สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลเมืองบุรีรัมย์แจ้งผู้สูงอายุ-ผู้พิการ รายใหม่ลงทะเบียน ‘เบี้ยยังชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687798

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลเมืองบุรีรัมย์แจ้งผู้สูงอายุ-ผู้พิการ รายใหม่ลงทะเบียน ‘เบี้ยยังชีพ’

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลเมืองบุรีรัมย์แจ้งผู้สูงอายุ-ผู้พิการ รายใหม่ลงทะเบียน ‘เบี้ยยังชีพ’

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ แจ้งผู้สูงอายุผู้พิการ รายใหม่ ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพ ตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย.2565 นี้ เผยในปีงบประมาณ 2565 เทศบาลมอบเบี้ยยังชีพทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยเอดส์จำนวนทั้งสิ้น 3,346 คน เป็นเงิน 27,652,200 บาท

นายสมศักดิ์ ธีระวิวัฒนกิจ รองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เทศบาลเมือง(ทม.)บุรีรัมย์ ได้เปิดรับลงทะเบียนเบี้ยยังชีพรายเดือน แบบขั้นบันได สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่ เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งจะมีสิทธิ์รับเงินเบี้ยยังชีพ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 เป็นต้นไป

โดยในส่วนของผู้สูงอายุ จะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (โดยเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน 2507 คือ เกิดระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2506-1 กันยายน 2507 สำหรับในกรณีที่ในทะเบียนบ้านไม่ปรากฏวัน เดือน ปี ให้ถือว่าบุคคลนั้นเกิดในวันที่ 1 มกราคม ของปีนั้นและยังไม่เคยลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพมาก่อน รวมทั้งผู้สูงอายุที่ย้ายภูมิลำเนามาใหม่ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และยังไม่เคยลงทะเบียนตามข้อ 8 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทย)

ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ และไม่เคยขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมาก่อน อีกทั้งไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งดังนี้ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ข้าราชการการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นทุกรูปแบบ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาเทศบาล ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนผู้พิการนั้น จะต้องเป็นผู้พิการที่มีสัญชาติไทย มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่ มีบัตรประจำตัวคนพิการแล้ว ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์ของรัฐ และไม่เคยขึ้นทะเบียนและรับเงินเบี้ยความพิการมาก่อน นำหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนของผู้ดูแลคนพิการมาด้วย (กรณีผู้ดูแลคนพิการเป็นคนอื่น) และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรณีขอรับเงินผ่านธนาคาร มายื่นคำขอจดทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการ

ทั้งนี้ ให้นำหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาและสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนากรณีขอรับเงินผ่านธนาคาร มายื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพฯได้ที่สำนักงานเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ชั้น 1 ฝ่ายส่งเสริมสวัสดิการสังคม กองสวัสดิการสังคม (ห้องงานทะเบียนราษฎร) หากไม่สามารถมาด้วยตนเองให้ผู้อื่นมายื่นแทนได้โดยทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมนำ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจมาด้วยตั้งแต่เดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน 2565

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ได้ดำเนินการจ่ายเบี้ยยังชีพ จำนวนทั้งสิ้น 3,346 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 27,652,200 บาทแยกเป็น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน 2,788 คน เป็นเงิน 22,269,000 บาท ผู้พิการ จำนวน 533 คน เป็นเงิน 5,277,200 บาท และผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 25 คน เป็นเงิน 156,000 บาท

สกู๊ปพิเศษ : ‘NIA’สานพลัง ‘ขอนแก่น อินโนเวชั่น’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจีปั้นย่านศรีจันทร์-กังสดาล เป็นย่านนวัตกรรมอาหาร-การเกษตร-เทคโนโลยีชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686353

สกู๊ปพิเศษ : ‘NIA’สานพลัง ‘ขอนแก่น อินโนเวชั่น’  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจีปั้นย่านศรีจันทร์-กังสดาล  เป็นย่านนวัตกรรมอาหาร-การเกษตร-เทคโนโลยีชีวภาพ

สกู๊ปพิเศษ : ‘NIA’สานพลัง ‘ขอนแก่น อินโนเวชั่น’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจีปั้นย่านศรีจันทร์-กังสดาล เป็นย่านนวัตกรรมอาหาร-การเกษตร-เทคโนโลยีชีวภาพ

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ลงนามความร่วมมือการพัฒนาย่านนวัตกรรมจังหวัดขอนแก่น เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ย่านศรีจันทร์-กังสดาลจ.ขอนแก่น ให้เป็น “ย่านนวัตกรรมอาหาร การเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ” รวมถึงเป็นศูนย์กลางการต่อยอดองค์ความรู้และเศรษฐกิจระดับนานาชาติ การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งย่านนวัตกรรมแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโมเดลบีซีจี (Bio-Circular-Green Economy)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานNIA กล่าวว่า NIA มีแผนยกระดับนวัตกรรมในภาคอีสาน โดยตั้งเป้าผลักดันจังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมในภูมิภาคนี้ ผ่านโครงการย่านนวัตกรรมจังหวัดขอนแก่น ทั้งย่านศรีจันทร์และย่านกังสดาลเพื่อเป็นพื้นที่นำร่องสำหรับสนับสนุนการสร้างอัตลักษณ์ของเมืองให้มีความโดดเด่น การทำกิจกรรม การลงทุนด้านนวัตกรรมที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและคุณค่าใหม่ให้กับภาคอีสาน

โดยมุ่งเป้าให้เป็น 1. ศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรมเกษตร อาหาร และ เทคโนโลยีชีวภาพ พื้นที่แห่งโอกาสของผู้ประกอบการ, 2.ศูนย์กลางด้านการเรียนรู้และการศึกษาในระดับภูมิภาคยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน,3. เมืองน่าอยู่ เชื่อมโยงการใช้ชีวิตและการทำงานสร้างเศรษฐกิจสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ โดย NIA จะเป็นตัวกลาง ในการเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน

นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผล และบริษัท ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศไทย โดยกลุ่มมิตรผล และ บริษัท ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จะนำเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ มาสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมขอนแก่น ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการพัฒนาธุรกิจสู่โมเดลเศรษฐกิจBio-Circular-Green หรือ BCG โดยมีศูนย์นวัตกรรมและวิจัยของกลุ่มมิตรผล ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ชั้น 9 ของอาคารแห่งนี้ พร้อมด้วยพื้นที่แสดงผลงาน สินค้า การจัดประชุมและโรงแรม ซึ่งนับเป็นการสร้าง Innovation Ecosystem และการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่สมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดขอนแก่น

สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684899

สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี  เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

สกู๊ปพิเศษ : วัยรุ่นสร้างตัว ‘มาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์’ หนุ่มหล่อ วัย 20 ปี เปิด ‘Amassing cafe & Restaurant’ แลนด์มาร์คใหม่ที่คลองหลวง

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมาคัส กูลดาร์ฮัฟฟ์ หรือ น้องเกมส์ วัย 20 ปี กล่าวว่า ผมเรียนจบชั้นมัธยมปลาย จากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศรังสิต โดยผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้เรื่องการทำอาหาร และศึกษาเรื่องการบริหารการจัดการ และหวังว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง และแล้วโอกาสก็มาถึงตามความฝัน โดยทางครอบครัวทั้งคุณแม่ คุณพ่อ และพี่ชาย ต่างก็เห็นความตั้งใจของผมทุกคนจึงให้การสนับสนุน

และ “น้องเกมส์” ได้มีการพัฒนาใส่ใจเรื่องอาหาร รสชาติความอร่อย ความสะอาด โดยคัดสรรเกี่ยววัตถุดิบที่สดใหม่ทุกวัน แม้แต่ภาชนะก็ต้องคัดเลือกอย่างดี จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ที่มาใช้บริการร้านอาหารชื่อ “Amassing cafe & Restaurant” ตั้งอยู่ที่ 24/21 ม.12 ซอยไอยรา 6 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

มีบริการทั้งอาหารไทย อิตาลี จีน หลากหลายสไตล์ และยังมีการตบแต่งร้าน ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ลูกค้ามาแล้ว จะต้องไปถ่ายเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศที่สวยงาม นับว่าเป็นจุดเช็คอินที่แห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี ซึ่งบริเวณจุดเซลฟี่นั้น นับว่ามีการออกแบบได้สวยงาม เป็นเหมือนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามธารน้ำ สวนพฤกษาดอกไม้ หรือน้ำตกขนาดใหญ่

ด้วยการเอาใจใส่ของ“น้องเกมส์” ที่ได้พัฒนาเรื่องอาหาร ความอร่อย ความสะอาด จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่มาใช้บริการ จนมีโอกาสเข้าประกวด
แข่งกับร้านอาหารในจังหวัดปทุมธานี กว่า 30 รายจนได้รับรางวัล“ร้านอาหารเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้อันดับ 1ของจังหวัดปทุมธานี โดยได้รับประกาศนียบัตรจากนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี อีกด้วย

สำหรับลูกค้าหรือผู้ใดต้องการเดินทางมาทานอาหารที่อร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ในสถานที่สุดคลาสสิก และมีจุดเซลฟี่แบบสวยงาม สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลข 082-9478697 หรือทางเพจ เฟซบุ๊ค Amassing cafe & Restaurant ได้เลยครับทางน้องเกมส์ จะคอยให้บริการลูกค้าด้วยความเต็มใจและทุกคนจะได้รับความประทับใจทุกท่านครับ 

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681562

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่  จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเสวนา Reinventing KKU Campus โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.สุรพล เนสุสินธุ์ ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน มีผู้บริหารหน่วยงาน และบุคลากร ม.ขอนแก่น เข้ารับฟังการบรรยายกว่า400 คน 

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเรื่องที่จะต้องทำเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาของแคมปัสในอดีตที่มีหลายปัญหา เช่น ป่ารกทึบ แหล่งน้ำวัชพืชหนาแน่น
แหล่งที่อยู่อาศัยของบุคลากรไม่น่าอยู่อาคารสำนักงานบางหน่วยงานมีสภาพทรุดโทรม ขยะจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น ที่จอดรถไม่เป็นระเบียบ ส่งผลต่อภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น พื้นที่ป่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ปรับพื้นที่บึงสีฐานให้เป็นพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยานรวมถึงการใช้พื้นที่บึงสีฐานจัดงาน Festival ตลอดจนรื้ออาคารสำนักงาน และบ้านพักอาศัยของบุคลากรที่มีสภาพทรุดโทรม เพื่อปรับพื้นที่ให้สวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ และจัดการพื้นที่เก็บขยะให้มีระเบียบเป็นสัดส่วน 

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้คือการทำโซนนิ่ง เน้นจุด KKU 
สแควร์ จุดศูนย์กลางนักศึกษา พื้นที่การศึกษา เหล่านี้จะรวมกันเป็นแผน Reinventing KKU campus จะ ประกอบไปด้วย 1.ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.การจัดพื้นที่หอพักนักศึกษา3.การจัดพื้นที่ที่พักบุคลากร 4.การสร้างแลนด์มาร์กของมหาวิทยาลัย 5.การปรับปรุงคอมเพล็กซ์ 6. การปรับพื้นที่อาคารสิริคุณากร 7.การสร้างพื้นที่ที่จอดรถของมหาวิทยาลัย 

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งอธิการบดี เรื่องแรกที่ต้องทำคือ ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ Master Plan มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับล่าสุดอายุเกิน 20 ปีแล้ว จึงต้องทำผังแม่บทใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องที่สอง แนวคิดการสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก พักในหอพัก รวมเป็น 10,000 คน ยังคงมีนักศึกษาอีก 22,000 คนที่พักอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ราคาที่พักสูง จึงกำหนดพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของมหาวิทยาลัย ประมาณ 11 ไร่ สามารถสร้างหอพัก 8 ชั้นได้ประมาณ 5 หลัง รองรับนักศึกษาได้ประมาณ 2,000 คน

อีกโซนอยู่หลังปั๊มน้ำมัน ประมาณ 13 ไร่ สามารถสร้างหอพักรองรับได้อีก 3,000 คน รวมสองโซนพักได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะไม่กระทบหอพักข้างนอกและจะสร้างพื้นที่ที่มีความร่มรื่นน่าอยู่มี co-space  ที่สามารถนั่งประชุมหรือทำงานร่วมกันมีสนามกีฬาให้ได้ออกกำลังกาย และมีพื้นที่สันทนาการต่างๆ โดยจะเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัว

เรื่องที่สาม คือที่พักสำหรับบุคลากรพื้นที่ South Campus Zone อยู่บริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แถบบึงสีฐาน สามารถสร้างอาคารหอพักบุคลากร 4 หลังในพื้นที่ 16.5 ไร่ จำนวนห้องพัก960 ห้อง ทั้งห้อง Single และห้อง Family เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง จะมีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา มีส่วนพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มี working space มีที่พักอยู่ใกล้มีรถชัตเติลบัสวิ่งผ่านให้บริการ เรื่องที่สี่ Landmark ของมหาวิทยาลัย KKU Square เป็นจุดศูนย์รวมพล ศิษย์เก่ากลับมาเยือน แล้วจะมีจุดถ่ายภาพมีความผูกพัน สร้างความประทับใจ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการออกแบบให้ทันสมัย สวยงามเหมาะต่อการใช้งาน และยังมีพื้นที่ด้านสวนรุกขชาติที่สามารถปรับพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทำสะพานทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับอาคารศูนย์สารสนเทศ และอาคาร
สิริคุณากรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

“เรื่องสุดท้ายคือที่จอดรถของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ รวมทั้งรถของบุคลากร ในแต่ละวันมีรถเข้ามาวันละหลายพันคัน ร่วมกับเอกชนเข้ามาก่อสร้างลานจอดรถ ทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกด้วย” รศ.นพ.ชาญชัยกล่าว