โครงการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนจะทำไม่ได้

โดยเฉพาะผลการประชุมผู้นำทางเศรษฐกิจโลกระบุว่า โลกยุคนี้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง จะเกิดภัยคุกคามประเทศรูปแบบใหม่ๆ

ทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ ทุกประเทศจะต้องออกแบบวางระบบให้แก้ปัญหาทันต่อสถานการณ์

แต่ กรธ.กำลังวางระบบประเทศให้ย่ำอยู่กับที่ ถึงเวลานั้นจะทำให้แต่ละปัญหาคลี่คลาย ได้ยากมาก

เห็นได้จากการออกแบบระบบรัฐสภา เริ่มตั้งแต่ที่มาของ ส.ว. ปกติเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกมา ในยุคที่แย่หน่อยก็ให้ประชาชนเลือกเข้ามาครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด ยังพอมีอะไรยึดโยงกับประชาชน

มาถึงวันนี้ กรธ.พูดเหมือนดูดี ตัดทิ้งอำนาจการถอดถอนของวุฒิสภา แต่ยังมีอำนาจตัดสิน คัดเลือกบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจสร้างระบบตัวแทนสืบทอดอำนาจต่อไป

รวมถึงการออกแบบระบบการเลือกตั้งนำไปสู่การมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ตัดสิทธิของประชาชนในการแยกเลือกผู้สมัคร ส.ส.โดยการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว สะท้อนให้เห็นว่า กรธ.กำลังลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ

นำไปสู่การต่อรองทางการเมืองและจะนำไปสู่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ใช่ ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรีได้

แม้พยายามใช้คำพูดสวยหรูกำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน แต่ภายใต้สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดตัวบุคคล เสนอชื่อผ่านพรรคการเมืองเล็กๆน้อยๆได้และกับพรรคการเมืองบางพรรคที่จะใส่ชื่อนายกฯคนนอกกลับเข้ามาก็ได้

พูดให้ชัดเจนคือผู้มีอำนาจจะกำหนดให้คนนอกเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่ประชาชนตัดสิน ไม่ยึดโยงกับประชาชน

แถมยังเปิดช่องให้ ส.ส.ไม่ต้องอยู่ในกรอบของพรรคการเมือง ซึ่งคอยควบคุมวินัยและความประพฤติของนักการเมืองเหมือนประเทศอารยะทั่วไป สภาพพรรคการเมืองย่อมไร้ความหมาย ทำให้รัฐสภาที่มีจุดยึดโยงกับประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบ กลั่นกรองคนต่างๆก็ไร้น้ำหนักและไม่มีการควบคุมดูแล

ความจริงพรรคการเมืองและนักการเมืองต้องพัฒนาให้เป็นหน่อเนื้อเดียวกัน ระบบการกลั่นกรองคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองจะสูงตามมา ได้นักการเมืองที่ดี

มีอีกปมที่สำคัญมาก คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) สมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถือว่าองค์กร คปป.มีอำนาจเหนืออธิปไตย แต่เมื่อหลายฝ่ายออกมาคัดค้านถึงขั้นต้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป

พอถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย องค์กรนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่อำนาจขององค์กรนี้บางส่วนไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

หากประเทศไทยมีวิกฤติประชาธิปไตยหรือวิกฤติของประเทศก็จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด และศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจถึงขั้นตีความรัฐธรรมนูญ

และยังมีอำนาจไปถึงขั้นเกือบอาจจะกำหนดบทบัญญัติใหม่ตามการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ การปล่อยให้มีอำนาจมากขนาดนี้จะกลายเป็นปัญหาตามมาได้

เพราะเคยสร้างวิกฤติให้ประเทศหลายครั้ง จนพรรคเพื่อไทยถูกเครื่องจักรสังหารทางการเมืองเล่นงาน ไม่ยอมปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

ที่สำคัญโดยกระบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นมาทำให้รัฐธรรมนูญไม่อาจแก้ไขได้เลย เพราะต้องใช้เสียงวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 3 และเสียงจากทุกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

แต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ถ้าเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจจะต้องแก้ด้วยวิธีนอกระบบคือการปฏิวัติ ถ้าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจจะแก้ไขได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

ในบทเฉพาะกาลก็ชัดเจนว่ามุ่งมั่นที่จะสืบทอดอำนาจของกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจร่วมกันในการกำหนดกติกาประเทศ

ฉะนั้นถ้าปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยไม่มีการแก้ไขกติกาให้เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติของบ้านเมืองได้ยากมาก โดยเฉพาะการ
กำหนดให้องค์กรอิสระมีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภา ทำให้ขาดความเป็นอิสระในการบริหารราชการแผ่นดิน

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ยิ่งทำให้ประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ และยิ่งจะขยายโรดแม็ปออกไปอีกย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศ มิหนำซ้ำกลับสร้างปัญหาซ้ำเติมประเทศ

ฉะนั้นถึงเวลาที่ คสช.ต้องเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้เห็นภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ

ทำอย่างไรพรรคเพื่อไทยถึงจะรับร่างรัฐธรรมนูญ นายภูมิธรรม บอกว่า เท่าที่ดูยังไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้รู้สึกว่ารับไปแล้วประเทศจะมีทางออก เห็นแต่หนทางหายนะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้จะก่อตัวเป็นวิกฤติซ้ำและซ้อนขึ้นมา ในที่สุดสร้างความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ฉะนั้นในช่วงเวลาที่ยังมีอยู่ ขอให้นายมีชัยและ กรธ.อย่าไปสร้างสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ มันจะมีผลต่อประเทศอย่างมหาศาล

ขอให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ดี มีหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย กำหนดให้ประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศ

ถ้า กรธ.เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำทุกอย่างให้ประชาชนเข้ามาบริหารจัดการ

เมื่อทำเช่นนี้แล้วอย่าไปกลัววิกฤติประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติการเมือง เกิดปัญหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญขัดแย้งกันจนประเทศเดินไปไม่ได้

สุดท้ายรัฐบาลจะตัดสินใจยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งจะทำให้กลไกประชาธิปไตย มีการพัฒนาและปรับตัวให้ประเทศเดินหน้าไปได้

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับคิดแทนประชาชนทั้งหมด ไม่เปิดช่องให้ประชาชนได้เรียนรู้เอง โดยไปคิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

และนายมีชัยกำลังใช้ศักยภาพและความสามารถเชิงเทคนิค เพื่อหว่านล้อมและวาดรูปกำหนดรัฐธรรมนูญไปเอื้อกลุ่มอำนาจในปัจจุบัน แบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของประชาชนได้หรือไม่

สิ่งที่ชอบพูดว่ารัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์ต่อประชาชนล้วนเป็นนามธรรม

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยมากพอที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร นายภูมิธรรม บอกกว่า เชื่อว่านับจากนี้เป็นต้นไป เมื่อประชาชนและฝ่ายต่างๆที่ตกอยู่ในสภาวะประสบปัญหา ซึ่งเกิดจากศักยภาพการบริหารของรัฐบาลก็จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์

และเริ่มมองเห็นว่าหากปล่อยให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้

สุดท้ายเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมให้ผ่านแน่นอน

เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการก้าวไปสู่หายนะของชีวิตแต่ละคน

สุดท้ายบ้านเมืองจะพัง.

ทีมการเมือง

ผ่าความโปร่งใสผ่านอาการ “ประยุทธ์” หัวไม่ส่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570383

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2559 05:01

 

รอบข้างเป็นพิษ ชี้ชะตาผู้นำ

เมืองไทยหนาวยะเยือกเป็นประวัติการณ์ สั่นสะท้านไปตามๆกัน

ลมฟ้าอากาศแปรปรวน ในสภาพที่สังคมไทยก็ตกอยู่ในภาวะปรวนแปร ตามปรากฏการณ์กระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” กลายเป็นวาระสำคัญของชาติ

ถึงขนาดที่คนระดับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปยัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ต้องออกมาพูดถึงกระแสที่ไร้แก่นสาร ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องมาประชุมถกกัน

ว่าด้วยเรื่องการนำ “ตุ๊กตาลูกเทพ” โดยสารเครื่องบิน แทนที่จะเอาเวลาไปคิดอ่านการงานที่เป็นสาระ

ตามจังหวะเร่งด่วนที่ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาด้านมาตรฐานการบินที่ยังติดใบแดง

เรื่องไม่เป็นเรื่อง ดันกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้

ส่วนเรื่องที่หนีไม่พ้นต้องเป็นเรื่องแน่ๆ ตามคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงกำหนดโชว์ร่างแรกแบบรายมาตราในวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา

เนื้อหาก็อย่างที่แพลมๆออกมาเป็นข่าวก่อนหน้า โฟกัสปมท้าทายแรงเสียดทาน 3–4 มาตรา ที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมาตลอด ในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ระบบเลือกตั้ง การให้อำนาจองค์กรอิสระเหนือรัฐบาล

โดนตั้งแง่ๆว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย

เอาเป็นว่า ตามขั้นตอนก็แค่เปิดกันตามพิธีกรรมที่กำหนดไว้ในโรดแม็ป

และไฮไลต์ที่จับตากันจริงๆไม่ใช่แค่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลายเป็นเงื่อนไขตามบทเฉพาะกาล ที่ถูกจับจ้องปมการต่อท่ออำนาจ

ปูทางให้รัฐบาลทหาร คสช.ลากยาว

ซึ่งก็เป็นนายมีชัยที่ยอมรับเองเลยว่า จำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปปลายปี 2560 เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการร่างกฎหมายลูก 8 เดือน หลังจากนั้นอีก 5 เดือน จึงมีเลือกตั้ง

โยนเงื่อนปมเวลาใหม่เข้ามาหยั่งสถานการณ์

ทั้งๆที่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านด่านประชามติเลยด้วยซ้ำ

แต่ที่แน่ๆก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินกันทั่วโลกอีกครั้ง ตั้งแต่ก่อนเปิดโชว์รัฐธรรมนูญร่างแรกแล้ว

ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านประชามติหรือโดนคว่ำ

ประเทศไทยก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคมปี 2560 ตามโรดแม็ปไม่เปลี่ยนแปลง

“จะอยู่ทำไม ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว”

จับอาการ ประเมินอารมณ์ พล.อ.ประยุทธ์ เร่งวันคืนอำนาจ โดยไม่ผูกติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่

ย้ำแล้วย้ำอีก รัฐบาลทหาร คสช.ไปแน่ตามที่นัดกันไว้

แน่นอน อ่านไต๋กันตามเหลี่ยมเกมอำนาจ เบื้องต้นมันก็แค่ยุทธศาสตร์ในการลดแรงเสียดทาน รีบประกาศให้ฝ่ายต่อต้านได้รับรู้ธงล่วงหน้า

โดยเฉพาะการผ่อนคลายแรงกดดันจากนักเลือกตั้ง

แต่ขึ้นชื่อว่าทหารอาชีพที่สไตล์ดุดันอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในกำมือ เรื่องอาการแหยงนักการเมืองอาจจะเบาเกินไป

มันน่าจะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงกว่านั้น

ที่สำคัญเลย มันก็มีจุดเชื่อมโยงกันได้ เพราะในสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ชิงประกาศปล่อยไฟเขียวเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม กลางปี 2560

เร่งคิวชิ่งถอยจากจุดศูนย์กลางอำนาจ

ตามจังหวะมันก็ไล่เลี่ยๆกับปรากฏการณ์ร้อนๆที่ พล.อ.ประยุทธ์แฉออกอากาศเองเลยว่า มีคนระดับ ด็อกเตอร์รายหนึ่ง แอบอ้างชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ไปเรียกรับผลประโยชน์กับส่วนราชการ

ตีกินหัวคิวในการพิจารณาโครงการต่างๆ

โดยได้เบาะแสมาจากรายการ “คนค้นธรรม” ตอนขอความเป็นธรรมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เรียกรับทรัพย์ ผ่านทางยูทูบและช่อง WBTVwatyannawa ที่มีการสัมภาษณ์ผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจในวงการค้าข้าว

แฉขบวนการหลอกลวงที่มีนายทหารระดับ “เสธ.” อ้างเป็นตัวจักรสำคัญใน คสช. เป็นตัวละครสำคัญที่ไปเรียกรับผลประโยชน์จากการอ้างสามารถช่วยนำข้าวเสื่อมสภาพออกมาให้ได้

นายกฯชี้เป้าให้ “จับโจร” ที่แฝงอยู่ในขุมข่ายรัฐบาล

และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว “ด็อกเตอร์เดชจรัส ชาญรัตน์” อดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อสอบปากคำพร้อมแจ้งข้อหา “พยายามฉ้อโกง” หลังร่วมกับพวกอีก 3 ราย หลอกลวงผู้เสียหายว่า มีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวน 3 แสนตัน ขายให้ในราคาถูก

พยาน หลักฐาน ตัวละคร ครบตามข้อมูล

ซึ่งนั่นก็ต้องออกมาเคลียร์กันเป็นพัลวัน ในบรรดาผู้ที่อยู่ในข่ายโดนพาดพิง

โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันเป็นเชิงออกตัวเลยว่า คนที่แอบอ้างนั้นมีตลอด เรื่องนี้กวนใจมาก เพราะได้รับมอบหมายจากนายกฯให้ดูแลงานต่างๆหลายเรื่อง

เราตั้งใจทำให้เกิดความโปร่งใส แต่ยังมีบางกลุ่มหรือบางพวกไม่ต้องการให้เดินไปข้างหน้าด้วยการโจมตีตนเอง เขียนเรื่องส่งไปให้นายกฯกล่าวหาว่า ตั้งโครงการใหม่ๆเพื่อต้องการร่ำรวย เรื่องพวกนี้ทำให้เกิดความเสียหาย และทำให้การเดินหน้าต่อไปลำบาก เหมือนโดนเตะตัดขาอยู่เรื่อย เสี้ยมให้คนเกลียดกัน

ยืนยันที่ผ่านมา ทำงานมา 2 รัฐบาลแล้วไม่เคยแตะเงินสักบาท

ขณะที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็บอกปัดไม่รู้จักนายเดชจรัสเป็นการส่วนตัว ส่วน “เสธ.เปี๊ยก” หรือ พ.อ.จีระศักดิ์ จันทร์อวยชัย ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากเป็นนายทหารรุ่นน้องอาจจะรู้จัก แต่ถ้าก้าวล่วง แอบอ้างเอาชื่อตนไปหากินเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เกิดความเสียหายจะฟ้องดำเนินคดีแน่นอน

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็ปฏิเสธว่าไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และไม่เคยได้รับปลาสวยงาม ยังงงว่า มีชื่อตนเองได้อย่างไร

ตีกรรเชียงหนี “ขี้” เหม็นๆกันอุตลุด

แน่นอน ก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์จั่วหัวประจานไว้ตั้งแต่แรกว่า เป็นการ “แอบอ้าง” ดังนั้นรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายโดนพาดพิงย่อมไม่รู้เห็นด้วยเป็นธรรมดา

แต่ตามสภาพแห่งความเป็นจริง อย่างที่เข้าใจได้ในวงการ “นายหน้า”

ด้วยสถานะของตัวละครระดับ “ด็อกเตอร์” และระดับ “เสธ.” ทหาร ไม่ใช่ตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดา อย่างน้อยมันก็ต้องมีเส้นสายลายทางทำให้เข้าหารัฐมนตรีฝ่ายบริหาร

มีน้ำหนักมากพอทำให้พ่อค้าหลงเชื่อได้

ที่แน่ๆสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือขบวนการพวกนี้ป้วนเปี้ยนอยู่ในขุมข่ายศูนย์กลางอำนาจ

ซึ่งนั่นก็ห้ามไม่ได้ที่จะกระตุกสังคมนึกย้อนไปถึงในรอบ 1 ปีครึ่งของรัฐบาลทหาร คสช. ขบวนการเหล่านี้น่าจะแฝงตัวหาประโยชน์อยู่ในห้วงสถานการณ์อำนาจพิเศษมาตลอด

ยิ่งไม่มีสภาฯตรวจสอบเหมือนรัฐบาลปกติทั่วไป ก็ยิ่งหวานคอแร้ง

นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า โดยสถานการณ์มาถึงวันนี้มันหนักข้อขึ้น ไม่ใช่แค่การอ้างระดับรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี แต่มันลามถึงการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี

นี่หรือเปล่าคือจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์อั้นไว้ไม่ไหว

ต้องกดปุ่มระเบิด ประจานขบวนการแอบอ้างฟันหัวคิวก่อนลามเข้าเนื้อ

ประกอบกับจังหวะบังเอิญ ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้มีการเปิดเผยผลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 2558 โดยประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นจาก 85 ขยับมาอยู่ที่ 76

แต่อย่างไรก็ตามระดับคะแนนความโปร่งใสยังเท่ากับปีก่อนคือ 38 คะแนน ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายของการจัดทำดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันก็ลดลงจาก 175 ประเทศเมื่อปี 2557 เหลือเพียง 168 ประเทศ

นั่นหมายถึงว่า สถานการณ์ความโปร่งใสในเมืองไทยไม่ได้กระเตื้องไปกว่าเดิม

การเทกแอ็กชั่นของนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ในช่วงการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน โชว์ธงเป้าหมายเพื่อเข้ามาล้างทุจริตคอร์รัปชัน ยกระดับความโปร่งใสประเทศไทย

ไม่มีผลในสายตาขององค์กรวัดความโปร่งใสตามมาตรฐานโลก

ซึ่งคำตอบมันก็สะท้อนตามสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า องค์กรต่างประเทศไม่ได้ให้คะแนนผิด

เชื้อชั่ว “ทุจริต” ยังลุกลาม ไม่เว้นแม้ในยามที่อยู่ภายใต้อำนาจพิเศษ

ขนาด “หัวไม่ส่าย” ก็ยังเอาไม่อยู่

อย่างที่รู้ๆกัน ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า ตลอดการเข้ามาคุมเกมอำนาจในตำแหน่งนายกฯ หัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีข่าวว่า คนใกล้ชิดในครอบครัวไปเอี่ยวกับการหาผลประโยชน์

ประตูหลังบ้านปิดล็อกตายแน่นหนา

แบบที่ภริยาอย่างรองศาสตราจารย์นราพร จันทร์-โอชา ถึงขนาดต้องปิดโทรศัพท์ ไม่ยอมรับสายพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เคยคบหาสมาคมกันเป็นการชั่วคราว

ระมัดระวังตัวแจ ไม่ให้นักวิ่งเข้าถึงตัว

นั่นก็แสดงถึงความกลัวภาพมัวหมอง พล.อ.ประยุทธ์เข้มมากเรื่องการบริหารไม่โปร่งใสมีนอกมีใน

แต่ก็อย่างที่เห็น “หัวไม่ส่าย” ปัญหาดันไปอยู่ที่ช่วงลำตัวไปยันหาง โดนขบวนการ “นายหน้า” แก๊งวิ่งเต้นแสวงหาประโยชน์จากอำนาจ เจาะเข้าถึงตัวคนระดับรัฐมนตรี

ส่อแพ้เชื้อโรคทุจริต ภาพความโปร่งใสชักหมองลงทุกขณะ

“นายกฯลุงตู่” เลยต้องชิงประกาศล็อกคิวเลือกตั้งตามโรดแม็ป ไม่เสี่ยงแบกภาระหนังหน้าไฟ

เพราะอุ้มสถานการณ์ “โกง” ไม่ไหวจริงๆ.

“ทีมการเมือง”

ยืดเวลาวางกติกาเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570209

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ม.ค. 2559 05:01

 

โดนรวบตัวเรียบร้อยโรงเรียน คสช.แล้ว “ด็อกเตอร์” ดีกรีอดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ตกเป็นข่าวดังตามหน้าสื่อ

หลังก่อปฏิบัติการกระตุกหนวดเสือบิ๊กเนมบูรพาพยัคฆ์ แอบอ้างชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไปเรียกรับหาผลประโยชน์ในการวิ่งเต้นขายข้าวเสื่อมคุณภาพ 3 แสนตัน ในราคาถูกให้นักธุรกิจค้าข้าว

ตบทรัพย์ลูบคมอำนาจผู้นำเบอร์ 1 และเบอร์ 2 คสช.อย่างไม่เกรงกลัว พ่วงลากสองรัฐมนตรีเรือแป๊ะไปแอบอ้างใช้หลอกลวงผู้เสียหายอีกทาง

กระตุกอารมณ์ปรี๊ด “บิ๊กตู่” โวยกลางฟลอร์วันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบรอบ 58 ปี ที่ จ.นครนายก แฉพฤติกรรมแอบอ้างชื่อไปทำมาหากิน

ออกอาการเซ็งในอารมณ์ ถึงขั้นตัดพ้อว่า สร้างกรุงโรมที่ว่ายาก แต่สร้างประเทศไทยให้แข็งแรงยากกว่า เพราะยังมีคนทำร้ายกันเองอยู่

ไล่มาติดๆกับอารมณ์ของขึ้น “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ต้องรีบเคลียร์ตัวเองในทันที ออกมาล้งเล้งถูกอ้างชื่อส่งเดชทำให้เกิดความเสียหาย ตั้งข้อสังเกตถูกเกมจ้องเตะตัดขาในช่วงเดินหน้าทำงาน

เจอโรยตะปูเรือใบสกัดเส้นทางโรดแม็ปไม่ให้เดินหน้าอย่างราบรื่น พอดิบพอดีกับในช่วงที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้ฤกษ์เผยโฉมร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก 270 มาตรา ต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ

ยาแรงยังอยู่ครบเครื่องในร่างรัฐธรรมนูญตรงตามคอนเซปต์บอนไซฝ่ายการเมือง เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระและฝ่ายข้าราชการ

มีบทเฉพาะกาลห้อยท้ายให้ต่ออายุเครือข่ายแม่น้ำสายต่างๆลากยาวอำนาจออกไปอีกพักใหญ่

อาทิ ให้ สนช.อยู่โยงไปจนกว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่นัดแรก ขณะที่ สปท. ได้ยืดอายุออกไปอีก 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อสานต่อภารกิจการปฏิรูปประเทศ

ออกโปรโมชั่นเปิดทาง คสช.ลากยาวอำนาจอยู่ไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่มาทำหน้าที่

ยื่นกระบองยักษ์ มาตรา 44 ให้ คสช.แยกเขี้ยวใช้ต่อไป คงอำนาจพิเศษทั่วราชอาณาจักรเหมือนเดิมในช่วงรอแตะมือ เพื่อคอยแก้ปัญหาหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินระหว่างรอยต่อการเลือกตั้งไปจนถึงการมีรัฐบาลชุดใหม่มารับช่วง

เครือข่ายเรือแป๊ะได้สมประโยชน์กันถ้วนหน้าจากบทเฉพาะกาลฉบับซือแป๋ “มีชัย”

ช่วยยืดโรดแม็ป คสช.จากสูตร 6-4-6-4 ใช้เวลา 20 เดือน คืนประชาธิปไตยสู่อ้อมกอดประชาชน กลายเป็นสูตรใหม่ 6-4-8-5 ขยายเวลาให้ คสช.อยู่ในอำนาจเป็น 23 เดือน

เลื่อนปฏิทินเลือกตั้งจากเดิมเดือน ก.ค.ปี 2560 ขยับออกไปเป็นปลายปี 2560

ขณะที่โต้โผใหญ่ในการร่างรัฐธรรมนูญอย่าง กรธ.ยังได้ต่อวีซ่านั่งทำงานออกไปอีก 8 เดือน เพื่อจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับให้แล้วเสร็จ

ได้นั่งหายใจยาวๆคุมเกมออกกฎหมายแม่และกฎหมายลูกฉบับสำคัญ อาทิ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ ไว้ในมือแบบเบ็ดเสร็จ

เตรียมวางกฎเหล็กในกฎหมายลูกให้สอดรับกับยาแรงในร่างรัฐธรรมนูญ หลอนนักเลือกตั้งอาชีพให้เจอด่านหินตั้งแต่เริ่มการลงสนาม ไปจนกระทั่งเข้ามานั่งทำงานในสภาคอนโทรลเกมช่วย คสช.เดินหมากให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เสริมด้วยออฟชั่นพิเศษให้เครือข่ายฝ่ายกุมอำนาจทั้ง คสช. ครม. สนช. และ สปท. กระโจนลงสนามการเมืองได้ ภายใต้เงื่อนไขให้ลาออกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศบังคับใช้ โดยไม่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง

เปิดทางให้เครือข่ายแม่น้ำสายต่างๆตีตั๋วแต่งตัวรอเป็น ส.ว.ล่วงหน้า

เรือแป๊ะฉวยจังหวะจากบทเฉพาะกาลที่ให้ต่อเวลาคุมเกม ปักหลักวางกติกาเลือกตั้งให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ พร้อมวางขุมกำลังรอรับมือในสนามการเมืองรอบใหม่

ยื้อเวลาวางกติกาเข้ม ไม่ให้ขั้วตรงข้ามย้อนรอยกลับมาเช็กบิลย้อนหลัง เมื่อถึงคราวปล่อยมือจากอำนาจ

ปรับแต่งทัพให้สมบูรณ์ที่สุด ปูทางลงหลังเสืออย่างไม่เจ็บตัว.

ทีมข่าวการเมือง

ยื้อไม่ยอมให้ ‘ปล่อยมือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569716

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ม.ค. 2559 05:01

 

เตะฝุ่นฟุ้งเลย

ไปเปิดอกพูดกลางวงเพื่อนพ้องน้องพี่ท็อปบูต ในงานสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร นอกจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ร่ายยาวถึงความเป็นทหารที่พร้อมเป็นแก่นแกนให้ประเทศชาติ

ทหารไม่มีแบ่งขั้วไม่แบ่งฝ่าย จึงไม่หวั่นพวกยุแยง ไม่กลัวเหตุปฏิวัติซ้อน

จุดพลุเรื่องหวาดเสียว “ยึดซ้ำ–ทำซ้อน” ซะเองอีกครั้ง

แต่คิวนี้ยังมีอีกจุดโฟกัส “บิ๊กตู่” เอ่ยอ้างช่วงหนึ่งถึงปมทุจริต ยกข้อมูลข่าวกรองส่วนตัว ระบุที่ผ่านมามี “ด็อกเตอร์” คนหนึ่ง อ้างว่ารู้จักตัวเองและรองนายกฯ เพื่อต้องการเอาโครงการต่างๆ

ก่อนจะขยายความต่อกับนักข่าว ระบุได้ข้อมูลจากรายการทีวีช่องหนึ่ง ว่ามีการแอบอ้างข้าราชการระดับสูง อ้างว่าโครงการต่างๆสามารถติดต่อรัฐมนตรีได้ และมีเอกสารไปอยู่บนโต๊ะรัฐมนตรีแล้ว

“พวกนี้คือพวกตีกิน”

เอาจริงสั่งการให้ฝ่ายตำรวจไปสืบสวนข้อมูล แล้วลากตัวมาทั้งขบวนการแอบอ้าง

ซุกปีกอำนาจพิเศษ “แฝงโกง”

เรียกว่าหลัง “บิ๊กตู่” เขี่ยลูก ข้อมูล “ด็อกเตอร์” ก็มีชื่อบิ๊กท็อปบูตรายนั้นรายนี้ ถูกลากโยงไปที่ทีมงานหน้าห้องรัฐมนตรีสาวกันไปถึงสารพัดโครงการ ทั้งเรื่องระบายข้าว ติดตั้งกล้องซีซีทีวี

หลายเรื่องก็เข้าเค้า มีคนไปร้องค้างอยู่ใน ป.ป.ช.แล้ว

แล้วก็ตามคาด ทั้งปมอ้างอำนาจพิเศษโกง โยงกับข่าวไม่กลัวปฏิวัติซ้อน แล้วก็บังเอิญกับการปล่อยโผ “ปรับ ครม.” ออกมาทางหน้าสื่อ

นายกฯเขี่ยลูกทีเดียวฝุ่นฟุ้งไปหมด ไม่รู้ใครเป็นใคร ใครจ้องล่อใคร

รวมทั้งกลายเป็นประเด็นสะเทือนโจทย์สำคัญของอำนาจพิเศษ ที่ประกาศตัวเป็นหมองูเข้ามา “แก้โกง” ชักจะป่วนเพราะอสรพิษ “ขี้โกง” เป็นไฟต์บังคับให้ผู้นำต้องเล่นบทเข้ม สกัดเรื่องลามแปดเปื้อน

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในโจทย์สำคัญ “แก้โกง” ที่ถูกชูล้อกันไป ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ “ซือแป๋ มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประกาศดังๆ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ต้านโกง”

แต่ที่ถูกโฟกัส เนื้อหากฎกติกาประเทศใหม่ นอกจากถูกต้านในปมระบบเลือกตั้ง ส.ส.–ส.ว.รูปแบบใหม่ ปมนายกฯคนนอก จุดจับจ้องก็ยังอยู่ที่วาระแฝง

จะมีรายการ “ต่อท่ออำนาจพิเศษ” ด้วยหรือไม่

ถึง “ซือแป๋มีชัย” จะยืนยัน ไม่มีปมร้อน “คปป.” ที่เคยปลุกกระแสต้านจนร่าง รธน. “ดร.ปื๊ด” คว่ำมาแล้ว

คิวนี้จึงจับตาไปที่ประเด็นการ “รักษาการ” ของอำนาจพิเศษ

มีประเด็นดักคอ ไม่เฉพาะ “บทเฉพาะกาล” แต่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอาจมีจุดสำคัญ ซ่อนเงื่อน แฝงปม “อำนาจพิเศษ” อยู่คุมเกม รักษาการยาว

เกี่ยวโยงกันตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง การนับคะแนน การนับแต้มโหวตโน กระบวนการเลือกนายกฯ ไม่กำหนดเงื่อนเวลาไว้เหมือนเดิม หากจำนวนเสียง ส.ส.ไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องยื้อเวลาออกไป

กว่าจะได้ผู้นำ-รัฐบาลใหม่ ส่อไม่มีกำหนด

แต่นั่นก็ยังแค่เดาทางผู้กำหนดเกม แต่ที่ไต๋เริ่มแพลมมาให้เห็นก็คิวล่าสุด นายมีชัยระบุ ร่าง รธน.จะยังคงอำนาจ “มาตรา 44” แก่ คสช. จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

ยกเหตุ “เป็นกลไกปกติต้องให้เขามีอุปกรณ์”

ชงให้ คสช.ถือกระบองยักษ์คุมเกมยาวๆ

รวมทั้งที่นายมีชัยระบุว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้อาจต้องใช้เวลาร่างกฎหมายลูก 10 กว่าฉบับภายใน 8 เดือน ถือว่าหืดขึ้นคอ

นั่นก็เท่ากับเปลี่ยนโปรแกรมเลือกตั้งจาก ก.ค.2560 เป็นปลายปี 2560

ซือแป๋เริ่มโยนลูก ขอ “ยืดเวลา” อำนาจพิเศษกันแล้ว

ประเมินจากคิวยื้อกระบองยักษ์ ม.44–ยืดโรดแม็ปการดักทางเงื่อนปมที่ซ่อนไว้ในเนื้อหารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระยะเวลาการเข้ามาของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

สะท้อนว่าส่วนหนึ่งในเครือข่าย “อำนาจพิเศษ” เห็นต่างกับโรดแม็ปเลือกตั้งเดิม

บางฝ่ายยังไม่อยากให้ “ปล่อยมือ” กันไปเลย.
ทีมข่าวการเมือง