สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584202

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวนเกษตรผสมผสาน ของนายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา วัย 57 ปี บ้านสวนตูล หมู่ 5 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ปลูกพืชผสมผสาน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นบริโภคภายในครัวเรือน แบ่งปัน และจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่มีใจรักและชอบการทำการเกษตรจึงใช้ที่ดินในบริเวณบ้าน จำนวน4 แปลง รวมประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ทำการเกษตรผสมผสานให้เกื้อกูลกัน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตพืชหลากหลายชนิด เช่น มะพร้าวบริโภคผลสด กระท้อนห่อ กล้วย ฝรั่งกิมจู มะนาว อ้อยคั้นน้ำ เป็นต้น ซึ่งในแปลงของต้นฝรั่งกิมจู มีจำนวน 50 ต้น จะให้ผลผลิตทั้งปีขณะนี้ผลผลิตยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนกระท้อนห่อจะเป็นพันธุ์ปุยฝ้าย จำนวน 30 ต้น ให้ผลผลิตแล้วจำนวน 7 ต้น และในช่วงนี้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อให้คำแนะนำถึงสวนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

สำหรับการดูแลกระท้อนห่อที่สวนนายดำรงค์ จะพบเพียงปัญหาแมลงวันผลไม้เจาะผลเท่านั้น แต่สามารถแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ไปได้ ด้วยการห่อผลกระท้อนด้วยกระดาษห่อตั้งแต่ผลขนาดเท่ากำมือ หลังห่อประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้ กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายจำนวน 7 ต้นที่ออกผลผลิตในปีนี้ ได้ห่อผลไว้ประมาณ 1,500 ผล การห่อผลกระท้อน นอกจากป้องกันแมลงวันผลไม้ทำลายแล้ว ยังทำให้ผลกระท้อนมีผิวสวย เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้กิน กระท้อนปุยฝ้ายในสวนนี้ เนื่องจากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเนื้อฟู นิ่ม

วันนี้เป็นวันแรก ที่เริ่มเก็บผลผลิต โดยขนาดผลประมาณ 3-4 ผลต่อกิโลกรัม ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินในครอบครัวและแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านอีกส่วนหนึ่งจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวในราคากิโลกรัมละ 60 บาท นอกจากนี้ยังได้ตอนกิ่งพันธุ์ฝรั่งกิมจู กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายปลูกเพิ่มในสวน และจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจอีกด้วยผู้ใดสนใจเข้ามาชม ชิมกระท้อนห่อเมืองสงขลาที่เชื่อว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่ใด

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา กล่าวว่า สวนเกษตรพอเพียงผสมผสานที่ผมทำอยู่ที่นี่ กระท้อนห่อก็กำลังสุกพอดี ถึงแม้ว่ากระรอกจะมาแย่งมั่ง ฝนตกมา 2 เดือนมั่ง แต่ว่ามันเริ่มสุกแล้ว ตอนนี้หวานมากเลย มีลูกค้าสั่งไว้แล้วแต่น่าจะมีไม่พอให้ รสชาติอร่อยมาก ขณะนี้ของผมมีประมาณ 30 ต้น ปีนี้มันออกผล 7 ต้นรสชาติเป็นที่น่าพอใจ ใครสนใจกิ่งพันธุ์ ก็จะขยายพันธุ์ขาย สามารถติดต่อมาได้เลย ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-1845-5714 ก็ติดต่อมาได้เลย ถึงแม้ว่าไม่ซื้อก็มาเยี่ยมเยียนกันได้

สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล ‘ทุเรียนน้ำแร่’ ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581910

สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล‘ทุเรียนน้ำแร่’ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้

สกู๊ปพิเศษ : บุรีรัมย์ประมูล‘ทุเรียนน้ำแร่’ของดีโนนสุวรรณ กระตุ้นรายได้เกษตรกร+ทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ว่าฯ จ.บุรีรัมย์ พร้อมเหล่ากาชาด สส.นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น และ ปชช. เยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ สุดยอดของดีโนนสุวรรณ พร้อมเปิดประมูลครั้งแรก หวังกระตุ้นรายได้เกษตรกรและร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ มีผู้ร่วมประมูลคึกคักเริ่มต้นตั้งแต่ลูกละ 3,000-10,000 บาท

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนางธัญลักษณ์หัตถาธยากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์,นายไตรเทพ งามกมล, นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด นายอำเภอโนนสุวรรณ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ และนักท่องเที่ยว ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนน้ำแร่ที่ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ อาทิ สวนของนายอำนวย พาลัง หรือสวนป๋าเบิ้ม อายุ 53 ปี เกษตรกรบ้านม่วงงาม ต.ดงอีจาน ที่ปลูกทุเรียนมากว่า 10 ปี บางต้นให้ผลผลิตสูงสุดถึง 130 ลูก

ซึ่งทุเรียนน้ำแร่เป็นทุเรียนที่มีอัตลักษณ์ด้านธรณีวิทยา เนื่องจากใช้น้ำแร่ธรรมชาติที่มาจากน้ำใต้ดินพื้นที่ภูเขาไฟ ในการรดหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน ทำให้เจริญเติบโตดีผลผลิตมีคุณภาพ เนื้อนุ่ม หวานมันหอมอร่อยเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น และหลายภาคส่วนกำลังผลักดันให้เป็นสินค้า จีไอ.ด้วย

ทั้งนี้ ยังได้มีการตัดทุเรียนจากสวนของเกษตรกรไปทำการประมูล เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 150 บาท รายได้จากการประมูลก็จะจ่ายให้กับเกษตรกรตามราคาจริง เงินส่วนต่างที่เหลือก็จะนำเข้ากองทุน “ทุเรียนปันน้ำใจ” เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงผู้ยากไร้ในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ ซึ่งก็มีผู้สนใจประมูลคึกคัก ทั้ง สส., สจ., สมาชิกเหล่ากาชาด, ผู้บริหารท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมสวนในครั้งนี้ด้วย ได้ราคาประมูลตั้งแต่ลูกละ 3,000 – 10,000 บาท รวมเป็นเงินที่ประมูลทุเรียนน้ำแร่ครั้งนี้เกือบ 100,000 บาท

นายธัชกร กล่าวว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนน้ำแร่ในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คุณภาพดี ซึ่งทางจังหวัดก็จะได้ร่วมกับหลายภาคส่วน สนับสนุนส่งเสริมทุเรียนน้ำแร่ซึ่งถือเป็นของดีของอำเภอโนนสุวรรณ และ จ.บุรีรัมย์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยจะมีการส่งเสริมช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ การจัดหาต้นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ จัดหาแหล่งน้ำ และเรื่องการตลาด ให้สามารถจำหน่ายได้ราคาที่ดี ให้เกษตรกรมีรายได้มีอาชีพที่มั่นคง

ด้านนางธัญลักษณ์ หัตถาธยากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า นอกจากจะพาคณะเหล่ากาชาดมาเยี่ยมชมสวนทุเรียนน้ำแร่แล้ว ยังได้มาร่วมประมูลทุเรียนน้ำแร่เป็นครั้งแรกของ อ.โนนสุวรรณ โดยจะประมูลตามน้ำหนักทุเรียนในราคากิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งแต่ละลูกก็ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ซึ่งเงินที่ประมูลได้ก็จะจ่ายให้กับเจ้าของสวนตามน้ำหนักและราคาจริงของแต่ละลูก และเงินส่วนต่างก็จะมอบให้กองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ โดยคอนเซ็ปต์ของเหล่ากาชาด คือ “ทานทุเรียนภูเขาไฟ ได้ดูแลผู้ยากไร้ ทุเรียนปันน้ำใจ มอบให้ชาวโนนสุวรรณ”ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ได้พาคณะมาท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้รับประทานของดีมีคุณภาพสดๆจากสวนของเกษตรกร ทั้งยังได้ร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581683

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล  เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่บริเวณถนนหน้าที่ว่าการอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายปรัชญา เสริฐลือชานายอำเภอลับแล เปิดงานตลาดสินค้าเกษตร และสินค้า OTOP ของดีอำเภอลับแล เพื่อจัดตลาดสินค้าให้เกษตรกร ได้สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสม และ เป็นการจัดสถานที่ให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่าย ให้แก่ ผู้บริโภคได้โดยตรง โดยมี นางเรณู อินศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอลับแล กล่าวรายงาน  พ.ต.อ.ภีมภณ ม่วงศรี ผกก.สภ.ลับแล ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ประชาชนชาวลับแล ร่วมงานและอุดหนุนซื้อสินค้าผลผลิตของกลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน ท่ามกลางที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา 

นายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอลับแล กล่าวว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้อำเภอจัดทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2564 พร้อมดำเนินการในลักษณะของการพัฒนาตลาดสินค้าการเกษตร และ การประชาสัมพันธ์ตลาดขายสินค้าการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายผลผลิตในพื้นที่ อำเภอลับแล จึงได้ทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร จัดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 เวลา 08.30-20.00 น. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและยังเป็นการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์    

“หลง-หลินลับแล” เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่มีเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นทุเรียนที่สร้าง
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากรับประทานอร่อย รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตจำนวนไม่มากนัก สำหรับในปี 2564 นี้ ผลผลิตทุเรียน รวมทั้งหลง-หลินลับแลมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ลับแลมีบรรยากาศที่คึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างๆ

นายปรัชญา  กล่าวอีกว่าทุเรียนหลง-หลินลับแล ที่มีคุณภาพ ขอแนะนำว่า จะต้องดูจากผลผลิตจะมีสติ๊กเกอร์  บอกแหล่งที่มาของทุเรียน ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูก มีตราสัญลักษณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ โลโก้การันตีคุณภาพมาตรฐานจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง และการเลือกทุเรียนสุก ต้องสังเกตที่ขั้วจะมีรอยต่อหรืออาจเรียกว่าปากปลิงจะพองออก และรอยต่อหลุดออกจากกัน จะมีรสชาติดีมาก ซึ่งทุเรียนหลงลับแล เกรด A จะต้องมี 4 พู ขึ้นไป และมีเมล็ดในลีบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP และ ของดีต่างๆ ของอำเภอลับแล และพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีร้านกว่า 10 ร้านค้า อาทิ ทุเรียนหลง-หลินลับแล ทุเรียนหมอนทองหอมกระเทียม ผักปลอดสารพิษ ไม้กวาดผ้าทอลายลับแล กระยาสารท เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580523

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน  ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการตัดทุเรียนพันธ์ุหมอนทองของเกษตรกร ในพื้นที่ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากที่สุดของจังหวัด เพื่อแนะนำและให้ความรู้แก่ชาวสวนทุเรียน ในการตัดทุเรียนคุณภาพออกขาย หลังพบว่าชาวสวนทุเรียนเริ่มทยอยตัดผลทุเรียนออกจำหน่าย เบื้องต้นยังไม่พบผู้กระทำผิด

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในช่วงนี้จนถึงเดือน ก.ย.จะเป็นช่วงที่ทุเรียนของ จ.กระบี่ ออกสู่ตลาด ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตร 

ได้สั่งคุมเข้มเรื่องคุณภาพมาตรฐานของทุเรียน ห้ามมีการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายโดยเด็ดขาด เนื่องจากชาวสวนบางคน เร่งตัดทุเรียนอ่อนออกขาย เพื่อหวังทำกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งในและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และอาจส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเมื่อถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ 

สำหรับในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุดอยู่ในพื้นที่ ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา มีเนื้อที่ปลูกกว่า 1,600 กว่าไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 816 ไร่ จำนวน 398 ตันมูลค่า กว่า 50 ล้านบาท ในส่วนผลผลิตทุเรียนทั้งจังหวัดในพื้นที่จ.กระบี่ มีไม่ต่ำกว่า 1,457 ตัน ให้ผลผลิตแล้ว 3,269 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4,978 ไร่ สำหรับราคาจำหน่ายคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2563 โดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-140 บาท ซึ่งประเทศจีนยังเป็นตลาดส่งออกหลัก มีปริมาณความต้องการมาก คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนราว 204 ล้านบาทเศษ

ขอฝากไปยังผู้บริโภคหากพบเห็นการซื้อขายทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีบทลงโทษผู้กระทำผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่นายสมเกียรติ โกฎิกุล อายุ 58 ปี ประธานแปลงทุเรียน อ.ปลายพระยา กล่าวว่า การตัดทุเรียนอ่อนไปขายเหมือนกับตัดไปทิ้ง เชื่อว่าชาวสวนไม่ทำอย่างแน่นอน แต่ปัญหาที่พบทุเรียนอ่อนขายอยู่ตามท้องตลาด เกิดจากพ่อค้าคนกลางมารับซื้อแล้วฝืนตัดทุเรียนไป เพื่อให้ได้ตามใบสั่ง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ เมื่อมีการเข้มงวดทำให้ทุเรียนอ่อนไม่สามารถส่งออกได้ ถูกคัดแยกออกมาจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด และเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า 150 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580203

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่  เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

สกู๊ปพิเศษ : ระยองเปิดอีกจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เช็คอินใต้ต้นก้ามปูยักษ์อายุมากกว่า150ปี

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ บรรยากาศ ร่มรื่นจนกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

นางอยู่เย็น ปะโภชน์ อายุ 56  ปีอยู่บ้านเลขที่ 15/3 ม. 8 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บอกว่า ต้นก้ามปูต้นนี้ มีอายุกว่า 150 ปี ตนเองเกิดมาก็เห็นต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมของประชาชน เพราะมีการจัดงานประเพณีต่างๆ ที่นี่ โดยเฉพาะการแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านที่ทำพิธีก็จะขึ้นไปขอฝนกันบนต้นก้ามปูต้นนี้ พอสมัยนี้ยังไม่มีการจัดงานเพราะช่วงโควิดแต่มีการพัฒนาพื้นที่โดยเทศบาลตำบลชากบก พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ประชาชนเข้ามาเที่ยว ชาวชุมชนก็นำข้าวของมาขายมีรายได้ในช่วงโควิดเพราะที่ตลาดนัดขายของไม่ค่อยได้  ถึงแม้จะเป็นช่วงโควิดกลัวการติดเชื้อ แต่คนที่มาเที่ยวและคนขายของ ก็ระมัดระวัง โดยเฉพาะวันหยุดจะมีคนมาเที่ยวเยอะก็ไม่ให้อยู่กันหนาแน่น และต้องสวมแมส 

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง บอกว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษา คนที่เจ็บป่วย ท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชน ก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทาง นายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

สำหรับ ต้นก้ามปู ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดงชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุดที่ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577720

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ  ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปิยภัทร สายเมฆ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุตรดิตถ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายมานพ สุวรรณบุตร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสรรน้ำฯ ร่วมกับนายกิตติศักดิ์ สมุทรวงค์ นายช่างเครื่องกล สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ลงพื้นที่ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ของระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อหาแนวทางนำไปพัฒนา ปรับปรุง วิธีการควบคุมอาคาร ให้การส่งน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หลังราษฎรที่อพยพจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ มาตั้งรกรากอยู่พื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภคและการทำการเกษตร

นายปิยภัทรกล่าวว่า ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาในด้านน้ำให้ราษฎรของพระองค์ท่าน ซึ่งได้เห็นผลสัมฤทธิ์จากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่สามารถให้เป็นแหล่งเก็บน้ำต้นทุนให้กับราษฎรในพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และ อาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2548 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างในปี 2554 เป็นโครงการชลประทานขนาดกลางความสูง 55 เมตร ความยาว 440 เมตร มีความจุ 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี

โดยจะเริ่มเก็บกักน้ำได้ในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 4,800 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จะทำการส่งมอบให้กับโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ รับผิดชอบและดำเนินการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้กับราษฎรที่ได้รับประโยชน์ต่อไป

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 8,600 ไร่ โดยมีแผนการก่อสร้างโครงการ รวม 11 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 53,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลจริม, ตำบลท่าปลา, ตำบลหาดล้า, ตำบลร่วมจิต,ตำบลน้ำหมัน และอีก 4 ตำบลของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ได้แก่ ตำบลหาดงิ้ว,ตำบลบ้านด่าน ตำบลแสนตอ และ ตำบลวังดิน รวมถึงประโยชน์ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว และการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์