สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571772

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด  สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดาธิณี ตามเพิ่ม ครูสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ อีกทั้งรายได้

สำหรับ “ผักตบชวา” (Water hyacinth) ในสายตาของคนทั่วไป คือวัชพืชที่สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าในอีกมุมของผักตบชวา สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายๆ ด้านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นสิ่งของใช้สอย หรือการใช้เป็นอาหาร และ ผักสมุนไพร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี เล็งเห็นว่า “ผักตบชวา”ที่ขึ้นอยู่เต็มลำคลอง และสร้างปัญหาให้กับชุมชน สามารถจะนำมาดัดแปลงทำเป็นอาหารได้เพราะในใบอ่อนของผักตบชวามีไฟเบอร์ และ คลอโรฟิลสูง เป็นประโชย์ต่อร่างกาย จึงได้คิดริเริ่มนำใบอ่อนของผักตบชวามาทำเป็นเส้นบะหมี่สด

โดยเริ่มจากนำใบอ่อนของผักตบชวามาปั่นจนละเอียด ผสมกับแป้งสาลี ไข่ไก่ และเกลือ ทำเป็นเส้นบะหมี่สด ที่สะอาด ถูกสุขอนามัยมีกลิ่นหอม และมีรูปร่างหน้าตา ที่แสนจะน่ากิน สามารถนำไปประกอบอาหาร ได้หลายอย่าง

นอกจากนี้ยังได้รวมกลุ่มคนในชุมชน คิดเมนูอีกหลากหลายเมนูโดยได้นำส่วนประกอบของผักตบชวาไปทำอาหาร ทั้งนำไปผัด ต้ม ทอด ทำแกงส้มไหลผักตบชวา และ น้ำพริกชวาเสวย

อีกทั้งยังต่อยอดจัดทำหลักสูตรสอนเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน วันละกว่า 2,000 บาท หรือกว่า 6 หมื่นบาท / เดือน ล่าสุดยังได้ทำตลาดออนไลน์ ทางเพจ และเฟซบุ๊ค โดยมีตลาดในไทย และเริ่มมีตลาดต่างประเทศ สนใจติดต่อเข้ามาบ้างแล้วโดยทางกลุ่มเองตั้งเป้าจะส่งออก ไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นให้ได้

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568718

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า  ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิยามของคำว่า “ชุมชน” นั้น อาจสื่อได้ถึง ความร่วมแรงร่วมใจ ความสมานฉันท์ที่ผู้อยู่อาศัยร่วมกันในชุมชนนั้น ได้ช่วยกันบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนนั้นๆ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ชุมชนที่เราจะพาทุกคนเดินทางไปค้นหาความหมายเพิ่มเติมกันในวันนี้ เป็นชุมชนเล็กๆ ในประเทศของเราแต่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะแห่งแรกของจังหวัดระยองก็ว่าได้ ชุมชนนี้ คือ “ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” แล้วอะไรที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้พร้อมใจกันหันมาสนใจเรื่องนี้และเริ่มต้นบริหารจัดการขยะ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

“ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ชุมชนนี้เป็นชุมชนกึ่งเมือง มีปริมาณขยะมูลฝอย ถึงประมาณ 8.2 ตันต่อวัน พี่เปิ้ลนภาพัฒน์ อู่เจริญ ประธานวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เล่าให้เราฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะภายในชุมชนเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาช่วยกันคิดว่า จะนำขยะที่มีอยู่มาทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ทางเทศบาลจึงได้ส่งชาวบ้านให้ไปศึกษาดูงานหลายๆ ที่ กลับมาจึงได้แนวคิดและตกผลึกออกมาเป็น โครงการธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล โดยคณะกรรมการมีกติกาว่า ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของโครงการ จะต้องนำขยะมาฝากตามที่กำหนด เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกไว้ ส่วนเงินที่ได้จากการเอาขยะมาฝากไว้ ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เอาไว้ดูแลเรื่องของฌาปนกิจ และจัดสรรในเรื่องของสวัสดิการ ทุนการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล โดยขยะที่ได้ทำการคัดแยกจากครัวเรือนมาถึงพี่เปิ้ล มีประมาณ 2.5 ตันต่อเดือน นำเข้าโครงการ และจัดการจนทำให้ปริมาณขยะลดลงไป”

หลังจากนั้น เมื่อโครงการธนาคารคัดแยกขยะ ดำเนินการมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับทางบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้สร้าง “YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นระบบจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจรขึ้น ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยกขยะ การขนส่งขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบกระบวนการรีไซเคิล และกระบวนการแปรรูปจนได้กลับมาเป็นสินค้าอัพไซคลิง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง ตอบสนองการดำเนินชีวิตของผู้คนและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการรีไซเคิล รวมถึงสร้างระบบการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน GC เล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้น่าจะมีประโยชน์กับชุมชนแห่งนี้ จึงได้เข้ามาเป็นพลังเสริม ในการช่วยพัฒนาการบริหารจัดการขยะของชุมชนให้ครบวงจร เช่น การบันทึกข้อมูลขยะขาเข้าจากแหล่งต่างๆ การจัดการด้านบัญชีการเงิน ข้อมูลขยะในคลัง จนถึงการจัดการด้านการขายพลาสติก (ประเภท PET และ HDPE) ให้กับโรงงาน ENVICCO ของ GC ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade มาตรฐานยุโรปแห่งแรกของประเทศไทย ช่วยบริหารจัดการด้านการขนส่ง (Logistics) ด้วยการวางแผนการขนส่งให้มีต้นทุนที่ถูกที่สุดอีกด้วย ในที่สุดความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัด
ชากลูกหญ้า GC และ ENVICCO จึงทำให้ ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยบริหารจัดการขยะของชุมชนได้ถึง 10 ตันต่อเดือน นับว่าศูนย์ฯ นี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรจากต้นทางถึงปลายทางแห่งแรกในจังหวัดระยอง

ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เป็นศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร โดยดึงการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในชุมชนมาช่วยกัน และสามารถนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาสนับสนุนชุมชน เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน ในส่วนของชุมชน ก็ช่วยลดปัญหาขยะ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ขยะถูกจัดการอย่างถูกต้อง นำกลับมาเพิ่มคุณค่าได้ ซึ่งข้อดีมาก ๆของการเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกข้อหนึ่ง คือ จะทำให้คนที่ได้มาเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับชุมชนของตัวเอง ถือเป็นการขยายผลการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งตรงกับความต้องการของชุมชน

“พี่อยากให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาเห็นว่า วันนี้ชุมชนกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเห็นแล้วก็อยากจะให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับสิ่งที่ชุมชนได้สร้างขึ้นมาชุมชนวัดชากลูกหญ้าก็ขอฝากถึงพี่น้องชาวระยอง ใครที่มีเคมีตรงกับเรา อยากเดินทางร่วมโครงการนี้ไปกับเรา ท่านสามารถเข้ามาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ มาช่วยกันสานต่อโครงการนี้ให้ยั่งยืนและแข็งแรง เพื่อสิ่งแวดล้อมของชาวระยอง เราก็จะพยายามสร้างศูนย์ฯแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน เพื่อนๆ โดยรอบนักเรียน เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะว่าอย่างน้อยสิ่งที่ทางผู้ประกอบการGC, ENVICCO และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือมาช่วยกัน ก็ทำให้เรามีพลังที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนตลอดไป” พี่เปิ้ลกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

จากที่ได้พูดคุยกับพี่เปิ้ล ประธานวิสาหกิจชุมชน ธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้าในวันนี้ทำให้เรากลับออกมาจากชุมชนด้วยความอิ่มเอมใจ พลังความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของชาวบ้านชุมชนวัดชากลูกหญ้าที่มีทั้งความสำนึกรักบ้านเกิด ความต้องการที่จะเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น จนทำให้วันนี้ ชุมชนของพวกเขากลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกที่ครบวงจร สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ให้ชุมชนใดก็ตามที่สนใจ นำไปต่อยอดปรับใช้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราหวังว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องราวในวันนี้คงจะได้รับแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อย ในการเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อถิ่นที่อยู่ของเรา

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า 188 ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562880

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน  แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

สกู๊ปพิเศษ : หน.เขตฯสลักพระจัดทำแผนของบกว่า188ล้าน แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า

วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรีเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ไปร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการป้องกันแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกิน และเยียวยาผลกระทบจากภัยช้างป่าอย่างเป็นธรรม ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ

โดยในวันดังกล่าวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้จัดทำแผนการจัดทำคำของบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่างนอกพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พื้นที่ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย ไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและแก้ไขปัญหาช้างป่า สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว

สำหรับรูปแบบปัญหาช้างป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จากการศึกษาประชากรด้วยวิธีการนับตัวจากลายพิมพ์รหัสพันธุกรรม (DNA) โดยใช้ไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2556 พบว่า ช้างป่าสลักพระมีจำนวนอย่างน้อย 200 ตัว ประกอบด้วยช้างวัยก่อนเจริญพันธุ์ (Immatureclass) 64% และช้างในวัยเจริญพันธุ์(Mature class) 36% จากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เก็บพิกัดการพบร่องรอย ช้างป่า คาดว่า ปัจจุบันมีช้างป่า ไม่ต่ำกว่า 250 ตัว

กลุ่มที่ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กลุ่มย่อย 2-10 ตัว และตัวหากินเดี่ยวๆ ออกนอกพื้นที่เป็นประจำ และบางตัวยึดพื้นที่แนวชาย ขอบป่า ติดพื้นที่เกษตรเป็นถิ่นอาศัยประจำ และไม่กลับเข้าป่าด้านใน แก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแนวป้องกัน ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยออก หรือ ออกแล้วมีวงรอบกลับเข้าป่าด้านใน เป็นช้างฝูงส่วนมากที่ไม่เคยออกนอกพื้นที่ป่า ป้องกันปัญหาโดยการพัฒนาถิ่นที่อยู่อาศัยให้อุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา

สรุปแผนงบประมาณ การแก้ไขปัญหาช้างป่านอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สัตว์ป่า ท้องที่อ.เมือง อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย  จ.กาญจนบุรี  จำนวน 188,010,000 บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบแปดล้านหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท ระยะสั้น เร่งด่วน การจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท ระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นเงิน 32,540,000 บาท ต่อเนื่อง ตลอดเวลา  

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า เป็นเงิน 9,170,000 บาท กิจกรรมเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 23 เครือข่าย จำนวนเงิน 4,600,000 บาท เครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 15 เครือข่าย พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ 5 เครือข่าย พื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่า ศรีสวัสดิ์ 3เครือข่าย ครอบคลุมหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบและมีการรวมกลุ่มผลักดันช้างป่าประจำ

โครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเจ้าหน้าที่ชุดเครือข่ายอาสาสมัครผลักดันช้างป่ากลับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2 ครั้งต่อปี จำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติเพื่อความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหาช้างป่า วิธีการเฝ้าระวัง ผลักดันช้างป่าอย่างปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีความรู้และประสบการณ์

ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ(Camera Trap)แบบ Real Time (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4 G) จำนวน 100 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,570,000 บาท ซึ่งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (NCAPS)unit cost ตัวละ 35,700 บาท เพื่อสร้างระบบเตือนภัยเมื่อช้างป่าออกนอกพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ได้ทันเหตุการณ์

สำหรับการจัดทำหรือสร้างสิ่งกีดขวางป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 70 กิโลเมตร เป็นเงิน 146,300,000 บาท พื้นที่ดำเนินการ อ.เมืองกาญจนบุรี สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้าง ระยะทาง 25 กิโลเมตร งบประมาณจำนวน 52,500,000 บาท โดยรั้วกึ่งถาวรงบประมาณ กม.ละ1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบ ต.วังด้ง ต.ช่องสะเดา 

และสร้างรั้วไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 7 กิโลเมตร เป็นเงินจำนวน 14,000,000 บาท โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง กม.ละ 2,000,000 บาท โดยสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 7 กิโลเมตร เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพรั้วกึ่งถาวรแบบสลิงค์ที่ดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2563

อ.ศรีสวัสดิ์ สร้างรั้วกันช้างกึ่งถาวรประกอบคูกันช้างระยะทาง 34 กิโลเมตร งบประมาณ 71,400,000 บาทงบประมาณการสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.ท่ากระดาน ต.หนองเป็ด ต.ด่านแม่แฉลบต.เขาโจด ทั้งหมดสร้างภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระระยะทาง 29 กิโลเมตร และพื้นที่เตรียมประกาศเขตห้ามล่าศรีสวัสดิ์ จำนวน 5 กิโลเมตร

อ.บ่อพลอย สร้างรั้วกันช้าง ประกอบคูกันช้าง 4 กิโลเมตร งบประมาณ 8,400,000 บาท โดยสร้างรั้วกึ่งถาวร กม.ละ 1,500,000 บาท ประกอบคูกันช้าง กม.ละ 600,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ราษฎรรับผลกระทบ ต.หนองกุ่ม ต.บ่อพลอย

การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังป้องกัน และผลักดันช้างป่า  เป็นเงิน 32,540,000 บาท งบประมาณดังกล่าวใช้ในกิจกรรมการขุดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 2,000 ลบ.ม.จำนวน 1 แหล่ง เป็นเงินจำนวน 2,200,000 บาท โดยขุดแหล่งน้ำภายในพื้นที่ตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ บริเวณแหล่งอาศัยสำคัญของช้างป่า

ปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีลักษณะตื้น จำนวน 40 แหล่ง งบประมาณ 8,000,000 บาท โดยปรับปรุงแหล่งน้ำตามวงรอบการจัดสร้าง เนื่องจากแหล่งน้ำที่ช้างป่าใช้ประโยชน์เมื่อ 3-5 ปีที่ผ่านมานั้น จะมีลักษณะเป็นดินเลนตื้นประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้น้อยมาก และไม่สามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี

เจาะบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์ จำนวน 6 จุด งบประมาณ 10,000,000 บาท โดยขุดเจาะบริเวณแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการขุดสร้างแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อน้ำ โดยจะขุดเจาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีพในป่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันดูแลรักษา

ปลูกพืชไร่อาหารช้างป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 10,000,000 บาท การปลูกไผ่เพื่อเป็นพืชอาหารให้กับช้างป่าและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากป่าไผ่ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้น

และปรับปรุงแปลงทุ่งหญ้าสำหรับสัตว์ป่า จำนวน 2,000 ไร่ งบประมาณ จำนวน 2,340,000 บาท เพื่อดูแลรักษาสภาพแปลงทุ่งหญ้าในพื้นที่ป่าธรรมชาติให้คงสภาพทุ่งหญ้าที่ต้องมีการปรับปรุงทุกปีไม่ให้มีวัชพืชที่สัตว์ป่าไม่ใช้ประโยชน์ เช่น สาบเสือ หนามคนทา ขึ้นปกคลุม

สุพจน์ แก้วกาสี