วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2558 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/394481

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (4)

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

ตอนที่แล้วจบที่เรื่องว่าด้วยญาณ 3 คือ  ปุพเพนิวาสา นุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ความรู้ที่จะฟอกอาสวะกิเลสให้สิ้นไป

ตอนนี้เริ่มที่ถ้าเราเป็นผู้มีสติปัญญา ย่อมรับแขกมาทำงานในบ้านของเราได้เป็นอย่างดี นี่เป็นส่วนปลีกย่อยในการปฏิบัติอานาปานสติโดยย่อ

ฉะนั้นสิ่งทั้งหลายที่กล่าวมาให้ทบทวนดูให้ดีอย่าเพิ่งยินดีในสิ่งที่ปรากฏ อย่าเพิ่งยินร้ายหรือปฏิเสธในสิ่งที่ปรากฏ ควรตั้งจิตเป็นกลาง ทบทวนดูให้รอบคอบละเอียดลออเสียก่อนว่าเป็นของควรเชื่อถือได้หรือไม่

มิฉะนั้นจะเป็นเหตุให้สำคัญผิดไปก็มี ดี ชั่ว ถูก ผิด สูง ต่ำ ทั้งหมดมันสำคัญอยู่ที่ดวงจิตของเรา ฉลาดหรือโง่ รู้จักพลิกแพลงดัดแปลงแก้ไข

เมื่อดวงจิตของเราเป็นผู้โง่อยู่แล้ว แม้ของสูงอาจจะกลายเป็นของต่ำ ของดีอาจจะกลายเป็นของชั่ว ถ้าหากเราได้รู้เรื่องราวต่างๆ ของลมและส่วนปลีกย่อยของลม ก็จะได้รู้ในอริยสัจธรรม นอกจากนั้นยังเป็นหนทางบรรเทาทุกข์ของร่างกายได้อย่างดีอีก

ตัวสติเป็นตัวยา ลม อานาปาฯ เป็นกระสาย เมื่อสติเข้าไปฟอกแล้วย่อมบริสุทธิ์ จะส่งไปฟอกโลหิตต่างๆ ในร่างกายให้สะอาด เมื่อโลหิตสะอาดแล้วเป็นเหตุจะบรรเทาโรคภัยต่างๆ ในตัวได้

ถ้าเป็นผู้มีโรคเส้นประสาทประจำอยู่แล้ว ก็จะหายได้อย่างดีทีเดียว

นอกจากนี้ ก็ยังจะสามารถสร้างความเข้มแข็งของร่างกายให้ได้รับความสุขยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับความสุข จิตใจก็สงบได้อย่างดี เมื่อจิตสงบได้เช่นนั้น ย่อมเกิดกำลัง สามารถที่จะระงับเวทนาในเวลาที่นั่งสมาธิให้ทนทานได้หลายชั่วโมง เมื่อกายสงบเวทนาจิตย่อมสงบปราศจากนิวรณ์ได้อย่างดี กายก็มีกำลัง ใจก็มีกำลัง เรียกว่า “สมาธิพลัง”

เมื่อสมาธิมีกำลังเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดปัญญา สามารถจะแลเห็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แจ้งประจักษ์ขึ้นในลมหายใจของตัวที่มีอยู่ทุกคน

ถ้าจะอธิบายก็ได้ความอย่างนี้ คือ ลมหายใจเข้าออกเป็นทุกขสัจ ลมเข้าเป็นชาติทุกข์ ลมออกเป็นมรณทุกข์ ไม่รู้จักลมเข้าไม่รู้จักลมออก ไม่รู้จักลักษณะของลม เป็นสมุทัยสัจ ลมออกรู้ว่าออก ลมเข้ารู้ว่าเข้า รู้ลักษณะของลมโดยชัดเจนเป็นสัมมาทิฐิองค์อริยมรรค คือมีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของลมหายใจ

หายใจแบบใดไม่สบายก็รู้ และรู้จักวิธีแต่งลมหายใจของตัวว่าแบบนี้ไม่สบาย เราจะต้องหายใจแบบนี้ จึงจะเป็นที่สบาย นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ

จิตสังขารซึ่งนึกคิดวิตกวิจารณ์ในกองลมทั้งปวงอยู่โดยชอบ ชื่อว่า สัมมาวาจา วาจาชอบ รู้จักวิธีปรับปรุงลมหายใจของตนโดยวิธีการต่างๆ เช่น หายใจเข้ายาวออกยาว หายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น จนไปถูกลมเป็นที่สบายแห่งตน ดังนี้ ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

รู้จักทำลมหายใจฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงหทัยวัตถุ รู้จักแต่งลมให้เป็นที่สบายของร่างกาย รู้จักประกอบลมให้เป็นที่สบายแห่งดวงจิต หายใจเข้าไปอิ่มกายอิ่มจิต นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ

รู้จักพยายามเปลี่ยนลมหายใจของตน จนเป็นที่สบายกายสบายจิต ถ้ายังไม่ได้รับความสบายเกิดขึ้นในตัวก็พากเพียรพยายามอยู่เรื่อยไปอยู่อย่างนั้น นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ เพียรชอบ

รู้ลมหายใจเข้าออกทุกขณะเวลา และรู้กองลมต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมพัดในท้อง ลมพัดในลำไส้ ลมพัดไปตามชิ้นเนื้อซาบซ่าน ไปทั่วทุกขุมขน มีสติสัมปชัญญะ ตามรู้อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก นี้เรียกว่า สัมมาสติ ระลึกชอบ

ดวงจิตสงบอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว ไม่ไปเหนี่ยวเอาอารมณ์อย่างอื่นเข้ามาแทรกแซงทำไปจนลมละเอียดเป็นอัปปนาฌาน จนกว่าจะเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในที่ที่นั้น เรียกว่า สัมมาสมาธิ

นึกถึงลม เรียกว่า วิตก กระจายลมขยายลม เรียกว่า วิจารณ์ ลมได้รับความสะดวกทั่วถึงแล้วก็อิ่มกายอิ่มจิต เรียกว่า ปีติ กายไม่กระวนกระวาย ใจไม่กระสับกระส่ายก็เกิดสุข เมื่อได้รับความสุขแล้ว จิตย่อมไม่ส่ายไปอยู่สู่อารมณ์อื่น ย่อมแนบสนิทอยู่กับอารมณ์เดียว เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ ตั้งใจไว้ชอบ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิเบื้องต้น ในองค์อริยมรรค มรรคสัจ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาสันนิบาตในดวงจิตได้แล้วโดยสมบูรณ์ย่อมทำให้รู้แจ้งในกองลมทั้งปวงว่า หายใจอย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิต หายใจอย่างนั้น เป็นเหตุให้เกิดกุศลจิต และไม่ติดอยู่ในกายสังขารคือลม ไม่ติดอยู่ในวจีสังขาร ไม่ติดอยู่ในจิตสังขารทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ปล่อยวางไปตามสภาพแห่งความเป็นจริง นี้เรียกว่า นิโรธสัจ

ถ้าจะย่นอริยสัจ 4 ให้สั้นเข้าไปอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ลมหายใจเข้าออกเป็นทุกขสัจ ไม่รู้จักลมหายใจเข้า ไม่รู้จักลมหายใจออก เป็นสมุทัยสัจ หรืออวิชชาโมหะ ทำให้แจ้งในกองลมทั้งปวงจนละได้ ไม่ยึด เรียกว่า นิโรธสัจ ที่มีสติสัมปชัญญะประจำอยู่ในกองลม เรียกว่า มรรคสัจ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องตามแนวทางของอานาปาฯ เป็นผู้มีวิชชา อาจรู้ของจริงทั้ง 4 อย่างได้อย่างชัดเจน ย่อมถึงวิมุตติ

วิมุตตินั้น คือ ดวงจิตที่ไม่เข้าไปติดอยู่ในเหตุฝ่ายต่ำ ผลฝ่ายต่ำ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย ไม่ติดอยู่ในเหตุฝ่ายสูง ผลฝ่ายสูง คือ มรรคและนิโรธ ไม่ติดอยู่ในสิ่งที่ให้เรารู้ ไม่ติดอยู่ในความรู้ ไม่ติดอยู่ในรู้ แยกสภาพธรรมไว้เป็นส่วนๆ ได้เช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีวิชชาวิมุตติ คือ รู้จักเบื้องต้น เบื้องปลาย และท่ามกลาง วางไปตามสภาพแห่งความเป็นเองที่เรียกว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา การติดอยู่ในสิ่งที่ให้เรารู้ คือ ธาตุขันธ์ อายตนะเหล่านี้เป็นกามุปาทาน ติดวิชชาความรู้ของตัวเป็น ทิฏฐุปาทาน ไม่รู้จักตัวรู้ คือ พุทธะ เป็นสีลพัตตุปาทาน ย่อมเป็นเหตุให้หลงกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร อันเกิดจากอวิชชา

 

ปุจฉาจากกรณีภาพยนตร์ ‘อาบัติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2558 เวลา 14:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/393182

ปุจฉาจากกรณีภาพยนตร์ ‘อาบัติ’

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มีปุจฉาว่าด้วยเรื่องภาพยนตร์ที่ชื่อ อาบัติ เหมาะสมหรือไม่… ควรหรือไม่ ที่องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาจะต่อต้าน…

อาตมาไม่ทราบในเนื้อหาสาระของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวทั้งหมด จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้คุณโทษต่อพุทธศาสนาอย่างไรหรือไม่ เรื่องดังกล่าวควรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ควรพิจารณาลงไปในรายละเอียดทุกมิติ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาของเรา

คำว่า อาบัติ นั้น จริงๆ แล้ว เป็นศัพท์บาลีคำหนึ่งที่นำมาใช้ในพระพุทธศาสนา แปลว่า การล่วงละเมิดในศีลหรือสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงแสดงบัญญัติไว้ดีแล้ว จัดเป็นบาป เมื่อกระทำการล่วงละเมิด ส่วนจะเป็นบาปหรือโทษในระดับใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระแห่งอาบัตินั้นๆ ซึ่งจัดแบ่งไว้ถึง ๗ กอง (ปาราชิก, สังฆาทิเสส /ถุลลัจจัย, ปาจิตตีย์, ปาฏิเทสนียะ, ทุกกฎ และทุพภาสิต) เป็นสองคณะ (ครุกาบัติและลหุกาบัติ)

ในทั้งเจ็ดกองสองคณะนั้น ปาราชิก/ครุกาบัติ เป็นบาปหรือโทษหนักที่สุด เทียบเท่ากับโทษประหารชีวิตของทางโลก ทำให้ผู้ล่วงละเมิดขาดจากความเป็นภิกษุ ส่วนอาบัติมีโทษหนักรองลงมาชื่อ สังฆาทิเสส มี ๑๓ สิกขาบท ผู้ล่วงละเมิดต้องประพฤติวัตรอย่างหนึ่งจึงจะพ้นอาบัติได้ ส่วนอีกห้ากองที่เหลือ เป็นอาบัติฝ่ายลหุกาบัติหรือมีโทษเบา ผู้ล่วงละเมิดออกจากอาบัติ (บาป/โทษ) นั้นได้ ด้วยต้องประกาศสารภาพผิดต่อหน้าภิกษุด้วยกัน ที่เรียกว่า “ปลงอาบัติ”

สำหรับในภาพยนตร์ เรื่อง อาบัติ ดูจะเป็นการแสดงความผิดในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิง… และไม่ทราบว่าเป็นภิกษุหรือสามเณร ซึ่งถ้าเป็นสามเณร ก็ไม่ควรใช้คำว่า “อาบัติ” เพราะสามเณรสำเร็จเข้าสู่กระบวนการบรรพชาด้วยการเข้าถึงพระไตรสรณคมน์และรับสิกขาบท (ศีล) สิบ หากประพฤติผิดสิกขาบท เรียกว่า ล่วงละเมิดศีล… โดยมีการโยงเรื่องไปเกี่ยวเนื่องกับภูตผีเปรตทั้งหลายของผู้กระทำบาปอันหยาบช้า ล่วงเกินสิกขาบทในพระพุทธศาสนา

หากพิจารณาดูจุดประสงค์ของภาพยนตร์ดังกล่าว ถ้าเป็นไปตามเนื้อหาสาระโดยสรุปที่พอจะหามาได้ ก็คงรับได้ ถ้ามองในเชิงบวกว่า… ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆ จะได้กระตุ้นให้สังคมชาวพุทธรู้จักคำว่า อาบัติ จะได้สนใจนำมาศึกษาว่าด้วยเรื่องอาบัติต่างๆ ที่เป็นบทลงโทษชี้ความเป็นบาป เมื่อภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ได้กระทำการล่วงเกินสิกขาบทหรือข้อควรศึกษาที่ทรงบัญญัติแสดงไว้ดีแล้ว ในทางตรงข้ามจะได้เห็นคุณประโยชน์ของผู้ประพฤติอยู่ในสิกขาบท รักษาไว้ซึ่งศีลหรือวินัยของภิกษุอย่างบริสุทธิ์หมดจดว่า ให้คุณานุประโยชน์เป็นอย่างไร… สมดังที่กล่าวว่า ศีลเป็นรากแก้วของศาสนา วินัยเป็นรากเหง้าเค้ามูลของกุศลธรรมทั้งปวง… โลกียบุญกุศล โลกุตตรบุญกุศลเกิดขึ้นได้ด้วยการประพฤติถูกต้องตรงตามศีล… ตามวินัย…

แต่อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอเนื้อหาสาระใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกด้าน หมายถึง ต้องนำเสนออย่างปราศจากอคติต่อพระพุทธศาสนา… เพื่อจะไม่ชี้นำสังคมที่ไร้แก่นสาร เข้าสู่ความรู้ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผิดไปจากธรรม

จึงควรระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกระแสโลกาภิวัตน์ ที่สัตว์สังคมตกอยู่ในอิทธิพลของสื่อ …ผู้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ผ่านสื่อทุกชนิดจึงต้องรอบคอบ และควรวัดผลย้อนกลับจากกรณีการนำเสนอนั้นๆ ด้วย…  …จะคิดคำนึงแค่เพียงประโยชน์ส่วนตน สนุกสนาน ถูกใจตัวอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่กระทบต่อกระแสศรัทธา ดังเช่น กรณีนำเรื่องศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องในการนำเสนอ… ซึ่งหากมีผลสะท้อนเกิดขึ้น ไม่ว่าในรูปแบบใด ผู้นำเสนอต้องตอบสังคมได้ตามวิถีแห่งธรรม!…

เจริญพร

 

อาลัยหลวงปู่ ดร.มหาผ่อง อริยสงฆ์ 2 แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2558 เวลา 14:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/393181

อาลัยหลวงปู่ ดร.มหาผ่อง อริยสงฆ์ 2 แผ่นดิน

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลกเศร้าสลดใจ เมื่อพระอาจารย์ใหญ่ ญาท่านมหาผ่อง สะมะเลิก ปิยธีโร ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว มรณภาพเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2558 สิริอายุ 100 ปี พรรษา 80

พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มอบให้พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ เดินทางไปถวายสักการะและเคารพศพ วันที่ 9 ต.ค. 2558 ที่นครเวียงจันทน์

พระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย และ มจร นอกจากแลกเปลี่ยนด้านการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศแล้ว ยังรับนิมนต์มาปฏิบัติศาสนกิจในโอกาสต่างๆ เสมอ เช่น กิจกรรมนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก เป็นต้น

พระอาจารย์ใหญ่ ญาท่านมหาผ่อง ปิยธีโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์ เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลมโหสถ นครเวียงจันทน์ ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2558

การมรณภาพญาท่านมหาผ่อง ถือว่าเป็นการสูญเสียของวงการพระสงฆ์ระดับพระมหาเถระชั้นนำของโลกพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง

ขณะที่ท่านยังมีชนม์ชีพ ได้รับกิจนิมนต์มายังประเทศไทยหลายครั้ง นอกจากร่วมกับ มจร แล้ว ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ยังนิมนต์มาหลายครั้ง ในจำนวนหลายๆ ครั้งนั้น เมื่อพระคุณท่านอายุ 99 ปี ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะสงฆ์ และกรรมการบริหารองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ณ สำนักงานใหญ่ ถนนสุขุมวิท ในโอกาสที่มาร่วมงานฉลองพระชนมพรรษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วันที่ 3 ต.ค. 2556

ครั้งนั้น ท่านสร้างความฮือฮาให้วงการพระพุทธศาสนา เมื่อท่านเล่าประวัติชีวิตว่าท่านนั้นเกิดที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เข้ามาเรียนบาลีที่วัดชนะสงคราม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480-2496 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค รวมเวลาอยู่วัดชนะสงครามถึง 16 ปี มีความสนิทกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เพราะเรียนบาลีบางชั้น ร่วมสำนักเรียนกัน ต่อมาจึงเข้าสู่ราชอาณาจักรลาว (สมัยนั้น) เพื่อกอบกู้ชาติลาว แม้ว่าเกิดเมืองไทย แต่ใจอยู่ดินแดนบรรพบุรุษ จึงเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติกับเจ้าเพชรราช ขณะที่พำนักในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489

ที่เรียกเสียงฮือฮาอีกเรื่องหนึ่งคือ ลุงโฮ หรือท่านประธานโฮจิมินห์ รับเป็นบุตรบุญธรรม เพราะท่านประธานโฮกับเจ้าเพชรราชสนิทสนมกันมาก

ที่ไม่ธรรมดาเมื่อกอบกู้ชาติได้ พรรคคอมมิวนิสต์ลาวมอบหมายให้ท่านแก้ปัญหาคณะสงฆ์ลาว ท่านใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ยุบทั้งคณะสงฆ์มหานิกายและธรรมยุตที่แตกแยกให้เป็นพระสงฆ์ลาวเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ นิมนต์ไปเป็นประธานร่วมกับประธานสงฆ์ และผู้แทนจากประเทศสุวรรณภูมิ 5 ประเทศ ที่จังหวัดเสียมราฐ กัมพูชา เมื่อวันที่ 9-13 ก.ย. 2558 ท่านเป็นประธานเปิด-ปิดการประชุมเสวนา ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ที่สื่อหลายสำนักนำไปอ้างอิง ดังนี้

ละสังโยชน์ 3 ได้ก็บรรลุโสดาบัน

นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง. ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี

พระคุณเจ้าที่มีอายุพรรษา 100 ปี อาวุโสสูงสุด ในบรรดาพระเถระทั้งหลาย

อธิบายขยายความว่า ความสงบนี้ คือสันติภาพที่มวลมนุษย์ทั่วโลกต้องการและแสวงหามาโดยตลอด ถึงปัจจุบัน เป็นงานของนักวิทยาศาสตร์ นักเรียนรู้ ผู้มีอำนาจ ซึ่งมีทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางพวกเข้าใจว่า “พวกนับถือศาสนาเป็นพวกจิตนิยม” เชื่อถือแบบไสยศาสตร์

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ทุนนิยมและสังคมนิยม ต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แย่งชิง ยึดประเทศที่มีกำลังน้อยกว่า ยังขุดค้น ขนเอาทรัพย์สินมีค่าหายากทั้งในดินและบนดิน (ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ) จากประเทศเหล่านั้น ไปสร้างความมั่งมีให้แก่ตนเอง ทั่วทุกมุมโลก มนุษย์ก็ยังไม่พบสันติภาพ

ยิ่งไขว่คว้ามากเท่าไร ดูเหมือนว่ายิ่งห่างไกลจากสันติภาพมากเท่านั้น แม้กระทั่งได้คิดค้นหาวิธีบินออกจากโลกมนุษย์ไปถึงโลกพระจันทร์ สุดท้ายพบทางตัน หรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ

แต่วิสัยของนักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ จึงพากันย้อนกลับมาหาความจริงในศาสนาที่เคยเข้าใจว่า พวกนับถือศาสนาเป็นพวกจิตนิยมและไสยศาสตร์ (งมงาย) ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยค้นหาความจริงจากพระพุทธศาสนา ที่มีแนวคิดว่า “โลกมนุษย์เป็นโลกพิเศษ” เป็นจุดกำเนิด เป็นต้นทางที่จะไปนรก สวรรค์ และนิพพาน

ดังนั้น เมื่อประชุมสุดยอดพระพุทธศาสนาโลก ณ นิวยอร์ก ที่ประชุมจึงคัดเลือกพระอาจารย์ ดร.มหาวิจิต สิงหาราช ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่งประเทศลาว (อพส.)  (มรณภาพแล้ว) เป็นประธาน ในฐานะประธานได้เสนอเส้นทางสู่สันติภาพตามหลักพระพุทธศาสนา 5 ข้อ คือ

1.มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่ให้เบียดเบียนกัน

2.มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่ขโมย ยักยอกทรัพย์สมบัติกัน

3.มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่ประพฤติผิดต่อชีวิตคู่ครอง นอกจารีต ประเพณี

4.มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่กล่าวเท็จ หลอกลวง โกหก ซึ่งกัน

5.มนุษย์อยู่ร่วมกัน ไม่ควรเสพ หรือดื่ม สิ่งมึนเมาทุกชนิด

ในการประชุมครั้งนั้น ยังได้รับรองวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกๆ ปี เป็นวันแห่งสันติภาพโลกด้วย

หมายเหตุ : เส้นทางไปสู่สันติภาพนี้ จะว่าง่าย ก็ง่ายสำหรับคนดี ถ้าจะว่ายาก ก็ยากสำหรับคนชั่ว เพราะปกติแล้ว ความดี คนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยาก ความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย คนดีเขาไม่ทำกัน

มติประชุมสากลศาสนาโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999 ) มาถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลา 10 กว่าปีมาแล้ว เมื่อมองในด้านการปฏิบัติแล้วเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย (คือจั่งว่า บ่ไป บ่มา)

ในทางกลับกัน อีกมุมมองหนึ่งเหมือนว่าจะหนักยิ่งกว่าเดิม (คือจั่งซ่ำฮ้ายกว่าเก่า) โดยเฉพาะในข้อที่ 5 เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมากกว่าข้ออื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ ในงานประชุมเสวนาที่เสียมราฐครั้งนี้ อาตมาในฐานะที่ได้รับนิมนต์ในการกล่าวปิดการประชุม จึงขอเรียกร้องจากที่ประชุมอันเป็นนิมิตหมายสำคัญนี้ ขอให้ทุกๆ รูป/ท่าน ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างในการละสังโยชน์ 3 คือ

สักกายทิฏฐิ ความเห็นแก่ตัว 1

วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย

ไม่กล้าตัดสินใจทำ 1

สีลัพพตปรามาส การล่วงละเมิดศีลธรรม 1

ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ถือว่าบุคคลผู้ละสังโยชน์ 3 ประการนี้ได้ เท่ากับบรรลุธรรมถึงขั้น
โสดาบันได้แล้ว

จัดว่าเป็นโอวาทสุดท้ายของพระอริยสงฆ์ 2 แผ่นดิน ญาท่าน ดร.มหาผ่อง ปิยธีโร ประธาน อพส.ลาว

 

พระหลวงพ่อจุก กรุปฐมฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2558 เวลา 13:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/393178

พระหลวงพ่อจุก กรุปฐมฤกษ์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงรู้จัก “พระกรุ” หรือพระเครื่องที่คนสมัยโบราณได้สร้างไว้และนำบรรจุลงกรุ เช่น เจดีย์ ใต้ฐานพระวิหาร ฯลฯ ทำเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ปัจจุบันเราจะเห็น “พระแตกกรุ” หรือพระที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือ พิมพ์ หรือข่าวออนไลน์ทั่วไปเป็นประจำ เช่น วัดราชบูรณะ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้มีพระแตกกรุพบพระนางพญาอัดแน่นอยู่ในไหโบราณ เป็นต้น  อย่าง “พระหลวงพ่อจุก” ถือเป็น “พระแตกกรุ” องค์หนึ่ง โดยนักขุดพระกรุได้ไปพบในพระปรางค์ใหญ่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เรียกว่า เป็นกรุปฐมฤกษ์ โดยอยู่รวมกับพระหูยานและพระร่วงซึ่งมีจำนวนไม่มาก สำหรับการพบพระครั้งนั้นพบว่าเป็นพระประเภทเนื้อดินทั้งหมด สาเหตุที่เรียกว่า “พระหลวงพ่อจุก” เนื่อง จากบริเวณปลายเกศาดูคล้ายกับผมจุก เซียนพระเครื่องรุ่นเก่าเห็นแปลกตาไม่เหมือนกับพระทั่วไป จึงหยิบจุดนี้ตั้งชื่อโดยนำความแปลกแตกต่างมาเป็นจุดเด่น จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่า “พระหลวงพ่อจุก” มาโดยตลอด

“พระหลวงพ่อจุก” นอกจากจะพบในพระปรางค์ใหญ่แล้ว ยังมีผู้พบจากกรุตามเจดีย์รายทั่วไปในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีทั้งเนื้อดินและเนื้อชินคละกันไปแต่มีจำนวนน้อยองค์ กระทั่งปี 2487 อยู่ในช่วงสงครามพอดี การควบคุมดูแลพระในกรุจึงไม่ได้เข้มงวดมากนัก ทำให้มีคนแอบลักลอบเข้าไปขโมยขุดหากัน พอถึงกลางปี “พระหลวงพ่อจุก” ก็ถูกนักขุดพระนำขึ้นมาจากกรุอีก ซึ่งพบบริเวณวิหารเก้าห้องของวัด และเป็น “พระหลวงพ่อจุก” เนื้อดินทั้งหมด เมื่อคัดแยกตามสภาพได้พระที่สมบูรณ์ไม่ชำรุดแตกหักมีจำนวน 261 องค์

ถัดมาช่วงปี 2491 มีการเปิดกรุอย่างไม่เป็นทางการในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บริเวณทิศใต้ของพระปรางค์ใหญ่ พบพระหลวงพ่อจุก พระร่วง และพระหูยาน คละเคล้ากันไป แต่พระที่พบนั้นเกิดความชำรุดเสียหายเป็นส่วนใหญ่ เรื่องการพบ “พระหลวงพ่อจุก” ยังมีอีก กระทั่งปี 2501 มีผู้ลักลอบเข้าไปขุดพระอีกใกล้กับบริเวณพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ก็ยังพบว่ามีการเจอ “พระหลวงพ่อจุก” อีก แต่การเจอครั้งนี้กลับไม่มีพระเนื้อดินซึ่งตรงกันข้ามกลับเป็นเนื้อชินทั้งหมดและชำรุดเสียส่วนใหญ่ เซียนพระเครื่องส่วนใหญ่ไม่นิยมเล่นเช่าบูชา คงทำได้เพียงเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือบูชาเท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีผู้ให้ความเห็นว่า พระพิมพ์นี้ เกิดขึ้นช่วงลพบุรีเสื่อมอำนาจ เพราะทางศิลปะแสดงให้เห็นว่าเป็นช่างฝีมืออู่ทองเท่านั้น แต่เหตุใด “พระหลวงพ่อจุก” จึงไปปะปนอยู่ในกรุเดียวกันกับศิลปะแบบลพบุรี เพราะประติมากรรมส่วนมากที่พบในกรุต่างๆ มักจะเป็นศิลปะแบบลพบุรีเกือบทั้งหมด แต่นักขุดพระได้เล่าให้ฟังว่า ภายในพระปรางค์นั้นพระเครื่องต่างๆ ไม่ได้อยู่รวมกันในจุดเดียว แต่คละแยกกันไป เช่น พบพระร่วงอยู่ตามซอกพระปรางค์ระดับบนและล่าง พระหลวงพ่อจุกกลับอยู่อีกด้านของพระปรางค์

ลักษณะและศิลปะของ “พระหลวงพ่อจุก” เป็นพระเครื่องที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ องค์พระประทับนั่งปางขัดสมาธิแบบครึ่งซีกรอบองค์ ด้านหลังแบนเรียบและมีรอยปาดด้วยของมีคมเป็นรอยหลายๆ ครั้ง และพบรอยมือปรากฏอยู่ด้านหลังทั่วไป พระเกศเป็นขมวดปอยผมเป็นป้านใหญ่คล้ายผมจุก จึงกลายเป็นชื่อเรียกตามเอกลักษณ์มาตลอดว่า “พระหลวงพ่อจุก” ส่วนพระเกศาหรือผม เป็นเส้นและเวียนรอบศีรษะแบบผมเวียน มีใบหน้า กลมป้อมจะปรากฏตา จมูก ปาก ชัดเจน ส่วนหูนั้นยาวจรดถึงไหล่ อกผายลำตัววาดเว้าแบบตัววีปรากฏเส้นจีวรและสังฆาฏิชัดเจน และมือประสานอยู่เหนือตัก มือด้านขวาซ้อนอยู่บนมือซ้าย

พระหลวงพ่อจุก มีด้วยกัน 2 พิมพ์ ประกอบด้วย 1.พิมพ์พระพักตร์แบบลังกา คือ มีลักษณะพระพักตร์อิ่มเอิบเงยแล้วยิ้ม และ 2.พิมพ์พระพักตร์แบบปาละ หรือบางคนก็เรียกว่าแบบอินเดีย พระพักตร์ค่อนข้างก้ม จมูกงุ้มและเคร่งเครียด และจากพิมพ์พระทั้ง 2 พิมพ์ มีข้อสังเกตว่าการสร้างได้รับอิทธิพลของลังกาไว้อย่างมาก ซึ่งสร้างความสงสัยว่าศิลปะแบบลังกาเข้ามาร่วมปนอยู่กับศิลปะแบบอู่ทองได้อย่างไร

ย้อนไปสมัยพระพุทธศาสนาอย่างลังกาวงศ์เข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยครั้งแรก ช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งลังกาทวีปกำลังเจริญเติบโตอย่างมากและรอบรู้ในพระธรรมวินัย ทำให้พระสงฆ์ไทย มอญ เมียนมา และกัมพูชา พากันไปศึกษาในเกาะลังกา ก่อนกลับมาพร้อมพระสงฆ์ชาวลังกาให้ขึ้นมาตั้งสำนักสงฆ์ที่สุโขทัย ก่อนจะเผยแผ่ศาสนาไปทั่วประเทศ เหตุนี้จึงได้รับแบบอย่างเจดีย์ลังกามาสร้างกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงพระพุทธรูปด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไขข้อสงสัยแล้วว่า เพราะเหตุใดศิลปะแบบอย่างลังกาเข้ามาผสมกับพระสมัยอู่ทองได้อย่างสนิทใจ

พระหลวงพ่อจุก เป็นพระที่สร้างด้วยเนื้อดินทั้งประเภทเนื้อละเอียดจัด ผสมว่าน และเนื้อหยาบ มีกรวดทรายเม็ดเล็กรวมอยู่ในเนื้อ โดยมีด้วยกันทั้งชนิด สีเขียว สีเหลือง สีแดง และสร้างด้วยเนื้อชิน สำหรับเนื้อชินเมื่อกรุแตกออกมาปรากฏว่ามีจำนวนน้อยไม่ค่อยแพร่หลายหรือพบเจอได้บ่อย อีกทั้งยังมีขนาดเล็กกว่าเนื้อดิน

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักขุดพระกรุได้พบพระหลวงพ่อจุกของวัดเกาะแก้ว หรือวัดมณีชลขัณฑ์ แต่พระหลวงพ่อจุกวัดนี้มีลักษณะค่อนข้างสูงใหญ่ มีเฉพาะเนื้อดินเท่านั้น และจะสังเกตได้ว่า บริเวณด้านหลังปาดเรียบและบางกว่าของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งพระของกรุนี้ได้สร้างขึ้นมาในภายหลัง

ปัจจุบัน “พระหลวงพ่อจุก” เป็นพระที่หาชมได้ยากมาก อีกทั้งยังเป็นที่นิยมแสวงหาของนักเลงพระเครื่องแม้ราคาจะสูงก็ตาม แต่ด้วยพระพุทธคุณด้านมหาอุด คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และมหานิยม จนมีชื่อเสียงขจรไปทั่ว

อย่างไรก็ตาม เซียนพระผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการพระเครื่องให้ข้อมูลว่า การแตกกรุพระในอดีตส่วนใหญ่จะเป็นพระที่วงการพระเครื่องยอมรับกัน แต่การแตกกรุพระในปัจจุบันส่วนใหญ่วงการพระเครื่องจะไม่ยอมรับ ซึ่งในอดีตมีการสร้างกรุขึ้นกว่าร้อยกรุ

 

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2558 เวลา 13:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/393177

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (3)

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

วิธีทำอานาปานสติ แบบที่ 2

มีข้อสำคัญอยู่ 7 ข้อ คือ

1.ให้ภาวนา อรหัง ลมเข้ายาวๆ อรหัง ลมออกยาวๆ ก่อน 3 ครั้ง หรือ 7 ครั้ง (คำภาวนากับลมให้ยาวเท่ากัน)

2.ให้รู้จักลมเข้าลมออกโดยชัดเจน

3.ให้รู้จักสังเกตลมในเวลาเข้าออกว่ามีลักษณะอย่างไร สบายหรือไม่สบาย กว้างหรือแคบ ขัดหรือสะดวก ช้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ร้อนหรือเย็น ถ้าไม่สบายก็ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขจนได้รับความสะดวกสบาย เช่น เข้ายาวออกยาวไม่สบาย ให้เปลี่ยนเป็นเข้าสั้นออกสั้น เป็นต้น จนกว่าจะได้รับความสบาย

เมื่อได้รับความสบายสะดวกดีแล้ว ให้กระจายลมที่สบายนั้นไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สูดลมเข้าไปที่ท้ายทอย ปล่อยลงไปในกระดูกสันหลังให้ตลอด ถ้าเป็นเพศชายให้ปล่อยไปตามขาขวา ทะลุถึงปลายเท้าแล้วกระจายไปในอากาศ แล้วก็กลับมาสูดใหม่ ปล่อยเข้าไปในท้ายทอย ปล่อยลงไปในกระดูกสันหลัง ปล่อยไปตามขาซ้าย ทะลุถึงปลายเท้าแล้วกระจายไปในอากาศ แล้วก็กลับมาปล่อยตั้งแต่ท้ายทอยผ่านไหล่ซ้ายถึงข้อศอก ข้อมือทะลุถึงปลายนิ้ว กระจายไปในอากาศ แล้วก็ปล่อยลงคอหอย กระจายไปที่ขั้วปอดขั้วตับกระจายเรื่อยลงไปจนถึงกระเพาะเบาทะลุกระจายออกไป แล้วก็สูดลมหายใจเข้าตรงกลางอกทะลุไปจนถึงลำไส้ กระจายลมสบายเหล่านี้ให้ทั่วถึงกันได้ จะได้รับความสะดวกสบายขึ้นมาก (ถ้าเป็นเพศหญิงให้กระจายลมทางซ้ายก่อน เพราะเพศหญิงและชายเส้นประสาทต่างกัน)

4.ให้รู้จักขยายลมออกเป็น 4 แบบ คือ

1) เข้ายาวออกยาว

2) เข้าสั้นออกสั้น

3) เข้าสั้นออกยาว

4) เข้ายาวออกสั้น

แบบใดเป็นที่สบายให้เอาแบบนั้น หรือทำให้สบายได้ทุกแบบยิ่งดี เพราะสภาพของบุคคล ลมหายใจย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ทุกเวลา

5.ให้รู้จักที่ตั้งของจิต ฐานไหนเป็นที่สบายของตัวให้เลือกเอาฐานนั้น (คนเป็นโรคเส้นประสาทปวดศีรษะห้ามตั้งข้างบน ให้ตั้งอย่างสูงตั้งแต่คอหอยลงไป และห้ามสะกดจิตสะกดลม ให้ปล่อยลมตามสบาย ปล่อยใจตามลมเข้าลมออกให้สบาย แต่อย่าให้หนีไปจากวงของลม) ฐานเหล่านั้นได้แก่ 1.ปลายจมูก 2.กลางศีรษะ 3.เพดาน 4.คอหอย 5.ลิ้นปี่ 6.ศูนย์ (สะดือ) นี้ฐานโดยย่อ คือที่พักของลม

6.ให้รู้จักขยายจิต คือ ทำความรู้สึกให้กว้างขวางออกไปทั่วสรรพางค์กาย

7.ให้รู้จักประสานลม และขยายจิตออกให้กว้างขวาง ให้รู้ส่วนต่างๆ ของลมซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นก่อน แล้วจะได้รู้ในส่วนอื่นทั่วๆ ไปอีกมาก คือ ธรรมชาติลมมีหลายจำพวก ลมเดินในเส้นประสาททั่วๆ ไป ลมกระจายออกจากเส้นประสาทแล่นแทรกแซงไปทั่วขุมขน ลมให้โทษและให้คุณย่อมมีปนกันอยู่โดยธรรมชาติของมัน

สรุปแล้วก็คือ 1.เพื่อช่วยพลังงานที่มีอยู่ในร่างกายทุกส่วนของคนเราทุกคนให้ดีขึ้น เพื่อต่อสู้สิ่งต่างๆ ในตัว เช่น ไม่สบายในร่างกาย เป็นต้น

2.เพื่อช่วยความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวของคนทุกคนให้แจ่มใสขึ้น เพื่อเป็นหลักวิชชา วิมุตติวิสุทธิ์ ความหมดจดสะอาดในทางจิตใจ

หลักอานาปานสติ ทั้ง 7 ข้อนี้ ควรถือไว้เป็นหลักสูตร เพราะเป็นเรื่องสำคัญของอานาปานสติทั้งสิ้น เมื่อรู้เรื่องสำคัญเหล่านี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเราได้ตัดถนนเส้นใหญ่ ส่วนถนนซอยนั้นไม่สำคัญ คือส่วนปลีกย่อยของอานาปานสตินั้นยังมีอยู่อีกมาก แต่ไม่ค่อยสำคัญ

ฉะนั้นจึงควรปฏิบัติและตามแบบนี้ไว้ให้มาก ท่านจะได้รับความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งทีเดียว

ถ้าท่านรู้จักการปรับปรุงแก้ไขลมหายใจของตัวเองโดยสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็เท่ากับว่าคนในบ้านของท่านเป็นคนดี ส่วนปลีกย่อยนั้นเปรียบเหมือนคนนอกบ้าน คือ แขก ถ้าคนในบ้านของเราดี คนนอกบ้านก็ต้องดีไปตามเรา

คนนอกบ้านหรือแขกในที่นี้ ได้แก่ นิมิตต่างๆ และลมสัญจรที่ต้องผ่านไปผ่านมา ในรัศมีแห่งลมของเราที่ทำอยู่ เช่น นิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากลมให้ปรากฏเป็นรูป บางทีเกิดเป็นแสงสว่างขึ้น บางทีปรากฏเป็นรูปคนหรือรูปสัตว์ เป็นตัวเองหรือคนอื่น

บางคราวเกิดนิมิตขึ้นทางหู เช่น ได้ยินเสียงคำพูดของบุคคลอื่น จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

บางคราวให้ปรากฏกลิ่นต่างๆ ขึ้นทางจมูก บางทีก็เป็นกลิ่นหอม บางทีก็เหม็นเหมือนซากศพบางคราวหายใจเข้าไปให้เกิดความอิ่มเอิบซึมซาบไปทั่วสรรพางค์กาย จนไม่รู้สึกหิวข้าวหิวน้ำ

บางคราวให้เกิดสัมผัสขึ้นในทางกายให้มีอาการอุ่นๆ ร้อนๆ เย็นๆ ชาๆ ส่ายไปส่ายมาตามสรรพางค์กาย

บางทีให้ผุดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งเราไม่เคยนึกคิดก็เกิดขึ้นได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ชื่อว่า “แขก”

ก่อนที่เราจะต้อนรับแขกล่านี้ ให้ปรับปรุงจิตและลมหายใจของตัวเองให้เรียบร้อย และมั่นคงเสียก่อนจึงค่อยรับแขก

การที่เราจะต้อนรับแขกเหล่านี้ เราต้องบังคับปรับปรุงแขกให้อยู่ในอำนาจของเราเสียก่อน

ถ้าแขกไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา อย่าเพิ่งไปคลุกคลีกับเขา เขาจะนำความเสื่อมเสียมาสู่เราได้

ถ้าหากเรารู้จักปรับปรุงเขา สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นเครื่องสนับสนุนเราต่อไป

การปรับปรุงนั้น ได้แก่ การเจริญปฏิภาคนิมิต คือ ให้ขยายสิ่งที่ปรากฏมานั้นให้เป็นไปตามอำนาจแห่งจิต คือ ทำให้เล็ก ให้โต ให้ใกล้ ให้ไกล ให้เกิด ให้ดับ ให้มีข้างนอกข้างในก็ได้

สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการทำจิต ถ้าคล่องแคล่วชำนาญในนิมิตเหล่านี้ก็จะกลายเป็นวิชชา เช่น ตาทิพย์ เห็นรูปโดยไม่ต้องลืมตา หูทิพย์ ฟังเสียงได้ จมูกทิพย์ ดมกลิ่นไกลได้ ลิ้นทิพย์ ดื่มรสของธาตุต่าง ซึ่งมีอยู่ในอากาศธาตุอันจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย สามารถป้องกันความหิวความอยากได้

สัมผัสอันเป็นทิพย์ ก็จะเกิดขึ้นในทางกาย เช่น เราต้องการความเย็นก็จะเย็นขึ้น ต้องการความร้อนก็จะร้อนขึ้น ต้องการความอุ่นก็จะปรากฏขึ้น ต้องการความเข้มแข็งของร่างกายก็จะมีขึ้น เพราะธาตุทั้งหลายที่จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ซึ่งมีอยู่ในโลกก็จะแล่นเข้ามาปรากฏในกายของเรา

ดวงใจ ก็จะเป็นทิพย์และมีอำนาจ สามารถจะทำให้เกิดญาณจักขุ เช่น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ รู้จักความเกิดตายของสัตว์ ว่ามาอย่างไรไปอย่างไรอาจทราบได้ อาสวขยญาณ ความรู้ที่จะฟอกอาสาวะกิเลสให้สิ้นไป

 

ปัญหาในแวดวง พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธควรศึกษา!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2558 เวลา 10:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/391816

ปัญหาในแวดวง พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธควรศึกษา!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา :  พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้วนั้น พระธรรมวินัยที่ตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย …แต่ผู้อ้างตนว่าเป็นพุทธบริษัท ส่วนมากไม่ถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัย…

มีการใช้อำนาจทางกฎหมายทางโลกมาบังคับใช้ควบคุมองค์กรพระพุทธศาสนา จัดตั้งสถาบันสงฆ์ขึ้นมาโดยอำนาจทางกฎหมาย ประกาศการจัดตั้งวัดเป็นนิติบุคคล ให้เจ้าอาวาสเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ภายใต้อำนาจทางกฎหมายสงฆ์ ล่าสุดให้วัดต่างๆ ในเขตการปกครองของสถาบันสงฆ์ ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยอำนาจทางกฎหมายบ้านเมือง ต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ประจำเดือน… ประจำปี ของวัด และต้องทำรายงานถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่กำกับดูแลในแต่ละพื้นที่ …มีการสั่งสอนให้ทำบัญชีรายงานกันไปพอเป็นพิธี ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งตามพระวินัย ซึ่งอาจจะหนักถึงขั้นปาราชิกได้ ถ้าเจตนายักยอก ซ่อนเร้น ฉ้อโกง แค่เพียง ๕ มาสก อยู่ในฐานเดียวกับการลักทรัพย์…

จึงขอถวายปุจฉามายังพระอาจารย์อารยะวังโส เพื่อช่วยวิสัชนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับความรู้อันถูกต้อง ขอนมัสการมาด้วยความเคารพ

วิสัชนา :  เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …เพิ่งวางปากกาเขียนจบในเรื่อง ศาสนา… นำสู่สันติภาพโลก ก็พอดีเปิดเจอคำถามดังกล่าวที่ออกจะมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะเป็นคำถามเชิงประจักษ์ที่สาธุชนผู้อ้างตนว่าเป็นชาวพุทธควรร่วมกันพิจารณา ด้วยความรู้สึกสำนึกที่รู้คุณค่าอันไม่มีประมาณของพระพุทธศาสนา

ก่อนอื่น อาตมาใคร่แนะนำให้ผู้สนใจศึกษานานาปัญหาที่รุมเร้าพระพุทธศาสนา ได้ลองไปค้นหาบทสัมภาษณ์ของอาตมาที่ คุณสุทธิชัย หยุ่น รายการ Timeline Nation TV เป็นผู้สัมภาษณ์ มีอยู่สี่ตอน ในชื่อเรื่อง ศาสนาพุทธกับฮินดู จะป้องกันความขัดแย้งของโลกได้อย่างไร? ทาง www.youtube.com/watch?  ที่นำเสนอไปเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ ก.ย. และ ๑๙-๒๐ ก.ย. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว การที่มีกฎหมายมาช่วยกำกับดูแลให้สถาบันพระพุทธศาสนา หรือองค์กรสงฆ์เข้มแข็งมั่นคงขึ้น ก็คงคล้ายๆ กับการที่มีพระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นได้แสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ และทรงถวายงานเพื่อยอยกพระพุทธศาสนา ด้วยอำนาจทางโลก ดังที่ปรากฏในสมัยพุทธกาล หรือภายหลังพุทธปรินิพพานในชมพูทวีป ซึ่งทำให้การทำงานเผยแผ่พระธรรมวินัยของคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุผลตามความประสงค์ในการเกื้อกูล เพื่อประโยชน์โดยธรรมของมหาชน เทพยดาทั้งหลาย และเพื่อการอนุเคราะห์โลกให้เกิดสันติสุข อันเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่พระพุทธศาสนาหรือพระธรรมวินัย… ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ความศรัทธาของฝ่ายปกครองแผ่นดินที่ตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อช่วยค้ำชู ดูแล สนับสนุนงานกิจการพระพุทธศาสนา… และปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีสถาบันสงฆ์หรือองค์กรใดๆ ทางกฎหมาย เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจในพระธรรมวินัยของผู้แสดงตนเป็นชาวพุทธทุกฐานะ ไม่ว่าพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา… ว่า ได้ศึกษาเข้าใจจริงในพระธรรมคำสั่งสอนที่ทรงตรัสรู้ชอบด้วยปัญญาของพระพุทธองค์หรือไม่ เป็นสำคัญ และสำคัญที่สุดคือ ได้มีความศรัทธามั่นคง ถือปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัยที่ได้ศึกษาจนรู้เข้าใจถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยจริงหรือไม่… เพราะหากว่า แม้รู้จริง ถูกต้องตรงตามพระพุทธวจนะทั้งหมด  หากแต่ไร้การปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามที่ศึกษาเข้าใจมา… นั่นคือความล้มเหลวในการเข้าสู่พระพุทธศาสนานี้ อันนำไปสู่ความเสื่อมในทุกรูปแบบของสถาบันและบุคคล ที่อ้างตนว่าเป็นพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธศาสนิกชนในศาสนานี้…  เอวัง!!

เจริญพร

 

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2558 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/391813

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (2)

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หมายเหตุ : เนื้อหาต่อไปนี้เป็นวิธีทำสมาธิเบื้องต้น จากหนังสือ พระมหาตำรับ ธรรมปัสสนา รวบรวมและเรียบเรียงโดย พระครูบาธรรมชัย ธัมมชโย วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนังสือเก่าหายาก จึงขอนำมาเผยแผ่ต่อเพื่อสืบอายุธรรมเทศนาดีๆ โดยมีความละเอียด ดังต่อไปนี้

เมื่อจับนิมิตได้แล้วให้ขยายนิมิตนั้นออกไปให้โตเท่าศีรษะ นิมิตที่ขาวสว่างนั้นมีประโยชน์แก่กายแก่ใจ คือเป็นลมบริสุทธิ์สะอาด ลมบริสุทธิ์สะอาดนี้ย่อมเป็นเครื่องฟอกโลหิตในร่างกายของท่านได้อย่างดี สามารถจะบรรเทาหรือกำจัดทุกขเวทนาในร่างกายได้ เมื่อทำได้เท่าศีรษะของตนแล้ว ให้เลื่อนลงไปตั้งไว้ในฐานที่ 5 คือทรวงอก แล้วให้นึกเอานิมิตแห่งลมไปตั้งไว้ขยายออกให้เต็มทรวงอก ทำลมอันนั้นให้ขาวสว่าง กระจายลม กระจายแสงสว่างไปทั่วขุมขน จนกว่าจะมองเห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายปรากฏเป็นภาพขึ้นมาเอง ถ้าไม่ต้องการภาพอันนั้นก็สูดลมหายใจยาวๆ เสีย 2-3 ครั้ง ภาพนั้นก็จะหายไปทันที แล้วกระทำจิตให้นิ่งอยู่โดยกว้างขวาง แม้จะมีนิมิตอะไรผ่านมาในรัศมีแห่งลมอย่าเพิ่งไปจับเอา อย่าทำจิตหวั่นไหวไปตามนิมิต ประคองจิตไว้ให้ดี ทำจิตให้เป็นหนึ่ง พยายามตั้งจิตไว้ในอารมณ์อันเดียว คือลมหายใจอันละเอียด และขยายลมอันละเอียดนั้นให้กว้างขวางออกไปทั่วสรรพางค์กาย

เมื่อทำจิตถึงตอนนี้จะค่อยเกิดวิชชาความรู้ขึ้นตามลำดับ กายของเราก็จะเบาเหมือนปุยนุ่น ใจก็จะเอิบอิ่มนิ่มนวลวิเวกสงัดได้รับความสุขกายสบายจิตเป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้องการวิชชาความรู้แล้ว ให้ทำอย่างนี้จนกว่าจะชำนาญในการเข้า ในการออก และในการตั้งอยู่เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว นิมิตของลมคือแสงสว่างขาวๆ เป็นก้อนเป็นกลุ่มเหล่านั้น จะทำเมื่อไรก็เกิดได้ เมื่อต้องการวิชชาความรู้ต่างๆ ก็ให้ทำจิตนิ่ง วางอารมณ์ทั้งหมดให้เหลืออยู่แต่ความสว่างความว่างอย่างเดียว

เมื่อประสงค์สิ่งใดในส่วนวิชชาความรู้ภายในและภายนอกตนเองและผู้อื่น ก็ให้นึกขึ้นในใจครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ก็จะเกิดความรู้หรือนิมิตเป็นภาพปรากฏขึ้นทันที เรียกว่า มโนภาพ ถ้าจะให้ดีและชำนาญในสิ่งเหล่านี้ ให้ศึกษากับผู้ที่เคยปฏิบัติในทางนี้จะดีมาก เพราะวิชชาตอนนี้เป็นวิชชาที่เกิดขึ้นจากสมาธิอย่างเดียวเท่านั้น

วิชชาในเรื่องสมาธินั้นมีอยู่ 2 แผนก คือ เป็นไปด้วยโลกีย์อย่างหนึ่ง เป็นไปด้วยโลกุตตรอย่างหนึ่ง วิชชาโลกีย์ คือ ติดความรู้ความเห็นของตนเองนี้หนึ่ง ติดสิ่งทั้งหลายที่มาปรากฏให้เรารู้ เราเห็น ด้วยอำนาจแห่งวิชชาก็ดี เป็นของจริงและของไม่จริง เจือปนอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ของจริงในที่นี้เป็นส่วนสังขารธรรมทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วย่อมไม่เที่ยง ไม่มั่นคงถาวร

ฉะนั้นเมื่อต้องการโลกุตตรต่อไป ให้รวมสิ่งที่เรารู้ เราเห็นทั้งหมด เข้ามาเป็นจุดอันเดียว คือ เอกัคคตารมณ์ ให้เป็นสภาพอันเดียวกันทั้งหมด เอาวิชชาความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามารวมอยู่ในจุดอันนั้น จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา แล้วอย่ายึดในสิ่งที่รู้ที่เห็นมาเป็นของๆ ตน ให้ปล่อยวางไปเสียตามสภาพ ถ้าไปยึดเอาอารมณ์ก็เท่ากับยึดทุกข์ ยึดความรู้ของตน จะเกิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย

ฉะนั้นจิตที่นิ่งเป็นสมาธิแล้วเกิดวิชชา วิชชานั้นเป็นมรรค สิ่งที่ให้เรารู้ต่างๆ ที่ผ่านไปผ่านมาเป็นทุกข์ จิตเราอย่าเข้าไปยึดเอาวิชชา อย่าเข้าไปยึดเอาอารมณ์ที่มาแสดงให้เรารู้ ปล่อยวางไปตามสภาพ ทำจิตให้สบายๆ ไม่ยึดจิต ไม่สมมติจิตของตนเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายังสมมติตนเองอยู่ตราบใดก็เป็นอวิชชาอยู่ตราบนั้น เมื่อรู้ได้โดยอาการอย่างนี้ ก็จะกลายเป็นโลกุตตรขึ้นในตน จะเป็นบุญกุศลอย่างประเสริฐสูงสุด

ในฐานะที่เป็นมนุษย์พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า ถ้าจะสรุปให้สั้นเข้าแล้ว หลักในการปฏิบัติก็มีดังนี้ คือ 1.กำจัดอารมณ์ที่ชั่วออกจากจิตให้หมด 2.ทำจิตให้อยู่ในอารมณ์ที่ดี 3.อารมณ์ที่ดีต่างๆ ให้ต้อนเข้าไปรวมอยู่ในจุดอันเดียว ที่เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ 4.พิจารณาอารมณ์หนึ่งนั้นให้เป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ว่างเปล่า 5.วางอารมณ์ที่ดีและอารมณ์ชั่วไปตามสภาพของอารมณ์ เพราะดีและชั่วย่อมอยู่ด้วยกัน มีสภาพเสมือนกัน วางจิตไว้ตามสภาพของจิต รู้ไว้ตามสภาพแห่งรู้ รู้นั้นไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จักดับ นั่นแลคือ สันติธรรม ดีก็รู้ ดีไม่ใช่รู้ รู้ไม่ใช่ดี ชั่วก็รู้ รู้ไม่ใช่ชั่ว ชั่วไม่ใช่รู้ คือ รู้ ไม่ติดความรู้ รู้ไม่ติดสิ่งที่รู้ นั่นแลคือธรรมชาติธาตุแท้อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนน้ำที่อยู่ในใบบัวฉะนั้น จึงเรียกว่า อสังขตธาตุ เป็นธาตุแท้

เมื่อใครทำได้เช่นนี้ ก็จะเห็นของดีวิเศษเกิดขึ้นในใจแห่งตน จะเป็นกุศลวาสนาบารมีของท่านผู้ปฏิบัติในทางสมถกัมมัฏฐาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานจะให้ผล 2 ประการดังกล่าวมา คือ โลกียผลที่จะให้สำเร็จประโยชน์อนามัยของร่างกายแห่งท่านและคนอื่นทั่วไปในสากลโลกนี้ประการหนึ่ง ประการที่ 2 จะได้โลกุตตรผลอันเป็นประโยชน์อนามัยในด้านจิตของท่านมีความสุข ความเยือกเย็น และความราบรื่นชื่นบาน ก็จะถึงพระนิพพานเป็นเบื้องหน้า ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายได้อรรถาธิบายมาโดยย่อ พอเป็นหัวข้อปฏิบัติของท่านพุทธบริษัทผู้นับถือพระพุทธศาสนา หากท่านมีความสงสัยขัดข้องจากการปฏิบัติตามแนวความคิดดังกล่าวไว้ในตำราเล่มนี้ โดยประการใดๆ ต้องการจะศึกษาจากผู้ให้แนวความคิดที่กล่าวมานี้ ยินดีที่จะส่งเสริมชี้แจงข้อสงสัยของท่านตามกำลังความสามารถของผู้เขียน เพื่อให้สำเร็จสันติสุขในทางพระศาสนาโดยทั่วหน้ากัน

สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วๆ ไป ควรที่จะยึดเอาวิธีที่ 2 ดังต่อไปนี้ ซึ่งจะได้รับความสะดวกสบายกว่าแบบที่ 1 ที่กล่าวมาแล้ว

 

การปฏิรูปสังคม… ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2558 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/390549

การปฏิรูปสังคม... ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …โลกกำลังโกลาหล พายุกำลังพัดผ่านพื้นที่ต่างๆ คลื่นใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาสมุทร… ฝนตกหนักน้ำท่วม… เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว… มนุษย์กำลังเตรียมอาวุธเพื่อประหัตประหารกัน… เศรษฐกิจย่ำแย่… ทรัพยากรทางธรรมชาติกำลังย่อยสลาย…

จากเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นเป็นกระแสข่าว พัดผ่านไปในหมู่ชนเพื่อได้รับรู้ข่าวสาร ล้วนแล้วแต่เป็นทางลบมากกว่าข่าวสารเชิงบวก วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ข่าวสารเหล่านี้ก็หมุนวนเป็นไปเช่นนี้ จะหนักบ้าง เบาบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ข่าวสารก็ยังดำเนินไปตามทิศทางของมัน เพื่อรายงานสภาวธรรมที่ผุดปรากฏตามเหตุปัจจัยที่จุดก่อขึ้น

วันนี้ของสังคมโลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน จึงทำให้เกิดการทำลายวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และความเห็น ด้วยเกิดการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการรู้เห็นเชิงประจักษ์ชัดแจ้งแดงแจ๋ในทุกๆ เรื่อง จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ล้อกระแสสังคมขึ้น…นั่นเป็นการเรียนรู้และเป็นการลอกรู้ที่เป็นพฤติกรรมจำเพาะของหมู่ชนชาวโลก…

ชีวิต… สังคม… และศาสนา ที่ถูกจัดความสัมพันธ์อยู่ในแกนเอ็กซ์-วายตลอดมา จึงมองเห็นค่าความปกติอันเป็นไปตามธรรมได้ไม่ยาก …การจัดระบบชีวิตสัมพันธ์กับสังคมโดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนานั้นจึงเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ… วิถีการดำเนินชีวิตของความเป็นสัตว์สังคมจึงดูเรียบง่าย… เข้าใจง่าย และพูดจากันรู้เรื่องแบบง่ายๆ แค่เพียงยกนรก สวรรค์ บาป บุญ ขึ้นมากล่าวอ้าง ก็สามารถกำกับหมู่ชนให้คล้อยไปในทิศทางธรรมตามหลักศาสนาได้ไม่ยาก… ชีวิต สังคม จึงเรียบง่าย สงบ มีความสุขสบาย ด้วยการดำเนินไปตามหลักศาสนา ที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เพื่อการสร้างดุลยภาพให้เกิดมีขึ้นต่อชีวิตและสังคม

ซึ่งแตกต่างกับ ชีวิต… สังคม… และศาสนา ในยุคดิจิทัล (ไอที) ที่เกิดการอนุวัตชีวิตไปตามกระแสโลก ที่สร้างภาวะทับซ้อนสภาวธรรม… สร้างมายาปกปิดมายา แตกไลน์ไปสู่แกนต่างๆ จนยากจะจัดความสัมพันธ์ของชีวิต… สังคม… ให้เป็นไปตามหลักศาสนาได้… ด้วยความซับซ้อนของจิตวิญญาณในสัตว์สังคม ที่ยากจะเข้าใจ… ยากที่จะอ่านค่าปกติได้เหมือนเดิม ไม่ว่าในความวิปลาส… ความวิบัติ

ดังปรากฏกระแสข่าวให้เกิดการลอกเรียนรู้กันในโซเชียล มีเดีย เนื่องในยุคโลกไร้พรมแดน การอุบัติความวิบัติเชิงลึก การปรากฏการแสดงออกถึงความวิปลาสเชิงซ้อน จึงเกิดปรากฏขึ้นแผ่กว้างไปทั่ว และยังไม่มีท่าทีว่า… อำนาจใดจะหยุดยับยั้งกระแสแผ่กระจายของมันได้ แม้แต่หลักศาสนาที่เคยทรงอิทธิพลต่อการสร้างดุลยภาพให้กับโลกนี้…

…เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศเรา ในบริบทของสังคมยุคไอที ย่อมได้รับผลกระทบเพื่อการย่างเข้าสู่การปฏิรูปสังคมใหม่ อันสามารถดำเนินไปบนถนนแห่งความจริงที่ปรากฏสู่สถานการณ์ดังในปัจจุบัน

การดำเนินชีวิตอย่างมีธรรมะ… การยึดมั่นในหลักศาสนาอย่างเข้มแข็ง ด้วยการศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง การจัดการศึกษาเพื่อชีวิตที่มุ่งสร้างคุณธรรมนำความรู้ จึงเป็นภาระความรับผิดชอบของภาคสังคมและประเทศชาติ ที่จะต้องดำเนินไปอย่างหลักธรรม เป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่จะต้องปฏิรูปตัวเองอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้บนกระแสโลกาภิวัตน์ หากสังคมไม่ละทิ้งหลักธรรมในศาสนา ก็ไม่น่าเป็นห่วงต่อการปฏิรูปสังคมใหม่… ไม่ว่าจะผ่านเข้าสู่ยุคใดๆ …ด้วยธรรมย่อมคุ้มครองรักษาสังคมที่ประพฤติธรรมเสมอ!

เจริญพร