สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600807

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’  รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ระดมความร่วมมือหน่วยงานชั้นนำของประเทศจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ มาร่วมกันสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ในการ พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยร่วมกันเป็นผู้แทนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความตื่นตัว และความภาคภูมิใจในนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ล่าสุดมีเครือข่าย 73 องค์กร ที่ตอบรับและพร้อมจะขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 และนำประเทศไทยก้าวเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสม การกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และยืดหยุ่นในการปฏิบัติ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติได้ระบุวาระการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทหลักของ อว. ในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการบ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างและแปลงนวัตกรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในส่วนกลาง แต่ยังขยายโอกาสการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปยังภูมิภาคนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

“สำหรับแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยที่ NIA ได้ริเริ่มขึ้นนี้ เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต และเปรียบเสมือนเครื่องมือในการ สร้างมุมมองใหม่ของประเทศไทยที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งนำนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และกิจกรรมการสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้การกำหนดนโยบาย การดำเนินงานและการสื่อสารด้านนวัตกรรมไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ชาติแห่งนวัตกรรม (Innovation Nation)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “จากวิกฤตปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น กับดักรายได้ปานกลาง ต้นทุนการผลิตสูง การแข่งขันทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนไปปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งการเข้าถึงบริการของรัฐ การเข้าถึงด้านดิจิทัล ด้านการศึกษา และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM2.5 ปัญหาน้ำแล้งน้ำเค็ม น้ำท่วม ฯลฯ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่ง NIA เชื่อว่า “นวัตกรรม” จะเป็นทางออกในการพลิกฟื้นประเทศจากวิกฤต จึงต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยมุ่งเน้นให้คนไทยเห็นความสำคัญในการร่วมกัน “พลิกธุรกิจให้รอด” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกโมเดลธุรกิจ “พลิกชีวิตให้สุข” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ “พลิกสิ่งแวดล้อมให้ดี” จากการนำนวัตกรรมมาพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม”

แพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาติแห่งนวัตกรรม” โดยวางกรอบการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) จุดยืนนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยอยู่ใน 30 อันดับแรกของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับโลก 2) ดีเอ็นเอนวัตกรรมประเทศไทย ที่มุ่งสร้างให้เกิดอัตลักษณ์ไทยรังสรรค์คุณค่าใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นใน 7 ด้าน และ 3) เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ด้วยการสร้างให้เกิดพันธมิตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชั้นนำของประเทศทั้งหน่วยงานรัฐบริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ และ 4) แดชบอร์ดนวัตกรรมประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้เกิดข้อมูลนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลนวัตกรรมของประเทศที่มีความหลากหลายจากทุกภาคส่วน

การเปิดตัว “เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย” ในวันนี้ มีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม และทำให้คนไทยและชาวต่างชาติรับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่เป็น นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ประณีต โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มีองค์กร 73 แห่ง ที่ตอบรับเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ซึ่งจะร่วมมือกันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เป็นผู้แทนประเทศในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมความร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การลงนาม ความร่วมมือ การจัดสัมมนานวัตกรรม การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม 2) สร้างการรับรู้และความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดความตื่นตัวและสนใจนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยมาใช้หรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 3) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านนวัตกรรมทั้งแนวกว้างและแนวลึกระหว่างหน่วยงานในเครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย

ผู้สนใจดูนวัตกรรมไทยที่น่าภาคภูมิใจได้ที่ www.innovationthailand.org หรือ FB : Innovation.THA และสามารถดูข้อมูลความรู้ การให้บริการนวัตกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างและใช้ประโยชน์นวัตกรรมอย่างแพร่หลายได้ที่ https://data.nia.or.th

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเลือกซื้อสินค้าโอท็อปสมุทรสาคร คัดสรรของดีมีคุณภาพจำหน่ายประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600289

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเลือกซื้อสินค้าโอท็อปสมุทรสาคร  คัดสรรของดีมีคุณภาพจำหน่ายประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ชวนเลือกซื้อสินค้าโอท็อปสมุทรสาคร คัดสรรของดีมีคุณภาพจำหน่ายประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางศลิษา ม่วงใหม่ พัฒนาการจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ตนอยากให้คนทั่วไปช่วยกันมาสนับสนุนซื้อสินค้าโอท็อปของจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับคนที่คุณรัก แม้สถานการณ์ตอนนี้จะอยู่ในช่วงไม่ปรกติเกิดโรคระบาดโควิด-19 แต่ขอให้มั่นใจว่าคุณภาพสินค้าของพี่น้องชาวสมุทรสาครที่นี่มีมาตรฐาน จะนำไปรับประทานก็ปลอดภัย หรือจะนำไปใช้ก็ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญพวกเขาไม่หยุดพัฒนาต่อยอดสินค้าเพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้นตนจึงภูมิใจนำเสนอสินค้าโอท็อปของจังหวัดสมุทรสาครให้กับทุกคนทั่วประเทศ อยากให้มาช่วยกันสนับสนุนผู้ประกอบการโอท็อป ช่วยกันซื้อสินค้าโอท็อป อย่างน้อยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กันและกัน เพราะขณะนี้พวกเขาไม่มีเวทีในการที่จะนำสินค้าไปขายไม่มีการจัดงานอีเว้นท์ ไม่มีงานโชว์สินค้า และที่สำคัญเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“อยากให้คนทั่วไปรับรู้รับทราบว่าแม้ปัจจุบัน สถานการณ์ไม่ปรกติเหมือนที่ผ่านมาเพราะเกิดโรคระบาดโควิด-19 แต่ขอให้ทุกคนรับรู้ว่าสินค้าโอท็อปของจังหวัดสมุทรสาครยังคงมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ จะนำไปรับประทานก็ปลอดภัยและอร่อย หรือของใช้ก็ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีคุณภาพเมื่อซื้อไปฝากใครก็ไม่ผิดหวัง พวกเขามีการต่อยอดไม่หยุดพัฒนา อยากให้มาช่วยกันสนับสนุนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน และเป็นการส่งต่อสินค้าที่ดีมีคุณภาพให้กับคนที่คุณรัก”นางศลิษากล่าว

สำหรับสินค้าโอท็อปที่โดดเด่นทั้ง 3 อำเภอของจังหวัดสมุทรสาคร ที่จะนำมายกตัวอย่าง เริ่มกันที่อำเภอเมืองก็จะมีหลากหลายเช่นของวิสาหกิจบ้านชายทะเลรางจันทร์กะปิหวาน น้ำปลาหวาน ปลาแดดเดียว น้ำปลาหวานปลาร้า กลุ่มสัมมาชีพบ้านย่าก็จะจำหน่ายเกลือและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกลือเช่นสบู่ดอกเกลือ ดอกเกลือใช้ล้างผักผลไม้ วิสาหกิจชุมชนพิณมิสา ที่ผลิตแชมพูและครีมนวดผมจากกระดูกปลาฉลามและของเหลืออื่นๆ จากอุตสาหกรรมอาหารทะเล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารทะเลบ้านกระช้าขาวที่โดดเด่นเรื่องของกะปิสืบทอดกันมากว่า 100 ปี วิสาหกิจชุมชนกระเป๋าหนังนาเดีย สไบมอญบ้านเกาะ เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นลุงแกละชาใบขลู่ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากกระดาษเปเปอร์อาร์ตไทย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านจากกระดาษเหลือใช้ที่สวยงาม หรือจะเป็นของฝากที่ทรงคุณค่า เรือฉลอมชายฝั่งจำลอง (สำเภาจีน)เสื้อมัดย้อมบ้านพันท้ายนรสิงห์ ชุดย่ามของขวัญและปลอกหมอน กล่องใส่ทิชชู่แบบรีฟิว พริกกรอบงา เค้กโบราณบ้านสบันงา ปลาทูซาเตี๊ยะ ช้างวางเทียนหอม

ส่วนสินค้าโอท็อปของอำเภอกระทุ่มแบน เช่น กล้วยอบแห้ง ร้านมิสเตอร์ชูเบญจรงค์ ดอนไก่ดี ขึ้นชื่อตัวท็อประดับประเทศไม่ว่าจะเป็น ถ้วยชาม ลายครามรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ลายเบญจรงค์ หมี่กรอบช่างรังวัด แชมพูอัญชัน แชมพูสมุนไพร น้ำมันมะพร้าวสวนปานะ วิสาหกิจชุมชนบ้านเห็ดขวัญกะวัลย์ ฟาร์มแปรรูปเห็ดหลากหลายชนิด ฝรั่งหยีปรุงรสของกลุ่มผู้ปลูกไม้ผลตำบลหนองนกไข่ พลูวิคอล ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากสารสกัดใบพลู เห็ดทอดกรอบ มาลัยดอกไม้ประดิษฐ์ มะพร้าวน้ำหอมอบแห้ง ข้าวแต๋นน้ำแตงโม แผ่นข้าวกล้องอบกรอบ

และที่อำเภอบ้านแพ้วนอกจากผลไม้ของสดจากสวนเช่นฝรั่ง มะนาว กล้วย แก้วมังกรและเมล่อนจากสวนพิศิษฐที่ขึ้นชื่อแล้วก็ยังมี ดอกไม้สดอบแห้งของ ณัฐพรดอกไม้สดอบแห้ง ที่นำเอาดอกกล้วยไม้ ดอกบัว ดอกกุหลาบมาอบแห้งด้วยทรายและนำไปจัดลงในโหลแก้ว รูปทรงต่างๆสวยงาม กระเป๋ากระจูดตกแต่งด้วยลายดอกไม้ หมี่กรอบบ้านแพ้ว วิสาหกิจชุมชนกลุ่มงานกะลาเอก น้ำมัลเบอร์รี่สุรวุฒิฟาร์ม น้ำแกงส้มแม่พะนอ น้ำตาลดอกมะพร้าวอัดเม็ด มะนาวแปรรูป ผ้าสไบมอญขนมทองพับ

สินค้าข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างมานำเสนอ ยังมีหลากหลายให้เลือกหา เข้าไปดูหรือซื้อผ่านได้ที่เพจ “สมุทรสาคร OTOPTODAY”…รับรองไม่ผิดหวัง

และที่ลืมไม่ได้เลยเช่นเดียวกันนั่นก็คือ หลังโควิดซา…อย่าลืมมาเที่ยวจังหวัดสมุทรสาครกันนะ ใกล้กรุงเทพฯนิดเดียว

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600084

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ  หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

สกู๊ปพิเศษ : มรภ.สวนสุนันทา เดินหน้าสู่นานาชาติ หนุนนักวิจัยส่งผลงานประกวดในเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.รจนา จันทราสา ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ผลักดันให้มีการจัดทำ “โครงการส่งเสริมการประกวดผลงานวิชาการสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ” มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ และนักวิจัยของ มรภ.สวนสุนันทา ได้พัฒนาสร้างสรรค์งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ เรียกได้ว่า “เป็นคลังความรู้ สร้างปัญญาและนวัตกรรมด้านวิจัย บริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสู่สากล” ที่สามารถส่งเสริมในการสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือนักวิจัยสามารถพัฒนาผลงานของตนเองไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ต่อไป

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สามารถคว้ารางวัลมาได้กว่า 100 รางวัล โดยแต่ละผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้พิจารณาประเมินผลงานให้กับนักวิจัยที่ต้องการเข้าร่วมการประกวดผลงานวิชาการในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยคัดเลือกจากผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น และมีศักยภาพ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมนักวิจัยให้ไปแข่งขันยังเวทีของแต่ละประเทศ ประกอบไปด้วยเวที เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย โรมาเนีย และแคนาดา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องนำผลงาน โปสเตอร์ และข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไปจัดแสดงในแต่ละเวทีเพื่อให้คณะกรรมการตัดสิน แต่นับตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการเปลี่ยนเป็นรูปแบบการประกวดออนไลน์ ซึ่งแต่ละเวทีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน โดยการส่งผลงานเข้าประกวด จะเป็นการนำเสนอแบบ Poster หรือการนำเสนอแบบ Presentation

โดยในปีนี้มีผลงานเข้าร่วมประกวด ทั้งสิ้นจำนวน 29 ผลงาน ตัวอย่างผลงานที่มีความโดดเด่นและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ ได้แก่ ผลงาน “ภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝก Eco-friendly containers from vetiver fibers” ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที 2020 International Innovation & Invention
Competition (2020IIIC) ประเทศไต้หวัน ผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง RE-NO-WASTE” ได้รับรางวัล เหรียญทอง(Gold Medal) จากเวที 2020 IIDC Hong Kong International Invention and Design Competition เกาะฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ผลงาน “กระดาษจากเปลือกถั่ว Peanut shell Paper” ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวที X European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T 2021 ประเทศโรมาเนีย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์ รองคณบดีฝ่ายแผนงานและประกันคุณภาพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าว ถึงผลงานภาชนะจากเส้นใยหญ้าแฝกว่า จากการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากใบหญ้าแฝกร่วมกับชุมชนเครือข่ายกลุ่มหัตถกรรมจักสานหญ้าแฝกจังหวัดพะเยา อุดรธานีและสุรินทร์ ซึ่งพบว่าใบหญ้าแฝกสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องของการแปรรูปใบหญ้าแฝกที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากขึ้น หรือมีคุณลักษณะของสมบัติทางกายภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ออกมาเป็นผลงานจานจากกระดาษหญ้าแฝก ที่มีคุณสมบัติมีความเหนียว แข็งแรงทนทานต่อการดึงและการฉีกขาดได้ดี สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรองรับกระแสนิยมการอนุรักษ์ธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภดล สังวาลเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า แนวคิดในการออกแบบผลงาน “กระดาษจากสาหร่ายในนากุ้ง” เป็นการนำทรัพยากรที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสาหร่ายในนากุ้ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าสาหร่ายผมนาง (วัชพืชที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง) ลักษะคล้ายเส้นใย มีความเหนียว เงา สีเขียวอ่อน แต่ถ้ามีสาหร่ายมากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสีย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะตักสาหร่ายขึ้นจากบ่อนำไปทิ้งทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นแนวคิดที่จะนำสาหร่ายในนากุ้งนี้มาพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้ จากการวิเคราะห์ทั้งลักษณะของสาหร่ายและสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่าการแปรรูปที่มีความเหมาะสม ควรเป็นการแปรรูปเป็นกระดาษสาจากสาหร่ายในนากุ้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวถึงผลงานกระดาษจากเปลือกถั่วว่า แนวคิดการออกแบบผลงานกระดาษจากเปลือกถั่ว เริ่มต้นจากต้องการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและชุมชนสามารถผลิตได้เอง กิจกรรมทั้งหมดชาวบ้านสามารถทำได้และได้ผลผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยจุดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นผิวของกระดาษจากเปลือกถั่ว ซึ่งปกติไม่เป็นที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะพบในการนำไปทำปุ๋ย กระดาษจากเปลือกถั่วจึงมีความน่าสนใจในตัวของมันเอง

ในกระบวนการผลิตก็สามารถใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อนนั่นคือการทำกระดาษสา แต่เรามีสูตรพิเศษในสัดส่วนและการเตรียมเปลือกถั่วในขั้นต้น นอกจากนี้ยังมีซังข้าวโพดซึ่งมีความเป็นเส้นใยสูงพอสมควรเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่เหมาะสมก็จะได้กระดาษที่มีพื้นผิวสวยงามและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกถั่วอย่างไรก็ตาม หัวใจของงานออกแบบในลักษณะนี้คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ถ้าเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599157

สกู๊ปพิเศษ :  มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : มฟล. ขับเคลื่อนแนวคิดปกป้องธรรมชาติด้วยวัฒนธรรม โครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ดำเนินกิจกรรมการปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม โดยการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเมืองเก่าเชียงแสนและน่าน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในโครงการพัฒนาระบบนิเวศ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (EPISG)  

โครงการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืนตามเกณฑ์ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ดำเนินงานภายใต้งบประมาณแผ่นดินปี พ.ศ. 2564 ในส่วนบูรณาการการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองเก่า 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเชียงแสน จ.เชียงราย และเมืองเก่าน่าน จ.น่าน

มีวัตถุประสงค์เพื่อการปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยจัดระบบความสัมพันธ์เชิงนิเวศระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติในรูปแบบมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามเกณฑ์ Intangible Cultural Heritage (ICH) ของ UNESCO เพื่อพัฒนาการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการปกป้องธรรมชาติ

“กระบวนการทำงานของเรา เริ่มจากทีมนักวิชาการการเข้าไปเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางของยูเนสโก 200 รายการ มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้จะต้องเป็นภูมิปัญญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดสรรให้เหลือ 50 รายการ นำมาประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีนักออกแบบมาร่วมกันเชื่อมโยงแนวคิดว่า จากความลับในมรดกภูมิปัญญาที่รักษาธรรมชาติให้ยั่งยืนนั้น สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ใดเพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติได้บ้าง แล้วคัดเลือกให้เหลือ 20 รายการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

โครงการนี้จะเชื่อมโยงระบบนิเวศของความรู้ไปสู่การปกป้องธรรมชาติอย่างยั่งยืน  เมื่อคนใช้ผลิตภัณฑ์จะสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติไว้ด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม การใช้หรือการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จึงเท่ากับการช่วยรักษา”

ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงที่มาและกระบวนการทำงาน “มรดกภูมิปัญญา เปรียบเสมือนอาวุธลับในการปกป้องธรรมชาติมาอย่างยาวนาน  หน้าที่ของเรา คือ การนำภูมิปัญญาอันประกอบไปด้วย นิทาน ตำนาน วิถีชีวิตความเชื่อ ของ 2 เมืองเก่า น่าน และ เชียงแสน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ (ประเภทสินค้าและบริการ) ต้นแบบ นอกจากจะต้องมีดีไซน์ ร่วมสมัยแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ธรรมชาติยังดีอยู่และมีคนกำลังปกป้องธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาของเจ้าของวัฒนธรรม โดยที่ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ก็เท่ากับว่ามีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติและภูมิปัญญาไปพร้อมกัน”  

ในส่วนของการดำเนินงานนั้นนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จัดอบรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเมืองเก่าเชียงแสน และน่าน โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา

ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทสินค้า ได้แก่ ผ้าไหมลวดลายใหม่จากชุมชนบ้านสันธาตุเชียงแสนที่สื่อถึงความงดงามของแม่น้ำกกในแต่ละช่วงเวลา ผ้าพิมพ์ลายใบสักจากวัดป่าสัก
วัดสำคัญของเมืองเก่าเชียงแสน ผ้าทอลายผลึกเกลือ เครื่องสำอางจากไกของดีเมืองน่าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ด้านบริการ ได้แก่ การแสดงร่วมสมัยสำหรับทั้ง2 เมืองที่ได้กูรูทางดนตรี อาจารย์ บรูซ แกสตัน ให้เกียรติประพันธ์ดนตรี เป็นต้น

ทั้งนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเลือกทั้ง 20 รายการ ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะประกาศให้ทราบ ในลำดับต่อไป หลังจากมีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

ผู้สนใจสามารถติดตามชมผลงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แนวทางการทำงาน และทำความรู้จักกับภูมิปัญญาของในชุมชนเมืองเก่าเชียงแสน จ.เชียงราย เช่น ชุมชนบ้านสันธาตุแหล่งผลิตผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย ชุมชนบ้านห้วยกว๊านกับผ้าปักของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เจ้าของตำนานลายผ้าสุนัขมังกร คติความเชื่อของคนน่านที่เชื่อมโยงระหว่าง นาค น้ำ (คน)น่าน รวมไปถึงเรื่องของผลึกเกลือใครจะเชื่อว่าเมื่อนำรูปทรงมาดีไซน์เป็นลายผ้าแล้วจะน่าตื่นเต้นเพียงใด

ติดตามชมกัน ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค“เชื่อม รัด มัด ร้อย” www.facebook.com/EPISG.MF

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598366

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘จระเข้’ห่วงใยระดมฉีดซิโนฟาร์มให้พนง.และคนในชุมชน

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในสังคมไทย การที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้นั้น ประชาชนจำเป็นจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งหลายหน่วยงานได้มีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับพนักงานเพื่อป้องกันความปลอดภัยขององค์กร รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่ง กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทจึงได้จัดซื้อวัคซีนทางเลือก “ซิโนฟาร์ม” กว่า 3 ล้านบาท เพื่อฉีดให้กับพนักงาน สมาชิกในครอบครัวทุกคน ทั้งที่สำนักงานใหญ่และโรงงาน จ.สระบุรี เป็นการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับพนักงาน รวมถึงบริษัทยังได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน จ.สระบุรี เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับคนในสังคม ซึ่งมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้กว่า 1,300 คน

ทั้งนี้ การที่บริษัทให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยรอบโรงงาน ถือเป็นปณิธานที่จระเข้ ยึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ที่ต้องการแบ่งปันและตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาบริษัทจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปีนี้ที่จระเข้ ครบรอบ30 ปี จึงได้ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา จัดโครงการ “ห้องน้ำสร้างสุข”เชิญชวนลูกค้าร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ จัดสร้างห้องน้ำให้กับชาวบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กในชุมชนชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย ที่ห่างไกลความเจริญ โดยบริษัท ได้มอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นครึ่งหนึ่งของโครงการ เพื่อจัดสร้างห้องน้ำ จำนวน 30 หลัง ซึ่งมียอดบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,155,000 บาท

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จระเข้ยั่งยืนมาถึง 30 ปี คือการให้ความสำคัญกับพนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ บริษัทจึงมุ่งมั่น ที่จะสนับสนุนความยั่งยืนในการช่วยเหลือและตอบแทนสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุด คือการส่งมอบเคมีภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าดียิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดจระเข้ สร้างสรรค์ความสุข เพื่อคุณและทุกคนในครอบครัว” นายศุภพงษ์ กล่าวในที่สุด