สกู๊ปพิเศษ : กาฬสินธุ์สงกรานต์วันแรกเที่ยวหาดดอกเกด เล่นน้ำเขื่อนลำปาวคึกคักยันน้ำพอหน้าแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647426

สกู๊ปพิเศษ : กาฬสินธุ์สงกรานต์วันแรกเที่ยวหาดดอกเกด  เล่นน้ำเขื่อนลำปาวคึกคักยันน้ำพอหน้าแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บรรยากาศสงกรานต์วันแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์คึกคักโดยเฉพาะที่หาดดอกเกดหรือทะเลอีสาน เขื่อนลำปาว แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจังหวัด พบว่ามีประชาชน นักท่องเที่ยว ลงเล่นน้ำคลายร้อนรับเทศกาลสงกรานต์เป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้อำนวยการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ของเขื่อนลำปาว ร่วมกับฝ่ายสาธารณสุข ตำรวจและฝ่ายปกครอง เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 และรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ยืนยันปริมาณน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

จากการติดตามบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ในวันแรกที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าเริ่มมีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่บริเวณหาดดอกเกดเขื่อนลำปาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลอีสาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.กาฬสินธุ์ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด และเล่นน้ำคลายร้อน เนื่องจากสภาพอากาศกำลังร้อนจัด และในการละเล่นสงกรานต์ปีนี้ ทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้มีการสาดน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จึงได้มาผ่อนคลายความร้อนโดยลงเล่นน้ำที่บริเวณหาดดอกเกดดังกล่าว ซึ่งมีแนวเขตความยาวระยะปลอดภัยให้ลงเล่นน้ำกว่า200 เมตร

ทั้งนี้นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือเขื่อนลำปาว พร้อมด้วยนายณรงค์ศักดิ์ ปิณฑดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำเขื่อนลำปาว ฝ่ายสาธารณสุข และฝ่ายปกครอง ได้เข้าติดตามบรรยากาศและดูแลความเรียบร้อย ภายในบริเวณหาดดอกเกด หลังจากมีประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้กำชับผู้ประกอบการร้านค้า ร้านขายอาหาร อุปกรณ์เล่นน้ำ ทั้งในส่วนของการแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ราคาบริการที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 และความปลอดภัยในขณะเล่นน้ำด้วย

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า บรรยากาศการเล่นน้ำที่บริเวณหาดดอกเกด ในวันเริ่มต้นสงกรานต์ปีนี้มีความคึกคักเป็นอย่างมาก หากเทียบกับปีก่อนๆที่ไม่มีสถานการณ์โควิด จะเห็นว่ามีจำนวนมากถึง 70% เลยทีเดียว ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในทุกๆ ด้านได้มีการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ กรอกประวัติ ของประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยลาดตระเวน ดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาวปัจจุบันมีจำนวน 726 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 37% ของความจุอ่าง 1,980 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งค่าเฉลี่ยมากกว่าปี 2564 ยืนยันมีเพียงพอต่อการใช้น้ำทุกกิจกรรมตลอดฤดูแล้ง ทั้งการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และสำรองถึงต้นฤดูฝนแน่นอน แต่ก็ขอให้ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัดให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์มากที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640430

สกู๊ปพิเศษ : สื่อไทยในวันสตรีสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และ มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว จัดเสวนาแลกเปลี่ยนกับพี่น้องสื่อมวลชนเรื่อง“มอง สื่อไทย…สร้างสรรค์หรือด้อยค่าสตรี”กันแน่ ในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากลที่โรงแรมแมนดาริน

งานเริ่มต้นโดยประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)นายอภิวัชร์ เกตุทัต กล่าวเปิดงานตอกย้ำว่าสื่อมวลชนคือคนสำคัญที่จะเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนและสร้างสรรค์บทบาทผู้หญิงมากกว่าการด้อยค่าแน่นอนและชื่นชมสื่อที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ตามมาด้วยการ นำเสนอมุมมองจากผู้ที่ต่อสู้เรื่องผู้หญิงและความเท่าเทียมมายาวนานอย่าง นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิง ชายก้าวไกล มองว่าสื่อมีทั้งสร้างสรรค์และด้อยค่าผู้หญิงที่ดีขึ้นคือฉากไม่เหมาะสมในละครลดน้อยลง แต่ที่ยังต้องแก้ไขหรือจะเรียกว่าการด้อยค่าไม่ใช่แค่เรื่องแตะเนื้อต้องตัวอย่างเดียว เพราะยังคงมีคำพูดของนักแสดงที่เห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ รายการวาไรตี้รายการตลกชอบด้อยค่านำภรรยาตัวเองนำมาล้อเลียน มีหลายครั้งที่พิธีกรตลกมีการแตะเนื้อต้องตัวแขกรับเชิญที่เป็นผู้หญิง ส่วนข่าวผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศไม่อยากให้เน้นแค่การเสนอปรากฏการณ์ควรหาสาเหตุของปัญหาโดยเฉพาะความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่

สื่อมวลชนอาวุโส นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ นักจัดรายการวิทยุอดีตกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยบอกว่าสื่อควรเปิดบทบาทให้สื่อมวลชนหญิงได้เป็นผู้นำองค์กรวิชาชีพสื่อให้มากขึ้น ตัวอย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ตั้งสมาคมนักข่าวมาปี 2489 ถึงปี 2542 มีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงแค่ 3 คน พอรวมเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบันมีนายกสมาคมฯที่เป็นผู้หญิงอีก 2 คน แต่ที่น่าชื่นชมคือสื่อออนไลน์ผู้หญิงเป็นบรรณาธิการบริหารพอๆ กับผู้ชาย ส่วนการเสนอข่าวและเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นดีขึ้น เช่น ไทยรัฐออนไลน์ แนวหน้ามีคอลัมน์ผู้หญิง คอลัมนิสต์ผู้หญิงอยู่หลายคน สื่อจะสร้างสรรค์หรือด้อยค่าผู้หญิงเจ้าของธุรกิจสื่อและผู้บริหารองค์กรสื่อคือคนสำคัญ

ส่วนนายณัฐกร เวียงอินทร์ Content Editor The People กล่าวว่านอกจากผู้หญิงแล้วปัจจุบันสื่อไทยนำเสนอเนื้อหาที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพมากขึ้น มีความตื่นตัว ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เราเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีนิยม กลุ่ม LGBTQ+ และอีกหลายกลุ่มความทำให้เราตระหนักถึงสิทธิความเท่าเทียมกันในแต่ละเพศ สังคมออนไลน์ผู้ใช้สื่อจึงมีบทบาทในการให้ข้อมูลให้ความรู้กับสื่อเพื่อให้สื่อมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสาร ให้มีทัศนคติที่ดีนำเสนอเนื้อหาข่าวสารในทางที่เหมาะสมเช่นกัน

ผู้ร่วมเวทีอีกคนดร.ชเนตตี ทินนามอาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ วิพากษ์สื่อตรงไปตรงมาว่าต้องใช้หัวใจในการทำงานเห็นความทุกข์ของผู้หญิงซึ่งแตกต่างจากปัญหาอื่นของสังคม ที่ผ่านมาความทุกข์ของผู้หญิงถูกระบบโครงสร้างสังคมทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และย้ำว่าสื่อต้องใช้ความเป็นธรรมนำความเป็นกลาง ความเป็นธรรมจะทำให้เรามองเห็นผู้หญิงในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ลดคุณค่าของผู้หญิงให้เหลือแค่ร่างกาย พร้อมกับเสนอให้องค์กรสื่อได้เป็นตัวอย่างของการสนับสนุนบทบาทความก้าวหน้าของสื่อมวลชนหญิง ดูแลเรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการและป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในองค์กรด้วย

วันนั้นมีสื่อหลายคนเช่นนางชุติมา เสวิกุล ประธานชมรมวรรณศิลป์ประภัสสร เสวิกุล ได้สะท้อนว่า ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การสอนให้เด็กผู้ชายต้องปกป้องและให้เกียรติผู้หญิง ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมีการแข่งขันมากจึงละเลยการให้เกียรติผู้หญิง การนำเสนอข้อมูลแม้จะเป็นข้อเท็จจริงแต่ต้องคิดถึงผลกระทบที่รอบด้าน เหมือนลูกฟุตบอลกลมๆอยู่ที่เรามองเห็นจากมุมไหน

ส่วนนางประไพ ยั่งยืน นักจัดรายการวิทยุ “ภัยผู้หญิง” บอกว่าประเทศไทยเรามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมี 33 ล้านคน ผู้ชาย 31 ล้านคน อยากชวนให้ผู้หญิงทุกคนให้คุณค่ากับตัวเองมากขึ้น ร่วมกันด้อยค่าผู้ชายที่ทำผิดศีลธรรม สื่อเองก็ต้องพัฒนา ผู้บริโภคต้องร่วมกันต่อต้านสื่อที่ด้อยค่าผู้หญิงไม่ต้องไปดูไม่ต้องไปฟังเพื่อให้สื่อได้ยกระดับตัวเอง

สื่ออาวุโสอย่างนายณรงค์ ปานนอกประธานชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ไทย อดีตสื่อหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เล่าว่าตัวเองโชคดีที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงเก่งมาโดยตลอด การด้อยค่าผู้หญิง มีมาก่อนในอดีตที่มองว่าสังคมชายเป็นใหญ่ ปัจจุบันมีผู้หญิงเก่งที่มีความสามารถมาก เชื่อว่าสื่อมวลชนไทยในอนาคตจะไปสู่จุดที่ผู้หญิงขึ้นมามีความเสมอภาค สังคมโดยรวมเองก็ต้องเลิกด้อยค่าผู้หญิง

ปิดท้ายด้วยนายศักดา แซ่เอียว หรือเซีย ไทยรัฐ การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง สะท้อนว่าอดีตที่ผ่านมาหลายองค์กรสื่อแม้จะนำเสนอข่าวเน้นบทบาทสตรี แต่ตัวเองกลับมีเรื่องการด้อยค่าคนในองค์กรเดียวกัน กดขี่ คุกคามทางเพศกันเอง สังคมเป็นอย่างไรก็อยู่ที่สื่อด้วยดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมมีความเท่าเทียมกันจะต้องร่วมมือกันทั้งขบวนการ ทั้งผู้ผลิตสื่อสปอนเซอร์ และประชาชนผู้บริโภคสื่อด้วย

ฟังดูก็เห็นร่วมกันว่าต้องช่วยกันสร้างสรรค์แล้วลดการด้อยค่าลงแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19 คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639013

สกู๊ปพิเศษ : ปีทองอ.ส.ค.รุกฝ่าวิกฤตโควิด-19  คว้ารางวัล‘การพัฒนาองค์กรดีเด่น’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญ ด้านการส่งเสริมกิจการโคนม ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ รวมทั้งด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน และให้ซึ่งน้ำนมและเนื้อ ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ โคนมและ สัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ตลอดจนอาหารสัตว์ น้ำเชื้อเอ็มบริโอและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตและการตลาด

นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า จากความมุ่งมั่น
ในการพัฒนาองค์กรและปรับตัวทันต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว(Disruption)และบริหารจัดการจนสามารถลดผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นผลสำเร็จนำพาองค์กรฝ่าวิกฤตเติบโตได้อย่างมั่งคงยั่งยืน

ทำให้เร็วๆ นี้ อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward) ประจำปี 2564 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผลสำเร็จติดต่อกัน 7 ปีซ้อน

สำหรับรางวัลประจำปี 2564 ที่อ.ส.ค.คว้ามาได้เป็นรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้าน “การพัฒนาองค์กรดีเด่น” โดยรางวัลดังกล่าว อ.ส.ค.ได้รับการพิจารณาให้เข้ารับรางวัลต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจของอ.ส.ค. ที่เกิดจากความมุ่งมั่นพยายามของผู้บริหารและพนักงานอ.ส.ค.ทุกคนในการร่วมกันพัฒนา องค์กรและมุ่งมั่นบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลก้าวสู่ยุคใหม่ ทันสมัยและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมีแนวทางการขับเคลื่อนและบูรณาการระหว่าง Core Business Enablers และผลลัพธ์ขององค์กรเป็นผลสำเร็จในภาพรวม รวมทั้งมีการพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลได้มาตรฐานและมีขีดสมรรถนะสูงพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์อ.ส.ค.ระยะ 20 ปีจนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากลูกค้าและประชาชนอย่างกว้างขวาง

ที่ผ่านมาอ.ส.ค. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประเภทรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นมาแล้ว 4 ครั้ง ในปี 2558 ปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 และจากการเดินหน้าพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องทำให้ปี 2564 ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นในภาพรวมเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้ ที่ผ่านมานอกเหนือ สามารถคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นอย่างต่อเนื่องแล้ว อ.ส.ค.ยังได้รับการคัดเลือกในการรับรางวัลอื่นๆ อีกหลายด้าน อาทิ รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น และรางวัลรางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และรางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านการยกระดับการบริหารจัดการ เป็นต้น

“รางวัลดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มาตรฐานในการบริหารจัดการ และความร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ อ.ส.ค. ผู้บริหารและพนักงาน อ.ส.ค.ในการขับเคลื่อนองค์กร เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่ศูนย์กลางการบริหารอุตสาหกรรมโคนมของประเทศต่อไป” นายสมพร กล่าว

สำหรับงานมอบรางวัล “รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น” (SOEAward)ประจำปี 2564 สคร.ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดก้าวสู่ยุควิถีใหม่ด้วยพลังรัฐวิสาหกิจไทยอย่างยั่งยืน (Sustainable Moving Towards The Next Normal) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประกาศผลงานที่โดดเด่นของรัฐวิสาหกิจให้สาธารณชนและสังคมได้รับรู้รับทราบ และการสร้างความภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจให้รัฐวิสาหกิจในการปฏิบัติงานในอนาคต