สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674219

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง  ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พด.สบช่องราคาปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง มุ่งลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมชู จ.ตรัง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดที่เข้มแข็งยกระดับอาชีพและรายได้ให้ชุมชนแบบยั่งยืน

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดินนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานโครงการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง(ปุ๋ยอินทรีย์ตราพะยูน)ในพื้นที่จังหวัดตรัง พร้อมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ซื้อ-ขายปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงฯระหว่างวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจ.ตรังและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)จังหวัดตรัง ณ วิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง การขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากประเทศผู้ผลิตลดปริมาณการส่งออกปุ๋ยเคมีทำให้อุปสงค์ลดลงแต่อุปทานมีมากขึ้น จึงทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้นส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการตัดสินใจในการผลิตของเกษตรกร ในความต้องการบำรุงพืช ประกอบกับกำลังผลิตปุ๋ยเคมีของประเทศไทยยังมีจำกัด กรมพัฒนาที่ดินโดยกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ทั้งปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันแมลงและกำจัดโรคและสารบำบัดน้ำเสียซึ่งสามารถนำไปทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดโรคและแมลงได้

นอกจากนี้ ผลจากการวิจัยของนักวิชาการเกษตรกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าการสำรวจในสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันจะมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่มากมายมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสามารถจำแนกชนิด คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ นำมาใช้ประโยชน์สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพตอบสนองวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงดิน พด.11 (โสนอัฟริกัน และปอเทือง) ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 และ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สำหรับ ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช พด.14 ไตรโคเดอร์มาการใช้ฟื้นฟูสภาพนิเวศและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ผลิตสารบำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จึงเป็นการใช้นวัตกรรมทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง

นายศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และได้ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแก่เกษตรกรเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรโดยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ที่หลากหลาย

ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินมีพด.1-พด.14 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เหล่านี้กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนสู่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ สารป้องกันแมลงศัตรูพืช และจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชต่างๆ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี จึงนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีราคาแพงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ สถานีพัฒนาที่ดินตรังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินเพื่อลดการใช้สารเคมีจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรจังหวัดตรังอย่างกว้างขวาง โดยผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้กับเครือข่ายหมอดินอาสาจากนั้นขยายผลต่อไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจังหวัดตรังและเครือข่ายรวม 11 ราย ช่วยยกระดับสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยให้มีรายได้อีกทางหนึ่ง

โดยจุดเริ่มต้นความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ จังหวัดตรังและเครือข่าย เริ่มต้นจากการผลิตเพื่อใช้เอง หลังจากนั้นนายพรชัย ชั้นสกุล ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ของจังหวัดตรัง มีวัสดุคือมูลไก่ค่อนข้างเยอะ จึงมีแนวคิดในการนำมูลไก่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยจังหวัดตรังมีโรงงานผลิตน้ำยางและโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีกากตะกอนหรือมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาผลิตปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดตรังและหมอดินอาสาจึงได้เข้ามาถ่ายอบรวมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับกลุ่มและเครือข่ายจนเกิดความเข้มแข็งและได้เจรจาซื้อขายผลผลิตปุ๋ยกับกยท.ตรังจนเป็นตลาดหลักในการรับซื้อจนถึงปัจจุบัน

ด้านนายภิรมย์ หนูรอด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ในฐานะหน่วยงานที่รับสงเคราะห์ยางพาราซึ่งเกษตรกรที่ขอสงเคราะห์ยางพาราจะได้รับการสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ไร่ละ 300 บาท ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมา กยท. ตั้งเป้าในการรับซื้อประมาณ 1,000 ตัน แต่กลุ่มสามารถผลิตได้ไม่ถึง 1,000 ตัน ส่วนปี 2565 ตั้งเป้ารับซื้อไว้ประมาณ 1,500 ตัน ในราคา 6.80 บาท/กก.หรือ 6,800 บาท/ตันในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/กก.หรือ 34,000 บาท/ตัน จะเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดินจะมีราคาต่ำกว่าถึง
5 เท่าช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในอนาคต กยท.จังหวัดตรังได้ประเมินความต้องการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอนาคตไว้ไม่ต่ำกว่า 4,000-4,500 ตัน/ปี ในขณะที่กำลังผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯและเครือข่าย 11 แห่งในปัจจุบันมีกำลังผลิตเพียง 1,000-1,500 ตัน/ปี เท่านั้น ซึ่งทราบว่าขณะนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ กำลังเตรียมแผนขยายเครือข่ายผู้ผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดตรัง เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและ กยท.จังหวัดตรังในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673553

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’  สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในเดือนตุลาคม 2565 จะมีอายุครบ 5 ปี และครบ 1 ปี ภายใต้การนำของหัวเรือคนที่ 2 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.คนปัจจุบัน มีผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอะไรบ้าง?

“ปัจจุบัน สทนช. เน้นในเรื่องการทำงานเชิงรุกและเปิดรับความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และได้มีการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เพื่อพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ โดยได้มีการสร้างระบบติดตามประเมินผลอย่างเข้มข้นเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ โดยสทนช. จะมีการติดตามขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการที่ กนช. ให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่อยู่ในแผนการขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ การทำงานของ สทนช. ในปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นเป้าหมายร่วมที่ต้องยึดถือปฏิบัติตาม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ” ดร.สุรสีห์กล่าว

สทนช.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561-ปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้แหล่งน้ำได้ถึง 314 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญนั้น สทนช. มีการดำเนินงานตามกระบวนการอย่างต่อเนื่องและละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีความถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์ โดยมีการเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า พร้อมเน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานโครงการสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง อันจะเห็นได้จากความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญไปแล้ว 43 โครงการ โดยในส่วนนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 25 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 1,571 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.57 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 267,128 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ภายในปี 2565-2567 จะสามารถดำเนินการขับเคลื่อนดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีกถึง 69 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกัน 7,560 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5.85 ล้านไร่ มีพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม 5.81 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 2.63 ล้านครัวเรือน

อาทิ โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่เขต อ.หนองปรือ อ.บ่อพลอย อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน และ อ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ี่ฝนตกน้อย ประสบภาวะปัญหาฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรเป็นประจำ รัฐบาลได้วางแนวทางในการแก้ไขโดยการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ พัฒนาระบบผันน้ำและโครงข่ายน้ำ สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองสำคัญ ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ พัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำ และพัฒนาน้ำบาดาล โดยมีแผนงานโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่สำคัญดำเนินการในปี’66-67 จำนวน
4 โครงการ ได้แก่

โครงการขยายความจุอ่างเก็บน้ำ ลำอีซู ความจุ 14.96 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,000 ไร่ ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างดำเนินการขอใช้พื้นที่ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการผันน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ ระยะที่ 1 (โครงการสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง) ปริมาณน้ำที่ผันได้ 27.88 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 78,500 ไร่ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการจัดหาถังกรองน้ำขนาดใหญ่ช่วยเหลือประชาชนหมู่บ้านลำสมอ และ รร.ตชด.วัดสุธาสินี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 500 ไร่ รับประโยชน์ 50 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ มีแผนดำเนินการปี 2567 และโครงการซ่อมแซมระบบประปาภูเขาฐาน ตชด. ที่ 13 ช่องสามัคคี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 50 ไร่ รับประโยชน์ 40 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จทั้ง 4 โครงการจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 43 ล้าน ลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 84,000 ไร่

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วรัฐบาลยังให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้วภายในปี 2565 ถึง 6 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเชียงราย ระยะที่ 3 อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนบางมูลนาก ระยะที่ 3 อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองอุทัยธานี ระยะที่ 3 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเลย ระยะที่ 1 อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย และโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองภูเก็ต ระยะที่ 1 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานก็เป็นอีกโครงการที่ สทนช. บูรณาขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อติดตาม พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2567 จะสามารถขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้ 9 แผนงานดังกล่าวได้เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกประวิตร ยังได้ลงพื้นที่จ.ตรัง ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งรัดการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2565 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในฤดูฝนที่จะมาถึง และเร่งรัดให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำตรัง รวมถึงช่องลัดและคันกั้นน้ำในปี 2567 โดยให้ สทนช. พิจารณายกระดับเป็นโครงการสำคัญอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนผลงานด้านทรัพยากรน้ำนั้น ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ การเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาแนวทางการชดเชยเยียวยาที่มีเป็นธรรมและเหมาะสม พร้อมจัดสรรพื้นที่รับประโยชน์ให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์ หรือการปรับแผนการดำเนินงานก่อสร้างกรณีที่เกิดปัญหาจากผู้รับจ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้โดยเร็วตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณากรอกคำขอรับงบประมาณในระบบ Thai Water Plan (TWP) โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันด้วย

“การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสทนช. ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมไปถึง NGOs โดยเล็งเห็นว่าการเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ปิดกั้น จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนโครงการให้สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากมีหน่วยงานองค์กร หรือบุคคลใด ต้องการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ ของ สทนช. ไปเผยแพร่ต่อ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมากขึ้นโดยไม่ขัดกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สทนช.ก็ไม่ขัดข้องในการดำเนินการดังกล่าว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำในตอนท้าย

สกู๊ปพิเศษ : บริษัทประชารัฐรักสามัคคี ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้า วิสาหกิจชุมชนอำนาจเจริญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672831

สกู๊ปพิเศษ : บริษัทประชารัฐรักสามัคคี  ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้า  วิสาหกิจชุมชนอำนาจเจริญ

สกู๊ปพิเศษ : บริษัทประชารัฐรักสามัคคี ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้า วิสาหกิจชุมชนอำนาจเจริญ

วันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าวิสาหกิจชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ(MOU) จำนวน 2 ชุด โดยชุดที่ 1.ระหว่างบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ/บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) จำกัด/สมาคมเพื่อส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพ และชุดที่ 2.บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ /เครือข่าย OTOP /เครือข่ายโคกหนองนาอำนาจเจริญ พร้อมเป็นประธานในพิธีมอบคูปองดิจิทัลให้กับเกษตรกร จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa)ณ ศูนย์ประชุมพุทธอุทยาน อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สินค้าแปรรูป สินค้าเกษตร สินค้าโอท็อป จำนวน 100 คน และคณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 50 คน เข้าร่วมกิจกรรม 

นายวรนิยม วงศ์สุวรรณ ประธานบริษัทประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) กล่าวว่า บริษัทประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ จำกัด เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายในการส่งเสริม สนับสนุน การสร้างรายได้ให้กับชุมชน และประชาชนมีความสุข มีวัตถุประสงค์หลักคือ ให้ชุมชน เข้าถึงปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ การตลาด การเติบโตแบบยั่งยืน และสามารถบริหารจัดการตนเองได้ เป็นพันธมิตรหลักที่บริษัทต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว บริษัท ประชารัฐฯ
จึงได้จัดกิจกรรม การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ให้กับสินค้าวิสาหกิจชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ รวมถึง OTOP และ SME 

โดยได้มีพิธีลงนาม MOU ร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) บริษัท ห้องปฏิบัติการลาง(ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมเพื่อส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพ RSA เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการเสริมสร้าง สนับสนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระบวนการผลิตของสมาชิกชุมชนและการพัฒนาขีดความสามารถการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ เพื่อยกระดับให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปชุมชนเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเชิงพาณิชย์และเป็นที่ยอมรับ พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิสาหกิจชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญสู่สากล โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถทางธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการแก่ผู้ประกอบการ SMEs และส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกร ให้ได้รับการตรวจวิเคราะห์ทางด้านห้องปฏิบัติการให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม การเกษตร ประมง ปศุสัตว์ เครื่องสำอางและสมุนไพร เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการนำนวัตกรรมมาใช้ในด้านการเกษตร ซึ่งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีอำนาจเจริญ จำกัด ได้มีการลงพื้นที่ สำรวจความต้องการของกลุ่มเกษตรกร พร้อมสำรวจข้อมูลนวัตกรรมสำหรับเกษตรกร ซึ่งมีคูปองดิจิทัล จำนวน 10,000 บาท เพื่อจัดซื้อระบบน้ำอัจฉริยะ การควบคุม
ระบบน้ำผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นงบประมาณจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(DEPA) ดำเนินโครงการในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ผ่านสมาคมเพื่อส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพ ซึ่งเป็นหน่วยร่วมของดีป้า และมีพิธีมอบคูปองดิจิทัลให้กับเกษตรกร รวมถึง มีการจัดเสวนา เรื่อง “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ด้วยมาตรฐานการรับรองและนวัตกรรม” และการบรรยาย ให้ความรู้ในด้านการผลิต การจัดจำหน่าย รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดอีกด้วย… 

สกู๊ปพิเศษ : ปลัด มท.เปิดกิจกรรม ศก.พอเพียง โมเดลเศรษฐกิจใหม่130 ปี ความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671214

สกู๊ปพิเศษ : ปลัด มท.เปิดกิจกรรม ศก.พอเพียง โมเดลเศรษฐกิจใหม่130 ปี ความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ 130 ปี กระทรวงมหาดไทยความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา จังหวัดขอนแก่น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา 

โอกาสนี้ พระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสรุปว่า พิธีกรรมอันสำคัญที่ทุกคนได้มาร่วมกิจกรรมโครงการศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะสงฆ์มีปรารภต้นเหตุในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขให้กับประชาชน อันเกี่ยวข้องกับอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการวัด ประชารัฐสร้างสุข ถือเป็นการสร้างบุญกุศล สืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยคำว่า “พุทธอารยเกษตร” นั้น พุทธ คือ พระพุทธเจ้า อารยะ แปลว่า ประเสริฐ หรือดีงาม เกษตร มาจาก กสิ แปลว่า ผู้ไถ และสำหรับโคก หนอง นา นั้น “โคก” คือ การขุดดินขึ้นมาจากสระ มากองเป็นจำนวนมาก สามารถมาปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ล้มลุก ไม้ยืนต้น “หนอง” ทำเป็นหนองน้ำ ทุกอย่างในน้ำก็มีเป็นจำนวนมาก เป็นอาหารให้กับคน และ “นา” ทั้งนาข้าว นาเกลือ หรืออะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นพื้นที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นแนวทางที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้ง 2 พระองค์ได้พระราชทานแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกันตามแบบพุทธศาสนีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “มัตตัญญุตา” แปลว่า รู้ประมาณ มีความรู้ มีความสามารถ 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ท่านเจ้าคุณพระโสภณพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตขอนแก่น และคณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น ผู้เป็นหลักชัยของพระพุทธศาสนาและคนไทย ได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้พี่น้องประชาชนได้ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเห็นของจริง และของจริงที่ทำนั้น

ในท้ายที่สุดจะกลายเป็นผลผลิตที่สามารถเลี้ยงดูชุมชน เกื้อกูลประโยชน์สุขให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการเข้าร่วมโครงการและน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ซึ่งเป็นพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร ซึ่งคำว่า สืบสาน รักษา และต่อยอด นั้น พระองค์ท่านได้ทรงน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ที่มีมากกว่า 40 ทฤษฎี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาต่อยอดประยุกต์สู่โคก หนอง นา  

“คำว่า พุทธอาริยเกษตร มีที่มาจากคำเดิมที่ว่า ‘พุทธเกษตร’ ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคมเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้ริเริ่มที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วชิโรภาส ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่งดงใหญ่ วังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาขับเคลื่อน กระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เมตตาร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ในการต่อยอด

โดยนำทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่พื้นที่ โคก หนอง นา ขุดสระน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ คือ กว้าง x ยาว x ลึก ในเชิงที่มีความชันลึกประยุกต์ทำเป็นคลองไส้ไก่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ความลึกชันลดหลั่นคล้ายคลองธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติช่วยเหลือเกื้อกูลให้สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมีความสุข เพราะวิทยาศาสตร์กับธรรมะเป็นเรื่องเดียวกันคือความจริงที่แน่แท้ไม่มีแปรเปลี่ยน ตามหลักความจริงของธรรมชาติหรือหลักวิทยาศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงค้นพบ “น้ำคือชีวิต” จึงพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยทรงเริ่มต้นทดลองครั้งแรกที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่พวกเรารู้จักกันว่าแบ่งจัดสรรที่ดินเป็น 30 30 30 10 โดย 30 ส่วนแรกคือการขุดสระกักเก็บน้ำเพื่อให้พอใช้ในพื้นที่ 30 ส่วนถัดมา คือ ใช้ทำการเกษตร อีก 30 ส่วนใช้เลี้ยงสัตว์ ใช้ปลูกไม้ยืนต้น และอีก 10 ส่วน คือ เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ รวมถึงทฤษฎีเรื่องของการห่มดินหรือเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช ทฤษฎีใหม่เรื่องของหลุมขนมครก เรื่องของป่า 5 ระดับ หรือป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 

โดยพระราชทานแนวทางให้ทดลองทำเป็นตัวอย่างที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และบึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร รวมถึงเรื่องของการที่จะทำให้พวกเรามีความสุขอีกมากมายหลายทฤษฎี อันเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เหมือนดั่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมนุษย์ก็เกิดอยู่แล้ว

สกู๊ปพิเศษ : รัฐบาลโชว์ผลงานด้านทรัพยากรน้ำ เร่งขับเคลื่อนตามแผนแม่บท-ยุทธศาสตร์ชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670440

สกู๊ปพิเศษ : รัฐบาลโชว์ผลงานด้านทรัพยากรน้ำ  เร่งขับเคลื่อนตามแผนแม่บท-ยุทธศาสตร์ชาติ

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้าภารกิจด้านทรัพยากรน้ำตามแผนแม่บทฯและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เน้นสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการน้ำของชุมชน เผยผลงานสามารถขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญตั้งแต่ปี’59-65 ไปแล้วถึง 43 โครงการ พื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 1.5 ล้านไร่ พัฒนาโครงการขนาดเล็กถึง 26,902 แห่ง ช่วยลดปัญหาท่วม-แล้งในภาวะวิกฤติ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ขับเคลื่อนการดำเนินภารกิจด้านทรัพยากรน้ำ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่เชื่อมโยงกับแผนแม่บทลุ่มน้ำแผนจังหวัดและแผนชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการน้ำของชุมชน ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561 – ปัจจุบันพบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้แหล่งน้ำได้ 314 ล้าน ลบ.ม. (ปี 2564 – ปัจจุบัน)

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กนช. ยังเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญแล้ว 43 โครงการ และได้เริ่มดำเนินการแล้ว 25 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 1,571 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.57ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 267,128 ครัวเรือนเช่น โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง โครงการขยายเขต กปภ.บ้านฉาง รองรับ EEC โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แผนหลักการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบเป็นต้น และภายในปี 2567 มีเป้าหมายดำเนินการอีก 69 โครงการ อาทิ อ่างฯแม่ตาช้าง จ.เชียงราย โครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ (ระยะที่ 1) จ.กาญจนบุรี ระบบสูบกลับคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 จ.ระยอง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ดำเนินการพื้นที่ ส.ป.ก. จ.กระบี่ และแก้มลิงบึงละหาน จ.ชัยภูมิ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกัน 7,560 ล้าน ลบ.ม.

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เพียงขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพราะสามารถบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยในช่วงปี 2563-2564 ได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงการเกษตร ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 26,902 แห่ง ซึ่งปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด สามารถเก็บกักน้ำฝนใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้งได้ 738.3 ล้าน ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 7.5 ล้านไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 3.4 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6,120 แห่ง ภาคกลาง 4,694 แห่ง ภาคตะวันออก 1,469 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11,978 แห่ง และภาคใต้ 2,641 แห่ง ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างแรงงานถึง 184,000 ราย

อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนผลงานด้านทรัพยากรน้ำนั้น ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ การเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาแนวทางการชดเชยเยียวยาที่มีความเป็นธรรมและเหมาะสม พร้อมจัดสรรพื้นที่รับประโยชน์ให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์หรือการปรับแผนการดำเนินงานก่อสร้างกรณีที่เกิดปัญหาจากผู้รับจ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้โดยเร็วตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณากรอกคำขอรับงบประมาณในระบบ Thai Water Plan (TWP) โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันด้วย