สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675753

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้จัดการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ในโครงการ KKU CSV  มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในที่ประชุม และมีผู้บริหาร และตัวแทนจากคณะ หน่วยงาน ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น  บุคลากรกองสื่อสารองค์กร และเครือข่ายสื่อและวิทยุมวลชน เข้าร่วมประชุม ที่ ห้องประชุมสารสิน อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี      

อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ร่วมลงมติเห็นชอบในการจะจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ประจำปี 2565 ขึ้น ในวันที่ 16 กันยายน 2565 ณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น นับเป็นโอกาสดีที่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและชุมชน  

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีโครงการดีๆ โดยจะนำองค์ความรู้ และการบริการสู่ชุมชนสำหรับประชาชนในจังหวัดขอนแก่น โดยจะจัดกิจกรรมหลากหลายสำหรับทุกวัย ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป มีหลายคณะ/หน่วยงานแจ้งร่วมกิจกรรมเปิดบูธให้บริการประชาชน อาทิ ในด้านสุขภาพ จะมีคณะแพทยศาสตร์ จะให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานการฝังเข็ม การตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี ความรู้ด้านการดูแลหัวใจของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงการตรวจรักษาสุขภาพช่องปากโดยทีมแพทย์คณะทันตแพทยศาสตร์มีบูธของคณะเทคโนโลยี จะให้บริการด้านอุตสาหกรรมเกษตร ด้านอาหาร การประกอบอาหาร การแปรรูปอาหาร และการตรวจคุณภาพน้ำในบ้านเบื้องต้น  

“นอกจากนั้น  ยังมีการให้ความรู้ในเรื่องของการประกอบการต่างๆ ในเรื่องวิชาชีพ ความรู้ใกล้ตัวด้านกฎหมาย โดยทีมนิติกรของกองกฎหมาย ความรู้ด้านเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการเรียนรู้ช้า มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์  พร้อมกับจัดกิจกรรมการฝึกทักษะสำหรับเด็กเล็ก มีกิจกรรมเปิดประสบการณ์ในโลกเสมือนทางดิจิทัล หรือ metaverse experience ของสำนักหอสมุด สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพ  ตรวจโรคเห็บหมัด  และรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าฟรี รวมถึงการรับคำปรึกษาได้ นับว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะนำองค์ความรู้ไปให้บริการสำหรับตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มช่วงวัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น” อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์ กล่าว 

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถมาร่วม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ได้ในวันที่ 16 กันยายน 2565 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย! 

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675505

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME - GP DAY เปิดโอกาส SME  เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดงาน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในระดับพื้นที่เข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ (SME – GP Day) รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยภายในงานรวบรวมสินค้าและบริการมากมายกว่า 100 บูธ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่นำมาตรการสนับสนุนให้ MSME เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บริการให้คำแนะนำปรึกษา และพบกับบริการดีๆ จากธนาคารชั้นนำ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงาน SME – GP Day กล่าวว่ารัฐบาลได้ให้สำคัญกับผู้ประกอบการ SME ผ่านนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบายหลัก ด้านที่ 5 การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย นโยบายเร่งด่วน ด้านที่ 6 การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทประเด็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ รวมทั้ง ร่างแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผ่านมาตรการด้านต่างๆเพราะผู้ประกอบการ SME เป็นฐานรากที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัยผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกโอกาสทางการตลาดในประเทศที่สำคัญมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2564 หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างจาก SME เป็นวงเงินที่จัดหาได้รวม 528,611 ล้านบาท จากวงเงินที่จัดหาได้รวม 1,333,622 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ในปีงบประมาณ 2565 สสว. เตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการSME ในการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานของรัฐ โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปให้มีการกระจายในระดับพื้นที่ จำนวน 1,000 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมมุ่งเป้า สำหรับสินค้า/บริการที่มีความยากในการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมสูง เพื่อลดการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมการบิน กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รวม 500 ราย

“ปัจจุบันมี SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในระบบ THAI SME-GP มากกว่า 136,000 ราย และตั้งเป้าว่าปลายปีนี้ จะมีผู้ประกอบการ SME ลงทะเบียนในระบบไม่น้อยกว่า 140,000 ราย มีจำนวนสินค้าและบริการกว่า 1 ล้านรายการ ซึ่งในงานนี้ สสว. เชื่อมั่นว่า การพัฒนายกระดับผู้ประกอบการMicro – SME ให้เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้จริงจะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ Micro-SME ตามคำขวัญของโครงการ “THAI SME-GP รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย”

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675233

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน  ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เทศบาลเมืองชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ร่วมกับประมงจังหวัดบุรีรัมย์ จัดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพด้านประมง หลักสูตร “การฝึกอบรมเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาตะเพียน รุ่นที่ 1” เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชน โดยเฉพาะเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาตะเพียนในพื้นที่ตำบลชุมเห็ด โดยมี ร.ต.ต.สมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศมตรีเมืองชุมเห็ด เป็นประธานพิธีเปิดมีรองนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล พนักงาน เจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้นำหมู่บ้าน ชุมชน และเกษตรกร เข้าร่วมที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านประมง หมู่ที่ 6 บ้านหนองไผ่ใหญ่ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้อาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเกษตรกรสามารถผลิตสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในครัวเรือน มีอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำ
ไว้บริโภค ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นแหล่งผลิตอาหารในพื้นที่ โดยเน้นโปรตีนจากสัตว์และขยายผลสู่การค้า เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้  อีกทั้งเพื่อขยายผลของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านการประมงระดับตำบล และเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

โดยมีนายวชิรวิทย์ ตันติบรรณกุล ประมงอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พร้อมวิทยากรจากสำนักงานประมงจังหวัดบุรีรัมย์ มาบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาน้ำจืดในประเทศไทย, การเลี้ยงปลาตะเพียน, การฝึกปฏิบัติการ “การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียน ด้วยชุดเครื่องอุปกรณ์เพาะฟักพันธุ์ปลาเคลื่อนที่

ซึ่ง นายพิชัย เรืองสุขศรีวงศ์ หจก.เรืองแสงไทยได้มอบชุดเครื่องอุปกรณ์เพาะฟักพันธุ์ปลาเคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ให้แก่เทศบาลเมืองชุมเห็ด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพด้านการประมงให้กับชุมชนครั้งนี้ด้วย

ร.ต.ต.สมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ด กล่าวว่า วันนี้ ทางเทศบาลเมืองชุมเห็ด โดยกองเกษตร เทศบาลเมืองชุมเห็ด ร่วมกับประมงจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดอบรมให้ความรู้ในการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ โดยอย่างยิ่งปลาตะเพียน ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งในพื้นที่ตรงนี้เราได้ทดลองขยายพันธุ์ปลาเสร็จแล้ว ก็จะดำเนินการมอบพันธุ์ปลาให้กับพี่น้องเกษตรกร ไปปล่อยในสระน้ำ แหล่งน้ำของชุมชนในพื้นที่เขตเทศบาล ให้ครอบคลุม เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่

อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนที่เข้ารับการอบรมให้สามารถไปดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ และส่งจำหน่าย ก็จะเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญเป็นการแบ่งปันอาหารในเขตเทศบาลเมืองชุมเห็ด เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำลงในแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674982

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง  กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กยท.เผยสถานการณ์ยางในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แม้จะแกว่งตัวตามกลไกตลาด แต่ยังมีแนวโน้มที่ดีเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน 2 โครงการรักษาเสถียรภาพราคายางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง มั่นใจปัจจัยเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวในอนาคตหนุน ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ยางในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2565 ว่า จะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ราคายังเป็นไปตามกลไกทางการตลาดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้ ต้องการยอมรับว่า ปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ และความขัดแย้งระหว่างไต้หวัน จีน และสหรัฐมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลก ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ยางมากที่สุดมีการชะลอลง ในขณะที่การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้การใช้ถุงมือยางลดลง แต่ในขณะเดียวกัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีการคลายล็อก ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยว ภาคการขนส่ง มีการขยายตัว ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เช่น หนังยางชนิดต่างๆ เป็นต้น ในชีวิตประจำวันมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงยังทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ แม้จะมีการแกว่งตัวบ้างก็ตาม แต่ก็ช่วงแคบๆ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพ กยท.ยังคงดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่อง 2 โครงการคือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท.จะดำเนินการซื้อขายยางผ่านตลาดกลางยางพารา เพื่อไม่ให้ราคาเกิดการผันผวนมากเกินไป เป็นไปตามกลไกการตลาด และโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อชะลอปริมาณผลิตยางพาราออกสู่ตลาดในช่วงนี้ รวมทั้งเพื่อให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างการอขายผลผลิต ทั้งนี้ กยท.มั่นใจว่า จากสถานการณ์ยางในปัจจุบันและการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรดังกล่าว จะทำให้ยางมีเสถียรภาพมากขึ้น และเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด รวมทั้งทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นไปตามกลไกตลาดอีกด้วย

“แม้ขณะนี้ราคายางจะทรงตัวแต่ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ และหากพิจารณาจากความต้องการใช้ยางกับปริมาณผลผลิตแล้ว จะเห็นได้ผลผลิตในตลาดโลกยังมีน้อยกว่าความต้องการถึง 604,000 ตัน ซึ่ง ANRPC วิเคราะห์ว่า ในปี 2565 ปริมาณผลผลิตอยู่ที่ 14.420 ล้านตัน และปริมาณการใช้ยางอยู่ที่ 15.204 ล้านตัน นอกจากนี้จากการดำเนินนโยบายลดภาษีรถใหม่ของจีน คาดว่าจะทำให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้น 24% ประกอบกับ ความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้การผลิตรถ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการยางจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% อีกด้วยขณะเดียวกับธนาคารโลกได้ประกาศค่า PMI ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำ GDP ของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2565ที่ผ่านมาหลายประเทศยังอยู่เหนือระดับ 50 หรือใกล้เคียง ทั้งนี้ หากมีค่า PMI มากกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวจากระดับปัจจุบัน โดยประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 52.20 ประเทศญี่ปุ่น 52.10 ยุโรป อยู่ที่ 49.80 และประเทศจีนอยู่ 49.00 ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจึงคาดการณ์ราคายางในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับผลผลิตยางในประเทศไทยนั้น ปริมาณผลผลิตยางในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยผลผลิตในเดืิอนสิงหาคม 2564 อยู่ที่ 451,955 ตัน ในขณะที่เดือนสิงหาคม 2565 อยู่ที่ 455,932 ตัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ปรับลดคาดการณ์ผลผลิตยางทั้งปีลง 1% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีโดยมีผลผลิตยางเป็นเนื้อยางแห้งเท่ากับ 4.799 ล้านตัน และคาดว่าการส่งออกจะอยู่ที่ 4.275 ล้านตัน ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางไปปลูกพืชชนิดอื่นโดยเฉพาะทุเรียน มากขึ้น ประกอบกับฝนตกหนักในช่วงไตรมาสที่ 3 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องระวังเรื่องน้ำป่าไหลหลากท่วมสวนยาง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน และตะวันออก พร้อมทั้งให้ระวังตรวจสอบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่ที่มักจะมาพร้อมกับความชื่นอีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674219

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง  ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พด.สบช่องราคาปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง มุ่งลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมชู จ.ตรัง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดที่เข้มแข็งยกระดับอาชีพและรายได้ให้ชุมชนแบบยั่งยืน

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดินนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานโครงการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง(ปุ๋ยอินทรีย์ตราพะยูน)ในพื้นที่จังหวัดตรัง พร้อมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ซื้อ-ขายปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงฯระหว่างวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจ.ตรังและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)จังหวัดตรัง ณ วิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง การขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากประเทศผู้ผลิตลดปริมาณการส่งออกปุ๋ยเคมีทำให้อุปสงค์ลดลงแต่อุปทานมีมากขึ้น จึงทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้นส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการตัดสินใจในการผลิตของเกษตรกร ในความต้องการบำรุงพืช ประกอบกับกำลังผลิตปุ๋ยเคมีของประเทศไทยยังมีจำกัด กรมพัฒนาที่ดินโดยกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ทั้งปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันแมลงและกำจัดโรคและสารบำบัดน้ำเสียซึ่งสามารถนำไปทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดโรคและแมลงได้

นอกจากนี้ ผลจากการวิจัยของนักวิชาการเกษตรกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าการสำรวจในสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันจะมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่มากมายมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสามารถจำแนกชนิด คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ นำมาใช้ประโยชน์สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพตอบสนองวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงดิน พด.11 (โสนอัฟริกัน และปอเทือง) ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 และ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สำหรับ ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช พด.14 ไตรโคเดอร์มาการใช้ฟื้นฟูสภาพนิเวศและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ผลิตสารบำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จึงเป็นการใช้นวัตกรรมทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง

นายศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และได้ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแก่เกษตรกรเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรโดยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ที่หลากหลาย

ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินมีพด.1-พด.14 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เหล่านี้กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนสู่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ สารป้องกันแมลงศัตรูพืช และจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชต่างๆ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี จึงนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีราคาแพงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ สถานีพัฒนาที่ดินตรังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินเพื่อลดการใช้สารเคมีจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรจังหวัดตรังอย่างกว้างขวาง โดยผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้กับเครือข่ายหมอดินอาสาจากนั้นขยายผลต่อไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจังหวัดตรังและเครือข่ายรวม 11 ราย ช่วยยกระดับสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยให้มีรายได้อีกทางหนึ่ง

โดยจุดเริ่มต้นความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ จังหวัดตรังและเครือข่าย เริ่มต้นจากการผลิตเพื่อใช้เอง หลังจากนั้นนายพรชัย ชั้นสกุล ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ของจังหวัดตรัง มีวัสดุคือมูลไก่ค่อนข้างเยอะ จึงมีแนวคิดในการนำมูลไก่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยจังหวัดตรังมีโรงงานผลิตน้ำยางและโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีกากตะกอนหรือมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาผลิตปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดตรังและหมอดินอาสาจึงได้เข้ามาถ่ายอบรวมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับกลุ่มและเครือข่ายจนเกิดความเข้มแข็งและได้เจรจาซื้อขายผลผลิตปุ๋ยกับกยท.ตรังจนเป็นตลาดหลักในการรับซื้อจนถึงปัจจุบัน

ด้านนายภิรมย์ หนูรอด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ในฐานะหน่วยงานที่รับสงเคราะห์ยางพาราซึ่งเกษตรกรที่ขอสงเคราะห์ยางพาราจะได้รับการสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ไร่ละ 300 บาท ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมา กยท. ตั้งเป้าในการรับซื้อประมาณ 1,000 ตัน แต่กลุ่มสามารถผลิตได้ไม่ถึง 1,000 ตัน ส่วนปี 2565 ตั้งเป้ารับซื้อไว้ประมาณ 1,500 ตัน ในราคา 6.80 บาท/กก.หรือ 6,800 บาท/ตันในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/กก.หรือ 34,000 บาท/ตัน จะเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดินจะมีราคาต่ำกว่าถึง
5 เท่าช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในอนาคต กยท.จังหวัดตรังได้ประเมินความต้องการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอนาคตไว้ไม่ต่ำกว่า 4,000-4,500 ตัน/ปี ในขณะที่กำลังผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯและเครือข่าย 11 แห่งในปัจจุบันมีกำลังผลิตเพียง 1,000-1,500 ตัน/ปี เท่านั้น ซึ่งทราบว่าขณะนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ กำลังเตรียมแผนขยายเครือข่ายผู้ผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดตรัง เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและ กยท.จังหวัดตรังในอนาคต