สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291949

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อำเภอกรงปินัง สร้างความเข้มแข้งในอาชีพด้วยกระบวนการสหกรณ์ ช่วยกันพัฒนาอาชีพแบบเอื้ออาทร ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและยกระดับสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้นและได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำ

ประโลมใจ เนียมแกล้ว

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 เปิดเผยว่า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด เกิดขึ้นจากการที่ นายอาหะมะ อาลีมะสะ ประธานสหกรณ์ ได้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้เรื่อง “ชุมชนเข้มแข็งด้วยวิถีสหกรณ์” ภายใต้โครงการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59 จึงมีแนวคิดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบอาชีพด้านการปศุสัตว์ จึงได้เริ่มพูดคุยชักชวนผู้ที่เข้ารับการถ่ายทอดความรู้มารวมกลุ่มกัน จากนั้นได้เชิญนักวิชาการสหกรณ์ไปให้ความรู้ความเข้าใจด้านสหกรณ์โดยละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงมีการลงมติขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 87 คน ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2560 ปัจจุบันสมาชิก 104 คน เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ได้แก่ การเลี้ยงโค แพะเนื้อ แพะนม มีคณะกรรมการสหกรณ์ 15 คน กลุ่มสมาชิก 4 กลุ่ม ปีบัญชีของสหกรณ์ 30 มิถุนายน ของทุกปี แดนดำเนินการ ครอบคลุมทั้ง 4 ตำบลในอำเภอกรงปินัง มูลค่าหุ้นละ 50 บาท จำนวน 2,650 หุ้น เป็นเงิน 132,500 บาท

ราตรี กาเจ

ด้าน นางราตรี กาเจ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 8 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับธุรกิจของสหกรณ์เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด ประกอบด้วย ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายตามความต้องการของสมาชิก ประเภทสินค้า ได้แก่ อาหารโค อาหารแพะเนื้อ อาหารแพะนม แร่ธาตุ ยารักษาโรค มีหน้าร้านอยู่ติดกับหน่วยผสมเทียมอำเภอกรงปินัง โดยสมาชิกจะได้ซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาดและที่สำคัญสมาชิกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อสินค้าในตัวเมืองยะลาได้มาก เพราะด้วยพฤติกรรมการของสมาชิกจะซื้อสินค้าเพียงครั้งละ 1-2 กระสอบ เฉลี่ยซื้อสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำนมแพะเพื่อแปรรูปและจำหน่าย ซึ่งการแปรรูปน้ำนมเริ่มมาจากการที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสมาชิกที่บริโภคน้ำนมดิบที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ จึงนำสมาชิกที่เลี้ยงแพะนมไปอบรมเรื่องการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมแพะ และการแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์แบบครัวเรือน ณ สถาบันฮาลาล มอ.ปัตตานี หลังจากอบรมแล้วก็มีความสนใจที่จะแปรรูปน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ออกจำหน่าย เพราะเห็นว่าจะขายได้ราคาดีกว่าการขายน้ำนมดิบที่ขายอยู่ในราคา 60 บาทต่อกก. แต่เมื่อแปรรูปแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ 150 บาทต่อ กก. เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรขั้นต้นโดยประมาณ 56 บาท ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และกองกลาง จึงได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มแปรรูปน้ำนมแพะกรงปินัง ซึ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรกในงานผลไม้และของดีเมืองยะลา ในระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2560 โดยผลิตเป็นนมแพะพาสเจอร์ไรซ์รสธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ในเรื่องของกลิ่นที่ดื่มง่าย รสชาติมันเพราะความเข้มข้นของน้ำนมดิบ ทำให้กลุ่มมีกำลังใจที่จะผลิตต่อไปอีกและเพิ่มรสชาติให้หลากหลาย เช่น รสน้ำผึ้ง รสช็อกโกแลต เพื่อเจาะตลาดลูกค้าที่เป็นเด็กให้มีโอกาสได้ดื่มนมแพะ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านมโค โดยสหกรณ์จะเป็นผู้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายให้ โดยเป้าหมายในอนาคต ทางสหกรณ์ฯ จะจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิกกลุ่ม เรื่องการเลี้ยงแพะให้ได้น้ำนมคุณภาพ การรีดนมแพะการเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ เช่น โยเกิร์ตนมแพะ ไอศกรีมนมแพะ นมแพะอัดเม็ด เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291710

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

สกู๊ปพิเศษ : พด.แนะเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เพิ่มผลผลิตพืช

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เพื่อทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยขาดการจัดการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะทำให้สภาพดินเกิดความเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ เนื้อดินแน่นทึบ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักทางด้านวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการสำรวจดินและการพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีสถานีพัฒนาที่ดินกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ กว่า 80,000 คน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ในการทำหน้าที่วิทยากรเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ บริการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ การอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ วิธีการดูแลรักษาแหล่งน้ำในไร่นา การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรในยุค 4.0 สามารถนำความรู้ต่างๆ ไปใช้ปฏิบัติได้เอง และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินและน้ำเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จึงจะทำให้มีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนตลอดไป

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีปริมาณน้ำและแร่ธาตุอาหารเพียงพอ
เนื้อดินมีอินทรียวัตถุอยู่มากและไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช มีค่า pH ประมาณ 5.5 ถึง 7.0 จึงจะช่วยเพิ่มผลผลิตพืชให้สูงขึ้น เกษตรกรต้องทำการปรับปรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ต้องมีการใส่เพิ่มอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในดินให้สูงขึ้น ซึ่งแนวทางหรือการปรับปรุงบำรุงดินมีวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง เช่น การใช้วัสดุปูนในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง เช่น นาข้าวใช้ปูนมาร์ล ไม้ผลใช้ปูนโดโลไมท์ หรือปูนขาว วิธีการไถกลบตอซังฟางข้าวร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตราการใช้ 5 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นหมักทิ้งไว้ช่วยให้ฟางย่อยสลายตัวได้เร็วขึ้น ทำให้เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หากใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ คลุกเคล้าอยู่ในดิน เกษตรกรสามารถใช้วิธีการเพิ่มฮอร์โมนในต้นพืชที่ปลูก โดยใช้ปุ๋ยอินทรียน้ำฉีดพ่นให้ต้นพืช หรือรดลงดิน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงพืชเจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาควบคุมความชื้นในดิน ให้ใช้วัสดุต่างๆ คลุมดิน เช่น ฟางข้าว ใบหญ้าแฝก แกลบสด พลาสติก หรือปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช และช่วยรักษาความชื้นในดิน

นอกจากนี้ เกษตรกรควรมีการจัดการดินภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยต้องไม่ทำการเผาตอซังพืชทุกชนิด ให้ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ฯลฯ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ไถกลบหรือสับกลบตอซังลงในดิน เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลถัดไป

สำหรับวิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เป็นวิธีการที่จะช่วยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เสื่อมสภาพ และสามารถปลูกพืชให้ผลผลิตสูงได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ต้องตรวจวิเคราะห์ ตรวจสอบดินทุกๆ 1-2 ปี เพื่อทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดิน และนำผลวิเคราะห์ไปพิจารณาหาแนวทาง หรือวิธีการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสมต่อๆ ไป

ทั้งนี้ เกษตรกร ประชาชนทั่วไป สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลความรู้ต่างๆ ได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

สุรเดช เตียวตระกูล

สุรเดช เตียวตระกูล

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290456

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของฉันทามติ ความสมัครใจ และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มุ่งการเติบโตทางการค้าและการลงทุน และให้ความสำคัญในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถของสมาชิกเอเปกในสาขาต่างๆ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รวม 21 ประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนนโยบาย แนวปฏิบัติที่ดีของประเทศต่างๆ โดยการประชุมครั้งล่าสุด เป็นการประชุมเชิงวิชาการใน “สัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปก (Food Security Week)” การประชุมระดับสูงว่าด้วยการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-25 สิงหาคม 2560 ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยนางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าวในฐานะตัวแทนประเทศไทย

ทั้งนี้ สศก. ได้แถลงต่อที่ประชุมให้ทราบถึงการดำเนินการของไทย ในหัวข้อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยยกตัวอย่างการนำโครงการประชารัฐ มาส่งเสริมเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.0 เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แถลงการณ์ดำเนินการของตนเองภายใต้กรอบทิศทางของ APEC ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ซึ่งต่างให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) เพื่อเพิ่มผลผลิต ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งการสร้างนวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ไปในทิศทางเดียวกับไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์เกิ่นเทอ มุ่งเน้นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารในภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการการสูญเสียอาหาร 2) แผนปฏิบัติการระยะหลายปีเพื่อความมั่นคงอาหาร ปี 2561-2563 เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของสมาชิกเอเปกในการสร้างความมั่นคงอาหารในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) แผนปฏิบัติการพัฒนาชนบทและเขตเมืองเพื่อความมั่นคงอาหารและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท

ในโอกาสนี้ประเทศไทยได้เสนอตัวเพื่อจัดกิจกรรม (workshop) ภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว จำนวน 2 เรื่อง คือ 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 2.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2562-2563

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับกลุ่ม APEC มีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ ยางธรรมชาติ ข้าว น้ำยางธรรมชาติ ไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลจากอ้อย ปลาทูนาปรุงแต่ง มันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง อาหารสุนัขและแมว สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ถั่วเหลือง อาหารปรุงแต่ง ปลาโอท้องแถบแช่แข็ง ข้าวสาลี อาหารปรุงแต่งสำหรับทารก ปลาหมึกกระดองแช่แข็ง ของปรุงแต่งใช้เลี้ยงสัตว์ ซิการ์ นมผงไม่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวาน กากน้ำมันและกากแข็งที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง โดยมูลค่าการค้าของไทยกับกลุ่มเอเปก ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 5.29 แสนล้านบาท ได้ดุลการค้า 3.64 แสนล้านบาท

“การเข้าร่วมประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือ APEC ของไทยในครั้งนี้ได้ไปแสดงบทบาทที่ชัดเจนของไทยในการรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านความมั่นคงทางอาหาร ผ่านหลักการปฏิบัติที่ดีภายใต้นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงนโยบายยกกระดาษ A4 เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทย” นางสาวจริยา กล่าวย้ำ

 

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/291199

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘รากนครา’ โชว์ชุดสวย ซีนแต่งงาน แต่ทำ ‘หมาก+แต้ว+มิว’ สุดกล้ำกลืน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ละครดัง “รากนครา” เข้มข้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะถึงช่วงที่นางเอก แม้นเมือง (แต้ว-ณฐพร) ถูกบังคับให้แต่งงานกับพระเอก ศุขวงศ์ หรือ เจ้าน้อย (หมาก-ปริญ) หลังจากที่ มิ่งหล้า (มิว- นิษฐา) ลูกสาวของ เจ้านางข่ายคำ (น้ำฝน-สรวงสุดา) เกิดนึกรัก เจ้าศุขวงศ์ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อ เจ้าหลวงแสนอินทะ (อู๋-ธนากร) และ หน่อเมือง (นิว-ชยพล) ต้องการส่งตัวมิ่งหล้า ไปถวายตัวแก่ กษัตริย์เมืองมัณฑ์ เมื่อมิ่งหล้ารู้เข้า ก็ไม่พอใจ เพราะอยากแต่งงานกับเจ้าน้อยมากกว่า จึงนัดแนะให้เจ้าน้อยพาตนเองหนี เรื่องรู้ถึงหูเจ้าหลวงแสนอินทะ และหน่อเมือง ทั้งสองจึงวางแผน ให้แม้นเมืองไปสลับตัวแทน ทำให้เจ้าน้อยช่วยผิดคน สุดท้ายจึงจบลงด้วยการที่ทั้งสองต้องแต่งงานกัน

ซีนใหญ่ที่เตรียมออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 12 กันยายนนี้ เป็นฉากที่มิวต้องนั่งช้างไปเมืองมัณฑ์ พร้อมๆ กับ น้ำฝน-สรวงสุดา ผู้รับบทเป็นแม่ ส่วน หมากกับแต้ว ต้องเข้าพิธีแต่งงานกันอย่างกะทันหัน ด้วยความไม่เต็มใจ ถึงแม้ในส่วนลึก ทั้งคู่จะมีใจให้กัน แต่ต่างก็ไม่แสดงออก

หมากรู้ดีว่า สาเหตุที่ อู๋ วางแผนให้ตนแต่งงานกับแต้ว เพราะต้องการความมั่นคงทางการเมือง เพื่อที่จะให้แต้ว ผูกใจอยู่กับเชียงพระคำ ฉากนี้ ทีมงานปักหลักถ่ายทำกันที่เชียงใหม่ บรรยากาศภายในงาน จึงเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เพื่อบ่งบอกถึงความเร่งรีบจัดงานแต่งแบบไม่ได้ตั้งตัวของคู่บ่าว-สาว

เบื้องหลังการถ่ายทำเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ครื้นเครง รวมทั้งความตื่นเต้นของเหล่านักแสดง ที่ได้สวมใส่ผ้าโบราณกันเต็มยศ โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในละครเรื่องนี้ ภูริวัตร กิตติศรีไสว,วสิน อุ่นจะนำ และ สุทธิพันธุ์ เหรา เล่าว่าใช้เวลาเตรียมการร่วมปีในการศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล โดยทั้ง 3 ท่าน เผยว่า “ละครเรื่องนี้เป็นการชุบชีวิตผ้าเก่าจากแต่ละเมืองขึ้นมาใหม่ เราได้ศึกษาข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าเพื่อดูในเรื่องของรูปแบบ ศึกษาผ้าในพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงในคอลเลคชั่นสะสมส่วนบุคคลด้วย โดยโทนสีทั้ง 3 เมือง จะเห็นได้ว่ามีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป ความสวยงามทั้งหมดนี้อยู่ในรากนครา”

พอถึงเวลาเดินกล้อง สีหน้าของพระ-นาง หมากกับแต้ว ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งคู่แทบไม่ได้ยิ้มให้กัน ยิ่งถึงตอนที่อู๋กับนิว ขึ้นไปผูกข้อไม้ข้อมือให้ หมากถึงกับหน้าบอกบุญไม่รับ เพราะอู๋ สั่งให้แต้ว ทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง หมากจึงคิดว่าแต้วไม่ได้รักตน ยิ่งทำให้น้อยใจ พอเสร็จพิธี หมากเดินลงเวทีไปอย่างไม่ไยดีแต้ว นางเอกของเรากลายเป็นเจ้าสาวที่น่าสงสาร ฉากเข้าหอยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อแต้วก็ยังมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ตลอดเวลาว่า หมากไม่ได้รักตนขนาดแค่ทีมงานในกองนั่งมองยังอดสงสารทั้งคู่ไม่ได้ ภาพเบื้องหน้าจะออกมาสวยงาม หรือกล้ำกลืนแค่ไหน ติดตามได้คืนวันอังคารนี้ ทางช่อง 3

สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289141

สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

สกู๊ปพิเศษ : นั่งคุยกับ ‘หมู’ บัณฑิต แซ่โง้ว 15 ปีที่จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกริ่นนำกันสักนิดกับที่มาของ “หมู” บัณฑิต แซ่โง้ว หรือ หมู MUZU (มูซู) ศิลปินจากสังกัด ไวท์ มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่โลดแล่นในวงการดีดสีตีเป่ามาร่วม 15 ปี มีผลงานซิงเกิ้ลมาแล้วมากมาย อาทิ หลอกตัวเอง, สวรรค์วิมาน, เข้ากันไม่ได้, ไม่เคย ฯลฯ เส้นทางนี้ใช่ความฝันของเขาหรือไม่ และอะไรทำให้เขากลายเป็นศิลปินเดี่ยวในนาม MUZU กับวิถีออนทัวร์ ที่เหลือเชื่อ!? เขาว่า…หมูขับรถพาคุณแม่เดินสายทัวร์คอนเสิร์ต ไปไหนไปกันเสร็จงานเที่ยวต่อกัน 2 คน!?

15 ปีที่โลดแล่น

“ผมอยู่กับไวท์มิวสิคมาตลอด ตั้งแต่ออกซิงเกิ้ลเป็นทางการ สมัยก่อนผมออกซิงเกิ้ล “เข้ากันไม่ได้” กับ “ไม่เคย” จะอยู่ข้างนอก และก็เป็นความบังเอิญทั้งสิ้น อย่างตอนทำ “เข้ากันไม่ได้” ตอนนั้นไปเป็น Lyric Producer อยู่กับ พี่ปุ้ม (พรพรหม
สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เป็นงานแรกที่แกเรียกเข้าไป บอก…เด็กคนนี้ใช้ได้ แล้วก็ให้เป็น Lyric Producer เลย ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า Lyric Producer คืออะไร ทำยังไง แต่เขาดูเรามาประมาณหนึ่ง พอเขาให้เป็น ผมก็เป็น ก็คอยถามแกว่าต้องทำยังไง แกบอกดูแลเนื้อทั้งอัลบั้ม แบบนี้ แบบนั้น ผมไม่ได้เรียนจบอะไรมาเลยครับ คือดั้นด้นทำงานเกี่ยวกับเพลงมาตลอด แล้วมีเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่แกเรียกมาทำ ชื่อ Gen-X Academy เหลือแต่เรียบเรียง แต่ว่าเนื้อร้องกับทำนองถูกถอดไป โดยเจ้าของเพลง ด้วยเหตุผลบางประการ ผมมีหน้าที่ Lyric Producer ก็ต้องทำหน้าที่ซ่อมเพลงนี้ ผมก็เลยแต่งเนื้อใหม่หมดเลย เพื่อใส่ในดนตรีเพลงนั้น ซึ่งมันก็คือเพลง “เข้ากันไม่ได้” แล้วผมก็ร้องไกด์ไปให้เขา พี่เขาเลยบอก งั้นก็เป็นศิลปินเลยละกัน (หัวเราะ)”

จับพลัดจับผลูเป็น MUZU

“มูซู มาจาก พี่ปุ้ม นั่นแหละครับ เป็นคนตั้งให้ เมื่อตอนต้องลงเครดิตในปกซีดี ทุกคนมีชื่อ มีนิคเนม แนวสนุกสนานแบบนั้นกันหมด ผมไม่มี และผมก็ไม่อยู่พอดี พี่ปุ้ม เลยบอกให้พิมพ์ MUZU เลย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่กล้าถามเลยครับ (หัวเราะ) กลัวแกจะบอกว่า อยู่มาตั้งนานพึ่งมาถาม ไม่ไปค้นหาเลยเหรอ กลัวเจอตอบกลับมาแบบนี้ เลยไม่กล้าถามเลยครับ ผมเคยไปค้นดูนะครับ และก็มีน้องบางคนตอบมาในเฟซบุ๊ค ว่าภาษาเช็ค แปลว่า “แพะ” ผมก็ไม่รู้จริงหรือเปล่านะ เคยถามคนญี่ปุ่น เขาบอกเป็นศัพท์แสลง แปลว่า “ยาก” อะไรประมาณนั้น ถ้าเป็นความหมายนี้ อาจจะใช่ก็ได้นะครับ เพราะทุกอย่างที่ผมทำ ยากหมดเลย (หัวเราะ)”

เส้นชัยที่มุ่งมั่นจะไปให้ถึง

“15 ปีที่ผ่านมา โอ้โห..ไปไม่ถึงสักจุด (หัวเราะ) จริงๆ ตอนเด็กๆ ผมคิดอยากเป็นศิลปิน แสดงผลงานระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์ ร้องเพลง ตอนที่เราอยู่กับตัวเอง เราพอจะมีแรงบันดาลใจ มีพลังเต็มเปี่ยม ที่คิดต่อไปว่าอยากไประดับโลก แต่พอปัจจุบันคิดว่ามีปัจจัยอะไรมากมายที่ทำให้เป็นจริงได้ยาก โดยเชิงกายภาพง่ายๆ ถ้าจะให้ร้อง หรือเล่น ผมสู้ไหว แต่ด้วยทางอื่น ทางการนำเสนอก็มีความยากของมัน คงต้องรอต่อไปครับ (หัวเราะ) วันนี้จุดสูงสุดก็ยังอยากเป็น ศิลปินระดับโลกอยู่นะครับ ผมยังอยากโกอินเตอร์ แต่ในแนวทางที่ให้ อยากให้ทุกคนรู้จักผลงานของผม รู้จักเพลงของผม”

มุมมองจากครอบครัว

“ที่บ้านไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ กับงานตรงนี้ เพราะผมไม่ได้มีครอบครัวที่เป็นภรรยาหรือลูก ผมมีแต่คุณแม่คนเดียว ตอนนี้เลยไปไหนไปกัน สมมุติไปร้องเพลงต่างจังหวัด แทนที่จะนั่งเครื่องบินไป ผมก็เปลี่ยนมาขับรถไป แล้วก็ให้แม่ไปด้วย คือเริ่มจากผมมาอยู่กรุงเทพฯ นาน แล้วเพิ่งได้กลับบ้าน ที่ท่าฉลอม สมุทรสาคร จริงๆ ใกล้มากนะครับ แต่เมื่อก่อนรู้สึกไกลมาก(หัวเราะ) ต้องจากแม่มา แล้วนานๆ ทีถึงจะได้กลับไปหาแม่ เหมือนในเพลงคือมาตามหาฝัน แล้วท้ายสุดก็ไม่ได้ความสำเร็จอะไรท้วมท้น ได้แต่ประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมกลับไป แต่อย่างหนึ่งที่ขาดหายไปคือการดูแลแม่ ความใกล้ชิดกัน ผมก็คิดว่าแม่จะมีโอกาสสักกี่ครั้ง ที่ได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่น ทุกวันนี้ก็เลยพากันนั่งรถ ขับไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ผมไปทัวร์คอนเสิร์ต ผมเป็นลูกคนเดียวด้วย ก็ไปกัน 2 คนแม่ลูก เขาชอบมากครับ เพราะคนรุ่นนั้นไม่ค่อยได้เที่ยวแบบนี้หรอกครับ เหมือนเขาได้กลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง คุณแม่แข็งแรงมาก แล้วทุกคนชอบไม่เชื่อว่าเป็นแม่ ชอบหาว่าผมหน้าแก่กว่าแม่อีก (หัวเราะ)

ชีวิตรัก

“เรื่องครอบครัวที่เป็นแฟนหรือลูก ผมไม่มีครับ หรือเคยมีประสบการณ์ แต่พอปลดเรื่องทุกอย่างแล้วมันสบาย ไม่ได้ทิ้งใครนะครับ ผมเป็นคนถูกทิ้ง (หัวเราะ) ผมโอเคกับทุกอย่างตอนนี้มาก ไม่ว่าจะดนตรี หรืออะไร ดำเนินด้วยความอบอุ่นไปหมด ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวแต่น่าจะพอเข้าใจว่ามันเกี่ยวเนื่องกันหมด เพลงต่อจากนี้ของผม ก็จะเป็นอะไรที่มาจากความสุขตรงนี้ (ไม่ได้มองหาความรัก?) ไม่ได้รันทด ช้ำรัก จนไม่ได้เอาใครนะครับ ไม่ใช่ครับ คนละเรื่อง (หัวเราะ) แต่อยู่แบบนี้เป็นอะไรที่แฮปปี้มาก ผมมีคู่มาตลอดนะ เป็นคนที่มีแฟนน้อย แต่รวมระยะปีแล้วผมหยุดพักไปครึ่งปี ไม่ถึงปี ผมเพิ่งมารู้ตัวว่าไม่มีเรื่องพวกนี้เลยเมื่อไม่นานนี้เอง

ช่วงเวลาที่ขาดหาย

“ผมไม่ได้ใช้ความเป็นผู้ใหญ่มาหลายปีมาก เพราะเรื่องรักๆ เพราะเราเป็นคนอ่อนไหวเกินไป อันนี้ไม่ได้โทษใครนะครับ ผมคิดว่าถ้าผมกลับเป็นเด็ก แล้วไม่มีแฟน ตั้งแต่เริ่มแรกมา ผมอาจจะมุ่งมั่นและมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ เพราะวัยเด็กถ้าเราไม่มีอะไรมารบกวน เราจะมุ่งไปที่โกลด์ที่เราอยากไปให้ถึง ผมจะเป็นประเภทนั้น แต่ถ้ามีอะไรมาหวือหวาวุ่นวาย ผมก็จะอ่อนไหวไปตามสิ่งที่เข้ามา เหมือนแบบน่ารักไปหมด(หัวเราะ) ไม่ได้เจ้าชู้นะ แต่อ่อนไหวไปหมด (หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นี่ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวนะ ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ผมให้กับตัวเองเต็มที่ มุ่งทำสิ่งที่เราอยากทำ ดื่มด่ำกับความสุขแบบนี้ครับ”

ภาพของ MUZU

“เป็นนักแต่งเพลง เป็นศิลปินแนวป๊อปร็อกครับ ช่วงแรกๆ ผมจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ R&B ช่วงหลังมานี้ถึงเป็นป๊อปร็อก บวกซาวนด์ดีไซน์”

ผลงานชิ้นล่าสุด

“ซิงเกิ้ล “สวรรค์วิมาน” จริงๆ เพลงนี้ผมแต่งไว้นานมากแล้วครับ 20 กว่าปีได้ ผมแต่งเพลงเก็บมาตลอดในหลายๆ ยุค บังเอิญว่าในที่ประชุมเขาได้ยินเพลงนี้ แล้วเขาชอบกัน ผมเองก็เห็นดีด้วย เลยได้ทำจนเสร็จออกมาเป็นซิงเกิ้ลสวรรค์วิมานที่ทุกคนได้ฟังกัน (แรงบันดาลใจของเพลงนี้?) ผมคิดว่าอยากทำเพลงที่มีคอร์ดเท่ๆ ย้อนไป 20 ปีตอนนั้นผมยังหางอึ่งอยู่เลยครับ ยังเด็กสำหรับการแต่งเพลง แต่ก็พอจะเป็นแล้วในเรื่องของการเรียบเรียงคำร้อง ทำนอง ทีนี้เราก็อยากก้าวไปอีกขั้น คือได้ยินคอร์ดฝรั่งเท่ๆ แล้วอยากทำแบบนั้นบ้าง ต้องบอกว่าเท่ในความคิดของผมตอนนั้นนะครับ เพราะในโลกนี้มีคอร์ดเป็น 100 แบบที่เท่ นี่ก็เป็นแบบหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยได้ใช้กัน เพลงป๊อปทั่วไปไม่ค่อยลงคอร์ดแบบนี้ เพลงนี้อธิบายเป็นคำร้องของเพลงน่าจะชัดเจนที่สุด คือ “อยากจะบอกว่าเรื่องราวมันเศร้าอยู่เหมือนกัน แต่ฉันไม่รู้จะร้องหาสวรรค์วิมานอะไร ใจมันพัง แต่ยังคงมีเท้าให้ก้าวไป แม้ว่าช้ำแค่ไหน ก็คุ้มที่ได้รู้ว่าฉันก็ยังรักเป็น” ตอนสุดท้ายจะลงด้วยทัศนคติความเป็นผมตลอด ในหลายๆ เพลง เพลงนี้ก็เป็น “ถึงยังไงก็ยังรักเป็น” คือพยายามหาอะไรที่ดีๆ มาลงเป็นเชิงบวกให้กับคนฟัง”

ถึงวันนี้ หมู มูซู จะยังไม่เคยมีอัลบั้มเพลงเป็นของตนเอง แต่ความฝันของเขายังคงดำเนินต่อไป ด้วยความคิดที่ไม่เคยท้อถอย และมองโลกอย่างเข้าใจ จากคำพูดทิ้งท้ายที่เขาบอกว่า “วงการเพลงในปัจจุบันลำบากก็จริง แต่ผมคิดว่าคนที่เป็นศิลปินจริงๆ ก็ต้องมีทางนำเสนองานของตัวเองอยู่ดี เพราะไม่ว่ายุคไหน ศิลปิน หรืองานศิลปะ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ก็ต้องพบกับความยากลำบากในการนำเสนอ นี่แค่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของโลกที่เราพบเจอ ซึ่งสมัย 100 ปีที่แล้ว แวนโก๊ะ คงมีความยากลำบากกว่าเราหลายเท่าครับ”

 

ลูกหมี

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/288384

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

สกู๊ปพิเศษ : สั่งลา ‘เล่ห์ลับสลับร่าง’ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดซีนในฝันให้ชาว NY

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่ช่วงสั่งลาของละคร “เล่ห์ลับสลับร่าง” หลังอลหม่าน สลับร่างจนปิ๊งรัก จันทร์นี้ (28 ส.ค.) มีซีนโรแมนติกมาให้จิกหมอนกัน เมื่อพระเอก “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ถึงกับลงทุนสร้างสถานการณ์เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์”กันกลางกองละคร “เล่ห์ลับสลับร่าง เรียกว่าเป็นการซ้อมใหญ่ในละครไปก่อน แต่แฟนละครรับรองต้องฟินแน่นอน

ฉากนี้เป็นตอนที่รามิล (แบร์) แอบสร้างสถานการณ์เพื่อจะเซอร์ไพรส์ขอ เภตรา (ญาญ่า) แต่งงาน นับเป็นอีกฉากที่แสนจะโรแมนติก ทีมงานยกกองไปถ่ายทำกันที่ โรงแรมเซ็นทรา แจ้งวัฒนะโดย หนุ่ม-กฤษณ์ ผกก. จัดการให้ฉากนี้ออกมาสวย โรแมนติก และแปลกตา

โดยในฉาก เภตรา จะต้องถูกหลอกให้มาเดินแบบในชุดแต่งงาน ญาญ่าจึงดูสวยหวานอยู่ในชุดแต่งงานเก๋ๆ สีขาวราวกับเจ้าสาวจริงๆ แต่พอเดินเข้าแคตวอล์ก กลับมีแต่ความมืด แถมไม่มีใครอยู่สักคน แม้จะงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แถมยังมืดมองไม่เห็นเภตรา ตัดสินใจ เดอะโชว์ มัส โกออน ดึงวิญญาณนางเอกตัวแม่ฉายา “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ออกมาใช้ ด้วยการยืนโพสต์รอ พอสปอตไลท์ ส่องมาเจิดจ้า ออร่ารอบตัวเภตรา ก็เริ่มเดินเฉิดฉาย ขึ้นไปบนเวที

ก่อนจะเจอกับเซอร์ไพรส์ต่อเนื่อง เมื่อ รามิล เปิดตัวหล่อมาในสปอตไลท์อีกดวง แล้วค่อยๆ เดินมาหาที่กลางเวที ก่อนจะสบตานิ่งนาน แล้วค่อยๆ คุกเข่าลง พร้อมกับเปิดกล่องแหวน นาทีนี้ เภตรา รู้ได้ทันทีว่า ถูกขอแต่งงานแน่นอน อารมณ์ดีใจ จนน้ำตารื้น แทบจะกรี๊ดออกมาก็ว่าได้ แต่พอได้ยินเสียง รามิล ขอแต่งงาน ก็ต้องตั้งสติก่อนจะ เซย์เยส พร้อมกับรอยยิ้มดีใจที่สุดในชีวิต

รามิล จึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบรรจงสวมแหวนให้ที่นิ้วนางข้างซ้าย เภตรา ปลื้มปริ่มสบตาหวานฉ่ำ ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าหากัน เพื่อจูบย้ำความโรแมนติกอีกรอบ

ฉากนี้ หนุ่ม-กฤษณ์ จัดการถ่ายแบบละเอียดยิบ ประณีตทุกช็อต เพื่อความสวยงาม สมจริง ของภาพ และอารมณ์ของตัวละคร ที่จะต้องได้โมเม้นท์ที่สุดแสนจะอบอวลไปด้วยความรัก จึงใช้เวลาในการถ่ายทำค่อนข้างนาน แค่ฉากนี้ฉากเดียวจัดไปเกือบครึ่งวัน แต่รับประกัน คืนวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ กองเชียร์ NY ได้ฟินกระจาย ทางหน้าจอช่อง 3

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/287709

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังเปลี่ยนบทบาทจาก พระเอก มาโลดแล่นในฐานะ ศิลปิน “ฮิวโก้” จุลจักร จักรพงษ์ก็ไม่เคยทิ้งเส้นเสียงตัวโน้ตไปไหน เขาเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพลงจนเติบใหญ่ เกือบ 20 ปีที่วนเวียนว่ายไป วันนี้คุณพ่อลูก 2 รายนี้ ไม่ได้เป็นแค่ ศิลปินไทย แต่ก้าวไกลไปถึง ระดับอินเตอร์… และถึงแม้จะโชว์ความแพรวพราวในอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษมาแล้ว แต่ “ฮิวโก้” ไม่ลืมที่จะแจวเรือมาหาแฟนเพลงบ้านเกิด และนั่นเป็นที่มา ให้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้กระทบไหล่ซักถามเพิ่มเติม กับงานฟังเพลิน ในชื่ออัลบั้ม “ดำสนิท”รวมถึงต่อยอดเป็นคอนเสิร์ตระดับบิ๊ก “ฮิวโก้ ภาษาแม่”

เตรียมปล่อย MV ใหม่ “บันไดสีแดง” 28 สิงหาคมนี้?

“บันไดสีแดง เป็นเพลงสุดท้ายในอัลบั้ม ดำสนิทเพราะว่าเป็นข้อแม้ของผม ในการเข้ามาอยู่กับค่ายME RECORD ว่าต้องมีเพลงจาก คุณฟองเบียร์(ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) เพลงหนึ่ง เพราะว่าผมอยากร่วมงานกับเขา ผมได้ยินชื่อเพลง ผมก็ชอบแล้วครับ ชอบชื่อที่มีความลึกลับ และเห็นภาพได้มากกว่าชื่อเพลงที่เป็นความรู้สึก ซึ่งผมรู้สึกว่ามีเยอะแล้วในยุคนี้ ผมจะชอบชื่อที่มีสี หรือทิวทัศน์อะไรแบบนี้ครับ”

ความเป็น “บันไดสีแดง”?

“ในเมื่อเพลงนี้มาท้ายๆ ในภาคดนตรี ก็จะเป็นเหมือนบทสรุปของทิศทางที่เราพยายามวางดนตรีในอัลบั้มนี้ครับ เหมือนจะครบทุกอย่างที่เราพยายามจะสื่อในพาร์ทของดนตรี ส่วนเนื้อร้อง ผมร้องจากมุมของคนเชียร์ให้แขกเข้ามาในสถานที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะมีเรื่องทั้งดีทั้งร้ายเกิดขึ้น ถ้าหากเดินขึ้นบันไดไป อาจจะสมหวังหรือผิดหวังก็ได้ ผมมีส่วนกับเพลงนี้ในเรื่องของดนตรี และเรียบเรียง ผมปรับโทนให้เข้ากับอัลบั้ม แต่เพลงเสร็จมาจากคุณฟองเบียร์ ในพาร์ทเนื้อร้อง กับกีตาร์โปร่งผมแค่ให้ดนตรีมาในโหมดคล้ายๆ เพลง คุณปู-พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ แต่ผมพามันไปอีกที่หนึ่ง เพราะว่าคอนเซ็ปต์ของ ดำสนิท เหมือนดนตรีในโรงแรมสมัยก่อน ฟังเบาๆ เล่นสะอาดๆ ซึ่งเมื่อก่อนนักดนตรีโรงแรมถือว่าเล่นดีและเก่ง เพราะเขาไม่มีเครื่องช่วย ไม่มีคอม ไม่มีเมโลดี้จากคีย์บอร์ด ดนตรีเพลงนี้จะมีอารมณ์ของเล้านจ์ หรือคอฟฟี่ช็อปในโรงแรมสมัยก่อนครับ”

การถ่ายทำ MV ?

“เราถ่ายทำ MV กันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมค่อนข้างวางช็อตตามเนื้อร้องเพลงเลยครับ ที่ผ่านมาผมดีไซน์แทบทุกเรื่อง พอยิ่งอายุมากขึ้น ชั่วโมงบินสูงขึ้น มันเหมือนจะกำหนดอะไรได้มากขึ้น แล้วผมกับค่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำงานคุณภาพที่ดี และน่าชม ผมดีใจนะที่ค่ายให้อิสระผม เพราะว่าผมถึงจุดที่ผมรู้แล้วว่า ผมต้องการอะไร ผมมีโทน มีบรรยากาศที่ผมสร้าง และเริ่มเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ผมไปทำนั่นนี่ที่เมืองนอกมา ผมจึงรู้สึกว่านอกจากที่มีคนเสนอมาให้เรา เราจะเห็นเป็นภาพแล้ว เราจะจินตนาการรู้เรื่อง สำหรับอัลบั้มนี้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ 3 แล้วที่ทำ MV ก่อนหน้านี้ก็ทำมา 2 เรื่องแล้ว ก็เรียกว่าเป็น MVที่ 5 ที่ทำร่วมกัน ค่อนข้างรู้ใจกัน ผมจะเป็นคนที่ถ้าไม่เจอจุดบกพร่อง ผมก็จะไม่ค่อยอยากเปลี่ยนทีม”

สารที่แทรกซึมไว้ในเพลง?

“ดนตรีในอัลบั้มนี้จะนุ่มนวล ฟังสบาย แต่เนื้อหามักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ คือบางทีโดยเฉพาะในเมืองไทย เหมือนต้องเลือกเอาว่าคุณจะนำเสนออะไรในรูปแบบไหน ถ้าเนื้อเพลงโผงผาง ดนตรีก็อาจจะต้องเบาๆ แบ๊วๆ เข้าใจง่าย ถ้าเรื่องราวมันหนักบางทีถึงขั้นสาหัส มันน่าสนใจกว่าที่ดนตรีจะชักชวนฟังสบายๆ ดูไม่มีอะไร เหมือนหลอกให้คนเข้ามาง่ายขึ้นตามประเด็นของเพลง อาจจะเป็นเพราะตอนนี้ผมสนใจกับอะไรที่ก้ำกึ่ง ที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ เพราะผมรู้สึกว่าเวลายิ่งผ่านไป ความชัดเจน หรือความถูกผิด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน มันมองได้หลายมุม คนหนึ่งคนทำตัวแบบหนึ่งดูโอเค แต่ลองเป็นอีกคนทำตัวแบบนั้นบ้างกลับดูไม่ดี มาตรฐานระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เพศนู้นนี้ไม่เท่ากันหรือต่ำแหน่งชนชั้น ผมหยิบมาพูดถึงหมดในอัลบั้มนี้ครับ”

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ต “ฮิวโก้ ภาษาแม่” ?

“คอนเสิร์ตนี้ มาจากการทำเพลงในอัลบั้ม“ดำสนิท” ซึ่งเป็นเพลงภาษาไทยทั้งหมด พอออกไปเล่นตามต่างจังหวัด ก็จะมีคนขอเพลงนั้นเพลงนี้จากอัลบั้มเก่า ซึ่งบางทีเก่ามาก ก็เลยอยากที่จะตอบสนอง เหมือนตอนแรกคนถามว่าเมื่อไหร่จะทำอัลบั้มเพลงไทย ผมก็ทำให้ ก็มีคนถามต่อ เมื่อไหร่จะเล่นเพลงแมลงเม่า อยากฟังเพลงสับลาง อยากฟังมนต์รักสิบล้อ อยากฟังอะไรแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าต้องจัดให้แล้วล่ะ พักหลังมานี้ จากยัดเยียด ก็เป็นตามใจแฟนเพลงบ้าง เพราะหลังจากนี้ ผมจะทำอะไรต่อ ผมยังคิดไม่ออกเลย อาจจะไม่เป็นแนวนี้ก็ได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ยังอยู่ในช่วงทำเพลงไทย ก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะทำ และหวังว่าทุกคนที่ผมพบเจอ แล้วชอบถามคำถามเหล่านี้จะมาที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 107 ในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อเป็นสัญญาณว่า โอเคเราเข้าใจถูกแล้วว่าผู้ชมต้องการแบบนี้ โดยซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ราคา 1,000,1,500 และ 2,000 บาท มีทั้งบัตรนั่งและยืนครับ กับคอนเสิร์ต Singha Corporation presents Hugo ภาษาแม่ ”

ความพิเศษของคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก?

“น่าจะเป็นเรื่องเพลงที่เลือกมาร้องครับ คงหาฟังที่ไหนไม่ได้ เพลงวงสิบล้อ เราแตะทุกชุด ทั้ง 4 อัลบั้ม ซึ่งบางเพลงก็มีอายุ 15-16 ปีแล้ว บางเพลงสมัยวงสิบล้อยังไม่ค่อยได้เล่นเลย และคงไม่มีคนอื่นเอามาร้อง(หัวเราะ) แล้วก็ “ดำสนิท” ทั้งอัลบั้ม ผมว่า Song-List จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด ส่วนวงก็ขยายขึ้น ปกติมี4 คน เจ-มณฑล, ต๊อบ-ชนุดม, เบิร์ด-อดิศักดิ์ (วงสหายแห่งสายลม), พี่เอ็ด มือเบส ทีนี้เราก็เพิ่ม พี่เอ จากวงพอส (PAUSE) ซึ่งเมื่อก่อนเป็นโปรดิวเซอร์ชุดแรกของสิบล้อ แล้วก็มาอยู่ สิบล้อ 3 อัลบั้ม ตอนนี้ก็กลับไปเล่นกับ PAUSE ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะพี่เอเป็นมือกีตาร์ที่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดีใจครับ ที่เขาตกลงมายืนอยู่กับเราทั้งงานและ เอก ซีโร่ ฮีโร่ ก็เหมือนเป็น ลูกศิษย์ เป็นวงที่ผมช่วยดูอยู่ แล้วก็จัดเทศกาลดนตรีด้วยกัน ในคอนเสิร์ตนี้เราจะไม่พึ่งคอมฯเท่าไหร่ เราจะให้ทุกคนเคาะเขย่าตีโน่นตีนี่ เราเพิ่มสมาชิก เสียงจะได้มีความเป็นหมู่ เป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนของแขกรับเชิญ น่ารัก หน้าตาดีกันทุกคนครับ มาดูตัวกันได้ (หัวเราะ) ก็จะมี เป้-อารักษ์ ซึ่งร่วมงานด้วยกันมาเยอะแล้ว อยากจะนำเสนอเพลงที่เขาชอบจากสิบล้อสมัยก่อน และก็เพลงของเขา ที่ผมได้ร่วมโปรดิวซ์ให้ แล้วก็พี่ใหม่ สิบล้อ เป็นผู้แต่งเพลงหลักของสิบล้อ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็จะมาแจมด้วย และก็มีน้อง วี-วิโอเลต เพื่อให้มีคนหน้าใหม่เข้ามาบ้าง น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่หลากหลายเพราะเกือบจะ 20 ปีในการทำงานแล้วครับ บางเพลงก็ไม่ได้ถูกเล่นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว”

มองข้ามช็อต อัลบั้มถัดจากนี้?

“อัลบั้มต่อไป ผมยังไม่รู้ว่าจะทำเป็นภาษาอะไรดี ก็มีหนทางที่ผมอาจจะไปบันทึกเสียงที่ต่างประเทศแต่อยู่ที่ว่ามันจำเป็นหรือเปล่า เพราะว่าลูก 2 แล้ว เขาก็ต้องเรียนต้องอะไร แล้วอยู่ดีๆ ผมจะหายไป2-3 เดือน มันคงไม่อยู่ในความเป็นไปได้ ถ้าทำแล้วมีความหมาย มีเหตุผลเรื่องของธุรกิจ ที่ตอบตัวเองได้ มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วบอกว่า ใช่.. นี่มันจำเป็นที่ต้องไปทำ ทำแล้วมีผลดีอย่างงี้ อย่างงี้ ก็อาจจะแต่จริงๆ แล้วในยุคของอินเตอร์เนต คุณไม่จำเป็นต้องไปไหนก็ได้ครับ เพื่อทำงานเชิงสื่อ”

เวลาของครอบครัว?

“ผมค่อนข้างแบ่งแยกงานกับครอบครัว ไม่ค่อยอยากให้เกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ต้องมารู้หรอกว่าผมทำอะไรยากลำบากแค่ไหน เขาก็ควรจะสนใจแต่เรื่องของเขา และพยายามทำการบ้านให้เสร็จ เวลาผมไม่มีงาน ก็จะอยู่กับพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยมีสังคมอะไรนอกจากนั้น การเล่นดนตรีมันก็ได้เที่ยว ได้อยู่กับเพื่อนแล้ว พอไม่มีงานผมก็เลยอยู่แต่บ้าน (มีแววเดินตามรอยคุณพ่อบ้างไหม?) ยังดูไม่ออกครับ เหมือนยังไม่ค่อยเอาทางนี้เท่าไหร่ เขาคล้ายๆ ผม คือทั้ง 2 คนชอบอยู่กับธรรมชาติ ดูนั่นดูนี่ สนใจเรื่องสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ วิวทิวทัศน์ เดินทาง ส่วนเรื่องของดนตรี ผมไม่ยัดเยียด เพราะไม่มใครยัดเยียดผมเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ บางทีค่อยไปหาเจอตอนโตกว่านี้ไม่อยากบังคับ เดี๋ยวบังคับกลายเป็นไม่ชอบเลยก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชาย พ่อชอบอะไร เขาก็จะไม่ค่อยชอบเราก็เลยปล่อยๆ เป็นห่วงเรื่องการไปโรงเรียน ทำการบ้าน ต้องมีมารยาทที่ดี นอกเหนือจากนั้นอยากจะสนใจอะไร อยากจะเล่นอะไรตามใจเขา (กิจกรรมยามว่างกับลูกๆ?) คนโตส่วนใหญ่นั่งตอบคำถามเขามากกว่าครับ เพราะแค่นั้นก็…(หัวเราะ) ถามทุกอย่างเลยครับ”

ศิลปินกับสื่อโซเชียลปัจจุบัน?

“ผมว่ามันเหมือนเป็นดาบสองคม เหมือนไขควง คุณเอาไขควงไปซ่อมอะไรก็ได้ บางคนเอาไปแทงคอคนก็ได้ อยู่ที่คนใช้ ความน่าสนใจของโซเชียลคือได้เห็นความแย่ของคนได้เยอะ ดูคนจะสนุกกับด้านมืดของมันค่อนข้างเยอะ ข้อดีเราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันสามารถประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อของตนเองได้ สามารถหาข้อมูลอะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ คนดูคนฟังเขาใจกว้างขึ้นเยอะ เด็กเดี๋ยวนี้ดูจะฟังดนตรีเยอะกว่าสมัยก่อน แล้วก็รู้ว่าอะไรคืออะไร เป็นคนดูที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ แค่มีอินเตอร์เนต คุณสามารถหาความรู้ได้เท่ากับที่ความสงสัยคุณมี แต่ข้อเสียก็คือสามารถหาแต่สิ่งแย่ๆ ได้เช่นกัน สิ่งที่ตอบสนองตัณหา เพราะฉะนั้น แล้วแต่การเลือกใช้ครับ สามารถเปลี่ยนโลกไปทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนต หรือดินปืน การพัฒนาก็มักจะมีผู้บาดเจ็บ และผู้ชนะครับ”

โลกโซเชียลของฮิวโก้?

“บางอย่างผมชอบนะ อย่างอินสตาแกรมเชิงการถ่ายรูป ผมตามฟอลโล่คนที่ถ่ายรูปมันส์ๆ ในเมืองรถติดแบบนี้ ตรงนั้นก็มีความหมาย แต่ไม่มีก็ได้ เท่าที่ผ่านมาที่ผมประชาสัมพันธ์งานตัวเอง เฟซบุ๊คก็เป็นอะไรที่จำเป็น ยูทูบก็เป็นแหล่งปล่อยเพลง โดยไม่ต้องพึ่งสื่อ ที่อาจจะอยู่ในรูปบริษัท หรือในมือรัฐ มันก็เพิ่มช่องทางให้ได้ แต่ผมไม่ถึงขั้นมองว่ามันคือทุกอย่างมีอันนี้อย่างเดียวแล้วรอดได้ มันไม่จริงครับ เพราะท้องตลาดเต็มไปด้วยความที่อยากดัง อยากรวย แล้วบางทีอะไรที่ทานง่ายก็ยังลอยขึ้นมาเด่นชัด เหมือนสมัยก่อน เรื่องของความล่อแหลม ความแย่ของคนนั้นคนนี้ก็จะไวรัลทันที เรื่องดีๆ อาจจะตามมาช้าหน่อย (ให้ลูกๆ ได้สัมผัสมากน้อยแค่ไหน?) เขาชอบดูการ์ตูนในยูทูบครับ ในเรื่องที่เขาชอบ แต่ยังไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ถ้าถามผมตรงๆ ถ้าเขาทำหน้าที่ของเขาทุกอย่างแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไร หรือเขาออกไปนอกบ้านกลับมาอยากดูอะไร ก็จะปล่อยให้เขาดู เพราะเขา 6 ขวบแล้วก็จะเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น เราห้ามไม่ได้ ปัญหาเราคือต้องพยายามสอนเขาให้เป็นคนมีวิจารณญาณเท่าที่ทำได้ เพราะเขายิ่งโต เพื่อน หรือคนรอบข้าง ก็จะยิ่งมีอิทธิพลกับเขามากขึ้น อินเตอร์เนตก็เหมือนฟ้าฝนบางวันก็อากาศดี บางวันก็แย่ เพราะปริมาณคนที่แถไปทางโน้น ทางนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร มันมีแรงโน้มถ่วงของมันเอง ซึ่งไม่ได้มีความผิดถูกหรือดีเลวอะไรครับ”

ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับศิลปินหนุ่มคนนี้เขามักจะมีข้อคิดแฝงมาในรูปของคำพูด และงานเพลงเสมอ เราอาจจะเข้าใจเขาได้ไม่ครบทุกเรื่อง แต่เชื่อเหลือเกินว่าตัวตนและผลงานของเขาจะช่วยกระเตื้อง “สาระบันเทิง” ให้กับผู้ฟังผู้ชมได้เป็นอย่างดี!!

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/284696

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

สกู๊ปพิเศษ : ชีวิต-ดนตรี สร้างสุข ให้ ‘สิงโต นำโชค’

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีความรักในการร้องเพลง และเล่นดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับ สิงโต นำโชค หรือ นำโชค ทะนัดธัมย์
เจ้าของเพลงดัง เธอคือของขวัญ, อยู่ต่อเลยได้ไหม, อยู่อย่างเหงาๆ ฯลฯ ที่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ “สิงโต นำโชค” ต้องมุ่งมั่นและทุ่มเท พร้อมกับมีแนวทางการใช้ชีวิต ที่นำดนตรีมาสร้างความสุขให้ตนเองได้มีพลังในทุกๆ วัน และหล่อรวมเป็นเขาดังเช่นทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นการเป็นนักร้อง?

“ย้อนความไปเมื่อ 15 ปีก่อน ผมเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มี เสก โลโซ, โบ-สุนิตา เป็นไอดอล ที่ทำให้ผมอยากเป็นนักร้อง อยากเข้ามาทำงานสายดนตรี ตอนนั้น อายุ 17-18 ปี ได้ ตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พร้อมกับฝึกร้องเพลง เล่นดนตรี พร้อมกับรับจ้างเล่นดนตรีในผับไปด้วย ชีวิตเหมือนนักร้องกลางคืนทั่วไป และก็มีโอกาสได้ทำอัลบั้มร่วมกับเพื่อนๆ เป็นศิลปินกลุ่ม ชื่อว่า โมโน ก็ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของชีวิต จากนั้นผมก็กลับไปเล่นดนตรีกลางคืนอีก ซึ่งครั้งนี้ก็นานเป็น 10 ปี จนผมอายุ 27 ปีเลย จึงมีโอกาสมาออกอัลบั้มอีกครั้ง กับการเป็นศิลปิน สิงโต นำโชค ครับ”

ความคาดหวังที่จะเป็นศิลปินออกอัลบั้ม?

“ก็คิดไว้นิดๆ นะ อยากมีอัลบั้มเพลงสักอัลบั้มหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดไกลกว่านั้นว่าจะต้องเป็นศิลปิน มีชื่อเสียง ไม่ได้หวังขนาดนั้น ผมแค่อยากมีเพลงของตัวเองตามความฝันเท่านั้น ซึ่งครอบครัวของผมเองก็รู้มาตลอด ที่บ้านให้สิทธิ์ผมในการเลือกชีวิตด้วยตัวเราเอง อยากทำอะไรก็ทำ แม้จะเป็นนักดนตรีกลางคืน ที่บ้านก็ไม่เคยขัดขวาง เพราะผมเองก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ว่าผมมีเงินจุนเจือตัวเอง ส่งเสียทางบ้านได้ ที่บ้านก็สนับสนุนมาตลอด สำหรับ 7 ปีที่ผ่านมาที่แฟนเพลงรู้จักผม สิงโต นำโชค มันเกินกว่าที่ผมฝันไว้มากๆ เริ่มต้นจากการมีอัลบั้มของตัวเอง ได้เล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ มีคนตั้งใจมาฟังเพลงของเรา ณ เวลานี้ 7ปีผ่านมา เหมือนจุดที่ผมยืนอยู่ มันใหญ่มากขึ้นๆ แฟนเพลงมีจำนวนเยอะมากขึ้น ขอบคุณสำหรับการตอบรับดีๆ พวกคุณเป็นเหมือนโบนัสในชีวิตของผม ที่จะทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานบนเส้นทางสายดนตรีต่อไปครับ”

นอกเหนือจากงานศิลปิน

“ก็มีงานถ่ายแบบ งานแสดงละคร-ภาพยนตร์ ฯลฯ ครับ เหมือนมีงานติดต่อเข้ามา ผมก็อยากที่จะลองดูว่าเราสามารถทำได้รึป่าว อยากหาประสบการณ์ให้กับชีวิต เป็นคนที่อยากลองดู อยากรู้ว่าสามารถทำงานนั้นๆ ได้หรือไม่ ??? ซึ่งถ้าเรารับงานปุ๊บ เราจะได้รับคำตอบให้กับตัวเองได้ในทันที ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ มันชัดเจนกว่าที่จะปล่อยให้มันผ่านไปตามเวลาโดยที่เราไม่ได้ทำ ไม่รู้เลยว่า เราทำได้หรือไม่ได้ หรือเพราะแค่ไม่ได้ทำ และไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาเลย ซึ่งทุกๆ งานนอกจากคำว่า อยากลองดูแล้ว ใจผมก็ต้องรัก และรู้สึกอยากทำด้วยจริงๆ ทำแล้วเรามีความสุขก็อยากที่จะทำ”

มีความสุขกับทุกๆ อย่าง?

“(หัวเราะ) ทุกๆ เช้าที่ผมตื่นขึ้นมา ผมจะขอบคุณที่เรายังมีลมหายใจ ยังได้มีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่เรารัก ตื่นเช้าขึ้นมา ผมคิดตลอด มีอะไรใหม่ๆ ให้ผมได้ทำบ้าง พยายามมองหลายๆ อย่างให้เป็นเรื่องสนุก อยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อเป็นกำไรชีวิต ซึ่งการมีทัศนคติเชิงบวกในทุกๆ วัน มันจะต่อยอดให้เรามีแรงสู้ต่อไปได้อีก 5-10 ปีข้างหน้าเลย ผมเป็นคนที่ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ มีความสุขกับสิ่งที่มี และค่อยๆ เก็บเกี่ยวความสุขอยู่ตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่ความสุขของผมก็จะเกิดจากงานของผม และครอบครัวของผมแค่นี้จริงๆ”

สถานะคุณพ่อลูกสาม?

“ผมมีลูกชายทั้งหมด 3 คน ครับ คนโต น้องไค 3 ขวบ ส่วนคนเล็ก ฝาแฝด น้องเคเน-คาเลโอ อายุ ขวบกว่าๆ ครับ ลูกๆ กำลังซนเลย ทุกวันนี้มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิด ได้เห็นการเติบโตของพวกเขาในทุกๆ วัน ชีวิตของผม ทำงาน-เสร็จงานกลับบ้าน-ช่วยภรรยาเลี้ยงลูก-พักผ่อน-ทำงาน กับแผนชีวิตของผมและครอบครัว ก็เป็นไปตามสไตล์ของครอบครัวเรา มีแผนไว้คร่าวๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานเก็บเงินเยอะๆ ผมเลือกที่จะทำงานในสิ่งที่ผมรัก เลี้ยงลูกไปด้วย ค่อยๆ ไปด้วยกัน ใช้เงินเท่าที่จำเป็นต้องใช้ก็พอ ดีกว่าไปทุ่มเทอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ทำให้ผมเสียช่วงเวลาที่อยู่กับลูกไปเปล่าๆ ส่วนในอนาคตลูกชายของผมอยากเป็นอะไร ทำอะไรแล้วมีความสุข ผมพร้อมสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นนักดนตรีอย่างผมก็ได้ แค่เขาเป็นคนดี ผมก็พอใจแล้ว”

ศิลปินโกอินเตอร์

“มันเป็นโปรเจกท์ที่ชื่อว่า โชคดี ครับ หลายๆ คนอาจจะมองว่าคนที่มีผลงานโกอินเตอร์ได้ คือ เขาโชคดี แต่ความรู้สึกของผม
มันเป็นการลงมือทำมากกว่า ถ้าไม่ได้ลงมือทำ คงไม่ได้อยู่ตรงนั้นแน่ๆ (หัวเราะ) โชคดี เป็นชื่ออัลบั้มเพลงสากลที่ผมทำร่วมกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติที่เขามีเป็นทั้งนักเขียนเพลง โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ที่เขาตั้งใจมาช่วยทำเพลงให้ ทำมาได้เกือบ 2 ปีแล้วครับ ทำขายกันเองที่ประเทศญี่ปุ่น และก็โปรเจกท์อื่นๆ ที่ไปเล่นดนตรีที่ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ บ้าง ปีละ 1-2 ครั้ง เจอแฟนเพลงครั้งละ 40-50 คน แค่นี้ก็อบอุ่นแล้ว ทำสนุกๆ กับเพื่อนๆ ครับ ควบคู่กับการทำเพลงที่เมืองไทย ซึ่งมันก็ให้ความสุขและประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย”

กำลังจะมีคอนเสิร์ตพิเศษ ?

“ก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมก็มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะครับ ตอนนั้นบรรยากาศดีมากๆ คนให้การตอบรับเป็นอย่างดี มหัศจรรย์มากๆ ที่มีคนตั้งใจมาดูคอนเสิร์ตของผม ซึ่งตอนนั้นมีที่นั่งประมาณ 5 พันกว่าที่ได้ ซึ่งกับคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดนี้ GSB 2 TONE CONCERT” ตอน SURF ROCK สองจังหวะรัก ที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กันยายนนี้ ผมมีความเชื่อเหลือเกินว่า ผมจะเห็นความมหัศจรรย์เหมือนในครั้งนั้นอีก กับคอนเสิร์ตสเกลสุดเอ็กเซ็กคูทีฟ ในจำนวน 400 กว่าที่นั่งเท่านั้น ซึ่งใครที่ได้โอกาสมาดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มันน่าจะเป็นบุพเพสันนิวาสที่เราต่างทำร่วมกันมา ถึงทำให้เราได้มาเจอกันอีกในครั้งนี้ อยากให้มากันเยอะๆ ครับ มันแน่นอน เพราะคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นอกจากจะมีผมแล้ว ยังมีพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก (ป๊อด-ธนชัย อุชชิน) มาร่วมเล่นในคอนเสิร์ตนี้ด้วย เป็นความพิเศษที่ไม่สามารถเห็นที่ไหนแน่ๆ ถือเป็นคอนเสิร์ตแรก ที่ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่ป๊อด ศิลปินที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เพลงของพี่ป๊อดอยู่ในความทรงจำของผมตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่มากกว่าความฝันมากๆ เพราะเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตร่วมกัน ดนตรีคือความสุข แต่การได้ร่วมงานกับศิลปินที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นเหมือนโบนัสที่ยิ่งใหญ่ ที่ผมจะเตรียมโชว์พิเศษไปแจมกับพี่ป๊อด และให้ความสุขกับทุกคนอย่างแน่นอนครับ เจอกัน GSB 2 TONE CONCERT สองจังหวะรัก (ป๊อด-ธนชัย อุชชิน-สิงโต นำโชค) ในวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560 รอบเวลาโชว์14.00 น. และ 19.00 น. ณ STUDIO MONO29 (สตูดิโอ โมโนทเวนตี้ไนน์) ถนนชัยพฤกษ์ จองบัตรได้แล้วที่ ticket.mthai.com/concert หรือโทร.สอบถามที่เบอร์ 02-1007088 ครับ”

“สิงโต นำโชค” ในอีก 10 ปีข้างหน้า?

“ตอนนั้นผมก็จะอายุ 43 ปี และน่าจะยังคงเล่นดนตรีอยู่นะครับ แต่ ณ ตอนนั้นผมก็น่าจะมีประสบการณ์ดีๆ มีอะไรที่จะมาแชร์กับคนอื่นๆ อีกเยอะมากมาย ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมไม่สามารถเล่าความฝันของผมให้ฟังได้จริงๆ ผมจะเก็บทุกอย่างไว้ก่อน ไว้ให้เกิดผลแล้ว ผมจะมาเล่าย้อนให้ฟังนะ น่าจะตื่นเต้นกว่า”

และนี่คือคนดนตรี ผู้มีรอยยิ้มเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างเสมอ สิงโต นำโชค!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/283442

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปลา โกมารทัต’ ตอกย้ำความ Naughty ดึงเปียโนหรู ‘วิทนีย์ ฮุสตัน’ ถ่าย MV

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากสร้างความฮือฮาเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว กับการก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินวัย 40 กะรัต ปล่อยอัลบั้มเพลงอินเตอร์ Plah Blah Blah พร้อม MV ที่มีชื่อว่า “Wild One” คราวนี้ ปลา โกมารทัต หรือ “ปลา” เพียงฤทัย โกมารทัต กลับมาอีกครั้ง พร้อม MV ตัวใหม่ที่แซ่บไม่แพ้กัน ในชื่อ “Broken Heart”

เกริ่นความเป็นมากันสักนิด

“เมื่อก่อนนี้ ปลาเคยเล่นละครกับทางช่อง 7 ค่ะ แล้วก็หายหน้าหายตาไป เรื่องสุดท้ายที่เล่นไว้ และคนรู้จักกันน่าจะเป็น “หัวใจสองภาค” เล่นคู่กับพี่อ๊อฟ- พงษ์พัฒน์ และเล่นเป็นน้องของพี่ตู่-นพพล ที่หายไปตอนนั้น เพราะว่าคุณแม่อยากให้
ไปเรียนต่อ และจับผลัดจับผลูได้ไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ก็ไปมีแฟน มีครอบครัว มีลูกชายคนหนึ่งค่ะ ตอนนี้เป็นหนุ่มแล้ว อายุ
20 ปี ส่วนกับแฟนแยกทางกันไปนานแล้วค่ะ ที่ปลากลับมา เพราะว่าพี่ที่รู้จักกัน เขาเป็นคนเขียนบท ถามว่าทำไมถึงหายไปเลย ทำไมไม่กลับมา ทั้งที่พี่ๆ เราก็ยังทำงานอยู่ พี่ๆ ก็คือ พี่จิ๋ม (ปนัดดา โกมารทัต) และก็พี่แม็ก (พิพัฒน์พล โกมารทัต) ซึ่งเป็นผู้กำกับ และเล่นละครกับทางดีด้า เป็นลูกพี่ลูกน้องกันค่ะ ปลาก็เลยกลับมาเปิดบริษัท ชื่อว่า เดอะริเวอร์แควร์บริจฟิล์ม ทำภาพยนตร์ไปแล้ว 2 เรื่องค่ะ เรื่องแรกคือเรื่อง “กาลครึ่งหนึ่งจนวันนี้” ได้ เป้-อารักษ์ เป็นพระเอก อีกเรื่องชื่อ “The Attic ห้องใต้หลังคา” ซึ่งจะเป็นหนังค่อนข้างอินเตอร์ บทเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด กำลังจะไปวางขายทั่วโลก ได้ฉายที่โรงในเครือเมเจอร์ ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาค่ะ”

ทำไมถึงต้องทำเพลงภาษาอังกฤษ

“เพราะบริษัทเราได้เซ็นสัญญาทำหนังกับฮอลลีวู้ด และประเทศจีนค่ะ โดยจะมีดาราจากทั้ง 2 ประเทศมาแสดงร่วมกับดาราไทย และพยายามถ่ายทำในเมืองไทยทั้งหมด เพราะเราอยากโปรโมทประเทศไทยด้วย ทางโปรดิวเซอร์เขาก็ทราบว่าปลาเคยเล่นละคร ร้องเพลงมาก่อน คือปลาเคยร้องเพลงประกอบละครให้ช่อง 3 ชื่อเรื่อง “เจ้าสาวปริศนา” ที่แอน ทองประสม เล่นเป็นนางเอก ชื่อเพลง “ยังไม่ลืม” อีกเรื่องคือ “อยากหยุดหัวใจไว้เพียงเธอ” คุณจอย-รินลณี เป็นนางเอก เพลงชื่อ “ไม่เคยคิดเลย” ทางโปรดิวเซอร์เขาก็เห็นว่าเรามีอยู่ 2-3 โปรเจกท์ที่จะทำร่วมกับฮอลลีวู้ด โปรเจกท์หนึ่งเป็นหนังผู้หญิง 3 คน Naughty สนุก ซ่า สไตล์แบบ Hang Over และ Sex and the City โปรดิวเซอร์ก็เลยบอก “ทำไมยูไม่ร้องเพลงประกอบ เป็นภาษาอังกฤษ ในเมื่อยูก็พูดภาษาอังกฤษได้” ก็เลยเริ่มจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น 3-4 เพลงที่ออกมาในอัลบั้มจึงเป็นเพลงแนว Naughty ซ่าๆ เพราะทีแรกเราตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบหนังค่ะ แต่หนังยังอยู่ในระหว่างเตรียมการ ซึ่งเราอาจจะเริ่มหนังอีกเรื่องหนึ่งก่อน เป็นแนวผจญภัย ก็เลยมาคิดกันว่างั้นเอาเพลงมาทำ MV และปล่อยออกมาก่อนดีกว่าค่ะ”

แรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

“ที่เราไปทำเพลงกันที่อเมริกา เพราะว่าโปรดิวเซอร์ คุณสตีเว่น สกายเลอร์ เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันอยู่ที่นั่นค่ะ เมื่อก่อนนี้เขาเคยอยู่วงโอโซน ของแกรมมี่ แล้วก็ได้ย้ายกลับไปอยู่อเมริกา เราก็เลยต้องไปทำเพลงกันที่นั่น ส่วนตัวปลาเองก็ไปๆ มาๆ 2 ประเทศนี้อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ต้องมีกลับไปโปรโมทที่โน่นด้วย MV ตัวแรก Wild One เราถ่ายกันที่ลอสแองเจลิส ก็ได้คุณสตีเว่น ซึ่งเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดอยู่ด้วย เล่นซีรี่ส์หลายเรื่อง ชวนเพื่อนมาเล่น เราก็เลยได้ดาราฮอลลีวู้ดมาร่วมเล่นใน MV ด้วย และด้วยความที่เพลงออกแนวซ่าๆ Naughty ซึ่งก็ตรงกับบุคลิกปลาด้วย ที่ขี้เล่น สนุกสนาน และเนื่องจากเกิดเดือนพฤศจิกายน ราศีแมงป่อง เลยมีคนตั้งฉายาให้ว่า Scorpion Queen ค่ะ”

MV ใหม่ จัดเต็มทุกความแซ่บ

“MV เพลงที่ 2 ทำเสร็จแล้วค่ะ กำลังเตรียมจะปล่อย เป็นเรื่องราวสนุกสนานคล้ายๆ เพลงแรก ชื่อ Broken Heart ในอัลบั้มเพลงนี้จะมี 2 เวอร์ชั่น คือเร็ว กับช้า เราเลือกเวอร์ชั่นเร็วมาทำ MV ค่ะ และแซ่บเข้าไปอีก เพราะมีฉากเลิฟซีนกับพระเอก โดยพระเอกเป็นนายแบบดาราที่โน่นให้เกียรติมาเล่น ที่พิเศษอีกอย่างของ MV นี้ คือโปรดิวเซอร์มีเพื่อนทำธุรกิจขายของเก่า เขาก็เลยไปได้เปียโน ของวิทนีย์ ฮุสตันมา เขาบอกขายอยู่ประมาณ 2 ล้านเหรียญ US เราโชคดีมาก และภูมิใจมากค่ะ ที่เป็นศิลปินคนแรกที่มีโอกาสได้ใช้เปียโนตัวนี้ถ่าย MV”

การเป็นศิลปินในวัย 40 กะรัต

“ดีนะคะ ทำให้เรารู้สึกว่าต้องแอ๊กทีฟตลอดเวลา เพราะบางคนอายุขนาดนี้ก็เป็นแม่บ้าน ไม่ทำอะไรแล้ว แต่เผอิญเป็นเพราะงานเรา เพลงพาไป งานพาไปค่ะ และอีกอย่างเราเติบโตมากับครอบครัวบันเทิง ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อซึ่งเป็นทหาร เล่นดนตรี ดีดกีตาร์ เราก็ร้องกับคุณพ่อมาตลอด ส่วนงานบริษัทภาพยนตร์ก็ตั้งใจให้ลูกชายเข้ามาช่วยค่ะ เพราะส่งเขาไปเรียนทางทำฟิล์มที่ออสเตรเลีย โดยเขาเรียนจบมหา’ลัยเดียวกันกับ คุณชายอดัมลูกชายท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ค่ะ หนังเรื่องต่อไปก็จะให้เขาเข้ามาช่วย เพราะเขาเองก็ได้รางวัลด้านกำกับฯจากทางมหา’ลัยมาด้วย ที่ตื่นเต้นมากกว่า ก็คือโปรเจกท์ที่กำลังจะได้ร่วมงานกับฮอลลีวู้ด เพราะหลังจากไปร่วมงานฟิล์มเฟสติวัล ที่เซี่ยงไฮ้มา ก็คิดว่าเร็วๆ นี้จะมีข่าวดีค่ะ”

ก่อนจากกัน สาว Naughty รุ่นใหญ่ฝากทิ้งท้ายว่า “ถ้าอยากติดตามความเคลื่อนไหวของปลา สามารถตามได้ที่เฟซบุ๊ค Pla Komaratat หรืออินสตาแกรม @plahblahblahofficial ค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277347

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

สกู๊ปพิเศษ : ‘ทองพูน’กระท้อนสร้างเงิน ฝีมือ‘หมอดินสมชาย บุญก่อเกื้อ’

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“กระท้อน” ผลไม้ขายดีและสร้างกำไรงอกงามอีกชนิดหนึ่งของ นายสมชาย บุญก่อเกื้อ หมอดินอาสา ต.บ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ที่พลิกฟื้นพื้นที่ 23 ไร่จากสภาพดินที่เสื่อมโทรมและไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตร แต่หลังจากมีการพัฒนาดินตามกระบวนการที่ถูกต้องทำให้ผืนดินแห่งนี้กลายเป็นจุดเรียนรู้ทางการเกษตรที่ดีจุดหนึ่งให้กับเกษตรกรได้เข้ามาศึกษาการทำการเกษตรอย่างถูกต้อง

นายสมชายเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มจากการปรับปรุงบำรุงดินตามกระบวนการที่ได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการศึกษาการพัฒนาที่ดิน มีการใช้สารอินทรีย์เข้ามาร่วมในกระบวนการปรับปรุงดิน ทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี จากดินที่มีค่าความเป็นกรดสูงได้แก้ไขจนค่าความเป็นกรดลดลงตามลำดับ และจากผืนดินที่ไม่สามารถทำการเกษตรใดๆ ได้กลายมาเป็นสวนเกษตรที่มีคนเข้ามาเรียนรู้จำนวนมาก

นายสมชายเล่าต่ออีกว่า เมื่อก่อนตนใช้สารเคมีทำให้ต้นทุนสูง ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาทำเป็นสวนอินทรีย์กว่า 70-80เปอร์เซ็นต์แล้ว และในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด โดยจะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เช่น กิ่งไม้ เศษไม้ต่างๆ และเก็บไว้ที่ธนาคารปุ๋ย แต่ที่ยังเหลือเป็นเคมีอยู่บ้างนั่นคือมังคุด เนื่องจากจะต้องส่งขายตลาดต่างประเทศยังต้องป้องกันศัตรูพืช ส่วนกระท้อนปลูกด้วยอินทรีย์ทั้งหมด และขายตลาดในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น หากพูดถึงเรื่องรายได้เพิ่มจากเมื่อ 3-4 ปี ก่อนที่จะอยู่ที่ 5-6 แสนบาท ขณะนี้เพิ่มเป็นหลักล้านแล้ว

“สำหรับกระท้อนที่ปลูกอยู่มีทั้งหมด 200 ต้น เป็นพันธุ์ “ทองพูน” ซึ่งผลจะเป็นสีทอง รสชาติหวาน เนื้อในนุ่มอร่อยถูกใจผู้บริโภค โดยผลกระท้อนที่นี่จะแบ่งออกเป็นสองไซส์คือเอและบีและสามารถผลิตตามความต้องการได้ เช่น ลูกละ 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 100 บาท หากมีน้ำหนักลดลงก็จะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท คือขนาดบีหรือไซส์กลาง ผลผลิตที่นี่จะเก็บเกี่ยวปีละครั้งครั้งละ 15-20 ตัน หรือประมาณ 6 หมื่นถุงโดยระยะเวลาในการปลูกจะอยู่ที่ 120-130 วัน ก็เก็บผลผลิตได้ ส่วนความพิเศษของกระท้อนที่นี่ คือ แต่ละลูกจะถูกห่อด้วยถุงเพื่อป้องกันแมลงวันทองขณะที่ลูกยังเป็นสีเขียวเพราะเมื่อมีสีเหลืองแมลงชนิดนี้จะชอบสีและกลิ่น การขายจะขายเป็นลูก ลูกละ 50 บาท ทั้งนี้หมายถึงราคาโดยเฉลี่ย สำหรับการขายกระท้อนจะตั้งราคาเองและขายเฉพาะลูกค้ามารับเองไม่ขายให้กับพ่อค้าคนกลาง” นายสมชาย กล่าวทิ้งท้าย