สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568718

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า  ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิยามของคำว่า “ชุมชน” นั้น อาจสื่อได้ถึง ความร่วมแรงร่วมใจ ความสมานฉันท์ที่ผู้อยู่อาศัยร่วมกันในชุมชนนั้น ได้ช่วยกันบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนนั้นๆ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ชุมชนที่เราจะพาทุกคนเดินทางไปค้นหาความหมายเพิ่มเติมกันในวันนี้ เป็นชุมชนเล็กๆ ในประเทศของเราแต่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะแห่งแรกของจังหวัดระยองก็ว่าได้ ชุมชนนี้ คือ “ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” แล้วอะไรที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้พร้อมใจกันหันมาสนใจเรื่องนี้และเริ่มต้นบริหารจัดการขยะ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

“ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ชุมชนนี้เป็นชุมชนกึ่งเมือง มีปริมาณขยะมูลฝอย ถึงประมาณ 8.2 ตันต่อวัน พี่เปิ้ลนภาพัฒน์ อู่เจริญ ประธานวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เล่าให้เราฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะภายในชุมชนเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาช่วยกันคิดว่า จะนำขยะที่มีอยู่มาทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ทางเทศบาลจึงได้ส่งชาวบ้านให้ไปศึกษาดูงานหลายๆ ที่ กลับมาจึงได้แนวคิดและตกผลึกออกมาเป็น โครงการธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล โดยคณะกรรมการมีกติกาว่า ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของโครงการ จะต้องนำขยะมาฝากตามที่กำหนด เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกไว้ ส่วนเงินที่ได้จากการเอาขยะมาฝากไว้ ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เอาไว้ดูแลเรื่องของฌาปนกิจ และจัดสรรในเรื่องของสวัสดิการ ทุนการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล โดยขยะที่ได้ทำการคัดแยกจากครัวเรือนมาถึงพี่เปิ้ล มีประมาณ 2.5 ตันต่อเดือน นำเข้าโครงการ และจัดการจนทำให้ปริมาณขยะลดลงไป”

หลังจากนั้น เมื่อโครงการธนาคารคัดแยกขยะ ดำเนินการมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับทางบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้สร้าง “YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นระบบจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจรขึ้น ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยกขยะ การขนส่งขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบกระบวนการรีไซเคิล และกระบวนการแปรรูปจนได้กลับมาเป็นสินค้าอัพไซคลิง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง ตอบสนองการดำเนินชีวิตของผู้คนและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการรีไซเคิล รวมถึงสร้างระบบการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน GC เล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้น่าจะมีประโยชน์กับชุมชนแห่งนี้ จึงได้เข้ามาเป็นพลังเสริม ในการช่วยพัฒนาการบริหารจัดการขยะของชุมชนให้ครบวงจร เช่น การบันทึกข้อมูลขยะขาเข้าจากแหล่งต่างๆ การจัดการด้านบัญชีการเงิน ข้อมูลขยะในคลัง จนถึงการจัดการด้านการขายพลาสติก (ประเภท PET และ HDPE) ให้กับโรงงาน ENVICCO ของ GC ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade มาตรฐานยุโรปแห่งแรกของประเทศไทย ช่วยบริหารจัดการด้านการขนส่ง (Logistics) ด้วยการวางแผนการขนส่งให้มีต้นทุนที่ถูกที่สุดอีกด้วย ในที่สุดความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัด
ชากลูกหญ้า GC และ ENVICCO จึงทำให้ ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยบริหารจัดการขยะของชุมชนได้ถึง 10 ตันต่อเดือน นับว่าศูนย์ฯ นี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรจากต้นทางถึงปลายทางแห่งแรกในจังหวัดระยอง

ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เป็นศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร โดยดึงการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในชุมชนมาช่วยกัน และสามารถนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาสนับสนุนชุมชน เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน ในส่วนของชุมชน ก็ช่วยลดปัญหาขยะ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ขยะถูกจัดการอย่างถูกต้อง นำกลับมาเพิ่มคุณค่าได้ ซึ่งข้อดีมาก ๆของการเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกข้อหนึ่ง คือ จะทำให้คนที่ได้มาเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับชุมชนของตัวเอง ถือเป็นการขยายผลการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งตรงกับความต้องการของชุมชน

“พี่อยากให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาเห็นว่า วันนี้ชุมชนกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเห็นแล้วก็อยากจะให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับสิ่งที่ชุมชนได้สร้างขึ้นมาชุมชนวัดชากลูกหญ้าก็ขอฝากถึงพี่น้องชาวระยอง ใครที่มีเคมีตรงกับเรา อยากเดินทางร่วมโครงการนี้ไปกับเรา ท่านสามารถเข้ามาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ มาช่วยกันสานต่อโครงการนี้ให้ยั่งยืนและแข็งแรง เพื่อสิ่งแวดล้อมของชาวระยอง เราก็จะพยายามสร้างศูนย์ฯแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน เพื่อนๆ โดยรอบนักเรียน เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะว่าอย่างน้อยสิ่งที่ทางผู้ประกอบการGC, ENVICCO และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือมาช่วยกัน ก็ทำให้เรามีพลังที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนตลอดไป” พี่เปิ้ลกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

จากที่ได้พูดคุยกับพี่เปิ้ล ประธานวิสาหกิจชุมชน ธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้าในวันนี้ทำให้เรากลับออกมาจากชุมชนด้วยความอิ่มเอมใจ พลังความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของชาวบ้านชุมชนวัดชากลูกหญ้าที่มีทั้งความสำนึกรักบ้านเกิด ความต้องการที่จะเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น จนทำให้วันนี้ ชุมชนของพวกเขากลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกที่ครบวงจร สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ให้ชุมชนใดก็ตามที่สนใจ นำไปต่อยอดปรับใช้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราหวังว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องราวในวันนี้คงจะได้รับแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อย ในการเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อถิ่นที่อยู่ของเรา

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า 188 ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562880

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน  แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรีเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ไปร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการป้องกันแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกิน และเยียวยาผลกระทบจากภัยช้างป่าอย่างเป็นธรรม ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ

โดยในวันดังกล่าวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้จัดทำแผนการจัดทำคำของบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่างนอกพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พื้นที่ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย ไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและแก้ไขปัญหาช้างป่า สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว

สำหรับรูปแบบปัญหาช้างป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จากการศึกษาประชากรด้วยวิธีการนับตัวจากลายพิมพ์รหัสพันธุกรรม (DNA) โดยใช้ไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2556 พบว่า ช้างป่าสลักพระมีจำนวนอย่างน้อย 200 ตัว ประกอบด้วยช้างวัยก่อนเจริญพันธุ์ (Immatureclass) 64% และช้างในวัยเจริญพันธุ์(Mature class) 36% จากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เก็บพิกัดการพบร่องรอย ช้างป่า คาดว่า ปัจจุบันมีช้างป่า ไม่ต่ำกว่า 250 ตัว

กลุ่มที่ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กลุ่มย่อย 2-10 ตัว และตัวหากินเดี่ยวๆ ออกนอกพื้นที่เป็นประจำ และบางตัวยึดพื้นที่แนวชาย ขอบป่า ติดพื้นที่เกษตรเป็นถิ่นอาศัยประจำ และไม่กลับเข้าป่าด้านใน แก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแนวป้องกัน ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยออก หรือ ออกแล้วมีวงรอบกลับเข้าป่าด้านใน เป็นช้างฝูงส่วนมากที่ไม่เคยออกนอกพื้นที่ป่า ป้องกันปัญหาโดยการพัฒนาถิ่นที่อยู่อาศัยให้อุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา

สรุปแผนงบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่านอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า ท้องที่อ.เมือง อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย  จ.กาญจนบุรี  จำนวน 188,010,000 บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบแปดล้านหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท ระยะสั้น เร่งด่วน การจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท ระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นเงิน 32,540,000 บาท ต่อเนื่อง ตลอดเวลา  

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท กิจกรรมเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 23 เครือข่าย จำนวนเงิน 4,600,000 บาท เครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 15 เครือข่าย พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ 5 เครือข่าย พื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่า ศรีสวัสดิ์ 3เครือข่าย ครอบคลุมหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบและมีการรวมกลุ่มผลักดันช้างป่าประจำ

โครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเจ้าหน้าที่ชุดเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2 ครั้งต่อปี จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเพื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหาช้างป่า วิธีการเฝ้าระวัง ผลักดันช้างป่าอย่างปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีความรู้และประสบการณ์

ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ(Camera Trap)แบบ Real Time (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4 G) จำนวน 100 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,570,000 บาท ซึ่งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (NCAPS)unit cost ตัวละ 35,700 บาท เพื่อสร้างระบบเตือนภัยเมื่อช้างป่าออกนอกพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ได้ทันเหตุการณ์

สำหรับการจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท พื้นที่ดำเนินการ อ.เมืองกาญจนบุรี สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้าง ระยะทาง 25 กิโลเมตร งบประมาณจำนวน 52,500,000 บาท โดยรั้วกึ่งถาวรงบประมาณ กม.ละ1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบ ต.วังด้ง ต.ช่องสะเดา 

และสร้างรั้วไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 7 กิโลเมตร เป็นเงินจำนวน 14,000,000 บาท โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง กม.ละ 2,000,000 บาท โดยสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 7 กิโลเมตร เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพรั้วกึ่งถาวรแบบสลิงค์ที่ดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2563

อ.ศรีสวัสดิ์ สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้างระยะทาง 34 กิโลเมตร งบประมาณ 71,400,000 บาทงบประมาณการสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.ท่ากระดาน ต.หนองเป็ด ต.ด่านแม่แฉลบต.เขาโจด ทั้งหมดสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 29 กิโลเมตร และพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ จำนวน 5 กิโลเมตร

อ.บ่อพลอย สร้างรั้วกันช้าง ประกอบคูกันช้าง 4 กิโลเมตร งบประมาณ 8,400,000 บาท โดยสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.หนองกุ่ม ต.บ่อพลอย

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า  เป็นเงิน 32,540,000 บาท งบประมาณดังกล่าวใช้ในกิจกรรมการขุดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 2,000 ลบ.ม.จำนวน 1 แหล่ง เป็นเงินจำนวน 2,200,000 บาท โดยขุดแหล่งน้ำภายในพื้นที่ตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ บริเวณแหล่งอาศัยสำคัญของช้างป่า

ปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีลักษณะตื้น จำนวน 40 แหล่ง งบประมาณ 8,000,000 บาท โดยปรับปรุงแหล่งน้ำตามวงรอบการจัดสร้าง เนื่องจากแหล่งน้ำที่ช้างป่าใช้ประโยชน์เมื่อ 3-5 ปีที่ผ่านมานั้น จะมีลักษณะเป็นดินเลนตื้นประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้น้อยมาก และไม่สามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี

เจาะบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์ จำนวน 6 จุด งบประมาณ 10,000,000 บาท โดยขุดเจาะบริเวณแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการขุดสร้างแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อน้ำ โดยจะขุดเจาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีพในป่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันดูแลรักษา

ปลูกพืชไร่อาหารช้างป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 10,000,000 บาท การปลูกไผ่เพื่อเป็นพืชอาหารให้กับช้างป่าและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากป่าไผ่ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้น

และปรับปรุงแปลงทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์ป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 2,340,000 บาท เพื่อดูแลรักษาสภาพแปลงทุ่งหญ้าในพื้นที่ป่าธรรมชาติให้คงสภาพทุ่งหญ้าที่ต้องมีการปรับปรุงทุกปีไม่ให้มีวัชพืชที่สัตว์ป่าไม่ใช้ประโยชน์ เช่น สาบเสือ หนามคนทา ขึ้นปกคลุม

สุพจน์ แก้วกาสี

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน ‘จักสานผักตบชวา’ ต่อยอดอาชีพยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560991

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า  หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายคนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนต้องผันตัวเองจากที่เคยทำงานในระบบกลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในการประกอบอาชีพอิสระยังภูมิลำเนา ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้แรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางมีงานทำมีอาชีพ มีรายได้ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมตามกฎหมาย มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และมีความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

โดยได้มอบหมายให้ นางธิวัลรัตน์อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นางเธียรรัตน์นะวะมะวัฒน์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่เพื่อสอบถามความต้องการด้านอาชีพเพื่อบูรณาการสนับสนุนความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวงแรงงาน พร้อมมอบวัสดุปกรณ์และเครื่องมือพื้นฐานในการทำมาหากินภายหลังการฝึกอบรมโครงการแก่กลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” โครงการเตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงาน กิจกรรมเพิ่มอาชีพเพิ่มรายได้ แก่สมาชิกกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” จำนวน 20 คน เพื่อให้ชาวบ้านกลุ่มเปราะบางได้นำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพต่อไปได้

สำหรับกลุ่มอาชีพแห่งนี้มี ธนณัฎฐ์ รุ่งแจ้ง กำนันตำบลพยอม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้บุกเบิก เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ด้วยสภาพภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ผักตบชวาที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัชพืชที่ในแต่ละปีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการกำจัด จึงมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรจึงนำผักตบชวาเหล่านี้มาดัดแปลงให้เกิดมูลค่า และสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงตนเองและจุนเจือครอบครัว จึงได้รวมกลุ่มของสมาชิกราว 20 คน ขึ้นมาเป็นกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากการทำงาน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงแรกได้นำวิทยากรจากจังหวัดอ่างทองมาสอนชาวบ้านเพื่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มอาชีพมีความเข้มแข็ง จนในทุกวันนี้กำนันตำบลพยอมได้มีการนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับลูกบ้าน

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณอายุจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่บ้าน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพเสริม มีงานทำ มีรายได้ เลี้ยงดูตนเองและจุนเจือครอบครัวได้ หลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนทั้งในเรื่องวิทยากร วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ ตลอดจนช่องการจัดจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การกู้ยืมเงินกองทุนฯ การจัดตั้งกลุ่มเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน การตลาด การทำบัญชีเบื้องต้นและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอวังน้อย สนับสนุนวิทยากร กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สนับสนุนและมอบเครื่องมือทำกินให้กับผู้เข้ารับการฝึก มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สนับสนุนด้านช่องทางการจำหน่าย การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดออนไลน์

ทองอ่อน รุ่งเรือง วัย 75 ปี เล่าว่าเมื่อก่อนตนอยู่บ้านเลี้ยงหลาน กำนันตำบลพยอม ได้ชวนมาฝึกอบรมกับวิทยากรที่มาสอนฝึกอาชีพจักสานผักตบชวา จนเริ่มทำเองได้ จักสานเป็นตะกร้า กระเป๋า ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ ถ้าใบเล็กต้องใช้เวลาในการทำได้วันละ 1-2 ใบ แล้วแต่ความยากง่าย เนื่องจากเป็นงานละเอียด มีการบุผ้า ลงน้ำมันเคลือบเงา เพ้นท์ลายต่างๆ ตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ ส่วนกระเป๋าใบใหญ่จะใช้เวลาทำนาน 3-5 วันต่อใบ ราคาเฉลี่ยเริ่มต้นใบละ 350 บาท สามารถให้มีรายได้คนละ 1,500 -3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการจักสานต้องมีความประณีต มีใจรัก เนื่องจากเป็นงานฝีมือ ที่ต้องใช้ความละเอียด

ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้าน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง ที่ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์จากผลกระทบโควิด-19
ที่ต้องใช้เวลาในการเร่งฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล กระทรวงแรงงานและหลายหน่วยงานได้บูรณาการทำงานเพื่อช่วยเหลือตามภารกิจให้มีประชาชน มีอาชีพ มีรายได้ มีความเข้มแข็งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘อ้วน’ ประตูสู่สารพัดโรค หลากปัจจัยเสี่ยงต้องป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/559841

สกู๊ปพิเศษ : ‘อ้วน’ประตูสู่สารพัดโรค หลากปัจจัยเสี่ยงต้องป้องกัน

สกู๊ปพิเศษ : ‘อ้วน’ประตูสู่สารพัดโรค หลากปัจจัยเสี่ยงต้องป้องกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โรคอ้วน” หรือภาวะน้ำหนักเกินมาก เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ เบาหวาน ถุงลมโป่งพอง มะเร็งและความดันโลหิตสูง โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแต่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขภาวะเป็นประจำต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด พักผ่อนและออกกำลังกายน้อย

ศ.(เกียรติคุณ) พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวในเวทีเสวนา “ถอดบทเรียนโรคอ้วน ภัยเงียบคร่าชีวิตคนทั่วโลก” เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงความสำคัญของปัญหาโรคอ้วนในระดับสากล ว่า ในทวีปยุโรปตระหนักถึงเรื่องนี้มาประมาณ 20 ปีแล้ว ซึ่งโรคอ้วนนับได้เป็นปัญหามากกว่าโรคอื่นๆ ในประเทศไทยพบเด็กและผู้ใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมากจากการบริโภคเกินความจำเป็น ไม่ถูกหลักโภชนาการ

โดยปัจจุบันคนที่ป่วยเป็นโรคอ้วนมีอยู่ประมาณ 8 ร้อยล้านคนทั่วโลก และมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี โรคอ้วนนั้นนำไปสู่ภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และถึงขั้นนอนติดเตียง มีผลกระทบเป็นอย่างมาก เช่น มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องเสียเวลาพบแพทย์บ่อยๆ และต้องทานยาหลายขนาน นอกจากนี้ยังทำให้ใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาเป็นจำนวนมาก

“โรคอ้วนเป็นสัญลักษณ์ว่าในอนาคตมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน อย่างแน่นอน โดยจะตรวจพบจาก 1.ดัชนีมวลกาย จะต้องไม่เกิน 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งคนไทยมีดัชนีมวลกายเกินกำหนดประมาณ 20 ล้านคน และมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี และ 2.วัดรอบพุง โดยนำส่วนสูงเอามาหารสอง ซึ่งผู้หญิงไม่ควรจะเกิด 80 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร จากผลสำรวจเมื่อปี 2557 พบว่ามีคนอ้วนลงพุงประมาณ 20.8 ล้านคนโดยส่วนมากจะเป็นผู้ชาย” ศ.(เกียรติคุณ) พญ.วรรณี กล่าว

ขณะที่ พ.ท.(หญิง) พญ.สิรกานต์ เตชวณิช คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวเสริมว่า อาหารเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่อาหารที่ทำให้พลังสูงมักจะใช้ไขมันเป็นหลัก แม้แต่อาหารที่รับประทานทุกวันก็มีไขมันเช่นกัน เนื่องจากจากใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบหลักในการประกอบอาหาร อย่างไรก็ตามเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอ้วนได้โดยกินอาหารที่พอเหมาะให้ได้พลังงานเพียงพอกับงานและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

“คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนัก สามารถเน้นการลดปริมาณอาหารที่กินให้น้อยลงได้ด้วยการเลือกรูปแบบการกินอาหารแบบใดก็ได้ เช่น แบบอาหารคีโต (Keto diet) กินแบบจำกัดเวลาหรืองดอาหารช่วงยาวในแต่ละวัน (Intermittent Fasting, IF) หรืออาหาร 2:1:1 แต่ต้องกินให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อไม่ให้เกิดโทษกับร่างกาย” พ.ท.(หญิง) พญ.สิรกานต์ กล่าว

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว การนอนดึกหรือเครียดบ่อยๆ ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคอ้วน ประเด็นนี้ รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ กรรมการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย อธิบายว่าการนอนไม่เพียงพอไปกระตุ้นให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น พร้อมทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความอิ่มมีน้อยลง จึงทำให้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคอ้วนได้ ส่วนคนที่เครียดร่างกายจะสร้างฮอร์โมน “คอร์ติซอล” (Cortisol) ถ้าหากมีในระยะสั้นๆ เป็นที่ดี โดยจะทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดได้ ถ้าเกิดขึ้นในระยะยาวจะทำให้มีความหิวต่ออาหารมากขึ้น มีการเรียกร้องที่จะกินอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น อาหารจำพวกไขมัน และคาร์โบไฮเดรต

อนึ่ง ปัจจุบันที่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงติดโควิด-19 มากกว่าคนปกติ แต่ในทางการแพทย์พบว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าติดโควิด-19 อาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตง่ายกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง เนื่องจากมีภาวะมีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวานความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยดูได้จากปรากฏการณ์การระบาดของโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ที่คนอ้วนจัดเป็นกลุ่มต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง เพราะคนอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรกที่เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

ด้าน อรณา จันทรศิริ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวถึงการมีกิจกรรมทางกาย ว่าหมายถึงกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานในทุกรูปแบบ หรือ “ทุกขยับนับหมด” ซึ่งสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเมื่อมีเวลาออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางกายประจำ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคเรื้อรังได้

“เมื่อทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพแข็งแรงและจิตแจ่มใส แนะนำให้คนอ้วนที่เริ่มลดน้ำหนักเริ่มต้นด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น อาจเริ่มเดินให้ครบ 8,000-10,000 ก้าวต่อวัน จากนั้นให้คิดถึงโอกาสที่จะพิชิตเป้าหมายแต่ละวันให้สำเร็จ เช่น การชวนเพื่อนที่ออกกำลังอยู่แล้วไปออกกำลังกายด้วยกัน หาสถานที่และปรับวิถีชีวิตให้สามารถมีกิจกรรมทางกายได้จนเป็นนิสัย” อรณา กล่าว

เรื่องราวจากวงเสวนาข้างต้นเป็นแนวทางสำหรับปัจเจกบุคคลนำไปปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายสามารถช่วยให้พลเมืองของตนลดปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนได้ หนึ่งในนั้นคือการ “เก็บภาษีความหวาน” โดยประเทศไทยนั้น นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง(3in1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล เป็นระบบขั้นบันได และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี ให้ได้ตามเกณฑ์แนะนำที่ร้อยละ 6 ในปี 2566 เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาทยอยปรับสูตรผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ ผลการศึกษาโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตรในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 โดยกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 เช่นเดียวกับรายงานของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม ว่าด้วยปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555-2562 ที่พบว่า ระหว่างปี 2551-2560 คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลังการบังคับใช้เรื่องภาษี พบ คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 ในปี 2561 และร้อยละ 14 ในปี 2562

แต่ยังมีความท้าทายอยู่ที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ได้อยู่ในภาคอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากกว่าในด้านการใช้เครื่องปรุงรส เช่นเดียวกับสังคมเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ผู้คนเสียเวลาไปมากกับการเดินทางบนยานพาหนะต่างๆจึงค่อนข้างมีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย เหล่านี้จะแก้ไขกันอย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM