สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660800

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน  พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น (COLA) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) โครงการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมการให้บริการสาธารณะด้วยเครื่องมือดิจิทัล กับ ดร.ธีรภัทร์ บุตรโคตร ผู้บริหารบริษัท One Geo Survey ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทอินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานจัดการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันกับภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรม วิจัย และถ่ายทอดผลงานที่พัฒนาขึ้นสู่การนำไปใช้ได้จริงและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาให้ได้เรียนรู้ในบริบทจริงและสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลในอนาคตได้ ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลัก คือ 

1.บูรณาการการเรียนการสอนรายวิชาสหกิจศึกษาและวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในระดับปริญญาตรีของ COLA โดยจะมีการบ่มเพาะนักศึกษาให้สามารถนำเอานวัตกรรมดิจิทัลที่พัฒนาแล้วไปถ่ายทอดและใช้จริงในการบริหารจัดการและให้บริการประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงรับเอาข้อเสนอแนะกลับมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถตอบสนองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์จะมุ่งให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการแสวงหาความต้องการและการพัฒนาตัวแบบนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับการให้บริการสาธารณะซึ่งจะผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของนักศึกษา ผลจากการศึกษาสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และสามารถบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลให้แก่นักศึกษาได้ 

2.การจัดบริการวิชาการในรูปแบบของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การนำเอานวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นไปใช้จริง 

3.ทีม COLA และผู้เชี่ยวชาญของบริษัทจะร่วมมือกันแสวงหาเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพและมีความสนใจ เพื่อนำส่งนวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการดำเนินงานขององค์กร

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659812

สกู๊ปพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสา ต่อยอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกรและประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยน้อมนำ“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือที่เรียกว่า ครูบัญชีอาสา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากรสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชี การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการวางแผนอาชีพ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป สร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองในทุกพื้นที่ รวมไปถึงประชาชนและเยาวชนนักเรียน ได้รับการปลูกฝังวินัยในการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นให้เกิดการออม ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 7,636 คน โดยกรมฯ ได้ดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพครูบัญชีอาสามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูบัญชีมีทักษะและองค์ความรู้ด้านบัญชีและการประกอบอาชีพ สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและการบริหารจัดการพื้นที่แปลงเกษตรด้วยการนำมิติทางบัญชีมาจำแนก วิเคราะห์ และวางแผนการพัฒนา ทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในชีวิต มีการปรับตัวให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับวิธีทำการเกษตรแบบดั้งเดิม โดยผลักดันสู่การเป็น Smart Farming สามารถใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการการทำการเกษตรและใช้แอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย มาเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผน วิเคราะห์ต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยี มุ่งสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ตานโยบาย Thailand 4.0 โดยมีการดำเนินกิจกรรมทั้งในรูปแบบการลงพื้นที่และการจัดอบรม อาทิ การจัดอบรมหลักสูตร การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครเกษตร ปีงบประมาณ 2565 เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจให้กับครูบัญชีอาสาในประเด็นสำคัญของหลักการจดบันทึกบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพและการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ในการสร้างและการใช้สื่อการสอนให้กับครูบัญชีอาสา โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ การโน้มน้าวจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้สนใจและเห็นความสำคัญของการทำบัญชี พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชั่น SmartMe เป็นเครื่องมือบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพได้สะดวกมากยิ่งขึ้นผ่าน Smartphone เพื่อให้ครูบัญชีสามารถนำไปถ่ายทอดต่อในระดับพื้นที่ เป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้สนับสนุนการสร้างเครือข่ายชมรมครูบัญชีทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ ให้มีความเข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้มีครูบัญชีประจำศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเองที่สำคัญคือ การยกย่องเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาโดยกำหนดให้วันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันครูบัญชีอาสา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีและเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ

อีกทั้งเป็นก้าวแรกของการยกระดับความสามารถของครูบัญชีอาสาในทุกมิติ ให้สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่หรือมีทักษะที่สูงขึ้น (Reskilling) ควบคู่กับการเรียนรู้ด้วยมุมมองใหม่ (Relearning) รวมทั้งเป็นความก้าวหน้าของการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้เตรียมลงนาม MOU ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อให้ครูบัญชีอาสา เข้าไปสอนการทำบัญชีให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและสนับสนุนด้านงบประมาณ

จึงเป็นความร่วมมือที่สำคัญที่จะช่วยขยายผลการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในทุกชุมชน ผ่านการดำเนินงานของครูบัญชีอาสา เครือข่ายสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658553

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธคณะกรรมการลุ่มน้ำ ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรน้ำสู่ระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดให้องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ มี 3 ระดับ ระดับบน คือ ระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนี้ กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ คาดว่าจะสามารถประกาศ
รายชื่อ กนช.ชุดใหม่ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2565 นี้อย่างแน่นอน

ระดับล่างหรือระดับพื้นที่คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน รวมตัวกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย องค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขตามบริบทของพื้นที่ได้ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะนี้มีองค์กรผู้ใช่้น้ำที่จดทะเบียนแล้วจำนวน 3,342 องค์กร

องค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีกระดับ คือ ระดับกลาง คณะกรรมการลุ่มน้ำ เปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ในการขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาน้ำ ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ ขึ้นสู่ระดับชาติ

คณะกรรมการลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำมาจาก 4 กลุ่มสำคัญได้แก่ 1.กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากทหาร ถ้าลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล จะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และถ้าเป็นลุ่มน้ำอยู่ในพื้นที่ 3 จังชายแดนภาคใต้ จะมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้นๆด้วย 2.กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำมาจากตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ในลุ่มน้ำนั้นๆ ลุ่มน้ำละ 9 คน แบ่งเป็นมาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรมอีก 3 คน 3.กรรมการผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มาจากผู้บริหารอปท.ลุ่มน้ำละ 1 คน และ 4.กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำละ 4 คน

ปัจจุบันได้มีการคัดเลือกและสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเข้าใจบทบาท หน้าที่ และภารกิจในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้มีการจัดประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำและการอบรม “คณะกรรมการลุ่มน้ำและเครื่องมือขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายว่า คณะกรรมการลุ่มน้ำถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องเร่งดำเนินการจัดทําแผนแมบทลุ่มน้ำให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ครอบคลุมในทุกมิติ พร้อมจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมโดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการจัดทําระบบเตือนภัยน้ำท่วม ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพอากาศและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในการจัดประชุมและอบรมในครั้งนั้น ยังได้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง เป้าหมายขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นแกนกลาง และการบรรยายในเรื่องสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำและการติดตามประเมินผล แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ
ผังน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินในขอบเขตผังน้ำ และการดำเนินงานแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง/น้ำท่วม

“ติดอาวุธ” ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเรียบร้อย ซึ่งพร้อมที่จะเป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากระดับล่างสู่ระดับชาติ เพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมบูรณาการการทำงานให้การขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำทั้งในด้านการใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา และการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนกระบวนการมี
ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : เปิดสวนทุเรียน‘หมอนทองศรณรงค์’ปลอดสารเคมี กรอบนอกนุ่มในเนื้อหนึบเหนียวลูกค้าเลือกตัดเองได้ถึงต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657554

สกู๊ปพิเศษ : เปิดสวนทุเรียน‘หมอนทองศรณรงค์’ปลอดสารเคมี  กรอบนอกนุ่มในเนื้อหนึบเหนียวลูกค้าเลือกตัดเองได้ถึงต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดสวน “หมอนทองศรณรงค์” ทุเรียนออแกนิคปลอดสารเคมี ตัดทุเรียนแก่ 100% เท่านั้น ไม่มีการป้ายยาเร่งสุก รสชาติทุเรียนจึงอร่อย กรอบนอกนุ่มใน เนื้อหนึบเหนียว แก่จัดแค่ไหนการรันตีได้ว่าไม่เป็นเนื้อปลาร้าแน่นอน จัดส่งได้ทั่วประเทศพร้อมประกันสินค้าไม่ดีเคลมให้ พร้อมเปิดโฮมสเตย์ให้เที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ยินดีให้ความรู้แก่เกษตรกรมือใหม่ พร้อมเทคนิคในการดูแลทุเรียนทุกขั้นตอนไม่มีกั๊ก

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง สวนศรณรงศ์ตั้งอยู่ที่ 32/2  ม. 3 ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สวนทุเรียนออแกนิคปลอดสารเคมี 100% ที่วันนี้ทางสวนเปิดตัวทุเรียนน้องใหม่ “หมอนทองศรณรงค์” ที่อร่อยไม่แพ้หมอนทองจากที่อื่น จุดเด่นคือทุเรียนไม่มีการป้ายยาตัดเมื่อทุเรียนแก่ 100% จึงทำให้รสชาติอร่อยลูกค้าเลือกทานได้ว่าชอบแบบกรอบ หรือชอบแบบหง่อม เจ้าของสวนการันตีสุกแค่ไหน “หมอนทองศรณรงค์” ก็จะไม่เป็นเนื้อปลาร้าแน่นอน พร้อมจำหน่ายแล้ว 600 ลูกวันนี้ ราคากิโลกรัมละ 180 บาท ลูกค้าสามารถเดินทางมาเลือกตัดด้วยตัวเองได้ถึงสวน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทุกขั้นตอนในการเลือกผลทุเรียน ไม่ดีไม่ต้องเอาไป พร้อมประกันรับเคลมหาสินค้าไม่ดี จัดส่งได้ทั่วประเทศ(ค่าส่งคิดตามจริง) พร้อมเปิดโฮมสเตย์รับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ชิมทุเรียน เงาะสีทอง เงาะโรงเรียนถึงสวน ยินดีให้ความรู้ให้คำปรึกษา และแนะนำเทคนิคในการดูแลทุกขั้นตอนให้ฟรีสำหรับผู้ที่สนใจมาศึกษาดูงาน

นายวิวัศชน์ธาดา นันทเมธียกุลอายุ 45 ปี เจ้าของสวนศรณรงศ์บอกว่า ตนทำไร่มา 8 ปี ส่วนไร่ทุเรียนเริ่มทำอย่างจริงจังมาได้ 5 ปี เดิมทีตนประกอบธุรกิจส่วนตัวจำหน่ายเครื่องปั๊มลมและเครื่องปรับอากาศ เป็นผู้รับเหมาในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรม และตนมีที่อยู่ อ.วังทอง จ. พิษณุโลก พอมาอยู่ที่บ้านเริ่มมองเห็นว่าที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพืชเกษตร และภรรยาบอกว่าอยากเป็นเกษตรกรเงินล้าน ผลไม้ที่จะสามารถทำเงินได้ก็ต้องเป็นทุเรียน จึงได้ลองผิดลองถูกปลูกพืชเกษตรมาหลายปีพอสมควร โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้วตนได้ลองปลูกทุเรียน เริ่มทดลองปลูกทุเรียนหมอนทอง ลองต้นพันธุ์อยู่ประมาณ 10 ต้น ปรากฏว่าเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตออกมาอย่างน่าพอใจ จึงเกิดแนวคิดอยากขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน ตนจึงใช้พื้นที่ประมาณ 13 ไร่ มาปลูกทุเรียน

ตนเริ่มปลูกทุเรียนด้วยการลองผิดลองถูกจากความไม่รู้ จากนั้นจึงหันมาศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วค่อยๆ พัฒนาสวนของตนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ จึงเปิดตัวทุเรียน “หมอนทองศรณรงค์” ที่ใครได้ชิมก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย ไม่เหมือนหมอนทองที่อื่น ภูมิลักษณ์ของพื้นที่ตรงนี้มีฝนตกน้อยและเป็นที่ลาด น้ำจึงไม่ขัง พอทุเรียนออกผลผลิตมาทุเรียนจึงเปลือกบาง เนื้อทุเรียนมีความกรอบ เหนียวหนึบ ให้รสชาติหวานมัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลิ้มรส ทำให้ปีที่ผ่านมา มีผู้แวะเข้ามาจับจองทุเรียนไม่ขาดสาย ปีนี้จึงเกิดไอเดียที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกทุเรียนที่ถูกวิธีให้กับผู้ที่สนใจจะศึกษา เพราะมองว่าทุเรียนในไทยยังไม่มีคุณภาพมากพอ โดยตนจะเปิดสวนเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งจะรับผู้เข้าชมเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะเท่านั้น เพราะมองว่าการรองรับนักเที่ยวเป็นกลุ่มเช่นนี้จะสามารถให้ความดูแลในด้านความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิวัศชน์ธาดา นันทเมธียกุล บอกต่ออีกว่า “หมอนทองศรณรงค์” รสชาติจะเด่นแก่หง่อมยังไงจะไม่เป็นทุเรียนปลาร้า อร่อย กรอบนอกนุ่มใน ที่สำคัญกลิ่นของทุเรียนสายพันธุ์นี้ไม่แรง เนื้อนุ่มกำลังดีทุเรียนลูกสวยพลูเต็มสมบูรณ์ หนาม ขั้วแข็งแรง ลูกไหนไม่สมบูรณ์เราเลือกออก เรามีหลักการดูแลทุเรียนให้อร่อย ทุเรียนทุกต้นมีซีเรียลนับเบอร์ มีบันทึกการให้ปุ๋ยให้ยา ตัดเมื่อครบอายุ 120 วันเท่านั้น คือสุกแก่จริงๆ ไม่มีการป้ายยา เพราะเราอยากให้คนทานทุเรียนของเราได้ความอร่อย เราก็ต้องคัดคุณภาพจริง ปกติทุเรียนสวนอื่นเขาจะตัดทุเรียนแก่ 70% แล้วไปป้ายยาเร่งสุกเอา สวนของเราตัดทุเรียนสุก 100% ความอร่อยของทุเรียนจะไม่เหมือนกัน สวนของเรารับประกันคุณภาพ จัดส่งได้ทั่วประเทศสินค้าไม่ดีเรามีประกันพร้อมเคลมให้ทันที

สำหรับใครที่สนใจอยากชิมความอร่อยของ “ทุเรียนหมอนทองศรณรงค์” ก็สามารถเดินทางมาเลือกซื้อเลือกตัดได้ถึงสวนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ในสวนยังมีเงาะ และมังคุด ให้เลือกซื้ออีกด้วย สามารถติดต่อสอบถามได้ทาง เพจ Facebook : บ้านคุณต้น สวนศรณรงค์ โทรสอบถามเส้นทางหรือสั่งจองทุเรียนได้ทาง 08-8097-7173/09-9378-6168

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนทีมวิจัย มจธ.ถ่ายทอดเทคโนโลยี การตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร ใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นิติวิทย์ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/657074

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนทีมวิจัย มจธ.ถ่ายทอดเทคโนโลยี  การตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร  ใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นิติวิทย์ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า เอกสารที่ถูกปลอมแปลงจากแหล่งต้องสงสัย ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายคดีความ และจากสถิติคดีศาลยุติธรรมทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2558 ยังพบว่าความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารมีมากสุดถึง 95% ของความผิดที่เกี่ยวกับการปลอมแปลงในคดีอาญาทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปีดังนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จึงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นักนิติวิทยาศาสตร์” เพื่อให้เกิดการนำเอาองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แล้วไปขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และยังช่วยลดงบประมาณในการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวที่เรียกว่า Green colloidal SERSเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี2564 โดยมีผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหัวหน้าโครงการ และมีผู้ร่วมประดิษฐ์ประกอบด้วย ดร.นพดลนันทวงศ์ และดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) พ.ต.อ.หญิง ศิริพร จันทขันธ์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวอภิญญา เกตุก้อง จาก มจธ.

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม และรองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า การปลอมแปลงเอกสารที่เป็นความผิดในคดีอาญาซึ่งมีลักษณะที่มีการต่อเติมหรือเขียนแทรก เช่น การปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินของธนาคาร โฉนดที่ดิน หนังสือเดินทาง และหนังสือพินัยกรรมนั้น ในบางกรณีจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงโดยการเปรียบเทียบชนิดของหมึกพิมพ์หรือหมึกปากกา

ทั้งนี้ด้วยข้อจำกัดของวิธีการตรวจแบบเดิมๆ เช่น การใช้เครื่อง VSC ที่แสดงให้เห็นแค่ความแตกต่างในการตอบสนองต่อแสงระหว่างหมึกปากกาที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ ไม่สามารถตรวจเปรียบเทียบชนิดของหมึกได้ หากหมึกปากกาในบริเวณต้องสงสัยเรืองแสงเหมือนกัน หรือไม่เรืองแสงเหมือนกัน และแม้จะมีการนำเทคนิคต่างๆ มาใช้เพิ่มขึ้น แต่ยังมีต้องสกัดหมึกปากกาออกมาจากเอกสารเพื่อตรวจพิสูจน์ เป็นการทำลายสภาพเอกสาร ทำให้เกิดความยุ่งยากในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ อีกทั้งยังต้องทำการขออนุญาตจากศาลก่อนทำลายสภาพเอกสาร

ปัจจุบันหน่วยงานด้านการตรวจพิสูจน์เอกสาร จึงได้นำเทคนิครามานสเปกโทรสโกปี (Raman spectroscopy หรือ RS) มาประยุกต์ใช้ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาบนเอกสารได้โดยตรง โดยเป็นการตรวจพิสูจน์แบบไม่ทำลายตัวอย่างและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกาได้

ผศ.ดร.เขมฤทัยกล่าวว่า เนื่องจากการใช้เทคนิค RS ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกา ยังมีความไวต่ำ จึงมีการนำเทคนิคพื้นผิวขยายสัญญาณรามาน (SERS) ด้วยการนำพื้นผิวของอนุภาคนาโนโลหะเข้ามาช่วยในการขยายสัญญาณรามานและลดสัญญาณรบกวน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเชิงพาณิชย์มีการพัฒนาตัวขยายสัญญาณเป็น 2 รูปแบบคือ รูปแบบแผ่นรองรับสำหรับขยายสัญญาณรามาน (SERS – substrate) และรูปแบบของคอลลอยด์สำหรับขยายสัญญาณรามาน (colloidal SERS) เพื่อออกมาจำหน่าย

สำหรับ SERS – substrate แม้จะสามารถขยายสัญญาณรามานได้ดี แต่มีข้อเสียคือ ยุ่งยากในการสร้าง มีราคาแพง ในขณะที่colloidal SERS สามารถเตรียมขึ้นโดยใช้กระบวนการที่ง่ายกว่าและมีราคาถูกกว่า แต่มีอายุการใช้งานที่สั้นและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

“ทีมวิจัย จึงร่วมกันพัฒนานวัตกรรม Green colloidal SERS ขึ้น สำหรับจำแนกหมึกปากกาในงานตรวจพิสูจน์เอกสารต้องสงสัย โดยมีราคาถูก สามารถผลิตขึ้นเองได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ด้วยเครื่องไมโครเวฟ โดยใช้เวลาในการเตรียมเพียงแค่ 3 นาที ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีภายในประเทศไทย และมีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน สามารถนำ Green colloidal SERS ไปหยดลงบนหมึกปากกาบนวัตถุพยานประเภทเอกสาร ณ ตำแหน่งต้องสงสัยได้โดยตรง แล้วนำไปตรวจวัดด้วยเครื่องรามานสเปกโทรสโกปีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้แห้ง สารขยายสัญญาณรามานที่พัฒนาขึ้นนี้จะไม่ทำละลายหมึก ตัวอักษรที่อ่านได้ยังคงลักษณะเดิม จึงไม่จำเป็นต้องทำลายสภาพเอกสารเพื่อสกัดหมึกออกมาตรวจวัด โดยการตรวจหนึ่งตำแหน่งจะใช้สารในราคาเพียง 25 สตางค์ เท่านั้น”

นักวิจัย กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวสามารถขยายสัญญาณรามานได้มากกว่า 10 เท่าของสัญญาณรบกวน ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกา สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการจำแนกโมเลกุลองค์ประกอบ สีของหมึกปากกา และประเภทของตัวทำละลายซึ่งจะบ่งบอกถึงชนิดของหัวปากกา เช่น ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม และปากกาโรลเลอร์บอล ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเอกสารต้องสงสัยนั้นถูกปลอมแปลงหรือไม่ โดยการตรวจพิสูจน์จากหมึกปากกา

การผลิต Green colloidal SERS หรือ สารสำหรับขยายสัญญาณเพื่อการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาด้วยวิธีรามานสเปกโทรสโกปี ได้เองนี้ ถือเป็นเพิ่มศักยภาพในการตรวจพิสูจน์หลักฐานของหน่วยงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้จากการสนับสนุนของ วช. ทีมวิจัยจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Green colloidal SERS และกระบวนการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาแบบไม่ทำลายวัตถุพยานเอกสารและไม่ทำละลายหมึกปากกาให้แก่ตัวแทนเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจเอกสารและกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง และศูนย์พิสูจน์หลักฐานทั้ง 10 ศูนย์ ทั่วประเทศไทย เพื่อประโยชน์เชิงความมั่นคง และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้แก่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกับหน่วยงานที่มีเครื่องรามานสเปกโตรมิเตอร์ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ให้ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องมือสามารถสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจได้ในอนาคต