สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชรต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594101

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’  สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด  ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สส.สุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี เขต 3 และ “กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ลุยช่วยเหลือพื้นที่หนองหญ้าปล้อง-แก่งกระจาน ร่วมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค เต็นท์ผ้าใบเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ สนับสนุน และเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

นายสุชาติ อุสาหะ สส.เพชรบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐและ“กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ได้ร่วมกันนำเครื่องอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง เป็นต้น จำนวน 250 ชุด ไปมอบให้นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน และนายสุขประเสริฐ ทับสี สสอ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่รับผิดชอบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมกันนี้ยังได้จัดมอบของ อุปโภค-บริโภค อีก จำนวน 220 ชุด ไปมอบให้ชุมชนในพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง โดยมีนายทวิช เที่ยวมาพบสุข นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง และ น.ส.สุมาลี จันทรสุขโข สสอ.หนองหญ้าปล้อง รับมอบเพื่อ นำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแล ณ ศาลาประชาคม อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

นอกจากนี้ ยังร่วมกันไปมอบเต็นท์ผ้าใบ จำนวน 1 หลัง สำหรับประชาชนที่รอเข้ามาใช้บริการในการรักษา และเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ จำนวน 5 เครื่อง เพื่อดูแล ให้แก่ พญ.อนุธิดาประทุม ผอ.รพ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปใช้ในภารกิจของโรงพยาบาล ณ รพ.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

สส.สุชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่เสียสละ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง และขอขอบคุณ สจ.อุทิศ เพิ่มทรัพย์ สจ.สุชาติ สมใจ สจ.เขต อ.แก่งกระจาน ผอ.มีชัย ปฏิยุทธผอ.โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่านที่ให้เกียรติไปร่วมรับมอบสิ่งของดังกล่าว

“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านและขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละและมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง สำหรับกระผมในฐานะสส. ยินดีให้ร่วมมือและพร้อมสนับสนุนภารกิจของพวกท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพิชิตโรคระบาดในครั้งนี้ไปด้วยกัน”

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590599

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่  ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาพันธ์นิสิตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federationof Medical Students’ Associations : IFMSA) จัดงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI)

โดยมีเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 120 คน ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน สำหรับประกวดครั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาและตัดสินอย่างรอบคอบ โดยผู้ได้รับรางวัล Best Innovation ได้แก่ ทีม People Matter (PM4.0) ชื่อผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า และรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustsappear 2. ทีม Airtopia และ3.ทีมทางของฝุ่น

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ

การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา 30 ทีม ที่เข้าร่วม และนำเสนอนวัตกรรมวันนี้ เชื่อว่าเราจะได้นโยบายสาธารณะที่ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ได้จากการช่วยกันคิดนวัตกรรมของคนหลายวัย หลายสาขาจะเป็นประโยชน์กับประเทศ รวมถึงขอให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากฝากคือการนำนโยบายสาธารณะที่เป็นสากลของประเทศตะวันตกมาใช้นั้นต้องเรียนว่าใช้ได้เพียงเล็กน้อย เพราะบริบทของประเทศไทยกับตะวันตกมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การทำนโยบายสาธารณะจะต้องมีการศึกษาบริบทวัฒนธรรมของประเทศเราเองด้วย เช่น นโยบายสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับ PM2.5 ต้องทราบว่าส่วนหนึ่งมาจากการเผาไหม้ทางการเกษตรในพื้นที่ชนบท รวมถึงเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ที่เราต้องเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ 2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน

โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ใด

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590347

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ได้มีการเปิดเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 9 (The 9th TIJ Public Forum on the Rule of Law and Sustainable Development) โดยใช้ชื่อหลักว่า “The International Virtual Forum: Resilient Leadership in Practice” เพื่อให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบายที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับชาติ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด นโยบาย กรณีศึกษาต่างๆ ที่เชื่อมโยงเรื่องหลักนิติธรรม การพัฒนาอย่างเสมอภาค และความเป็นผู้นำที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “The Inextricable Linkages between the Rule of Law,Equitable Development and Resilient Leadership” ว่า ช่วงวิกฤติของสังคมโลกในเวลานี้ หลักนิติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทุกประเทศ กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้หญิง และกลุ่มคนชายขอบ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักในแง่ของการถูกทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ ซึ่งผู้นำ ต้องเข้าใจในการเรียงลำดับความสำคัญต่อคนในสังคม เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม และรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการบริหารในสถานการณ์วิกฤติ จากเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อคาเดมี ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “Resilient Leadership in Practice: Experience at Local Administrative โดยเล่าว่า การปฏิบัติงานของจังหวัดลำปาง ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขมาร่วมวางแผนตั้งแต่การอบรมบุคลากรทุกภาคส่วน แบ่งทีมฝ่ายปกครองและฝ่ายการแพทย์ออกเป็นหลายทีม สลับสับเปลี่ยนการปฏิบัติงานภาคสนามหลีกเลี่ยงการมาพบปะเจอกันระหว่างคนในทีม เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่แย่ที่สุดนั่นคือการติดเชื้อระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ยังมีทีมที่ปฏิบัติงานต่อได้ หากมีทีมใดต้องถูกกักตัว โดยจังหวัดลำปางใช้ข้อมูลทางสถิติมาออกแบบวิธีการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในการระบาดรอบแรก โดยใช้งบประมาณฉุกเฉินจากรัฐไปแค่แสนกว่าบาทจากที่ได้จังหวัดละ 5 ล้านบาท โดยมีประชาชนชาวลำปางไปลงทะเบียนพร้อมรับวัคซีนมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group ร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้ ในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response”ได้เล่าถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่นในการรับมือโควิด-19 ด้วยการแชร์ประสบการณ์ที่ตนได้ทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยหยิบยกแนวคิด “3 อยู่ คือ “อยู่รอด อยู่เป็น อยู่ยืน” มาใช้ในการปฏิบัติ โดยช่วง อยู่รอด หมายถึง Lockdown ปิดเมืองเป็นวงกว้าง คนถูกจำกัดการเคลื่อนที่อย่างเข้มข้น เพื่อหยุดการระบาดได้ / อยู่เป็น คือ New Abnormal เปิดเมืองบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ กิจกรรมบางอย่างยังทำไม่ได้ มีความเสี่ยงอาจกลับไปปิดใหม่ได้/อยู่ยืน คือ New Normal ที่มนุษย์เอาชนะไวรัสได้แต่โลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร เทรนด์แห่งโลกอนาคตจะมาถึงเร็วขึ้น ซึ่ง Resilient Leader คือผู้นำที่พาคนในสังคมผ่านช่วงอยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยืน ได้อย่างสมบูรณ์

นางสาวศิริพร พรมวงศ์ หัวหน้าโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response” เช่นกัน โดยเล่าว่า เธอทำงานในคลองเตยมาประมาณ 9 ปี ได้ตั้งทีมรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว และคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าในชุมชนอาจจะเป็นกลุ่ม Super spreader ซึ่ง“โครงการคลองเตยดีจัง” พยายามดำเนินงานโดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้พูดถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า “หลักนิติธรรม การพัฒนา และความเป็นผู้นำ” ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แสดงให้เห็นว่า การระบาดของโรค ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และความไม่ยุติธรรมในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น TIJ ขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เป็นเหมือนหลักการของสังคม จะเป็นหลักการในการรับมือเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมหลังโควิด-19 และ TIJ ยังพร้อมให้ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อเปิดมุมมองที่หลากหลายให้สามารถนำหลักนิติธรรมไปเป็นการดำเนินการได้จริงในอนาคต ตามหลักคิดของชาว TIJ ว่า “ความยุติธรรมเป็นเรื่องของทุกคน”

สามารถรับชมคลิปย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/watch/live/?v=1096623854165969&ref=watch_permalink

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588585

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : จัดหางานสุโขทัยบริการสอดรับกับมาตรการเร่งด่วนเฝ้าระวังโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่หนักขึ้น จัดหางานจังหวัดสุโขทัยจึงขอความร่วมมือประชาชนผู้มาติดต่อ ปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ก่อนเข้ารับบริการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย

นายปัญญา ขาวเขียว จัดหางานจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่าตามมาตรการเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตามประกาศของจังหวัดสุโขทัยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 สำหรับผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยโดยสรุปให้ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปัตตานี ยะลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสงขลา ที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ปฏิบัติดังนี้

1.รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่ และกรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัย

2.ทำการกักตัว ณ เคหสถานที่พำนักของบุคคลนั้น หรือสถานที่ที่ทางราชการกำหนดและห้ามออกนอกสถานที่ดังกล่าวจนกว่าจะพ้นกำหนด 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัย

สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตาก นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ให้ปฏิบัติดังนี้

1.รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่ และกรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัย

2.สังเกตอาการตนเอง 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัย

และผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุม 24 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยภูมิ ชุมพร ตรัง ตราด บุรีรัมย์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สตูล สระแก้ว สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี และอุบลราชธานี พื้นที่เฝ้าระวังสูง จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครพนม น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธรลำปาง ลำพูน สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ เมื่อเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ปฏิบัติดังนี้

1.กรอกแบบฟอร์ม SAVE สุโขทัยทันที

2.สังเกตอาการตนเอง 14 วัน

3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัดสุโขทัยจัดหางานจังหวัดสุโขทัย ได้เน้นย้ำให้ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด ให้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว

ก่อนเดินทางเข้ารับบริการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19  ให้กับประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมีความปลอดภัย โดยประชาชนสามารถใช้บริการ e-Service ของกรมการจัดหางาน เพื่อรับบริการกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัยได้ ดังนี้

1.ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ผ่านเว็บไซต์ http://empui.doe.go.th

2.ลงทะเบียนสมัครงานในประเทศ ผ่านเว็บไซต์ http://smartjob.doe.go.th

3.แจ้งการไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเอง ผ่านเว็บไซต์ http://toea.doe.go.th

4.แจ้งรับเข้าหรือแจ้งออกจากงานของคนต่างด้าว ผ่านเว็บไซต์ http://eservice.doe.go.th

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางหมายเลขโทรศัพท์0-5561-0218-9 ในวันและเวลาราชการ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของสำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัยได้ทางเว็บไซต์ http://doe.go.th/sukhothai และ facebook แฟนเพจ  สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุโขทัย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และโปรดติดตามรับฟังรายการ “ฟังสบายๆสไตล์จัดหางาน” ทางสวท.สุโขทัย FM 93.75 MHz ทุกวันอังคาร เวลา 10.35-11.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’ เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587940

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’  เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชิมฟรี! ‘สวนทรรศน์สมรแลนด์’ เปิดต้อนรับนทท.เที่ยวเมืองอุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อินทผลัม “ในอดีตจะได้ยินอยู่เสมอว่า อินทผลัม หรือ อินทผาลัม เป็นพืชที่ขึ้นได้ในทะเลทราย หรือ สภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง หากนำมาปลูกในถิ่นอื่น เช่น ในถิ่นที่มีความชื้นสูง จะไม่สามารถปลูกได้ ถึงแม้จะปลูกได้แต่ก็มีผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ สามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้ในพื้นที่สภาพภูมิอากาศทั่วไป เช่น การปลูกอินทผลัมที่สวนทรรศน์สมรแลนด์ จังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสด คือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็น “แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง”

สวนทรรศน์สมรแลนด์ เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ มีคุณปวีณสมร สุดทอง เป็นเจ้าของสวน ได้ทำการปลูก อินทผลัม พันธุ์บาฮี ผลใหญ่ สีเหลืองสด รสชาติ หวานกรอบ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย และ ที่สวนแห่งนี้ได้ปลูกอินทผลัม เป็นเจ้าแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ ปลูกไว้จำนวน 90 ต้น จำหน่ายกิโลกรัมละ 400 บาท และ ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 จะทำการเปิดสวนอินทผลัม สวนทรรศน์สมรแลนด์ พร้อมชิมอินทผลัมฟรี เลือกซื้อได้ทั้งสวน มีบริการกินแฟแลอิน-ผลิตภัณฑ์ไซรัป เพื่อดูแลสุขภาพ, ชมสวนสวยงาม จุดเช็คอินแห่งใหม่ของชาวอุตรดิตถ์ และ สามารถเลือกอินทผลัมผลใหญ่รสชาติหวานกรอบ เกรด A B C เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการในสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันทางสวนต้องขออภัยจำกัดคนเข้าสวนไม่เกิน 50 คน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียม แมส เจลล้างมือเครื่องวัดอุณหภูมิ จุดลงทะเบียน และ จัดสถานที่เว้นระยะห่าง ให้เป็นไปตามมาตรการข้อกำหนดของจังหวัดอุตรดิตถ์อีกด้วย

สำหรับเส้นทางเข้าสวน ทรรศน์สมรแลนด์ เมื่อขับรถเข้าเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ตามเส้นทางสายเหนือ อุตรดิตถ์ –แพร่พอถึงวงเวียนแยกวังสีสูบ ต.งิ้วงาม อ.เมืองอุตรดิตถ์ เป็นถนนลอดอุโมงค์ตรงไปทางจังหวัดแพร่ จะพบป้ายเข้าสวนทรรศน์สมรแลนด์ เลียวซ้ายเข้าซอยหน้าเทศบาลตำบลน้ำริด อ.เมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ขับตรงเข้าไปในซอย เป็นถนนคอนกรีต ตลอดเส้นทางลึกเข้าไป ประมาณ 500 เมตร จะเจอป้ายเข้าสวนอินทผลัมทรรศน์สมรแลนด์ สามารถเดินเข้าไปเที่ยวชม ที่สำคัญเจ้าของสวนใจดีให้เลือกจากต้นสดๆ ทานได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะพันธุ์ บาร์ฮี จะมีผลสีเหลืองสดผลใหญ่ หวานกรอบเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด และ ต่างจังหวัดเดินทางมาเที่ยวชมสวนอินทผลัม พร้อมถ่ายรูปเซลฟี่(Selfie)

“อินทผลัม” ยังสามารถนำผลที่โตเต็มที่แล้วมาทำเป็นเมนูอาหารที่น่าทาน ประกอบด้วย ส้มตำอินทผลัม, บวชชีอินทผลัม, อินทผลัมลอยแก้ว,ยำทะเลอินทผลัม และรับประทานได้แบบผลสดได้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587650

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค  ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดชีวิต ‘พนักงานพิทักษ์ป่า’ อช.ไทรโยค ผู้เสียสละ 5 วันกับการลาดตระเวนปกป้องสัตว์ป่า-ผืนป่าต้นน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเดินลาดตระเวนเป็นหัวใจหลักในการที่จะปกป้องดูแลรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ใช้ยุทธวิธีการเดินลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือที่เรียกกันว่า SMART PATROL ซึ่งเป็นการเดินลาดตระเวนพร้อมกับการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน ทั้งข้อมูลด้านสัตว์ป่า พันธุ์ไม้ที่สำคัญ แหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่ารวมถึงภัยคุกคามต่างๆที่พบ

ไม่ว่าจะเป็นเพิงที่พักนายพราน จุดวางบ่วงแร้วดักสัตว์ป่า ร่องรอยต่างๆ ของมนุษย์ที่เข้าไปกระทำความผิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลต่างๆเหล่านี้กลับมาประเมินผลและเป็นหัวใจในการวางแผนป้องปรามจากผู้กระทำความผิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหัวใจหลักในการลาดตระเวนนี้คือเจ้าหน้าที่ “พนักงานพิทักษ์ป่า” ผู้ทำงานปิดทองหลังพระ ที่ทำให้ประเทศไทยเรามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์อยู่ในปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยการนำของ นายสมเจตน์จันทนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายวราวุธศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ลาดตระเวนป้องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่าให้มากขึ้นเป็นสองเท่า ตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้รับนโยบายและมอบหมายให้อุทยานทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการตามนโยบายข้างต้นอย่างเคร่งครัด อุทยานแห่งชาติไทรโยคจึงได้สนธิกำลังระหว่างหน่วยในสังกัดอุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อออกตรวจลาดตระเวนให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้อุทยานแห่งชาติไทรโยค จะมีพื้นที่มากถึง 595,868 ไร่ ประกอบกับมีพื้นที่อยู่ติดกับชายแดนประเทศเมียนมา ระยะทางถึง 50 กิโลเมตร ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่องานป้องกันทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 อุทยานแห่งชาติไทรโยคสามารถเดินครอบคลุมพื้นที่แล้ว 92.99% ของพื้นที่ทั้งหมด

ถึงแม้ช่วงนี้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตามและในพื้นที่จะมีลำห้วยลำธารลัดเลาะอยู่ภายในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายิ่งยากลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างการลาดตระเวนล่าสุดของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ทย.5 (แม่น้ำน้อย) ระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั้งหมด 7 นาย ได้ออกลาดตระเวนจากหน่วยพิทักษ์ฯ โดยใช้รถจักรยานยนต์สลับกับการเดินเท้าลาดตระเวนเพื่อปราบปรามการกระทำผิด บริเวณป่าปากห้วยผึ้ง ป่าห้วยพะบือแฮ

ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในลำห้วยมีระดับที่สูงขึ้น บริเวณห้วย 3 ห้วยแม่น้ำลัดเลาะ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเดินข้ามเพื่อขนส่งสัมภาระประจำตัวไปอีกฝั่งและช่วยกันใช้ไม้แบกรถจักรยานยนต์ข้ามลำห้วยที่มีกระแสค่อนข้างแรงตามมา

จึงอยากวอนให้ทุกคนเห็นใจและเห็นความสำคัญของพวกเขาเหล่านี้ที่เรียกตนเองว่า “พนักงานพิทักษ์ป่า”พนักงานพิทักษ์ ถึงแม้จะมีรายได้เพียงน้อยนิด แต่พวกเขาเหล่านี้ต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง และถึงแม้จะลำบากต้องนอนและกินกลางป่าท่ามกลางสายฝน หรือท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ หรือร้อนจัดเพียงใด พวกเขาก็อดทน เพียงเพื่อต้องการปกปักรักษาสัตว์ป่าและผืนป่าเอาไว้ให้เป็นผืนป่าต้นน้ำ ทำให้เราชาวไทยทุกคนได้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืนอยู่ในทุกวันนี้

ดังนั้นจึงขอฝากไปถึงประชาชนคนไทยทุกคนรวมทั้งกลุ่มนายพรานและผู้ที่หวังใช้ประโยชน์จากการตัดไม้ทำลายป่า ที่เป็นการทำลายผืนป่าต้นน้ำ ขอให้หยุดและหันมาร่วมกันปกปักรักษาผืนป่าเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราและคนไทยทุกคน ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ ที่มีผืนป่าเป็นต้นน้ำให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’ บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587113

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย  ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สวนกระท้อนหวานนาปริก หมู่ที่ 9 ต.ควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูลนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนาวาตรีหญิงโนสมา หลีเส็น นายกเหล่ากาชาด, นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 สตูล,นายพีรพัฒน์ เงินเจริญ นายอำเภอควนโดน ร่วมกิจกรรม “ส่งเสริมการปลูกกระท้อนและกิจกรรมงานกระท้อนออนไลน์ สโตยสตูล”ปีที่ 2 ภายใต้โครงการสตูลเกษตรแฟร์ ประจำปีงบประมาณ 2564

ซึ่งงานจัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กล่าวรายงานความเป็นมาในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการปลูกกระท้อน และ ประชาสัมพันธ์กระท้อนสตูล ซึ่งเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสตูลให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น และสามารถจะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งในอนาคตได้ รวมถึงสนับสนุนการส่งเสริมการขายเพิ่มมูลค่ากระท้อนสตูล ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุน การท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและชุมชนในมิติอื่นๆ อันนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน

โดยปรับช่องทางการจัดงานและการสื่อสารออฟไลน์ สู่ออนไลน์โดยการใช้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสปรับตัวให้เข้ากับหลายสไตล์ของผู้บริโภค ผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ โดยมีหน่วยงานรัฐให้บริการข้อมูลวิชาการแนะนำสถานที่พัฒนาคุณภาพสินค้า และราคานำไปสู่ความปกติวิถีใหม่

ภายในงานมีการนำกระท้อนพันธุ์อิล่า ซึ่งให้ผลผลิตโตสุดลูกละ 1 กิโล 30 กรัม ที่มีเนื้อนุ่มผลใหญ่ ฟู ปุย วางจำหน่ายกันหน้าสวน และการแปรรูปกระท้อนเป็นน้ำพริก กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว วางจำหน่ายกันอย่างหลากหลาย โดยตลอด 2 เดือนนี้ยังสามารถสั่งกระท้อนได้โดยทางหมู่บ้านมีบริการจำหน่ายออนไลน์ หรือโทรสั่งผ่านได้ที่ (วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-วิถีเกษตรกลุ่มเขาโต๊ะกรัง 08-8592-0455)