สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558030

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้ ให้ครอบครัว

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ จัดอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสมาชิกกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ จำนวน 20 คน โดยมีนางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิด มีนางฉันทนาฤทธิ์ไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยบ้านโนนตะคร้อ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  

 ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาประสิทธิภาพของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ได้ดีตามความต้องการของกลุ่ม และทำให้กลุ่มมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โดยได้เชิญวิทยากรจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์มาให้ความรู้ด้านการรวมกลุ่ม การสหกรณ์ การจัดทำแผนการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และการตลาด

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดในด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่ม และมีจิตสำนึกในการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ร่วมทั้งสนองงานโครงการตาม
พระราชดำริฯ 

ซึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุน และร่วมพัฒนา การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในด้านต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงทางรายได้มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานและสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557165

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า  สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสามารถ ดาวเศรษฐ์ ปศุสัตว์อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่นิยมของตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้โปรตีนสูงประมาณ 15%  ทั้งนี้ในพื้นที่อำเภอนาหว้ามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม หันมาปลูกหญ้าชนิดนี้ จำนวน 42 ราย ประมาณ 283 ไร่ถือว่ามากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพราะมีการเล่าแบบปากต่อปาก จากการมาศึกษาดูงาน ด้วยเห็นว่าสร้างรายได้ให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำในรูปแบบหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง ที่สำคัญคือหญ้าชนิดนี้ยังทนต่อน้ำท่วม อย่างที่บ้านดอนพระทาย ตำบลบ้านเสียวแห่งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเจอกับน้ำท่วมประมาณ60 วัน นึกว่าหญ้าจะตายแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อน้ำลดก็กลับมาเจริญงอกงามเหมือนเดิมขณะที่หน้าแล้งถ้าไม่มีน้ำรดก็ปล่อยไปตามปกติ เพราะพอถึงหน้าฝนที่มีน้ำ หญ้าก็จะ
ฟื้นตัวกลับมาได้เองตามปกติ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

โดยอายุการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่านั้น คือปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอย่างน้อย 10 ปี เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรต้องรู้จักการบำรุงดูแล โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงวัวก็สามารถนำขี้วัวมาบำรุงภายหลังการตัดหญ้าได้ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างตัววัวและอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับอายุหญ้าที่เหมาะกับการนำไปเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 1 เดือน หรือประมาณ 45 วัน ดังนั้นจึงถือเป็นรอบการตัดหญ้าที่ดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายปัจจุบันจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณตันละ 3,000 บาทโดยที่เราสามารถเก็บผลผลิตได้ 10 ปี ขณะที่ตลาดหญ้าชนิดนี้ยังมีอนาคตไปได้อีกไกลและจากการพูดคุยกับปศุสัตว์อำเภอใกล้เคียงเราพบว่ายังมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้าสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องการหญ้าชนิดนี้อีกจำนวนมาก ปัจจุบันต้องนำหญ้ามาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรีมาเลี้ยงม้า เพราะปริมาณหญ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นโอกาสดีที่อยากแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกหญ้าแพงโกล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการปลูกพืชในช่วงนี้ เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง อีกทั้งถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง

นายเหลา คะสุดใจ หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแพงโกล่าบ้านดอนพระทาย อำเภอนาหว้า เปิดเผยว่า การปลูกหญ้าแพงโกล่าก็เพียงไถคราดพื้นที่นาให้เป็นตมแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็หาอะไรมาทำให้เมล็ดพันธุ์ติดดินทิ้งไว้ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยตนเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากจังหวัดสกลนคร ในราคา300 บาท ซึ่งสามารถปลูกได้ประมาณ 2 ไร่กว่าเกือบ 3 ไร่ เนื่องจากตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์หนา ส่วนปุ๋ยก็ใส่เพียงครั้งเดียวก่อนการเก็บเกี่ยว ส่วนหลังตัดรอบแรกแล้วจะสูบน้ำมาใส่พื้นที่เพาะปลูกพร้อมกับใส่ปุ๋ยอีกครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ก็จะโตให้เห็นว่าสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยปกติตนเองจะปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยว ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556124

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำชะโนดพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวและคอหวยแล้ว รองผู้ว่าฯ นำทีมตรวจความพร้อมและทดสอบระบบ พร้อมงัดมาตรการเข้มจาก 10 ข้อเพิ่มอีก 2 มาตรการป้องโควิด-19 พร้อมทดสอบระบบคัดกรอง เผยประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้เมื่อมาคำชะโนดขณะที่เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาในช่วงพิธีบวงสรวงปู่ศรีสุทโธขอบารมีปู่ย่า กระรอกหลายตัวบนต้นคำชะโนดเหนือศาลปู่ฯ ส่งเสียงร้องก้องป่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ที่วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี พร้อมด้วย นายนพดล มามาก ปลัดจังหวัดอุดรธานี นายกองตรีณัชฐเดชมุลาลี นายอำเภอบ้านดุง นายไพโรจน์ พัวพันธ์ ผอ.รพ.บ้านดุง นายพงษ์ศักดิ์ศรีชนะ กำนันต.บ้านม่วง และคณะกรรมการคำชะโนดได้ร่วมกันทดสอบระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาคำชะโนด โดยมีกำหนดการเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพุธที่ 3 มี.ค.2564 หลังจากปิดไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2  โดยวันนี้ได้มีการทดสอบระบบจุดคัดกรองของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ากราบสักการะเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาทุกจุดตั้งแต่บริเวณเต็นท์นั่งรอ จุดลงทะเบียน จุดคัดกรอง สแกนใบหน้า ถือว่ามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับนักท่องเที่ยว โดยวันนี้พ่อพราหมณ์ยังได้พิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะเดียวกันบริเวณต้นมะเดื่อยักษ์ทางคณะกรรมการคำชะโนดยังได้ทำสะพานไม้รอบเกาะคำชะโนดยาวกว่า 100 เมตรเพิ่มเติม เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคอหวยได้เดินชมทิวทัศน์ของเกาะคำชะโนดได้รอบเกาะและได้สัมผัสกับต้นมะเดื่อยักษ์อีก 3-4 ต้นอีกด้วย

นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการเปิดคำชะโนดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค.ที่จะถึงนี้มีความพร้อมเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาเรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 10 ข้อคือ 1.ลงทะเบียนแอปพลิเคชั่น “คำชะโนด” หรือ www.Co-news.ga/khamchanod/, 2.นำคิวอาร์โค้ด แสดงตน ณ จุดคัดกรองประตูหน้า, 3.คัดกรอง วัดอุณหภูมิ/แสดงบัตรประชาชน เพื่อรับบัตร เข้าสักการะ, 4.สแกนบัตร เข้ายังจุดพักคอย รอรอบเข้าสักการะ และฟังคำแนะนำในการปฏิบัติขณะเข้าสักการะ, 5.ล้างมือก่อนเข้าสักการะเมื่อรับแจ้งตามรอบที่กำหนด,6.ถอดรองเท้า รับพานบายศรี แสดงบัตรเข้าสักการะ / เดินเข้าสักการะแบบเรียงแถวเว้นระยะห่าง งดสัมผัส บันทึกภาพได้, 7.สักการะ3 จุด (ศาลเจ้าปู่-เจ้าย่า-ต้นมะเดื่อยักษ์-บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์) จุดละ 5 นาที ปฏิบัติตามคำแนะนำ และงดสัมผัสจุดสัมผัสร่วม, 8.เดินออกจากเกาะคำชะโนดเป็นระเบียบ ตามรอบตนเอง, 9.คืนบัตรเข้าสักการะล้างมือ, 10.เลือกซื้อสินค้าตามความเหมาะสม แต่เราจะมีอีก 2 มาตรการคือเพิ่มช่องทางคัดกรองเฉพาะบุคคลที่เดินทางมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ตามประกาศของ ศบค. และมาตรการคุมเข้มของทางคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดอุดรธานี และเพิ่มรอบความถี่ในการทำความสะอาดในพื้นที่คำชะโนด จากวันละ 3 รอบเป็น 6 รอบเพื่อความอุ่นใจและมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อพราหมณ์กำลังทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาอยู่บริเวณหน้าศาล ขณะที่รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานีกำลังจุดธูปเทียนบูชาเครื่องบวงสรวงและพราหมณ์กำลังทำพิธีกล่าวคำบูชาเจ้าปู่ศรีสุทโธฯ ปรากฏว่ากระรอกที่อยู่บนต้นคำชะโนดหลายตัวส่งเสียงร้องและวิ่งกระโดดโลดเต้นเหมือนดีใจและส่งเสียงร้องตลอดเวลา สร้างความแปลกใจให้กับคนที่มาร่วมพิธีเป็นอย่างมาก

อุดม ปิดตาทานัง

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555915

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก พร้อมด้วยนายตรีภพ เกื้อเม่ง หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายดิลกยศ ปานะดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นางนรินทร นาคเหล็ก นายช่างชลประทานปฏิบัติงาน ร่วมกับนายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม (ผวศ.ชป.3) นายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน (ผผง.ชป.3) และเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพื้นที่ ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย ขนาด 0.65 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 3 เครื่อง พร้อมระบบส่งน้ำ(ระยะที่ 2) ความยาว 17,001.623  เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 12,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขันเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำคลองตรอน ประกอบกับเป็นพื้นที่ราบสูงและอยู่นอกเขตชลประทาน มีเพียงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำ 2 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้เพียง 3,000 ไร่ เท่านั้น

“โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย เป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน บริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ในเขตตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา ในอัตราการ 3.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำความยาว 17 กิโลเมตร ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี”

สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสถานีสูบน้ำฯ 1 ปี (2563-2564) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 8,500 ไร่ และฤดูฝนประมาณ 12,000 ไร่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่รวม 10 แห่งอีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552699

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล น.ส.อัคปศร อัคราช ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนางานสำรวจน้ำบาดาล พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่มีอยู่ ทั้งหมด 21 หมู่บ้าน ตลอดเวลานายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดสามารถเจาะบาดาลในพื้นที่หมู่ 12 บ้านพะยอมงาม ได้ จำนวน 4 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ จำนวน 52 ลบ.ม./ชม. และที่ หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ อีกจำนวน 2 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ 66 ลบ.ม./ชม.คิดปริมาตรรวม 1,700,000 กว่า ลบ.ม./ปี ประชากรจะได้รับประโยชน์ จำนวน 15 หมู่บ้าน 7,000 กว่าครัวเรือน พื้นที่เกษตร 6,000 ไร่ แต่ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยทั้งประเทศก็คือรสชาติของน้ำซ่าคล้ายโซดา ซึ่งถือว่าเป็นบ่อบาดาลแห่งแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งเมื่อไปถึงปรากฏพบประชาชนทยอยเดินทางมาชมบ่อบาดาลโซดาที่น้ำกำลังพุ่งสูงขึ้นไปร่วม 10 เมตร บางรายถ่ายเซลฟี่เอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก บางรายต้องการทดลองดื่มน้ำเพื่อพิสูจน์ว่ามีรสชาติคล้ายโซดาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยทางเทศบาลตำบลห้วยกระเจา ได้นำเชือกมาขึงกั้นบ่อเอาไว้ พร้อมกับนำป้ายประกาศเตือนมาติดตั้งเอาไว้ ระบุว่า “ห้ามดื่มน้ำแร่โซดา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบคุณภาพน้ำ”

นายภัชรพล สืบดา กำนันตำบลห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา เปิดเผยว่า เหมือนชาวบ้านถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะว่าตำบลห้วยกระเจาเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นภาคอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี การที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลโดยท่านอธิบดีศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ มาขุดเจาะครั้งนี้เหมือนชาวบ้านนั้นถูกหวย สำหรับน้ำบาดาลหากทำโครงการได้สำเร็จจะสามารถช่วยเกษตรกรได้มากถึง 10 หมู่บ้าน ที่มีประชากร 4,000-5,000 คน พื้นที่การเกษตรที่จริงมีประมาณกว่า 1 แสนไร่แต่พื้นที่โซนนี้มีประมาณ 5 หมื่นไร่ น้ำที่ได้มาจากการอุปโภค-บริโภค สามารถนำไปใช้ด้านการเกษตรได้

ซึ่งก็อยากจะฝากไปถึงท่านอธิบดีฯช่วยให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องที่ดินหรือกรณีข้อพิพาทที่อาจจะเกิดเพราะตนกลัวว่าจะเกิดขึ้น แต่ไม่อยากให้เกิด แต่อยากจะให้หาทางออกร่วมกัน ตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นที่จ่ายน้ำให้ได้ แล้วมาใช้น้ำร่วมกันทั้งสองเขตคือเขตตำบลบ่อพลอยและเขตตำบลห้วยกระเจา เพราะว่าพื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมเพราะคนในเขตพื้นที่ตำบลบ่อพลอย ส่วนมากก็เป็นคนห้วยกระเจา

สำหรับปัญหาที่กังวลคือ กลัวระเบียบระบบข้าราชการ เพราะหากเลยพื้นที่ของตำบลห้วยกระเจาจะทำให้ตั้งโรงส่งน้ำไม่ได้ ทำให้ดูแลไม่ได้เหมือนกับเป็นข้อพิพาท เพราะตำบลห้วยกระเจาเมื่อก่อนอยู่ในพระราชกฤษฎีกา 2481 ทะเลาะกันเรื่องอยากได้เอกสารสิทธิในที่ดินก็สู้กันมาน่าจะ 4-5 ชั่วอายุคน ซึ่งภาษากฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ เมื่อชาวบ้านได้น้ำมาใช้แล้วแต่ต้องมาเจอปัญหาเรื่องพระราชกฤษฎีกาอีก และต้องมาแย่งพื้นที่กันอีกผมจึงมองว่าไม่ใช่แบบนั้น แต่ตนอยากให้หาทางออกร่วมกันคือตั้งโครงการนี้ให้ได้ที่ตรงจุดนี้เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้คือจุดที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สายไฟฟ้าก็ไม่ต้องขยายที่ดินเจ้าของก็อุทิศให้หากทำสำเร็จก็กระจายน้ำได้เลย ดังนั้น ก็อยากให้ช่วยบูรณาการร่วมกัน

สำหรับจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทในการแย่งสิทธิ์นั้น คือท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวตำบลห้วยกระเจาเพราะเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่สำรวจว่าพื้นที่หมู่บ้านไหนมีแหล่งน้ำที่สามารถขุดเจาะบาดาลได้บ้างซึ่งก็ออกสำรวจพื้นที่กันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเจอตาน้ำบาดาลในที่แห่งนี้ ซึ่งตาน้ำที่พบเราไม่สามารถที่จะขยับไปที่อื่นได้ แต่เมื่อทางอำเภอบ่อพลอยเข้ามามีข้อพิพาทแย่งพื้นที่ตนจึงไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ดีที่สุดจะต้องมาพูดคุยกันแล้วทำไปด้วยกันใช้น้ำร่วมกัน จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ด้านนายชลพรรษา บุญซื่อ นักวิชาการทรัพยาธรณีชำนาญการ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและเราได้รับการร้องขอจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าอยากได้ระบบน้ำบาดาล ท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลแล้วเริ่มลงมือเจาะ บ่อแรกที่เราเจาะปรากฏยังไม่พบน้ำพุแต่เจอปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 30 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อที่สองปรากฏเจอน้ำพุ ซึ่งบ่อนี้เราเจาะลึกลงไปถึง 303 เมตร เจอน้ำประมาณ 30-40 ลูกบาศก์เมตรโดยน้ำพุขึ้นมาครั้งแรกสูงประมาณ 1 เมตรกว่า

จากนั้นเราได้เจาะบ่อเพิ่มอีกหนึ่งบ่อเป็นบ่อที่ 3 ซึ่งก็เจอน้ำพุเช่นกันโดยน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 3 เมตร มีปริมาณน้ำมากถึง50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งวาล์วเพื่อปิดปากบ่อเอาไว้ แล้วรีดปากบ่อจาก 6 นิ้ว ให้เหลือประมาณ3 นิ้ว จึงทำให้น้ำพุพุ่งสูงขึ้นมามากกว่าเดิมเท่าที่เห็น

สุพจน์ แก้วกาสี