สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289141

สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกริ่นนำกันสักนิดกับที่มาของ “หมู” บัณฑิต แซ่โง้ว หรือ หมู MUZU (มูซู) ศิลปินจากสังกัด ไวท์ มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่โลดแล่นในวงการดีดสีตีเป่ามาร่วม 15 ปี มีผลงานซิงเกิ้ลมาแล้วมากมาย อาทิ หลอกตัวเอง, สวรรค์วิมาน, เข้ากันไม่ได้, ไม่เคย ฯลฯ เส้นทางนี้ใช่ความฝันของเขาหรือไม่ และอะไรทำให้เขากลายเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม MUZU กับวิถีออนทัวร์ ที่เหลือเชื่อ!? เขาว่า…หมูขับรถพาคุณแม่เดินสายทัวร์คอนเสิร์ต ไปไหนไปกันเสร็จงานเที่ยวต่อกัน 2 คน!?

15 ปีที่โลดแล่น

“ผมอยู่กับไวท์มิวสิคมาตลอด ตั้งแต่ออกซิงเกิ้ลเป็นทางการ สมัยก่อนผมออกซิงเกิ้ล “เข้ากันไม่ได้” กับ “ไม่เคย” จะอยู่ข้างนอก และก็เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น อย่างตอนทำ “เข้ากันไม่ได้” ตอนนั้นไปเป็น Lyric Producer อยู่กับ พี่ปุ้ม (พรพรหม
สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เป็นงานแรกที่แกเรียกเข้าไป บอก…เด็กคนนี้ใช้ได้ แล้วก็ให้เป็น Lyric Producer เลย ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า Lyric Producer คืออะไร ทำยังไง แต่เขาดูเรามาประมาณหนึ่ง พอเขาให้เป็น ผมก็เป็น ก็คอยถามแกว่าต้องทำยังไง แกบอกดูแลเนื้อทั้งอัลบั้ม แบบนี้ แบบนั้น ผมไม่ได้เรียนจบอะไรมาเลยครับ คือดั้นด้นทำงานเกี่ยวกับเพลงมาตลอด แล้วมีเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่แกเรียกมาทำ ชื่อ Gen-X Academy เหลือแต่เรียบเรียง แต่ว่าเนื้อร้องกับทำนองถูกถอดไป โดยเจ้าของเพลง ด้วยเหตุผลบางประการ ผมมีหน้าที่ Lyric Producer ก็ต้องทำหน้าที่ซ่อมเพลงนี้ ผมก็เลยแต่งเนื้อใหม่หมดเลย เพื่อใส่ในดนตรีเพลงนั้น ซึ่งมันก็คือเพลง “เข้ากันไม่ได้” แล้วผมก็ร้องไกด์ไปให้เขา พี่เขาเลยบอก งั้นก็เป็นศิลปินเลยละกัน (หัวเราะ)”

จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

“มูซู มาจาก พี่ปุ้ม นั่นแหละครับ เป็นคนตั้งให้ เมื่อตอนต้องลงเครดิตในปกซีดี ทุกคนมีชื่อ มีนิคเนม แนวสนุกสนานแบบนั้นกันหมด ผมไม่มี และผมก็ไม่อยู่พอดี พี่ปุ้ม เลยบอกให้พิมพ์ MUZU เลย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่กล้าถามเลยครับ (หัวเราะ) กลัวแกจะบอกว่า อยู่มาตั้งนานพึ่งมาถาม ไม่ไปค้นหาเลยเหรอ กลัวเจอตอบกลับมาแบบนี้ เลยไม่กล้าถามเลยครับ ผมเคยไปค้นดูนะครับ และก็มีน้องบางคนตอบมาในเฟซบุ๊ค ว่าภาษาเช็ค แปลว่า “แพะ” ผมก็ไม่รู้จริงหรือเปล่านะ เคยถามคนญี่ปุ่น เขาบอกเป็นศัพท์แสลง แปลว่า “ยาก” อะไรประมาณนั้น ถ้าเป็นความหมายนี้ อาจจะใช่ก็ได้นะครับ เพราะทุกอย่างที่ผมทำ ยากหมดเลย (หัวเราะ)”

เส้นชัยที่มุ่งมั่นจะไปให้ถึง

“15 ปีที่ผ่านมา โอ้โห..ไปไม่ถึงสักจุด (หัวเราะ) จริงๆ ตอนเด็กๆ ผมคิดอยากเป็นศิลปิน แสดงผลงานระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์ ร้องเพลง ตอนที่เราอยู่กับตัวเอง เราพอจะมีแรงบันดาลใจ มีพลังเต็มเปี่ยม ที่คิดต่อไปว่าอยากไประดับโลก แต่พอปัจจุบันคิดว่ามีปัจจัยอะไรมากมายที่ทำให้เป็นจริงได้ยาก โดยเชิงกายภาพง่ายๆ ถ้าจะให้ร้อง หรือเล่น ผมสู้ไหว แต่ด้วยทางอื่น ทางการนำเสนอก็มีความยากของมัน คงต้องรอต่อไปครับ (หัวเราะ) วันนี้จุดสูงสุดก็ยังอยากเป็น ศิลปินระดับโลกอยู่นะครับ ผมยังอยากโกอินเตอร์ แต่ในแนวทางที่ให้ อยากให้ทุกคนรู้จักผลงานของผม รู้จักเพลงของผม”

มุมมองจากครอบครัว

“ที่บ้านไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ กับงานตรงนี้ เพราะผมไม่ได้มีครอบครัวที่เป็นภรรยาหรือลูก ผมมีแต่คุณแม่คนเดียว ตอนนี้เลยไปไหนไปกัน สมมุติไปร้องเพลงต่างจังหวัด แทนที่จะนั่งเครื่องบินไป ผมก็เปลี่ยนมาขับรถไป แล้วก็ให้แม่ไปด้วย คือเริ่มจากผมมาอยู่กรุงเทพฯ นาน แล้วเพิ่งได้กลับบ้าน ที่ท่าฉลอม สมุทรสาคร จริงๆ ใกล้มากนะครับ แต่เมื่อก่อนรู้สึกไกลมาก(หัวเราะ) ต้องจากแม่มา แล้วนานๆ ทีถึงจะได้กลับไปหาแม่ เหมือนในเพลงคือมาตามหาฝัน แล้วท้ายสุดก็ไม่ได้ความสำเร็จอะไรท้วมท้น ได้แต่ประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมกลับไป แต่อย่างหนึ่งที่ขาดหายไปคือการดูแลแม่ ความใกล้ชิดกัน ผมก็คิดว่าแม่จะมีโอกาสสักกี่ครั้ง ที่ได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่น ทุกวันนี้ก็เลยพากันนั่งรถ ขับไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ผมไปทัวร์คอนเสิร์ต ผมเป็นลูกคนเดียวด้วย ก็ไปกัน 2 คนแม่ลูก เขาชอบมากครับ เพราะคนรุ่นนั้นไม่ค่อยได้เที่ยวแบบนี้หรอกครับ เหมือนเขาได้กลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง คุณแม่แข็งแรงมาก แล้วทุกคนชอบไม่เชื่อว่าเป็นแม่ ชอบหาว่าผมหน้าแก่กว่าแม่อีก (หัวเราะ)

ชีวิตรัก

“เรื่องครอบครัวที่เป็นแฟนหรือลูก ผมไม่มีครับ หรือเคยมีประสบการณ์ แต่พอปลดเรื่องทุกอย่างแล้วมันสบาย ไม่ได้ทิ้งใครนะครับ ผมเป็นคนถูกทิ้ง (หัวเราะ) ผมโอเคกับทุกอย่างตอนนี้มาก ไม่ว่าจะดนตรี หรืออะไร ดำเนินด้วยความอบอุ่นไปหมด ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวแต่น่าจะพอเข้าใจว่ามันเกี่ยวเนื่องกันหมด เพลงต่อจากนี้ของผม ก็จะเป็นอะไรที่มาจากความสุขตรงนี้ (ไม่ได้มองหาความรัก?) ไม่ได้รันทด ช้ำรัก จนไม่ได้เอาใครนะครับ ไม่ใช่ครับ คนละเรื่อง (หัวเราะ) แต่อยู่แบบนี้เป็นอะไรที่แฮปปี้มาก ผมมีคู่มาตลอดนะ เป็นคนที่มีแฟนน้อย แต่รวมระยะปีแล้วผมหยุดพักไปครึ่งปี ไม่ถึงปี ผมเพิ่งมารู้ตัวว่าไม่มีเรื่องพวกนี้เลยเมื่อไม่นานนี้เอง

ช่วงเวลาที่ขาดหาย

“ผมไม่ได้ใช้ความเป็นผู้ใหญ่มาหลายปีมาก เพราะเรื่องรักๆ เพราะเราเป็นคนอ่อนไหวเกินไป อันนี้ไม่ได้โทษใครนะครับ ผมคิดว่าถ้าผมกลับเป็นเด็ก แล้วไม่มีแฟน ตั้งแต่เริ่มแรกมา ผมอาจจะมุ่งมั่นและมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ เพราะวัยเด็กถ้าเราไม่มีอะไรมารบกวน เราจะมุ่งไปที่โกลด์ที่เราอยากไปให้ถึง ผมจะเป็นประเภทนั้น แต่ถ้ามีอะไรมาหวือหวาวุ่นวาย ผมก็จะอ่อนไหวไปตามสิ่งที่เข้ามา เหมือนแบบน่ารักไปหมด(หัวเราะ) ไม่ได้เจ้าชู้นะ แต่อ่อนไหวไปหมด (หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นี่ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวนะ ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ผมให้กับตัวเองเต็มที่ มุ่งทำสิ่งที่เราอยากทำ ดื่มด่ำกับความสุขแบบนี้ครับ”

ภาพของ MUZU

“เป็นนักแต่งเพลง เป็นศิลปินแนวป๊อปร็อกครับ ช่วงแรกๆ ผมจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ R&B ช่วงหลังมานี้ถึงเป็นป๊อปร็อก บวกซาวนด์ดีไซน์”

ผลงานชิ้นล่าสุด

“ซิงเกิ้ล “สวรรค์วิมาน” จริงๆ เพลงนี้ผมแต่งไว้นานมากแล้วครับ 20 กว่าปีได้ ผมแต่งเพลงเก็บมาตลอดในหลายๆ ยุค บังเอิญว่าในที่ประชุมเขาได้ยินเพลงนี้ แล้วเขาชอบกัน ผมเองก็เห็นดีด้วย เลยได้ทำจนเสร็จออกมาเป็นซิงเกิ้ลสวรรค์วิมานที่ทุกคนได้ฟังกัน (แรงบันดาลใจของเพลงนี้?) ผมคิดว่าอยากทำเพลงที่มีคอร์ดเท่ๆ ย้อนไป 20 ปีตอนนั้นผมยังหางอึ่งอยู่เลยครับ ยังเด็กสำหรับการแต่งเพลง แต่ก็พอจะเป็นแล้วในเรื่องของการเรียบเรียงคำร้อง ทำนอง ทีนี้เราก็อยากก้าวไปอีกขั้น คือได้ยินคอร์ดฝรั่งเท่ๆ แล้วอยากทำแบบนั้นบ้าง ต้องบอกว่าเท่ในความคิดของผมตอนนั้นนะครับ เพราะในโลกนี้มีคอร์ดเป็น 100 แบบที่เท่ นี่ก็เป็นแบบหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้ใช้กัน เพลงป๊อปทั่วไปไม่ค่อยลงคอร์ดแบบนี้ เพลงนี้อธิบายเป็นคำร้องของเพลงน่าจะชัดเจนที่สุด คือ “อยากจะบอกว่าเรื่องราวมันเศร้าอยู่เหมือนกัน แต่ฉันไม่รู้จะร้องหาสวรรค์วิมานอะไร ใจมันพัง แต่ยังคงมีเท้าให้ก้าวไป แม้ว่าช้ำแค่ไหน ก็คุ้มที่ได้รู้ว่าฉันก็ยังรักเป็น” ตอนสุดท้ายจะลงด้วยทัศนคติความเป็นผมตลอด ในหลายๆ เพลง เพลงนี้ก็เป็น “ถึงยังไงก็ยังรักเป็น” คือพยายามหาอะไรที่ดีๆ มาลงเป็นเชิงบวกให้กับคนฟัง”

ถึงวันนี้ หมู มูซู จะยังไม่เคยมีอัลบั้มเพลงเป็นของตนเอง แต่ความฝันของเขายังคงดำเนินต่อไป ด้วยความคิดที่ไม่เคยท้อถอย และมองโลกอย่างเข้าใจ จากคำพูดทิ้งท้ายที่เขาบอกว่า “วงการเพลงในปัจจุบันลำบากก็จริง แต่ผมคิดว่าคนที่เป็นศิลปินจริงๆ ก็ต้องมีทางนำเสนองานของตัวเองอยู่ดี เพราะไม่ว่ายุคไหน ศิลปิน หรืองานศิลปะ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ก็ต้องพบกับความยากลำบากในการนำเสนอ นี่แค่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของโลกที่เราพบเจอ ซึ่งสมัย 100 ปีที่แล้ว แวนโก๊ะ คงมีความยากลำบากกว่าเราหลายเท่าครับ”

 

ลูกหมี

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/288384

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่ช่วงสั่งลาของละคร “เล่ห์ลับสลับร่าง” หลังอลหม่าน สลับร่างจนปิ๊งรัก จันทร์นี้ (28 ส.ค.) มีซีนโรแมนติกมาให้จิกหมอนกัน เมื่อพระเอก “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ถึงกับลงทุนสร้างสถานการณ์เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์”กันกลางกองละคร “เล่ห์ลับสลับร่าง เรียกว่าเป็นการซ้อมใหญ่ในละครไปก่อน แต่แฟนละครรับรองต้องฟินแน่นอน

ฉากนี้เป็นตอนที่รามิล (แบร์) แอบสร้างสถานการณ์เพื่อจะเซอร์ไพรส์ขอ เภตรา (ญาญ่า) แต่งงาน นับเป็นอีกฉากที่แสนจะโรแมนติก ทีมงานยกกองไปถ่ายทำกันที่ โรงแรมเซ็นทรา แจ้งวัฒนะโดย หนุ่ม-กฤษณ์ ผกก. จัดการให้ฉากนี้ออกมาสวย โรแมนติก และแปลกตา

โดยในฉาก เภตรา จะต้องถูกหลอกให้มาเดินแบบในชุดแต่งงาน ญาญ่าจึงดูสวยหวานอยู่ในชุดแต่งงานเก๋ๆ สีขาวราวกับเจ้าสาวจริงๆ แต่พอเดินเข้าแคตวอล์ก กลับมีแต่ความมืด แถมไม่มีใครอยู่สักคน แม้จะงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แถมยังมืดมองไม่เห็นเภตรา ตัดสินใจ เดอะโชว์ มัส โกออน ดึงวิญญาณนางเอกตัวแม่ฉายา “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ออกมาใช้ ด้วยการยืนโพสต์รอ พอสปอตไลท์ ส่องมาเจิดจ้า ออร่ารอบตัวเภตรา ก็เริ่มเดินเฉิดฉาย ขึ้นไปบนเวที

ก่อนจะเจอกับเซอร์ไพรส์ต่อเนื่อง เมื่อ รามิล เปิดตัวหล่อมาในสปอตไลท์อีกดวง แล้วค่อยๆ เดินมาหาที่กลางเวที ก่อนจะสบตานิ่งนาน แล้วค่อยๆ คุกเข่าลง พร้อมกับเปิดกล่องแหวน นาทีนี้ เภตรา รู้ได้ทันทีว่า ถูกขอแต่งงานแน่นอน อารมณ์ดีใจ จนน้ำตารื้น แทบจะกรี๊ดออกมาก็ว่าได้ แต่พอได้ยินเสียง รามิล ขอแต่งงาน ก็ต้องตั้งสติก่อนจะ เซย์เยส พร้อมกับรอยยิ้มดีใจที่สุดในชีวิต

รามิล จึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบรรจงสวมแหวนให้ที่นิ้วนางข้างซ้าย เภตรา ปลื้มปริ่มสบตาหวานฉ่ำ ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าหากัน เพื่อจูบย้ำความโรแมนติกอีกรอบ

ฉากนี้ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดการถ่ายแบบละเอียดยิบ ประณีตทุกช็อต เพื่อความสวยงาม สมจริง ของภาพ และอารมณ์ของตัวละคร ที่จะต้องได้โมเม้นท์ที่สุดแสนจะอบอวลไปด้วยความรัก จึงใช้เวลาในการถ่ายทำค่อนข้างนาน แค่ฉากนี้ฉากเดียวจัดไปเกือบครึ่งวัน แต่รับประกัน คืนวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ กองเชียร์ NY ได้ฟินกระจาย ทางหน้าจอช่อง 3

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/287709

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังเปลี่ยนบทบาทจาก พระเอก มาโลดแล่นในฐานะ ศิลปิน “ฮิวโก้” จุลจักร จักรพงษ์ก็ไม่เคยทิ้งเส้นเสียงตัวโน้ตไปไหน เขาเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพลงจนเติบใหญ่ เกือบ 20 ปีที่วนเวียนว่ายไป วันนี้คุณพ่อลูก 2 รายนี้ ไม่ได้เป็นแค่ ศิลปินไทย แต่ก้าวไกลไปถึง ระดับอินเตอร์… และถึงแม้จะโชว์ความแพรวพราวในอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษมาแล้ว แต่ “ฮิวโก้” ไม่ลืมที่จะแจวเรือมาหาแฟนเพลงบ้านเกิด และนั่นเป็นที่มา ให้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้กระทบไหล่ซักถามเพิ่มเติม กับงานฟังเพลิน ในชื่ออัลบั้ม “ดำสนิท”รวมถึงต่อยอดเป็นคอนเสิร์ตระดับบิ๊ก “ฮิวโก้ ภาษาแม่”

เตรียมปล่อย MV ใหม่ “บันไดสีแดง” 28 สิงหาคมนี้?

“บันไดสีแดง เป็นเพลงสุดท้ายในอัลบั้ม ดำสนิทเพราะว่าเป็นข้อแม้ของผม ในการเข้ามาอยู่กับค่ายME RECORD ว่าต้องมีเพลงจาก คุณฟองเบียร์(ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) เพลงหนึ่ง เพราะว่าผมอยากร่วมงานกับเขา ผมได้ยินชื่อเพลง ผมก็ชอบแล้วครับ ชอบชื่อที่มีความลึกลับ และเห็นภาพได้มากกว่าชื่อเพลงที่เป็นความรู้สึก ซึ่งผมรู้สึกว่ามีเยอะแล้วในยุคนี้ ผมจะชอบชื่อที่มีสี หรือทิวทัศน์อะไรแบบนี้ครับ”

ความเป็น “บันไดสีแดง”?

“ในเมื่อเพลงนี้มาท้ายๆ ในภาคดนตรี ก็จะเป็นเหมือนบทสรุปของทิศทางที่เราพยายามวางดนตรีในอัลบั้มนี้ครับ เหมือนจะครบทุกอย่างที่เราพยายามจะสื่อในพาร์ทของดนตรี ส่วนเนื้อร้อง ผมร้องจากมุมของคนเชียร์ให้แขกเข้ามาในสถานที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะมีเรื่องทั้งดีทั้งร้ายเกิดขึ้น ถ้าหากเดินขึ้นบันไดไป อาจจะสมหวังหรือผิดหวังก็ได้ ผมมีส่วนกับเพลงนี้ในเรื่องของดนตรี และเรียบเรียง ผมปรับโทนให้เข้ากับอัลบั้ม แต่เพลงเสร็จมาจากคุณฟองเบียร์ ในพาร์ทเนื้อร้อง กับกีตาร์โปร่งผมแค่ให้ดนตรีมาในโหมดคล้ายๆ เพลง คุณปู-พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ แต่ผมพามันไปอีกที่หนึ่ง เพราะว่าคอนเซ็ปต์ของ ดำสนิท เหมือนดนตรีในโรงแรมสมัยก่อน ฟังเบาๆ เล่นสะอาดๆ ซึ่งเมื่อก่อนนักดนตรีโรงแรมถือว่าเล่นดีและเก่ง เพราะเขาไม่มีเครื่องช่วย ไม่มีคอม ไม่มีเมโลดี้จากคีย์บอร์ด ดนตรีเพลงนี้จะมีอารมณ์ของเล้านจ์ หรือคอฟฟี่ช็อปในโรงแรมสมัยก่อนครับ”

การถ่ายทำ MV ?

“เราถ่ายทำ MV กันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมค่อนข้างวางช็อตตามเนื้อร้องเพลงเลยครับ ที่ผ่านมาผมดีไซน์แทบทุกเรื่อง พอยิ่งอายุมากขึ้น ชั่วโมงบินสูงขึ้น มันเหมือนจะกำหนดอะไรได้มากขึ้น แล้วผมกับค่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำงานคุณภาพที่ดี และน่าชม ผมดีใจนะที่ค่ายให้อิสระผม เพราะว่าผมถึงจุดที่ผมรู้แล้วว่า ผมต้องการอะไร ผมมีโทน มีบรรยากาศที่ผมสร้าง และเริ่มเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ผมไปทำนั่นนี่ที่เมืองนอกมา ผมจึงรู้สึกว่านอกจากที่มีคนเสนอมาให้เรา เราจะเห็นเป็นภาพแล้ว เราจะจินตนาการรู้เรื่อง สำหรับอัลบั้มนี้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ 3 แล้วที่ทำ MV ก่อนหน้านี้ก็ทำมา 2 เรื่องแล้ว ก็เรียกว่าเป็น MVที่ 5 ที่ทำร่วมกัน ค่อนข้างรู้ใจกัน ผมจะเป็นคนที่ถ้าไม่เจอจุดบกพร่อง ผมก็จะไม่ค่อยอยากเปลี่ยนทีม”

สารที่แทรกซึมไว้ในเพลง?

“ดนตรีในอัลบั้มนี้จะนุ่มนวล ฟังสบาย แต่เนื้อหามักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ คือบางทีโดยเฉพาะในเมืองไทย เหมือนต้องเลือกเอาว่าคุณจะนำเสนออะไรในรูปแบบไหน ถ้าเนื้อเพลงโผงผาง ดนตรีก็อาจจะต้องเบาๆ แบ๊วๆ เข้าใจง่าย ถ้าเรื่องราวมันหนักบางทีถึงขั้นสาหัส มันน่าสนใจกว่าที่ดนตรีจะชักชวนฟังสบายๆ ดูไม่มีอะไร เหมือนหลอกให้คนเข้ามาง่ายขึ้นตามประเด็นของเพลง อาจจะเป็นเพราะตอนนี้ผมสนใจกับอะไรที่ก้ำกึ่ง ที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ เพราะผมรู้สึกว่าเวลายิ่งผ่านไป ความชัดเจน หรือความถูกผิด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน มันมองได้หลายมุม คนหนึ่งคนทำตัวแบบหนึ่งดูโอเค แต่ลองเป็นอีกคนทำตัวแบบนั้นบ้างกลับดูไม่ดี มาตรฐานระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เพศนู้นนี้ไม่เท่ากันหรือต่ำแหน่งชนชั้น ผมหยิบมาพูดถึงหมดในอัลบั้มนี้ครับ”

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ต “ฮิวโก้ ภาษาแม่” ?

“คอนเสิร์ตนี้ มาจากการทำเพลงในอัลบั้ม“ดำสนิท” ซึ่งเป็นเพลงภาษาไทยทั้งหมด พอออกไปเล่นตามต่างจังหวัด ก็จะมีคนขอเพลงนั้นเพลงนี้จากอัลบั้มเก่า ซึ่งบางทีเก่ามาก ก็เลยอยากที่จะตอบสนอง เหมือนตอนแรกคนถามว่าเมื่อไหร่จะทำอัลบั้มเพลงไทย ผมก็ทำให้ ก็มีคนถามต่อ เมื่อไหร่จะเล่นเพลงแมลงเม่า อยากฟังเพลงสับลาง อยากฟังมนต์รักสิบล้อ อยากฟังอะไรแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าต้องจัดให้แล้วล่ะ พักหลังมานี้ จากยัดเยียด ก็เป็นตามใจแฟนเพลงบ้าง เพราะหลังจากนี้ ผมจะทำอะไรต่อ ผมยังคิดไม่ออกเลย อาจจะไม่เป็นแนวนี้ก็ได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ยังอยู่ในช่วงทำเพลงไทย ก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะทำ และหวังว่าทุกคนที่ผมพบเจอ แล้วชอบถามคำถามเหล่านี้จะมาที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 107 ในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อเป็นสัญญาณว่า โอเคเราเข้าใจถูกแล้วว่าผู้ชมต้องการแบบนี้ โดยซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ราคา 1,000,1,500 และ 2,000 บาท มีทั้งบัตรนั่งและยืนครับ กับคอนเสิร์ต Singha Corporation presents Hugo ภาษาแม่ ”

ความพิเศษของคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก?

“น่าจะเป็นเรื่องเพลงที่เลือกมาร้องครับ คงหาฟังที่ไหนไม่ได้ เพลงวงสิบล้อ เราแตะทุกชุด ทั้ง 4 อัลบั้ม ซึ่งบางเพลงก็มีอายุ 15-16 ปีแล้ว บางเพลงสมัยวงสิบล้อยังไม่ค่อยได้เล่นเลย และคงไม่มีคนอื่นเอามาร้อง(หัวเราะ) แล้วก็ “ดำสนิท” ทั้งอัลบั้ม ผมว่า Song-List จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด ส่วนวงก็ขยายขึ้น ปกติมี4 คน เจ-มณฑล, ต๊อบ-ชนุดม, เบิร์ด-อดิศักดิ์ (วงสหายแห่งสายลม), พี่เอ็ด มือเบส ทีนี้เราก็เพิ่ม พี่เอ จากวงพอส (PAUSE) ซึ่งเมื่อก่อนเป็นโปรดิวเซอร์ชุดแรกของสิบล้อ แล้วก็มาอยู่ สิบล้อ 3 อัลบั้ม ตอนนี้ก็กลับไปเล่นกับ PAUSE ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะพี่เอเป็นมือกีตาร์ที่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดีใจครับ ที่เขาตกลงมายืนอยู่กับเราทั้งงานและ เอก ซีโร่ ฮีโร่ ก็เหมือนเป็น ลูกศิษย์ เป็นวงที่ผมช่วยดูอยู่ แล้วก็จัดเทศกาลดนตรีด้วยกัน ในคอนเสิร์ตนี้เราจะไม่พึ่งคอมฯเท่าไหร่ เราจะให้ทุกคนเคาะเขย่าตีโน่นตีนี่ เราเพิ่มสมาชิก เสียงจะได้มีความเป็นหมู่ เป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนของแขกรับเชิญ น่ารัก หน้าตาดีกันทุกคนครับ มาดูตัวกันได้ (หัวเราะ) ก็จะมี เป้-อารักษ์ ซึ่งร่วมงานด้วยกันมาเยอะแล้ว อยากจะนำเสนอเพลงที่เขาชอบจากสิบล้อสมัยก่อน และก็เพลงของเขา ที่ผมได้ร่วมโปรดิวซ์ให้ แล้วก็พี่ใหม่ สิบล้อ เป็นผู้แต่งเพลงหลักของสิบล้อ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็จะมาแจมด้วย และก็มีน้อง วี-วิโอเลต เพื่อให้มีคนหน้าใหม่เข้ามาบ้าง น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่หลากหลายเพราะเกือบจะ 20 ปีในการทำงานแล้วครับ บางเพลงก็ไม่ได้ถูกเล่นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว”

มองข้ามช็อต อัลบั้มถัดจากนี้?

“อัลบั้มต่อไป ผมยังไม่รู้ว่าจะทำเป็นภาษาอะไรดี ก็มีหนทางที่ผมอาจจะไปบันทึกเสียงที่ต่างประเทศแต่อยู่ที่ว่ามันจำเป็นหรือเปล่า เพราะว่าลูก 2 แล้ว เขาก็ต้องเรียนต้องอะไร แล้วอยู่ดีๆ ผมจะหายไป2-3 เดือน มันคงไม่อยู่ในความเป็นไปได้ ถ้าทำแล้วมีความหมาย มีเหตุผลเรื่องของธุรกิจ ที่ตอบตัวเองได้ มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วบอกว่า ใช่.. นี่มันจำเป็นที่ต้องไปทำ ทำแล้วมีผลดีอย่างงี้ อย่างงี้ ก็อาจจะแต่จริงๆ แล้วในยุคของอินเตอร์เนต คุณไม่จำเป็นต้องไปไหนก็ได้ครับ เพื่อทำงานเชิงสื่อ”

เวลาของครอบครัว?

“ผมค่อนข้างแบ่งแยกงานกับครอบครัว ไม่ค่อยอยากให้เกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ต้องมารู้หรอกว่าผมทำอะไรยากลำบากแค่ไหน เขาก็ควรจะสนใจแต่เรื่องของเขา และพยายามทำการบ้านให้เสร็จ เวลาผมไม่มีงาน ก็จะอยู่กับพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยมีสังคมอะไรนอกจากนั้น การเล่นดนตรีมันก็ได้เที่ยว ได้อยู่กับเพื่อนแล้ว พอไม่มีงานผมก็เลยอยู่แต่บ้าน (มีแววเดินตามรอยคุณพ่อบ้างไหม?) ยังดูไม่ออกครับ เหมือนยังไม่ค่อยเอาทางนี้เท่าไหร่ เขาคล้ายๆ ผม คือทั้ง 2 คนชอบอยู่กับธรรมชาติ ดูนั่นดูนี่ สนใจเรื่องสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ วิวทิวทัศน์ เดินทาง ส่วนเรื่องของดนตรี ผมไม่ยัดเยียด เพราะไม่มใครยัดเยียดผมเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ บางทีค่อยไปหาเจอตอนโตกว่านี้ไม่อยากบังคับ เดี๋ยวบังคับกลายเป็นไม่ชอบเลยก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชาย พ่อชอบอะไร เขาก็จะไม่ค่อยชอบเราก็เลยปล่อยๆ เป็นห่วงเรื่องการไปโรงเรียน ทำการบ้าน ต้องมีมารยาทที่ดี นอกเหนือจากนั้นอยากจะสนใจอะไร อยากจะเล่นอะไรตามใจเขา (กิจกรรมยามว่างกับลูกๆ?) คนโตส่วนใหญ่นั่งตอบคำถามเขามากกว่าครับ เพราะแค่นั้นก็…(หัวเราะ) ถามทุกอย่างเลยครับ”

ศิลปินกับสื่อโซเชียลปัจจุบัน?

“ผมว่ามันเหมือนเป็นดาบสองคม เหมือนไขควง คุณเอาไขควงไปซ่อมอะไรก็ได้ บางคนเอาไปแทงคอคนก็ได้ อยู่ที่คนใช้ ความน่าสนใจของโซเชียลคือได้เห็นความแย่ของคนได้เยอะ ดูคนจะสนุกกับด้านมืดของมันค่อนข้างเยอะ ข้อดีเราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันสามารถประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อของตนเองได้ สามารถหาข้อมูลอะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ คนดูคนฟังเขาใจกว้างขึ้นเยอะ เด็กเดี๋ยวนี้ดูจะฟังดนตรีเยอะกว่าสมัยก่อน แล้วก็รู้ว่าอะไรคืออะไร เป็นคนดูที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ แค่มีอินเตอร์เนต คุณสามารถหาความรู้ได้เท่ากับที่ความสงสัยคุณมี แต่ข้อเสียก็คือสามารถหาแต่สิ่งแย่ๆ ได้เช่นกัน สิ่งที่ตอบสนองตัณหา เพราะฉะนั้น แล้วแต่การเลือกใช้ครับ สามารถเปลี่ยนโลกไปทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนต หรือดินปืน การพัฒนาก็มักจะมีผู้บาดเจ็บ และผู้ชนะครับ”

โลกโซเชียลของฮิวโก้?

“บางอย่างผมชอบนะ อย่างอินสตาแกรมเชิงการถ่ายรูป ผมตามฟอลโล่คนที่ถ่ายรูปมันส์ๆ ในเมืองรถติดแบบนี้ ตรงนั้นก็มีความหมาย แต่ไม่มีก็ได้ เท่าที่ผ่านมาที่ผมประชาสัมพันธ์งานตัวเอง เฟซบุ๊คก็เป็นอะไรที่จำเป็น ยูทูบก็เป็นแหล่งปล่อยเพลง โดยไม่ต้องพึ่งสื่อ ที่อาจจะอยู่ในรูปบริษัท หรือในมือรัฐ มันก็เพิ่มช่องทางให้ได้ แต่ผมไม่ถึงขั้นมองว่ามันคือทุกอย่างมีอันนี้อย่างเดียวแล้วรอดได้ มันไม่จริงครับ เพราะท้องตลาดเต็มไปด้วยความที่อยากดัง อยากรวย แล้วบางทีอะไรที่ทานง่ายก็ยังลอยขึ้นมาเด่นชัด เหมือนสมัยก่อน เรื่องของความล่อแหลม ความแย่ของคนนั้นคนนี้ก็จะไวรัลทันที เรื่องดีๆ อาจจะตามมาช้าหน่อย (ให้ลูกๆ ได้สัมผัสมากน้อยแค่ไหน?) เขาชอบดูการ์ตูนในยูทูบครับ ในเรื่องที่เขาชอบ แต่ยังไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ถ้าถามผมตรงๆ ถ้าเขาทำหน้าที่ของเขาทุกอย่างแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไร หรือเขาออกไปนอกบ้านกลับมาอยากดูอะไร ก็จะปล่อยให้เขาดู เพราะเขา 6 ขวบแล้วก็จะเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น เราห้ามไม่ได้ ปัญหาเราคือต้องพยายามสอนเขาให้เป็นคนมีวิจารณญาณเท่าที่ทำได้ เพราะเขายิ่งโต เพื่อน หรือคนรอบข้าง ก็จะยิ่งมีอิทธิพลกับเขามากขึ้น อินเตอร์เนตก็เหมือนฟ้าฝนบางวันก็อากาศดี บางวันก็แย่ เพราะปริมาณคนที่แถไปทางโน้น ทางนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร มันมีแรงโน้มถ่วงของมันเอง ซึ่งไม่ได้มีความผิดถูกหรือดีเลวอะไรครับ”

ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับศิลปินหนุ่มคนนี้เขามักจะมีข้อคิดแฝงมาในรูปของคำพูด และงานเพลงเสมอ เราอาจจะเข้าใจเขาได้ไม่ครบทุกเรื่อง แต่เชื่อเหลือเกินว่าตัวตนและผลงานของเขาจะช่วยกระเตื้อง “สาระบันเทิง” ให้กับผู้ฟังผู้ชมได้เป็นอย่างดี!!

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/284696

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีความรักในการร้องเพลง และเล่นดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับ สิงโต นำโชค หรือ นำโชค ทะนัดธัมย์
เจ้าของเพลงดัง เธอคือของขวัญ, อยู่ต่อเลยได้ไหม, อยู่อย่างเหงาๆ ฯลฯ ที่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ “สิงโต นำโชค” ต้องมุ่งมั่นและทุ่มเท พร้อมกับมีแนวทางการใช้ชีวิต ที่นำดนตรีมาสร้างความสุขให้ตนเองได้มีพลังในทุกๆ วัน และหล่อรวมเป็นเขาดังเช่นทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นการเป็นนักร้อง?

“ย้อนความไปเมื่อ 15 ปีก่อน ผมเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มี เสก โลโซ, โบ-สุนิตา เป็นไอดอล ที่ทำให้ผมอยากเป็นนักร้อง อยากเข้ามาทำงานสายดนตรี ตอนนั้น อายุ 17-18 ปี ได้ ตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมกับฝึกร้องเพลง เล่นดนตรี พร้อมกับรับจ้างเล่นดนตรีในผับไปด้วย ชีวิตเหมือนนักร้องกลางคืนทั่วไป และก็มีโอกาสได้ทำอัลบั้มร่วมกับเพื่อนๆ เป็นศิลปินกลุ่ม ชื่อว่า โมโน ก็ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของชีวิต จากนั้นผมก็กลับไปเล่นดนตรีกลางคืนอีก ซึ่งครั้งนี้ก็นานเป็น 10 ปี จนผมอายุ 27 ปีเลย จึงมีโอกาสมาออกอัลบั้มอีกครั้ง กับการเป็นศิลปิน สิงโต นำโชค ครับ”

ความคาดหวังที่จะเป็นศิลปินออกอัลบั้ม?

“ก็คิดไว้นิดๆ นะ อยากมีอัลบั้มเพลงสักอัลบั้มหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดไกลกว่านั้นว่าจะต้องเป็นศิลปิน มีชื่อเสียง ไม่ได้หวังขนาดนั้น ผมแค่อยากมีเพลงของตัวเองตามความฝันเท่านั้น ซึ่งครอบครัวของผมเองก็รู้มาตลอด ที่บ้านให้สิทธิ์ผมในการเลือกชีวิตด้วยตัวเราเอง อยากทำอะไรก็ทำ แม้จะเป็นนักดนตรีกลางคืน ที่บ้านก็ไม่เคยขัดขวาง เพราะผมเองก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ว่าผมมีเงินจุนเจือตัวเอง ส่งเสียทางบ้านได้ ที่บ้านก็สนับสนุนมาตลอด สำหรับ 7 ปีที่ผ่านมาที่แฟนเพลงรู้จักผม สิงโต นำโชค มันเกินกว่าที่ผมฝันไว้มากๆ เริ่มต้นจากการมีอัลบั้มของตัวเอง ได้เล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ มีคนตั้งใจมาฟังเพลงของเรา ณ เวลานี้ 7ปีผ่านมา เหมือนจุดที่ผมยืนอยู่ มันใหญ่มากขึ้นๆ แฟนเพลงมีจำนวนเยอะมากขึ้น ขอบคุณสำหรับการตอบรับดีๆ พวกคุณเป็นเหมือนโบนัสในชีวิตของผม ที่จะทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานบนเส้นทางสายดนตรีต่อไปครับ”

นอกเหนือจากงานศิลปิน

“ก็มีงานถ่ายแบบ งานแสดงละคร-ภาพยนตร์ ฯลฯ ครับ เหมือนมีงานติดต่อเข้ามา ผมก็อยากที่จะลองดูว่าเราสามารถทำได้รึป่าว อยากหาประสบการณ์ให้กับชีวิต เป็นคนที่อยากลองดู อยากรู้ว่าสามารถทำงานนั้นๆ ได้หรือไม่ ??? ซึ่งถ้าเรารับงานปุ๊บ เราจะได้รับคำตอบให้กับตัวเองได้ในทันที ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ มันชัดเจนกว่าที่จะปล่อยให้มันผ่านไปตามเวลาโดยที่เราไม่ได้ทำ ไม่รู้เลยว่า เราทำได้หรือไม่ได้ หรือเพราะแค่ไม่ได้ทำ และไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาเลย ซึ่งทุกๆ งานนอกจากคำว่า อยากลองดูแล้ว ใจผมก็ต้องรัก และรู้สึกอยากทำด้วยจริงๆ ทำแล้วเรามีความสุขก็อยากที่จะทำ”

มีความสุขกับทุกๆ อย่าง?

“(หัวเราะ) ทุกๆ เช้าที่ผมตื่นขึ้นมา ผมจะขอบคุณที่เรายังมีลมหายใจ ยังได้มีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่เรารัก ตื่นเช้าขึ้นมา ผมคิดตลอด มีอะไรใหม่ๆ ให้ผมได้ทำบ้าง พยายามมองหลายๆ อย่างให้เป็นเรื่องสนุก อยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อเป็นกำไรชีวิต ซึ่งการมีทัศนคติเชิงบวกในทุกๆ วัน มันจะต่อยอดให้เรามีแรงสู้ต่อไปได้อีก 5-10 ปีข้างหน้าเลย ผมเป็นคนที่ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ มีความสุขกับสิ่งที่มี และค่อยๆ เก็บเกี่ยวความสุขอยู่ตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่ความสุขของผมก็จะเกิดจากงานของผม และครอบครัวของผมแค่นี้จริงๆ”

สถานะคุณพ่อลูกสาม?

“ผมมีลูกชายทั้งหมด 3 คน ครับ คนโต น้องไค 3 ขวบ ส่วนคนเล็ก ฝาแฝด น้องเคเน-คาเลโอ อายุ ขวบกว่าๆ ครับ ลูกๆ กำลังซนเลย ทุกวันนี้มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิด ได้เห็นการเติบโตของพวกเขาในทุกๆ วัน ชีวิตของผม ทำงาน-เสร็จงานกลับบ้าน-ช่วยภรรยาเลี้ยงลูก-พักผ่อน-ทำงาน กับแผนชีวิตของผมและครอบครัว ก็เป็นไปตามสไตล์ของครอบครัวเรา มีแผนไว้คร่าวๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานเก็บเงินเยอะๆ ผมเลือกที่จะทำงานในสิ่งที่ผมรัก เลี้ยงลูกไปด้วย ค่อยๆ ไปด้วยกัน ใช้เงินเท่าที่จำเป็นต้องใช้ก็พอ ดีกว่าไปทุ่มเทอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ทำให้ผมเสียช่วงเวลาที่อยู่กับลูกไปเปล่าๆ ส่วนในอนาคตลูกชายของผมอยากเป็นอะไร ทำอะไรแล้วมีความสุข ผมพร้อมสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นนักดนตรีอย่างผมก็ได้ แค่เขาเป็นคนดี ผมก็พอใจแล้ว”

ศิลปินโกอินเตอร์

“มันเป็นโปรเจกท์ที่ชื่อว่า โชคดี ครับ หลายๆ คนอาจจะมองว่าคนที่มีผลงานโกอินเตอร์ได้ คือ เขาโชคดี แต่ความรู้สึกของผม
มันเป็นการลงมือทำมากกว่า ถ้าไม่ได้ลงมือทำ คงไม่ได้อยู่ตรงนั้นแน่ๆ (หัวเราะ) โชคดี เป็นชื่ออัลบั้มเพลงสากลที่ผมทำร่วมกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติที่เขามีเป็นทั้งนักเขียนเพลง โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ที่เขาตั้งใจมาช่วยทำเพลงให้ ทำมาได้เกือบ 2 ปีแล้วครับ ทำขายกันเองที่ประเทศญี่ปุ่น และก็โปรเจกท์อื่นๆ ที่ไปเล่นดนตรีที่ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ บ้าง ปีละ 1-2 ครั้ง เจอแฟนเพลงครั้งละ 40-50 คน แค่นี้ก็อบอุ่นแล้ว ทำสนุกๆ กับเพื่อนๆ ครับ ควบคู่กับการทำเพลงที่เมืองไทย ซึ่งมันก็ให้ความสุขและประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย”

กำลังจะมีคอนเสิร์ตพิเศษ ?

“ก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมก็มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะครับ ตอนนั้นบรรยากาศดีมากๆ คนให้การตอบรับเป็นอย่างดี มหัศจรรย์มากๆ ที่มีคนตั้งใจมาดูคอนเสิร์ตของผม ซึ่งตอนนั้นมีที่นั่งประมาณ 5 พันกว่าที่ได้ ซึ่งกับคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดนี้ GSB 2 TONE CONCERT” ตอน SURF ROCK สองจังหวะรัก ที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กันยายนนี้ ผมมีความเชื่อเหลือเกินว่า ผมจะเห็นความมหัศจรรย์เหมือนในครั้งนั้นอีก กับคอนเสิร์ตสเกลสุดเอ็กเซ็กคูทีฟ ในจำนวน 400 กว่าที่นั่งเท่านั้น ซึ่งใครที่ได้โอกาสมาดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มันน่าจะเป็นบุพเพสันนิวาสที่เราต่างทำร่วมกันมา ถึงทำให้เราได้มาเจอกันอีกในครั้งนี้ อยากให้มากันเยอะๆ ครับ มันแน่นอน เพราะคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นอกจากจะมีผมแล้ว ยังมีพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก (ป๊อด-ธนชัย อุชชิน) มาร่วมเล่นในคอนเสิร์ตนี้ด้วย เป็นความพิเศษที่ไม่สามารถเห็นที่ไหนแน่ๆ ถือเป็นคอนเสิร์ตแรก ที่ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่ป๊อด ศิลปินที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เพลงของพี่ป๊อดอยู่ในความทรงจำของผมตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่มากกว่าความฝันมากๆ เพราะเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตร่วมกัน ดนตรีคือความสุข แต่การได้ร่วมงานกับศิลปินที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นเหมือนโบนัสที่ยิ่งใหญ่ ที่ผมจะเตรียมโชว์พิเศษไปแจมกับพี่ป๊อด และให้ความสุขกับทุกคนอย่างแน่นอนครับ เจอกัน GSB 2 TONE CONCERT สองจังหวะรัก (ป๊อด-ธนชัย อุชชิน-สิงโต นำโชค) ในวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560 รอบเวลาโชว์14.00 น. และ 19.00 น. ณ STUDIO MONO29 (สตูดิโอ โมโนทเวนตี้ไนน์) ถนนชัยพฤกษ์ จองบัตรได้แล้วที่ ticket.mthai.com/concert หรือโทร.สอบถามที่เบอร์ 02-1007088 ครับ”

“สิงโต นำโชค” ในอีก 10 ปีข้างหน้า?

“ตอนนั้นผมก็จะอายุ 43 ปี และน่าจะยังคงเล่นดนตรีอยู่นะครับ แต่ ณ ตอนนั้นผมก็น่าจะมีประสบการณ์ดีๆ มีอะไรที่จะมาแชร์กับคนอื่นๆ อีกเยอะมากมาย ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมไม่สามารถเล่าความฝันของผมให้ฟังได้จริงๆ ผมจะเก็บทุกอย่างไว้ก่อน ไว้ให้เกิดผลแล้ว ผมจะมาเล่าย้อนให้ฟังนะ น่าจะตื่นเต้นกว่า”

และนี่คือคนดนตรี ผู้มีรอยยิ้มเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างเสมอ สิงโต นำโชค!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/283442

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากสร้างความฮือฮาเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว กับการก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินวัย 40 กะรัต ปล่อยอัลบั้มเพลงอินเตอร์ Plah Blah Blah พร้อม MV ที่มีชื่อว่า “Wild One” คราวนี้ ปลา โกมารทัต หรือ “ปลา” เพียงฤทัย โกมารทัต กลับมาอีกครั้ง พร้อม MV ตัวใหม่ที่แซ่บไม่แพ้กัน ในชื่อ “Broken Heart”

เกริ่นความเป็นมากันสักนิด

“เมื่อก่อนนี้ ปลาเคยเล่นละครกับทางช่อง 7 ค่ะ แล้วก็หายหน้าหายตาไป เรื่องสุดท้ายที่เล่นไว้ และคนรู้จักกันน่าจะเป็น “หัวใจสองภาค” เล่นคู่กับพี่อ๊อฟ- พงษ์พัฒน์ และเล่นเป็นน้องของพี่ตู่-นพพล ที่หายไปตอนนั้น เพราะว่าคุณแม่อยากให้
ไปเรียนต่อ และจับผลัดจับผลูได้ไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ก็ไปมีแฟน มีครอบครัว มีลูกชายคนหนึ่งค่ะ ตอนนี้เป็นหนุ่มแล้ว อายุ
20 ปี ส่วนกับแฟนแยกทางกันไปนานแล้วค่ะ ที่ปลากลับมา เพราะว่าพี่ที่รู้จักกัน เขาเป็นคนเขียนบท ถามว่าทำไมถึงหายไปเลย ทำไมไม่กลับมา ทั้งที่พี่ๆ เราก็ยังทำงานอยู่ พี่ๆ ก็คือ พี่จิ๋ม (ปนัดดา โกมารทัต) และก็พี่แม็ก (พิพัฒน์พล โกมารทัต) ซึ่งเป็นผู้กำกับ และเล่นละครกับทางดีด้า เป็นลูกพี่ลูกน้องกันค่ะ ปลาก็เลยกลับมาเปิดบริษัท ชื่อว่า เดอะริเวอร์แควร์บริจฟิล์ม ทำภาพยนตร์ไปแล้ว 2 เรื่องค่ะ เรื่องแรกคือเรื่อง “กาลครึ่งหนึ่งจนวันนี้” ได้ เป้-อารักษ์ เป็นพระเอก อีกเรื่องชื่อ “The Attic ห้องใต้หลังคา” ซึ่งจะเป็นหนังค่อนข้างอินเตอร์ บทเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด กำลังจะไปวางขายทั่วโลก ได้ฉายที่โรงในเครือเมเจอร์ ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาค่ะ”

ทำไมถึงต้องทำเพลงภาษาอังกฤษ

“เพราะบริษัทเราได้เซ็นสัญญาทำหนังกับฮอลลีวู้ด และประเทศจีนค่ะ โดยจะมีดาราจากทั้ง 2 ประเทศมาแสดงร่วมกับดาราไทย และพยายามถ่ายทำในเมืองไทยทั้งหมด เพราะเราอยากโปรโมทประเทศไทยด้วย ทางโปรดิวเซอร์เขาก็ทราบว่าปลาเคยเล่นละคร ร้องเพลงมาก่อน คือปลาเคยร้องเพลงประกอบละครให้ช่อง 3 ชื่อเรื่อง “เจ้าสาวปริศนา” ที่แอน ทองประสม เล่นเป็นนางเอก ชื่อเพลง “ยังไม่ลืม” อีกเรื่องคือ “อยากหยุดหัวใจไว้เพียงเธอ” คุณจอย-รินลณี เป็นนางเอก เพลงชื่อ “ไม่เคยคิดเลย” ทางโปรดิวเซอร์เขาก็เห็นว่าเรามีอยู่ 2-3 โปรเจกท์ที่จะทำร่วมกับฮอลลีวู้ด โปรเจกท์หนึ่งเป็นหนังผู้หญิง 3 คน Naughty สนุก ซ่า สไตล์แบบ Hang Over และ Sex and the City โปรดิวเซอร์ก็เลยบอก “ทำไมยูไม่ร้องเพลงประกอบ เป็นภาษาอังกฤษ ในเมื่อยูก็พูดภาษาอังกฤษได้” ก็เลยเริ่มจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น 3-4 เพลงที่ออกมาในอัลบั้มจึงเป็นเพลงแนว Naughty ซ่าๆ เพราะทีแรกเราตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบหนังค่ะ แต่หนังยังอยู่ในระหว่างเตรียมการ ซึ่งเราอาจจะเริ่มหนังอีกเรื่องหนึ่งก่อน เป็นแนวผจญภัย ก็เลยมาคิดกันว่างั้นเอาเพลงมาทำ MV และปล่อยออกมาก่อนดีกว่าค่ะ”

แรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

“ที่เราไปทำเพลงกันที่อเมริกา เพราะว่าโปรดิวเซอร์ คุณสตีเว่น สกายเลอร์ เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันอยู่ที่นั่นค่ะ เมื่อก่อนนี้เขาเคยอยู่วงโอโซน ของแกรมมี่ แล้วก็ได้ย้ายกลับไปอยู่อเมริกา เราก็เลยต้องไปทำเพลงกันที่นั่น ส่วนตัวปลาเองก็ไปๆ มาๆ 2 ประเทศนี้อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ต้องมีกลับไปโปรโมทที่โน่นด้วย MV ตัวแรก Wild One เราถ่ายกันที่ลอสแองเจลิส ก็ได้คุณสตีเว่น ซึ่งเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดอยู่ด้วย เล่นซีรี่ส์หลายเรื่อง ชวนเพื่อนมาเล่น เราก็เลยได้ดาราฮอลลีวู้ดมาร่วมเล่นใน MV ด้วย และด้วยความที่เพลงออกแนวซ่าๆ Naughty ซึ่งก็ตรงกับบุคลิกปลาด้วย ที่ขี้เล่น สนุกสนาน และเนื่องจากเกิดเดือนพฤศจิกายน ราศีแมงป่อง เลยมีคนตั้งฉายาให้ว่า Scorpion Queen ค่ะ”

MV ใหม่ จัดเต็มทุกความแซ่บ

“MV เพลงที่ 2 ทำเสร็จแล้วค่ะ กำลังเตรียมจะปล่อย เป็นเรื่องราวสนุกสนานคล้ายๆ เพลงแรก ชื่อ Broken Heart ในอัลบั้มเพลงนี้จะมี 2 เวอร์ชั่น คือเร็ว กับช้า เราเลือกเวอร์ชั่นเร็วมาทำ MV ค่ะ และแซ่บเข้าไปอีก เพราะมีฉากเลิฟซีนกับพระเอก โดยพระเอกเป็นนายแบบดาราที่โน่นให้เกียรติมาเล่น ที่พิเศษอีกอย่างของ MV นี้ คือโปรดิวเซอร์มีเพื่อนทำธุรกิจขายของเก่า เขาก็เลยไปได้เปียโน ของวิทนีย์ ฮุสตันมา เขาบอกขายอยู่ประมาณ 2 ล้านเหรียญ US เราโชคดีมาก และภูมิใจมากค่ะ ที่เป็นศิลปินคนแรกที่มีโอกาสได้ใช้เปียโนตัวนี้ถ่าย MV”

การเป็นศิลปินในวัย 40 กะรัต

“ดีนะคะ ทำให้เรารู้สึกว่าต้องแอ๊กทีฟตลอดเวลา เพราะบางคนอายุขนาดนี้ก็เป็นแม่บ้าน ไม่ทำอะไรแล้ว แต่เผอิญเป็นเพราะงานเรา เพลงพาไป งานพาไปค่ะ และอีกอย่างเราเติบโตมากับครอบครัวบันเทิง ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อซึ่งเป็นทหาร เล่นดนตรี ดีดกีตาร์ เราก็ร้องกับคุณพ่อมาตลอด ส่วนงานบริษัทภาพยนตร์ก็ตั้งใจให้ลูกชายเข้ามาช่วยค่ะ เพราะส่งเขาไปเรียนทางทำฟิล์มที่ออสเตรเลีย โดยเขาเรียนจบมหา’ลัยเดียวกันกับ คุณชายอดัมลูกชายท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ค่ะ หนังเรื่องต่อไปก็จะให้เขาเข้ามาช่วย เพราะเขาเองก็ได้รางวัลด้านกำกับฯจากทางมหา’ลัยมาด้วย ที่ตื่นเต้นมากกว่า ก็คือโปรเจกท์ที่กำลังจะได้ร่วมงานกับฮอลลีวู้ด เพราะหลังจากไปร่วมงานฟิล์มเฟสติวัล ที่เซี่ยงไฮ้มา ก็คิดว่าเร็วๆ นี้จะมีข่าวดีค่ะ”

ก่อนจากกัน สาว Naughty รุ่นใหญ่ฝากทิ้งท้ายว่า “ถ้าอยากติดตามความเคลื่อนไหวของปลา สามารถตามได้ที่เฟซบุ๊ค Pla Komaratat หรืออินสตาแกรม @plahblahblahofficial ค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277347

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“กระท้อน” ผลไม้ขายดีและสร้างกำไรงอกงามอีกชนิดหนึ่งของ นายสมชาย บุญก่อเกื้อ หมอดินอาสา ต.บ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ที่พลิกฟื้นพื้นที่ 23 ไร่จากสภาพดินที่เสื่อมโทรมและไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตร แต่หลังจากมีการพัฒนาดินตามกระบวนการที่ถูกต้องทำให้ผืนดินแห่งนี้กลายเป็นจุดเรียนรู้ทางการเกษตรที่ดีจุดหนึ่งให้กับเกษตรกรได้เข้ามาศึกษาการทำการเกษตรอย่างถูกต้อง

นายสมชายเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มจากการปรับปรุงบำรุงดินตามกระบวนการที่ได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการศึกษาการพัฒนาที่ดิน มีการใช้สารอินทรีย์เข้ามาร่วมในกระบวนการปรับปรุงดิน ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี จากดินที่มีค่าความเป็นกรดสูงได้แก้ไขจนค่าความเป็นกรดลดลงตามลำดับ และจากผืนดินที่ไม่สามารถทำการเกษตรใดๆ ได้กลายมาเป็นสวนเกษตรที่มีคนเข้ามาเรียนรู้จำนวนมาก

นายสมชายเล่าต่ออีกว่า เมื่อก่อนตนใช้สารเคมีทำให้ต้นทุนสูง ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาทำเป็นสวนอินทรีย์กว่า 70-80เปอร์เซ็นต์แล้ว และในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด โดยจะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เช่น กิ่งไม้ เศษไม้ต่างๆ และเก็บไว้ที่ธนาคารปุ๋ย แต่ที่ยังเหลือเป็นเคมีอยู่บ้างนั่นคือมังคุด เนื่องจากจะต้องส่งขายตลาดต่างประเทศยังต้องป้องกันศัตรูพืช ส่วนกระท้อนปลูกด้วยอินทรีย์ทั้งหมด และขายตลาดในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น หากพูดถึงเรื่องรายได้เพิ่มจากเมื่อ 3-4 ปี ก่อนที่จะอยู่ที่ 5-6 แสนบาท ขณะนี้เพิ่มเป็นหลักล้านแล้ว

“สำหรับกระท้อนที่ปลูกอยู่มีทั้งหมด 200 ต้น เป็นพันธุ์ “ทองพูน” ซึ่งผลจะเป็นสีทอง รสชาติหวาน เนื้อในนุ่มอร่อยถูกใจผู้บริโภค โดยผลกระท้อนที่นี่จะแบ่งออกเป็นสองไซส์คือเอและบีและสามารถผลิตตามความต้องการได้ เช่น ลูกละ 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 100 บาท หากมีน้ำหนักลดลงก็จะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท คือขนาดบีหรือไซส์กลาง ผลผลิตที่นี่จะเก็บเกี่ยวปีละครั้งครั้งละ 15-20 ตัน หรือประมาณ 6 หมื่นถุงโดยระยะเวลาในการปลูกจะอยู่ที่ 120-130 วัน ก็เก็บผลผลิตได้ ส่วนความพิเศษของกระท้อนที่นี่ คือ แต่ละลูกจะถูกห่อด้วยถุงเพื่อป้องกันแมลงวันทองขณะที่ลูกยังเป็นสีเขียวเพราะเมื่อมีสีเหลืองแมลงชนิดนี้จะชอบสีและกลิ่น การขายจะขายเป็นลูก ลูกละ 50 บาท ทั้งนี้หมายถึงราคาโดยเฉลี่ย สำหรับการขายกระท้อนจะตั้งราคาเองและขายเฉพาะลูกค้ามารับเองไม่ขายให้กับพ่อค้าคนกลาง” นายสมชาย กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ยอร์ช-ยงศิลป์’ เปิดซิงพระเอกหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/281018

สกู๊ปพิเศษ : ‘ยอร์ช-ยงศิลป์’ เปิดซิงพระเอกหนัง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ยอร์ช-ยงศิลป์’ เปิดซิงพระเอกหนัง

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จำแทบไม่ได้ กับมาดใหม่ของ วันเฉลิม อุ๊ปส์!! ยอร์ช-ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์ นักแสดงเด็กคนดังจากละคร “ทองเนื้อเก้า” ที่วันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกเต็มตัว ในภาพยนตร์ “15+ ไอคิวกระฉูด” ของ ค่ายสหมงคลฟิล์มฯ แถมยังมาด้วยมาดล้นๆ กวนๆ วัยรุ่นจ๋า
ที่หลายคนบอกว่า โดนใจ!! ก่อนไปชมความสามารถในโรงใหญ่ 3 สิงหาคมนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ขอจีบ เอ้ย!! หนีบตัวมาเปิดซิง… คือถามถึงที่มาที่ไปของการเปิดซิงเป็นพระเอกครั้งแรกนะค่ะ

เมื่อรู้ว่าต้องเล่นหนังติดเรต?

“ตอนแรกผมคิดๆ อยู่ เพราะบทค่อนข้างจะติดเรตนิดหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วเป็นบทที่ท้าทายดีครับ ผมก็อยากลองเล่น เพราะที่ผ่านมา เล่นแต่เศร้าๆ ดราม่ามาเต็ม ก็เลยอยากเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ อยากพลิกบทบาทตัวเองบ้าง ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้พลิกไปเยอะเลยครับ ในเรื่องนี้ “ฉลาดเลิศ” จะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ชีวิต จึงอยากรู้อยากลองไปหมด”

ขึ้นแท่นพระเอกเต็มตัวครั้งแรก?

“ผมไม่กดดันเท่าไหร่นะครับ เพราะคาแร็กเตอร์เป็นวัยเราพอดี เราก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนคาแร็กเตอร์ในเรื่อง และในกองก็ได้อยู่กับเพื่อนๆ พี่ๆ วัยใกล้กัน ก็สนุกดีครับ ไม่เครียด มีเพื่อนเล่นกันตลอดเวลา บรรยากาศในกองสนุก เพราะผู้กำกับเขาก็จะมีมุขมาเล่นตลอด พวกผมก็ไปหามาเล่นกัน เล่นทั้งกองเลย เป็นการทำงานที่ผ่อนคลายครับ ไม่มีเรื่องเครียด”

คาแร็กเตอร์ในเรื่อง?

“จะเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย จะเก่งเรื่องเรียนทางวิทยศาสตร์-คณิตศาสตร์ คือคิดเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ ได้ง่าย แต่ประสบการณ์ชีวิตไม่มี เรื่องเพศศึกษานี่จะไม่รู้เรื่องเลย วันๆ อยู่กับการทดลอง การเรียนอย่างเดียว ลุคภายนอกก็จะเป็นเด็กเรียนเลยครับ ใส่แว่น ดูเนิร์ดๆ มีเพื่อนสนิทอยู่สองคน คือ โอหยอง (ยูโร-ธนเศรษฐ์) กับ โอบื้อ (ดีดี-จิรกิตติ์) ครับ สองคนนี้ประสบการณ์ชีวิตเหมือนจะเยอะมาก สนใจกันแต่เรื่องเซ็กซ์ๆ แต่ผมนี่จะไม่ประสีประสาอยู่คนเดียวเลย ก็เลยจะได้เรียนรู้
ประสบการณ์หื่นๆ จากสองคนนี้ครับ”

ตัวอย่างฉากทะลึ่งที่เห็นว่าจัดเต็ม?

“เยอะจริงครับ แต่ก็เป็นไปตามคาแร็กเตอร์ ตามบท ตามเรื่องราวครับ ทุกคนเล่นกันอย่างเข้าขาสนุกสนานกันมากครับ ผมเองก็ชอบนะครับ มันฮาดี เล่นแล้วไม่เครียด แต่ก็อาจจะมีเขินๆ หน่อย เช่น ฉากกระโปรงครูฝึกสอนเปิดงี้, ฉากนัดสาวไซด์ไลน์มาหางี้, ฉากเป้าตุงกันเป็นแถวงี้ และก็มีอีกหลายๆ ฉากครับ เป็นฉากทะลึ่งน่ารักๆ มากกว่าจะหยาบโลนนะครับ (ดราม่ากับทะลึ่ง อันไหนยากกว่ากัน?) ดราม่ายากกว่าเยอะครับ ทะลึ่งนี่สบายอยู่แล้ว (หัวเราะ)”

มุมมองรักในวัยเรียนของยอร์ช?

“ผมว่ามันก็เป็นรักในวัยเด็ก รักใสใสอะไรอย่างนี้มากกว่า มีคนปรึกษา มีคนคุยด้วยอะไรอย่างนี้มากกว่า ยังไม่ได้แบบจริงจังอะไรขนาดนั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ (ความหมายของวัย 15? ) วัย 15 ของผม เหมือนทำให้เราได้โตขึ้น ได้เจอกับโลกอะไรใหม่ๆ ขึ้น เป็นช่วงที่เราเห่อในทุกอย่าง เช่น ทำใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรก บัตรประจำตัวประชาชนเปลี่ยนเป็นนาย ตัวเราสูงขึ้น มีหนวด มีขนต่างๆ ทำให้เราเห่อ… รู้สึกเหมือนตัวเราเองโต ก็เลยอยากลองทำโน่นนี่ แต่บางทีมันก็ไม่ควร แต่เราก็อยากจะลองดูว่ามันเป็นยังไง ตอนนั้นผมเห่อบัตร ATM ครั้งแรก เพราะเหมือนอำนาจอยู่ในมือเรา (หัวเราะ)”

ก่อนจากกัน “ยอร์ช” ฝากให้ช่วยติดตามผลงานหนังของตนเองว่า “นอกจากความทะลึ่งสนุกสนานแล้ว เรื่องนี้ยังสื่อถึงชีวิตจริงของวัยรุ่น ช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ แฝงข้อคิด และสาระให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดีครับ”

สกู๊ปพิเศษ : ON-AIR รวดเดียวจบ ละครพิเศษไทย-ญี่ปุ่น ‘ROCK LETTER คำรักจากก้อนหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/278572

สกู๊ปพิเศษ : ON-AIR รวดเดียวจบ ละครพิเศษไทย-ญี่ปุ่น ‘ROCK LETTER คำรักจากก้อนหิน’

สกู๊ปพิเศษ : ON-AIR รวดเดียวจบ ละครพิเศษไทย-ญี่ปุ่น ‘ROCK LETTER คำรักจากก้อนหิน’

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คลอดโปรเจกท์ ละครพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ทั้งที ค่ายบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จึงเฉลิมฉลองและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ด้วยเรื่องราวของความรัก ความผูกพัน ความเอื้ออาทร และมิตรภาพที่มีต่อกันระหว่างชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ใน “ROCK LETTER คำรักจากก้อนหิน” โดยร่วมมือกับ JNTO (องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น), SENDAI CITY และ JET (Journal Entertainment Tribute Inc.) และได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดีจาก “กระทรวงการต่างประเทศ” ผลักดันโปรเจกท์พิเศษจนสำเร็จพร้อมออนแอร์เป็นที่เรียบร้อย

“ROCK LETTER คำรักจากก้อนหิน”เป็นการหวนกลับมาลงจอช่อง 3 อีกครั้งของ มาช่า วัฒนพานิช ประกบคู่พระ-นาง เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ และ มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล และนักแสดงชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น “KEN YAMAMURA (เคน ยามามูระ)”ซึ่งเคยมีผลงานระดับฮอลลีวู้ดในเรื่อง “เดอะวูล์ฟเวอรีน”, “ก็อตซิลล่า” และ “KYOICHI KOMOTO (เคียวอิชิ โคโมโตะ)” เรื่องและบทโดย “บำเพ็ญ ชำนิบรรณการ”และยังได้ผู้กำกับระดับมือรางวัลอย่าง “ภวัต พนังคศิริ” มากำกับการแสดง

บินตรงไปถ่ายทำกันที่ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมหัศจรรย์
ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ถือเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้ และสถานที่ UNSEEN หลายๆ แห่ง รวมไปถึงหมู่บ้าน “สึนามิ” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เกิดสึนามิถล่มอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ก็ยังได้ยกกองไปถ่ายทำกันที่ เขาหลัก จังหวัดพังงาเมืองทะเลอันดามัน ทางภาคใต้ของประเทศไทยด้วย ซึ่งจังหวัดนี้ก็ได้เคยประสบภัยสึนามิด้วยเช่นกัน แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างได้ถูกฟื้นฟูกลับมาสวยงามดั่งเดิม

เนื้อเรื่องพูดถึง “วีนา” (มาช่า วัฒนพานิช) บรรณาธิการนิตยสารชื่อดังตัดสินใจเดินทางไปเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับ “อาย” (มายด์-ลภัสลัล) สาวน้อยวัย 19 ผู้อยู่ในความดูแลของเธอ เพื่อไปตามหาผู้รับจดหมายและหินลายพระจันทร์ให้ชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เสียชีวิตเพราะสึนามิที่ไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยมี “ยู โอฮาร่า” (เคน ยามามูระ) อาสาสมัครชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ช่วย ส่วน “นัท” (เคน-ภูภูมิ) วิศวกรหนุ่มที่เพิ่งอกหักจากคนรัก เขาจึงตัดสินใจไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เขาเลือกเมืองเซนไดเพราะอยากไปเห็นเมืองที่ถูกสึนามิกลืนกินจนราบแล้วกลับฟื้นคืนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ลุกขึ้นเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป นัทมีโอกาสพักบ้านแบบ Home Stay ของ “โยชิ” (เคียวอิชิโคโมโตะ )เจ้าของร้านราเมง นัทจึงได้กินราเมงที่แสนเรียบง่ายแต่อร่อยอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน เขาตัดสินใจขอเรียนการทำราเมงกับโยชิ แต่โยชิไม่ยอมสอน ด้านวีนากับอายเมื่อมาถึงเมืองเซนได ยูก็บอกว่าหนักใจเพราะไม่มีที่อยู่ชัดเจน แต่ยูก็พยายามช่วยตระเวนหาหลายแห่ง จนอายหกล้มเพราะความซนของตัวเอง ทำให้ข้อเท้าแพลง ยูช่วยปฐมพยาบาลอายเป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงพาวีนาและอายไปเลี้ยงราเมงเจ้าอร่อย ทำให้วีนาและอายได้เจอนัทกำลังอ้อนวอนให้โยชิสอนทำราเมง แต่เพราะความเข้าใจผิดของอาย ทำให้อายและนัทกลายเป็นคู่กัดกัน เมื่อวีนาต้องออกตามหาผู้รับจดหมายกับยูต่อ เลยฝากให้นัทช่วยดูแลอายแทน ในระหว่างการตามหาเจ้าของจดหมาย ยูเกิดเมาขาดสติเพ้อแต่ว่าเป็นต้นเหตุให้น้องสาวที่เขารักต้องเสียชีวิต เมื่อยูรู้สึกตัว ยูเลยเล่าให้วีนาฟังว่าเขาต้องสูญเสียครอบครัวเพราะมัวทำแต่งานหาเงินอย่างเดียว ตั้งแต่นั้นมายูจึงได้แต่โทษตัวเอง และจมอยู่กับความทุกข์นี้มาตลอด วีนาแนะนำให้ยูปล่อยวาง และให้กำลังใจยู ยูซาบซึ้งในน้ำใจของวีนาเป็นอย่างยิ่ง อีกด้านหนึ่ง โยชิตกลงยอมสอนนัททำราเมง โดยแลกกับค่าสอนที่แพงจัด ส่วนอายเริ่มเหงา เพราะวีนาไม่ได้กลับมาหา เธอจึงหันมาแกล้งนัทแทน คืนหนึ่งโยชิชวนทั้งคู่ดื่มสาเก อายเมาไม่รู้สึกตัว เผลอไปพูดทำให้นัทเสียใจ นัทจึงต่อว่าเธอกลับ ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นไม่พูดจากัน ฟากวีนากับยูหลังจากตามหาผู้รับจดหมาย จนกระทั่งได้ความว่าชาวญี่ปุ่นในอดีตใช้ก้อนหินเป็นของแทนใจ แต่สำหรับหินลายพระจันทร์ก้อนนี้ ยังคงเป็นปริศนาอยู่ ยังไม่ทันที่จะเจอผู้รับจดหมาย วีนาก็ถูกเรียกตัวกลับไทยกะทันหัน ความสัมพันธ์ของพวกเขา 4 คนจะลงเอยอย่างไร

ตามชมกันได้ใน วันอังคารที่ 11 กรกฎาคมนี้ 2 ชั่วโมงเต็มอิ่ม เวลา 12.15 น. ทางช่อง 3 (ออริจินัล) และช่อง 3HD (ช่อง 33)

สกู๊ปพิเศษ : ‘สัว-ศุภชัย’ มั่นใจ Five Four Records ครบ.. ทุกอารมณ์เพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/277884

สกู๊ปพิเศษ : ‘สัว-ศุภชัย’ มั่นใจ Five Four Records ครบ.. ทุกอารมณ์เพลง

สกู๊ปพิเศษ : ‘สัว-ศุภชัย’ มั่นใจ Five Four Records ครบ.. ทุกอารมณ์เพลง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดินหน้ามาแล้ว 2 ปี กับการมีธุรกิจค่ายเพลงเล็กๆ ในชื่อ Studio 54 Records(สตูดิโอ ฟิฟตี้โฟร์ เรคคอร์ด) วันนี้4 ผู้บริหารหนุ่ม นิค-กีรติ, บอย-พิบูล,สัว-ศุภชัย และ อุ้ย อุกฤษพงศ์ ช่วยกันต่อยอดขยายตัวเองเป็นค่ายเพลงเต็มรูปแบบ ในชื่อFive Four Records (ไฟว์ โฟร์ เรคคอร์ด) พร้อมกับเพิ่มยอด ศิลปินดัง เข้าร่วมทีมมากมาย…“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพิเศษเจาะใจ 1 ในหัวเรือใหญ่ สัว-ศุภชัย กาญจนศักดิ์ชัยคลื่นลูกใหม่ที่ตั้งใจส่งเพลงไทยออกสู่สากล โดยเฉพาะในมณฑลจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี!!

ผู้บริหารค่ายเพลง ที่ไม่ได้จบด้านดนตรี?

“ผมชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็กแล้วครับผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เริ่มจากแซกโซโฟนก่อน แล้วอายุ 13-14 ก็มาจับกีตาร์ทั้งเรียนและหัดเองมาเรื่อยๆ พอเรียนมหา’ลัยตอนนั้นอยู่ที่อเมริกา ใกล้กับเบิร์กลีย์ แล้วเบิร์กลีย์ก็เป็นมหา’ลัยที่สอนเรื่องดนตรีค่อนข้างจะอันดับ 1 ของโลก แต่ผมไม่ได้เรียนดนตรีนะครับผมจบวิศวะคอมพิวเตอร์(หัวเราะ) คือตอนนั้นรอบๆ มีแต่สังคมดนตรี แล้ว นิค(นิค กีรติ) เรียนอยู่ที่เดียวกันด้วย เวลาว่างเราก็ไปนั่งเล่นอยู่ในร้านกีตาร์แถวๆ นั้น ลองนั่นดูนี่ไปเรื่อย จนวันหนึ่งนิคเขาก็ไปซื้ออุปกรณ์อัดเพลงมาเราก็ชวนกันไปเล่นที่คอนโดฯนิค เล่นกันเป็นงานอดิเรก… พอเรียนจบกลับมา ช่วงนั้นนิคเขาก็ซื้ออุปกรณ์พวกนี้เก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนมีวันหนึ่งเขาโทร.มาบอก ช่วยไปอัดกีตาร์ให้เขาหน่อย ผมก็ไปอัดให้เขา ก็สนุกดีครับ แล้วเราก็คิดว่านิคมีเพลงตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ลองปล่อยออกมาสนุกๆ สักเพลง เราก็ลองทำกัน แต่กว่าจะเสร็จก็มีเพลงหนึ่งมาคั่นก่อน ก็คือ มัดหมี่ (พิมดาว พานิชสมัย-ภรรยา) เพราะเขาเคยคุยไว้ว่าอยากจะทำเพลงหนึ่งมาก ชื่อ“Pictures in my mind” ก็เลยเอามาทำ เราก็เรียกเพื่อนๆ มาช่วยกันอัดดนตรี แล้วก็ส่งไปมาสเตอร์ ปล่อยกันสนุกๆ พอปล่อยได้ นิคเขาก็มีความมั่นใจมากขึ้น กับการปล่อยเพลง “ถาม” ที่เขาใช้เวลาทำร่วมปี พร้อมกับเปิดค่ายร่วมกันกับเพื่อน 4-5 คน”

ความเสี่ยง?

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าเป็นความเสี่ยงครับเราทำสนุกๆ คิดว่าเป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่เราอยากทำ ดูสิว่าจะเป็นยังไง ก็ทำกันจนเริ่มมีคนเยอะขึ้น เริ่มขยายใหญ่ขึ้น (ห่วงเรื่องการร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ บ้างไหม หลายที่วงแตก?) ผมเคยอยู่ในธุรกิจที่ลงทุนกับ Start Up มา ทำให้พอรู้ว่าจะคุม Start Up ยังไง ไม่ให้แตก ใช้ความรู้ตรงนั้นมาทำตรงนี้ แล้วแต่ละคนก็ผ่านงานบริหารมาแล้วในระดับหนึ่ง เราเริ่มมาจากสายธุรกิจกันหมดเลย เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจตรงนี้ก็ไม่ยากครับ”

เหตุที่เปลี่ยนชื่อ?

“เราเริ่มจากชื่อ Studio 54 Recordsครับ แต่บางคนสับสนว่าเราเป็นค่ายเพลง หรืออะไรเพราะมีคนถามมาในเฟซบุ๊คตลอดเวลาว่ายูเป็นสตูดิโอ เป็นห้องอัดเหรอ เราก็เลยโอเค เราเป็นเรคคอร์ดเรโบ นะ ค่ายเราเริ่มโตขึ้น มีทีมงานมีศิลปินเพิ่มเข้ามา เพราะฉะนั้นเลยตกลงกันว่าเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับงาน ก็เลยมาเป็นไฟว์ โฟร์ เรคคอร์ด ดีกว่าครับ”

ความเปลี่ยนแปลงภายในค่าย?

“2 ปีที่ผ่านมา เราอาจจะเรียนถูกเรียนผิดมาเรื่อยๆ ตอนนี้เราค่อนข้างที่จะเป็นระบบมากขึ้นครับ ถึงแม้จะดึงคนจากวงการดนตรีมาช่วย แต่เราก็ยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในหลายๆ เรื่อง ทั้งการบริหารงาน บริหารคนหรือค่าใช้จ่าย ซึ่งเราพร้อมที่จะเดินหน้ารับอะไรใหม่ๆ เพราะเราหวังว่าจะมีคนฟังเพลงของเราเพิ่มขึ้น ค่ายนี้เกิดจากความรักในดนตรีของพวกเรา เรามีความสุขในการทำตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราอยากสื่อให้คนเห็น อยากให้คนมีส่วนร่วมกับพวกเรา”

ช่องทางเข้าถึงคนฟัง?

“หลักๆ ตอนนี้เราสื่อสารกับแฟนๆ ทางยูทูบ fivefourrecords กับเฟซบุ๊คFiveFourRecord เป็น 2 โซเชียลมีเดียหลักๆ เลยครับ แต่เวลาปล่อยเพลง เราก็ต้องวางระบบว่าเราจะออกมาในแคมเปญรูปแบบไหนเพื่อเก็บเสียงตอบรับมาปรับเปลี่ยน เพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานของเรา โดยเราจะออกซิงเกิ้ลใหม่เดือนละเพลง ก่อนหน้านี้ก็มีเพลง “เธอแค่รับไป” ของ “วิน รัตนพล” ครับ (อดีตสมาชิกวงโปเตโต้) เป็นผลงานเดี่ยว single แรกของเขา และก็เร็วๆ นี้วันที่ 3 กรกฎาคม จะปล่อยเพลงชื่อ “ปัจฉิมนิเทศ” เพลงจากวงน้องใหม่ “Znowball” จากนั้นก็จะศิลปินดังอีกหลายท่าน ที่จะมาร่วมงานกับเรา แต่ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ อีกสักพักน่าจะได้เห็นกันครับ”

เตรียมส่งเพลงไทย สู่ตลาดเพื่อนบ้าน?

“เรามีการเอาเพลงของ นิค (นิค กีรติ) ไปร้องเป็นภาษาจีน เพื่อขยายฐานไปที่เมืองจีนครับ โดยเดือน 9 เราน่าจะมีไปทัวร์คอนเสิร์ตกันที่เมืองจีนด้วย เรากำลังหาจังหวะปล่อยเพลงภาษจีนกันอยู่ เพราะเราต้องเตรียมการกันพอสมควร เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว ที่เราสนใจตลาดเพลงจีน เพราะคนจีนค่อนข้างเปิดกว้างในการฟังเพลงภาษาอื่น เราคิดว่าเรามีช่องทางที่สามารถเข้าไปอยู่ในจุดๆ นั้นได้ แค่ได้คนฟัง15% ของคนจีนทั้งหมด ก็ร่วม 50 ล้านคนแล้วครับ เซี่ยงไฮ้ที่เดียวคนก็เกือบ 20 ล้านคนแล้ว แล้วเราโชคดีที่ผู้บริหารค่ายเพลงพูดภาษาจีนได้(หัวเราะ) บอย (บอย พิบูล)เขาพูดได้ครับ เลยรับหน้าที่ตรงนี้ไป และก็จะมีไปทางญี่ปุ่น เกาหลีด้วยครับ”

ซิงเกิ้ลเดี่ยวของ “สัว”?

“ของผม ตอนนี้ยังไม่มีแพลนเลยครับขั้นตอนในการวาง การปล่อย ค่อนข้างใช้เวลาเยอะผมอาจจะมีธุรกิจตัวอื่น ที่ปลีกเวลามาไม่ได้เยอะขนาดนั้น ตอนนี้เลยยังไม่มีแพลนครับ”

ตารางชีวิต?

“ถ้าในส่วนของงานบริหารค่ายเพลงนี่เสาร์-อาทิตย์ ตอนเย็นๆ ครับ(หัวเราะ)วันธรรมดาก็มีแวะเข้ามาบ้างครับ แล้วแต่จังหวะตอนแรกว่าเป็นงานอดิเรก แต่ตอนนี้เริ่มเป็นธุรกิจหนึ่งหลักพาร์ทหนึ่งของชีวิตแล้วครับ ต้องให้เวลามากขึ้น โฟกัสมากขึ้น”

เอกลักษณ์ของ ไฟว์ โฟร์ เรคคอร์ด?

“อยากให้นึกถึงผลงานที่เราตั้งใจสร้างสรรค์กันมากกว่าครับ เราอยากจะขยายงานที่มีคุณภาพให้คนในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านได้ยอมรับ เราเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่พยายามจะสร้างตัวเองให้มีคุณภาพ คือคุณภาพงานของเราต้องมาก่อน อยากให้คนฟังเห็นถึงความตั้งใจ ที่เราทำออกมาด้วยความรักจริงๆ ตอนนี้เรากำลังทำบ้านที่มีห้องอัดในตัว เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ทีมงานและศิลปินได้มาแจมเพลงกัน มาแฮงค์เอ้าท์ มาสร้างสรรค์ผลงานกัน เราบริหารงานแบบครอบครัวให้ศิลปินหาแนวเพลงของตนเอง และให้อิสระเต็มที่ในการสร้างสรรค์งาน”

ชีวิตหลังแต่งงาน?

“ผมกับมัดหมี่แต่งงานกันมาปีกว่าแล้วครับ ปีนี้จะครบ 2 ปี ทุกอย่างลงตัวมากครับ (ใกล้จะมีทายาทหรือยัง?) ยังครับ(หัวเราะ) เรายังไม่อยากมี สักพักใหญ่ๆ เลยครับเดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะเรายังสนุกกับงานทุกอย่างกำลังก่อตัว และต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะฉะนั้นตอนนี้ขอสร้างตัวกันก่อนครับ”

พอเข้าเรื่องหัวใจ “สัว” พูดน้อยขึ้นมาทันทีค่ะ เอาเป็นว่าใครที่ชอบความน่ารักของคู่นี้ คงต้องรอให้ทั้งคู่สนุกกับงานกันไปก่อน รวมถึงตามให้กำลังใจพวกเขาผ่านผลงานเพลง ที่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนรักทำในสิ่งที่รัก กับค่ายน้องใหม่ที่ฝีมือล้ำหน้าไปไกลอย่าง ไฟว์ โฟร์ เรคคอร์ด

ลูกหมู

สกู๊ปพิเศษ : วันครอบครัว… ‘คนมายา’ มีความในใจอะไร ที่อยากบอกกับครอบครัว!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/265242

วันศุกร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รอง เค้ามูลคดี ; “อยากจะขอบคุณลูกๆที่เขาดูแลเอาใจใส่พ่อกับแม่เป็นอย่างดี ในขณะที่เรากำลังทุกข์ เขาก็เป็นกำลังใจให้เรา คอยทำให้เราคลายเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในการที่เขามีถามว่า พ่อทานอะไรไหม พ่อเป็นไง พ่อเหนื่อยไหม พ่อไปเที่ยวไหม นิดๆ หน่อยๆ เราอาจจะไปได้หรือไปไม่ได้ แต่ว่าแค่นี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็พอแล้ว ปลื้มแล้ว ที่ลูกมีความเอาใจใส่ถามไถ่ห่วงใย ไม่ต้องมากหรอก แต่รู้สึกอบอุ่นในครอบครัว และเนื่องในวันปีใหม่ไทยนี้ พ่อรองก็อยากจะอวยพรให้ลูกหลานทุกคนมีแต่ความสุขสิ่งร้ายๆ ที่มันมีในปีที่แล้วก็ให้มันหายไปกับปีเก่า ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง คิดอะไรขอให้ประสบความสำเร็จ สมปรารถนาในทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ ขอให้ร่ำรวยอย่าเจ็บอย่าจนครับ”

กล้วย-ปรารถนา ; “สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด ในครอบครัวมีเรื่องที่ขุ่นข้องหมองใจ แต่เราต้องทำความเข้าใจ และก็รักกันให้มากที่สุด อย่าพึ่งไปมองคนอื่น ต้องให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว บางทีการมองคนอื่นคือเป็นเรื่องของมิตรภาพ แต่ครอบครัวนั้นมากกว่ามิตรภาพ ต้องรักษาและก็ผดุงไว้ ถ้าครอบครัวเราแข็งแรง เราก็สามารถที่จะทำอย่างอื่นให้ได้แข็งแรงขึ้นค่ะ”

นก-สินจัย ; “ตอนนี้นกเหลือคุณแม่คนเดียว ที่เป็นผู้ใหญ่ของครอบครัวทุกปีเราก็จะกินข้าวกัน ขอบคุณคุณแม่ที่อยู่ด้วยกัน เคียงข้างกันมาตลอด คุณแม่อายุมากขึ้น โรคภัยก็มากด้วย เดี๋ยวต้องเตรียมผ่าตัดขา ทำบอลลูนเส้นเลือดที่ไม่เดิน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของครอบครัวเราค่ะ”

บอย-พิษณุ ;“คนในครอบครัวผมมีไม่เยอะนะครับ แต่ผมสัญญาว่าจะรักกันไป ดูแลกันไปให้ดีขึ้นทุกๆ ปีเลย”

เก่ง-ชัชวาล ; “ผมอยากขอบคุณประเพณีวัฒนธรรมดีๆ ของชาวไทยครับ เพราะว่าตั้งแต่เด็กวันสงกรานต์ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของเรา ยิ่งใหญ่ในที่นี้หมายถึง 1.เป็นวันหยุด 2.เป็นวันครอบครัว 3.เป็นวันทำบุญ 4.เป็นวันรวมญาติ เท่าที่เห็นตั้งแต่เด็กคือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย คนที่อยู่ในครอบครัวจะมารวมตัวกัน เป็นวันที่สนุกมีกิจกรรม ได้ร่วมกันทำบุญตอนเช้า ตักบาตร ทำความสะอาดบ้านเรือน แล้วก็ได้ทำบุญอัฐิด้วย สิ่งที่ผมอยากจะขอบคุณครอบครัว คือขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่และญาติๆทุกคน ที่ทำให้ผมมีความสุขในวันสงกรานต์ ตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ และผมก็จะทำแบบนั้นกลับไปให้ท่านเช่นกันครับ”

เจมส์-จิรายุ ; “ผมอยากขอบคุณครอบครัว ที่เลี้ยงดู และอบรมสั่งสอนผมมาอย่างดีครับ ครอบครัวผม คุณพ่อ-คุณแม่ไม่ได้ถือว่าดุมาก แต่ก็
ไม่ได้ตามใจมาก ท่านจะเลี้ยงด้วยความมีเหตุมีผล เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านจะถามก่อนว่า ทำแบบนี้ทำไม เพราะอะไร หาเหตุผลมา ถ้าเหตุผลไม่ดีก็ต้องโดนทำโทษ แต่ถ้าเกิดว่ามีเหตุผลที่พอรับได้ ท่านก็จะสอนว่าสิ่งนี้ไม่ควร แก้ไขซะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเหตุผลมากกว่า คุณพ่อ-คุณแม่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำนู่นทำนี่ แต่จะบอกว่า ถ้าเกิดชอบทำอะไรที่มันดีเขาก็สนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ขอให้เราทำทุกอย่างที่อยากทำก็พอแล้วครับ ส่วนสิ่งที่อยากขอโทษครอบครัว น่าเป็นเรื่องที่เราดื้อบ้างตอนเด็กๆ ครับ แต่ที่อยากขอโทษจริงๆ น่าจะเป็นช่วงนี้แหละ ที่ไม่ได้มีเวลาให้ ผมว่าช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ควรมีเวลาให้กับครอบครัวมากที่สุดครับ”

คิม-คิมเบอร์ลี่ ; “อยากขอบคุณครอบครัวของเราที่รักกันมาก ขอบคุณที่เข้าใจซึ่งกันและกัน ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้สามารถพูดกันตรงๆ ได้ เพราะเห็นบางครอบครัวไม่สามารถพูดกันตรงๆ ได้ถือว่าเราโชคดี และสิ่งที่อยากขอโทษคือตั้งแต่ที่คุณพ่อเสียก็ไม่มีเวลาเหมือนกับเมื่อก่อน เลยอยากขอโทษที่ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันค่ะ”

โอ๊ต-สุรศักดิ์ ; “คงจะเป็นเรื่องที่ทำให้คุณแม่เสียใจ น้อยใจ อาจจะเคยมีบ้างที่เราใช้วาจาคำพูดด้วยความไม่เข้าใจกัน ผมอยากจะขอโทษแม่นะครับจริงๆ แล้วในครอบครัวโอ๊ตเอง เราค่อนข้างสนิทกันมาก โอ๊ตเป็นหัวหน้าครอบครัวมาตลอด ตั้งแต่คุณพ่อเสียครับ จึงอาจมีบางครั้งที่สื่อสารผิดพลาดไปบ้างต้องขอโทษคุณแม่ด้วยครับ”

แอนดรูว์ กรเศก ; “ก่อนอื่นต้องขอโทษก่อนเลยครับ ในช่วงวัยรุ่นผมอาจจะทำอะไรที่ทำให้แม่ผิดหวังไม่สบายใจ พอโตแล้วรู้สึกว่าตัวเองคิดอะไรได้มากขึ้น สัญญาครับว่าจะเป็นเด็กดี และก็จะดูแลครอบครัว พี่สาว คุณแม่ แล้วก็ทุกคนที่อยู่ในครอบครัวให้ดีที่สุดครับ อยากจะขอบคุณทุกคนไม่ว่าจะดีหรือร้าย ทุกคนอยู่เคียงข้างผม คือครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญมาก ฉะนั้นถ้าคนในครอบครัวไม่เชื่อมั่นในตัวเราแล้ว มันก็จะเป็นอีกมุมนึงที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เรียกว่าครอบครัว จะผิดจะถูกยังไงคำว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมครับ”

นึกคิด บุญทอง ; “เนื่องในโอกาสวันครอบครัวที่จะมาถึงนี้ ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัวบุญทอง ก็อยากจะบอกกับครอบครัวว่า ถึงแม้ตอนนี้จะทำงานทุกๆ ลมหายใจ ทุกๆ เวลา ทุกๆ นาทีก็ยังคิดถึงครอบครัวอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ดูแล หรือว่าเป็นที่ปรึกษาอะไรก็แล้วแต่ ก็ยังเป็นห่วงทุกๆ คน และก็จะทำหน้าที่ของผู้นำในครอบครัวให้ดีที่สุดครับ”

ซีดี เดอะสตาร์ ; “อยากจะขอบคุณที่บ้านทุกคนเลยครับ ที่เลี้ยงผมมาอย่างดีตั้งแต่เล็ก จนโต เข้าปีที่ 20 ผมคิดว่าผมโตขึ้นมาก และจะตั้งใจทำงานให้ท่านๆ สบายครับ”

แก้มบุ๋ม-ปรียาดา ; “จริงๆ ครอบครัว คือทุกอย่างสำหรับเราอยู่แล้วค่ะ ไม่มีอะไรที่จะต้องบอกมาก เพราะรักทุกคน แค่อยากทำอะไรก็ได้ในชีวิตนี้ที่ทำให้พ่อกับแม่มีความสุข พ่อกับแม่สบายใจ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าครอบครัวเรามีความสุข ก็พร้อมและเต็มที่ให้ทุกอย่างอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่เราอยากขอโทษก็คงเรื่องที่เราทำงานเยอะ บางทีเราไม่มีเวลาให้ครอบครัว บางทีแม่อยากให้ไปหาตากับยาย เพราะตากับยายที่อยู่ต่างจังหวัด แต่บางครั้งทำงานกลับมาก็ดึกแล้ว ก็ไม่ได้เจอ จะน้อยมากที่นานๆ จะรวมตัวกันทีหนึ่งค่ะ”

เฟรช-อริศรา ; “สำหรับคอรบครัวคือรักค่ะและก็พร้อมจะมอบความอบอุ่น ความรัก ความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว จริงๆ แค่ ทานข้าวด้วยกัน โทร.หากัน ก็เกิดความรักความอบอุ่นแล้ว สำหรับคนที่ทำงานไกล ใช้วิธีนี้ก็ได้ค่ะ โทร.หากัน บอกรัก บอกคิดถึงกัน เจอกันอาทิตย์ละครั้งก็จะดีมากๆ ค่ะ”

เปา-เปาวลี ; “อยากขอบคุณครอบครัวของเปานะคะ ทั้งคุณพ่อคุณแม่แล้วก็พี่ชาย เราเดินทางมาสายร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ แล้วครอบครัวก็มีส่วนช่วยผลักดันตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงปัจจุบัน เราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข แล้วความฝันของเราถือเป็นความฝันรวมๆ ของครอบครัวด้วย ทำให้มีวันนี้ได้ก็เพราะครอบครัวค่ะ ทำให้เรามีกำลังใจในการทำงาน รู้สึกอุ่นใจเวลาที่มีครอบครัวไปทำงานด้วย”

บิ๊กเอ็ม-กฤตฤทธิ์ ; “สำหรับผมไม่ได้อยู่กับครอบครัวเท่าไร เจอกันปีละครั้งแต่สงกรานต์ส่วนใหญ่จะอยู่ด้วยกันทุกปีกลับบ้านที่ขอนแก่น ผมว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาขอบคุณพ่อแม่ที่ทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขจนถึงทุกวันนี้รวมถึงตัวผมเองด้วย อยากให้ทุกวันเป็นวันครอบครัวไม่ใช่แค่วันสงกรานต์ครับ”

จอร์จ-ฐปนัท ; “สิ่งที่ผมบอกเป็นประจำคือรักทุกคน ทั้งพ่อแม่ พี่สาว ปู่ย่า ญาติๆ รักเขามากๆ สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเพื่อตัวเอง อีกส่วนหนึ่งเพื่อเขา มีความสุขทุกครั้งที่พ่อแม่คนในครอบครัวดูผลงานเราผ่านทีวี. และเขาก็ชอบ เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างภูมิใจ ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างผมในวันที่ท้อและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอมาครับ”

โบ-เมลดา ; “ทุกวันของหนูเป็นวันครอบครัวค่ะถ้ามีโอกาสอะไรที่ได้ทำร่วมกัน ก็อยากให้ทุกคนได้ทำเนื่องในวันสงกรานต์ก็อยู่กับครอบครัวพูดคุยในสิ่งที่ไม่เข้าใจกัน และเพื่อให้หลังจากวันนี้เป็นวันที่ดีของแต่ละคน อยากขอบคุณหลายๆ อย่าง ถ้าเราไม่มีครอบครัว เราก็คงไม่มาถึงในวันนี้ เพราะครอบครัวจะคอยเป็นกำลังใจให้เราในทุกๆ เรื่องค่ะ”

โกสินทร์ ราชกรม ; “ที่ผมมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะครอบครัว เด็กจะโตเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้ก็ต้องมาจากสถาบันครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรกผมจึงอยากขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่ และญาติๆ รวมถึงครูบาอาจารย์ ที่หล่อหลอมผมเป็นผมในวันนี้ผมอยากขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวสิ่งที่อยากขอโทษคือข้อผิดพลาดที่ผ่านมา ซึ่งบางครั้งคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ยังไงเราก็เป็นเด็กในสายตาคุณพ่อ-คุณแม่อยู่ดี ทำให้มีข้อผิดพลาดไปบ้าง เกิดจากความไม่ยั้งคิด เพราะผมเป็นเด็กใจร้อน ก็อยากฝากน้องๆ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่จะทำอะไรได้ เพราะผู้ใหญ่ย่อมผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเรา ฟังคำเตือนคำสั่งสอนของท่านเอาไว้เป็นดีที่สุดครับ”