สกู๊ปพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำปี2565 ฟันธง! ไม่ซ้ำรอยปี2554

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680315

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดเลย ทำให้มีสืื่อหลายสำนัก และนักวิชาการบางท่านออกมาให้ข่าวว่า อาจจะเกิดน้ำท่วมซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

มาวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกันว่า ปีนี้จะเกิดมหาอุทกภัยหรือไม่ ?

แม้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) ได้คาดการณ์ในช่วงปลายฤดูฝนจะมีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า สถานการณ์จะรุนแรงเทียบเท่าปี 2554

เนื่องจากสถานการณ์น้ำในปี 2565 แม้จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ฝนมาเร็ว หลายพื้นที่ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2554 ก็ตาม แต่ความรุนแรงจนถึงขณะนี้ยังไม่เท่ากับปี 2554 รวมทั้งพายุที่เกิดขึ้นมีเพียง 2-3 ลูก ที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้พัดผ่านโดยตรง

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ประกอบด้วย 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 2.การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 3.ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ 4.ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ 5.ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมพร้อมวางแผนเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยง 8.เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคันทำนบพนังกั้นน้ำ 10.เตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 11.ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย12.การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 13.ติดตามประเมินผล ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ถูกนำมาถอดบทเรียนวางแผนแก้ไข รับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้มีการมีแก้ไขปรับปรุงขุดลอกคลอง กำจัดผักตบชวา ขยะ ต้นไม้ กิ่งไม้ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับปัญหาความซ้ำซ้อน ไม่มีเอกภาพก็ได้รับการแก้ไขเช่นกัน

ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำภาพรวมทัั้งประเทศ ได้จัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ขึ้นมาบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เป็นหนึ่งเดียว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนติดตาม เฝ้าระวังป้องกัน และเตือนภัยสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา โดยล่าสุด พลเอกประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งได้กำชับให้ดำเนินงานตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ได้วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลดปัญหาน้ำท่วมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทั่วถึงทุกพื้นที่

ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปีนี้ก็แตกต่างจากปี 2554 ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำใช้การรวม 49,887 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 65% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 26,201 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปี 2554 ใ่นช่วงเวลาเดียวกันมีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางมากถึง 58,563 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาปริมาณใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำรวม 13,792 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 55% ของปริมาณการกักเก็บ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 11,079 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกับปริมาณปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันถึง 21,416 ล้านลบ.ม. ต่างกันมากกว่า 10,000 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ยังจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ10 ทุ่ง สำรองเพิ่มเติมกรณีที่จำเป็น เพื่อไว้เป็นแก้มลิงรองรับน้ำหลากในช่วงกลางเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะสามารถหน่วงปริมาณน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วคาดว่า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้เช่นกัน

หากวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในปีนี้จนถึงปัจจุบัน ตลอดจนการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ในการรับมือฤดูฝนของหน่วยงานภาครัฐแล้ว “พลเอกประวิตร” ได้ออกมาการันตีว่า…

เหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 แน่นอน !!!!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675753

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

สกู๊ปพิเศษ : ‘มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน’ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย!

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้จัดการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ในโครงการ KKU CSV  มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในที่ประชุม และมีผู้บริหาร และตัวแทนจากคณะ หน่วยงาน ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น  บุคลากรกองสื่อสารองค์กร และเครือข่ายสื่อและวิทยุมวลชน เข้าร่วมประชุม ที่ ห้องประชุมสารสิน อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี      

อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ร่วมลงมติเห็นชอบในการจะจัดกิจกรรม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ประจำปี 2565 ขึ้น ในวันที่ 16 กันยายน 2565 ณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น นับเป็นโอกาสดีที่คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมสร้างคุณค่าสู่สังคม และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและชุมชน  

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีโครงการดีๆ โดยจะนำองค์ความรู้ และการบริการสู่ชุมชนสำหรับประชาชนในจังหวัดขอนแก่น โดยจะจัดกิจกรรมหลากหลายสำหรับทุกวัย ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป มีหลายคณะ/หน่วยงานแจ้งร่วมกิจกรรมเปิดบูธให้บริการประชาชน อาทิ ในด้านสุขภาพ จะมีคณะแพทยศาสตร์ จะให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานการฝังเข็ม การตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี ความรู้ด้านการดูแลหัวใจของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงการตรวจรักษาสุขภาพช่องปากโดยทีมแพทย์คณะทันตแพทยศาสตร์มีบูธของคณะเทคโนโลยี จะให้บริการด้านอุตสาหกรรมเกษตร ด้านอาหาร การประกอบอาหาร การแปรรูปอาหาร และการตรวจคุณภาพน้ำในบ้านเบื้องต้น  

“นอกจากนั้น  ยังมีการให้ความรู้ในเรื่องของการประกอบการต่างๆ ในเรื่องวิชาชีพ ความรู้ใกล้ตัวด้านกฎหมาย โดยทีมนิติกรของกองกฎหมาย ความรู้ด้านเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการเรียนรู้ช้า มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์  พร้อมกับจัดกิจกรรมการฝึกทักษะสำหรับเด็กเล็ก มีกิจกรรมเปิดประสบการณ์ในโลกเสมือนทางดิจิทัล หรือ metaverse experience ของสำนักหอสมุด สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพ  ตรวจโรคเห็บหมัด  และรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าฟรี รวมถึงการรับคำปรึกษาได้ นับว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะนำองค์ความรู้ไปให้บริการสำหรับตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มช่วงวัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น” อาจารย์ณัฐสมล  ธนกุลรังสฤษดิ์ กล่าว 

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถมาร่วม “มหกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นบริการชุมชน” ได้ในวันที่ 16 กันยายน 2565 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปณ สถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย! 

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675505

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME - GP DAY เปิดโอกาส SME  เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดงาน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในระดับพื้นที่เข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ (SME – GP Day) รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยภายในงานรวบรวมสินค้าและบริการมากมายกว่า 100 บูธ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่นำมาตรการสนับสนุนให้ MSME เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บริการให้คำแนะนำปรึกษา และพบกับบริการดีๆ จากธนาคารชั้นนำ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงาน SME – GP Day กล่าวว่ารัฐบาลได้ให้สำคัญกับผู้ประกอบการ SME ผ่านนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบายหลัก ด้านที่ 5 การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย นโยบายเร่งด่วน ด้านที่ 6 การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทประเด็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ รวมทั้ง ร่างแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผ่านมาตรการด้านต่างๆเพราะผู้ประกอบการ SME เป็นฐานรากที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัยผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกโอกาสทางการตลาดในประเทศที่สำคัญมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2564 หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างจาก SME เป็นวงเงินที่จัดหาได้รวม 528,611 ล้านบาท จากวงเงินที่จัดหาได้รวม 1,333,622 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ในปีงบประมาณ 2565 สสว. เตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการSME ในการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานของรัฐ โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปให้มีการกระจายในระดับพื้นที่ จำนวน 1,000 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมมุ่งเป้า สำหรับสินค้า/บริการที่มีความยากในการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมสูง เพื่อลดการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมการบิน กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รวม 500 ราย

“ปัจจุบันมี SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในระบบ THAI SME-GP มากกว่า 136,000 ราย และตั้งเป้าว่าปลายปีนี้ จะมีผู้ประกอบการ SME ลงทะเบียนในระบบไม่น้อยกว่า 140,000 ราย มีจำนวนสินค้าและบริการกว่า 1 ล้านรายการ ซึ่งในงานนี้ สสว. เชื่อมั่นว่า การพัฒนายกระดับผู้ประกอบการMicro – SME ให้เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้จริงจะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ Micro-SME ตามคำขวัญของโครงการ “THAI SME-GP รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย”

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675233

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน  ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ทม.ชุมเห็ด ติวเข้มผู้นำหมู่บ้าน ขยายพันธุ์ปลาตะเพียน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เทศบาลเมืองชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ร่วมกับประมงจังหวัดบุรีรัมย์ จัดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพด้านประมง หลักสูตร “การฝึกอบรมเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาตะเพียน รุ่นที่ 1” เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชน โดยเฉพาะเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ปลาตะเพียนในพื้นที่ตำบลชุมเห็ด โดยมี ร.ต.ต.สมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศมตรีเมืองชุมเห็ด เป็นประธานพิธีเปิดมีรองนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล พนักงาน เจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้นำหมู่บ้าน ชุมชน และเกษตรกร เข้าร่วมที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านประมง หมู่ที่ 6 บ้านหนองไผ่ใหญ่ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้อาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเกษตรกรสามารถผลิตสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในครัวเรือน มีอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำ
ไว้บริโภค ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นแหล่งผลิตอาหารในพื้นที่ โดยเน้นโปรตีนจากสัตว์และขยายผลสู่การค้า เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้  อีกทั้งเพื่อขยายผลของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านการประมงระดับตำบล และเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

โดยมีนายวชิรวิทย์ ตันติบรรณกุล ประมงอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พร้อมวิทยากรจากสำนักงานประมงจังหวัดบุรีรัมย์ มาบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาน้ำจืดในประเทศไทย, การเลี้ยงปลาตะเพียน, การฝึกปฏิบัติการ “การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียน ด้วยชุดเครื่องอุปกรณ์เพาะฟักพันธุ์ปลาเคลื่อนที่

ซึ่ง นายพิชัย เรืองสุขศรีวงศ์ หจก.เรืองแสงไทยได้มอบชุดเครื่องอุปกรณ์เพาะฟักพันธุ์ปลาเคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ให้แก่เทศบาลเมืองชุมเห็ด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพด้านการประมงให้กับชุมชนครั้งนี้ด้วย

ร.ต.ต.สมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ด กล่าวว่า วันนี้ ทางเทศบาลเมืองชุมเห็ด โดยกองเกษตร เทศบาลเมืองชุมเห็ด ร่วมกับประมงจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดอบรมให้ความรู้ในการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ โดยอย่างยิ่งปลาตะเพียน ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งในพื้นที่ตรงนี้เราได้ทดลองขยายพันธุ์ปลาเสร็จแล้ว ก็จะดำเนินการมอบพันธุ์ปลาให้กับพี่น้องเกษตรกร ไปปล่อยในสระน้ำ แหล่งน้ำของชุมชนในพื้นที่เขตเทศบาล ให้ครอบคลุม เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่

อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนที่เข้ารับการอบรมให้สามารถไปดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ และส่งจำหน่าย ก็จะเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญเป็นการแบ่งปันอาหารในเขตเทศบาลเมืองชุมเห็ด เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำลงในแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674982

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง  กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อน2โครงการรักษาเสถียรภาพยาง กยท.มั่นใจยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กยท.เผยสถานการณ์ยางในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แม้จะแกว่งตัวตามกลไกตลาด แต่ยังมีแนวโน้มที่ดีเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน 2 โครงการรักษาเสถียรภาพราคายางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง มั่นใจปัจจัยเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวในอนาคตหนุน ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ยางในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2565 ว่า จะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ราคายังเป็นไปตามกลไกทางการตลาดอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้ ต้องการยอมรับว่า ปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ และความขัดแย้งระหว่างไต้หวัน จีน และสหรัฐมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลก ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ยางมากที่สุดมีการชะลอลง ในขณะที่การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้การใช้ถุงมือยางลดลง แต่ในขณะเดียวกัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีการคลายล็อก ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยว ภาคการขนส่ง มีการขยายตัว ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เช่น หนังยางชนิดต่างๆ เป็นต้น ในชีวิตประจำวันมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงยังทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ แม้จะมีการแกว่งตัวบ้างก็ตาม แต่ก็ช่วงแคบๆ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพ กยท.ยังคงดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่อง 2 โครงการคือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท.จะดำเนินการซื้อขายยางผ่านตลาดกลางยางพารา เพื่อไม่ให้ราคาเกิดการผันผวนมากเกินไป เป็นไปตามกลไกการตลาด และโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อชะลอปริมาณผลิตยางพาราออกสู่ตลาดในช่วงนี้ รวมทั้งเพื่อให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างการอขายผลผลิต ทั้งนี้ กยท.มั่นใจว่า จากสถานการณ์ยางในปัจจุบันและการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรดังกล่าว จะทำให้ยางมีเสถียรภาพมากขึ้น และเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด รวมทั้งทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นไปตามกลไกตลาดอีกด้วย

“แม้ขณะนี้ราคายางจะทรงตัวแต่ยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ และหากพิจารณาจากความต้องการใช้ยางกับปริมาณผลผลิตแล้ว จะเห็นได้ผลผลิตในตลาดโลกยังมีน้อยกว่าความต้องการถึง 604,000 ตัน ซึ่ง ANRPC วิเคราะห์ว่า ในปี 2565 ปริมาณผลผลิตอยู่ที่ 14.420 ล้านตัน และปริมาณการใช้ยางอยู่ที่ 15.204 ล้านตัน นอกจากนี้จากการดำเนินนโยบายลดภาษีรถใหม่ของจีน คาดว่าจะทำให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้น 24% ประกอบกับ ความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้การผลิตรถ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการยางจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% อีกด้วยขณะเดียวกับธนาคารโลกได้ประกาศค่า PMI ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำ GDP ของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2565ที่ผ่านมาหลายประเทศยังอยู่เหนือระดับ 50 หรือใกล้เคียง ทั้งนี้ หากมีค่า PMI มากกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวจากระดับปัจจุบัน โดยประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 52.20 ประเทศญี่ปุ่น 52.10 ยุโรป อยู่ที่ 49.80 และประเทศจีนอยู่ 49.00 ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจึงคาดการณ์ราคายางในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับผลผลิตยางในประเทศไทยนั้น ปริมาณผลผลิตยางในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยผลผลิตในเดืิอนสิงหาคม 2564 อยู่ที่ 451,955 ตัน ในขณะที่เดือนสิงหาคม 2565 อยู่ที่ 455,932 ตัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ปรับลดคาดการณ์ผลผลิตยางทั้งปีลง 1% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีโดยมีผลผลิตยางเป็นเนื้อยางแห้งเท่ากับ 4.799 ล้านตัน และคาดว่าการส่งออกจะอยู่ที่ 4.275 ล้านตัน ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางไปปลูกพืชชนิดอื่นโดยเฉพาะทุเรียน มากขึ้น ประกอบกับฝนตกหนักในช่วงไตรมาสที่ 3 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องระวังเรื่องน้ำป่าไหลหลากท่วมสวนยาง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน และตะวันออก พร้อมทั้งให้ระวังตรวจสอบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่ที่มักจะมาพร้อมกับความชื่นอีกด้วย