สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552699

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล น.ส.อัคปศร อัคราช ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนางานสำรวจน้ำบาดาล พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่มีอยู่ ทั้งหมด 21 หมู่บ้าน ตลอดเวลานายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดสามารถเจาะบาดาลในพื้นที่หมู่ 12 บ้านพะยอมงาม ได้ จำนวน 4 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ จำนวน 52 ลบ.ม./ชม. และที่ หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ อีกจำนวน 2 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ 66 ลบ.ม./ชม.คิดปริมาตรรวม 1,700,000 กว่า ลบ.ม./ปี ประชากรจะได้รับประโยชน์ จำนวน 15 หมู่บ้าน 7,000 กว่าครัวเรือน พื้นที่เกษตร 6,000 ไร่ แต่ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยทั้งประเทศก็คือรสชาติของน้ำซ่าคล้ายโซดา ซึ่งถือว่าเป็นบ่อบาดาลแห่งแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งเมื่อไปถึงปรากฏพบประชาชนทยอยเดินทางมาชมบ่อบาดาลโซดาที่น้ำกำลังพุ่งสูงขึ้นไปร่วม 10 เมตร บางรายถ่ายเซลฟี่เอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก บางรายต้องการทดลองดื่มน้ำเพื่อพิสูจน์ว่ามีรสชาติคล้ายโซดาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยทางเทศบาลตำบลห้วยกระเจา ได้นำเชือกมาขึงกั้นบ่อเอาไว้ พร้อมกับนำป้ายประกาศเตือนมาติดตั้งเอาไว้ ระบุว่า “ห้ามดื่มน้ำแร่โซดา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบคุณภาพน้ำ”

นายภัชรพล สืบดา กำนันตำบลห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา เปิดเผยว่า เหมือนชาวบ้านถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะว่าตำบลห้วยกระเจาเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นภาคอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี การที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลโดยท่านอธิบดีศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ มาขุดเจาะครั้งนี้เหมือนชาวบ้านนั้นถูกหวย สำหรับน้ำบาดาลหากทำโครงการได้สำเร็จจะสามารถช่วยเกษตรกรได้มากถึง 10 หมู่บ้าน ที่มีประชากร 4,000-5,000 คน พื้นที่การเกษตรที่จริงมีประมาณกว่า 1 แสนไร่แต่พื้นที่โซนนี้มีประมาณ 5 หมื่นไร่ น้ำที่ได้มาจากการอุปโภค-บริโภค สามารถนำไปใช้ด้านการเกษตรได้

ซึ่งก็อยากจะฝากไปถึงท่านอธิบดีฯช่วยให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องที่ดินหรือกรณีข้อพิพาทที่อาจจะเกิดเพราะตนกลัวว่าจะเกิดขึ้น แต่ไม่อยากให้เกิด แต่อยากจะให้หาทางออกร่วมกัน ตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นที่จ่ายน้ำให้ได้ แล้วมาใช้น้ำร่วมกันทั้งสองเขตคือเขตตำบลบ่อพลอยและเขตตำบลห้วยกระเจา เพราะว่าพื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมเพราะคนในเขตพื้นที่ตำบลบ่อพลอย ส่วนมากก็เป็นคนห้วยกระเจา

สำหรับปัญหาที่กังวลคือ กลัวระเบียบระบบข้าราชการ เพราะหากเลยพื้นที่ของตำบลห้วยกระเจาจะทำให้ตั้งโรงส่งน้ำไม่ได้ ทำให้ดูแลไม่ได้เหมือนกับเป็นข้อพิพาท เพราะตำบลห้วยกระเจาเมื่อก่อนอยู่ในพระราชกฤษฎีกา 2481 ทะเลาะกันเรื่องอยากได้เอกสารสิทธิในที่ดินก็สู้กันมาน่าจะ 4-5 ชั่วอายุคน ซึ่งภาษากฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ เมื่อชาวบ้านได้น้ำมาใช้แล้วแต่ต้องมาเจอปัญหาเรื่องพระราชกฤษฎีกาอีก และต้องมาแย่งพื้นที่กันอีกผมจึงมองว่าไม่ใช่แบบนั้น แต่ตนอยากให้หาทางออกร่วมกันคือตั้งโครงการนี้ให้ได้ที่ตรงจุดนี้เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้คือจุดที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สายไฟฟ้าก็ไม่ต้องขยายที่ดินเจ้าของก็อุทิศให้หากทำสำเร็จก็กระจายน้ำได้เลย ดังนั้น ก็อยากให้ช่วยบูรณาการร่วมกัน

สำหรับจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทในการแย่งสิทธิ์นั้น คือท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวตำบลห้วยกระเจาเพราะเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่สำรวจว่าพื้นที่หมู่บ้านไหนมีแหล่งน้ำที่สามารถขุดเจาะบาดาลได้บ้างซึ่งก็ออกสำรวจพื้นที่กันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเจอตาน้ำบาดาลในที่แห่งนี้ ซึ่งตาน้ำที่พบเราไม่สามารถที่จะขยับไปที่อื่นได้ แต่เมื่อทางอำเภอบ่อพลอยเข้ามามีข้อพิพาทแย่งพื้นที่ตนจึงไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ดีที่สุดจะต้องมาพูดคุยกันแล้วทำไปด้วยกันใช้น้ำร่วมกัน จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ด้านนายชลพรรษา บุญซื่อ นักวิชาการทรัพยาธรณีชำนาญการ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและเราได้รับการร้องขอจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าอยากได้ระบบน้ำบาดาล ท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลแล้วเริ่มลงมือเจาะ บ่อแรกที่เราเจาะปรากฏยังไม่พบน้ำพุแต่เจอปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 30 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อที่สองปรากฏเจอน้ำพุ ซึ่งบ่อนี้เราเจาะลึกลงไปถึง 303 เมตร เจอน้ำประมาณ 30-40 ลูกบาศก์เมตรโดยน้ำพุขึ้นมาครั้งแรกสูงประมาณ 1 เมตรกว่า

จากนั้นเราได้เจาะบ่อเพิ่มอีกหนึ่งบ่อเป็นบ่อที่ 3 ซึ่งก็เจอน้ำพุเช่นกันโดยน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 3 เมตร มีปริมาณน้ำมากถึง50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งวาล์วเพื่อปิดปากบ่อเอาไว้ แล้วรีดปากบ่อจาก 6 นิ้ว ให้เหลือประมาณ3 นิ้ว จึงทำให้น้ำพุพุ่งสูงขึ้นมามากกว่าเดิมเท่าที่เห็น

สุพจน์ แก้วกาสี

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546088

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

สกู๊ปพิเศษ : ผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้ากระทบโควิด เร่งปรับตัวขายออนไลน์รับวิกฤตินักท่องเที่ยวหาย

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลกระทบเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า ที่ผลผลิตสตรอเบอร์รี่กำลังออก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นสู่บ้านร่องกล้าน้อยลงทำให้กำลังซื้อลดลง ด้านสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เร่งให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้เกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้าเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์

ที่แปลงปลูกสตรอเบอร์รี่ บ้านใหม่ร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือพิษณุโลก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ส่งเสริมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ทางนางศศิวัณย์ ศรีพรหม นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบใหม่ซึ่งมีสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยปีนี้มีอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ทำให้มีผลผลิตสตรอเบอร์ร่ี พันธุ์พระราชทาน 80 ออกมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงพื้นที่ให้ความรู้และแนะนำช่องทางการนำผลผลิตออกจำหน่ายผ่านทางช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะการขายทางออนไลน์ ที่สอนให้เกษตรขายด้วยตนเองและรู้จักการสร้างเครือข่าย โดยครั้งนี้ต่างก็ได้รับความร่วมมือ จากผู้ที่มีความรู้ด้านการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้กับ กลุ่มผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่ และพืชเมืองหนาวต่างๆ ในครั้งนี้

สำหรับ สตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้านั้น มีรสชาติหวาน กรอบอร่อย ตามลักษณะของสายพันธุ์ พระราชทาน 80 นอกจากนี้แล้วที่บ้านใหม่ร่องกล้าแห่งนี้ยังมีพืชเมืองหนาวอีกหลายชนิด โดยเฉพาะ กาแฟ บ้านร่องกล้า ซึ่งได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ที่สำคัญหากนักท่องเที่ยวท่านใดได้ขึ้นมาเยือน พื้นที่แห่งนี้ก็จะได้ พบกับ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากุระเมืองไทย(ดอกนางพญาเสือโคร่ง) ที่กำลังบานสะพรั่งทั่วหมู่บ้าน สภา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก จึงใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนและเลือกซื้อสตรอเบอร์รี่และพืชผักเมืองหนาวได้ทั้งออนไลน์และมาด้วยตนเองที่ยึดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม สามารถติดต่อได้ที่ นายผ้า แซ่หว้า ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านร่องกล้า หมายเลขโทรศัพท์ 08-6200-2842, 08-9959-5808

ด้าน นางสาว ดารุณี ลีชานนท์  หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รี่บ้านร่องกล้า กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่บ้านใหม่ร่องกล้าจำนวนน้อยลงทำให้สตรอเบอร์รี่ ที่กำลังออกในไร่ที่ปลูกไว้ขายได้น้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วแต่ก็ยังพอจำหน่ายได้เรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตที่เหลือบางส่วนก็ต้องนำมาแปรรูปเป็นแยมสตรอเบอร์รี่เก็บไว้

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544392

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญรณรงค์ไถกลบตอซังข้าวอนุรักษ์ดิน

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าว ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ มักจะเผาตอซังข้าว เพื่อเตรียมดินทำนาปลูกข้าว เป็นการประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ทว่า ผลเสียหายมีมากมาย เช่น สร้างมลพิษในอากาศ ดินเสื่อมสภาพ และยังเป็นการทำลายระบบนิเวศอีกด้วย 

จังหวัดอำนาจเจริญ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการรณรงค์ไถกลบตอซังข้าว ก่อนถึงฤดูทำนาปลูกข้าว ขึ้น เพื่ออนุรักษ์ดิน  ที่แปลงนาเกษตรกร หมู่ที่ 12 ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ  

โดยมี นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดงาน วันรณรงค์ไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชสด เพื่อสร้างจิตสำนึก ให้พี่น้องเกษตรกรตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติดิน ไม่เผาตอซังข้าว โดยการไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชปุ๋ยสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน  

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นำหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกล่าวปฏิญาณตน หยุดเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมร่วมหว่านเมล็ดถั่วพร้าและขับรถไถ พรวนดิน กลบเมล็ดถั่วพร้า และร่วมกันหยอดเมล็ดแตงโมงกับเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย 

ส่วนไฮไลท์ของการจัดงาน ก็คือ นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ปรุงอาหารเมนูรสเด็ดชื่อว่า “ซุปถั่วพร้า” ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของชาวอีสาน ด้วยรสชาติแซบ อร่อย ถูกปาก ถูกใจ นักชิม ที่ได้ลิ้มลอง ยิ่งนัก ด้วยการ นำเอาวัตถุดิบหลัก คือ ถั่วพร้าซึ่งผลผลิตที่ได้จากการนำถั่วพร้า ไปหว่านในแปลงนา เป็นปุ๋ยพืชสดมาประกอบอาหาร โดยการปรุงในครกตำด้วยสาก เริ่มแรก ใส่ถั่วพร้า เครื่องปรุงที่เตรียมไว้ เช่น  น้ำปลา งา พริก ถ้าชอบรสหวานนิดหรือเปรี้ยวหน่อย ก็เติมมะนาว และน้ำตาลลงไป จากนั้นตำเบาๆ คนให้เข้ากัน จนพอดี แล้วชิม ได้รสชาติ เป็นที่น่าพอใจตักใส่จานเสิร์ฟ ด้วยรสชาติอร่อย ถึงรถชาติถูกปากถูกใจ ไม่แพ้อาหารอีสาน ยอดนิยมเช่น ส้มตำ เลยทีเดียว 

 สำหรับ พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ร้อยละ 68 ของพื้นที่ปลูกข้าว(ประมาณ 7 แสนไร่) เป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว การสร้างการตระหนักรู้ ในการจัดการดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการปลูกพืช ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางการพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญ ภาคการเกษตร รวมถึง สนับสนุนขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของจังหวัดอำนาจเจริญ “เมืองธรรมเกษตร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงเส้นทางการค้าสู่อาเซียน”  

การจัดการดินเชิงพื้นที่ วิถีอำนาจเจริญ โดยการส่งเสริมการไถกลบตอซังข้าว การไม่เผาตอซังข้าว และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การส่งเสริมการปลูกพืชสด(ถั่วพร้า) ตลอดจนการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของจังหวัดอำนาจเจริญให้มีความยั่งยืนต่อไป 

พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการจัดการดินเชิงพื้นที่ วิถีอำนาจเจริญ ตามมาตรการ 3 ต้อง คือ 1. ต้องร่วมมือกันไถกลบตอซังข้าว และหว่านพืชปุ๋ยสด(ถั่วพร้า) 2. ต้องนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การเพาะเห็ดฟางวัสดุคลุมดิน ทำปุ๋ยหมัก เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 3. ต้องไม่เผาตอซังข้าวและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเด็ดขาด

โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วยการปฏิญาณตนหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร การสาธิตการไถกลบตอซังข้าวการหว่านพืชปุ๋ยสด การสาธิตการนำฟางข้าวมาทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง การเพาะเห็ดฟาง การจัดนิทรรศการไม่เผาในพื้นที่การเกษตร การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักกลทางการเกษตร ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

สนธยา ทิพย์อุตร