สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559094

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง  ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการ ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 40 คน เดินทางศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2564 ภายใต้กิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชน 

การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นโกโก้และกาแฟในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกิจกรรมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดำเนินการ โดย ศอ.บต. ได้ร่วมหารือกับบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และเจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ จชต. เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนงานด้านพืชเศรษฐกิจใหม่ (โกโก้)  

ทั้งนี้ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คณะฯ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกโกโก้นั้นอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย และกระบวนการผลิตได้รับซื้อโกโก้จากหลายที่ โดยจะคัดสรรผลโกโก้ที่มีคุณภาพ มีความชื้นอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส และมีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆ แทบทั่วโลก รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเริ่มปลูกต้นโกโก้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้เป็นภูมิประเทศที่เหมาะในการปลูกโกโก้ 

นางสาวพิมพ์พิชชา เกสรรัตน์ กรรมการบริษัทโกโก้ไทย 2017 เปิดเผยว่า ต้นโกโก้ เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย เมื่อผลิดอกออกผลต้องใช้แสงค่อนข้างมาก ถ้าแสงเข้าไปไม่ถึง การเจริญเติบโตตั้งแต่แรกมันก็จะไม่ได้ ซึ่งระยะเวลาในการปลูกนั้น ต้องจัดหาต้นพันธุ์ตามระบบเกษตรพันธสัญญา 1 ปี 5 เดือน 1 ปีจะผลิตดอก 5 เดือนก็จะได้ผลผลิตแล้วก็เก็บขาย ซึ่งในโรงงานของเรามีการรับซื้อในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท แต่รับซื้อจริงอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยใช้ราคาของตลาดโลกบวก 2 คิดจากเม็ดแห้งของผลโกโก้ สำหรับในการผลิตโกโก้ โรงงานของเรามีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน คิดว่าการปลูกโกโก้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องมีตลาดเพื่อรองรับโกโก้ก่อน หากมีตลาดรองรับเชื่อว่าโกโก้ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน 

สำหรับกิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชนในครั้งนี้ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมบริษัท ดิสมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ตำบลถนนขาดอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม วิสาหกิจใบหม่อน บริษัท สกายอินเตอร์ฟู๊ด จำกัด จังหวัดลพบุรี อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี เพื่อศึกษา เรียนรู้ พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลากหลาย ถ่ายทอดให้เกษตรกรในพื้นที่รับรู้ถึงกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ การเพาะปลูกที่ต้นทุน การปรับสภาพดิน อากาศให้เหมาะกับการเพาะปลูก

ที่สำคัญมีความต้องการของตลาดรองรับ มีการส่งออกสินค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรายได้ และมีอาชีพที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558262

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบัน “กัญชง” ถูกยกให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วสามารถขออนุญาตปลูกกัญชงในประเทศไทยได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ทั้งทางยา และเครื่องสำอาง โดยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางธุรกิจของประเทศไทย ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จากการทำวิจัย และทางวิชาการจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือเกษตรกรที่สนใจในการผลิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทางมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง มาให้ได้ศึกษา และทดสอบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร ของว่างที่มีส่วนผสมของกัญชง ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ น้ำส้มผสมกัญชง เปาะเปี๊ยะสดใบกัญชง เป็นต้นโดยเฉพาะคุกกี้ได้รับความสนใจมีภาคเอกชนเตรียมผลิตออกมาจำหน่ายให้ประชาชนสามารถซื้อหารับประทานได้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังได้จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง” เพื่อเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพื่อมุ้งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และองค์ความรู้สมัยใหม่ และแนวทางในการสร้างอาชีพให้กับประชาชน โดยโครงการ “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง”

สำหรับส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% เมล็ด น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ด และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชง ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2%

ในส่วนความต่างของกัญชงและกัญชา  กัญชาต้นเตี้ยและใบอ้วนใบสีเขียวจัด มี 5-7 แฉก ส่วนกัญชงต้นสูงและใบเรียว ใบสีเขียวอ่อนมีประมาณ 7-11 แฉก นอกจากนี้สารสกัดที่ได้จากพืชทั้ง 2 ชนิดก็มีปริมาณที่ต่างกันด้วย กัญชงและกัญชามีสารที่เรียกว่า THC (Tetrahydroconnabinol) และ CBD (Canabidiol) ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวแบ่งแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ออกจากกัน

THC เป็นสารที่ทำให้เมาหรือเคลิบเคลิ้ม พบได้มากในกัญชา โดยมีประมาณ 1-20% ส่วนกัญชงมีสารชนิดนี้น้อยกว่า 1% ในทางการแพทย์สาร THC มีประโยชน์ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด แต่การใช้สารชนิดนี้ในการรักษาก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลงได้

ส่วนสาร CBD ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในกัญชงมากกว่ากัญชา คือพบประมาณ 2% แต่ในกัญชามีสารชนิดนี้อยู่น้อยมาก เมื่อเสพสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่มีอาการเมาหรือเคลิบเคลิ้มเหมือนกัญชา คุณสมบัติทางการแพทย์ของ CBD มีหลากหลาย ช่วยลดอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการโรคลมชัก แม้จะใช้ในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียง และสารนี้ยังนิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆ ด้วย

อีกประโยชน์หนึ่งของกัญชงคือ เป็นพืชที่ให้เส้นใยยาว เส้นใยมีความละเอียดใกล้เคียงกับลินิน มีความเหนียวทนทาน และมีความเงางาม ครบถ้วนคุณสมบัติเส้นใยชั้นดี จึงเป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในปัจจุบันผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชงมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก

ด้าน ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาทคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจตั้งแต่ ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาต การสกัดสารสำคัญจากกัญชง การผลิตกัญชงแบบโรงเรือนกึ่งเปิดและแบบแปลงปลูก ตลอดจนนวัตกรรมการผลิตอาหาร/เครื่องดื่มจากกัญชง การผลิตอาหารเสริม/เครื่องสำอางจากกัญชง  โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้จากหลายสถาบัน อาทิ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สถาบันอาหาร และภาคเอกชนในเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และนวัตกรรมจากการทำวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558030

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้ ให้ครอบครัว

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ จัดอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสมาชิกกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ จำนวน 20 คน โดยมีนางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิด มีนางฉันทนาฤทธิ์ไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยบ้านโนนตะคร้อ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  

 ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาประสิทธิภาพของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ได้ดีตามความต้องการของกลุ่ม และทำให้กลุ่มมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โดยได้เชิญวิทยากรจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์มาให้ความรู้ด้านการรวมกลุ่ม การสหกรณ์ การจัดทำแผนการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และการตลาด

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดในด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่ม และมีจิตสำนึกในการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ร่วมทั้งสนองงานโครงการตาม
พระราชดำริฯ 

ซึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุน และร่วมพัฒนา การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในด้านต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงทางรายได้มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานและสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557165

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า  สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสามารถ ดาวเศรษฐ์ ปศุสัตว์อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่นิยมของตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้โปรตีนสูงประมาณ 15%  ทั้งนี้ในพื้นที่อำเภอนาหว้ามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม หันมาปลูกหญ้าชนิดนี้ จำนวน 42 ราย ประมาณ 283 ไร่ถือว่ามากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพราะมีการเล่าแบบปากต่อปาก จากการมาศึกษาดูงาน ด้วยเห็นว่าสร้างรายได้ให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำในรูปแบบหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง ที่สำคัญคือหญ้าชนิดนี้ยังทนต่อน้ำท่วม อย่างที่บ้านดอนพระทาย ตำบลบ้านเสียวแห่งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเจอกับน้ำท่วมประมาณ60 วัน นึกว่าหญ้าจะตายแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อน้ำลดก็กลับมาเจริญงอกงามเหมือนเดิมขณะที่หน้าแล้งถ้าไม่มีน้ำรดก็ปล่อยไปตามปกติ เพราะพอถึงหน้าฝนที่มีน้ำ หญ้าก็จะ
ฟื้นตัวกลับมาได้เองตามปกติ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

โดยอายุการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่านั้น คือปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอย่างน้อย 10 ปี เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรต้องรู้จักการบำรุงดูแล โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงวัวก็สามารถนำขี้วัวมาบำรุงภายหลังการตัดหญ้าได้ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างตัววัวและอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับอายุหญ้าที่เหมาะกับการนำไปเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 1 เดือน หรือประมาณ 45 วัน ดังนั้นจึงถือเป็นรอบการตัดหญ้าที่ดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายปัจจุบันจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณตันละ 3,000 บาทโดยที่เราสามารถเก็บผลผลิตได้ 10 ปี ขณะที่ตลาดหญ้าชนิดนี้ยังมีอนาคตไปได้อีกไกลและจากการพูดคุยกับปศุสัตว์อำเภอใกล้เคียงเราพบว่ายังมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้าสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องการหญ้าชนิดนี้อีกจำนวนมาก ปัจจุบันต้องนำหญ้ามาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรีมาเลี้ยงม้า เพราะปริมาณหญ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นโอกาสดีที่อยากแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกหญ้าแพงโกล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการปลูกพืชในช่วงนี้ เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง อีกทั้งถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง

นายเหลา คะสุดใจ หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแพงโกล่าบ้านดอนพระทาย อำเภอนาหว้า เปิดเผยว่า การปลูกหญ้าแพงโกล่าก็เพียงไถคราดพื้นที่นาให้เป็นตมแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็หาอะไรมาทำให้เมล็ดพันธุ์ติดดินทิ้งไว้ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยตนเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากจังหวัดสกลนคร ในราคา300 บาท ซึ่งสามารถปลูกได้ประมาณ 2 ไร่กว่าเกือบ 3 ไร่ เนื่องจากตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์หนา ส่วนปุ๋ยก็ใส่เพียงครั้งเดียวก่อนการเก็บเกี่ยว ส่วนหลังตัดรอบแรกแล้วจะสูบน้ำมาใส่พื้นที่เพาะปลูกพร้อมกับใส่ปุ๋ยอีกครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ก็จะโตให้เห็นว่าสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยปกติตนเองจะปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยว ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556124

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

สกู๊ปพิเศษ : รองผู้ว่าฯอุดรธานีตรวจความพร้อมคำชะโนด เตรียมรับ นทท.เพิ่มมาตรการ ป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำชะโนดพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวและคอหวยแล้ว รองผู้ว่าฯ นำทีมตรวจความพร้อมและทดสอบระบบ พร้อมงัดมาตรการเข้มจาก 10 ข้อเพิ่มอีก 2 มาตรการป้องโควิด-19 พร้อมทดสอบระบบคัดกรอง เผยประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้เมื่อมาคำชะโนดขณะที่เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาในช่วงพิธีบวงสรวงปู่ศรีสุทโธขอบารมีปู่ย่า กระรอกหลายตัวบนต้นคำชะโนดเหนือศาลปู่ฯ ส่งเสียงร้องก้องป่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ที่วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี พร้อมด้วย นายนพดล มามาก ปลัดจังหวัดอุดรธานี นายกองตรีณัชฐเดชมุลาลี นายอำเภอบ้านดุง นายไพโรจน์ พัวพันธ์ ผอ.รพ.บ้านดุง นายพงษ์ศักดิ์ศรีชนะ กำนันต.บ้านม่วง และคณะกรรมการคำชะโนดได้ร่วมกันทดสอบระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาคำชะโนด โดยมีกำหนดการเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันพุธที่ 3 มี.ค.2564 หลังจากปิดไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2563 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2  โดยวันนี้ได้มีการทดสอบระบบจุดคัดกรองของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ากราบสักการะเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาทุกจุดตั้งแต่บริเวณเต็นท์นั่งรอ จุดลงทะเบียน จุดคัดกรอง สแกนใบหน้า ถือว่ามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับนักท่องเที่ยว โดยวันนี้พ่อพราหมณ์ยังได้พิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะเดียวกันบริเวณต้นมะเดื่อยักษ์ทางคณะกรรมการคำชะโนดยังได้ทำสะพานไม้รอบเกาะคำชะโนดยาวกว่า 100 เมตรเพิ่มเติม เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคอหวยได้เดินชมทิวทัศน์ของเกาะคำชะโนดได้รอบเกาะและได้สัมผัสกับต้นมะเดื่อยักษ์อีก 3-4 ต้นอีกด้วย

นายจำรัส กังน้อย รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมในการเปิดคำชะโนดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค.ที่จะถึงนี้มีความพร้อมเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาเรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 10 ข้อคือ 1.ลงทะเบียนแอปพลิเคชั่น “คำชะโนด” หรือ www.Co-news.ga/khamchanod/, 2.นำคิวอาร์โค้ด แสดงตน ณ จุดคัดกรองประตูหน้า, 3.คัดกรอง วัดอุณหภูมิ/แสดงบัตรประชาชน เพื่อรับบัตร เข้าสักการะ, 4.สแกนบัตร เข้ายังจุดพักคอย รอรอบเข้าสักการะ และฟังคำแนะนำในการปฏิบัติขณะเข้าสักการะ, 5.ล้างมือก่อนเข้าสักการะเมื่อรับแจ้งตามรอบที่กำหนด,6.ถอดรองเท้า รับพานบายศรี แสดงบัตรเข้าสักการะ / เดินเข้าสักการะแบบเรียงแถวเว้นระยะห่าง งดสัมผัส บันทึกภาพได้, 7.สักการะ3 จุด (ศาลเจ้าปู่-เจ้าย่า-ต้นมะเดื่อยักษ์-บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์) จุดละ 5 นาที ปฏิบัติตามคำแนะนำ และงดสัมผัสจุดสัมผัสร่วม, 8.เดินออกจากเกาะคำชะโนดเป็นระเบียบ ตามรอบตนเอง, 9.คืนบัตรเข้าสักการะล้างมือ, 10.เลือกซื้อสินค้าตามความเหมาะสม แต่เราจะมีอีก 2 มาตรการคือเพิ่มช่องทางคัดกรองเฉพาะบุคคลที่เดินทางมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ตามประกาศของ ศบค. และมาตรการคุมเข้มของทางคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดอุดรธานี และเพิ่มรอบความถี่ในการทำความสะอาดในพื้นที่คำชะโนด จากวันละ 3 รอบเป็น 6 รอบเพื่อความอุ่นใจและมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดปรากฏการณ์ฮือฮาเกิดขึ้นในช่วงที่พ่อพราหมณ์กำลังทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าปทุมมาอยู่บริเวณหน้าศาล ขณะที่รองผู้ว่าราชการจ.อุดรธานีกำลังจุดธูปเทียนบูชาเครื่องบวงสรวงและพราหมณ์กำลังทำพิธีกล่าวคำบูชาเจ้าปู่ศรีสุทโธฯ ปรากฏว่ากระรอกที่อยู่บนต้นคำชะโนดหลายตัวส่งเสียงร้องและวิ่งกระโดดโลดเต้นเหมือนดีใจและส่งเสียงร้องตลอดเวลา สร้างความแปลกใจให้กับคนที่มาร่วมพิธีเป็นอย่างมาก

อุดม ปิดตาทานัง

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/555915

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ :โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกแก้วิกฤติภัยแล้ง สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก พร้อมด้วยนายตรีภพ เกื้อเม่ง หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายดิลกยศ ปานะดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นางนรินทร นาคเหล็ก นายช่างชลประทานปฏิบัติงาน ร่วมกับนายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม (ผวศ.ชป.3) นายทวีสิทธิ์ เลิศสินไทย ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน (ผผง.ชป.3) และเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพื้นที่ ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย ขนาด 0.65 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 3 เครื่อง พร้อมระบบส่งน้ำ(ระยะที่ 2) ความยาว 17,001.623  เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 12,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขันเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำคลองตรอน ประกอบกับเป็นพื้นที่ราบสูงและอยู่นอกเขตชลประทาน มีเพียงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำ 2 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้เพียง 3,000 ไร่ เท่านั้น

“โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าน้ำพี้-ป่าคาย เป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน บริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ในเขตตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา ในอัตราการ 3.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำความยาว 17 กิโลเมตร ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ และตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมักจะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี”

สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสถานีสูบน้ำฯ 1 ปี (2563-2564) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในฤดูแล้งประมาณ 8,500 ไร่ และฤดูฝนประมาณ 12,000 ไร่ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่รวม 10 แห่งอีกด้วย