สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575621

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

สกู๊ปพิเศษ : โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน

วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สั่งการให้นายนิพนธ์ เผ่ากันทะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3  และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่พบปะผู้นำเกษตรกรนายไพฑูรย์ นาคะเกศ กำนันตำบลผาจุก, นางปานจิต อ่อนระฮุง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4, นายวุธ เล็กคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 และนายพลไชยสอน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย)  เขื่อนทดน้ำผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ที่บริเวณโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) เขื่อนทดน้ำผาจุกอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่รับประโยชน์ 4,000 ไร่ 

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มุ่งเน้นและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึงเป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และ บริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ดำเนินการป้องกัน และ บรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

“โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก”มีหน้าที่รับผิดชอบวางแผนควบคุมบริหารงานด้านก่อสร้าง อาคารชลประทานประเภทต่างๆ เช่น ทำนบ ฝาย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อน หรือ ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำคลองระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา คันกั้นน้ำ ถนนบนคันคลอง และดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบชลประทานประเภทอื่นๆ ตามที่ได้รับ
มอบหมาย โดยรับผิดชอบการบริหารงานในลักษณะโครงการก่อสร้างทางชลประทานขนาดกลาง โครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างทางชลประทาน รวมทั้งโครงการพระราชดำริ โครงการพิเศษและโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงโดยดำเนินการเสร็จตามแผนงานงบประมาณที่กำหนดไว้ และ/หรือเงินนอกงบประมาณที่ได้รับ ตลอดจนตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามประเมินผลงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการรวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนต่างๆ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย สำหรับพื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการมีเนื้อที่ทั้งหมด 64 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา พื้นที่ชลประทาน จำนวน 327,506 ไร่ นายณฐพล กล่าว

ด้านนายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน  กล่าวว่าสำหรับการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ซึ่งทำให้เกษตรกรและชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งแก้ไขปัญหาของสังคม ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง

“กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดทิศทางของการบริหารจัดการน้ำชลประทานในอนาคต โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว แทนการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานที่ยาวนาน ด้วยการเปลี่ยนจากการพัฒนาเชิงปริมาณไปเป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ มีกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ “การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างจริงจัง” จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษาระบบชลประทานได้อย่างเข้าใจตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเป็นไปตามนโยบายของนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ที่เน้นให้ความสำคัญการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด นายเกรียงไกร กล่าวท้ายที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575116

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19  หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

สกู๊ปพิเศษ : ชาวพังงาพลิกวิกฤติช่วงโควิด-19 หาหอยติบ ตัวโต เนื้อแน่น เลี้ยงครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาชีพการหาหอยติบ เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านบ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่าจ.พังงา ซึ่งทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่าจนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากไวรัสโควิด-19 ระบาดทำให้คนส่วนใหญ่ต้องตกงาน กลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวกันอีกครั้ง มีการทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้อง กลับมาใช้ชีวิตเดิมๆ อาชีพเดิมๆ ไม่ขี้เกียจไม่อดตาย หนึ่งในนั้นคือ อาชีพหาหอยติบ บริเวณชายหาดนางทอง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเล่นน้ำอาบแดด หรือรอชมพระอาทิตย์ตกน้ำจำนวนมากช่วงที่ยังไม่เกิดโรคระบาดโควิด-19 

หอยติบ จะอยู่ตามโขดหินราวใหญ่ ซึ่งเราจะต้องรอเวลาช่วงที่น้ำทะเลลงจากนั้นก็เดินลุยน้ำข้ามไปยังโขดหินราวใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง 50 เมตรวิธีเก็บหอยติบ เราจะใช้เหล็กแหลมที่เรียกว่าปะโต๊ะแซะเปลือกหอยที่ติดตามซอกหินให้แตกโดยเลือกที่เปลือกหอยอ้วนๆ แล้วใช้มีดปลายแหลมแกะเอาเฉพาะเนื้อหอยออกมา คนที่หาหอยติบต้องใช้ความระมัดระวังสักนิด เนื่องจากแนวโขดหินจะมีทั้งเปลือกหอยที่มีความคมเหมือนใบมีดโกนและแหลมคมอาจทิ่มแทงมือได้

นอกจากหอยติบแล้วที่โขดหินราวใหญ่ก็จะมีหอยจำพวก หอยลิ่น หอยน้ำพริก หอยทรายหรือแม้แต่หอยตาวัว ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจะได้มากได้น้อยแล้วแต่คน

นางสาวปริยาภัทร ด้วงมาก อายุ 30 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เขาหลัก  บอกว่า หลังจากโรคโควิดระบาด ร้านอาหารที่บ้านก็ต้องปิดตัวเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เขาหลักต้องอยู่กับบ้าน เข้าสวนปลูกผัก รวมกลุ่มกันเฉพาะญาติพี่น้องเท่านั้นพอตกเย็นก็ชวนน้า หลาน ออกไปหาหอยติบเนื่องจากทะเลอยู่ใกล้บ้าน ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ พ่อ แม่สอนให้หาหอยติบ เป็นอารมณ์ที่ย้อนอดีตได้เป็นอย่างดีหอยติบพอหามาได้ก็นำมาแบ่งปันกินกันในครอบครัวไม่ต้องซื้อหา หอยติบที่นี่จะตัวโต เนื้อแน่น น่ารับประทานเนื่องจากช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์

หอยติบ มีลักษณะคล้ายหอยนางรม สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงใส่ผักพื้นบ้าน พล่าหอยติบ ผัดกะเพรา แกงคั่วกะทิ ทอดกับไข่หรือเมนูเด็ดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพังงาและภูเก็ตคือทอดโกต้าว คือหอยติบทอดกับแป้งมันใส่ซีอิ๊ว และต้นหอม หรือจะรับประทานแบบดิบๆก็ได้ เพราะหอยติบ มีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น และหวาน จึงเป็นที่นิยมรับประทานของชาวบ้าน หากวันไหนหาได้มากก็จะแบ่งขายเป็น ขนาดกระป๋องนม กระป๋องละ 50 บาท

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571961

สกู๊ปพิเศษ :  RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : RID TEAM ขับเคลื่อนงานชลประทาน สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารน้ำของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้จำนวน 49.5 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 93,655 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ 14.1 ล้านไร่ มีพื้นที่จัดรูปที่ดินจำนวน 14.46 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ถึง 7.431 ล้านครัวเรือนให้ได้ภายในปี 2579

“RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน”เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติสำคัญที่ นายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มอบให้ผู้บริหารกรมชลประทาน และข้าราชการทุกคนนำไปใช้ขับเคลื่อนงานชลประทานเพื่อก้าวไปสู่องค์กรอัจฉริยะ มีความมั่งคงด้านน้ำ รวมทั้งเพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งแนวคิด “RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกัน” เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิด RID No.1 ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้

แนวคิด RID TEAM มุ่งขับเคลื่อนกรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านรัฐ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทที่สำคัญของประเทศเพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสังคม นโยบายด้านผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมุ่งกำหนดมาตรฐานและพัฒนาการให้บริการบนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน นโยบายด้านองค์การ มี 2 นโยบายหลัก คือ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันมุ่งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล(Good Governance) สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนนโยบายด้านผู้ปฏิบัติงานเน้นดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เป็น “Smart Worker” นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินงานพัฒนาระบบและวิธีการทำงาน รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร

นอกจากนี้ RID TEAM มุ่งกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานชลประทานไว้ 3 ประเด็น ประเด็นละ 4 กลยุทธ์ ดังนี้ คือ ยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะ โดยเน้นจัดการและบูรณาการระบบฐานข้อมูล การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการทำงาน รวมทั้งการสรรหาและพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ โดยเน้นพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการชลประทาน และการพัฒนารูปแบบ ตลอดจนแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือภัยพิบัติด้านน้ำ เพิ่มคุณค่าการบริการ โดยเน้นเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน การจัดวางตำแหน่งบุคลากรและจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าอย่างเหมาะสม รวมทั้งเสริมสร้างความผาสุกของบุคลากรเพื่อให้มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวนั้น นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีนโยบายให้ยึดหลักการบริหารน้ำแบบประณีต โดยเน้นการสร้างขบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น การบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา เจ้าหน้าที่ชลประทานต้องเพิ่มความละเอียดพิถีพิถันในการส่งน้ำ ให้พอดีกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว วิธีการนี้ช่วยประหยัดน้ำ และประหยัดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจากสถิติพบว่าประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำน้อยและน้ำมาก เกิดสลับกันทุก 4-5 ปี ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ต้องมีการจัดทำแผนรองรับ บนพื้นฐานข้อมูลสถิติผนวกกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประมวลผลและวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวรวมทั้งเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำให้มากขึ้น โดยพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ และการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ให้เพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้มากขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีกรมชลประทานยังมีนโยบายให้มีการเชื่อมโยงอ่างสู่อ่าง มีการสูบกลับ สร้างทำนบดินหรือสิ่งก่อสร้างในลำน้ำเป็นช่วงๆ ขุดขยายแก้มลิงสร้างสมดุลการปล่อยและเก็บน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กรมชลประทานเตรียมจัดสรรงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทสำหรับบุคลากร และพัฒนาแหล่งน้ำ ให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้าน ล้านลูกบาศก์เมตร ขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 18 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 50 ล้านไร่ทั่วประเทศภายใน ปี 2579

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีความทุ่มเทที่จะบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม โปร่งใส มีความรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติและดำรงตนไว้ซึ่งเกียรติ ตลอดจนปลูกฝังค่านิยม สร้างจิตสำนึกให้แก่บุคลากรของกรมชลประทานให้ดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจงานชลประทานให้บรรลุตามเป้าหมาย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและราษฎรอย่างยั่งยืนต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/571772

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด  สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

สกู๊ปพิเศษ : กศน.ภาชีนำใบอ่อนผักตบชวามาทำเป็นบะหมี่สด สร้างรายได้เข้าชุมชน-ตั้งเป้าส่งออกประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดาธิณี ตามเพิ่ม ครูสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ อีกทั้งรายได้

สำหรับ “ผักตบชวา” (Water hyacinth) ในสายตาของคนทั่วไป คือวัชพืชที่สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าในอีกมุมของผักตบชวา สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายๆ ด้านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นสิ่งของใช้สอย หรือการใช้เป็นอาหาร และ ผักสมุนไพร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.ภาชี เล็งเห็นว่า “ผักตบชวา”ที่ขึ้นอยู่เต็มลำคลอง และสร้างปัญหาให้กับชุมชน สามารถจะนำมาดัดแปลงทำเป็นอาหารได้เพราะในใบอ่อนของผักตบชวามีไฟเบอร์ และ คลอโรฟิลสูง เป็นประโชย์ต่อร่างกาย จึงได้คิดริเริ่มนำใบอ่อนของผักตบชวามาทำเป็นเส้นบะหมี่สด

โดยเริ่มจากนำใบอ่อนของผักตบชวามาปั่นจนละเอียด ผสมกับแป้งสาลี ไข่ไก่ และเกลือ ทำเป็นเส้นบะหมี่สด ที่สะอาด ถูกสุขอนามัยมีกลิ่นหอม และมีรูปร่างหน้าตา ที่แสนจะน่ากิน สามารถนำไปประกอบอาหาร ได้หลายอย่าง

นอกจากนี้ยังได้รวมกลุ่มคนในชุมชน คิดเมนูอีกหลากหลายเมนูโดยได้นำส่วนประกอบของผักตบชวาไปทำอาหาร ทั้งนำไปผัด ต้ม ทอด ทำแกงส้มไหลผักตบชวา และ น้ำพริกชวาเสวย

อีกทั้งยังต่อยอดจัดทำหลักสูตรสอนเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน วันละกว่า 2,000 บาท หรือกว่า 6 หมื่นบาท / เดือน ล่าสุดยังได้ทำตลาดออนไลน์ ทางเพจ และเฟซบุ๊ค โดยมีตลาดในไทย และเริ่มมีตลาดต่างประเทศ สนใจติดต่อเข้ามาบ้างแล้วโดยทางกลุ่มเองตั้งเป้าจะส่งออก ไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นให้ได้

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/568718

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า  ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า ต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรแห่งแรกของ จ.ระยอง

วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิยามของคำว่า “ชุมชน” นั้น อาจสื่อได้ถึง ความร่วมแรงร่วมใจ ความสมานฉันท์ที่ผู้อยู่อาศัยร่วมกันในชุมชนนั้น ได้ช่วยกันบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนนั้นๆ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ชุมชนที่เราจะพาทุกคนเดินทางไปค้นหาความหมายเพิ่มเติมกันในวันนี้ เป็นชุมชนเล็กๆ ในประเทศของเราแต่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะแห่งแรกของจังหวัดระยองก็ว่าได้ ชุมชนนี้ คือ “ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” แล้วอะไรที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้พร้อมใจกันหันมาสนใจเรื่องนี้และเริ่มต้นบริหารจัดการขยะ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

“ชุมชนวัดชากลูกหญ้า” ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ชุมชนนี้เป็นชุมชนกึ่งเมือง มีปริมาณขยะมูลฝอย ถึงประมาณ 8.2 ตันต่อวัน พี่เปิ้ลนภาพัฒน์ อู่เจริญ ประธานวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เล่าให้เราฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะภายในชุมชนเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาช่วยกันคิดว่า จะนำขยะที่มีอยู่มาทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ทางเทศบาลจึงได้ส่งชาวบ้านให้ไปศึกษาดูงานหลายๆ ที่ กลับมาจึงได้แนวคิดและตกผลึกออกมาเป็น โครงการธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล โดยคณะกรรมการมีกติกาว่า ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของโครงการ จะต้องนำขยะมาฝากตามที่กำหนด เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกไว้ ส่วนเงินที่ได้จากการเอาขยะมาฝากไว้ ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เอาไว้ดูแลเรื่องของฌาปนกิจ และจัดสรรในเรื่องของสวัสดิการ ทุนการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล โดยขยะที่ได้ทำการคัดแยกจากครัวเรือนมาถึงพี่เปิ้ล มีประมาณ 2.5 ตันต่อเดือน นำเข้าโครงการ และจัดการจนทำให้ปริมาณขยะลดลงไป”

หลังจากนั้น เมื่อโครงการธนาคารคัดแยกขยะ ดำเนินการมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับทางบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้สร้าง “YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นระบบจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจรขึ้น ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยกขยะ การขนส่งขยะพลาสติกเข้าสู่ระบบกระบวนการรีไซเคิล และกระบวนการแปรรูปจนได้กลับมาเป็นสินค้าอัพไซคลิง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง ตอบสนองการดำเนินชีวิตของผู้คนและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการรีไซเคิล รวมถึงสร้างระบบการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน GC เล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้น่าจะมีประโยชน์กับชุมชนแห่งนี้ จึงได้เข้ามาเป็นพลังเสริม ในการช่วยพัฒนาการบริหารจัดการขยะของชุมชนให้ครบวงจร เช่น การบันทึกข้อมูลขยะขาเข้าจากแหล่งต่างๆ การจัดการด้านบัญชีการเงิน ข้อมูลขยะในคลัง จนถึงการจัดการด้านการขายพลาสติก (ประเภท PET และ HDPE) ให้กับโรงงาน ENVICCO ของ GC ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade มาตรฐานยุโรปแห่งแรกของประเทศไทย ช่วยบริหารจัดการด้านการขนส่ง (Logistics) ด้วยการวางแผนการขนส่งให้มีต้นทุนที่ถูกที่สุดอีกด้วย ในที่สุดความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัด
ชากลูกหญ้า GC และ ENVICCO จึงทำให้ ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยบริหารจัดการขยะของชุมชนได้ถึง 10 ตันต่อเดือน นับว่าศูนย์ฯ นี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรจากต้นทางถึงปลายทางแห่งแรกในจังหวัดระยอง

ศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้า เป็นศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร โดยดึงการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในชุมชนมาช่วยกัน และสามารถนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาสนับสนุนชุมชน เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน ในส่วนของชุมชน ก็ช่วยลดปัญหาขยะ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ขยะถูกจัดการอย่างถูกต้อง นำกลับมาเพิ่มคุณค่าได้ ซึ่งข้อดีมาก ๆของการเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกข้อหนึ่ง คือ จะทำให้คนที่ได้มาเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับชุมชนของตัวเอง ถือเป็นการขยายผลการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งตรงกับความต้องการของชุมชน

“พี่อยากให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้ เข้ามาเห็นว่า วันนี้ชุมชนกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเห็นแล้วก็อยากจะให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมมือกับสิ่งที่ชุมชนได้สร้างขึ้นมาชุมชนวัดชากลูกหญ้าก็ขอฝากถึงพี่น้องชาวระยอง ใครที่มีเคมีตรงกับเรา อยากเดินทางร่วมโครงการนี้ไปกับเรา ท่านสามารถเข้ามาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ มาช่วยกันสานต่อโครงการนี้ให้ยั่งยืนและแข็งแรง เพื่อสิ่งแวดล้อมของชาวระยอง เราก็จะพยายามสร้างศูนย์ฯแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน เพื่อนๆ โดยรอบนักเรียน เด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะว่าอย่างน้อยสิ่งที่ทางผู้ประกอบการGC, ENVICCO และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือมาช่วยกัน ก็ทำให้เรามีพลังที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนตลอดไป” พี่เปิ้ลกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

จากที่ได้พูดคุยกับพี่เปิ้ล ประธานวิสาหกิจชุมชน ธนาคารคัดแยกขยะรีไซเคิล ชุมชนวัดชากลูกหญ้าในวันนี้ทำให้เรากลับออกมาจากชุมชนด้วยความอิ่มเอมใจ พลังความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของชาวบ้านชุมชนวัดชากลูกหญ้าที่มีทั้งความสำนึกรักบ้านเกิด ความต้องการที่จะเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดีเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง และยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น จนทำให้วันนี้ ชุมชนของพวกเขากลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกที่ครบวงจร สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ให้ชุมชนใดก็ตามที่สนใจ นำไปต่อยอดปรับใช้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เราหวังว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องราวในวันนี้คงจะได้รับแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อย ในการเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อถิ่นที่อยู่ของเรา