สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่- Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559374

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง  ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม  เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สนามกีฬาข้างโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เขตเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา “นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ หัวหน้าทีมพัฒนาเขารูปช้างนำลูกทีมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 3 ในศึกเลือกตั้งเทศบาลเมืองเขารูปช้าง ตอกย้ำกระแสเสียงตอบรับที่ “เสียงดีไม่มีตก” ชาวเขารูปช้าง ทุกเพศ ทุกวัย จูงลูกอุ้มหลาน กว่า 4,500 คน ร่วมฟังนโยบาย ถึงแม้เก้าอี้ไม่พอ แต่ก็พอใจที่จะยืนฟัง

สำหรับบรรยากาศการเปิดเวทีปราศรัยเต็มไปด้วยเสียงเพลงประจำทีมดังกระหึ่มทั่วบริเวณ โดยชาวเขารูปช้างพร้อมส่งเสียงเชียร์ โบกธงเขียว นายกแบน เบอร์ 2 เต็มพื้นที่ ด้วยเสียงโฆษกพรรคที่เป็นเอกลักษณ์ จึงสร้างมนต์ขลัง แสดงถึงพลังความเชื่อมั่นของประชาชนที่คงมีต่อ “นายกแบน”

และไฮไลท์ เวทีปราศรัยในคืนวันนี้ ได้มีล่ามภาษามือ ควบคู่กับ Live สด เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ได้รับทราบถึงนโยบาย ถือเป็นการฉีกแนวการปราศรัยทางการเมืองที่เคยมีมา เพราะทีมพัฒนาเขารูปช้าง ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เข้าใจ เข้าถึงนโยบาย และมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ

“นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ เน้นย้ำ ถึงการเดินหน้าพัฒนาทุกๆ ด้าน เสริมถนนหนทางเพิ่มคูระบายน้ำ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 13 นโยบายที่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนและดูแลคุณภาพชีวิตชาวเขารูปช้างเป็นหลักสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ทำอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ทำได้เลย เพียงแต่ขอโอกาสเพื่อทำต่อเนื่อง ตามสโลแกนที่ว่า “สานงานต่อ ก่องานใหม่”

ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ต้องขอขอบพระคุณประชาชนทุกท่านที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้เห็นความรักความเมตตา ของลุงป้าน้าอาพ่อแม่พี่น้องมีมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กันเสมอมา การเดินหาเสียงที่ผ่านมา แม้กระแสตอบรับดีมาก แต่เรายังต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่รับทราบและเข้าใจในนโยบายของเราที่ชัดเจน ทำได้ และทำจริง” นายประสงค์ กล่าว

นายกแบน ได้ฝากทีมเขารูปช้างให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงาน นายกแบน เบอร์ 2 สท.เบอร์ 7 
ถึง เบอร์ 12

สำหรับนโยบาย ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ประกอบด้วย

1.One Stop Service มุ่งมั่นบริการ รวดเร็ว สะดวก ประทับใจ มืออาชีพ

2.ความปลอดภัยต้องมาก่อน Safety First โดยชุมชนมีส่วนร่วม

3.มุ่งมั่นการศึกษา 3 ภาษา ห้องเรียนอัจฉริยะ  เก่ง ดี มีสุข

4.มุ่งมั่นพัฒนากีฬา กีฬาสร้างคน  คนสร้างชาติ

5.พัฒนายกระดับ คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ เยาวชน เด็ก และผู้ด้อยโอกาส

6.มุ่งมั่นสาธารณสุขชุมชน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยชุมชนมีส่วนร่วม ผ่านชมรมจิตอาสา

7.มุ่งมั่นปรับภูมิทัศน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดสวนสาธารณะ ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

8.การจัดวางผังเมือง พัฒนาสาธารณูปโภค ถนน คูระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

9.อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

10.การทำงานพัฒนาท้องถิ่นควบคู่กับการบูรณาการกับภาครัฐ เอกชน

11.มุ่งส่งเสริม พัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

12.มุ่งมั่นจัดตั้งชมรมจิตอาสา เพื่อช่วยภาครัฐและชุมชน เกิดการมีส่วนร่วม

13.ส่งเสริมการท่องเที่ยวในตำบลเขารูปช้างเพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559094

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง  ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการ ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 40 คน เดินทางศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2564 ภายใต้กิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชน 

การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นโกโก้และกาแฟในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกิจกรรมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดำเนินการ โดย ศอ.บต. ได้ร่วมหารือกับบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และเจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ จชต. เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนงานด้านพืชเศรษฐกิจใหม่ (โกโก้)  

ทั้งนี้ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คณะฯ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกโกโก้นั้นอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย และกระบวนการผลิตได้รับซื้อโกโก้จากหลายที่ โดยจะคัดสรรผลโกโก้ที่มีคุณภาพ มีความชื้นอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส และมีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆ แทบทั่วโลก รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเริ่มปลูกต้นโกโก้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้เป็นภูมิประเทศที่เหมาะในการปลูกโกโก้ 

นางสาวพิมพ์พิชชา เกสรรัตน์ กรรมการบริษัทโกโก้ไทย 2017 เปิดเผยว่า ต้นโกโก้ เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย เมื่อผลิดอกออกผลต้องใช้แสงค่อนข้างมาก ถ้าแสงเข้าไปไม่ถึง การเจริญเติบโตตั้งแต่แรกมันก็จะไม่ได้ ซึ่งระยะเวลาในการปลูกนั้น ต้องจัดหาต้นพันธุ์ตามระบบเกษตรพันธสัญญา 1 ปี 5 เดือน 1 ปีจะผลิตดอก 5 เดือนก็จะได้ผลผลิตแล้วก็เก็บขาย ซึ่งในโรงงานของเรามีการรับซื้อในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท แต่รับซื้อจริงอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยใช้ราคาของตลาดโลกบวก 2 คิดจากเม็ดแห้งของผลโกโก้ สำหรับในการผลิตโกโก้ โรงงานของเรามีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน คิดว่าการปลูกโกโก้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องมีตลาดเพื่อรองรับโกโก้ก่อน หากมีตลาดรองรับเชื่อว่าโกโก้ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน 

สำหรับกิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชนในครั้งนี้ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมบริษัท ดิสมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ตำบลถนนขาดอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม วิสาหกิจใบหม่อน บริษัท สกายอินเตอร์ฟู๊ด จำกัด จังหวัดลพบุรี อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี เพื่อศึกษา เรียนรู้ พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลากหลาย ถ่ายทอดให้เกษตรกรในพื้นที่รับรู้ถึงกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ การเพาะปลูกที่ต้นทุน การปรับสภาพดิน อากาศให้เหมาะกับการเพาะปลูก

ที่สำคัญมีความต้องการของตลาดรองรับ มีการส่งออกสินค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรายได้ และมีอาชีพที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558262

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบัน “กัญชง” ถูกยกให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วสามารถขออนุญาตปลูกกัญชงในประเทศไทยได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ทั้งทางยา และเครื่องสำอาง โดยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางธุรกิจของประเทศไทย ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จากการทำวิจัย และทางวิชาการจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือเกษตรกรที่สนใจในการผลิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทางมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง มาให้ได้ศึกษา และทดสอบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร ของว่างที่มีส่วนผสมของกัญชง ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ น้ำส้มผสมกัญชง เปาะเปี๊ยะสดใบกัญชง เป็นต้นโดยเฉพาะคุกกี้ได้รับความสนใจมีภาคเอกชนเตรียมผลิตออกมาจำหน่ายให้ประชาชนสามารถซื้อหารับประทานได้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังได้จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง” เพื่อเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพื่อมุ้งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และองค์ความรู้สมัยใหม่ และแนวทางในการสร้างอาชีพให้กับประชาชน โดยโครงการ “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง”

สำหรับส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% เมล็ด น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ด และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชง ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2%

ในส่วนความต่างของกัญชงและกัญชา  กัญชาต้นเตี้ยและใบอ้วนใบสีเขียวจัด มี 5-7 แฉก ส่วนกัญชงต้นสูงและใบเรียว ใบสีเขียวอ่อนมีประมาณ 7-11 แฉก นอกจากนี้สารสกัดที่ได้จากพืชทั้ง 2 ชนิดก็มีปริมาณที่ต่างกันด้วย กัญชงและกัญชามีสารที่เรียกว่า THC (Tetrahydroconnabinol) และ CBD (Canabidiol) ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวแบ่งแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ออกจากกัน

THC เป็นสารที่ทำให้เมาหรือเคลิบเคลิ้ม พบได้มากในกัญชา โดยมีประมาณ 1-20% ส่วนกัญชงมีสารชนิดนี้น้อยกว่า 1% ในทางการแพทย์สาร THC มีประโยชน์ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด แต่การใช้สารชนิดนี้ในการรักษาก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลงได้

ส่วนสาร CBD ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในกัญชงมากกว่ากัญชา คือพบประมาณ 2% แต่ในกัญชามีสารชนิดนี้อยู่น้อยมาก เมื่อเสพสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่มีอาการเมาหรือเคลิบเคลิ้มเหมือนกัญชา คุณสมบัติทางการแพทย์ของ CBD มีหลากหลาย ช่วยลดอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการโรคลมชัก แม้จะใช้ในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียง และสารนี้ยังนิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆ ด้วย

อีกประโยชน์หนึ่งของกัญชงคือ เป็นพืชที่ให้เส้นใยยาว เส้นใยมีความละเอียดใกล้เคียงกับลินิน มีความเหนียวทนทาน และมีความเงางาม ครบถ้วนคุณสมบัติเส้นใยชั้นดี จึงเป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในปัจจุบันผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชงมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก

ด้าน ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาทคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจตั้งแต่ ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาต การสกัดสารสำคัญจากกัญชง การผลิตกัญชงแบบโรงเรือนกึ่งเปิดและแบบแปลงปลูก ตลอดจนนวัตกรรมการผลิตอาหาร/เครื่องดื่มจากกัญชง การผลิตอาหารเสริม/เครื่องสำอางจากกัญชง  โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้จากหลายสถาบัน อาทิ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สถาบันอาหาร และภาคเอกชนในเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และนวัตกรรมจากการทำวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558030

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้ ให้ครอบครัว

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ จัดอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสมาชิกกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ จำนวน 20 คน โดยมีนางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิด มีนางฉันทนาฤทธิ์ไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยบ้านโนนตะคร้อ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  

 ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาประสิทธิภาพของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ได้ดีตามความต้องการของกลุ่ม และทำให้กลุ่มมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โดยได้เชิญวิทยากรจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์มาให้ความรู้ด้านการรวมกลุ่ม การสหกรณ์ การจัดทำแผนการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และการตลาด

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดในด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่ม และมีจิตสำนึกในการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ร่วมทั้งสนองงานโครงการตาม
พระราชดำริฯ 

ซึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุน และร่วมพัฒนา การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในด้านต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงทางรายได้มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานและสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557165

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า  สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสามารถ ดาวเศรษฐ์ ปศุสัตว์อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่นิยมของตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้โปรตีนสูงประมาณ 15%  ทั้งนี้ในพื้นที่อำเภอนาหว้ามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม หันมาปลูกหญ้าชนิดนี้ จำนวน 42 ราย ประมาณ 283 ไร่ถือว่ามากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพราะมีการเล่าแบบปากต่อปาก จากการมาศึกษาดูงาน ด้วยเห็นว่าสร้างรายได้ให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำในรูปแบบหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง ที่สำคัญคือหญ้าชนิดนี้ยังทนต่อน้ำท่วม อย่างที่บ้านดอนพระทาย ตำบลบ้านเสียวแห่งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเจอกับน้ำท่วมประมาณ60 วัน นึกว่าหญ้าจะตายแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อน้ำลดก็กลับมาเจริญงอกงามเหมือนเดิมขณะที่หน้าแล้งถ้าไม่มีน้ำรดก็ปล่อยไปตามปกติ เพราะพอถึงหน้าฝนที่มีน้ำ หญ้าก็จะ
ฟื้นตัวกลับมาได้เองตามปกติ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

โดยอายุการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่านั้น คือปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอย่างน้อย 10 ปี เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรต้องรู้จักการบำรุงดูแล โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงวัวก็สามารถนำขี้วัวมาบำรุงภายหลังการตัดหญ้าได้ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างตัววัวและอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับอายุหญ้าที่เหมาะกับการนำไปเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 1 เดือน หรือประมาณ 45 วัน ดังนั้นจึงถือเป็นรอบการตัดหญ้าที่ดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายปัจจุบันจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณตันละ 3,000 บาทโดยที่เราสามารถเก็บผลผลิตได้ 10 ปี ขณะที่ตลาดหญ้าชนิดนี้ยังมีอนาคตไปได้อีกไกลและจากการพูดคุยกับปศุสัตว์อำเภอใกล้เคียงเราพบว่ายังมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้าสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องการหญ้าชนิดนี้อีกจำนวนมาก ปัจจุบันต้องนำหญ้ามาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรีมาเลี้ยงม้า เพราะปริมาณหญ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นโอกาสดีที่อยากแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกหญ้าแพงโกล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการปลูกพืชในช่วงนี้ เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง อีกทั้งถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง

นายเหลา คะสุดใจ หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแพงโกล่าบ้านดอนพระทาย อำเภอนาหว้า เปิดเผยว่า การปลูกหญ้าแพงโกล่าก็เพียงไถคราดพื้นที่นาให้เป็นตมแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็หาอะไรมาทำให้เมล็ดพันธุ์ติดดินทิ้งไว้ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยตนเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากจังหวัดสกลนคร ในราคา300 บาท ซึ่งสามารถปลูกได้ประมาณ 2 ไร่กว่าเกือบ 3 ไร่ เนื่องจากตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์หนา ส่วนปุ๋ยก็ใส่เพียงครั้งเดียวก่อนการเก็บเกี่ยว ส่วนหลังตัดรอบแรกแล้วจะสูบน้ำมาใส่พื้นที่เพาะปลูกพร้อมกับใส่ปุ๋ยอีกครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ก็จะโตให้เห็นว่าสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยปกติตนเองจะปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยว ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556124

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำชะโนดพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวและคอหวยแล้ว รองผู้ว่าฯ นำทีมตรวจความพร้อมและทดสอบระบบ พร้อมงัดมาตรการเข้มจาก 10 ข้อเพิ่มอีก 2 มาตรการป้องโควิด-19 พร้อมทดสอบระบบคัดกรอง เผยประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้เมื่อมาคำชะโนดขณะที่เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาในช่วงพิธีบวงสรวงปู่ศรีสุทโธขอบารมีปู่ย่า กระรอกหลายตัวบนต้นคำชะโนดเหนือศาลปู่ฯ ส่งเสียงร้องก้องป่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ที่วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี พร้อมด้วย นายนพดล มามาก ปลัดจังหวัดอุดรธานี นายกองตรีณัชฐเดชมุลาลี นายอำเภอบ้านดุง นายไพโรจน์ พัวพันธ์ ผอ.รพ.บ้านดุง นายพงษ์ศักดิ์ศรีชนะ กำนันต.บ้านม่วง และคณะกรรมการคำชะโนดได้ร่วมกันทดสอบระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาคำชะโนด โดยมีกำหนดการเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพุธที่ 3 มี.ค.2564 หลังจากปิดไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2  โดยวันนี้ได้มีการทดสอบระบบจุดคัดกรองของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ากราบสักการะเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาทุกจุดตั้งแต่บริเวณเต็นท์นั่งรอ จุดลงทะเบียน จุดคัดกรอง สแกนใบหน้า ถือว่ามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับนักท่องเที่ยว โดยวันนี้พ่อพราหมณ์ยังได้พิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะเดียวกันบริเวณต้นมะเดื่อยักษ์ทางคณะกรรมการคำชะโนดยังได้ทำสะพานไม้รอบเกาะคำชะโนดยาวกว่า 100 เมตรเพิ่มเติม เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคอหวยได้เดินชมทิวทัศน์ของเกาะคำชะโนดได้รอบเกาะและได้สัมผัสกับต้นมะเดื่อยักษ์อีก 3-4 ต้นอีกด้วย

นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการเปิดคำชะโนดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค.ที่จะถึงนี้มีความพร้อมเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาเรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 10 ข้อคือ 1.ลงทะเบียนแอปพลิเคชั่น “คำชะโนด” หรือ www.Co-news.ga/khamchanod/, 2.นำคิวอาร์โค้ด แสดงตน ณ จุดคัดกรองประตูหน้า, 3.คัดกรอง วัดอุณหภูมิ/แสดงบัตรประชาชน เพื่อรับบัตร เข้าสักการะ, 4.สแกนบัตร เข้ายังจุดพักคอย รอรอบเข้าสักการะ และฟังคำแนะนำในการปฏิบัติขณะเข้าสักการะ, 5.ล้างมือก่อนเข้าสักการะเมื่อรับแจ้งตามรอบที่กำหนด,6.ถอดรองเท้า รับพานบายศรี แสดงบัตรเข้าสักการะ / เดินเข้าสักการะแบบเรียงแถวเว้นระยะห่าง งดสัมผัส บันทึกภาพได้, 7.สักการะ3 จุด (ศาลเจ้าปู่-เจ้าย่า-ต้นมะเดื่อยักษ์-บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์) จุดละ 5 นาที ปฏิบัติตามคำแนะนำ และงดสัมผัสจุดสัมผัสร่วม, 8.เดินออกจากเกาะคำชะโนดเป็นระเบียบ ตามรอบตนเอง, 9.คืนบัตรเข้าสักการะล้างมือ, 10.เลือกซื้อสินค้าตามความเหมาะสม แต่เราจะมีอีก 2 มาตรการคือเพิ่มช่องทางคัดกรองเฉพาะบุคคลที่เดินทางมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ตามประกาศของ ศบค. และมาตรการคุมเข้มของทางคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดอุดรธานี และเพิ่มรอบความถี่ในการทำความสะอาดในพื้นที่คำชะโนด จากวันละ 3 รอบเป็น 6 รอบเพื่อความอุ่นใจและมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อพราหมณ์กำลังทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาอยู่บริเวณหน้าศาล ขณะที่รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานีกำลังจุดธูปเทียนบูชาเครื่องบวงสรวงและพราหมณ์กำลังทำพิธีกล่าวคำบูชาเจ้าปู่ศรีสุทโธฯ ปรากฏว่ากระรอกที่อยู่บนต้นคำชะโนดหลายตัวส่งเสียงร้องและวิ่งกระโดดโลดเต้นเหมือนดีใจและส่งเสียงร้องตลอดเวลา สร้างความแปลกใจให้กับคนที่มาร่วมพิธีเป็นอย่างมาก

อุดม ปิดตาทานัง

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555915

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก พร้อมด้วยนายตรีภพ เกื้อเม่ง หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายดิลกยศ ปานะดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นางนรินทร นาคเหล็ก นายช่างชลประทานปฏิบัติงาน ร่วมกับนายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม (ผวศ.ชป.3) นายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน (ผผง.ชป.3) และเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพื้นที่ ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย ขนาด 0.65 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 3 เครื่อง พร้อมระบบส่งน้ำ(ระยะที่ 2) ความยาว 17,001.623  เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 12,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขันเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำคลองตรอน ประกอบกับเป็นพื้นที่ราบสูงและอยู่นอกเขตชลประทาน มีเพียงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำ 2 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้เพียง 3,000 ไร่ เท่านั้น

“โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย เป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน บริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ในเขตตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา ในอัตราการ 3.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำความยาว 17 กิโลเมตร ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี”

สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสถานีสูบน้ำฯ 1 ปี (2563-2564) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 8,500 ไร่ และฤดูฝนประมาณ 12,000 ไร่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่รวม 10 แห่งอีกด้วย