สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’ ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613402

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’  ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่มีการสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมาจนถึงปัจจุบัน

จงกลนี สุวรรณพรรค ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ เล่าถึงที่มาว่า กลุ่มทอผ้าร่มไทร ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2545 โดยมีนายกริ้ม สินธุรัตน์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านผ้าทอเกาะยอ เป็นที่ปรึกษาและผู้ถ่ายทอดเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการทอผ้าให้กับสมาชิกผู้สนใจ จนสามารถยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยยังคงอนุรักษ์ผ้าลายดั้งเดิมของผ้าทอเกาะยอ โดยเฉพาะ “ผ้าทอลายราชวัตร” ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้กับลายผ้าของเกาะยอแทนลายคอนกเขาที่ชาวบ้านเรียกขาน เมื่อครั้งที่เสด็จนิวัติเมืองสงขลาเมื่อปี 2475 ชาวเกาะยอได้คัดเลือกสุดยอดของลายผ้าที่ถือว่ามีลวดลายที่สวยที่สุดระดับราชาแห่งผ้าของเมืองใต้ ทูลเกล้าฯถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานนามว่า “ราชวัตร”

นอกจากนี้ยังมีผ้าทอลายดอกแสงสุริยา ลายดอกรสสุคนธ์ ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์หอม ลายจันทร์ฉายลายหางกระรอก ลายดอกรัก ไม่เพียงแค่ลายผ้าดั้งเดิมเท่านั้นทางกลุ่มร่มไทรยังได้พัฒนาลายผ้าทอเกาะยอโดยร่วมกับนักวิจัยและนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ออกแบบลายใหม่ๆ เช่น ลายเกล็ดปลาขี้ตัง ซึ่งเป็นปลาในทะเลสาบสงขลา ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าทอเกาะยอของกลุ่มร่มไทร ปัจจุบันผ้าทอเกาะยอได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังมีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาเรียนรู้การทอผ้าเกาะยออย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าลายผ้าของกลุ่มร่มไทรเกาะยอจะมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็เกือบจะล้มมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะโดนผ้าโรงงานตีตลาด แต่ก็ผ่านวิกฤตมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวังสงขลา เข้ามาช่วยฟื้นฟูอาชีพและสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา เข้ามาช่วยเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ที่สำคัญสมาชิกกลุ่มก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาลวดลายผ้าใหม่ๆ พยายามปรับรูปแบบทำให้เนื้อผ้าบางนุ่มนวลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าร่มไทร มีทั้งผ้าทั้งผืนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ กระเป๋า กล่องกระดาษทิชชู่ พวงกุญแจ สมุดไดอารี่ หมวก เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ราคาจำหน่าย 50-2,000 บาท ซึ่งจุดเด่นของผ้าทอจากเกาะยอคือลวดลายที่สวยงามและอ่อนนุ่มการทอที่ประณีต ทำให้ผ้าทอมีเนื้อผ้าแน่นและทนทาน ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ทำให้ผ้าทอจากเกาะยอได้รับรางวัลมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จังหวัดสงขลา ผ้าทอไทยสไตล์สากล และเป็นสินค้า OTOP สนใจสินค้าผ้าฝ้ายทอมือของชุมชนชาวเกาะยอ สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ เพจ Facebook : ผ้าทอมือร่มไทรเกาะยอ

“ผ้าทอเกาะยอเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมา เรียกว่าเป็นอาชีพของบรรพชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยต่อยอดและส่งต่ออาชีพของบรรพบุรุษให้แก่ลูกหลานได้รักษาต่อไปตราบนานเท่านาน” ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’ เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612877

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’    เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมชนะภัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางจุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2564 โดยกิจกรรมมีการเปิดตัว “เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-28 พ.ย.นี้

สำหรับเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021 กำหนดให้จัดในหลายสถานที่และหลายกิจกรรม เช่น นิทรรศการนำเสนอผลงาน งานสร้างสรรค์ โดย 3 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจ กลุ่มนักออกแบบ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ กลุ่มองค์กรหน่วยงาน กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ Workshop กิจกรรมสร้างสรรค์การตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบ และกิจกรรมดนตรีและการแสดงบนเวที กิจกรรม Tea and Coffe for future Living โดยสถาบันชาและกาแฟแห่ง มฟล.และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งภาคเอกชนและเครือข่าย ฯลฯ

โดยนายภาสกรกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีแนวคิดคือ “ความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม” ตรงกับนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดเชียงราย โดยจะนำร่องเปิดจังหวัดตั้งแต่ ธ.ค.นี้ เมื่อฉีดวัคซีนได้ผลเต็มที่ สำหรับกิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จับมือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ.เชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ททท. ฯลฯ  

“จ.เชียงราย ได้รับการเสนอให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักเชียงรายมากขึ้น ดังนั้นจึงจะมีการนำการออกแบบไปยังงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดเมืองดังกล่าวซึ่งผู้ไปเยือนจะได้เห็นถึงความแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน เช่น งานเชียงรายดอกไม้งาม ของเทศบาลนครเชียงราย งานมหกรรมดอกไม้อาเซียน ของทาง อบจ.เชียงราย ก็จะไม่จัดกระจุกเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายไปยัง 4 มุมเมือง การออกแบบอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ฯลฯ โดยตั้งใจจะเปิดเมืองเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างประทับใจหลังจากต้องประสบเหตุจากไวรัสโควิด-19 มาถึง 3 ปี” นายภาสกร กล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.ชยาพรกล่าวว่า สำหรับแนวคิดสำคัญในการจัดกิจกรรม คือความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสถานที่ ที่จะจัดให้สำเร็จมีเพียงแห่งเดียวคือ จ.เชียงราย โดยเฉพาะเมื่อ จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้เข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) เป้าหมายคือพยายามให้เชียงรายเข้าไปอยู่ในปฏิทินของ World Design Week ให้ได้ภายใน 3 ปีซึ่งกิจกรรมจึงจะส่งเสริมสนับสนุนนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ รวมทั้งขยายไปยังภาคอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

นางอทิตาธรกล่าวว่า ประเทศไทยมี 4 จังหวัด ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สำหรับ จ.เชียงราย ได้รับการส่งเข้ารับเลือกเป็นเมืองสร้างสรรค์ไปยังยูเนสโกในฐานะเมืองออกแบบหรือดีไซน์ซิตี้ ผลปรากฏว่า จ.เชียงราย ได้รับเลือก โดยอีก 1 จังหวัดที่ได้รับเลือกคือ จ.เพชรบุรี แสดงว่า จ.เชียงราย เป็นเมืองที่เหมาะกับการออกแบบ มีศิลปวัฒนธรรม มีความงดงามโดยเฉพาะผู้คนที่มีอัธยาศัยดี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีงานกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นมารองรับมากมาย ทำให้เดือน ธ.ค.2564 ที่จะมีการเปิดการท่องเที่ยว จ.เชียงราย  

ดร.ปรีชากล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการเตรียมความสะอาดของเมือง ความปลอดภัยของเมือง การสร้างความเข้าใจแก่ทุกสถานประกอบการเพื่อให้บริการผู้มาเยือนให้ได้รับความประทับใจ ที่สำคัญคือการสร้างเมืองให้มีความสุขเพื่อให้อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น สวนตุงและโคมนครเชียงราย เพื่อจัดงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ งดงาม ในระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2564-9 ม.ค.2565 นี้

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ รพ.พญาไท นวมินทร์ ย้ำความแข็งแกร่งทีมแพทย์ พร้อมทางเลือกการรักษาจาก‘สารสกัดกัญชา’พ่วงบริการดูแลญาติผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610519

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ รพ.พญาไท นวมินทร์ ย้ำความแข็งแกร่งทีมแพทย์  พร้อมทางเลือกการรักษาจาก‘สารสกัดกัญชา’พ่วงบริการดูแลญาติผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โรคมะเร็ง” อีกหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยในปัจจุบัน โดยสถิติการพบผู้ป่วยมะเร็งในเพศชาย 3 อันดับแรกคือ มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ส่วนโรคมะเร็งในเพศหญิง ที่พบได้บ่อย คือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งลำไส้ ซึ่งโรคมะเร็งทั้งสองประเภทคิดเป็นสัดส่วนรวมกันมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในกลุ่มผู้หญิง และจากแนวโน้มการขยายตัวของผู้ป่วยโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ทำให้ “ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์” โรงพยาบาลพญาไทนวมินทร์ ตระหนักถึงความสำคัญในการให้บริการดูแลรักษาตลอดจนติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ไปพร้อมกับการดูแลใส่ใจ ญาติ ผู้ดูแลผู้ป่วยทั้งร่างกาย และ จิตใจไปพร้อมกัน ภายใต้ทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความพร้อม เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของการบริบาลทางการแพทย์โรคเฉพาะทางของโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

นพ.ศุภชาติ ชมภูนุช อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ กล่าวว่า จุดเด่นศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ฯ คือ การผสมผสานในการรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในแต่ละด้าน อย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญ รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับบริการรักษาดูแลรักษาโรคมะเร็ง และในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล พร้อมผสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโรงพยาบาลพญาไท เปาโล ทั้ง 11 แห่ง และโรงพยาบาลกรุงเทพ ในเครือ BDMS

นอกจากนี้ “ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์” ยังได้นำเทคโนโลยีและเทคนิคการรักษาอันทันสมัยเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นทางเลือกในการรักษาดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งการรักษามะเร็งด้วยยารักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นการรักษามะเร็งที่กำหนดเป้าหมายการรักษาให้ตรงไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง ซึ่งจะทำลายแต่เพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่จะไม่ทำอันตรายเซลล์ปกติ โดยการให้การรักษาลักษณะนี้สามารถทำงานด้วยตัวเอง หรือ
ทำการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาชนิดอื่นๆ เช่นเคมีบำบัด การผ่าตัดหรือการฉายรังสี เป็นต้น

รวมไปถึงการใช้ “สารสกัดจากกัญชา”เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญการในด้านการรักษานี้ ที่จะเป็นผู้วินิจฉัยเพื่อให้บริการในผู้ป่วย 3 กลุ่มหลักคือ 1.กลุ่มที่มีข้อมูลทางการศึกษาวิจัย เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่มีภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากการรักษาจากสารเคมีบำบัด ผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการคุณภาพชีวิต และผู้ป่วยโรคลมชัก ซึ่งไม่สามารถควบคุมด้วยยามาตรฐานปัจจุบันได้ 2.กลุ่มที่มีข้อมูลการศึกษาอยู่บ้าง แต่ยังไม่ชัดเจน อาทิ ผู้ป่วยโรคระบบประสาท ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ กลุ่มพาร์กินสันและสุดท้าย 3.กลุ่มที่มีข้อมูลพื้นฐานทางด้านการวิจัยทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในการศึกษาวิจัยในคน เช่น การใช้กัญชาทางการแพทย์มารักษาโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด หรือ ข้อห้ามสำคัญในการใช้กัญชาทางการแพทย์ ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคตับ และในสตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตเวช เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้จะต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

ด้าน พยาบาลวิชาชีพ ขนิญร์นัสท์ อินทุลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ กล่าวว่า หัวใจของการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น จะแตกต่างและมีความสำคัญในเชิงลึกมากกว่าผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่นอกจากการดูแลใส่ใจให้ผู้ป่วยปลอดภัย ประทับใจในบริการแล้ว อีกหนึ่งประการสำคัญในการให้บริการของศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ฯ คือ ความปรารถนาให้ผู้ดูแลผู้ป่วย หรือ ญาติ ซึ่งจัดว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญใกล้ชิดกับตัวผู้ป่วยที่สุด และต้องเผชิญกับความกดดันต่างๆ รอบด้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ามารับการดูแลรักษา โดยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญการ รวมถึงทีมสหสาขาวิชาชีพ อาทิ เจ้าหน้าที่พยาบาล นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัด ด้วยกระบวนการทำงานในรูปแบบองค์รวม ของโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์

นอกจากนี้ ศูนย์มะเร็งอายุรวิวัฒน์ฯยังมุ่งให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและญาติภายหลังเข้ารับการรักษาด้วยบริการ Home Visit บริการเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน เพื่อติดตามอาการภายหลังการรักษาตามการนัดหมายของแพทย์ ใน กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมายังโรงพยาบาลได้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งบริการที่มีชื่อเสียงของโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ ที่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย โดยมีจุดเด่น คือ การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ให้บริการทั้งเพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและเสริมสร้างพลังใจให้กับผู้ป่วยและญาติไปพร้อมกัน

รวมถึงการให้บริการ Palliative Care กระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเรื้อรัง ที่มีความถี่เข้ามารับการรักษาต่อเนื่องและในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย โดยในอนาคตยังเตรียมขยายการให้บริการดังกล่าว ไปยังการรักษาในกลุ่มโรคอื่นๆ ด้วย ซึ่งการให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมดังกล่าวจะเป็นไปตามประสงค์ของคนไข้และญาติคนไข้ที่เลือกการดูแลรักษาแบบประคับประคอง เพื่อตอบโจทย์และเป็นทางเลือกในการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ที่ปฏิเสธการรักษาด้วยกระบวนการเทคนิคทางการแพทย์ เช่น การใส่ท่อเพื่อช่วยการหายใจ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ‘ซูเปอร์บั๊ก’มหันตภัยร้ายด้านสุขภาพจากฟาร์มสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608467

สกู๊ปพิเศษ : ‘ซูเปอร์บั๊ก’มหันตภัยร้ายด้านสุขภาพจากฟาร์มสัตว์สู่คน

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคที่เมื่อเป็นแล้ว ยาที่มีอยู่รักษาไม่ได้ จนอาการป่วยแค่เล็กน้อยลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งถ้ากินยาที่รักษาได้ผล อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายได้ในแค่ไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

นี่คือความหมายของ “เชื้อดื้อยา” หรือ “ซูเปอร์บั๊ก”

ถ้ายังจำกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีผู้ว่าฯสมุทรสาคร ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทีมแพทย์ได้ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุ
ที่ทำให้ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี อาการทรุดหนัก ยังถอดเครื่องช่วยหายใจไม่ได้ทั้งที่ให้ยากำจัดเชื้อโควิด-19 ไปจนหมดสิ้นแล้ว ก็เพราะเกิดการติดเชื้อดื้อยาในปอด แพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มอีก 1-2 ตัว เวลาที่พบเชื้อดื้อยา แพทย์ต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอยาที่เจ้าซูเปอร์บั๊กสยบยอม นั่นหมายถึงการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น

ในแต่ละปี “เชื้อดื้อยา” หรือ Superbug ทำให้คนไทยเสียชีวิตราว 38,000 คน ถือว่าพิษภัยไม่ด้อยไปกว่าโควิด-19 ยาที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยาคิดเป็นมูลค่า 2,539-6,084 ล้านบาท นั่นหมายถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เชื้อดื้อยามาจากฟาร์มสัตว์ได้ด้วย

ซูเปอร์บั๊ก ปะทะ โควิด-19 วิกฤต x 2

เชื้อดื้อยา เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้อง ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนคงทนต่อยา ปัญหาเชื้อดื้อยาในฟาร์มสัตว์สาเหตุสำคัญ เช่น ใช้ยาไม่ตรงโรค ใช้ผิดขนาดผิดช่วงเวลา ไม่หยุดยาตามกำหนด พอใช้ผิดวิธีก็ไม่ได้ผล จึงต้องเพิ่มขนาดยา หรือเปลี่ยนเป็นยาที่แรงขึ้น หมูในฟาร์มยังได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากการเลี้ยงแบบไร้สวัสดิภาพ เช่น คอกแคบ การตัดตอนอวัยวะ การหย่านมเร็วเกินไป การใช้สายพันธุ์ที่ตัดแต่งให้ตัวใหญ่และโตไวผิดธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่ายฟาร์มจึงใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมหาศาล

คนเลี้ยงยังเข้าใจว่ายาปฏิชีวนะเป็น “วิตามินบำรุง” ช่วยให้หมูโตไว ได้น้ำหนัก จึงให้ยาแบบรวมหมู่ โดยผสมลงในอาหารหรือน้ำในปริมาณต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน และนั่นเป็นสาเหตุให้เชื้อดื้อยา ที่สำคัญ ยาที่สัตว์กิน ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่มเดียวกับที่เราใช้กัน เมื่อเราป่วย ยาตัวเดียวจึงรักษาไม่ได้

เราติดเชื้อดื้อยาได้จากคนที่มีเชื้อ และจากฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรม ในรูปแบบของการสัมผัสโดยตรง การกินอาหารที่ปนเปื้อนไปจนถึงเชื้อดื้อยาที่เล็ดลอดจากฟาร์มสู่พื้นดินหรือแหล่งน้ำโดยรอบ

ยุทธศาสตร์ สุขภาพดี หนึ่งเดียว

ประเทศไทยมี แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ภายใต้แนวคิด “สุขภาพ
หนึ่งเดียว” เป้าหมายหลักคือลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนร้อยละ 20 และในสัตว์ร้อยละ 30 รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเชื้อดื้อยาแก่ประชาชน

ในส่วนของการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ เน้นควบคุมการผลิตและใช้ยาผ่านมาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการ “ให้รางวัล” แก่ผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์ที่ไม่ใช้ยา “แบบสมัครใจ” สิ่งที่หายไปคือมาตรการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ เพราะถ้ายังเลี้ยงสัตว์แบบเดิม สัตว์ก็ยังป่วย การใช้ยาจึงจำเป็น รวมทั้งไม่มีการพูดถึงการรายงานผลการใช้ยาที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์เชื้อดื้อยา หลังยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้

ต้นปีนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนยุทธศาสตร์ฯ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จัดทำรายงานสรุปสาระสำคัญการค้นพบเชื้อดื้อยารอบฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยทดลองเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนจากแหล่งน้ำสาธารณะที่มีการปล่อยของเสียจากฟาร์มหมูจำนวน 6-10 แห่ง พบว่า 6 ใน 9 ฟาร์มตัวอย่าง มีการปนเปื้อนของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในสิ่งแวดล้อม

นักวิจัยและอาสาสมัครยังได้สัมภาษณ์ผู้อยู่อาศัยในชุมชนและเกษตรกรรอบบริเวณฟาร์ม ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังมีฟาร์มมาตั้งในเขตชุมชนส่วนใหญ่ยินดีให้ข้อมูลแต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ

ชาวบ้านที่อาศัยใกล้ฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรม – “ผมเชื่อว่าต้องมียาหรือมีเชื้อโรคในคลองนี้ เราไม่อยากให้ฟาร์มมาตั้งใกล้ชุมชนแบบนี้ เพราะมันส่งผลต่อการเกษตรและความเป็นอยู่ของเรา”

เกษตรกรรายย่อย – “เวลาที่ฟาร์มปล่อยน้ำลงแปลงข้าว ข้าวไม่โต บางต้นเสียหาย บางต้นตาย ปลาอาศัยในแหล่งน้ำ
แบบนี้ไม่ได้ จริงๆ มันกระทบทั้งระบบนิเวศนี่แหละ เคยร้องเรียนไปแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ปัญหาเชื้อดื้อยาจากฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก หลายคนไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แม้แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะสร้างผลกระทบมหาศาล ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” โชคดี สมิทธิ์กิตติผลผู้จัดการแคมเปญ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าว

ข้อเสนอจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้แก่ การมีนโยบายห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องโรคแบบรวมกลุ่มในฟาร์ม และการพัฒนาสวัสดิภาพการเลี้ยงสัตว์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐาน FARMS (Farm Animals Responsible Minimum Standard) ทั้งเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ การใช้สายพันธุ์ธรรมชาติและไม่เร่งโต ซึ่งจะช่วยให้สัตว์มีสุขภาพกายใจที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะลดลง ความเสี่ยงในการก่อซูเปอร์บั๊ก
ที่จะลดลงตามไปด้วย

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607949

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย  แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น (เทคนิคไทย-เยอรมัน ขอนแก่น) ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้จัดสร้างเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ ต้นแบบและพร้อมจัดทำเพื่อจำหน่ายต่อไป เพื่อเร่งแก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อในสถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 

หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ ทรงพระกรุณาให้ นายจักรฐะพงษ์ บวรบุญเรือง ผู้แทนพร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อรับมอบเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ และชมการสาธิตการใช้เตาเผาขยะฯ จากคณาจารย์นักวิจัย และนำส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ประโยชน์ต่อไป โดยมี ผศ.ดร.อาดา รัยมธุรพงษ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น อาจารย์บุญกิจ อุ่นพิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี อาจารย์ประพันธ์ ยาวระ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม อาจารย์ ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ รักษาราชการแทนคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณาจารย์นักวิจัยร่วมให้การต้อนรับ 

อาจารย์เขมวัตร อินทรวิเศษ ผู้แทนคณาจารย์นักวิจัย เปิดเผยว่า ตนพร้อมคณาจารย์นักวิจัยได้ร่วมมือกันผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์ ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันการแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ปัญหาที่ตามมาคือขยะติดเชื้อ จากโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และศูนย์พักคอย คณาจารย์จึงระดมกำลังมาช่วยกันจัดสร้างเตาเผา จากเตาเล็กที่เคยสร้าง เผาขยะได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัม ต่อครั้ง ก็พัฒนามาเป็นเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ เผาขยะได้ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ห้องเผาขยะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 800 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิในห้องเผาควันอยู่ที่ 1000 องศาเซลเซียส ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงในการเผาขยะและเผาควัน มีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะด้วย Blower ขนาด 2.5 กิโลวัตต์ 
380 โวลต์ 2,800 รอบ/นาที ใช้ Burner ขนาด 90 กิโลวัตต์ จำนวน 2 ตัว ให้กับห้องเผาไหม้ทั้ง 2 ห้อง และใช้ชุดรถลากจูงเป็นฐานรองรับเตาเผาและอุปกรณ์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้สะดวก 

นายครรชิต ทองป้อง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ตนเองเป็นศิษย์เก่าสถาบันแห่งนี้ และมีความมั่นใจในความรู้ความสามารถ คณาจารย์นักวิจัยทุกท่านอยู่แล้ว จึงได้ประสานความร่วมมือและนำมาสู่การผลิตเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ชุดต้นแบบ ที่ได้ส่งมอบ โดยข้อเด่นของเตาเผาขยะเคลื่อนที่ ที่คณาจารย์ได้ช่วยกันดำเนินการในครั้งนี้ คือมีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เตาเผาขยะให้อุณหภูมิการเผาไหม้สูง สามารถสลายสารพิษที่เกิดจากเตาเผาขยะติดเชื้อได้ มีระบบผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถใช้งานในสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หน่วยงานหรือชุมชนใดมีความสนใจสามารถติดต่ได้ที่ WIND POWER GENERATION CONSULTANT CO.,LTD  โทร. 099-3819482

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าทอไทขาวบ้านทัพคล้าย จ.อุทัยธานี อัตลักษณ์ผ้าทอโบราณมรดกสืบทอดรุ่นสู่รุ่นกว่า 200 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607067

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าทอไทขาวบ้านทัพคล้าย จ.อุทัยธานี อัตลักษณ์ผ้าทอโบราณมรดกสืบทอดรุ่นสู่รุ่นกว่า 200 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนบ้านทัพคล้าย ตำบลทัพหลวงอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นชุมชนหนึ่งที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้าแบบไทขาว ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นบ่งบอกถึงความเป็นไทขาวหรือลาวพุทธ สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งถูกกวาดต้อนมาจากนครหลวงพระบาง นครเวียงจันทน์ประเทศลาวในสมัยกรุงธนบุรีตอนปลายและมายังประเทศไทย จากอดีตถึงปัจจุบันการทอผ้าได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายชั่วอายุคน ยาวนานกว่า 200 ปีโดยยังคงเอกลักษณ์ลวดลายผ้าทอโบราณที่เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ บนลายผ้า เช่น ลายนาคลายสอยสา ลายบัวเคีย ลายทางเกวียน ลายหัวช้าง ลายเอี้ยตุ้ม เป็นต้น

กัญญา เพ็งอุ่น ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา สังกัดสหกรณ์การเกษตรบ้านทัพคล้าย จำกัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เล่าว่าในสมัยก่อนผู้หญิงต้องทอผ้าห่มให้เป็นเพื่อใช้เอง และไว้รับไหว้พ่อแม่ของฝ่ายชายเมื่อมีการแต่งงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้หญิงที่ดี มีความละเอียด มีความสามารถ พร้อมที่จะมีครอบครัวแล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นผ้าทอเพื่อใช้สอยและเป็นผ้าทอตามประเพณีการเลือกคู่แล้ว การทอผ้ายังมีบทบาทในทางพุทธศาสนาอีกด้วย “งานจุลกฐิน” เป็นประเพณีประจำปีของชุมชนบ้านทัพคล้าย ชาวบ้านจะรวมตัวช่วยกันทอ ธุงหรือธงประดับวัด ด้วยลวดลายที่บันทึกเรื่องราวในชุมชนไว้บอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้รู้ รวมถึงทอจีวรหรือสบง เพื่อถวายแด่พระสงฆ์

การทอผ้าของชุมชนบ้านทัพคล้ายไม่เพียงเป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ซึ่งจุดเด่นของสินค้าจากผ้าทอลาวเวียง คือ ลวดลายและขั้นตอนการผลิตที่ยังคงความถูกต้องตามประเพณีดั้งเดิมรวมถึงความประณีตในการทอ ที่ทำให้ผ้าทอนั้นทนทานในการใช้งานและในทุกขั้นตอนการผลิตยังมาจากธรรมชาติอีกด้วย

“สินค้าจากชุมชนทัพคล้ายจะพยายามรักษาไว้เรื่องความถูกต้องของลายผ้า ของใช้แต่ละประเภทมันก็มีลายของมัน เช่น ลายสำหรับผ้าถุง ลายสำหรับผ้าห่มจะแตกต่างกันเราจะไม่นำมาใช้ปนกัน เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อของปู่ย่าตายายของเราด้วย นอกจากนี้ สินค้าทุกชิ้นจะมีลวดลายที่สวยงามและประณีต มีลวดลายใหม่ๆ ซึ่งจะทำตามออเดอร์เท่านั้น” คุณกัญญา กล่าวย้ำ

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอของชุมชนทัพคล้ายมีหลากหลาย อาทิผ้าถุง ย่าม ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ไปจนถึงผ้าแขวนตกแต่งผนัง สนนราคาตั้งแต่ 200-7,000 บาท ซึ่งตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่รักผ้าทอโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นท่านใดสนใจสามารถแวะไปเลือกซื้อสินค้าได้ที่ชุมชนบ้านทัพคล้าย ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณกัญญา เพ็งอุ่น ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา เบอร์โทรศัพท์ 08-9679-7234

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604273

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การทำนาปีในปีนี้ บางพื้นที่อาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วงนานต่อเนื่อง ทำให้ที่หว่านไว้บางส่วนแห้งตาย แต่เมื่อได้ฝนในช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ข้าวเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าจะสามารถเติบโต ได้ทันในระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกดังกล่าว อาจไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังปี’65 เพราะส่วนใหญ่เป็นการตกท้ายเขื่อน 

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คาดว่าปีนี้จะมีพายุ เข้ามาประเทศไทยอย่างน้อย 2 ลูกนั้น ปริมาณน้ำจะมีมาก กระทรวงเกษตรฯจึงวางแผนเพาะปลูกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้ชาวบางระกำทำนาปีก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564  และมีแผนทยอยทำนาใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตามลำดับเพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.-ต.ค. ทุกปีเป็นแก้มลิงที่ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำที่ขังอยู่นี้ทำอาชีพประมงได้ด้วย   

อย่างไรก็ตามแผนการเพาะปลูกดังกล่าว สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่บางระกำเท่านั้นประมาณ 2.65 แสนไร่ น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมาที่เคยส่งน้ำให้ได้มากที่สุดถึง 3.8 แสนไร่ ในขณะที่อีก 12 ทุ่งเจ้าพระยา ไม่สามารถส่งน้ำได้เลย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะได้จากพายุ ไม่มีตามที่คาดเอาไว้  ฝนที่ตกในช่วงนี้เกิดจากร่องมรสุมทั้งสิ้น และเป็นฝนที่ตกตามฤดูกาลปกติ อีกทั้งฝนที่ตกดังกล่าว ยังตกท้ายเขื่อน ไม่สามารถกักเก็บได้ ทั้ง 4 เขื่อนหลักปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างไม่ถึง 50% ดังนั้นกรมชลประทานจึงเข้มงวดบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนให้มากที่สุดในฤดูแล้งปี 2564/65 ในขณะที่ต้องขอความร่วมมือการทำนาปรังในพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น 

“ข้าวนาปี ส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจะหว่านก่อนแล้วรอรับน้ำฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวก็จะเสียหาย ในปีนี้ฝนทิ้งช่วงนานกว่า 3 เดือน ถือว่าเสี่ยงมาก แต่พอฝนตกแล้งช่วงท้ายๆ ฤดู ข้าวก็ฟื้นตัว ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม แก้ไขปัญหาพร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดีที่สุด”    

สำหรับน้ำที่เข้าท่วมในบางพื้นที่ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยาลงมานั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันช่วยเหลือโดยใช้การบริหารเชิงระบบคลองต่างๆ เพื่อไล่น้ำลงลำน้ำเจ้าพระยา และใช้เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท เป็นเครื่องมือทดน้ำ ซึ่งจากการเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงมาปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาทีนี้ คาดว่าตัวเขื่อนจะสามารถรับมือได้   

“หลังจากนี้ปริมาณฝนจะลดลงและหันหน้าลงทิศใต้กันหมดแล้ว  ฝนในปีนี้จึงถือว่าน้อยมาก ต่อไปต้องจับตาดูการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ที่ต้องเข้มงวดให้เป็นไปตามแผนน้ำที่มีอยู่ใน 4 เขื่อนหลักต้องให้ความสำคัญกับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ก่อนจากนั้นจึงจะใช้เพื่อรักษาพืชยืนต้น ส่วนข้าวจะเป็นเรื่องหลังๆ เพราะใช้น้ำมาก” 

สำหรับผลกระทบจากร่องมรสุม ต่อภาคการเกษตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564-ปัจจุบัน พบว่า ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครราชสีมา เลย ปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง เกษตรกร 17,194 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 135,113 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 116,135 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 15,072 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 3,906 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง ได้รับผลกระทบ9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน นครราชสีมา เลย และจังหวัดกรุงเทพฯ เกษตรกร 2,626 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 2,508 ไร่ กระชัง 284 ตร.ม.อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย 

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก เกษตรกร 5,001 รายสัตว์ได้รับผลกระทบ 89,200 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 1,446 ตัว สุกร 802 ตัว แพะ-แกะ 561 ตัว สัตว์ปีก 86,391 ตัว แปลงหญ้า 10 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เพื่อเยียวยาตามระเบียบราชการต่อไป 

ส่วนสภาพน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณรวม 1.02 หมื่นล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 41% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 3.5 พันล้านลบ.ม. หรือ 19% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำ 5.3 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 40% ของความจุอ่างฯ ปริมาตรที่ใช้การได้1.56 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตร 3.9 พันล้านลบ.ม. หรือ 41% ของความจุ ปริมาตรที่ใช้การได้ 1 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ 

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตร 604 ล้าน หรือ 64%ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 561 ล้าน ลบ.ม. หรือ 63% ของปริมาตรน้ำในอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตร 327 ล้านลบ.ม. หรือ 34% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 324 ล้าน ลบ.ม. หรือ 34% ของปริมาตรน้ำในอ่าง