สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/338238

สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

วันเสาร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้เวลาออกเดินทางครั้งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม ของ “แสตมป์” อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เมื่อเขาเลือกที่จะรุดหน้า ก้าวไปอีกขั้น กับการรังสรรค์ ปั้นค่ายเพลงน้องใหม่ “123Records (นึง-ส่อง-
ซั่มเรคคอร์ดส์)” โดยหลังจากลุยงานก่อร่างสร้างค่ายด้วยใจมากว่า 1 ปีเต็ม วันอาทิตย์นี้ (13 พ.ค.) เขาพร้อมแล้วเจ้าค่ะ กับวาระตัดริบบิ้นเปิดค่าย ด้วยการควงแขน 2 หนุ่มคอเดียวกัน MYOSS (เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์) และปังตันเต๊ก (ปัง-วัชรพงศ์ ตันเต็ก) เป็น 2 ศิลปินเบอร์แรกของค่าย พ่วงด้วยอีก 1 สาวเซอร์ไพรส์ ที่เตรียมอุบไว้แกรนด์โอเพ่นนิ่งในวันดีเดย์พรุ่งนี้!! และแน่นอน “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ขอเวลาเอ็กซ์คลูซีฟ คว้า 3 ศิลปินคนมีฝัน มาเขย่าความเป็นตัวตน บอกเล่าที่มาที่ไปกันเจ้าค่ะ

ก้าวเป็นผู้บริหารเต็มตัว?

แสตมป์ : จริงๆ ผู้บริหารตัวจริง คือภรรยาผมครับ ผมจะเป็นแนวครีเอทีฟ ดูเรื่องการผลิตมากกว่า ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วมั้งครับ รู้สึกว่าอยากทำงานในแนวทางที่ตัวเองอยากทำ ที่เรารู้สึกว่าถ้าเราอยู่ในค่าย เราจะไม่ได้ทำ อาจจะไม่คุ้มทุนที่คนเขาจะลงทุนให้เรา ก็เลยอยากจะทำเอง จนออกมาตั้งบริษัท ตอนแรกดูแลตัวเองก่อน พอรู้สึกว่าเราอยากจะมีเพื่อน ประจวบเหมาะกับผมได้เจอน้องๆ ระหว่างทาง ก่อนที่จะมีค่าย ได้ฟังเพลงพวกเขาแล้วก็ชื่นชอบ คิดว่าน่าเสียดายนะ ถ้าเราไม่ได้นำเสนอเพลงของพวกเขาให้ทุกคนฟัง ก็เลยชวนมาทำด้วยกัน…จริงๆ ผมไม่ได้คิดวางแผนอะไรนานนะครับ ต้องขอบคุณภรรยาผมที่เขามีความสามารถทางด้านนี้ ชำนาญในเรื่องของการเงิน เขาทำให้เราอุ่นใจว่าทำได้ เพราะถ้าผมอยู่คนเดียว ผมจะไม่วางใจเรื่องบัญชีทรัพย์สิน เรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนรอบคอบ ไม่ใช่คนที่ถี่ถ้วน ทำคนเดียวก็คงจะเจ๊งครับ แต่เรามีภรรยาที่เขาเก่งทางด้านนี้ก็เลยไม่ได้วางแผนมากครับ พอโอเค ก็ทำเลย ตัดสินใจไม่ถึง 2 เดือนครับ รวดเร็วมากจริงๆ แต่เราก็ใช้เวลาประมาณปีหนึ่งก่อนที่จะออกมาทำความรู้จักกับสื่อต่างๆ ในฐานะค่ายเพลงครับ

ทำไมต้องชื่อ นึง-ส่อง-ซั่มเรคคอร์ดส์?

แสตมป์ : ชื่อนี้ ภรรยาผมเป็นคนตั้งครับ ภรรยาผมชอบชื่อที่มันง่าย ถ้าเราไปชื่อ อโวคาโดอะไร (หัวเราะ) ผมว่าก็จะยากไปก็เลยอยากได้ชื่อที่ฟังดูง่ายที่สุด ฟังดูตลกก็ได้มีความหมายก็ได้ เวลาที่เราจะถ่ายรูป จะวิ่ง เราก็นับ นึง-ส่อง-ซั่ม เวลาเด็กจะขึ้นบันไดเลื่อนครั้งแรก ก็จะนับ นึง-ส่อง-ซั่ม เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีความหมายที่ดี กำลังจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็อยากให้ค่ายเราเป็นค่ายที่แฟนเพลงรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเริ่มทำเริ่มนับนึง-ส่อง-ซั่ม ครับ

สไตล์ของ นึง-ส่อง-ซั่มเรคคอร์ดส์?

แสตมป์ : ตอนแรกไม่ได้วางเลยนะครับ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้วาง แต่ด้วยความที่เราชอบคนแบบนี้ เพลงแบบนี้ ก็จะมีรสนิยมของเราอยู่ในนั้น ว่าเราชอบเพลงทรงนี้ คนแบบนี้ ชอบคนที่เขียนเพลงแบบนี้ ทั้ง 2 คนนี้จะเป็นคนที่เขียนเพลงเอง เขียนเพลงที่มาจากชีวิตตัวเอง เอาเพลงของตัวเองมาเล่า เอาชีวิตตัวเองมาเล่า มันเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้วในงานคนอื่นครับ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นลายเซ็นรึเปล่า คือเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เซตไว้

เลือกวันเกิดตนเอง เป็นวันเปิดค่าย?

แสตมป์ : เหตุผลง่ายๆ เลยครับ จะได้จำได้ (หัวเราะ) คือจริงๆ ผมอยากพบปะผู้คนในวันเกิด และปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดี หลายๆ อย่างลงตัว เพราะเดือนพฤษภาคมนี้ เราน่าจะเริ่มมีเพลงออกมาพอดี เป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดีครับ จึงถือโอกาสจัดงาน “STAMP & Friends by 123records Live Show” เปิดตัวค่ายอย่างเป็นทางการ เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยจัดงาน Fan Meet ของตัวเองมาก่อน วันนั้นเราจะเอาเพลงที่ทำในปีที่แล้ว และเพลงที่ทำในญี่ปุ่นมาเล่น และชวนเพื่อนๆมาเล่นด้วยกัน ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดครับ (จัดที่ไหน?) เราจัดกันที่ Parking Toy เกษตร-นวมินทร์ ประตูเปิด5 โมงเย็น เริ่มแสดง 6 โมงเป็นต้นไป บัตรมีราคาเดียวคือ 1,000 บาทครับ

ศิลปินเปิดค่าย?

แสตมป์ : 2 คนนี้ เกิดจากที่ผมชอบเพลงเขาก่อนเลยครับ ที่ผ่านมาก็เริ่มปล่อยเพลงบ้างนิดนึง คนละเพลง พอมีโอกาสพาเขาไปโน่นนี่ ไปเล่นสด ก็ตื่นเต้นมาก แล้วอย่างแรกคือแฟนเพลงที่ชื่นชอบงานผม ก็ชื่นชอบเขาด้วย แล้วพอเขาปล่อยเพลงออกไป ก็เริ่มมีแฟนเพลงที่ไม่ได้ชื่นชอบงานผม มาชื่นชอบเพลงของเอ็มคนเดียว เพลงของปังคนเดียว ก็รู้สึกว่าดีใจที่เราได้รวบรวมคนเหล่านี้เข้ามาครับ (ไม่ได้มุ่งไปที่ศิลปินดังๆ?) เพราะผมตื่นเต้นกับคนเหล่านี้ครับ แล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะทำคนที่มีชื่อเสียงแล้ว เขาก็คงมีอะไรของเขาแล้ว อยากแรกคือผมอยากให้เพลงของน้องๆ ได้ถูกปล่อยออกไป เรารู้สึกสนุก และคิดว่าเราจัดการได้ กับสิ่งที่เขามี

ทำความรู้จัก เอ็ม ยศวัศ?

เอ็ม : เป็นโอกาสที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาในชีวิตผมครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมทำเบื้องหลัง เป็นตากล้องถ่ายมิวสิกวีดีโอ ถ่ายภาพยนตร์ โฆษณา แล้วเรารู้สึกว่างานดนตรีเป็นไปได้ยากมากสำหรับเรา เพราะเราทำเดโม่เขียนเพลงเฉพาะเนื้อหาที่เราอยากจะเล่า แต่งเพลงให้กับแม่ กับปู่ น้องชาย ให้กับสิ่งต่างๆ แต่งเก็บๆ ไว้ตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย (เรียนทางด้านไหน?) ทางด้านภาพยนตร์ครับ วารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์จบมาก็ทำงานเบื้องหลัง ก็เลยรู้สึกว่าการที่จะมีเพลงขึ้นมาสักเพลง สำหรับเราความรู้ทางด้านดนตรีมันยังน้อยมาก พื้นฐานน้อย ได้แต่เล่นกีตาร์ ร้องอัดเดโม่ โดยเป็นเนื้อร้องที่เราคิดคอนเซ็ปต์เองในแต่ละเพลง (รู้จักกับแสตมป์ได้อย่างไร?) บังเอิญผมได้ไปเล่น MV ให้กับพี่แสตมป์ในเพลง “มนุษย์ลืม” เพราะผมก็รับงานเบื้องหน้าบ้างเป็นพาร์ทไทม์ อย่างเช่น MV เพลง “ทางของฝุ่น” ของ “อะตอม” คือผมอยู่ในทีมโปรดักชั่น เพื่อนเห็นว่าเข้าคอนเซ็ปต์ ก็หยิบเราไปเล่นอะไรแบบนี้ครับ แล้วผมมีพี่ชายที่รู้จักกันชื่อ “กล้วย” เล่นเบส อยู่วง “มอร์นิ่ง ซัฟเฟอร์” เขาเคยฟังเพลงเดโม่ผม แล้วก็ส่งให้พี่แสตมป์ฟัง พอได้ไปเล่น MV เพลง “มนุษย์ลืม” ของพี่เขาก็เลยถามว่าพี่ได้ฟังเพลงนั้นรึเปล่า เขาก็บอก “เสาอากาศ ใช่ไหม?” ผมก็บอก “ใช่ครับ” เป็นเพลงแรกที่ผมแต่ง แต่งให้กับเสาอากาศทีวี(หัวเราะ) เพราะผมเรียนสื่อสารมวลชน ผมก็เลยเอาเรื่องที่คิดว่าเรารู้ดีที่สุด เห็นเสาอากาศอยู่หน้าหอที่รังสิต ก็เลยเอาเรื่องนี้ละกัน ดีใจมากครับที่พี่เขาจำได้ หลังจากนั้นผ่านมา 5-6 ปี พี่แสตมป์เขาก็ทักมา ว่าอยากฟังเพลงอื่นๆ ที่เอ็มได้แต่งไว้ ก็เลยไปที่ออฟฟิศเขา เอาเพลงให้เขาฟัง ก็เลยได้ร่วมงานกันครับ ปล่อยซิงเกิ้ลแรก คือเพลง “เสาอากาศ” (อะไรทำให้เชื่อมั่นในแสตมป์?) 90% ไม่มีใครสนใจเพลงเสาอากาศ แต่พี่แสตมป์สนใจ ก็เลยซื้อใจเราตั้งแต่วินาทีนั้น ว่าเขาเลือกจากที่เราเป็นเรา สิ่งที่เราคิดจริงๆ ตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ต้องพัฒนาความรู้ทางด้านดนตรีที่มีน้อยนิดของผม(หัวเราะ) ค่อยๆ โตไปกับเขาครับ

ที่มาของ ปัง ตันเต๊ก?

ปัง : พรหมลิขิตมากเลยครับ ผมจบจากเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร จบมาปุ๊บก็เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ คือผมเป็นคนฉะเชิงเทรา ไปเรียนนครปฐม แล้วตอนนี้ก็เข้ากรุงเทพฯมาเป็น
เภสัชยืนอยู่ประจำที่ร้านยาที่เอ็มควอเทียร์ แล้วบังเอิญวันนั้นพี่แสตมป์ไปซื้อยาที่ร้านพอดี ผมเนื้อเต้นมากเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นเราเจอดารา เจอศิลปินเยอะแยะมาก แต่คนนี้งานเขาเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว แล้วพี่แสตมป์คือหนึ่งในไอดอลที่ผมยกให้เป็นต้นแบบด้านการเขียนเพลง การเพอร์ฟอร์มมาตลอด ผมก็เลยรู้สึกว่าอยากจะบอกพี่เขาสักหน่อย ตอนนั้นพี่แสตมป์เดินออกจากร้านไปแล้ว ผมก็เลยหยิบเศษกระดาษมาเขียนชื่อวงผมเอง แล้วผมก็ยกมือไหว้พี่ที่ร้านกับลูกค้า บอก “พี่ครับเดี๋ยวผมมานะ ผมต้องไปจริงๆพี่” ผมก็เดินออกไปหาพี่แสตมป์ ยื่นกระดาษให้เขา บอก “ผมชื่อนี้ๆ นะครับ ทำเพลงอยู่ ถ้าวันหนึ่งเพลงผมดีพอ เรามาเล่นดนตรีด้วยกันนะครับ” แล้วช่วงที่หายไปสักพัก ผมก็ไปประกวดแต่งเพลงของ นิตยสาร Happening ที่ทำร่วมกับมูลนิธิฟรีดริช เนามันในประเทศไทย (FNF) ชื่อโครงการเสรีภาพเสรีเพลง ผมก็ส่งเพลงไป แล้วเพลงที่ได้รางวัลชนะเลิศ จะให้พี่เต๋อ-นวพลทำ MV ให้ ซึ่งผมได้รางวัลชนะเลิศจากเพลง “บทเพลงถึงตัวฉันเอง” พอ MV ถูกปล่อยไป พี่แสตมป์เขาก็จำได้ เขาก็ทวิตว่าจำน้องเภสัชคนนี้ได้ แล้วเขาก็ได้คอนแท็กจากพี่ที่ Happening ทำให้เราได้คุยกัน ถัดไปปี 2 ปีพี่แสตมป์ก็เปิดค่ายเป็นรูปร่างแล้ว ก็เลยชวนผมมาทำครับ จนได้ปล่อยเพลง “แพ้” เป็นซิงเกิ้ลแรกซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากข้อความหนึ่งในเฟซบุ๊ค หน้า NEW FEED ที่ผมเลื่อนๆ ผ่าน เขาบอกว่าถ้าความรักเป็นเกม ถ้าเลิกรักกัน คนไหนที่รู้สึกมากกว่า คนนั้นก็จะมีโอกาสที่แพ้เยอะกว่า คือไม่ว่าเขาจะทำอะไรเราก็ยอมเขาหมด (แล้วในชีวิตจริงแพ้ไหมคะ?) ไม่แพ้ครับ (หัวเราะ) (งานเภสัชยังทำอยู่ไหม?) ก็ยังทำอยู่ครับ ผมสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ ใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน และหลังเลิกงานมาจับเพลงครับ

ผลงานของค่ายในอนาคต?

แสตมป์ : เน้นงานเพลงเป็นหลักครับ หลังจากงานเปิดค่าย ก็จะมีเพลงใหม่ของน้องเอ็ม ซึ่งเขาเก่งมาก เป็นตากล้องด้วย เป็นผู้กำกับด้วย แล้ว MV ตัวใหม่ของเขา ถ่ายเอง เล่นเอง เอาครอบครัวตัวเองมาเล่นด้วย (หัวเราะ) มีเขาคนเดียวนี่คุ้มมากครับ (หัวเราะ) ก็จะเป็น DIY พอสมควร เหมาะกับยุคสมัยดี ที่ยุคนี้โปรดักชั่นยิ่งใหญ่ก็อาจจะไม่จำเป็นแล้ว เพราะว่าแฟนเพลงกับศิลปินสามารถติดต่อกันได้โดยตรง ปีนี้ก็จะมีเพลงจากทั้ง 2 คนครับ และก็ในวันที่ 13 ผมก็จะเปิดตัวศิลปินคนที่ 3 ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร (ผู้หญิงหรือผู้ชาย?) ผู้หญิงครับ (คนที่รู้จักกันดีอยู่แล้วรึเปล่า?) ก็ถ้าเป็นคนที่ชอบวงการเพลงอินดี้ จะต้องรู้จักเขาครับ คือตอนแรกพอคนรู้ว่าผมเปิดค่าย ไปออกรายการ The Driver ของโอ๊ต ปราโมทย์ โอ๊ตก็โฆษณาเยอะมาก หลังจากเทปนั้นออก คนก็ส่งเดโม่มาเยอะมาก ก็ต้องเรียนทุกคนว่าค่ายผมเล็กมากครับ ผมขอดูแล 2 คนนี้ก่อน ขอโทษจริงๆ แต่ว่าผู้หญิงคนนี้เขาเป็นคนโปรดของภรรยาผมเลยครับ (หัวเราะ) ทำให้ฝ่ากำแพงนั้นมาได้จริงๆ ผมก็ชอบเขาด้วย วันอาทิตย์นี้(13 พ.ค.) ก็จะมีเพลงจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่เคยเล่นที่ไหน ผมรู้สึกว่ามันเป็นซาวนด์ใหม่ที่เขาไม่เคยทำก็ตื่นเต้นมากที่เขาอยากมาทำกับเรา

เพลงของแสตมป์?

แสตมป์ : ช่วงนี้ส่วนของผมก็มีเพลงปล่อยเรื่อยๆ นะครับ มีเพลงกับพี่เบิร์ด เพลงตนเอง เดือนหน้าผมก็จะมีเพลงที่ทำกับ Urboy TJปล่อยออกมาต่อจากเพลงของเอ็มครับ

ช่องทางติดตาม?

แสตมป์ : ตอนนี้เรามีแฟนเพจของค่าย คือ 12 sumrecords แล้วก็มี Youtube : 123records,Instagram : 123recordshop สามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนแชร์ไอเดียกันได้นะครับ

สิ่งที่ไม่อยากให้พลาด?

แสตมป์ : ในวันงาน 13 พ.ค.นี้ ก็จะมี 2 ศิลปินมาจากญี่ปุ่น คือ วงFIVE NEW OLD กับอีก 1 ศิลปินเดี่ยว DÉ DÉ MOUSE ที่ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปทัวร์ที่ญี่ปุ่น ก็มีโอกาสได้ผูกมิตรกับพวกเขา ไปเล่นเปิดให้เขาบ้าง ไปอาศัยแฟนเพลงเขา แล้วตอนนี้ วงFIVE NEW OLD ก็เพิ่งได้ออกอัลบั้มกับค่ายที่ใหญ่อันดับ 3-4 ของญี่ปุ่นเลย แล้วก็กำลังโปรโมทเพลงใหม่อยู่ ผมก็มีโอกาสไปร่วมฟีทเจอริ่งในอัลบั้มใหม่ของเขา เขาจึงมาฟรีเป็นของขวัญเปิดค่ายให้เราเลยครับ มาเจอแฟนเพลงที่ไทยด้วย ส่วน DÉ DÉ MOUSE เป็นดีเจ ที่ผมเป็นแฟนเพลงเขาเลย ก็มีโอกาสได้เล่นด้วยกันที่ญี่ปุ่น ได้ไปดูคอนเสิร์ตเขา แล้วผมชอบเขามากเลย ก็เลยชวนเขามา ด้วยความที่อยากให้แฟนเพลงเห็นของที่เราเห็นมา ว่าเขาเล่นกันระดับไหนนะ และก็อยากให้น้องๆ ได้เล่นกับเขาด้วย ผมว่าจะได้พัฒนาไปอีกระดับ ถ้าเราได้เจอ ได้เห็น ได้เล่นร่วมกันครับ

เสน่ห์เบื้องต้นที่สัมผัสได้จาก 3 หนุ่ม คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเขา ทำให้เรารู้สึกสดใสตามเจ้าค่ะ เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องบอกว่า ยามที่ได้นั่งฟังพวกเขาร้องเพลง หัวใจดวงน้อยๆ นี้ จะเคลิ้มแค่ไหน บรึ๋ยส์!!

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’ ปรับเสียง…ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331907

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’  ปรับเสียง...ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’ ปรับเสียง…ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากห่างหายการปล่อยซิงเกิ้ลใหม่มาร่วม 3 ปี วันนี้นักร้องคุณพ่อลูก 2 แมว-จิระศักดิ์ ปานพุ่ม ขอกลับมาสร้างสรรค์งานดนตรี ผลิตเพลงใหม่อีกครั้ง ในชื่อ “ไม่มีปัญหาอะไร” อะไรคือเหตุแห่งแรงจูงใจสำคัญ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” กำความลับมาบอกกันค่ะ

หลังจากปล่อยพลังว๊ากจนเสียงเหือดแห้ง คราวนี้ได้เปลี่ยนโทนเสียงบ้าง?

แมว : ใช่ครับ คือลูกเมียเริ่มไม่คุยด้วยครับ (หัวเราะ) จะคุยอะไรก็เหมือนจะมีเรื่องกันซะเปล่าๆ เลยหันมาใช้เสียงแบบปกติที่ชาวบ้านชาวช่องเขาใช้กัน เขามีสูงสุดคืนสู่สามัญใช่ไหมครับ อันนี้เราต่ำสุดคืนสู่สามัญ (หัวเราะ)”

ความเป็น “ไม่มีปัญหาอะไร”?

แมว : เพลงนี้เป็นเพลงเพราะๆ ซึ้งๆ ที่หลายคนอยากฟังมานานแล้ว หลังจากที่ไปว๊ากมา บางคนก็บอกว่าพี่แมวไปแล้ว กู่ไม่กลับ สงสัยไปทางนั้นแล้ว กินเลือด ฉีกตุ๊กแกกิน ยังยืนยันครับว่าแนวเพลงแบบ “คนของเธอ” ยังเป็นที่โหยหาของผม (ใหญ่ : มันเป็นโลโก้ของแมวครับ แนว Sentimental ซาบซึ้ง)

แรงบันดาลใจจากการแต่งเพลงนี้?

ใหญ่ : ทีแรกบรีฟกับแมวว่าอยากได้เพลงแนวเดียวกับ“คนของเธอ” ผมก็บอกแมวว่าเพลงคนของเธอมันติดลมบนไปแล้ว เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ คือสูงสุดบนยอดเขา มันยาก เทียบชั้นยาก เราก็เลยทำเป็นภาคสองแล้วกัน มีความคล้าย แต่เพลงนี้จะมีความเป็นรูปธรรมขึ้น เธอจะเรื่องมาก เกเร งอแงยังไงก็แล้วแต่ แต่เรารักไง เราก็เต็มใจที่จะยอม

ผู้ชายในเพลงนี้อบอุ่น แสนดีเหมือนเดิม?

ใหญ่ : ที่จริงใช้คำว่าคนเดียวกันจะดีกว่าครับ เพียงแต่ว่า mood and tone ต่างกันนิดหนึ่ง

แมว : คือยังคงเป็นผู้ชายที่แสนดี อบอุ่นนั่นแหละ และเราก็ยังคงภาพนั้นไว้ ตอนที่พี่ใหญ่แต่งเนื้อมา ผมอ่านแล้วชอบมากครับ และก็ต้องขอบคุณวินด้วยนะครับ ที่แต่งทำนองและเรียบเรียงเพลงนี้มา คือ
มันมีความไม่ขาดไม่เกิน เป็นทำนองที่เราอยากได้ ชอบมากเลย อยากรีบ
ร้องเลย แต่เผอิญยังไม่มีเนื้อร้อง ต้องรอพี่ใหญ่แต่งก่อน

ภารกิจของวิน?

วิน : ผมเริ่มต้นจากวิเคราะห์เรื่องราวในเพลง “คนของเธอ” เช่น มีโหมดซึ้ง โหมดดราม่า แต่ยังไงก็ตามในเพลงใหม่ ผมก็ต้องแต่งทำนองใหม่ ยังไงก็ไม่ซ้ำเดิมครับ

ใหญ่ : การที่จะมาแต่งเพลงให้นักร้องที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างแมว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ของวินชิ้นแรกก็เจออันนี้ ยากเลย แล้วยังทำได้ดีด้วย

แมว : จริงๆ เราเคยทำงานด้วยกันในเพลงพิเศษถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรารู้สึกเด็กคนนี้มีแนวคิดการทำทำนองที่น่าสนใจ คุยกับพี่ใหญ่ว่าอยากได้เด็กคนนี้มาช่วย จริงๆ แนวเพลงเขาจะไม่ใช่แบบนี้เลย ถ้าเราไปฟังเพลงของวิน The Ginkz มันจะไม่ใช่แบบนี้ คืออินดี้มาก เนื้อเพลง ทำนอง จะตามจินตนาการของเขา แต่พอได้ฟังเพลงอื่นของเขา เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ก็เลยอยากให้เขามาทำเพลงนี้ให้ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะทำได้ดีขนาดนี้ มีหวั่นนิดๆ แต่เพลงออกมาดีเกินคาดครับ

ปรับโทนเสียง?

แมว : พอมาร้องเพลงนี้ ผมต้องกลับมาฝึกควบคุมลมใหม่ ร้องแบบนี้ต้องใช้ลมพอดีๆ ไม่มากเกินไป เก็บลมที่ท้องอย่างเหมาะสม ช่วงแรกๆ ติดปล่อยลมเต็มที่แบบเพลงว๊าก แล้วพอเรายั้งเสียง เสียงจะแกว่ง ไม่ใส ก็เลยต้องฝึกควบคุมเสียงใหม่ แต่เนื้อเสียง แก้วเสียงเราเหมือนเดิม ไม่มีปัญหา

ทำเอง ขายเอง ไร้ปัญหา?

แมว : คือเราควบคุมการผลิตเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหา รวมทั้งในระหว่างการผลิตและหลังการผลิตก็ไม่มีปัญหา

ใหญ่ : จริงๆ ค่อนข้างราบรื่นกว่าตอนอยู่บริษัทเสียด้วยซ้ำทุกคนมีความเห็นที่ตรงกัน

แมว : อุปสรรคที่มีน่าจะเป็นนิสัยของผมที่สบายๆ ชิลๆ ไปบ้าง (หัวเราะ)

และนอกจากปล่อยเพลงใหม่แล้ว พวกเขายังรับปากว่ากลางปีนี้จะได้ชม MV กันอย่างแน่นอน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการคิดโครงเรื่อง และเสาะหานางเอก และสำหรับแฟนเพลงที่อยากจะสื่อสารกับพวกเขาผ่านโซเชียล “แมว” เผยว่าเขาเพิ่งมีตัวตนอีกครั้ง ด้วยการเปิด Youtube Channel : Maew Chirasak Official แล้วก็มี Facebook,Instagram ให้ติดตาม โดยสิ่งสำคัญที่สุด ที่เขากลับมาผลิตงานดนตรีนี้เขาบอกว่า “อยากให้คนฟังมีความสุข” ก่อนจะทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ตั้งใจสื่อในเพลงนี้ คือ “อะไรที่มีปัญหาจะหมดไปด้วยคำว่ารักคำเดียวครับ”

ปริมวาไล

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/329204

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องเรียกว่า “ใจรัก” อย่างแท้จริง กับคนดนตรี ที่เลือกผลิตงานในรูปแบบ อัลบั้ม ทั้งที่ทุกวันนี้ ศิลปินเล็กใหญ่ต่างทำ ซิงเกิ้ล ออกทีละเพลงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับ “2 Is better Than 1” จากสังกัดClassy Records ยังขอคงไว้ กับเสน่ห์ของเพลงเต็มอัลบั้ม ในรูปแบบซีดี ผลงานซึ่งเป็นสีสันทางดนตรี ชุดที่ 2 จึงได้โอกาสคลอดออกมา

“2 is better than 1” ประกอบด้วย 2 สมาชิก คือ ขนุน-วัลลภ เจียรสถิตย์ และ มะเหมี่ยว-อิสรีย์ นำพาเจริญ ที่แจ้งเกิดปล่อยอัลบั้มแรก(พ.ศ.2555) ในชื่อเดียวกันว่า “2 Is better Than 1” ซึ่งมาพร้อมซาวน์ดนตรีจากเครื่องดนตรีมากมายหลากชนิด ทั้งแปลกและหาฟังยาก มาบันทึกเสียงสด แต่ที่น่าฉงน คือไม่มีเครื่องดนตรีที่คุ้นหูอย่าง “กีตาร์” เลยแม้แต่เพลงเดียว!?

จนมาถึงมีนาคมปีนี้ พวกเขากลับมาอีกครั้ง กับอัลบั้มเต็มหมายเลข 2 ที่ชื่อว่า “3 Is better Than 2” โดยมี ขนุน-วัลลภ,มีน-พัทธศิษฏ์ ศรีศุภลักษณ์ และ หอย-อภิศักดิ์ เจือจาน เป็น3 สมาชิกในปัจจุบัน (มะเหมี่ยว-อิสรีย์ ออกไปเตรียมทำผลงานเดี่ยวของตัวเอง) แต่ยังคงชื่อวง 2 Is Better Than 1 ต่อไป ภายใต้สังกัดเดิม Classy Records ที่มาพร้อม 13 บทเพลงลงซีดี และมีแค่ 3 เพลงที่ขายผ่านออนไลน์

l ก่อร่างสร้างวง?

ขนุน : ตอนนั้น Classy Records เปิดมาขึ้นปีที่ 9 ผมได้เข้ามาเป็นนักดนตรีอัดเสียงให้กับหลายๆเพลงในอัลบั้มที่3 ชื่อว่า “อัลบั้ม9” พี่ป๊อกที่เป็นเจ้าของค่ายก็ถามผมว่า ผมอยากจะทำอัลบั้มไหม แน่นอนนักดนตรีทุกคนต้องอยากทำอัลบั้มอยู่แล้ว แต่ทีนี้ตัวผมเองไม่ใช่นักร้องผมเป็นนักดนตรี ผมทำเรียบเรียงได้ แต่งเพลงได้ แต่ว่าไม่ถนัดด้านร้อง ก็เลยจะไปหานักร้องอีกคนหนึ่งมาเป็นดูโอ้กัน ในตอนนั้นก็ได้นักร้องมาเป็น มะเหมี่ยว-อิสรีย์ อดีตศิลปินนักร้องสมาชิกวง 3G (สังกัดค่าย Grammy) ตอนนั้นเขาเด็กๆ แต่พอมาถึงตอนที่เราจะทำอัลบั้ม เขาก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แล้วเขาก็ร้องเพลงเพราะ พอมาจูนกันได้ก็เลยมาทำอัลบั้ม และเป็นอัลบั้มแรก “2 Is Better Than 1” เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อวง ที่นี้พอทำเสร็จ ตอนนั้นคือปีพ.ศ.2555

หลังจากนั้นมาประมาณอีกกี่ปีก็ไม่รู้ เราก็เลยคิดว่าจะทำอัลบั้ม 2 แต่ว่าพอจะทำอัลบั้มสองมะเหมี่ยวเขามีโครงการเตรียมตัวที่จะออกอัลบั้มเดี่ยว แต่ผมยังอยากทำอัลบั้มต่อ ก็เลยต้องหาสมาชิกเพิ่ม อย่างที่บอกว่าผมไม่ใช่นักร้อง ผมต้องหาสมาชิกที่ร้องเพลงได้ ก็ได้มาเป็น หอยกับมีน คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน อีกคนหนึ่งก็เป็นรุ่นน้องที่ห่างกัน 2 ปี เรารู้ฝีไม้ลายมือเขาอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าน่าจะมารวมกันได้นะ ประกอบกับมีนเขาทำเพลงออกมา ชื่อเพลง “ฝั่งนั้น” คือเป็นเพลงแรกของอัลบั้มที่สอง ทำออกมาแล้วผมชอบมาก และให้ใครฟังก็ชอบหมดเลย เราก็เลยบอกว่าน่าจะมารวมตัวกันนะ

ตอนแรกก็เป็นมีนคนเดียวก่อน และก็มาคุยกันคร่าวๆ ระหว่างที่คุยกัน จริงๆ คือเราก็สนิทกันอยู่แล้ว คุยกันว่าจริงๆ หอยเขาก็มีเพลงที่เขาแต่งไว้อยู่เยอะเหมือนกัน คือทำงานร่วมกันมา 2 ปี ตอนที่เรียนอยู่ก็เคยทำอะไรร่วมกันอยู่ ทำเพลงละคร เพลงองค์กร เพลงประกวด อะไรอย่างนี้มาอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยสรุปมารวมกัน 3 คน ที่นี้มันก็จะประหลาดหน่อยตรงที่ว่า บังเอิญว่าสามคนนี้แต่งเพลงได้หมดเลย ก็เลยคุยกันว่าแบ่งหน้าที่กันไปเลย รับผิดชอบคนละ 4 เพลง 3 คน ก็ 12 เพลง เราก็เลยเอาเพลงหนึ่งของ Classyซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้ Classy เป็นที่รู้จักชื่อเพลง “ถามสักคำ” ที่มียอดไลค์สองถึงสามล้าน (ณ ตอนนั้นโอกาสจะขึ้นเป็นล้านมันยากมาก) มีนก็รับผิดชอบทำเป็น A cappella {อะแคปเปลลา} ไม่มีเครื่องดนตรีเลย และก็สามคนก็คนละ 4 เพลง ก็รับผิดชอบกันไป แต่ว่าในระหว่างนั้นทั้งสามคนก็ต้องมาจูนกัน ไม่ให้มันโดดมากนัก

l 3 คน 3 สไตล์?

ขนุน : จริงๆ อัลบั้มชุดนี้ไม่ค่อยเป็น unity เท่าไหร่ ในแง่ของการเรียบเรียงหรือลักษณะดนตรี แต่ถ้าในแง่เนื้อหามันไปด้วยกันได้หมด เนื้อหาของเพลงจะสอดคล้องกันไปเรื่อยๆ ยังมองโลกไปในทางเดียวกันอยู่ยังไม่มีอะไรที่แตกต่าง แต่ว่าก็โอเคด้วยการเรียบเรียงดนตรี ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชุดนี้ก็เลยใช้ชื่อว่ามันเป็น variety pop คือยังคงฟังง่ายแต่อาจจะมี Jazz มาบ้างนิดหน่อย อาจจะมี Rock นิดๆ แต่ว่าหลักๆ ยังคงเป็นพื้นฐาน Acoustic จริงๆ เราอาจใช้คำว่า Acoustic variety pop ก็ได้นะ เพราะเราก็ไม่ได้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดนตรีเรายังใช้ Acoustic ทั้งอัลบั้มอยู่ ตอนแรกที่บอกว่ามันยังไม่ Unity ก็มีความเป็น Unity อยู่บ้าง ไม่ได้มีอะไรที่มันจะประหลาดออกไปเยอะมากนัก คือมันใกล้กันในแง่ของชนิดเครื่องดนตรี ที่ยังคงความเป็น Acoustic อยู่ แต่ว่าไม่มีเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มาเกี่ยวข้อง ด้วยการใช้เครื่องดนตรีสดมาเล่น ก็จะไปได้หลายทาง ทีนี้เราก็มีให้ชิมหลากหลายเลย แต่ละเพลงก็มีสไตล์ของมัน แต่หลักๆก็ยังเป็น Acoustic อยู่ คือจริงๆ เพลง Acoustic น่าจะครึ่งอัลบั้มเลยครับ ส่วนที่เหลือก็แตกต่างกันไป เรียกว่าฟังชุดนี้ต้องชอบสักเพลง (หัวเราะ) เพราะว่ามันไม่เหมือนกันเลย

l ความต่างของ 2 อัลบั้ม

ขนุน : จริงๆ ถ้าลองไปฟังชุดที่หนึ่ง ดนตรีจะไม่เหมือนชุดนี้เลย เพราะอัลบั้มชุดหนึ่งผมทำคนเดียว มันก็จะออกมาสไตล์ของผม เพราะผมไม่ได้แชร์ไอเดียกับใครเลย คือชุดที่หนึ่งไม่มีกีตาร์เลย เพราะว่าผมเล่นไม่เป็น พอมาชุดนี้ก็มีหอยกับมีนเขาเล่นกีตาร์ เพราะฉะนั้นจะมีเสียงกีตาร์แทบจะทุกเพลง แต่ก็จะมีอยู่ 2-3 เพลง ที่ไม่มีเสียงกีตาร์แค่นั้นเอง ด้วยเครื่องดนตรีก็ทำให้อารมณ์เพลงมันเปลี่ยน

l เติมเต็มกันและกัน?

หอย : ผมว่านักดนตรีทุกคนน่าจะมีมุมนี้ คือถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักเราก็จะมีอีโก้ประมาณหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เรารู้จัก คือเราเรียบเรียงไม่เป็น เราเรียบเรียงดนตรีไม่ได้ เราไม่ได้เรียนดนตรีมา เราก็ได้แค่เนื้อทำนองมา เพลงของเราสามในสี่เพลง ก็โยนให้มีนเป็นคนเรียบเรียง ซึ่งเวลาเราโยนให้มีนเรียบเรียง เราก็ยกให้เลย โดยที่ให้ตัดสินใจเลย เพราะเราไม่สงสัยว่าจะทำได้หรือเปล่า

มีน : สำหรับผมเต็มที่ทุกเพลงอยู่แล้วครับ ผมก็เหมือนทุกคน คืออยากแต่งเพลงเก็บไว้ อยากมีเพลงกับอัลบั้มเป็นของตัวเอง แต่พอได้มารวมตัวกับพี่ๆ มันก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผมต้องจูนกับทุกคน

หอย : จริงๆ พวกเราเติมให้กันและกัน คือที่เราขาดมาตลอดคือเราทำดนตรีเองไม่เป็น จริงๆ อาจทำได้ แต่เราไม่กล้า เราก็มีโครงของเรามา แต่พอจะใส่เราก็กลัวผิด แต่พอสองคนนี้มาทางนี้อยู่แล้วมันก็จบ

มีน : ส่วนของผมที่ได้ชัดๆเลยคือการทำมาสเตอร์เพลงให้มันเป็นมาสเตอร์จริงๆ ความมาตรฐานของดนตรี การเล่น , การเรียบเรียง ก็ได้ พี่ขนุนกับพี่หอยมาช่วยตีกลองครับ จริงๆรายละเอียดมันเยอะมากเลย จากการทำคนเดียว แล้วเราก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องต่างๆ มาตรฐานของการอัดเสียงการเล่นดนตรีสด ก็ได้พี่ขนุนมาช่วยดูให้ครับ

l ความประทับใจในเพลง?

มีน : ผมชื่นใจ เพลงที่ผมเคยทำอยู่แล้วและชอบ มันเป็นรูปเป็นร่าง มีเสียงในหัวที่เราอยากได้ยินหรือเคยได้ยินมันออกมาจริงๆ สัมผัสได้ แล้วเพลงพี่หอยพอเอามาเรียบเรียงแล้วมันเพราะ ตอนแรกเราฟังDemo เราก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน พอเรียบเรียงมาเป็นมาสเตอร์ มันเพราะมาก ผมชอบ อย่างเพลง “นิ้วเพชร” โคตรมันส์เลย ตอนแรกผมฟังผมนึกภาพไม่ออกว่ามันจะเป็นเพลงให้คนอื่นฟังยังไง พอเราทำงานร่วมกัน อ๋อ มันเป็นอย่างนี้

ขนุน : อย่างที่บอกแต่ละเพลงมีที่มาที่ไป เรารู้ถึงจุดเริ่มต้น ขั้นตอนการทำ เพราะฉะนั้นทุกเพลง ทุกเพลงจริงๆ นะ ผมรู้สึกอินไปกับมัน มันอาจจะมีช่วงตอน Demo เราอาจจะยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แต่แน่นอนพื้นฐานของเรา คือเราเชื่อใจกัน เนื้อทำนอง เราผ่านแล้ว ทุกคนผ่านหมด คือเราคบกันมา 20 ปีนะ เรารู้อยู่แล้วว่ามันโอเค แต่ก็มาหนักใจเรื่องเรียบเรียง ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เพราะตอนเรียบเรียงยากเหมือนกัน คือว่าผมก็ต้องเรียบเรียงในคอมพิวเตอร์ เสียงที่ได้มันจะไม่เหมือนกับตอนที่ทำจริงหรอก บางอันก็ดีกว่า บางอันก็จะแย่กว่า ทีนี้ก็ต้องมาจินตนาการว่าท้ายที่สุดอัดเสร็จขึ้นมาจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นทุกเพลง พอเรารู้ที่มาที่ไปของมัน พอเรารู้กระบานการ เลยทำให้เราอินทุกเพลงเหมือนกัน บางเพลงเราดูเรียบเรียงเหมือนไม่มีอะไร แต่พอเรารู้ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร พอมาดูเหตุผล มาดูจากเนื้อ มันเหมาะสมกับเนื้อแบบนี้นะ อย่างเพลง “คิดถึงบ้าน” ของหอย เพลงมันไม่มีอะไร แต่พอลองไปอ่านเนื้อดีๆ ลองไปฟังเนื้อดีๆ มันก็ตัวตนหอยเลย คือกลับถึงบ้านเหลือแต่แม่แล้ว พ่อไม่อยู่แล้ว แม่หุงข้าวรอกิน ก็จริงนะ ความรู้สึกนั้นก็เกิดขึ้นได้ แล้วพอมาใช้ Acoustic กีตาร์ตัวเดียวถ่ายทอด ยิ่งออกมาได้ดี ถามว่าประทับใจเพลงไหนมันไม่มีคือมันดีทุกเพลง

หอย : เพลงพวกนี้เราทำกันเอง เหมือนมีลูกก็ต้องรัก รักทุกเพลง เพียงแต่ว่าจะมีเพลงที่ชอบมากๆ โดดๆมาสองเพลง คือเพลงของมีน “ฝั่งนั้น” ซึ่งตัดออกมาเป็นเพลงโปรโมท มันจะเป็นเรื่องที่เขากับแฟนไปเที่ยวอินเดีย แล้วมันจะมีความเชื่อของคนที่นู้น เป็นสองฝั่งแม่น้ำที่ฝั่งนี้เป็นฝั่งคนเป็น แต่ถ้าข้ามแม่น้ำไปเป็นฝั่งของคนตาย เป็นโลกวิญญาณ เรารู้สึกว่าอยากแต่งเพลงให้ได้อย่างนี้บ้างจัง มันได้บรรยากาศ เรานึกถึงว่า เราไม่เคยไปอินเดียแต่เราก็รู้สึกว่าเอาบรรยากาศมาเลยอะไรประมาณนี้ คือเราชอบตรงที่มันเล่าเรื่องความตายที่สุด อยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงนี้ อีกเพลงหนึ่งที่โดดมากๆก็เป็นลูกรักของตัวเอง เพลง “นิ้วเพชร”

l ผสมด้วยเพลงลูกกรุง?

ขนุน : เพลง “วันฝนพรำ” คือผมอยากจะแต่งเพลงลูกกรุงดูบ้าง ก็เริ่มจากเขียนเนื้อก่อน เพราะผมรู้สึกว่าเพลงลูกกรุงเป็นสิ่งที่ยาก ไม่แพ้เรียบเรียงดนตรีเลย คือเนื้อ เพราะว่าเนื้อเพลงด้วยความที่เป็นลูกกรุง ต้องสละสลวยหน่อย จะมาพูดทื่อๆ ไม่ได้ ก็เลยเปรียบเทียบว่า วันที่เราเจอฝน เรารักกัน เจอฝนก็ต้องทนแล้วจะฝ่ามันไปได้ แต่เดี๋ยวมันก็ตกอีก มันไม่ใช่จะตกแค่วันนี้วันเดียว ปีหนึ่งมันก็เจออีกหลายครั้ง ซึ่งเปรียบเทียบว่าเราอาจจะไม่เข้าใจกันอาจจะทะเลาะกัน มันต้องเจออีกเยอะอีกหลายครั้ง ก็เลยเทียบกับฝน ละพอวันที่ฝนหยุดก็ให้เราคิดอีกว่ามันจะต้องตกอีกนะ ก็ต้องให้พร้อมอยู่เสมอ

l เพลงพิเศษ?

มีน : เพลง “เรือใบ” ในแทร็คที่ 9 คือค่ายเรามีนโยบายว่า หนึ่งอัลบั้มต้องมีเพลงที่กล่าวถึงหรือพูดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 สักเพลง (ขนุน : เพราะค่ายเราเป็นค่ายรักในหลวง) ใช่ครับ ผมก็มีความคิดอยากจะแต่งเพลงเกี่ยวกับพระองค์ท่าน ก่อนที่ท่านจะสวรรคตอยู่แล้ว อยากพูดถึงเรือใบที่เคยทรงและเคยลงแข่งจริงจัง คือเราไม่อาจเอื้อมที่จะแต่งถึงพระองค์ท่านโดยตรง แล้วในส่วนตัวผมคิดว่าการที่ท่านได้ทรงเรือใบ เหมือนทรงดนตรี เรือใบนี่ท่านคงอิสระที่สุด ไม่มีข้าราชบริพาร ไม่มีองครักษ์ ไม่มีหน้าที่การงาน มีแต่ท่านกับเรือกับคลื่น ก็เลยคิดว่า นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ท่านเป็นสามัญชนที่สุด ทิ้งทุกอย่าง แล่นเรืออย่างเดียว ก็เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ครับ ซึ่งตอนแรกเป็นเพลงแต่งช้าๆ แต่เหมือนเราผ่านช่วงที่เศร้าโศกเสียใจมาแล้ว ก็เลยขยับจังหวะขึ้นมาหน่อยครับ

l ทิ้งท้าย?

หอย : จริงๆ ยุคนี้ก็ไม่ค่อยมีใครทำซีดีขาย แต่เราก็ยังทำกันอยู่ แล้วก็เน้นเรื่องคุณภาพของการบันทึกเสียงด้วย และเป็นเครื่องดนตรีที่อัดสด เล่นกันเองเป็นส่วนใหญ่ มีนักดนตรีรับเชิญบ้าง แล้วเราก็อัดเพลงกันข้ามปี ก็อยากฝากแฟนๆ ติดตามฟังกันดูครับ หรือตามพวกเราได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ twois.classy หรือ classyfanclub และ Youtube Channel Classy Records ครับ

ขนุน : นอกจากอัลบั้มนี้แล้ว พวกเราก็กำลังจะไปเล่นดนตรีสดเป็นครั้งแรก ในคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อการกุศล ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 19 สิงหาคม 2561 ที่ศูนย์วัฒนธรรม ส่วนรายได้เราจะไปช่วยเหลือนักแต่งเพลงที่เป็นโรคมะเร็ง และวันนั้นมีศิลปินอีกหลายคนไปร่วมแสดงครับ แฟนๆ สามารถซื้อบัตรได้ที่ http://www.classy-records.com Tel : 082-4293695 หรือสั่งซื้อซีดีของพวกเราได้ด้วยนะครับที่ Line ID : @classyrecords หรือจะอินบ๊อกมาในเพจ ClassyRecords ก็ได้ครับ

สกู๊ปพิเศษ : แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ก้าวผ่านความอินดี้สู่วิถีศิลปิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/327679

สกู๊ปพิเศษ : แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ก้าวผ่านความอินดี้สู่วิถีศิลปิน

สกู๊ปพิเศษ : แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ก้าวผ่านความอินดี้สู่วิถีศิลปิน

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องยกนิ้วให้กับความมุ่งมั่นของหนุ่ม แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ที่นอกจากจะแจ้งเกิดจากงานแสดงตั้งแต่แล้ว เขายังหลงรักการเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ และฟูมฟักเลือดศิลปินของตนเองมาพักใหญ่ ด้วยการทำเพลงเองกับเพื่อนๆ จนในที่สุดได้ก้าวมาถึงจุด ศิลปินอย่างเต็มตัว ในนามวง “ชาลี” ประกอบด้วย 4 สมาชิก แน็ก (ร้องนำ), บอม (เล่นกีตาร์), จอร์จ (เล่นเบส), ดั๊ค (ตีกลอง) พร้อมกับมีซิงเกิ้ลแรก “สุดท้าย” ภายใต้สังกัด โมโนมิวสิค…โดย “แน็ก” อาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ เผยถึงงานใหม่ในฐานะศิลปิน

จุดกำเนิดวงชาลี

เริ่มจากตัวผมเองอยากทำวง ก็เลยชวนเพื่อนๆ มา พวกเราอายุไล่เลี่ยกัน พอได้ทำงานร่วมกันก็รู้สึกสนุกดีครับ”

เพลง “สุดท้าย”

เพลงแรกที่เราปล่อยนี้ เป็นเพลงที่ผมแต่งครับ องค์ประกอบส่วนใหญ่ของเพลงก็จะเป็นผมทำเยอะมากหน่อย ส่วนเพลงที่สองก็จะเป็นเพื่อนๆ ที่จัดการกันต่อๆ ไปครับสำหรับเพลง สุดท้าย จะพูดถึงผู้หญิงผู้ชายที่เขามีความรัก เขาอยู่ด้วยกันแล้ววันหนึ่งผู้หญิงได้จากไป ความผูกพันหลังจากนี้มันเลยทำให้ผู้ชายรู้สึกคิดถึง แล้วก็อยากตามหาว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน

แนวดนตรีของชาลี

จะเป็นแนว POP Rock ครับ แต่ก็อาจจะมีซาวนด์ดนตรีที่แปลกใหม่มาเสริมด้วย (บอม กล่าวเสริมว่า : แนวของแน็กก็จะเข้ากับพวกเราอยู่แล้วครับ อย่างเมื่อวานเขาทำDemoมา แล้วลองร้องให้ฟังโดยส่วนตัวเราก็ชอบ ถ้าเราลองทำดนตรีเก๋ๆ แนวๆ หน่อย ก็น่าจะโอเคครับ) แต่ก่อนเพลงที่ผมทำจะอินดี้มาก เราก็รู้สึกอยากเปลี่ยนแนว อยากให้คนฟังง่ายขึ้น ก็ต้องยอมเปลี่ยนแนวครับ มาเป็นเพลงที่ฟังง่ายๆ เนื้อหาที่ฟังสักสามรอบก็จำได้แล้วครับ

เพลงในลำดับต่อไป

ตอนนี้แต่งไว้แล้วครับ เดี๋ยวทางดนตรีก็จะให้เพื่อนๆ ช่วยดูและอาจจะปรับเนื้อร้องอีกหน่อย ให้เข้ากับดนตรี หรือว่าต้องมีเพิ่มท่อนนู้นท่อนนี้อะไรประมาณนี้ครับ แต่รับรองว่าดีแน่นอนครับผม (จะหยิบเพลงเก่าที่แต่งไว้มาทำใหม่ไหม?) จริงๆ เพลงเก่าเราก็ชอบมาก แต่ว่าให้มันอยู่แบบนั้นไปดีแล้วครับ แต่ก็มีแอบคิดว่าบางเพลงเราจะเอาดนตรีหนักขึ้นได้ไหม แต่ว่าคงเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่า ว่าข้างหน้าเราจะลองมาทำใหม่ แต่ตอนนี้เราคิดว่าแต่งเพลงที่มันดีกว่า ใหม่กว่าออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังดีกว่าครับ

แน็กในภาพลักษณ์ศิลปิน

ก็ดีนะครับมีทั้งคนชม หรือบางคนก็ยังติดภาพเราตอนแฟนฉันอยู่ เราก็รู้สึกดีครับ มั่นใจว่าถ้าเราทำให้มันดีที่สุดแล้วก็อยากให้ทุกคนเปิดใจรับฟังครับ (จอร์จ ช่วยเสริมช่องทางรับฟัง : ตอนนี้มีทั้งทาง YouTube, Apple, itunes, Line tv และที่ FACEBOOK : MONO MUSIC สามารถเข้าไปฟังกันได้ครับ)

 

สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’ ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/323066

สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’  ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

สกู๊ปพิเศษ : วงร็อกในตำนาน ‘ร็อคเคสตร้า’ ชวนแฟนเพลง ตั้งชื่อเพลงใหม่

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ยุคหลังมานี้ หลายคนอาจจะคุ้นชินกับชื่อ หรั่ง ร็อคเคสตร้าศิลปินร็อกในตำนานผู้เป็นนักร้องนำ มากกว่าชื่อ วงร็อคเคสตร้าที่โด่งดังเป็นอย่างมากในยุค 80 เนื่องจากเวลาผ่านไป สมาชิกของวงแต่ละคนต่างโยกย้ายไปทำงานที่ตนถนัด แต่วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” มีข่าวดีสำหรับแฟนตัวจริงของพวกเขา เมื่อ วงร็อคเคสตร้าประกอบด้วย 3 สมาชิก หรั่ง-ชัชชัย สุขขาวดี, จง-บรรจง ศิลป์สุกลสุข และ แมงป่อง-พีรวัส กุศลศิลป์ หวนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อทำคลอดเพลงใหม่ในยุค 4.0

“วันนี้เรามานำเสนอเพลงใหม่ ของวงร็อคเคสตร้า กันที่แนวหน้า เป็นที่แรกครับ”

เหตุที่หวนมารวมตัวอีกครั้ง

หรั่ง : ด้วยความที่คุณจง (บรรจง ศิลป์สุกลสุข) มีสตูดิโอให้น้องๆ หลายวงในค่ายใช้กันอยู่แล้ว ส่วนแมงป่อง (พีรวัส กุศลศิลป์) ก็ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อยู่เบื้องหลัง เป็นซาวนด์ดีไซน์ให้กับวงที่เล่นตอนกลางคืน ดูเรื่องเทคโนที่จะใส่เข้าไปในการเล่นเพลงสด หลังจากที่เราขาดหายกันไปหลายๆ ปี ก็มีโอกาสได้เจอกัน ได้ทำเพลงร่วมกัน แล้วรู้สึกมีความสุข ก็เป็นหน้าที่นะครับที่เราจะเอาเพลงซึ่งเรา 3 คน เก็บวิชาความรู้ไว้เยอะ จากช่วงที่ขาดหายไป มาต่อช่วงนาทีนี้เลย

สมาชิกวงยังคงเดิม

หรั่ง : ยังเหมือนเดิมครับ แต่ก็จะมีน้องใหม่เพิ่มเข้ามา 2 คน

จง : เป็นมือกลองชื่อ “ครูซันไชน์” เขาเป็นอาจารย์ และก็ “คุณเก่ง” เป็นมือคีย์บอร์ด

ชื่อเพลงใหม่

หรั่ง : เรายังไม่ได้ตั้งชื่อเพลงใหม่เลยครับ อยากให้ทุกคนติดตามกันที่เพจของวงเรา มาช่วยกัน
ตั้งชื่อเพลงให้หน่อย แล้วพี่หรั่งจะแจกเสื้อยืดให้กับคนที่ตั้งชื่อเพลงได้ถูกใจ

จง : เข้าไปติดตามข่าวสารของวงได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ Rockestra Band ครับ

หรั่ง : ถ้าได้ผู้โชคดี เราจะประกาศผล แล้วส่งที่อยู่มา เดี๋ยวนี้ง่ายครับ ส่งทางไปรษณีย์ (หัวเราะ) เราก็ทันยุคนะครับ เหมือนอย่างหนังสือพิมพ์แนวหน้า เขาก็ปรับให้ทันยุค คนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงแต่ก็ยังชอบข่าวสารอยู่ ผมเห็นทุกบ้านชอบข่าว แต่ก็เลือกที่จะดูในมือถือ แนวหน้าเขาก็ปรับให้ทันยุคเป็น 4.0 อย่างที่หลายๆ คนต้องการนะครับ

แรงบันดาลใจของการทำเพลง

หรั่ง : เพลงใหม่ของเราเป็นเพลงรักครับ

จง : คือตอนนี้เราวางแพลนกันว่า 4 เดือนจะออกซิงเกิ้ลใหม่ 1 ครั้ง แต่ไม่รู้ว่าไทม์มิ่งจะเป๊ะหรือเปล่านะครับ แต่สัก 3-4 เดือน
ไม่เกินหนึ่งซิงเกิ้ล พอทำครบสัก 4-5 เพลง ครบปี เราก็จะออกเป็นอัลบั้ม EP จำหน่าย เป็นไวท์นิ่วให้กับแฟนคลับ

หรั่ง : นอกจากจะทำเป็นเพลงให้ดาวน์โหลดแล้ว ผมก็อยากจะให้ทุกคนได้เก็บเป็นซีดี เหมือนอย่างที่เรารักวงของต่างประเทศ ซึ่งเราก็เก็บซีดีเขาไว้ แล้วผมก็ยังเป็นแบบอนาล็อกอยู่ คือผมยังฟังเพลงจากแผ่น ผมยังไม่ชอบเปิดยูทูบเท่าไหร่ เพราะว่าบางทีเดี๋ยวเนตมาหรือไม่มา ผมยังชอบแบบเพลงแรกเขาต้องการอะไร เพลง
ที่สองนักดนตรีเขาคิดอะไร ผมยังติดอยู่ในยุคนั้นอยู่ เพราะว่ามันเป็นเสน่ห์ มีความคลาสสิกของการฟังเพลง ซึ่งเราจะได้ฟังว่าเพลงที่หนึ่งถึงเพลงสุดท้ายมันต่อเนื่องกันยังไง อารมณ์ยังไง ผมก็จะพยายามทำให้เหมือนคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน มีโชว์ดนตรีด้วย คือไม่เอาแต่ร้องอย่างเดียว

สิ่งที่อยากส่งถึงแฟนเพลง

หรั่ง : เชื่อไหมว่าเรารวมวงกันเฉยๆ มา 2-3 ปี โชคดีที่มีห้องบันทึกเสียงเอง แล้วก็มีห้องซ้อมเอง เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก เลยทำกันแบบ ถ้าไม่ดีก็ทำใหม่ แล้วมีแบบว่าเพลงที่ดีแล้ว เราก็แก้ไขอีก เพลงที่จะนำเสนอในเดือนนี้เราคิดว่าสมบูรณ์แล้ว

จง : คือจริงๆ แล้วเพลงที่จะได้ฟังกัน เป็นเพลงเร็ว แต่ตอนแรกมันมีเพลงช้าก่อน ก่อนที่เราจะออก แล้วเราดึงเข้าไปใน Rockestra Band เรียบร้อยแล้ว เป็นทีเซอร์สั้นๆ แต่คราวนี้เพลงนี้ดันทำออกมาเรียบร้อยก่อน และสมบูรณ์กว่า ก็เลยเอาเพลงนี้ออกมาก่อน ให้แฟนๆ หายคิดถึง เอาเป็นเพลงมันส์ แต่เพลงต่อไปอีกสักสองถึงสามเดือนก็จะเป็นซิงเกิ้ลเพลงช้า แบบเชือดเฉือน รับรองว่าตามสไตล์พี่หรั่ง

หรั่ง : อีกหลายเพลง เพราะว่าถ้าเรามาเส้นทางสายนี้ เราเรียกได้ว่ามาเกือบสุดถนนแล้ว ในการเดินทาง หมายถึง
อายุการทำงาน ไม่ได้แปลว่าเราเก่งที่สุด เราก็คิดว่าเราได้ผ่านพบสิ่งที่เราดื้อมาแล้ว ไม่ประสบผลสำเร็จก็มี แล้วเราก็ไม่นึกถึงตลาด ไม่นึกถึงคนอื่นเลย อยากทำอะไรเราก็ทำมันออกมา โดยไม่นึกถึง
คนฟัง แต่ชุดนี้ก็จะเป็นการแก้ไขสิ่งที่เราเคยเชื่อมั่น
ตัวเองสูง ก็พยายามที่จะเชื่อมั่นตัวเองสูงเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านึกถึงใจคนฟังด้วยครับ อยากให้ลองมาฟัง และอย่าลืมช่วยกันตั้งชื่อเพลงให้กับพวกเราด้วยครับ

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/320506

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

สกู๊ปพิเศษ : คำว่า ‘รัก’ สำคัญไฉน?

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นนกุล ชานน

“ความรักในมุมมองของผม รู้ว่าเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ คอนโทรลไม่ได้ สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้ครับผม จะเกิดขึ้นก็เกิด ถ้ามันไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิด จะหลอกให้คนอื่นมารักคุณได้ แต่คุณหลอกให้ตัวเองรักคนอื่นไม่ได้ครับผม”

กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

“ความรักเป็นสิ่งสวยงามครับผมเพราะฉะนั้นเราควรจะเก็บมันให้ดี รักให้เป็น ผมว่าความรักอยู่ที่เรารักเป็นไม่เป็น ขึ้นอยู่กับแค่นี้จริงๆ ครับ”

ฮั่น-อิสริยะ

“ผมว่าความรักเกิดได้ทุกที่ และทุกรูปแบบ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดเรารู้จักให้อภัย ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน ก็ตามก็จะอยู่กับเราแบบยั่งยืน และในวันวาเลนไทน์นี้ ก็ขอให้คู่รักทุกคู่ รู้จักหนักนิด
เบาหน่อยให้อภัยกัน พึ่งพาอาศัยกัน แล้วพวกคุณจะอยู่ได้นานครับผม”

ตั้ว-เสฎฐวุฒิ

“รักคือความเข้าใจครับ การยอมรับที่จะอยู่กับข้อดีข้อเสียของกันและกัน และก็ยอมปรับ และลดทอนฐิติหรือว่าอีโก้ของตัวเองบางอย่าง เพื่อใช้ความเข้าใจเป็นสิ่งนำทางให้สบายใจที่จะอยู่ด้วยกันครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ความรักอยู่กับเรานานมากที่สุดครับผม”

ณัฐ เทพหัสดิน

“คนส่วนใหญ่คิดว่าความรักคือการที่เราจะต้องรับอย่างเดียว แต่ผมว่าความรักที่แท้จริง คือการให้ โดยที่เราไม่ต้องคาดหวังอะไร ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบพ่อ-แม่ หรือว่ารักสัตว์เลี้ยง ที่เราเลี้ยงมันแบบไม่มีเงื่อนไข ผมว่าความรักคือการให้ ยิ่งให้ เราก็ยิ่งได้กลับคืนมามากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมว่าคนสมัยนี้ลองหยุดคิดถึงตัวเองบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันทำให้เราคิดถึงตัวเอง ไม่ว่าจะโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ค มันทำให้เราวนเวียนอยู่กับตัวเอง บางทีเราลืมที่จะให้ความรักกับคนรอบข้าง เพราะฉะนั้นผมอยากฝากไว้ครับ อย่าลืมคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ พี่น้อง คนใกล้ตัว
เราบางที จะเป็นคนที่มักจะลืมง่ายที่สุด เริ่มต้นจากคนที่ใกล้ตัวเรา แล้วค่อยๆแบ่งปันความรักไป ถ้าเรามีโอกาสที่จะมอบให้กับคนที่เขาขาดความรัก หรือขาดโอกาส ผมว่าหยิบยื่นน้ำใจให้เขาบ้าง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบของเงิน เป็นความมีน้ำใจก็ได้ครับ เพราะถ้าทุกๆ คนช่วยกันทำ โลกคงจะน่าอยู่มากขึ้นครับ”

ปิ่น-เก็จมณี

“ปิ่นเป็นคนที่มีความรักอยู่แล้ว ความรักเป็นสิ่งสวยงาม และความรักของปิ่นต้องไม่มีเงื่อนไข ถ้าเราคิดจะรักแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผล ปิ่นรักใคร ก็จะรักมาก แล้วก็ยากที่อยู่ๆ จะไม่รัก ปิ่นมักจะหาเหตุผลให้กับข้อเสียของคนอื่นเสมอ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความรักที่ยืนยาวมีความรักที่ให้อภัย และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ค่ะ และไม่ใช้กับคนใกล้ตัว 4 หนุ่มที่บ้านเท่านั้น แต่ปิ่นจะมีให้กับทุกคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งสัตว์ เรามีความรักเยอะ เราก็ต้องแบ่งเยอะค่ะ”

น้ำฝน-กุลณัฐ

“มุมมองความรักสำหรับฝน ณ ตอนนี้นะคะ ก็จะเป็นความรักที่โตขึ้น แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าพอเราคบกันไปนานๆ แล้วยิ่งทำตัวเบื่อหน่าย อันนี้ไม่ต้องก็ได้ คืออะไรที่เรายังคงความหวานให้ได้ เราก็ยังจะเติมอยู่เรื่อยๆ ค่ะ กลายเป็นความรักที่อยู่บนความเข้าใจ เรามีตัวแปร และมีเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง แต่เรายังคงรักกันนะ และจะพยายามรักษาให้ความรักนี้คงอยู่ตลอดไปค่ะ”

บี-น้ำทิพย์

“บีคิดว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญ ที่คนเราต้องมีความรักต่อกัน แต่ความรักมีมากมายหลายรูปแบบ ถ้ายกประเด็นในเรื่องความรักแบบผู้หญิงผู้ชาย สำหรับบีมองว่า คนเราก่อนที่จะรักกันอยากให้รักตัวเองก่อนก่อนที่จะไปรักคนอื่น เพราะถ้าคุณเห็นค่าของตัวเอง รู้คุณค่าของคุณอยู่ที่ไหน คุณก็จะสามารถมอบความรักที่ถูกต้องให้กับคนที่คุณรักได้ แล้วเขาก็จะได้ความรักแบบนั้น ที่มีความสุขทั้ง 2 ฝ่ายค่ะ”

ฝน-ศนันธฉัตร

“สำหรับฝน ความรักต้องเป็นพลังบวกให้กันค่ะ สมมุติว่ามีความรัก ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว กับคนรักหรือว่ากับสัตว์เลี้ยง เวลาที่เราอยู่ใกล้สิ่งที่เรารัก หรือคนที่เรารัก จะต้องรู้สึกดี เป็นพลังให้แก่กัน และก็พากันไปทำเรื่องดีๆ ค่ะ”

แหม่ม-คัทลียา

“ความรักทุกรูปแบบเป็นสิ่งสวยงาม สำคัญก็คือไม่ว่าจะเป็นรักแบบสามีภรรยา แบบแฟน หรือแบบรักลูก รักเพื่อน ก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ก็ขอให้มีความรักที่จริงใจ รักด้วยใจ แหม่มว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดค่ะ”

ป๊อป-ปองกูล

“จริงๆ พอเราเริ่มแก่ตัวลง ความรักมันจะเริ่มมีมุมกลมๆ ของมันหลายอย่าง มีทั้งความดาร์คขึ้น แง่ลบแง่บวกผสมปนเปกันไปหมด สำหรับผมสุดท้ายแล้วถ้าให้มองความรัก ความรักก็น่าจะเป็นสารตั้งต้นของการทำอะไรสักอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ก็ต้องมีสารตั้งต้นคือความรักในงานที่จะทำ หรือการมีครอบครัวมีสังคม ก็ต้องเริ่มต้นจากความรักเหมือนกัน ถือเป็นสารตั้งต้นที่ดี ที่ทำให้เราได้มีโอกาส พุ่งไปหาในแต่ละจุดที่ทำให้เราไปต่อได้ครับ”

คริส หอวัง

“ความรักในมุมมองของคริส จริงๆ แล้วก็ต้องเป็นเรื่องของความเข้าใจกัน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเรื่องของความรัก ถ้าเกิดเราชอบกัน หมดช่วงโปรโมชั่นไปแล้ว ต่อไปเราจะรับกันได้นานแค่ไหน รู้ว่าเรารักคนคนนี้ ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหน เราจะอยู่กันได้ยาวๆ ค่ะ”

พลอย หอวัง

“ใครบอกว่าวันเลนไทน์แล้วต้องมีคู่คะ บางทีเราก็ไม่ต้องมีคู่ค่ะบอกรักคุณพ่อ-คุณแม่หรือว่าสัตว์เลี้ยงที่บ้านก็ได้ สบายกว่าเยอะค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’ 3 สาว GELATO แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/320098

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’  3 สาว GELATO  แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

สกู๊ปพิเศษ : ‘เบนซ์-ถุงแป้ง-นีน่า’ 3 สาว GELATO แจกความสดใสด้วยเสียงเพลง

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

3 สาว คลื่นลูกใหม่ ในนาม GELATO (เจลาโต้) จากค่าย โมโน มิวสิค มาพร้อมความหวาน 3 สไตล์ ในรูปแบบความรักที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเปรียบได้กับไอศกรีมหลากรส ที่พวกเธอล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าค้นหา

เบนซ์-ณฐธิดา ตรีชัยยะ วัย 17 ปี มีผลงานแสดงมาแล้วมากมาย อาทิ นารีริษยา(ช่อง28), ซีรี่ส์เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (ช่องวัน 31), ซีรี่ส์ Love Song (ช่อง GMM25), ซีรี่ส์ Love Sick ซีซั่น 2 (ช่อง Mcot30),
ซีรี่ส์ เพชฌฆาตตาเพชร (ช่อง MONO29)

ถุงแป้ง-ภัทราวดี เหลาสา วัย 19 ปี ผู้ชนะการประกวด Miss Gossip Girls 2014, ร่วมแสดงใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรี่ส์

นีน่า-นิชารถ พรหมมาตร วัย 16 ปี ผ่านงานแสดงซีรี่ส์เรื่อง เพชฌฆาตตาเพชร (ช่อง MONO29)

โดยทั้ง 3 เป็นทัพหน้าของโปรเจ็คท์ GELATO ที่มีทั้งหมด 6 คน พวกเธอมาพร้อมผลงานนำร่อง เผยถึงซิงเกิ้ลเดี่ยวของตนเองให้แฟนๆ ได้ทำความรู้จัก

ทำความรู้จัก โปรเจกท์ GELATO

“GELATO เป็นตัวแทนของไอศกรีมค่ะ สมาชิกทุกคนจะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เหมือนกับรสชาติไอศกรีมที่มีหลายรสชาติ อย่าง นีน่าจะเป็นรส สตรอเบอร์รี่โยเกิร์ต แสดงถึงสาวที่มีความเปรี้ยว แต่ก็ยังมีความหวานอยู่ในตัว, ถุงแป้งก็จะออกแนว สาวเท่ๆ อินดี้ แล้วก็เล่นดนตรีเป็น เพลงก็จะสบายๆ เป็นรสชาติของ คุกกี้แอนด์ครีม สำหรับ เบนซ์ จะเป็นรสชาติวานิลลา สาวหวานและมีความคลาสสิก”

3 เพลง 3 ซิงเกิ้ล

เบนซ์ : ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมาคือเพลง “ฝุ่น” ค่ะ เป็นของ เบนซ์ เนื้อหาของเพลงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีค่าอะไร เลยตีค่าตัวเองเป็นแค่ฝุ่น แต่พอเขาได้เจอกับคนคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิต มาให้ความสำคัญ ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้นมามีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยที่เพลงนี้จะเป็นเพลงขอบคุณคนคนนั้น ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาค่ะ ตอนถ่าย MV สนุกและตื่นเต้นมากๆ ค่ะ เพราะถือเป็นงานชิ้นสำคัญของเบนซ์จริงๆ เดินทางไปเขาใหญ่ 5 ทุ่ม เริ่มต้นถ่ายทำตอนตี 2 แทบจะไม่ได้นอนเลย แต่เราก็ต้องทำให้ตัวเองพร้อมตลอดเวลา กับฉากหวานๆ มองตาซึ้งๆ ก็มีอยู่หลายฉากค่ะ มีเขินบ้าง แต่โชคดี เบนซ์ เคยร่วมงานกับพีค (ภีมพล พาณิชย์ธำรง) มาก่อนค่ะ ก็จะมีคุยกันว่าจะสื่อสารออกมาประมาณไหน เพื่อให้เราเล่นได้เป็นธรรมชาติที่สุด หวังว่าแฟนๆ จะชอบกันค่ะ

ถุงแป้ง : ซิงเกิ้ลต่อมาเป็นของถุงแป้งค่ะ ชื่อว่า “หัวใจไม่ปิดหน้าต่าง” รับชมได้แล้วทาง Line TV ส่วนช่องทางอื่นๆ จะปล่อยออกมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ เนื้อหาของเพลง จะเกี่ยวกับความรักในวัยรุ่น โดยมีผู้หญิงคนหนึ่ง พยายามจะทำทุกอย่างให้ผู้ชายที่เขารัก แต่สุดท้าย ผู้ชายก็มีคนของเขาอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ปล่อยเขาไป แต่หัวใจของเรายังคงไม่ปิดหน้าต่าง คือยังเปิดรับและยินดีให้เขาไปกับคนของเขาค่ะ หลายๆ ฉากในการถ่ายทำ MV เพลงนี้ จะเป็นฉากถุงแป้งเล่นกีตาร์ ตัดสลับกับแชทเฟซบุ๊คกับพระเอก คือพีค ซึ่งถือว่าไม่ยากมากค่ะ ยิ่งตอนซ้อมดนตรีในห้องซ้อมถือว่า…ง่ายเลย เพราะถุงแป้งพอเล่นกีตาร์ได้อยู่แล้ว ก็แอ๊กติ้งเล่นกีตาร์ ทำอารมณ์สนุก เหมือนเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ ตอนแรกนึกว่าจะโล่งแล้ว แต่ก็แอบมีฉากดราม่าค่ะ ซีนที่เจอพระเอกกำลังลูบผมสาวอื่น ซึ่งเราต้องอึ้งและเสียใจ แต่ด้วยความที่ถุงแป้งไม่เคยเจอประสบการณ์เพื่อนแอบรักเพื่อน และมาเจอเหตุการณ์สะเทือนใจแบบนี้ เลยยังงงๆ กังวลทั้งบล็อกกิ้งและการทำอารมณ์เศร้า ซึ่งก็ทำให้ต้องหลายเทคอยู่เหมือนกันค่ะ จนผู้กำกับฯ พยายามบิ้วและให้คิดเรื่องราวไปตามเนื้อเพลง อารมณ์ที่เราต้องเสียเขาไป ความรู้สึกเริ่มมาค่ะ ทำให้เพิ่งเข้าใจความรู้สึกถึงการอกหักครั้งแรก แถมรักเขาข้างเดียวอีกต่างหาก

นีน่า : เพลงของนีน่า ออกมาท้ายสุดค่ะ เมื่อวันที่ 5 กุมภาฯที่ผ่านมา ชื่อว่า “โซฟา” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่มีความสุขในความรัก ได้เรียนรู้การที่จะรัก เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและรักษามันไว้ ส่วน MV จะปล่อยให้ชมกันวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ โดยแต่ละซิงเกิ้ล คือทั้ง 3 เพลง จะมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงต่อกันอยู่ด้วยค่ะ โดยที่จะมีพระเอก MV คนเดียวกันทั้ง 3 เพลง สำหรับการถ่าย MV ของนีน่า ไม่ค่อยยากเท่าไรค่ะ แต่จะออกอาการตื่นเต้นและเกร็ง กลัวไปเองค่ะ โชคดีได้พี่ทีมงานและพี่ผู้กำกับฯ คอยบอกและแนะนำตลอดค่ะ โดยให้นีน่าเล่นเป็นตัวเองเลย เป็นสาวมั่นๆ สดใสร่าเริง ซึ่งการออกเดทในครั้งนี้ ในช่วงแรกที่เริ่มต้นถ่ายทำ ก็จะมีเขินๆ เกร็งใส่กันบ้าง เพราะพีคและนีน่าต่างคนต่างมาเจอกันเป็นครั้งแรกใน MV นี้ แต่พอเริ่มถ่ายซีนเยอะขึ้น ต้องเล่นสนุก-หัวเราะด้วยกัน ก็ทำให้เราเริ่มสนิทและกลายเป็นเพื่อนเฮฮากันไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ รู้สึกโล่ง สบายใจเพราะเหมือนนีน่าและพีคได้มาเที่ยว-เล่นเกมกันจริงๆ และพี่ๆ ทีมงานก็ค่อยๆ เก็บภาพไปเรื่อยๆ และแอบมีแซวขำๆ…เล่นเนียนนะ เหมือนเป็นแฟนออกเดทกันจริงๆ ก็อยากให้แฟนเพลงรอติดตามชมมิวสิกวีดีโอเพลง โซฟา ให้ได้นะคะ

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/293911

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

สกู๊ปพิเศษ : ถ้าไม่ใช่ ‘ก้านแก้ว วีไอพี’ คิดแบบนี้ไม่ได้!?

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นาทีนี้ในโลกโซเชียลต่างพูดถึงความแซ่บของ “ก้านแก้ว” จาก “หลงไฟ” (จันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางช่อง GMM25) ที่รับบทโดยนางเอกสาว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ถ่ายทอดความเป็นสาวไซด์ไลน์ตัวแม่ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินได้อย่างเปรี้ยวแซ่บ จนหลายคนอินถึงขนาดเบ้ปากใส่นางสุดๆ แต่หลังจากนี้ ความวีไอพีของเธอก็จะเปลี่ยนไป ทำให้เราได้เห็นทัศนคติ มุมมอง และ ความคิด ที่เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่ ก้านแก้ว วีไอพี คิดไม่ได้ขนาดนี้!!

วันนี้จึงขอรวมประโยคแซ่บของ “ก้านแก้ว” มาตีแผ่ และต้องยอมรับว่าความจัดจ้านของงานเขียนบท ช่วยส่งให้ตัวละครนี้น่าสนใจ

ชาลา(หลิน) : คนจนๆ อย่างพวกเราจะไปหาผู้ชายดีๆ ได้จากที่ไหน ใครเขาจะมารักเราจริง มันก็ต้องคนระดับเดียวกันป่ะวะ ถึงจะจริงใจ แล้วเป็นคนดีก็พอแล้ว

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น): ความดีมันกินได้ที่ไหน ถ้าเกิดว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ถ้าเขาหล่อเราก็จะเรียกเขาว่า คนหน้าตาดี
แต่ถ้าเขารวย เราก็จะบอกว่าเขาไฮโซ แต่ถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย หน้าตาก็ไม่ดี ฐานะก็งั้นๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่าง เราถึงเลี่ยงไปเรียกเขาว่าคนดี แกเข้าใจป่ะ… คำว่าคนดี มันใช้สำหรับคนที่ไม่มีอะไรเลย หรือแกว่าไม่จริง

///////////////////////////////////////////

กุญชร (ทอย) : ทำไมก้านไม่กลับบ้านล่ะ เราคิดว่าก้านจะกลับไปอยู่กับพ่อที่ต่างหวัดซะอีก ไปทำพวกโฮมสเตย์เกสต์เฮ้าส์เขาฮิตกันไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างก้านก็เก่งภาษาด้วย เราเองก็ตั้งใจว่าถ้าเรียนจบเราจะกลับไปเป็นครูที่บ้านเหมือนกัน

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ชร…บ้านพวกเรามันบ้านนอกขนาดนั้น มันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ใครมันจะอยากมา ได้เต็มที่เลยวันละห้าหกร้อยบาท แถมยังต้องมาบริการ มาคอยทำความสะอาด ล้างจาน ล้างส้วมอีก แล้วอีกอย่างนะต่อให้มีคนมาพักเต็มทุกวัน เดือนๆ หนึ่ง ก็ได้สามสี่หมื่นบาท ก้านไม่เอาด้วยหรอก

////////////////////////////////////////////

ไอติม (คิตตี้) : ตั้งแต่ฉันเกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นใครเลวเท่าแกเลย พูดออกมาได้เต็มปากว่าไปนอนกับผู้ชายที่เขามีเมียแล้ว

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ใช้คำว่าเมีย เลยเหรอคะ! เท่าที่ฉันดูนะคุณกับคุณโชนยังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย

แค่คบหากัน นอนด้วยกันบ้าง ฉันไม่ถือหรอกค่ะ ผู้ชายมันก็นอนกับผู้หญิงเรื่อยๆ ถ้าจะนับเป็นเมียไปหมด คงวุ่นวายแย่ ถ้าให้ฉันแนะนำ ให้ผู้ชายเขาเป็นคนบอกดีกว่านะคะ ว่าคนไหนคือ “เมีย” คนไหนเป็นแค่ “คู่นอน”

///////////////////////////////////////////

ชาลา (หลิน) : ก้านไม่น่าไปพูดไม่ดีกับป้าเหงี่ยมเลย ยังไงเขาก็มีบุญคุณกับแกใครจะไปรู้ อนาคตวันหนึ่งแกอาจจะต้องไปพึ่งพาเขาอีกก็ได้นะ แล้วมาอยู่ที่คอนโดฯนี่จ่ายไหวเหรอเดือนละตั้งเจ็ดพัน

ก้านแก้ว (ใบเฟิร์น) : ต่อให้ฉันไม่เหลืออะไร ฉันก็ไม่มีทางกลับไปเหยีบบ้านหลังนั้นเด็ดขาด ตายซะยังดีกว่า ใครจะรู้…ฉันอาจจะอยู่ที่คอนโดฯนี่อีกไม่นาน อาจจะมีไฮโซสักคนยกคอนโดฯหรูๆ ให้ฉันก็ได้ ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อเองไง

ในส่วนของนักแสดง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก เผยความรู้สึกถึงบทบาทนี้ว่า “เรื่องนี้ก็สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสังคมให้เราได้เห็น ผู้หญิงแบบก้านแก้วมีอยู่จริง ซึ่งเราแค่นำเสนอมุมมองชีวิตเขาว่า ทางที่เขาเลือก ทางที่เขาหลงไปจะเจอกับอะไรบ้าง เป็นธรรมดาของคนที่หลงไปกับเงิน วัตถุ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา เฟิร์นเองอ่านบท เฟิร์นยังสอนตัวเอง เรียนรู้ไปด้วย เอาไว้เตือนการใช้ชีวิตเราเองได้ค่ะไม่ให้หลงผิด ยิ่งยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรม ไลน์ เฟซบุ๊ค โซเชียลทุกอย่าง ก็จะสอนเด็กยุคนี้แบบตรงไปตรงมาค่ะ”

ด้าน ทอย-ปฐมพงศ์ เสริมว่า “ผมรู้สึกว่า ก้านแก้ว เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารนะ เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำคือดีและถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็เข้าใจนะอาจจะเพราะด้วยความที่เขาอยากจะสบาย ทะเยอทะยานเลยทำให้เขาดูร้าย ผมว่าผู้หญิงแบบก้านแก้วน่ากลัวนะที่สำคัญเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นคนร้าย คือไม่รู้ตัวเองเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ ผมว่าจุดประสงค์หลักของเขาคืออยากมีเงินอยากดีกว่าคนอื่น ผมว่าเขาน่าสงสารนะครับ”

ทีมข่าวไม่ได้หยิบเรื่องนี้มา เพื่อสนับสนุนความคิดของ “ก้านแก้ว” แต่คาแร็กเตอร์นี้สะท้อนหลายๆ สิ่งของผู้หญิงไทยบางกลุ่ม ถ้าคุณไม่ปิดหูปิดตา ย่อมรู้ว่า มีอยู่จริง และนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ!!

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292638

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ดําเนินการ คือ การจัดทําแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล คือ ปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปี 2559 ต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งเกือบทั่วประเทศ รัฐบาลเน้น “ทําก่อนได้ ทําทันที” จึงเกิดนโยบายเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมให้เก็บน้ำได้มากขึ้น และเร่งเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้วยการทำแก้มลิงเก็บน้ำก่อนไหลออกนอกประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของ กระทรวงเกษตรฯได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยตลอดจนระยะเวลา 3 ปีของรัฐบาล สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1,030 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กระจายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 717,510 ครัวเรือนและที่สำคัญทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2,570 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการศึกษาออกแบบเพื่อวางรากฐานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญๆ ที่จะเร่งก่อสร้างให้เสร็จภายใน 2-4 ปี ทำให้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมจะดำเนินการภายในปี 2564 หลายโครงการ จะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 4,245 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะสามารถเพิ่มการเก็บกักได้อีก 630 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.9 ล้านไร่

สำหรับการแก้ปัญหาน้ำในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Base) นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้นําสภาพปัญหาตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ จัดทําเป็นกลุ่มแผนงานเชิงพื้นที่รวม 47 พื้นที่ แบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 18 พื้นที่ ภาคกลาง ซึ่งรวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตกด้วย 7 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 พื้นที่ และภาคใต้ 13 พื้นที่

ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสานนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคือ 63 ล้านไร่ แต่กลับมีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 56 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ

“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 480 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 770,000 ไร่ เท่าๆ กับรัฐบาลชุดก่อนๆ ทำรวมกันถึง 12 ปี โดยได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขง การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่และการเพิ่มปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำเดิมในพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างอาคารบังคับน้ำ การเพิ่มระบบกระจายน้ำ และที่สำคัญได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายดำเนินโครงการแก้มลิงริมน้ำโขงถึง 30 แห่ง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ปีงบประมาณ2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเร่งด่วนในภาคอีสานอีกไม่น้อยกว่า 165 โครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,883 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเชิงเขา เช่น อ่างฯน้ำอูน จ.สกลนคร เป็นต้น การพัฒนาอ่างเก็บน้ำต้นลําน้ำชี จ.ชัยภูมิ อีก 2 โครงการ พร้อมทั้งนำพระราชดำรัสเรื่องอ่างพวงมาดำเนินการเชื่อมโยงอ่างในจ.นครราชสีมา และอีกหลากหลายโครงการโดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมา เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทับรั้ง ก่อสร้างอาคารควบคุมน้ำลําเชียงไกรตอนล่าง ก่อสร้างประตูระบายน้ำลําสะแทด ก่อสร้างแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช เป็นต้น ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แล้วเสร็จและสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 58 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 88,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 54,000 ครัวเรือน

ส่วนในปีงบประมาณ 2562 จะเร่งสร้างประตูเก็บกักน้ำบริเวณปากแม่น้ำเลย และสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองชัยภูมิเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล และโครงการผันน้ำป่าสัก-ลําตะคอง เป็นต้น

สำหรับในการพัฒนาแหล่งน้ำภาคอีสานทั้งระบบ ตั้งแต่ปี 2561-2569 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 95,532 ล้านบาท สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.15 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1,254 ล้าน ลบ.ม.

สิ้นสุดการรอคอยของคนอีสาน…จะได้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำเหมือนภูมิภาคอื่นๆ เสียที

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292163

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

สกู๊ปพิเศษ : คลองบางบาล-บางไทร อีกหนึ่งศาสตร์พระราชา แก้วิกฤติน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดำเนินการปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุด

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีแรก (2560-2564) กรมชลประทาน ได้วางรากฐานของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการเสนอแผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น แก้มลิง ฝาย ประตูระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการเพิ่มปริมาณความจุของแหล่งเก็บน้ำเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังวางแผนดำเนินโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีหลายโครงการได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานสำคัญ ซึ่ง 1 ใน 9 แผนงาน
ดังกล่าว คือ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่ได้รับความเห็นชอบจาก กนช. แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้

“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขยายผลศาสตร์พระราชาจากโครงการคลองภักดีรำไพ จ.จันทบุรี และเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านตัวเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองบางหลวง คลองบางบาล และพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 54 กิโลเมตร ก็จะทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที” นายสมเกียรติกล่าวยืนยัน

สำหรับคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะเริ่มต้นที่ต.บ้านใหม่ อ.บางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาล ถึง ต.สนามชัย อ.บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เกษตรฯได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรม กับประชาชนที่อยู่ในแนวคลองที่จะขุดซึ่งมีแนวกันเขตก่อสร้างรวมกว้างประมาณ 110-230 เมตร ยาว 23 กิโลเมตร จะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร ลงอีก 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานได้ปรับแผนก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวง ในปี 2562 พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของคันกันน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้ประมาณ 1.9-2.5
ล้านไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอ.บางบาล และอ.ผักไห่ แล้วคลองบางบาล-บางไทร ยังสามารถเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรและปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ด้วย