สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596816

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ชป.เดินหน้าขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ชาวอุตรดิตถ์-สุโขทัย อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียร์วัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ร่วมแถลงข่าวชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก-ศรีสัชนาลัย-สวรรคโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสรุปรายละเอียดผลการศึกษาโครงการ แนวทางการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุโขทัย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบ Facebook Live กรมชลประทาน

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ตามที่ กรมชลประทาน ได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โดยได้วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำน่านลักษณะโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์อเนกประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยการส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์

ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภคและประโยชน์อย่างอื่น ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินงานเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำคลองด่านแม่คำมันและลุ่มน้ำคลองยม ได้ร้องขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำพื้นที่ช ลประทานฝั่งขวา ส่งผลกระทบต่อลักษณะโครงการเดิมทั้งทางด้านวิศวกรรม ความต้องการใช้น้ำด้านต่างๆ รวมถึงสมดุลน้ำเดิมระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ รวมถึงแนวคลองส่งน้ำที่อาจจะต่างไปจากเดิม กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับโครงการศึกษาเหมาะสมการขยายคลองลอยจากเขื่อนผาจุก มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคาดคอนกรีต จากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบไปด้วย (1) สถานีสูบน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ (RMC) 2 แห่ง (2) ท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำไปต้นคลองชลประทาน 2,300 เมตร (3) ถังพักน้ำ(Head Tank) คอนกรีต 2 แห่ง (4) ทรบ.ปากคลอง 1 แห่ง (5) คลองส่งน้ำดาดคอนกรีตความยาวรวม 87.52 กม.และ (6) ระบบระบายน้ำเดิมในพื้นที่ คลอง คูระบายน้ำริมถนน/ลำเหมืองความยาวรวม 95 กม.

เมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 22 หมู่บ้าน 5 ตำบล ของอำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ทั้งหมด 35,000 ไร่

ด้านนายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดอุตรดิตถ์มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร มีผลทางการผลิตตกต่ำเป็นประจำทุกปี เมื่อกรมชลประทานวางแผนส่งน้ำจากโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวามายังคลองลอยเข้าสู่พื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มผลผลิตภาคการเกษตรช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชรต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594101

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’  สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด  ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สส.สุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี เขต 3 และ “กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ลุยช่วยเหลือพื้นที่หนองหญ้าปล้อง-แก่งกระจาน ร่วมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค เต็นท์ผ้าใบเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ สนับสนุน และเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

นายสุชาติ อุสาหะ สส.เพชรบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐและ“กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ได้ร่วมกันนำเครื่องอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง เป็นต้น จำนวน 250 ชุด ไปมอบให้นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน และนายสุขประเสริฐ ทับสี สสอ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่รับผิดชอบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมกันนี้ยังได้จัดมอบของ อุปโภค-บริโภค อีก จำนวน 220 ชุด ไปมอบให้ชุมชนในพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง โดยมีนายทวิช เที่ยวมาพบสุข นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง และ น.ส.สุมาลี จันทรสุขโข สสอ.หนองหญ้าปล้อง รับมอบเพื่อ นำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแล ณ ศาลาประชาคม อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

นอกจากนี้ ยังร่วมกันไปมอบเต็นท์ผ้าใบ จำนวน 1 หลัง สำหรับประชาชนที่รอเข้ามาใช้บริการในการรักษา และเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ จำนวน 5 เครื่อง เพื่อดูแล ให้แก่ พญ.อนุธิดาประทุม ผอ.รพ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปใช้ในภารกิจของโรงพยาบาล ณ รพ.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

สส.สุชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่เสียสละ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง และขอขอบคุณ สจ.อุทิศ เพิ่มทรัพย์ สจ.สุชาติ สมใจ สจ.เขต อ.แก่งกระจาน ผอ.มีชัย ปฏิยุทธผอ.โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่านที่ให้เกียรติไปร่วมรับมอบสิ่งของดังกล่าว

“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านและขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละและมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง สำหรับกระผมในฐานะสส. ยินดีให้ร่วมมือและพร้อมสนับสนุนภารกิจของพวกท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพิชิตโรคระบาดในครั้งนี้ไปด้วยกัน”

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590599

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่  ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

สกู๊ปพิเศษ : สช.เปิดเวทีดึงคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นพิษ

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสมาพันธ์นิสิตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federationof Medical Students’ Associations : IFMSA) จัดงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI)

โดยมีเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 120 คน ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน สำหรับประกวดครั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาและตัดสินอย่างรอบคอบ โดยผู้ได้รับรางวัล Best Innovation ได้แก่ ทีม People Matter (PM4.0) ชื่อผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า และรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustsappear 2. ทีม Airtopia และ3.ทีมทางของฝุ่น

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ

การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา 30 ทีม ที่เข้าร่วม และนำเสนอนวัตกรรมวันนี้ เชื่อว่าเราจะได้นโยบายสาธารณะที่ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ได้จากการช่วยกันคิดนวัตกรรมของคนหลายวัย หลายสาขาจะเป็นประโยชน์กับประเทศ รวมถึงขอให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากฝากคือการนำนโยบายสาธารณะที่เป็นสากลของประเทศตะวันตกมาใช้นั้นต้องเรียนว่าใช้ได้เพียงเล็กน้อย เพราะบริบทของประเทศไทยกับตะวันตกมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การทำนโยบายสาธารณะจะต้องมีการศึกษาบริบทวัฒนธรรมของประเทศเราเองด้วย เช่น นโยบายสาธารณะในเรื่องที่เกี่ยวกับ PM2.5 ต้องทราบว่าส่วนหนึ่งมาจากการเผาไหม้ทางการเกษตรในพื้นที่ชนบท รวมถึงเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ที่เราต้องเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ 2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน

โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ใด

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590347

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : ถอดบทเรียนผู้นำที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกับการจัดการโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ได้มีการเปิดเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 9 (The 9th TIJ Public Forum on the Rule of Law and Sustainable Development) โดยใช้ชื่อหลักว่า “The International Virtual Forum: Resilient Leadership in Practice” เพื่อให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบายที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับชาติ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด นโยบาย กรณีศึกษาต่างๆ ที่เชื่อมโยงเรื่องหลักนิติธรรม การพัฒนาอย่างเสมอภาค และความเป็นผู้นำที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “The Inextricable Linkages between the Rule of Law,Equitable Development and Resilient Leadership” ว่า ช่วงวิกฤติของสังคมโลกในเวลานี้ หลักนิติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทุกประเทศ กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้หญิง และกลุ่มคนชายขอบ ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักในแง่ของการถูกทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้นในระหว่างการล็อกดาวน์ ซึ่งผู้นำ ต้องเข้าใจในการเรียงลำดับความสำคัญต่อคนในสังคม เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม และรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการบริหารในสถานการณ์วิกฤติ จากเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า อคาเดมี ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “Resilient Leadership in Practice: Experience at Local Administrative โดยเล่าว่า การปฏิบัติงานของจังหวัดลำปาง ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขมาร่วมวางแผนตั้งแต่การอบรมบุคลากรทุกภาคส่วน แบ่งทีมฝ่ายปกครองและฝ่ายการแพทย์ออกเป็นหลายทีม สลับสับเปลี่ยนการปฏิบัติงานภาคสนามหลีกเลี่ยงการมาพบปะเจอกันระหว่างคนในทีม เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่แย่ที่สุดนั่นคือการติดเชื้อระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ยังมีทีมที่ปฏิบัติงานต่อได้ หากมีทีมใดต้องถูกกักตัว โดยจังหวัดลำปางใช้ข้อมูลทางสถิติมาออกแบบวิธีการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในการระบาดรอบแรก โดยใช้งบประมาณฉุกเฉินจากรัฐไปแค่แสนกว่าบาทจากที่ได้จังหวัดละ 5 ล้านบาท โดยมีประชาชนชาวลำปางไปลงทะเบียนพร้อมรับวัคซีนมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group ร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้ ในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response”ได้เล่าถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่นในการรับมือโควิด-19 ด้วยการแชร์ประสบการณ์ที่ตนได้ทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยหยิบยกแนวคิด “3 อยู่ คือ “อยู่รอด อยู่เป็น อยู่ยืน” มาใช้ในการปฏิบัติ โดยช่วง อยู่รอด หมายถึง Lockdown ปิดเมืองเป็นวงกว้าง คนถูกจำกัดการเคลื่อนที่อย่างเข้มข้น เพื่อหยุดการระบาดได้ / อยู่เป็น คือ New Abnormal เปิดเมืองบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ กิจกรรมบางอย่างยังทำไม่ได้ มีความเสี่ยงอาจกลับไปปิดใหม่ได้/อยู่ยืน คือ New Normal ที่มนุษย์เอาชนะไวรัสได้แต่โลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร เทรนด์แห่งโลกอนาคตจะมาถึงเร็วขึ้น ซึ่ง Resilient Leader คือผู้นำที่พาคนในสังคมผ่านช่วงอยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยืน ได้อย่างสมบูรณ์

นางสาวศิริพร พรมวงศ์ หัวหน้าโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวในหัวข้อ “Stories of Resilient Leaders: Vital Roles in the COVID-19 Response” เช่นกัน โดยเล่าว่า เธอทำงานในคลองเตยมาประมาณ 9 ปี ได้ตั้งทีมรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว และคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าในชุมชนอาจจะเป็นกลุ่ม Super spreader ซึ่ง“โครงการคลองเตยดีจัง” พยายามดำเนินงานโดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้พูดถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่ยืดหยุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า “หลักนิติธรรม การพัฒนา และความเป็นผู้นำ” ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แสดงให้เห็นว่า การระบาดของโรค ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่สภาพแวดล้อมการทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และความไม่ยุติธรรมในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น TIJ ขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เป็นเหมือนหลักการของสังคม จะเป็นหลักการในการรับมือเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมหลังโควิด-19 และ TIJ ยังพร้อมให้ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อเปิดมุมมองที่หลากหลายให้สามารถนำหลักนิติธรรมไปเป็นการดำเนินการได้จริงในอนาคต ตามหลักคิดของชาว TIJ ว่า “ความยุติธรรมเป็นเรื่องของทุกคน”

สามารถรับชมคลิปย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/watch/live/?v=1096623854165969&ref=watch_permalink