สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684899

สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี  เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์ หรือ น้องเกมส์ วัย 20 ปี กล่าวว่า ผมเรียนจบชั้นมัธยมปลาย จากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศรังสิต โดยผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้เรื่องการทำอาหาร และศึกษาเรื่องการบริหารการจัดการ และหวังว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง และแล้วโอกาสก็มาถึงตามความฝัน โดยทางครอบครัวทั้งคุณแม่ คุณพ่อ และพี่ชาย ต่างก็เห็นความตั้งใจของผมทุกคนจึงให้การสนับสนุน

และ “น้องเกมส์” ได้มีการพัฒนาใส่ใจเรื่องอาหาร รสชาติความอร่อย ความสะอาด โดยคัดสรรเกี่ยววัตถุดิบที่สดใหม่ทุกวัน แม้แต่ภาชนะก็ต้องคัดเลือกอย่างดี จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ที่มาใช้บริการร้านอาหารชื่อ “Amassing cafe & Restaurant” ตั้งอยู่ที่ 24/21 ม.12 ซอยไอยรา 6 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

มีบริการทั้งอาหารไทย อิตาลี จีน หลากหลายสไตล์ และยังมีการตบแต่งร้าน ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ลูกค้ามาแล้ว จะต้องไปถ่ายเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศที่สวยงาม นับว่าเป็นจุดเช็คอินที่แห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งบริเวณจุดเซลฟี่นั้น นับว่ามีการออกแบบได้สวยงาม เป็นเหมือนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามธารน้ำ สวนพฤกษาดอกไม้ หรือน้ำตกขนาดใหญ่

ด้วยการเอาใจใส่ของ“น้องเกมส์” ที่ได้พัฒนาเรื่องอาหาร ความอร่อย ความสะอาด จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่มาใช้บริการ จนมีโอกาสเข้าประกวด
แข่งกับร้านอาหารในจังหวัดปทุมธานี กว่า 30 รายจนได้รับรางวัล“ร้านอาหารเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้อันดับ 1ของจังหวัดปทุมธานี โดยได้รับประกาศนียบัตรจากนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี อีกด้วย

สำหรับลูกค้าหรือผู้ใดต้องการเดินทางมาทานอาหารที่อร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ในสถานที่สุดคลาสสิก และมีจุดเซลฟี่แบบสวยงาม สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลข 082-9478697 หรือทางเพจ เฟซบุ๊ค Amassing cafe & Restaurant ได้เลยครับทางน้องเกมส์ จะคอยให้บริการลูกค้าด้วยความเต็มใจและทุกคนจะได้รับความประทับใจทุกท่านครับ 

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681562

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่  จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเสวนา Reinventing KKU Campus โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.สุรพล เนสุสินธุ์ ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน มีผู้บริหารหน่วยงาน และบุคลากร ม.ขอนแก่น เข้ารับฟังการบรรยายกว่า400 คน 

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเรื่องที่จะต้องทำเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาของแคมปัสในอดีตที่มีหลายปัญหา เช่น ป่ารกทึบ แหล่งน้ำวัชพืชหนาแน่น
แหล่งที่อยู่อาศัยของบุคลากรไม่น่าอยู่อาคารสำนักงานบางหน่วยงานมีสภาพทรุดโทรม ขยะจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น ที่จอดรถไม่เป็นระเบียบ ส่งผลต่อภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น พื้นที่ป่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ปรับพื้นที่บึงสีฐานให้เป็นพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยานรวมถึงการใช้พื้นที่บึงสีฐานจัดงาน Festival ตลอดจนรื้ออาคารสำนักงาน และบ้านพักอาศัยของบุคลากรที่มีสภาพทรุดโทรม เพื่อปรับพื้นที่ให้สวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ และจัดการพื้นที่เก็บขยะให้มีระเบียบเป็นสัดส่วน 

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้คือการทำโซนนิ่ง เน้นจุด KKU 
สแควร์ จุดศูนย์กลางนักศึกษา พื้นที่การศึกษา เหล่านี้จะรวมกันเป็นแผน Reinventing KKU campus จะ ประกอบไปด้วย 1.ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.การจัดพื้นที่หอพักนักศึกษา3.การจัดพื้นที่ที่พักบุคลากร 4.การสร้างแลนด์มาร์กของมหาวิทยาลัย 5.การปรับปรุงคอมเพล็กซ์ 6. การปรับพื้นที่อาคารสิริคุณากร 7.การสร้างพื้นที่ที่จอดรถของมหาวิทยาลัย 

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งอธิการบดี เรื่องแรกที่ต้องทำคือ ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ Master Plan มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับล่าสุดอายุเกิน 20 ปีแล้ว จึงต้องทำผังแม่บทใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องที่สอง แนวคิดการสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก พักในหอพัก รวมเป็น 10,000 คน ยังคงมีนักศึกษาอีก 22,000 คนที่พักอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ราคาที่พักสูง จึงกำหนดพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของมหาวิทยาลัย ประมาณ 11 ไร่ สามารถสร้างหอพัก 8 ชั้นได้ประมาณ 5 หลัง รองรับนักศึกษาได้ประมาณ 2,000 คน

อีกโซนอยู่หลังปั๊มน้ำมัน ประมาณ 13 ไร่ สามารถสร้างหอพักรองรับได้อีก 3,000 คน รวมสองโซนพักได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะไม่กระทบหอพักข้างนอกและจะสร้างพื้นที่ที่มีความร่มรื่นน่าอยู่มี co-space  ที่สามารถนั่งประชุมหรือทำงานร่วมกันมีสนามกีฬาให้ได้ออกกำลังกาย และมีพื้นที่สันทนาการต่างๆ โดยจะเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัว

เรื่องที่สาม คือที่พักสำหรับบุคลากรพื้นที่ South Campus Zone อยู่บริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แถบบึงสีฐาน สามารถสร้างอาคารหอพักบุคลากร 4 หลังในพื้นที่ 16.5 ไร่ จำนวนห้องพัก960 ห้อง ทั้งห้อง Single และห้อง Family เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง จะมีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา มีส่วนพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มี working space มีที่พักอยู่ใกล้มีรถชัตเติลบัสวิ่งผ่านให้บริการ เรื่องที่สี่ Landmark ของมหาวิทยาลัย KKU Square เป็นจุดศูนย์รวมพล ศิษย์เก่ากลับมาเยือน แล้วจะมีจุดถ่ายภาพมีความผูกพัน สร้างความประทับใจ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการออกแบบให้ทันสมัย สวยงามเหมาะต่อการใช้งาน และยังมีพื้นที่ด้านสวนรุกขชาติที่สามารถปรับพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทำสะพานทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับอาคารศูนย์สารสนเทศ และอาคาร
สิริคุณากรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

“เรื่องสุดท้ายคือที่จอดรถของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ รวมทั้งรถของบุคลากร ในแต่ละวันมีรถเข้ามาวันละหลายพันคัน ร่วมกับเอกชนเข้ามาก่อสร้างลานจอดรถ ทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกด้วย” รศ.นพ.ชาญชัยกล่าว

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681397

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’  ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทย แม้จะได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรน้ำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงทำให้หลายพื้นที่ยังคงตกอยู่ภายใต้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับ บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำเป็นระบบในทุกมิติ

แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา ยังมีช่องโหว่เรื่องของการขาดเจ้าภาพหลักที่จะเข้าดูแลการพัฒนาแหล่งน้ำ และวางเป้าหมายการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่ชัดเจน การทำงานของแต่ละหน่วยงานยังขาดเอกภาพ การดำเนินงานบางกิจกรรม ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน บางครั้งจึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพคือการสร้างกลไกการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการขับเคลื่อนของภาคประชาชนภายใต้ “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” เพื่อร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันเรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ จะประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้นๆ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำ จังหวัดละ 1 คนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน และองค์กรผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ภาคละ3 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บท การบำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จัดสรรน้ำ และจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำ ตลอดจนการไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ การส่งเสริมและรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่ประชาชนในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น

นับจากนี้ไป คณะกรรมการลุ่มน้ำ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการใช้ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำนั้นๆ ที่จะได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทให้การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงความต้องการของชาวบ้านได้มากขึ้นซึ่งจะพลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงจุด รวดเร็วกว่าในอดีต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน สทนช.ได้รับจดทะเบียนเพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้แก่ภาคประชาชน โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 เป็นต้นมาซึ่งปัจจุบันมีองค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้ว 3,389 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีจำนวน 2,864 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 287 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม จำนวน 238 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ต่อจากนี้สทนช.จะขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ใช้น้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขึ้นมาเป็นการเฉพาะภายในองค์กร คือ กองส่งเสริมองค์ความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร เพื่อรับผิดชอบดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด เช่น ส่งเสริม
สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบขององค์กรผู้ใช้น้ำ โดยสื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่หลากหลาย สร้างหลักสูตรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลางให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ต่อไป รวมถึงการจัดทำหลักสูตรพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพให้แก่คณะกรรมการลุ่มน้ำ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทในเขตลุ่มน้ำ การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วม ฯลฯ รวมถึงการรับเรื่องร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย และชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ เป็นต้น

การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครั้งนี้ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับประโยชน์ในแต่ละลุ่มน้ำ โดยมี คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางคอยช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ บนพื้นฐานตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งซ้ำซากในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดเป็นที่สุด