สกู๊ปพิเศษ : ‘น้องโอ๋’ อดีต ส.อบจ. บุรีรัมย์ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ลุยหาเสียงรับฟังปัญหาพัฒนาบ้านเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สกู๊ปพิเศษ : ‘น้องโอ๋’อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ลุยหาเสียงรับฟังปัญหาพัฒนาบ้านเมือง (naewna.com)

สกู๊ปพิเศษ : ‘น้องโอ๋’อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ลุยหาเสียงรับฟังปัญหาพัฒนาบ้านเมือง

สกู๊ปพิเศษ : ‘น้องโอ๋’อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ลุยหาเสียงรับฟังปัญหาพัฒนาบ้านเมือง

วันจันทร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เปิดใจ “ศิริรัตน์ บุญชัยสุข”-“น้องโอ๋” อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ 2 สมัย ผู้สมัคร ส.จ.บุรีรัมย์ เขต 1 อ.หนองกี่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ลงพื้นที่ติดป้าย หาเสียง พร้อมเป็นผู้ประสานสิบทิศรับฟังปัญหา เข้ามาพัฒนาบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)บุรีรัมย์ ทั้ง 42 เขต ใน 23 อำเภอ ของ จ.บุรีรัมย์ นับตั้งแต่วันเปิดรับสมัครเลือกตั้งเมื่อวันที่ 
2 พ.ย.2563 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนั้น บรรยากาศในการหาเสียงของผู้สมัคร ทั้งนายก อบจ. และส.อบจ.นั้น เริ่มเป็นไปด้วยความคึกคัก ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ“กลุ่มเพื่อนเนวิน” ซึ่งนำโดย นายภูษิต เล็กอุดากร อดีต สมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 8 หลานชาย นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ยูไนเต็ด และทีมผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ ทั้ง 42 เขต ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ได้ระดมติดแผ่นป้ายหาเสียงไปจนทั่วทุกพื้นที่

แต่ที่น่าสนใจ คือ นางสาวศิริรัตน์ บุญชัยสุข หรือ น้องโอ๋ อดีตสมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ 2 สมัย ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 อ.หนองกี่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ได้นำรถหาเสียง พร้อมทีมงานลงพื้นที่ติดป้ายหาเสียงตามหมู่บ้าน ชุมชนในเขตพื้นที่เลือกตั้ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลเมืองไผ่, ตำบลบุกระสัง, ตำบลเย้ยปราสาท, ตำบลโคกสูง และตำบลโคกสว่าง

นางสาวศิริรัตน์กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ติดป้ายหาเสียงตามหมู่บ้าน ชุมชนในเขตพื้นที่เลือกตั้ง พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีและอบอุ่น อยากเข้ามาพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิตที่ดี ชอบทำงานเพื่อมวลชน ประสานงานกับทุกภาคส่วน รับฟังปัญหา พร้อมให้การช่วยเหลือพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเป็นหัวหน้าชั้น และทำกิจกรรมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมาตลอด

“ไม่รู้สึกหนักใจกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาเป็น สจ.มา 12 ปี ได้พัฒนาพื้นที่มีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ เข้าถึงทุกชุมชน หมู่บ้าน สร้างมิติใหม่ เลือกคนทำงานลูกหลานบ้านเรา โดยใช้สโลแกนว่า“สจ.รุ่นใหม่ รับใช้ใกล้ชิด เป็นมิตรทุกชุมชน” แต่คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะการรับรู้ของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ จึงขออาสามาสานงานต่อก่องานใหม่”นางสาวศิริรัตน์ กล่าว

สำหรับ นางสาวศิริรัตน์ บุญชัยสุข หรือ น้องโอ๋ ก่อนจะมาลงเล่นการเมือง ได้ทำงานเป็นนักเทคนิคการแพทย์ อยู่ที่โรงพยาบาลปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2548 จนกระทั่งปี 2551 ได้มาลงเล่นการเมืองจากการชักชวนของ นางสาวอุษณีย์ ชิดชอบพี่สาวนายเนวิน ชิดชอบ ที่ลงสมัครนายก อบจ.บุรีรัมย์ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน (naewna.com)

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ  แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ ประกาศรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (นายก อบจ.) จำนวน 5 คน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (ส.อบจ.) อีกจำนวน 105 คน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา เรียกว่า ผู้สมัครทั้งหมด 110 คน มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ได้  

โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญควบคุม ดูแล การเลือกตั้ง ให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส มากที่สุด 

สำหรับ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ(นายก. อบจ.) จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายสว่าง นาคพันธ์ หมายเลข 1 นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี หมายเลข 2 นางสาววันเพ็ญ ตั้งสกุล หมายเลข 3 นายชัยศรี กีฬา หมายเลข 4 และ นายพนม ประเสริฐศรี หมายเลข 5  

เมื่อส่องกล้องเส้นทางการเมืองของผู้สมัคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (นายก อบจ.) ทั้งหมด 5 คน
ปรากฏว่า บางคนผ่านสนามการเมืองท้องถิ่นมาอย่างโชกโชน ระดับปรมาจารย์การเมืองเลยทีเดียว จึงถูกมองว่า เป็นเต็ง 1 แบเบอร์จะกำชัยชนะ สู่ฝั่งฝัน เป็นนายก อบจ.อำนาจเจริญ ได้ในที่สุด 

บางคน เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ลงสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก รอคู่แข่ง บรรดาตัวเต็งทั้งหลาย ต่อสู้กันจน
เพลี่ยงพล้ำ ประสบอุบัติเหตุทางการเมือง และถูกลงโทษ ถูกใบเหลือง หรือ ใบแดง เพื่อหวัง ได้รับส้มหล่น เป็นนายก อบจ.อำนาจเจริญ ชนิดพลิกโผ พลิกล็อกประมาณนั้น 

สำหรับเส้นทางการเมืองของผู้สมัคร นายก อบจ.อำนาจเจริญ ทั้ง 5 คน จากอดีตถึงปัจจุบัน พบว่า นายสว่าง
นาคพันธ์ หมายเลข 1 กลุ่มอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ทำงานทางสังคมมายาวนาน เป็นที่รู้จักของผู้คน  จึงต้องอาศัยฐานเสียงจากแฟนคลับบางกลุ่มและครูจำนวนหนึ่งพร้อมจะเทคะแนนให้อย่างเต็มที่  

ส่วน นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี ผู้สมัครหมายเลข 2 กลุ่มพลังอำนาจเจริญ ลงสนามการเมืองท้องถิ่นมากว่า 20 ปี ประสบการณ์เพียบ ฐานเสียงแน่นทั้ง 7 อำเภอ พร้อมเสนอ ส.อบจ.คู่ใจทั้ง 24 คน ลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยนโยบายถูกใจประชาชน เสียงตอบรับดีมาก  

ทว่า ไม่ควรมองข้าม นางสาววันเพ็ญ ตั้งสกุล หมายเลข 3 กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ บุตรสาวนักธุรกิจมากบารมีในตัวเมืองอำนาจเจริญ แม้จะลงสนามการเมืองมาไม่นาน ทว่า ที่ผ่านมาทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด และที่โดดเด่น เห็นเป็นรูปธรรม ก็คือการจัดทำรถปันสุข ตระเวนไปทั่วทุกพื้นที่ ช่วยเหลือ ผู้ประสบปัญหา โควิด-19 ที่ผ่านมา ใช้สโลแกนหาเสียงที่ว่า “ถนนปลอดภัย น้ำไหล ไฟสว่าง ก้าวข้ามความจน สร้างคน สร้างอาชีพไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อม ส.อบจ. 24 คน ลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง เสียงดีไม่เป็นสองรองใคร   

และที่ตามมาไม่ห่าง เป็นเงาตามตัว ชนิดที่ว่า หายใจรดต้นคอเลยทีเดียว นั่นก็คือ นายชัยศรี กีฬา หมายเลข 4 อดีต สส. เขต 2 อำนาจเจริญ 1 สมัย ลงในนามคณะก้าวหน้า โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ช่วยหาเสียงหลายอำเภอรอบนอก และมีรายงานว่า โค้งสุดท้าย จะนำคณะปราศรัยชุดใหญ่ ลุยอำนาจเจริญ ให้กระจุย กระจาย เพื่อเป้าหมาย สู่ชัยชนะ เป็น นายก อบจ.อำนาจเจริญสมใจ 

ส่วน นายพนม ประเสริฐศรี หมายเลข 5 ลงเล่นการเมืองเป็นครั้งแรก นักการเมืองหน้าใหม่ ผู้คนไม่รู้จัก คงต้องอาศัย
คำว่า “ปาฏิหาริย์” เท่านั้น จึงจะถึงฝั่งฝัน 

อย่างไรก็ตาม ในวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เป็นวันเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ ได้ดีที่สุด

สนธยา ทิพย์อุตร

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530580

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ  เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวอำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ นิมนต์พระสงฆ์กว่า 100 รูป ทำบุญครั้งใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญผู้ประสบภัยหลังเจอเหตุการณ์รถน้ำมันระเบิดไฟลุกลามเผาวอดบ้านเรือน ร้านค้า 19 คูหา รถยนต์ จยย.อีก 8 คัน ชาวบ้านเชื่อเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่อาเพศ ขณะผู้เสียหายวอนบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชดเชยเยียวยา หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์ ยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้เดือดร้อนขาดรายได้

จากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 40,000 ลิตร พุ่งชนรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกสินค้าเบ็ดเตล็ด ขณะจอดติดไฟแดงที่บริเวณสี่แยกเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. คืนวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นก่อนจะมีเปลวไฟลุกท่วมรถทั้งสองคัน ทั้งมีน้ำมันยังรั่วไหลไปตามพื้นถนน และท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดเปลวไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน ร้านค้าของประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายถึง 19 คูหา ทั้งยังไหม้รถยนต์  รถจักรยานยนต์ ใกล้จุดเกิดเหตุเสียหายอีกจำนวน 8 คัน จนคล้ายกับทะเลเพลิง และจนถึงขณะนี้บางร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลังยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้ เนื่องจากทางบริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้สรุปความเสียหาย และการชดใช้เยียวยาที่ชัดเจน

ล่าสุด หน่วยงานราชการคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ ภาคเอกชน และพ่อค้า ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ ได้ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหนองกี่ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย และชาวอำเภอหนองกี่ หลังจากเจอเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดน้ำมันรั่วไหลจนเกิดไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน  ร้านค้าและรถยนต์เสียหายจำนวนมากซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวหนองกี่เป็นอย่างมาก    

โดยการทำพิธีในวันนี้ได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป สวดถอดถอนปัดเป่าสิ่งไม่ดี บริเวณจุดเกิดเหตุ  จากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์อีกจำนวน 112 รูป ให้ประชาชนร่วมทำบุญตักบาตร สวดเสริมสิริมงคลและเรียกขวัญตามประเพณีความเชื่ออีกด้วย

น.ส.ชินรัตน์ พันสัมฤทธิ์ อายุ 40 ปี คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุร้ายแรงในอำเภอขึ้นตนพร้อมคณะกรรมการ รวมถึงพี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ และหัวหน้าส่วนราชการ ก็ได้มีมติร่วมกันจัดทำบุญครั้งใหญ่ขึ้นในวันนี้ เพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญกำลังใจทั้งผู้ประสบเหตุและประชาชนชาวหนองกี่ด้วย 

ขณะที่ น.ส.อังศิริ  พัฒนพงษ์ไพบูลย์ อายุ46 ปี ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากอาเพศอะไร ในฐานะชาว อ.หนองกี่ ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงแบบนี้มาก่อน แต่พอมีการทำบุญในวันนี้ก็รู้สึกดีและเชื่อว่าหลังจากทำบุญแล้วจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ   

ด้านนายวุฒิพันธ์  แซ่ปึง  อายุ 50 ปี เจ้าของร้านเครื่องเขียน หนึ่งในร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว บอกว่า หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจ่ายเงินชดใช้เยียวยาให้กับผู้เสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยโดยเฉพาะร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ยังไม่สามารถเปิดทำการค้าขายได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนขาดรายได้  ก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐ หรือทางบริษัทได้เร่งดำเนินการสรุปความเสียหายและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วด้วย จะได้เปิดร้านทำการค้าขายได้ตามปกติเหมือนเดิม เพราะนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเสียโอกาสขาดรายได้อีกด้วย

ขวัญชัย  หาญประโคน

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530012

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ  ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร ปี 2546 และประวัติการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศวิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง ที่ฐานปฏิบัติการบ.นอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 ได้ปรับปรุงพลับพลาที่ประทับ ศาลาทอดพระเนตร บริเวณฐานปฏิบัติการ บ.นอแล ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพร้อมพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของพระราชทานให้แก่ทหารฐานปฏิบัติการ บ.นอแล  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ในพื้นที่ห่างไกลด้วยความยากลำบาก

ฐานปฏิบัติการ บ.นอแลตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 เป็นส่วนหนึ่งของดอยอ่างขาง มีพื้นที่ติดแนวชายแดนไทย – เมียนมา ที่มีการอพยพของชนกลุ่มน้อย ขุนส่า ชาวว้าไทยใหญ่และชนเผ่าปะหล่อง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาตั้งแหล่งที่อยู่โดยการถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จฯทรงงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ในปี พ.ศ.2523 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้ชนเผ่าปะหล่องอาศัยอยู่ที่ บ.นอแล เพื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของชนเผ่า

เริ่มแรกเป็นที่ตั้งของวัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่โดยมีครูซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีหน้าที่สอนประจำโรงเรียนบ้านขอบด้งมาทำการสอนเป็นครั้งคราว ห้วงปี พ.ศ.2528-2530 ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขุนส่า กลุ่มว้าและกลุ่มไทยใหญ่ โดยมีกลุ่มว้าตั้งฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ที่วัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่ในตอนนั้น

ในปี พ.ศ.2530 ได้เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงบริเวณพื้นที่วัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่โดยมีกลุ่มว้ายึดครองพื้นที่นั้นไว้แล้วเกิดการต่อสู้กับทหารเมียนมา จนในที่สุดทหารเมียนมาก็สามารถยึดพื้นที่นั้นไว้ได้ และได้มีการเชิญธงชาติเมียนมาขึ้นคู่กับธงชาติไทย ที่มีอยู่แล้วของห้องเรียนเคลื่อนที่

ในขณะนั้น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งกำลังทหารมาปฏิบัติงานที่ บ.ขอบด้งโดยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่ บ.ขอบด้ง เมื่อเกิดปัญหาอย่างรุนแรงที่ บ.นอแล และมีการยึดครองพื้นที่โดยทหารเมียนมา ทางกองกำลังทหารไทยจึงได้เจรจากับทหารเมียนมา จนเป็นที่เข้าใจ ทหารเมียนมาจึงถอนกำลังออกจากพื้นที่บริเวณวัดปะหล่อง แล้วตั้งฐานปฏิบัติการ บ.นอแล ในปี พ.ศ.2530 จนมาถึงทุกวันนี้

กองกำลังผาเมือง ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ พลับพลาที่ประทับ ศาลาทอดพระเนตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร ปี พ.ศ.2546 เพื่อให้เห็นถึงประวัติการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศ วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง ที่สำคัญได้เห็นในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีรับสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือชาวปะหล่อง ถึงแม้ว่าชนเผ่าปะหล่องจะไม่ใช่คนไทยแท้ อีกทั้งยังมีการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรม วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าชาวปะหล่องอีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529033

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’  หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

งานกฐินมิติใหม่ได้บุญได้สุขภาพ เมื่อเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานร่วมกับ สสส.หนุนชาวบ้าน อสม. สสอ. และเจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง ต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จัดงานทอดกฐิน “ปลอดเหล้า ปลอดน้ำอัดลม” ในงานบุญรณรงค์ให้ชาวบ้านงดน้ำตาล ช่วยลดอ้วนและอีกสารพัดโรคจากการกินหวาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่วัดหนองบัวทองต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้จัดงาน งานบุญกฐินปลอดน้ำอัดลมขึ้น ซึ่งวัดหนองบัวทอง ถือว่าเป็นวัดแรกของตำบลที่จัดงานในลักษณะนี้ หลังจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จ.บุรีรัมย์ ได้เข้ามารณรงค์ให้ความรู้กับชาวบ้าน โดยให้ อสม. เดินเคาะประตูตามบ้าน ให้ความรู้ถึงโทษของน้ำอัดลมและชักชวนให้เลิกนำมาดื่มในงานบุญ

นางกาญจนา เลียนรัมย์ ประธาน อสม.บ้านสวายสอ หมู่ 1 เปิดเผยว่า การทำบุญปลอดน้ำอัดได้เริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้จึงได้มาต่อยอดสู่งานกฐิน โดยได้เชิญผู้นำหมู่บ้านในตำบลและท่านเจ้าอาวาสมาประชุมร่วมกับ อสม. ขอความร่วมมือผู้นำหมู่บ้านประกาศเสียงตามสายและให้เจ้าอาวาสประกาศในวัดว่าน้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถ้ายังไม่ได้กินข้าวแล้วดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจะไปกัดกระเพาะถ้าเด็กกินก็จะฟันผุเป็นโรคอ้วน เมื่ออ้วนแล้วจะก็จะมีสารพัดโรคตามมา หลังจากชาวบ้านเข้าใจก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

นางกาญจนากล่าวด้วยว่า จากที่ได้รณรงค์ไปแล้วเมื่อปีก่อน ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น ความดันของผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนน้อยลง จำนวนเด็กอ้วนไม่เพิ่มขึ้น มีจำนวนเด็กฟันผุน้อยลง และตนเชื่อว่านอกเหนือจากความสามัคคีในชุมชนแล้ว สุขภาพที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ทางด้าน พระครูประทุม ธรรมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง รองเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การทอดกฐินปลอดน้ำอัดลม เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะให้ชาวบ้านได้รักตัวเองก่อนส่งต่อความรักไปสู่คนรอบข้าง ดังนั้นต้องรักตัวเองก่อน จึงค่อยขยายไปรักบุคคลอื่น ปีนี้ทางวัดจึงรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนลดของหวาน เพื่อสุขภาพของตัวเอง หากว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่ง รักตนเองก็สามารถที่จะลดสิ่งเหล่านี้ได้

เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง กล่าวด้วยว่า ด้วยความตระหนักและเห็นความสำคัญต่อเรื่องสุขภาพ ร้านค้าและญาติโยมได้มาตั้งโรงทานภายในงานเกือบ 20 ร้าน เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มก็มีเพียงน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรที่ผ่านการวัดความหวานไม่เกินมาตรฐาน 5 เปอร์เซ็นต์

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและจะเป็นแบบนี้ในปีต่อๆ ไปด้วย ที่สำคัญจะขยายเพิ่มไปทำในงานบุญอย่าง งานบวช หรืองานบุญอื่นๆ เพิ่มด้วย” พระครูประทุม กล่าว

ขวัญชัย หาญประโคน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง ‘นายก อบจ.ตรัง’ เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527466

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง‘นายก อบจ.ตรัง’  เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทีมกิจปวงชน’ประกาศความพร้อมชิง‘นายก อบจ.ตรัง’ เดินหน้าเฟ้นหาตัวขุนพลก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ที่จังหวัดตรัง บรรยากาศความเคลื่อนไหวของผู้ที่ประกาศลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง โดยทีมกิจปวงชนประกาศส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งเป็นทีมแรก ขณะที่ผู้สมัครไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมือง หรือผู้สมัครอิสระ ยังไม่มีการเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังแต่อย่างใด

ล่าสุด นายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ ว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ตรัง หัวหน้าทีมกิจปวงชน กล่าวว่า ขณะนี้ตนซึ่งจะสมัครลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังมีความพร้อม 100% ส่วนผู้สมัครสังกัดทีมกิจปวงชนแต่ละเขตเลือกตั้งเกือบสมบูรณ์ โดยจะมีการคัดตัวผู้สมัครที่มีความซ้ำซ้อน จะต้องหารือเพื่อรักษาน้ำใจกันไว้ ว่าอย่ามาแย่งชิงกันบางคนทราบว่าผู้สมัครมีความผูกพันการทีมกิจปวงชนก็ถอนให้ อย่างไรก็ตาม ก็มีการลงสมัครด้วยแต่จะวงเล็บใต้โปสเตอร์หาเสียงว่า สนับสนุนตนเป็น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ก็ดี สำหรับในพื้นที่เขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ เบื้องต้น ได้มีการหารือด้วยกันคิดว่าน่าจะไปด้วยกัน เพียงแต่ว่าตำแหน่งต่างๆ จะได้มีการหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ

นายบุ่นเล้งกล่าวอีกว่า ในส่วนของตำแหน่งผู้บริหารที่มีอยู่  6 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองนายก อบจ.2 ตำแหน่ง เลขานุการ 1 ตำแหน่ง ที่ปรึกษา 3 ตำแหน่ง แต่มีผู้ที่เสนอตัว 7-8 คน ดังนั้น จะต้องดูว่าใครมีความเหมาะสมใคนจะสละบ้างแต่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะต้องไปกันได้  ตนเองเป็นคนยึดหลักสมานฉันท์ พูดจาเข้าใจกัน ทุกคนที่อาสาเข้ามาทุกคนก็หวังที่จะเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น สร้างจังหวัดตรังให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ในเมื่อเรามีอุดมการณ์เดียวกันคงต้องทำงานได้เหมือนๆ กัน อย่างไรก็ตาม ทีมจะใช้ในการลงสมัครในสมัยนี้ยืนยันว่าคงใช้ทีมกิจปวงชนต่อไป

ด้านนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ น้องชาย นายบุ่นเล้ง ในฐานะผู้จัดการทีมกิจปวงชน กล่าวว่า ขณะที่การฟอร์มทีมยังไม่พร้อม 100% แต่ในวันที่ 2 ธันวาคม 2563 จะสมัครพร้อมกันทุกเขต รวมทั้ง
นายก อบจ.ในนามของทีมกิจปวงชน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเคลียร์ในพื้นที่ทุกเขต แต่มีผู้ที่มีความประสงค์ลงสมัครในนามทีมกิจปวงชนแต่ละเขตเกินกว่า 1 คน จึงต้องมีการพูดคุยกัน ในส่วนของพื้นที่เขต 2 ที่มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
สส.ตรังพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันว่ามีใครมาลงในนามทีมได้กี่คน แต่อาจจะได้ไม่หมด เนื่องจากมี ส.อบจ.เก่าในนามทีมกิจปวงชนอยู่ ทั้งนี้หากเขตที่ไม่มีทีมกิจปวงชนก็ไม่เป็นปัญหา ดังนั้นผู้สมัครสังกัดนายสาทิตย์ อาจจะได้ลงในนามทีมกิจปวงชนบ้างไม่ได้ลงบ้างก็ให้เป็นไปตามนั้น

“ส่วนเงื่อนไขที่จะมีการต่อรองตำแหน่งรองนายก อบจ.นั้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน เพราะต้องรอให้เลือกนายก อบจ.ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ทั้งตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษา ซึ่งจะไม่มีการเปิดตัวตำแหน่งเหล่านี้ จะเปิดหลังเลือกนายกเสร็จ อย่างไรก็ตาม ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ทุกอย่างจะลงตัว ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงในนามทีมกิจปวงชนก็อย่างน้อยใจ ทุกคนเป็นทีมงานกันทั้งนั้น ขณะนี้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นๆ ยังไม่เปิดตัว แต่หากจะเปิดตัวลงแข่งขันนั้นทางทีมกิจปวงชนประกาศสู้เพราะมีความพร้อมมากๆ มีการประกาศตัวไปแล้ว 2 เดือน ผู้สมัครคนอื่นๆ มาลงสมัครก็ยินดีจะได้เป็นทางเลือกให้กับประชาชน” นายสมชาย กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526945

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’  วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

สกู๊ปพิเศษ : พลังพลเมืองตื่นรู้กับภารกิจขับเคลื่อน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ วาระแห่งชาติในสมัชชาสุขภาพฯ ปีนี้

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หลายชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบทต่างต้องหาวิธีจัดการเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ให้ได้ เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม

การจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2563 ภายใต้แนวคิดหลัก“พลังพลเมืองตื่นรู้ สู้วิกฤตสุขภาพ” จึงมีเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เป็นหนึ่งในร่างระเบียบวาระในงานดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้(side event) “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมและให้ข้อเสนอต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะในประเด็นดังกล่าว โดยจัดในพื้นที่ของสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 ซึ่งในเวทีดังกล่าวมีตลาดสินค้าเพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงและกระจายอาหารจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคตามแนวทางของวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนและสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย

สร้างพลเมืองตื่นรู้ ดันวาระความมั่นคงทางอาหาร

นายเจษฎา มิ่งสมร ประธานอนุกรรมการการมีส่วนร่วมและสร้างการเรียนรู้ของภาคีเครือข่าย กล่าวในเวทีฯ ว่า “การทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเชื่อมถึงกันโดยตรงเป็นเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานของความเชื่อใจ ช่วยให้ผู้ผลิตลดภาระจากการกู้หนี้ยืมสิน ที่ดินไม่หลุดมือ ลดการใช้สารเคมี ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นเศรษฐกิจในมิติใหม่ที่ประเทศไทยควรใช้ในอนาคต”

ภายในงานมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเปิดร้านขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากฐานทรัพยากรชุมชน ผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์และอื่นๆ ให้เลือกซื้อหา โดยมีวิธีคิดเบื้องหลังในการทำเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้บริโภค พึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ” ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดมาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล และให้ข้อเสนอแนะที่ควรนำไปผลักดันเป็นนโยบาย

โควิด-19 กับการขาดแคลนอาหาร

นายมานพ แก้วผกา ผู้ประสานงานกลุ่มโรงงานสมานฉันท์ เล่าถึงความยากลำบากจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มของเขาไม่มีงานตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในกลุ่มจะกลับบ้านก็ไม่มีค่ารถ ที่ดินทำกินในต่างจังหวัดก็ไม่มีเหลือแล้ว ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ยังดีที่มีการปลูกผักอายุสั้นไว้ ช่วยให้สามารถมีอาหารพอประทังชีวิตไปได้

“มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนทำโครงการปันอาหารปันชีวิต รวบรวมผู้คนที่สนับสนุนเงินซื้อผักปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วประเทศแล้วมาบริจาคให้กับกลุ่มคนที่มีปัญหา ทำให้พวกเราพออยู่ได้ เปิดครัวกลางสองเดือน ทำอาหารปันให้คนในชุมชนสองร้อยห้าสิบคน รวมทั้งให้คนไร้บ้านด้วย” มานพเล่า

ผลักดัน “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งชาติ

เรื่องราวข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญเพียงใด ทั้งในยามปกติและโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติ รศ.ดร.ประพาส ปิ่นตบแต่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานวิชาการในประเด็นนี้ เห็นว่าในแง่รัฐศาสตร์การสร้างนโยบายสาธารณะที่มาจากการมีส่วนร่วมมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่ควรผลักดันให้รัฐนำไปปฏิบัติ

“ความมั่นคงทางอาหารคือการที่ผู้คนเข้าถึงอาหารอย่างเสมอหน้า ทั้งปริมาณและคุณภาพ และในกระบวนการการผลิตอาหารยังเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เกษตรกรรายย่อย การผลิต การกระจาย การมีอาหารอินทรีย์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ๆ จะนำไปสู่ความเปราะบางของเกษตรกรรายย่อยและอธิปไตยทางอาหาร ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารต้องนิยามให้กว้าง เพราะเกี่ยวพันกับการพึ่งตนเอง อิสรภาพทางเมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ” รศ.ดร.ประพาสกล่าว

“ในยามวิกฤติควรมีนโยบายให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่เพียงพอหนุนเสริมความมั่นคงทางอาหารจากฐานของชุมชน เช่น ตู้เย็นรอบบ้าน ธนาคารอาหารชุมชน ตลาดชุมชน ตลาดทางเลือก สังคมเห็นว่ากลไกเหล่านี้ควรได้รับการหนุนเสริมในระยะยาว” รศ.ดร.ประพาส กล่าว สอดคล้องกับนายมานพและนางสาวพรทิพย์ที่มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลคล้ายคลึงกันว่า ควรทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อการประกอบอาชีพและการทำโครงการต่างๆ ที่เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ติดอยู่กับแนวทางของราชการ เพื่อเปิดให้ชุมชนสามารถออกแบบการทำงานที่สอดคล้องกับตนเองได้

สิ่งสำคัญที่สุด…คงถึงเวลาแล้วที่ “เราทุกคน” ต้องผันตัวเป็น“พลเมืองตื่นรู้” ร่วมกันสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคนนั่นเอง

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525945

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก  ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แลนด์มาร์คใหม่อำเภอเบตงนักท่องเที่ยวแห่ชม ถ่ายรูปทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ทางภาคเหนือ สามารถสัมผัสทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิดแบบ 360 องศา ต้องมาเช็คอินที่นี่เลย ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ชมสกายวอล์กที่ยาวที่สุดในอาเซียน สร้างเสร็จ อวดโฉม พร้อมให้บริการแล้ว

ที่จุดชมสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ในวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวทั้งคนในพื้นที่และต่างพื้นที่เดินทางมาเฝ้ารอขึ้นชมสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้ามืดจนรถติด และมีนักท่องเที่ยวต่อแถวเข้าคิวรอขึ้นสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันยาวเหยียด สร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยวในอำเภอเบตง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง ทำให้คึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อขึ้นมายังจุดชมวิวทะเลหมอกนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสหมอกที่อยู่รอบๆ แถมเห็นวิวแบบพาโนรามา360 องศา อย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้สามารถมองจากบนสกายวอล์ก ที่ลอยอยู่เหนือแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตคือ “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ที่นอกจากได้สัมผัสทะเลหมอกรอบๆ ตัวเราได้ตลอดทั้งปีแล้ว เรายังจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ของวันใหม่มีวิวทิวทัศน์ของผืนป่าฮาลา-บาลา ทะเลสาบเขื่อนบางลาง และยังมองเห็นไปไกลได้ถึงประเทศมาเลเซียเลยทีเดียว

จุดชม “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” พิกัดอยู่ที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา และในขณะนี้ สกายวอล์ก ที่อยู่บนระดับความสูง 2,038 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 90 ล้านบาท อาคารเป็นโครงสร้างเหล็ก มีความสูง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ไฮไลต์สำคัญ คือ ระเบียงทางเดิน หรือสกายวอล์ก ที่ยื่นออกไปจากฐาน มีความยาวรวม 63 เมตร ส่วนปลายเป็นระเบียงชมวิวพื้นกระจกใสแทมเพอร์ลามิเนต ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทนทาน หนา 4 เซนติเมตร ที่สามารถมองทะลุลงไปได้ถึงพื้นเบื้องล่างได้ เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงสายๆ เวลา 05.30-09.30 น.ทุกวัน ซึ่งช่วงนี้ขนาดยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ ยังมีนักท่องเที่ยวมารวมแล้ว 2,000-3,000 คน สำหรับจำนวนคนที่จะขึ้นไปบนสกายวอล์กนี้ได้ จะมีการจัดระเบียบ คือมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรคิว แบ่งเป็นรอบ รอบละ 70-100 คน แล้วเคลื่อนที่ไป 4-5 จุด ใช้เวลาจุดละไม่เกิน 15 นาที โดยใช้เวลาทั้งหมดบนสกายวอล์กราว 1 ชั่วโมง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีบางส่วนที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา พัทลุง ภูเก็ต และเมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศเบื้องต้น ราคา 50 บาท และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ราคา 100 บาท พร้อมถุงหุ้มรองเท้าเพื่อป้องกันพื้นกระจกที่ระเบียงชมวิวเสียหาย ซึ่งถุงเท้านี้ ก็เป็นฝีมือของชุมชนในพื้นที่ผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้เมื่อสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จะเป็นสิ่งดึงดูดให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย (หลังเปิดประเทศในอนาคต) ให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524830

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ  ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประยงค์ บุญทอง ชาวนาผู้ปลูกข้าว บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญผู้ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มายาวนานหลายสิบปี โดย ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่เกิด รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เรียนรู้ การทำนาปลูกข้าวจนเข้าใจและชำนาญดี ต่อมา บิดา มารดา แก่ชรา จึงมอบหน้าที่การทำนาปลูกข้าวให้ทำแทนอย่างเต็มตัวไม่ทำให้ บิดา มารดาผิดหวัง ทำหน้าที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าว จำนวน 22 ไร่เศษ  กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น รางวัล เข็มเชิดชูเกียรติพระราชทาน ต้นแบบความสำเร็จ ที่ผ่านมาเกษตรกรเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  

นายประยงค์ บุญทอง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 11 บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นชาวนายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงรัชกาลที่ 9 กล่าวว่า จำความได้ คลุกคลีกับท้องทุ่งนากลิ่นโคลนสาบควายมาโดยตลอด เมื่อถึงฤดูฝน จะติดตาม บิดา มารดาไปที่นา ซึ่งห่างจากหมู่บ้านโคกเจริญ ประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวัน แบบไปเช้า-เย็นกลับ จึงซึมซับเรียนรู้การทำนาปลูกข้าว จนเข้าใจดี มีความชำนาญมาก จากนั้นได้ช่วยบิดา มารดา ทำนาปลูกข้าว เป็นประจำทุกปี  

นายประยงค์ บุญทอง ผู้พลิกดินเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทั่งแต่งงาน มีครอบครัว ประกอบกับ บิดา มารดา อายุมากแล้ว ก็เลยปล่อยให้ทำนาเองกับครอบครัว แรกๆ ยังอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ในหมู่บ้านโคกเจริญ อยู่มาหลายปี เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงขยับขยาย ย้ายไปอยู่ที่นา ก่อสร้างบ้าน คสล. 1 ชั้น พอได้อยู่หลบแดดหลบฝน ตามแบบฉบับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง   

กระทั่ง อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็นำมาปรับใช้กับที่นา จำนวน22 ไร่ 2 งาน โดยการแบ่งปลูกข้าว อินทรีย์ จำนวน 13 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา 6 บ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯลฯ นอกนั้น ปลูกไม้ผล จำนวน 7 ไร่ เลี้ยงวัว เป็ด หมู เลี้ยงกบบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบในท่อซีเมนต์ เป็นต้น และทำเป็นอาคารถาวร สำหรับเป็นที่อบรม สาธิต การทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แก่ผู้สนใจทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้ามาศึกษาดูงานไม่ได้ขาด 

นายประยงค์ บุญทอง เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จ  กล่าวด้วยความภาคภูมิใจและปลื้มใจไม่หายว่า เมื่อปี พ.ศ.2560 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนถึงวันนี้ ยังตื่นเต้นดีใจไม่หายเลย 

สำหรับแหล่งน้ำใช้น้ำฝนจากบ่อปลาและขุดบ่อบาดาลเพิ่มเติมอีก 2 บ่อ โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ให้น้ำไหลผ่านท่อพีวีซีและสายยาง ไปทั่วทั้งโครงการ ซึ่งมีน้ำใช้ตลอดปี…

สนธยา ทิพย์อุตร

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523532

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เปิดการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทย แบบ New Normal พักโฮมสเตย์ ชมดอกไม้นานาพรรณที่ภูทับสี่ ชมความสวยงามของนาขั้นบันไดที่เนินสองเต้า ท่ามกลางสภาพอากาศ 15-18 องศาเซลเซียส

โดยในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เริ่มขึ้นภูทับสี่บ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวในชุมชน โดยชุมชน อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  โดยเฉพาะชมนาขั้นบันได ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

สำหรับชุมชนบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทยเป็นชุมชนที่มีธรรมชาติสวยงาม มีทั้งน้ำตก ภูเขา ป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ อากาศร่มเย็นเป็นชุมชนของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชนเผ่าที่ยังคงอนุรักษ์เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชน ที่สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินาขั้นบันไดในรัชกาลที่ 9 สู่การท่องเที่ยวในชุมชนบ้านน้ำจวงอย่างยั่งยืน

โดยชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน ได้ร่วมกันปลูกข้าวโค้ง หรือ ข้าวหอมมะลิม้ง และ ข้าวเจ้าเขา ทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวเจ้าพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวงจะปลูกไว้อุปโภคบริโภคกันทุกปี ในแปลงนาที่เตรียมไว้ บนเนิน 2 เต้า ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวง กว่า 500 ไร่ ที่สวยงาม เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวได้มาชมวิถีชีวิตของชนเขาเผ่ามั้งในการทำนาแบบขั้นบันได ที่เนินสองเต้า ที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด นอกจากนี้ในพื้นที่บ้านน้ำจวงแห่งนี้ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงสิ้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งชมน้ำตกตาดปลากั้งอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านน้ำจวง โฮมสเตย์ที่น่าพักผ่อน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้จากนักท่องเที่ยว

วิถีชีวิตการทำนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวงบนเทือกเขาสูง 1,000 เมตร นอกเหนือจากเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังเป็นมนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลกอย่างมาก ในช่วงฤดูหนาว
บ้านน้ำจวงเหนือและบ้านน้ำจวงใต้สภาพอากาศจะหนาวเย็นถึงหนาวจัด ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ได้ปรับพื้นที่นาขั้นบันได ปลูกไม้ดอก และพืชผลเมืองหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะงดงามอย่างมาก

ทั้งนี้ทาง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก  ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 เข้าสนับสนุนสร้างความรู้และเตรียมพัฒนาการท่องเที่ยวของบ้านน้ำจวง อย่างยั่งยืน โดยเบื้องต้นได้เข้าพบปะกับชาวบ้านในการให้ความรู้รับนักท่องเที่ยวตามวิถีท่องเที่ยวแบบ New Normal  

นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ทางสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงานจะได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง หันมาทำนาแบบขั้นบันได้มากขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งปลูกข้าวม้ง อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั้งยืน รวมทั้งการปลูกดอกไม้นานาพรรณให้เกิดความสวยงาม

โดยขณะนี้จากการสำรวจพบว่ามีขาวเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวง เริ่มหันมาให้ความสนใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกขิง มาทำนาแบบขั้นบันไดมากขึ้น เพราะว่าหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว พื้นที่ก็ยังสามารถปลูกดอกไม้ หรือผักที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกด้วยจึงอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส สำหรับระยะทางมาจากตัวเมืองพิษณุโลก ประมาณ 140 กิโลเมตร เส้นทางสะดวก มีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 100 หลัง ซึ่งนักท่องเที่ยวสนใจมาชมความสวยงามของธรรมชาติที่บ้านน้ำจวงสามารถติดต่อได้ที่ผู้ใหญ่นิรันดร์ 06-3067-6100 หรือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก 09-6662-2219 และ 08-1701-1199